ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว

ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว

ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.


ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว ‘อนุชา’ปล่อยMVแร็พ โกยแต้มชิงผู้ว่าฯกทม.

ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เดือดต่อเนื่อง “คริส โปตระนันทน์” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวระบอบอากง ทั้งเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายผอ.เขต เก้าอี้ละ 4 ล้าน เรียกเก็บแรงงานต่างด้าว ยันกินหัวคิวค่าดูดส้วม ใบอนุญาตสร้างอาคาร ขณะที่ “ชัชชาติ” โต้แหลกระบุถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว เย้ยคริสแถลงไร้สาระไม่มีเนื้อหาอะไรควงลูกชายหาเสียงตามปกติ ขณะที่ “อนุชา”จัดทีมประชาธิปัตย์เปิดMVตระเวนทั่วกรุงโกยคะแนนกระหึ่ม

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ อาคาร M Group นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดหลักฐาน ปฏิบัติการ ทุบ! ระบอบอากง เปิดแผลทุจริต กทม.โดยระบุว่า ระบบอากง เป็นเครือข่ายอำนาจภายในกรุงเทพมหานครที่เชื่อมโยงกับหลายสายงาน ทั้งโยธา ตลาด สภากทม. งบประมาณ และบริษัทรับงานต่างๆ จนเปรียบเสมือนมีบุคคลบางกลุ่มเป็นผู้รันการบริหารงานของกทม.อยู่เบื้องหลังขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นเพียงผู้ลงนามในทางเอกสารเป็นเพียงผู้ว่าฯ เงา เท่านั้น

เปิดโปงหลักฐานมัดระบบอากง

นายคริสกล่าวว่าวันนี้ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า แท้จริงแล้วใครเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้ว่าฯกทม.หรือ“อากง”ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา โดยอ้างว่า อากงไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่พรรคเรียกว่า“ปร.”ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในระบบดังกล่าว

นายคริสได้นำชาร์ตผังเปิดเผยโดยอธิบายว่าผังที่มาให้ดูวันนี้ไม่ใช่ผังการทำงานเพื่อประชาชน แต่เป็น“ผังทำมาหากินแบบเส้นเลือดฝอย” เครือข่ายดังกล่าวแทรกซึมอยู่ในสำนักงานเขตต่างๆ และเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตร้องเรียนมายังพรรคเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า หากต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขตจะต้องถูกเรียกไปพูดคุยในสถานที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร โดยมีการเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าไปพูดคุย และหลังจากนั้นจะมีผลลัพธ์เพียง 2 ทางคือได้ขึ้นตำแหน่ง หรือ ไม่ได้ขึ้นตำแหน่ง

ปูดเรียก4ล้านแลกเก้าอี้ผอ.เขต

นายคริสอ้างว่าผู้ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมระบบ หรือไม่ยอมจ่ายเงิน4 กิโล จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง แต่ถ้าจ่าย 4 กิโล ก็จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่ง ผอ.เขต พร้อมย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ กทม.ทุกคนไม่ดี เพราะยังมีข้าราชการจำนวนมากที่ตั้งใจทำงาน สุจริต และไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในระบบดังกล่าว

นายคริสยังกล่าวถึงตัวเลข“4 กิโล” หรือ 4 ล้านบาท ที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เป็นข้อมูลจากผู้ช่วยเขตที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผอ.เขต และมาร้องเรียนกับพรรคโดยตั้งคำถามว่าหากตำแหน่งผอ.เขตมีต้นทุนสูงถึงหลักล้านบาทก็ย่อมต้องมีการหาผลประโยชน์กลับคืนจากพื้นที่ เนื่องจากเงินเดือนปกติของ ผอ.เขตไม่สามารถทำให้คุ้มทุนได้

นำงาน4ฝ่ายไปหาผลประโยชน์

นายคริสกล่าวว่าในสำนักงานเขต มีหลายฝ่ายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม พร้อมยกตัวอย่างข้อร้องเรียนที่พรรคได้รับ เช่นการเรียกรับเงินจากงานสูบส้วม การนำรถของกทม.ไปให้บริการเอกชน การเรียกเก็บเงินจากร้านอาหารในเรื่องบ่อดักไขมัน ใบอนุญาตสะสมอาหารตู้หยอดเหรียญ การขออนุญาตก่อสร้าง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคาร รวมถึงการค้าขายของต่างด้างบนทางเท้า โดยเปิดคลิปเสียงที่บอกว่าจ่ายเงิน 500-2,000 บาท แลกค้าขายได้ พร้อมเปิดคลิปเสียงประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อดำเนินการเรื่องใบอนุญาต

โดยเฉพาะฝ่ายโยธา นายคริสระบุว่าเป็น“พระเอก”ของระบบผลประโยชน์ เพราะเกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างจำนวนมากในแต่ละปี แม้กทม.จะมีระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์ เพื่อลดการพบกันระหว่างผู้ขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อร้องเรียนว่าหากไม่ไป“เคลียร์”ก็อาจถูกเตะถ่วง หรือไม่ได้รับการอนุมัติ

ทั้งนี้ ยังมีการบอกว่าแต่ละฝ่ายจะมีรายได้ต่างกันโดยฝ่ายเทศกิจจะมีรายได้ต่อเดือน 4-5 แสนบาทฝ่ายรักษา 3-4 แสนบาท ซึ่งมาจากการรับงานนอก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเดือนละ5 แสนบาท ขณะที่ฝ่ายโยธา ทำรายได้สูงสุดถึงปีละ 10 ล้านบาท

บี้‘ชัชชาติ’ปัดความรับผิดชอบไม่ได้

นายคริส กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประชาชนถูกขูดรีดในหลายขั้นตอน และคำถามสำคัญ คือ เงินเหล่านี้ไหลไปที่ใด พร้อม ยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายสำนักงานเขตและนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ กทม.

นอกจากนี้นายคริสยังเปิดประเด็นเรื่องการแต่งตั้งและโยกย้าย ผอ.เขต โดยอ้างถึงกรณีคำสั่งโยกย้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568ซึ่งมีข้าราชการถูกโยกย้าย 25 คน และมีผอ.เขต 16 ราย ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานครหรือ ก.พ.ค.กทม.จะมีคำวินิจฉัยให้ กทม.ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์

นายคริสระบุว่า แม้กทม.จะมีคำสั่งยกเลิก แต่กลับมีคำสั่งให้บุคคลกลุ่มเดิม (16 ผอ.เขต) ไปปฏิบัติหน้าที่หรือติดตามงานในเขตเดิมอยู่ดี โดยตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการท้าทายคำวินิจฉัยของก.พ.ค.และเป็นการทำให้บุคคลเหล่านั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็น ผอ.เขต แม้ในทางคำสั่ง จะถูกย้ายออกไปแล้วก็ตาม

ขุดการแต่งตั้งโยกย้าย

“จากวันที่มีคำสั่งยกเลิกจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาเพียง 9 วัน ได้มีการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มเดิมกลับเข้าไปดำรงตำแหน่งอีกครั้งโดยตั้งคำถามว่ากทม.ได้เปิดรับสมัครใหม่จริงหรือไม่มีผู้สมัครรายอื่นหรือไม่ และเหตุใดกระบวนการทั้งหมด จึงสามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ทั้งที่ตามขั้นตอนต้องมีการรับสมัคร ตรวจคุณสมบัติ ประเมินผลงาน ประเมินศักยภาพ ความประพฤติจัดลำดับ”นายคริสกล่าว

และย้ำอีกว่าหากกรุงเทพมหานครไม่มีระบบคุณธรรม การบริหารเมืองก็จะเดินต่อไปไม่ได้ เพราะตำแหน่ง ผอ.เขตมีความสำคัญอย่างมากไม่เพียงเกี่ยวกับการบริหารงานในพื้นที่ แต่ยังเกี่ยวพันกับเครือข่ายการเมืองและการเลือกตั้งในอนาคตด้วย

นายคริส ยังย้ำอีกว่าหากนายชัชชาติกล้าจริง ต้องประกาศให้ชัดว่าจะกำจัด “ระบบอากง”ออกจากกรุงเทพมหานครและกลับมาเป็นผู้ว่าฯที่บริหารงานด้วยตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งรันกทม.อยู่เบื้องหลัง เขาระบุว่า วันนี้เราไม่ได้กล่าวหาข้าราชการกทม.ทุกคน แต่เรากำลังพูดถึงระบบที่ทำให้คนดีอยู่ยาก คนที่ไม่จ่าย ไม่ได้ขึ้นและประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระจากการถูกเรียกเก็บผลประโยชน์ในทุกขั้นตอน หากผู้ว่าฯยังปล่อยให้เรื่องนี้ดำรงอยู่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

“ระบบอากงกินใบอนุญาต และไม่ใช่กินใบอนุญาตอย่างเดียว กินขี้ด้วย กินรถดูดส้วม กินต้นไม้ กินรถขนขยะ ระบบนี้ยังเกาะกินอยู่แบบนี้ แล้วท่านชัชชาติจะถือตัวเองเป็นพระจะบริสุทธิ์คนเดียวในกทม. แล้วให้พวกเราเลือกท่าน แล้วยังมีระบบเงาอยู่ข้างหลัง มันไม่ใช่” นายคริส กล่าวทิ้งท้าย

‘ชัชชาติ’ควง’แสนดี’ช่วยหาเสียง

วันเดียวกัน เวลา 10.30 น.ที่สเตเดี้ยมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 9 ถ่ายทอดสด ผ่านเฟซบุ๊กพร้อม นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ หรือ แสนดี บุตรชาย โดยระบุว่าในวันนี้นายแสนปิติ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นจะมาช่วยหาเสียงในวันนี้ด้วย

โดยนายชัชชาติ และนายแสนปิติ ชนหมัด พร้อมถ่ายภาพร่วมกันก่อนขึ้นรถหาเสียงเบอร์ 9 ทักทายประชาชน พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.รวมถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯโดยมุ่งหน้ายังเขตจอมทอง และบางขุนเทียน ตามลำดับ

‘ต่อศักดิ์’โต้ไม่เกี่ยวซื้อขายเก้าอี้100%

ทางด้าน นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธสิ่งที่ นายคริส โปตระนันทน์สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจออกมาแฉระบบอากง

และว่า ความจริงก็คือความจริง ให้สังคมเห็นเอง แต่บังเอิญวันนี้เขาไม่ได้พูดถึงตนเอง ดังนั้น ก็ไม่ควรจะตอบเขา ส่วนคนใกล้ชิดที่ชื่อ ปร.นั้น คนใกล้ชิดของตนเองมีเยอะแยะก็เลยไม่รู้จะตอบอย่างไร

ผู้สื่อข่าวจึงถามมาว่ากังวลหรือไม่ หากจะมีการเปิดหลักฐานรอบใหม่ นายต่อศักดิ์ ตอบว่า การเมืองก็เป็นแบบนี้ ยืนยัน 100% ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง ตนเองพูดในที่ประชุม พูดกับหัวหน้าหน่วยงาน พูดทุกที่ ใครเสียเงินไป เป็นเรื่องของคุณเอง ส่วนที่นายคริสระบุว่าระบอบอากง ไม่ใช่นายต่อศักดิ์ แต่หมายถึงระบอบอากงที่ทำให้เกิดการซื้อขายตำแหน่ง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ จะทำระบอบอากง AI พูดเรื่อง AI ให้หมด

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่านายคริสอ้างอิงข่าวที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2566 ถึงนายปารุส อรหัตมานัส อดีตผู้อำนวยการเขต ที่เคยมาช่วยงาน นายต่อศักดิ์ กล่าวว่านาน เก่ามากแล้ว ตั้งแต่แรกๆ ตอนหลัง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย

ส่วนที่นายคริสอ้างว่าทุกครั้งไปเซฟเฮาส์เพื่อคุยเรื่องตำแหน่งจะมีการยึดโทรศัพท์ นายต่อศักดิ์กล่าวว่าไม่มี นอกจากจะไม่ยึดโทรศัพท์แล้วในการประชุม ยังให้ใช้โทรศัพท์และ Notebook LM ซึ่งตนเองใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกคนต้องใช้ Notebook LM เป็น

ส่วนที่บอกว่าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์นายต่อศักดิ์แจงว่า“ไม่มี จะกล้าไปเหรอเมียผมดุจะตาย บ้านผมอยู่สุทธิสาร จะไปเป็นเซฟเฮาส์อะไร เอาให้สร้างสรรค์นะ”

เมื่อถามว่านายชัชชาติให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเชื่อมั่นในความจริง สำคัญคือการเมือง ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความจริง มันจะไปกันยาก

ด้านนายชัชชาติ ยอมรับว่า นายต่อศักดิ์เสียกำลังใจ แต่ก็ต้องสู้ไป ชีวิตเขาผ่านมาเยอะ ปกติ“อากง” เป็นคนใจดี ดูแลหลานๆ ก็งงว่าทำไมตั้งชื่อให้แบบนั้น ส่วนตัวก็ถามนายต่อศักดิ์ทุกวันว่าพี่เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร ช่วยกัน ไม่เป็นไร

ชัชชาติโต้แหลกอากงเอไอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังการลงพื้นที่หาเสียงชุมชนเคหะชุมชนธนบุรี 1 ส่วนที่ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายคริสโปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ออกมาแฉระบอบอากง ว่า ไม่มีอะไร และจากที่ฟังในข้อสรุปก็ไม่มีเนื้อหาสาระที่เป็นรูปธรรม ซึ่งอากงที่ถูกกล่าวถึงอาจจะหมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นคนมาช่วยงานหนึ่งในทีมของที่ปรึกษา การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับทีม ไม่มีระบบอากงหรือแม้กระทั่งการประชุมที่ยึดมือถือ อากงที่มีคืออากง AI เพราะในการประชุมต้องใช้ AI ในการตอบคำถามทุกคนต้องมีมือถือ จึงถือว่าเป็นอากงรุ่นใหม่ ทันสมัย ถือว่าเป็นเรื่องตลกมากที่ต้องเก็บมือถือกัน อีกทั้งนายต่อศักดิ์ก็เป็นคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ทันสมัย อาจใช้ AI มากกว่าตนเสียอีก ส่วนเรื่องเงินสินบน 4 กิโลกรัมก็ยืนยันว่าไม่มีการโอนให้ใคร

ส่วนที่มีการระบุว่าเป็นระบอบอากง มีการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต 16 คน นายชัชชาติระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่หากเกิดขึ้นจริงก็จะต้องมีการรายงานมาแล้ว นอกจากนี้ ตนได้มีการสอบถามไปยังนายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งยืนยันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าว และย้ำว่าเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ ใครจะทำอะไรมาตนไม่ทราบแต่เราไม่ทำ เพราะเมื่อนำคนที่ทุจริตมาอยู่ในตำแหน่งบริหารแล้ว สุดท้ายเขาจะเป็นเจ้านายเราเพราะเขาจ่ายเงินให้เรา

ถ้าทำทุจริตก็ตายไปแล้ว

“เรื่องทุจริตหากมีจริง ผมคิดว่าผมคงตายไปแล้ว เพราะมีทุกคนจ้อง เรามี สก. จากทุกพรรคการเมืองที่คอยตรวจสอบอยู่ เรามาด้วยตัวคนเดียวไม่มี สก.ในมือ ซึ่งถือเป็นระบบ Check and balance ที่สมบูรณ์ ผู้ว่าไม่มี สก.จะอยู่ได้หรือไม่ อยู่ได้เลยถ้าเรายืนตรงๆ ยืนด้วยความสุจริตทำงานเพื่อประชาชน” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติย้ำว่า การโยกย้ายผู้อำนวยการเขต เป็นไปตามระบบความรู้ความสามารถ เป็นไปตามเกณฑ์ และเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง

ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกตำแหน่งผู้อำนวยการเขต เหตุใดผู้ที่อาวุโสถึงไม่ได้รับตำแหน่ง นั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ความอาวุโสเป็นเพียงหนึ่งในเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าคนที่อาวุโสเยอะจะได้ตำแหน่งเสมอ ไม่เช่นนั้นแล้วคนจะไม่ดูเรื่องความสามารถหรือองค์ประกอบอื่น

ขณะที่นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯกทม.กล่าวเสริมว่าหลักเกณฑ์การคัดสรรจาก 100 คะแนน ประกอบด้วยเล่มผลงานจำนวน 30 คะแนน ส่วน 50 คะแนน จะมีเรื่องประสบการณ์เป็นหนึ่งในสี่ของ 50 คะแนน 10 คะแนน เป็นการปฏิบัติตนตามระเบียบราชการ และ 10 คะแนนสุดท้ายคือด้านจริยธรรม ฉะนั้นจะมีการแบ่งส่วนอย่างชัดเจนซึ่งประสบการณ์เป็นหนึ่งในนั้นแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

‘อนุชา’ฟิตนำแกนนำสวนหลวงร.9

ช่วงเช้าเวลา 06.00 น. ที่สวนหลวง ร.9 เขตสวนหลวง-ประเวศ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5 พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่หาเสียงกระหึ่ม

โดยนายอนุชา กล่าวว่าจากการได้พบปะประชาชนเช้าวันนี้ต่างได้ฝากถึง เรื่องการปรับปรุงสถานที่โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ที่อยากให้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในเรื่องมิจฉาชีพ และอยากให้เพิ่มในส่วนของกล้องวงจรปิดก็จะทำให้มีความอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ยังพบว่าที่สวนแห่งนี้ค่อนข้างที่จะมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากพอสมควร ก็ได้อยากจะขอเพิ่มที่นั่งพักให้มากขึ้นตามจุดต่างๆพร้อมขอให้มีดูแลพรรณไม้ต่างๆ รวมถึงอาคารสถานที่บางแห่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถนนหนทางต่างๆ ที่อยากให้มีระบบขนส่งสาธารณะเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เข้ามาถึงสวนหลวง ร.9 และยังฝากเรื่องความสะอาดในพื้นที่อีกด้วย

เผยคะแนนแฟนคลับพุ่ง

เมื่อถามถึงผลสำรวจสถาบันพระปกเกล้าโพลล์เรื่อง“เลือกตั้งกทม.69:เชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯคนใหม่”นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ยังคงมาแรงนายอนุชากล่าวว่า ยิ่งดี ยิ่งเราตามมากเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนมาให้กำลังใจมากขึ้นเท่านั้น ประชาชนก็ได้บอกว่าขอให้เรานำเสนอนโยบาย 5 เรื่องใหญ่ๆเพราะโดนใจประชาชน นอกเหนือจากปัญหาการแก้ไขกทม.ซึ่งต้องทำอยู่แล้ว คิดว่าสิ่งที่จะทำต่อเนื่องก็คือการสร้างโอกาสให้กับคนกทม. การสร้างความหวัง การนำไปสู่สิ่งดีๆ ในอนาคตจึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ทำแบบนี้ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯกทม.และสก. ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีวันดีคืน รวมไปถึงแฟนคลับของพรรคที่บอกว่าจะกลับมาเลือก และการที่มาลงพื้นที่พร้อมกับผู้บริหารพรรคเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่า เราทำงานเป็นทีม เป็นองคาพยพ เป็นคณะ สิ่งต่างๆ เราไม่แค่คิดเอง ทำเอง อยู่แค่ระดับท้องถิ่น แต่เรามีระดับชาติที่ช่วยคิดในเรื่องของยุทธศาสตร์ แต่ถ้ามีปัญหาอะไร ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ผู้บริหารเอง ก็จะเข้ามาจัดการพวกเราอยู่แล้ว

ปชป.ปล่อยMVแร็พแฉปัญหาเมือง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเกมรุกศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.ปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงแร็พสุดมันส์“กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร”สะท้อนอินไซด์ และปัญหาจริงของคนกรุงเทพฯโดยส่ง“เจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี”ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เบอร์ 5 ลงพื้นที่ถ่ายทำจริง จำลองชีวิตคนเมือง ตั้งแต่เช้ามืดถึงเย็น ย้ำแนวคิด “เมืองฟ้าอมร and more” เพื่อพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

ไฮไลต์สำคัญของ MV “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร” คือความเรียล (Real) ที่ให้นายอนุชา บูรพชัยศรี ลงพื้นที่สำรวจกรุงเทพฯ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ตื่นมาต่อสู้กับชีวิต เพื่อถ่ายทอดให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ในหนึ่งวันคนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับอุปสรรคและปัญหาอะไรบ้าง

เนื้อหาใน MVได้ร้อยเรียงภาพปัญหาจริงของเมืองเข้ากับ 5 นโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านท่วงทำนองเพลงแร็พที่เข้าถึงง่าย โดยมีคนรุ่นใหม่ อย่าง วีร์ ศรีวราธนบูลย์ รับหน้าที่ทั้งแต่งเนื้อร้องและร้องเพลงนี้ด้วยตนเอง ยังได้ร่วมปรากฏตัวในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยบอกเล่าและสะท้อนปัญหาของคนเจเนอเรชันใหม่ไปพร้อมกัน

ตั้งคำถาม“กทม.ดีพอแล้วหรือยัง?”

หลังจากการปล่อย MV นี้ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 5 ได้ส่งสารตรงถึงพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ชวนให้ทุกคนหยุดคิดและตั้งคำถามสำคัญร่วมกันหลังจากดู MV นี้จบว่า “กรุงเทพฯ ของเราวันนี้ดีพอแล้วหรือยัง!!” เพราะสำหรับตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นอย่างสุดใจว่ากรุงเทพฯ สามารถพัฒนาและเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“ถ้าเราอยากเห็นสิ่งใหม่ๆ เราต้องกล้าเปลี่ยนคน แล้วเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มาร่วมทำให้กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้” เลือกเจมส์ อนุชา เบอร์ 5 เป็นผู้ว่าฯ กทม.

‘ดร.มัลลิกา’ลุยตลาดบางปะกอก

ในขณะที่ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 14 ลงพื้นที่ ตลาดบางปะกอกเขตราษฎร์บูรณะ เป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้า ประชาชน และกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนมากเข้ามาทักทายขอถ่ายภาพและสะท้อนปัญหาที่ต้องการให้กรุงเทพมหานครเร่งแก้ไข

โดยดร.มัลลิกากล่าวว่าตลอดการลงพื้นที่พบว่าประชาชนฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะเขตราษฎร์บูรณะ บางปะกอกทุ่งครุ และพื้นที่ใกล้เคียง กำลังเผชิญปัญหาหลายด้านพร้อมกันทั้งปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ การจราจร น้ำท่วม และมลพิษทางอากาศ ประชาชนไม่ได้ต้องการคำอธิบายอีกแล้ว แต่ต้องการผู้บริหารที่ลงมือแก้ปัญหาได้จริง

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

จากพฤติกรรมดังกล่าว การที่ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยนั้น เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของตนเอง ซึ่งมีลักษณะประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงร่วมด้วยอันเป็นข้อยกเว้นที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจที่จะไม่พิจารณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ให้แก่ร้อยตำรวจโท ร. ได้ตามข้อ 9 วรรคหนึ่ง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 ประกอบกับการที่ร้อยตำรวจโท ร. เมาสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ และขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในขณะเมาสุราถือเป็นกรณีที่ร้อยตำรวจโท ร. เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดี ชอบที่จะงดการกำหนดบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษได้ตามควรแก่กรณีตามข้อ 15 ของระเบียบดังกล่าว

อนึ่ง การพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 นั้น เป็นการกำหนดสิทธิประโยชน์ตอบแทนกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการรายที่เสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ นอกเหนือจากบำเหน็จความชอบในกรณีตามปกติที่ข้าราชการจะได้รับเพื่อเป็นการตอบแทนผลการปฏิบัติราชการด้วยความเสียสละและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการที่ได้ปฏิบัติราชการด้วยความเสียสละ ตลอดจนทายาทของข้าราชการดังกล่าวซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือหรือเยียวยาให้แก่ข้าราชการที่เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือปฏิบัติหน้าที่ในสภาพเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตเพราะเหตุปฏิบัติราชการ โดยจะต้องนำลักษณะและพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในแต่ละครั้งมาพิจารณาโดยมิได้กำหนดให้นำผลงานและคุณงามความดี ซึ่งไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เสนอขอบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษครั้งนั้น มาพิจารณาร่วมด้วยแต่อย่างใด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.250/2565)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,450 ราย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,450 ราย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,450 ราย

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.19 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่าง ๆ จำนวน 1,450 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2569 เป็นต้นไป ยกเว้นลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ดูรายชื่อทั้งหมด : คลิก

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

“นายกฯ” เปิดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15“ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ ชู วัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 18.45 น. ที่หอประชุมกองทัพเรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการมหกรรมผ้าไหม “ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” ครั้งที่ 15 ประจำปี 2569 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษาและส่งเสริมให้ประชาชน เห็นคุณค่าและความสำคัญของผ้าไหมไทย มรดกทางวัฒนธรรมและเผยแพร่เสน่ห์ของผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ โดยมีน.ส. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว. วัฒนธรรม นายพัฒนา 
พร้อมพัฒน์ รมว. สาธารณสุข นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุลรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช. ศึกษาธิการ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้แทนสถานทูต ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ฯ ร่วมงาน โอกาสนี้นางธนนนท์ พร้อม รัฐมนตรีและคู่สมรส ร่วมเดินแบบชุดผ้าไทย ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย

เมื่อถึงภายในงาน นายกฯ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเปิดกรวยธูปเทียนแพ หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และชมนิทรรศการ การแสดงแบบผ้าชุดที่ตัดเย็บจากผ้าไทย และชมวิดีทัศน์“ สองพระบารมี หนึ่งมรดกไทย“ ตำนานผ้าไหมสู่เวทีโลก เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวง และวิดีทัศน์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

นายอนุทิน กล่าวเปิดงาน ว่า ปีนี้เป็นปีทองของผ้าไหมไทย โดยเห็นกระแสก่อตัวอย่างชัดเจนอีกครั้งจากคนรุ่นใหม่นับตั้งแต่มีงานพระราชดำริ “ใส่ผ้าไทยอย่างไรให้สนุก” และผ้าไทยได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส  ในงานนิทรรศการภายใต้พระอุปถัมภ์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลอง เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศส ซึ่งถือว่าเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รับการกล่าวขานชื่นชมจากนานาชาติเสมอมา 

นายอนุทิน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งว่าปีนี้ได้มาเปิดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทย สู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” ที่จัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ (48 พรรษา) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา พระองค์ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนเผยแพร่ความงดงามของผ้าไหมไทย และงานนี้จะเป็นอีกครั้งหนึ่งในการตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของผ้าไหมไทย ในการสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นใหม่ ได้สร้างสรรค์งานผ้าไทย เป็นการสืบสานและต่อยอดอย่างยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมไทยและชุดไทยต่อไป ผ้าไหมไทยถือเป็นสัญลักษณ์ อัตลักษณ์สำคัญและมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของประเทศไทย ที่สะท้อนถึงความปราณีต วิจิตรและเทคนิคชั้นสูง ที่มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น ซึ่งผ้าไหมไทยเป็นสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราว วิถีชีวิต ความเชื่อภูมิปัญญา และศิลปะเฉพาะถิ่นผ่านลวดลายสีสันและเทคนิคการทอที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ก่อให้เกิดมูลค่าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ผ้าไหมไทยจึงมีสถานะเหมือนทูตทางวัฒนธรรมในการเผยแพร่ภูมิปัญญาไทยไปสู่สายตาชาวโลก ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมผ้าไหมไทยในทุกมิติ และเชื่อว่าความสำเร็จในการสืบสานและการเผยแพร่ผ้าไหมไทย จะเกิดขึ้นได้จากการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นช่างทอผ้า นักออกแบบจากสถาบันการศึกษา เยาวชนรวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และเครือข่ายนานาชาติที่มีบทบาทเกี่ยวกับผ้าไหมไทย เพื่อให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จัก เป็นมรดกของชาติ วัฒนธรรม เศรษฐกิจและเป็นสื่อกลางของมิตรภาพระหว่างประเทศ 

นายกฯ กล่าวว่า โอกาสนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล และขอขอบคุณคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆที่ได้ร่วมการจัดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทย สู่เส้นทางโลกครั้งที่ 15” และขออวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทย เยาวชนไทยได้ร่วมกันสืบสานผ้าไหมไทยเพื่อคุณค่าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของประเทศชาติสืบไป  

จากนั้นนายกฯมอบรางวัล ผู้ชนะการออกแบบผ้าไทย ในโครงการประกวด The Next Big Silk Desiigner ครั้งที่ 7 และชมการแสดงแฟชั่นโชว์ ชุดไทยพระราชนิยมและชุดผ้าไหมไทยประยุกต์ ผลงานของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผ่านตัวแทนคณะทูตจาก 90 ประเทศทั่วโลก 

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.54 น.

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเขตห้วยขวางอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจัดระเบียบพื้นที่อย่างเด็ดขาด ขอย้ำว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและจริงจัง”

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.28 น.

“ชัยวัฒน์” ชี้แก้รถติดกรุงเทพฯ ต้องแก้ทั้งระบบ ดันใช้ AI เชื่อมใบสั่ง-ตัดแต้ม พร้อมผลักดันถ่ายโอนอำนาจจราจรให้ กทม.

วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10 พร้อมด้วย น.ส.อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตปทุมวัน เบอร์ 4 พรรคประชาชน เข้าพื้นที่ย่านปทุมวันเพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ย่านปทุมวันเป็นแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า จึงเป็นแหล่งรวมตัวของคนรุ่นใหม่และชาวออฟฟิศตลอดทั้งวันด้วยการเป็นย่านที่คนคับคั่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีปัญหาเรื่องการจราจรอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ทาง กทม. เคยทำโครงการ “ราชประสงค์โมเดล” เพื่อจัดระเบียบการจราจรและแก้ปัญหารถติด แต่สิ่งหนึ่งที่อยากชวนพี่น้องคนกรุงเทพฯ ทุกคนลองคิดตามคือ โมเดลดังกล่าวนั้นสำเร็จจริง ๆ หรือไม่ วันนี้เรายังเห็นรถประเภทอื่น ๆ จอดแช่อยู่ในเลนของรถเมล์ ขณะที่ราชประสงค์โมเดลมีกล้องวงจรปิดที่ตรวจพบการฝ่าฝืนกฎจราจรกว่า 100,000 เคสต่อปี และมีผู้กระทำผิดซ้ำสูงสุดกว่า 32 ครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีการกระทำผิดซ้ำแทบทุกวัน

ราชประสงค์โมเดลในมุมมองของตน จึงเป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการแก้ไขปัญหาจราจรที่ยังไม่สำเร็จ อีกทั้งยังล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายจราจรของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่มีผู้คนไปหนาแน่น

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า คนกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาไปกับรถติดเฉลี่ย 72 นาทีต่อวัน และเชื่อว่าปัญหานี้ทำให้คนกรุงเทพหลายคนต้องรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มันยาก หาก กทม. อยู่ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาชน จะแก้ไขปัญหารถติดที่โครงสร้าง พัฒนาระบบที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ เดินทางง่ายขึ้น และเจ้าหน้าที่ก็ทำงานง่ายขึ้นด้วย โดยนำผู้กระทำผิดรายเคสจากกล้องวงจรปิด AI เชื่อมไปกับระบบออกใบสั่งและตัดแต้มขับขี่จราจรกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และระบบตัดแต้มยกเลิกใบขับขี่สาธารณะกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ และสามารถติดตามตรวจสอบย้อนกลับได้

ตนเห็นว่าเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ในฐานะผู้ว่าฯ ของคนกรุงเทพฯ จะต้องทำงานร่วมกับการเมืองระดับชาติด้วย โดยนำเสนอข้อมูลที่บันทึกรายเคสเหล่านี้ส่งต่อให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้เกิดการบังคับใช้และเกิดความเคารพต่อกฎหมายจราจร ที่สำคัญจะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ทั้งการแก้ไขกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. และการถ่ายโอนอำนาจจราจรมาที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาจราจรคือเรื่องใกล้ตัวของคนกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงในทุกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญว่าผู้ว่าฯ จะทำให้คนกรุงเทพฯ  เดินทางง่ายขึ้นอย่างไร พรรคประชาชนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้จะต้องทำงานแบบฟูลทีม โดยวันนี้ตนมาพร้อมกับทีมบริหาร กทม. มีผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง เราพร้อมแล้วที่จะร่วมทำงานยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคน

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.45 น.

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  แถลงกรณีกัมพูชาแจ้งการใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)

1.ไทยได้แจ้งฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอดว่า การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 2544 (MOU 2544) มีความจำเป็นเพราะบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ และไทยมีเจตนาที่จะเริ่มต้นการหารือแบบใหม่ โดยที่ไม่ได้ยึดกับประเด็นที่ติดขัดจากการหารือแบบเดิม จึงต้องการเริ่มการหารือแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งในขณะนี้ ทั้งสองประเทศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว

2.ไทยต้องการมุ่งหาแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงว่า การแก้ไขปัญหาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะบรรลุข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ และที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

3.อย่างไรก็ดี การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชาในครั้งนี้ที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กลับสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดว่าต้องการให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการหารือในกรอบต่าง ๆ รวมถึงประเด็นเขตแดนทางบก จึงควรจะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมาและทำให้สิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดจะต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลง

4.ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการต่าง ๆ ตาม UNCLOS โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดพบหารือกับที่ปรึกษากฎหมายของไทย เพื่อเตรียมเสนอรายชื่อผู้ประนอม รวมถึงเตรียมการท่าทีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยได้คาดการณ์และเตรียมความพร้อมไว้ด้วยแล้ว

5.ทั้งนี้ กระบวนการประนอมภาคบังคับเป็นหนึ่งในวิธีการระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS โดยผลของการประนอมจะเป็นรายงานข้อเสนอแนะ (recommendations) ของคณะผู้ประนอมในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สองฝ่ายนำไปใช้ในการเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป โดยรายงานข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายยังคงต้องหารือกันโดยตรงต่อไปในประเด็นที่ยังค้างอยู่

6.ขอให้เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง และมั่นใจได้ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่

7.ในส่วนข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนทางบก ไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอยืนยันอีกครั้งว่า ฝ่ายไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุม GBC สมัยพิเศษครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่สองประเทศเห็นชอบร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียด การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง และการประกันความปลอดภัยของประชาชน

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.52 น.

“ทีมมหาดไทย” เดินหน้านโยบายเร่งด่วน “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” เน้นย้ำทุกหน่วยเร่งขับเคลื่อนแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนทุกมิติ

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เห็นชอบและสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” เพื่อยกระดับการทำงานและบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกันของทุกกรม รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเดินหน้ามาตรการเร่งด่วน 5 ด้านหลัก ที่ครอบคลุมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความมั่นคง คุณภาพชีวิต การจัดการภัยพิบัติ และการปฏิรูประบบราชการ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วที่สุด จึงได้สั่งการทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เดินหน้าขับนโยบายดังกล่าว 5 ด้าน ได้แก่ 1. ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ “สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชน” (Action to Lower Living Costs and Increase Income) สนับสนุนสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมออกมาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า และเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินเพื่อความมั่นคงในการทำกิน 2. แก้ไขปัญหาความมั่นคง ยาเสพติดและชายแดน “สร้างความปลอดภัยและความร่วมมือระดับพื้นที่” (Action to Address Public Safety and Security, Narcotics Suppression and Control, and Border Issues) มุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเน้นย้ำการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังภายใต้แนวคิด “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอิทธิพลและการพนันผิดกฎหมาย ตลอดจนการเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนและพื้นที่ภาคใต้

“3. ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน “สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น” (Action for Improving People’s Quality of Life) โดยให้ความสำคัญกับการสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ให้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง 4. ป้องกันและจัดการภัยพิบัติและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน “พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล” (Action for Disaster Prevention, Mitigation, and Sustainable Urban Development) เร่งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Cell Broadcast) เพื่อลดความสูญเสีย พร้อมทั้งขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาด และตั้งเป้าหมายนำประเทศไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และ 5. ราชการทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม “ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเปลี่ยนผ่านภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล” (Action for Digital, Transparent, and Fair Governance) โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทันสมัย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยกระดับ “ศูนย์ดำรงธรรม” ให้เป็นกลไกหลักที่มีประสิทธิภาพในการรับเรื่องราวร้องทุกข์และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังตามแนวทาง “มหาดไทยใสสะอาด” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบาย “Action 5 PLUS” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงมหาดไทยยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเพียงแค่การบำบัดทุกข์ บำรุงสุขในแบบเดิม แต่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนและปลอดภัยให้กับประเทศชาติ โดยขอเน้นย้ำและสั่งการให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จังหวัด เร่งรัดแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและรวดเร็วที่สุด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมขับเคลื่อนดำเนินการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติต่อไป
 

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“สุรเดช” ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ ให้เป็นหน้าที่ตุลาการเลือกแทน แต่ยังคงถอดถอนได้ แนะ เลิก สส.เขต ให้มีแต่ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อลดอิทธิพลบ้านใหญ่-นายทุน แก้คอร์รัปชันได้ ชงสูตร ครม. มีนายกฯ คนเดียวที่เป็นผู้แทน ที่เหลือตั้งคนนอก ใช้คนเก่งทำงาน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความเห็นที่แตกต่างกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากยังมีจุดอ่อนอยู่หลายจุดที่ต้องแก้ไขให้เป็นจุดแข็งเพื่อจะขับเคลื่อนประเทศ และสามารถปราบคอร์รัปชันได้เป็นรูปธรรม ซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศไทย เพราะการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยเป็นการคอร์รัปชันแบบกระจายไปทั่วประเทศ ในทุกระดับชั้น ถ้าปราบไม่ได้ประเทศจะไม่ก้าวหน้า ผลประโยชน์จะตกไปที่กลุ่มคนแต่ละพื้นที่ ทั้งเรื่องการฮั้วประมูล เงินทอน จะต้องเริ่มต้นจากการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ควรมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก ส.ส.ร.ของเขา มาจากในทุกพื้นที่ และให้ ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยึดโยงประชาชนและปราบคอร์รัปชันได้ 

นายสุรเดช กล่าวว่า ต้องแก้ไของค์กรในระบบนิติบัญญัติคือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ในส่วน สว.ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนโดยตรง ปัจจุบัน สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ ตนไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะกลุ่มวิชาชีพจะได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น และวุฒิการศึกษาของ สว.ชุดใหม่มันไม่มีกำหนดเลยว่า จะต้องจบการศึกษาระดับใด ทำให้ใครก็เป็น สว.ได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 ที่กำหนดไว้ว่า ต้องสำเร็จการศึกษาอย่างต่ำคือปริญญาตรี และเป็น สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ละคนเข้ามาไม่รู้จักกัน ต่างฝ่ายต่างใช้ความรู้ของตัวเองทำงานเพื่อประชาชน เวลาพิจารณากฎหมายแต่ละมาตราจะใช้เวลานานมาก แต่จะได้กฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชน แต่หาก สว.ที่เป็นกลุ่มเดียวกัน พรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง สามารถที่จะฮั้วกันได้ จะเขียนกฎหมายหรือกลั่นกรองไปในทางผลประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือกลุ่มบุคคล ไม่ใช่ประชาชน ดังนั้น สว.ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และยกเลิกกลุ่มวิชาชีพ

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในการตั้งองค์กรอิสระ ถ้า สว.มีกลุ่ม มีบางพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็จะเลือกคนของเขา แม้หน่วยงานไหนจะส่งชื่อมาเขาก็ไม่เลือกทั้งที่บุคคลดังกล่าวอาจจะมีคุณสมบัติครบถ้วนก็ได้ ตนอยากให้องค์กรอิสระมีความเป็นอิสระจริงๆ อยากเสนอให้สถาบันตุลาการ ให้ศาลทำหน้าที่เลือกบุคคลในองค์กรอิสระ เป็นกระบวนการยุติธรรมสูงสุด ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ รู้กฎหมายจริง มีความเป็นกลางสูง และไว้วางใจได้มากที่สุด ส่วนกลไกลวุฒิสภาให้ทำหน้าที่ถ่วงดุล มีอำนาจถอดถอนได้ 

นายสุรเดช ระบุว่า ขณะที่ สส. มีหลายประเทศที่ สส.มาจากระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด สาเหตุที่ประเทศไทยแก้ไม่ได้ เพราะมีระบบบ้านใหญ่ ต้องการที่ยึดอำนาจในพื้นที่เอาไว้ ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่เห็นด้วย ระบบบ้านใหญ่คือ ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีบารมี ในการครอบงำประชาชน มีเครือข่ายตัวเองในแต่ละจังหวัดในการโน้มน้าวประชาชน และบ้านใหญ่เหล่านี้จะถูกพรรคการเมืองดึงไปอยู่ด้วยเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งเพื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล จากนั้นมีการแบ่งเค้กผลประโยชน์กัน ดังนั้น จึงเสนอให้ยกเลิก สส.แบบแบ่งเขต เป็นการสลายอิทธิพลของบ้านใหญ่ ให้เหลือแต่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่มีพื้นที่เฉพาะ เมื่อไม่มีพื้นที่จะทำให้งบประมาณและการพัฒนากระจายไปทั่วประเทศ ไม่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนเลือกตัวเองเข้ามา จะมีงบลงเฉพาะพื้นที่ของฝ่ายรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านไม่ได้ เกิดความไม่เท่าเทียม ส่วนข้อกังวลว่า จะไม่มี สส.ในพื้นที่ดูแลนั้น เรามีกลไกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่อยู่แล้ว 

“ส่วนผู้ที่เคยเป็น สส.แบบแบ่งเขต  อยากบอกว่า สส.ทุกคนก็ยังมีศักยภาพในพื้นที่ ไปลงสมัครท้องถิ่นได้ ทั้ง นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือยกระดับไปลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อในพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นผู้มีความสามารถ ซึ่งสาเหตุที่อยากให้ยกเลิก สส.แบบแบ่งเขต เพื่อจะช่วยสลายอิทธิพล ลดปัญหาคอร์รัปชัน แม้จะยังมีอยู่ในพื้นที่ แต่จะน้อยลงมาก เพราะบ้านใหญ่ได้ประโยชน์น้อยแล้ว จึงอยากให้ช่วยกัน”นายสุรเดช ย้ำ

นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับองค์ประกอบคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันแต่งตั้งจากคนในสภาผู้แทนราษฎร ภายในพรรค และบุคคลภายนอก ส่วนตัวเห็นว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้แทนในสภาฯ ซึ่งส่วนใหญ่นายกฯ จะเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่ออยู่แล้ว ส่วนคณะรัฐมนตรีที่เหลือทั้งหมดควรตั้งจากคนนอกที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะ และผลงานในอดีตเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับในสังคมอย่างกว้างขวางและถนัดงานในกระทรวงนั้นจริงๆ เพื่อป้องกันการแย่งตำแหน่ง ซื้อขายตำแหน่งรัฐมนตรี หรือรวม สส. เพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้ไม่ได้ผู้ที่มีความสามารถจริงๆ ต่างจากบุคคลภายนอกที่ตั้งใจทำเพื่อประเทศ พัฒนาทุกจังหวัด และ สส.จะไม่สามารถบีบบังคับคนเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสกัดระบบนายทุนกับ สส.บางคนที่อยากเป็นรัฐมนตรีและลดการซื้อเสียงขายสิทธิในพื้นที่การเลือกตั้งเพื่อเป็นสส. ซึ่งมีหลายประเทศที่ใช้รัฐมนตรีจากคนนอก อย่างเช่น เนเธอร์แลนด์ ที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีคนนอก คนเหล่านี้อาจไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมสภา และรับผิดชอบโดยตรงต่อสภาผู้แทนราษฎร หรือสิงคโปร์ ที่นายกฯ สามารถแต่งตั้งบุคคลที่มีมีความรู้ความสามารถ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภา มาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้ได้บุคคลที่มีมีความรู้เฉพาะด้านมาบริหารประเทศ

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่ตนไม่ต้องการให้แก้ไขคือ เรื่องมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งดีมาก ต้องเก็บเอาไว้ เพราะระดับผู้นำประเทศ ผู้นำกระทรวง จะขาดจริยธรรมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถดูรัฐธรรมนูญของประเทศอื่น เพื่อนำมาดัดแปลงและพัฒนาให้เข้ากับบริบทประเทศไทยได้ สังเกตประเทศที่คอร์รัปชันน้อยจะเจริญไปไกล เราต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้ได้ ไม่ใช่ดีแต่พูด ต้องแก้จากระบบ หากสลายอิทธิพลบ้านใหญ่ได้ คอร์รัปชันจะน้อยลง งบจะกระจาย ไม่กระจุกแต่ละจังหวัด อะไรที่มองเห็นว่า รัฐธรรมนูญมันซ่อนกลุ่มอิทธิพล กลุ่มนายทุน ต้องสลายให้หมด ลองคิดดูว่า ถ้ารัฐบาลมาจากนายทุนผลประโยชน์ต้องเข้านายทุน ซึ่งบ้านใหญ่ถูกมองว่า เป็นนายทุน

โสภณ ปลุกบทบาทรัฐสภายุคดิจิทัล เชื่อมคนรุ่นใหม่สู่ประชาธิปไตยในทุกมิตื

โสภณ ปลุกบทบาทรัฐสภายุคดิจิทัล เชื่อมคนรุ่นใหม่สู่ประชาธิปไตยในทุกมิตื

โสภณ ปลุกบทบาทรัฐสภายุคดิจิทัล เชื่อมคนรุ่นใหม่สู่ประชาธิปไตยในทุกมิตื

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

’โสภณ‘ ปลุกบทบาท ’รัฐสภายุคดิจิทัล‘ ต้องเป็นที่พึ่งประชาชน เชื่อม ’คนรุ่นใหม่‘ สู่ ’ประชาธิปไตย‘ มีส่วนร่วมทุกมิติ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ลั่นพร้อมทำเต็มที่ให้ชาติขับเคลื่อน

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ทึ่โรงแรมอัลวาเรซ จังหวัดบุรีรัมย์ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดกิจกรรมพบผู้ฟังผู้ชม จังหวัดบุรีรัมย์ ในโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้บริหารสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา พร้อมด้วยทีมพิธีกร ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าว ผู้จัดรายการของสถานี อาสาสมัครพัฒนาชุมชน ผู้นำท้องถิ่น นิสิตนักศึกษา และประชาชนจากจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียงกว่า 300 คน เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีนายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ

นายโสภณ ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “รัฐสภาไทย เชื่อมพลังคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายชุมชน” ว่า การทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ การพัฒนารัฐสภาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และการทำให้รัฐสภาเป็นที่พึ่งของประชาชน รัฐสภาไม่ควรมีบทบาทเพียงการออกกฎหมาย การอภิปรายงบประมาณ หรือการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น แต่ต้องเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนมีความสุข

นายโสภณ กล่าวต่อว่า  นอกจากภารกิจด้านการออกกฎหมายและปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยแล้ว รัฐสภายังมีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านประชาธิปไตยให้กับประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เพื่อให้เห็นว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกตั้ง แต่คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกมิติ พร้อมเปิดช่องทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและส่งต่อไปยังรัฐบาลได้มากขึ้น

นายโสภณ ยังกล่าวถึงการส่งเสริมบทบาทของรัฐสภาให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ทั้งในฐานะแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่จัดกิจกรรมสาธารณะ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้จังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ นำสินค้าหรือของดีในท้องถิ่นไปจัดแสดงและเผยแพร่ 

นายโสภณ ยังกล่าวถึงบทบาทเยาวชนในสังคมประชาธิปไตย และการใช้เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันว่า AI และเทคโนโลยีมีประโยชน์ในการเข้าถึงความรู้ แต่ไม่สามารถสร้างจิตวิญญาณหรือความเป็นมนุษย์ได้ จึงควรใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติและรู้เท่าทัน พร้อมเชิญชวนเยาวชนร่วมส่งผลงานคลิปวิดีโอในหัวข้อ “ประชาธิปไตยในหัวใจเยาวชน” เพื่อสะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อประชาธิปไตย

”ผมในนามประธานฯจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อให้ประเทศชาติขับเคลื่อนไปได้ ให้ประชาชนมีความสุข โดยยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทั้ง 500 ท่าน ทุกคนมีความหวังดีต่อประเทศชาติและประชาชนที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเข้าถึงการทำงานของรัฐสภาได้มากยิ่งขึ้น“ ประธานรัฐสภา กล่าว