อนุทิน ลงใต้ 17 เม.ย.นี้ ฮึ่มสั่งย้าย ขรก. ไร้ผลงาน ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพต้องเห็นผล

อนุทิน ลงใต้ 17 เม.ย.นี้ ฮึ่มสั่งย้าย ขรก. ไร้ผลงาน ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพต้องเห็นผล

อนุทิน ลงใต้ 17 เม.ย.นี้ ฮึ่มสั่งย้าย ขรก. ไร้ผลงาน ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพต้องเห็นผล

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.50 น.

อนุทิน เผยลงชายแดนภาคใต้ศุกร์นี้ หวังสร้างความมั่นใจปชช.พื้นที่ ประกาศกร้าวฟันแน่จนท.เกียร์ว่างไม่สนองนโยบายรัฐบาล ไม่สนซีไหน ลั่นนายกฯมีอำนาจ เผยให้กำลังใจ กมลศักดิ์ มาตลอด

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายน คาดหวังอย่างไรในการแก้ปัญหาว่า สิ่งแรกคือตนต้องไปทำให้เกิดความมั่นใจ ซึ่งเรามีปัญหามากพออยู่แล้วกับการสู้รบกับผู้ก่อความไม่สงบ การใช้อาวุธมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเองในลักษณะลอบสังหาร ลอบทำร้าย มันต้องไม่เกิดกับประเทศไทย ตนได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าจะต้องเร่งดำเนินคดีและจับตัวผู้กระทำความผิด มาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ซึ่งเขาก็ดำเนินการไประดับหนึ่งแล้ว

“อาวุธของเรา กำลังของเรา ต้องมีไว้สู้กับคนที่ไม่หวังดีกับประเทศไทย ไม่ใช่มาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ผมมีเงื่อนไขมีรูปแบบที่ได้กำชับไปยังฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตำรวจ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องมีการย้าย มีการเปลี่ยน วันนี้ไม่ใช่รัฐบาล 4 เดือนแล้ว วันนี้เป็นรัฐบาล 4 ปี ต้องแสดงผลงานต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติหรือไม่ จากเหตุคนร้ายยิงถล่มรถ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนให้กำลังใจนายกมลศักดิ์เสมอเจอที่สภาก็ให้กำลังใจกัน และไม่ได้ให้กำลังใจอย่างเดียวเห็นใจด้วย และตนไปครั้งนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมคนใดคนหนึ่ง แต่ลงไปเพื่อรับฟังสถานการณ์ต่างๆ เพราะยังมีสถานการณ์อื่นๆอีกมากมาย อย่างที่บอกไปวันนี้เราเป็นรัฐบาลที่สมบูรณ์ มาจากประชาชน และมีเสถียรภาพ ฉะนั้น เราลงไปเมื่อเราไปเห็นสภาพหน้างานความเป็นไปต่างๆ ก็จะได้สร้างนโยบายและบอกแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ที่ทุกฝ่ายจะต้องทำตามจะต้องปฏิบัติตาม

“งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า จะต้องวัด KPI หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้อง ตนประเมินเป็น ตนจะประเมินของตนนี่แหละ ไม่ต้องไปKPI ที่ไหน ทำงานมาขนาดนี้แล้ว ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้ ตนประเมินได้และมั่นใจว่าประเมินไม่ผิด

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด บอกไม่มีพูดคุยทางการทูต หากรื้อฟื้นต้องเริ่มต้นสานสัมพันธ์ใหม่

15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ เปิดเผยถึงกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้มีการเปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด ว่า ยังไม่ได้มีการนัดพูดคุยอะไรกัน และยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ รวมถึงยังไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องรายงาน พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิด

ส่วนกรณีที่กัมพูชาจะมีการประสานมา จะต้องผ่านทางการทูตใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตอนนี้การทูตยังไม่มี เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ซึ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มเป็นขั้นตอน ก่อนที่จะถึงจุดอื่นใดจะต้องมีการเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีมีการพูดคุยถึงจุดนั้น

ลุงป้อม เช็กเรตติ้งสงกรานต์ ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

ลุงป้อม เช็กเรตติ้งสงกรานต์ ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

ลุงป้อม เช็กเรตติ้งสงกรานต์ ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

“ลุงป้อม”เช็กเรตติ้งสงกรานต์ คนรุ่นใหม่แห่ทักทาย ขอถ่ายรูป ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศและใช้เวลาช่วงวันหยุดสงกรานต์ ณ One Bangkok โดยได้ทักทายประชาชนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นกันเอง

การใช้เวลาในวันหยุดครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เข้ามาทักทายและพูดคุยอย่างใกล้ชิด พร้อมขอถ่ายภาพร่วมอย่างต่อเนื่อง สร้างสีสันและรอยยิ้มตลอดการเยี่ยมชมพื้นที่ อีกทั้งยังได้ทดลองชิมร้าน “เกศเตี๋ยว” ก๋วยเตี๋ยวยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ ตามคำแนะนำของกลุ่มวัยรุ่นที่พบในพื้นที่

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “รู้สึกประหลาดใจและสนุกที่เห็นเด็กๆ รู้จัก และกล้าเข้ามาพูดคุย รวมถึงชวนถ่ายภาพอย่างเป็นกันเอง” พร้อมขอบคุณที่แนะนำร้านอาหารอร่อยให้ได้ลอง โดยระบุว่า นอกจากก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเนื้อแล้ว เมนูที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือกากหมู และข้าวกะเพราเนื้อสับไข่ดาว ก่อนตบท้ายด้วยเมนูตามคำแนะนำของ Gen Z ได้แก่ นมตุ๋น และปังปิ้ง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ได้ทดลองชิมอาหารตามเทรนด์ของคนรุ่นใหม่

– 006

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

ไทย-รัสเซีย

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้โพสต์อัปเดตความคืบหน้าเรื่องการหารือกับนายสุรียะ จึงรุ่งเรืองกิจ ด้านการเกษตรระหว่างรัสเซียและไทย ดังนี้

“ดมิทรีปาตรูเชฟ กล่าวว่า รัสเซียพร้อมที่จะส่งออกสินค้าไปยังตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น 

นายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้พบหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย

นายดมิทรี ปาตรูเชฟ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหพันธรัฐรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ ผมหวังว่าเราจะรักษาการติดต่อกันทั้งทางด้านการเมือง การค้า และเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ต่อไป ผมเชื่อว่าการที่เราได้มาพบกันในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน 

รองนายกรัฐมนตรีฯ ของรัสเซียได้ตั้งข้อสังเกตว่า มูลค่าการค้าขายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารระหว่างรัสเซีย-ไทย ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา และเขาได้แสดงความมั่นใจว่ารัสเซียพร้อมที่จะส่งออกสินค้าไปยังตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในการหารือครั้งนี้ได้มีประเด็นเรื่องการจัดหาปุ๋ยเคมีไปยังประเทศไทยอีกด้วย”

ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย

ขอขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพจากทางเพจเฟสบุ๊ค สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

15 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น.ที่ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของ นางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุม

โดย AZEC เป็นการประชุมที่ญี่ปุ่นริเริ่มขึ้นในปี 2565 เพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยการประชุมฯ ปีนี้มีผู้นำจากประเทศสมาชิก AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (energy resiliency) ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก

ในที่ประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้หลายประเทศจะมีมาตรการรับมือในทิศทางคล้ายคลึงกัน แต่มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาเซียนได้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะสานต่อในเวทีผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและเสริมความยืดหยุ่นในจุดที่สำคัญ

ในระยะสั้น นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นสำคัญ โดยมุ่งให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพจากผลกระทบของราคาพลังงานโลก

ในระยะยาว นายกรัฐมนตรีเห็นว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ประเทศไทยยินดีต่อบทบาทนำของญี่ปุ่น และสนับสนุนทั้งมาตรการระยะสั้นและแนวทางพัฒนา AZEC 2.0 โดย นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อรับมือวิกฤตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

15 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ วิกฤตซ้อนวิกฤต ของ จังหวัดแพร่ และภาคเหนือ : วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น ที่จะยังไม่หมดไปหลังเทศกาลสงกรานต์ ]

เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์และรับฟังปัญหาประชาชนที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับ Supachot Chaiyasat – ศุภโชติ ไชยสัจ (สส. บัญชีรายชื่อ) และ พิมไจ – ลักษณารีย์ ดวงตาดำ (สส. แพร่ เขต 3)

แม้ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็เข้าใจดีถึงความกังวลของประชาชนต่อ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่พี่น้องภาคเหนือกำลังเผชิญ และจะไม่หมดไปพร้อมกับเทศกาลสงกรานต์

วิกฤตที่หนึ่ง คือเรื่องวิกฤตพลังงาน ที่เริ่มลุกลามไปเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ

จากเสียงของประชาชนที่แพร่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลพอสมควรต่อการตัดสินใจเดินทางในช่วงสงกรานต์ (พื้นที่อื่นเป็นเช่นไร แชร์กันเข้ามาได้ครับ)

– เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน-ด่านตรวจสภาพรถ ใน อ.ลอง ให้ข้อมูลว่า 2-3 วันที่ผ่านมา สถิติการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ ลดลงเหลือ 1/4 หรือ 1/3 เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

– ตรงนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนที่งานประเพณีและจากตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนในวงเสวนา ที่เล่าว่าจำนวนคนที่เดินทางกลับมาที่บ้านที่แพร่ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

(- อย่างไรก็ตาม งานใหญ่ของจังหวัดแพร่จะจัดขึ้นวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งคงทำให้เราเห็นข้อมูลของจังหวัดได้เพิ่มเติม)

ทางพรรคประชาชน เราจะทำหน้าที่ต่อไปในการตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหนักขึ้นหลังสงกรานต์

– ในส่วนของปัญหา “น้ำมันแพง” เราจะตรวจสอบรัฐบาลต่อไปเกี่ยวกับแนวทางในการปรับโครงสร้างราคา รวมถึงกระทุ้งให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยากลุ่มเปราะบางต่างๆ ให้ครอบคลุมและได้สัดส่วนกับปัญหากว่ามาตรการที่เคาะออกมาในการประชุม ครม. 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

– ในส่วนของปัญหา “น้ำมันขาด” เรายังคงวางใจไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันที่ค้างอยู่ระหว่างขนส่งออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามแทบไม่เหลือแล้ว รวมถึงสถานการณ์สงครามที่ยังคงพลิกไปพลิกมาได้ทุกวัน – รัฐจึงมีความจำเป็นต้องจริงจังมากขึ้นกับการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน

– นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่ตามมา (เช่น เรื่อง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าโดยทั่วไป) ที่รัฐจำเป็นต้องนำหน้าปัญหาให้ได้

วิกฤตที่สอง คือเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่ประชาชนจับตาดูคือความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องท่าทีต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาจากชุดที่แล้ว

– รัฐบาลเหลือเวลาตามกรอบกฎหมายอีกแค่ประมาณ 1 เดือน (ก่อน 12 พ.ค.) เพื่อตัดสินใจว่าจะมีมติยืนยัน ให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อหรือไม่

– แม้ สส. จากหลายพรรค ได้ทวงถามรัฐบาลในประเด็นนี้ตลอดการอภิปรายคำแถลงนโยบายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เรากลับยังไม่ได้ยินคำตอบจาก นายกฯ หรือเห็นความชัดเจนจาก ครม. ชัดๆ นอกเหนือจากการมอบหมายให้ รมต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนและเสนอความเห็นต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เม.ย.

อย่างที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในการอภิปรายนโยบายก่อนเทศกาลสงกรานต์ ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเสี่ยงจะเผชิญกับสภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว + เงินเฟ้อสูง) ที่กระทบพี่น้องประชาชนทุกคน

นายกฯเข้าทำเนียบฯ ร่วมประชุม AZEC ผ่านระบบออนไลน์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า

นายกฯเข้าทำเนียบฯ ร่วมประชุม AZEC ผ่านระบบออนไลน์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า

นายกฯเข้าทำเนียบฯ ร่วมประชุม AZEC ผ่านระบบออนไลน์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.54 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล

โดยเวลา 13.00 น. นายกฯจะเข้าร่วมการประชุมประชาคมเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบประชุมทางไกล ที่ห้องโดมทอง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.10 น.

‘รองเลขาพรรคประชาชาติ’เผย‘อนุทิน’เปลี่ยนกำหนดการลงใต้ ไป บ้านพัก ’วันนอร์‘ที่จ.ยะลา แทน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คาดกังวลความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 นายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อติดตามคดีกราดยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในวันที่ 17 เม.ย. ว่า จากข้อมูลล่าสุดนั้น นายอนุทิน จะไม่เดินทางเข้าพื้นที่ที่เกิดเหตุ คือบ้านพักของนายกมลศักดิ์  ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  แต่ยืนยันว่าจะไปบ้านพักของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่อ.เมือง จ.ยะลา และให้นายกมลศักดิ์เข้าไปพบ ทั้งนี้ เหตุที่นายกฯ เปลี่ยนสถานที่พบปะ ถือเป็นเรื่องเศร้าใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นคดีใหญ่ ลอบยิง สส. ซึ่งกลับมาจากการโหวตให้นายอนุทิน ได้เป็นนายกฯ  และสส.พรรคประชาชาติ ทั้ง 5 เสียงได้โหวตให้

“ประเด็นที่นายกฯ เปลี่ยนแผนกระทันหัน อาจเป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะเมื่อใดที่ผู้ใหญ่ลงพื้นที่ มีกำหนดการล่วงหน้า ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จะรายงานไปยังหน่วยเหนือว่ามีความไม่ปลอดภัยในตารางเวลาการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และน้อยใจต่อชาวบ้านในพื้นที่ เพราะผมทราบว่าชาวบ้านรอดูว่านายกฯ จะมาดูที่เกิดเหตุ มาให้กำลังใจ หรือไม่ เมื่อเช้านี้นายกฯ ได้ตัดสินใจว่าไม่ได้เข้าไปพื้นที่ ส่งสัญญาณได้ว่า แม้แต่ผู้นำสูงสุดของความเป็นรัฐ ไม่มั่นใจพื้นที่ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ หรือไม่มั่นใจว่าจะมีการก่อเหตุระหว่างลงพื้นที่ หรือไม่ เป็นสัญญาณด้านลบ” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

นายอับดุลเราะมัน กล่าวต่อว่า โดยเบื้องต้นตั้งแต่แรกที่มีหมายลงพื้นที่ นายกฯ ตั้งใจมาเยี่ยมนายกมลศักดิ์  เนื่องจากเป็นคนที่โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และเป็นพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงนายวันมูหะมัดนอร์ เป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาชาติด้วย ส่วนตัวของตนที่อยู่ในพื้นที่มองว่ามีเหตุผลเดียวที่นายกฯ ไม่เข้าพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คือ ความปลอดภัยในพื้นที่ และความมั่นคงร้องขอ

การปรากฎหลักฐานว่า ทั้งคนลงมือ ยานพาหนะ ล้วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ปฏิกิริยาด้านลบที่ไม่เคยเจอเป็น 10 ปี เพราะคนที่เข้ามาปรับทีละนิด แก้ให้จบภายในวันเดียวไม่ได้ แต่มีความพยายามเป็น 30-40 ปี แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับไป 10 ปีที่ผ่านมา และมีคำให้สัมภาษณ์ของ แม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีหน้าที่ที่รับมอบหมายโดยตรงมาจากนายกฯ ฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.  ซึ่งคำสัมภาษณ์ในฐานะแม่ทัพ ผมขอตำหนิตรงๆ เพราะเป็นคำพูดที่เป็นสัญญาณภาพลบ”รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ  กล่าวและว่า สามเสาหลัก เสาด้านสังคม คือ กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง มองว่าทำไมต้องให้สัมภาษณ์แบบนี้ ส่วนเสาด้านการศึกษา คือ กลุ่มโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ดูสัดส่วนของพี่น้อง 3 จังหวัดมี 80% ที่อยู่ในโรงเรียนสอนศาสนา ท่านพูดพาดพิงว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ เสาของสายผู้นำศาสนา คือ ปอเนาะ ท่านบอกว่าเป็นศูนย์บ่มเพาะการสื่อสารแบบนี้อันตราย คือ ผลักไปเป็นคนมวลชนของฝั่งตรงข้าม

นายอับดุลเราะมัน กล่าวตอบคำถามที่ว่า คิดว่าการลอบยิงครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองหรือส่วนตัว ว่า ผสมผสานกัน คือ สมประโยชน์กัน  ตนยืนยันตามคำพูดของ ผบ.ฉก.นราธิวาส และแม่ทัพภาค4 และในมุมของนายกมลศักดิ์ หรือ พรรคประชาชาติ ไม่ต้องการให้คนไม่ผิดต้องมารับโทษ เราต้องการคนผิด แต่หลักฐานที่ปรากฎ คือ ใช้รถของ กอ.รมน. จริง และใช้คนที่เป็นอดีตทหารจริง และยืมจากทหารใน กอ.รมน. ซึ่งยังในราชการและไม่ยืมครั้งเดียว ตามคำให้การของคนที่จับตัวได้ อยืนยันว่ายืมมาแล้วหลายครั้ง และจะลงมือแล้วหลายครั้ง

“เมื่อลงมือไม่ได้ จึงนำรถไปคืน และยืมใหม่ใช้วิธีนี้ จะทำให้ชาวบ้านมั่นใจได้อย่างไร ทั้งนี้มีข้อมูลสำคัญที่ นายกมลศักดิ์จะมอบให้นายกฯ  คือ ปรากฎในคำพูดของ  3 คนที่อยู่บนรถในคืนวันที่ก่อเหตุ หลังจากที่ยิงแล้ว ได้โทรศัพท์หากบุคคลๆ คนหนึ่ง และได้คำพูดหนึ่งขึ้นมา แม้เขาไม่บอกว่าโทรศัพท์หาใคร แต่เชื่อว่ามีคนจ้างวานแน่นอน ดังนั้น จึงเป็นข้อมูลเชิงลึกที่จะแจ้งให้นายกฯ และจะได้ตามความคืบหน้าต่อไป” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.09 น.

15 เมษายน 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง “หยุดใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนและบิดเบือนข้อเท็จจริง” ดังนี้

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่มีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนอย่างรุนแรงต่อ นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว The Reporters หลังจากปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามในที่แถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 เกี่ยวกับเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบกลับด้วยประโยคว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความตระหนกต่อสังคม โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หลังจากการตั้งคำถามดังกล่าว พบว่ามีเพจโซเชียลมีเดียจำนวนมากพากันเผยแพร่ข้อความใส่ร้าย นางสาวฐปณีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน ในลักษณะที่มีการประสานงานและมีเป้าหมายชัดเจน จนปรากฏเต็มหน้าฟีดของผู้ใช้งานทั่วไป พฤติการณ์ที่รวดเร็วผิดปกติเช่นนี้สะท้อนถึงลักษณะของปฏิบัติการข่าวสารที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง มิใช่การแสดงความคิดเห็นตามธรรมชาติของประชาชน

เราขอยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถามในประเด็นที่ประชาชนสงสัย โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่แถลงข่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชน ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ “คำถาม” ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการตอบโต้ โจมตี หรือสร้างกระแสความเกลียดชังเพื่อคุกคามความปลอดภัยของสื่อมวลชน

ปัญหาการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) โดยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนาน ทั้งในเวทีรัฐสภาและภาคประชาสังคม ในลักษณะการสร้าง “เรื่องเล่า” เพื่อปั่นกระแสและตีตราบุคคลหรือกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ภาคประชาชน หรือสื่อมวลชน ปัจจุบันปฏิบัติการเหล่านี้ได้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อในรูปแบบใหม่ที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ที่ตั้งคำถามตรวจสอบอำนาจรัฐ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม “ปิดปากสื่อ” ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยากแต่สร้างความเสียหายแก่สังคม

สมาคมนักข่าวฯ จึงขอประณามพฤติกรรมที่ใช้ปฏิบัติการข่าวสารคุกคามสื่อมวลชน และขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและยุติการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก เนื่องจากสื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรีและปลอดภัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของสาธารณชนและระบอบประชาธิปไตย

ปลัด มท.กำชับผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น

ปลัด มท.กำชับผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น

ปลัด มท.กำชับผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.47 น.

“ปลัด มท.”กำชับ”ผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง” เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น ดูแลประชาชนเดินทางกลับไปทำงานหลังหยุดสงกรานต์

15 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศเมื่อเวลา 05.00 น.วันนี้ พบว่า ห้วงวันที่ 16 – 20 เม.ย.69 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ซึ่งจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นภาคตะวันออก ด้านตะวันออกของภาคกลาง และภาคเหนือ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกมีกำลังแรงขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด และค่า “ฝุ่นละออง” ในระยะนี้ ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน มีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐาน เนื่องจากความหนาแน่นของจุดความร้อนบริเวณภาคเหนือและบริเวณใกล้เคียงมากกว่าความสามารถของการระบายอากาศ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การรับมือสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้นในห้วงวันที่ 16 – 20 เม.ย.69 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตนจึงได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เฝ้าระวัง ติดตามสภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ร่วมกับหน่วยงานของกรมอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ในขณะเดียวกันให้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้งส่วนกลางประจำภูมิภาค ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทำการตรวจตราความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า สิ่งก่อสร้าง ไม้ยืนต้นตามถนน และสถานที่สาธารณะต่างๆ หากพบว่าไม่ปลอดภัย ให้ปรับปรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรง และเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย บุคลากรและทรัพยากรต่างๆ พร้อมออกให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT)” ที่สามารถดำเนินการได้ทันที ตามแผนเผชิญเหตุที่ได้ซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง และให้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ แจ้งเตือนเกษตรกรเพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสัตว์เลี้ยงด้วย”

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ยังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นต่อเนื่องตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งการประกาศปิดป่า การประกาศห้ามเผา การจับกุมผู้กระทำผิด และรณรงค์สร้างความรับรู้เข้าใจการดูแลสุขภาพตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน โดยเจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการทุกด้าน ทั้งภาคพื้นดิน และนำอากาศยานดับไฟป่า ทำฝนหลวง เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด

“ในวันนี้ ยังอยู่ในช่วง 7 วันอันตรายห้วงสงกรานต์ 2569 และเป็นวันหยุดต่อเนื่องวันสุดท้ายของส่วนราชการและภาคเอกชนหลายหน่วยงาน จึงทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากเริ่มทยอยเดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดที่จะต้องกลับไปทำงาน ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย โดยการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ได้จัดจุดบริการประชาชน และด่านชุมชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถแวะพักหรือติดต่อสอบถามเส้นทางตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมให้ความช่วยเหลือ ควบคู่การรณรงค์มาตรการที่สำคัญ คือ “ดื่มไม่ขับ พักผ่อนให้เพียงพอ และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด” ขณะที่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมันมีเพียงพอกับประชาชนทุกเส้นทาง โดยประชาชนสามารถขอรับความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุสาธารณภัยทุกประเภทได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สแตนบายและประสานงานพร้อมออกปฏิบัติการทันที 24 ชั่วโมง”