ฝ้าโรงอาหารสภาฯ ถล่ม เกิดจากความชื้นท่อแอร์ ยันโครงสร้างหลักยังแข็งแรง

14 กันยายน 2569 เวลา 16:45 น.

โสภณ รุดตรวจฝ้าศูนย์อาหารชั้นบี 2 รัฐสภาหล่น ด้าน จนท.วิศวะโยธาฯ เผยผลตรวจยันโครงสร้างหลักแข็งแรง สาเหตุเกิดจาก ความชื้นท่อแอร์ เร่งซ่อม-ขันสกรูใหญ่เพิ่มความแข็งแรง

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาฯ และวิศวกรจากกรมโยธาธิการและผังเมือง 4 คน เข้าตรวจเช็คศูนย์อาหารกินนี่ฟู้ด ชั้นบี 2 อาคารรัฐสภา ภายหลังจากมีเหตุฝ้าหล่นลงมาจำนวน 2 แผ่น เมื่อวันที่ 13ก.ย. ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ ของวิศวกรกรมโยธาฯ พบว่าโครงสร้างหลักแข็งแรง ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ส่วนที่หล่นลงมาคือแผ่นฝ้ายิบซั่ม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความชื้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิท่อแอร์สลับร้อนเย็น จนเกิดเป็นน้ำและหยดลงตรงจุดเกิดเหตุ โดยขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไขกลับคืนเรียบร้อยแล้ว ทางวิศวกรจากกรมโยธาฯ ได้ให้เพิ่มขนาดของสกรูให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพื่อยึดติดฝ้าให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันทางสภาฯ ก็ได้แก้ไขปัญหาเรื่องหยดน้ำไม่ให้ไหลลงแผ่นฝ้าอีกด้วย

‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

14 กันยายน 2569 เวลา 16:25 น.

วันที่ 14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เริ่มการประชุมเพื่อลงมติในสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คน แล้ว โดยมีกกต.มาครบทั้ง 7 คน ซึ่งบรรยากาศโดยรอบสำนักงาน กกต. มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้อง สน.ประชาชื่น และสน.ดอนเมือง เข้ามาดูแลรักษาความเรียบร้อยจำนวน 200 นาย โดยมีการกันพื้นที่ไม่ให้สื่อมวลชนและผู้ที่สังเกตการณ์เข้าไปในภายในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต.ซึ่งจัดเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวในเวลา 15.00 น.โดยกำหนดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังเท่านั้น ส่วนผู้สังเกตการณ์และประชาชนสามารถรับฟังการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์กล้องวงจรปิดหน้าสำนักงาน กกต.หรือเพจ YouTube ECT Thailand

จากนั้น เวลา 15.45 น. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และ ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ร่วมแถลงผลการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเลือกสว.

โดยณรงค์ กล่าวถึงการพิจารณาของ กกต. ทุกคนมีความเป็นอิสระ แต่ความมีอิสระในการพิจารณาอยู่ในกรอบของกฎหมาย สำนวนในคดีเลือก สว. มีเกณฑ์ในการพิจารณา เมื่อมีคำร้อง คำคัดค้าน หรือเป็นความปรากฏขึ้นจะมีการไต่สวน เมื่อมาถึงชั้น กกต. ก็จะมีการพิจารณาจากคำร้อง คำคัดค้าน พยานบุคคลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งพยานนิติวิทยาศาสตร์ เส้นเงิน และการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน รวมถึงพยานแวดล้อม เราไม่ได้พิจารณาตามอำเภอใจหรือแรงกดดันจากสังคม หรือความต้องการจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

สำหรับผลการพิจารณาไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีมติอย่างไร แต่สามารถบอกได้ว่ามติเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไรในข้อกล่าวหาต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม กกต.ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน พิจารณา โดยมีผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คน

ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ผู้ที่ถูกกล่าวหากรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ สส. จำนวน 20 คน กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องศาลฎีกา และบุคคลอื่น ถูกส่งฟ้อง 1 คน กกต. ไม่มีมติส่งฟ้องเช่นกัน

ข้อกล่าวหาที่ 2 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน สว. สำรอง 1 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน รวม 140 คน กกต. ไม่มีมติส่งฟ้องศาลฎีกา

ข้อกล่าวหาที่ 3 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน กกต. มีมติส่งฟ้อง 26 คน สว. สำรอง 1 คน กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 คน กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง ส่วนผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน ส่งฟ้อง 1 คน บุคคลอื่น 15 คน ส่งฟ้อง 9 คน

ข้อกล่าวหาที่ 4-7 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง กกต. มีมติส่งฟ้อง 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. ส่งฟ้อง 36 คน และบุคคลอื่นส่งฟ้อง 15 คน รวม 77 คน

สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7 คน ประกอบด้วย

1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

2.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ

3.นายชาย นครชัย

4.นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ

5.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์

6.นายณรงค์ รักร้อย

7.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร

กปช.ประชุมนัดแรก ศุภจี กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร ดึง พี่ดี้ นิติพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

14 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

“กปช.”ประชุมนัดแรก “ศุภจี”กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร หลังเจอมรสุมภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ ดึง”พี่ดี้ นิติพงษ์”นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สร้างความเชื่อมั่น ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ หรือ กปช.โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมครั้งแรก

นางศุภจี กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้มาเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะสร้างความร่วมมือและขยายผลนโยบายรัฐให้กับประชาชนได้ทราบถึงข้อเท็จจริง ในวันนี้สถานการณ์ วิกฤติที่เจอ เป็นวิกฤติที่ไม่เคยเจอซ้ำซ้อนกันมาก่อน ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และรวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายที่เราต้องการจัดการ เหล่านี้ทำให้การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ เราคงไม่สามารถรับมือได้ในท่าทีเดิมๆ เราควรจะต้องมานั่งมองกันว่าคณะกรรมการชุดเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นแค่คณะกรรมการที่มาเจอกัน แล้วทำภารกิจเหมือนเดิม แต่เราต้องเข้ามาคิดและช่วยกัน ร่วมมือกันว่าจะทำอย่างไร จึงจะสื่อสารข้อเท็จจริงให้กับประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันได้ สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดี เราจะส่งต่อไปให้ประชาชนได้ทราบ แต่สิ่งไหนยังทำไม่ดี ก็จะทำหน้าที่รับฟังและนำมาปรับในเรื่องของการทำงาน

นางศุภจี กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ คงไม่ได้ทำงานในลักษณะของการให้ข้อมูลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องรับฟังทิศทางและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมว่ามีความวิตกกังวลหรือความไม่เข้าใจในเรื่องใด และช่วยกันจัดวางเป็นนโยบาย ที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในยุคที่เรารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพเดิมๆไม่ได้ ดังนั้นความเห็นทัศนคติ ข่าวปลอม จึงเป็นสิ่งที่เราต้องจัดการอย่างทันท่วงที

นางศุภจี กล่าวอีกว่า วันนี้ควรจะมีโอกาสได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องต่างๆ หลายประเด็น ทั้งการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นรายชื่อแล้วต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาช่วยกันทำในเรื่องนี้ และเชื่อได้ว่าทุกคนมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์กับประชาชน

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของระเบียบวาระที่ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการ รายงานผลการดำเนินงานและอยากจะเรียนท่านผู้ทรงคุณวุฒิว่าอย่าพึ่งไม่พอใจว่ามีแต่เรื่องเปเปอร์เวิร์ค การบ้าน ที่อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะทำนัก แต่อันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เจอกันครั้งสุดท้ายตนเองไม่ได้เป็นประธาน ซึ่งจากการบันทึกประชุมครั้งสุดท้ายตั้งแต่ ปี 67 ตอนนี้ 2 ปีผ่านไป โลกเปลี่ยนไปเยอะ ซึ่งเราจะต้องมานั่งพูดคุยกันว่าที่เคยตั้งไว้ในปี 67 จะเดินไปแบบนั้นหรือไม่ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการให้มีภารกิจที่ชัดเจนและเดินหน้ากันต่อ ส่วนการประชุมครั้งต่อไป ไม่ต้องรอ 2 ปี หวังว่าจะเชิญคุยกันเร็วขึ้น และนำเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์จริงๆ นโยบายจริงๆ มาสะท้อนร่วมกัน

ด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราประชุมครั้งล่าสุด 2 ปีมาแล้ว การประชุมที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มีการประชุมในรูปแบบลักษณะนี้ เพราะจากหลายปัจจัยเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องของฝ่ายการเมือง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้การประชุมชะลอไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็เห็นความพยายามผลักดันความเชื่อมโยงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล ที่มีการประชุมกันนอกรอบตลอดเวลา วันนี้เป็นที่น่ายินดีที่เราได้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ทุกคนให้ความเชื่อมั่น ซึ่งทุกคนเห็นชื่อก็ชื่นชมที่มาช่วยเป็นองค์ประกอบ จึงคิดว่าน่าจะเป็นทิศทางที่ดี ที่จะจะช่วยสื่อสารกับประชาชนในหลายกลุ่ม ครอบคลุมทุกกลุ่มของประชาชน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมมี นายนิติพงษ์ ห่อนาค หรือ พี่ดี้ นักแต่งเพลงชื่อดัง ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และคนอื่นๆ เข้าร่วมประชุมด้วย

คำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ลงนามโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ

ด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตามคำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 1/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ครบวาระการดำรงตำแหน่งสองปีแล้ว ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในข้อ 5 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พ.ศ.2553 จึงแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ดังต่อไปนี้

1.นายนิติพงษ์ ห่อนาค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

2.นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3.นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4.รองศาสตราจารย์ สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5.นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6.นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2569

‘ดร.ณัฐวุฒิ’ ร้อง ผบ.ตร. ขอโอนสำนวนคดีไปยังกองปราบฯ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

14 กันยายน 2569 เวลา 15:19 น.

ดร.ณัฐวุฒิ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้า สน.ทองหล่อ ก่อนหน้านี้ของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม แล สมชัย ศรีสุทธิยากร จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั้งสังคม

ล่าสุดวันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งขาติ ปทุมวัน ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ,ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บจ.AURELIAN group และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ในฐานะผู้เสียหาย เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ขอให้โอนคดี สน.ทอหล่อ ไปยังกองปราบปราม กองบัญชาสอบสวนกลาง ในคดีที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ผู้ต้องหาที่ 1 นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 2 นายยิ่งชีพอัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ 3 โดยมีข้อมูลทางลับว่า พี่สาว นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้พิพากษาเยาวชนและครอบครัวกลางจังหวัดระยอง เข้ามาจุ้นในคดี ทำให้คดีล่าช้า เกรงว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ดีเอสไอ จ่อประสานขอผลวินิจฉัย กกต. คดีฮั้ว สว. ประกอบสำนวน อั้งยี่-ฟอกเงิน ฟันกลุ่มผู้ต้องหา

14 กันยายน 2569 เวลา 14:42 น.

โฆษกDSI เผย “พงส.คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” เตรียมทำหนังสือประสาน ‘กกต.’ 4 โมงเย็นวันนี้ หลัง“7 อรหันต์ กกต.”ลงมติวินิจ ฉัยชี้มูลคดีฮั้ว สว.67 เพื่อนำรายงานผลพิจารณาของบอร์ด กกต. เข้าสู่สำนวนด้วย เหตุเป็นคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ

วันที่ 14 กันยายน 2569 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสำนักประชาสัมพันธ์ กกต. เตรียมแถลงผลการพิจารณาของ กกต. สำนวนการไต่สวนการเลือก สว. ในเวลา 15.00 น. วันนี้ (14 ก.ย.)ว่า เนื่องด้วยในวันนี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการนัดหมายประชุมลงมติวินิจฉัยชี้ขาดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทางพนักงานอัยการคดีพิเศษได้กำหนดให้ดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบสำนวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะต้องนำรายงานความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าสู่สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอเช่นเดียวกัน

ดังนั้น แม้ว่าความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันนี้จะมีการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอนำโดยพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะดำเนินการจัดทำหนังสือประสานขอข้อมูลไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อนำมาประกอบพิจารณาในสำนวนของดีเอสไอโดยเร็วที่สุด เนื่องด้วยสำนวนของดีเอสไอก็มีประเด็นของการสอบปากคำและพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้แล้ว

โฆษกดีเอสไอ เผยอีกว่า ทางดีเอสไอมีความจำเป็นต้องรอดูข้อเท็จจริงและรายงานข้อมูลความเห็นการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เรียบ ร้อยก่อน เพื่อดูว่าข้อเท็จจริงมีการยุติอย่างไร สั่งฟ้องดำเนินคดีส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกี่ราย หรือไม่สั่งฟ้องกี่ราย และด้วยเหตุผลใดบ้าง

โฆษกดีเอสไอ เผยต่อว่า ส่วนกรณีที่สื่อสารมวลชนมีการเผยแพร่เอกสารพยานในสำนวนคดีฮั้ว สว. รายหนึ่ง ว่านายเอกราช ช่างเหลา ได้ส่งหนังสือกลับคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอข่มขู่ เพื่อให้การเท็จแลกกับการถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าทางดีเอสไอจะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีแก่พยานรายดังกล่าวฐานให้การเท็จหรือไม่ เพราะ ในเอกสารคำให้การครั้งแรก และครั้งหลังมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนั้น

ตนขอเรียนว่าเนื่องด้วยพยานได้มีการส่งหนังสือขอให้ถ้อยคำไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งพยานรายนี้ก็อยู่ในส่วนของสำนวนคดีตามกฎหมายเลือกตั้ง (คดีฮั้ว สว.) ซึ่งไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอแต่อย่างใด จึงทำให้ตนไม่สามารถตอบแทนชุดคณะทำงานของ กกต.ได้ แม้ว่าดีเอสไอจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไปร่วมทำการสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ กกต. ก็ตาม แต่ย้ำว่าพยานรายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีหลักของดีเอสไอ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ส่วนประเด็นที่พยานรายดังกล่าว (นายเอกราช ช่างเหลา) ได้มีการร้องสอบวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ (นายเอกรินทร์) ที่สอบปากคำตนเองว่ามีการข่มขู่เพื่อให้การเท็จนั้น ตนได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วพบว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ถูกกล่าวพาดพิงแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่าถึงแม้ว่าผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งวันนี้จะมีการชี้มูลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกี่รายก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการชี้มูลส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งทั้ง 229 ราย หรือไม่มีการชี้มูลบุคคลใด หรือชี้มูลเพียงแค่บางส่วน ทางดีเอสไอก็มีความจำเป็นต้องนำรายงานความคิดเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งมาใช้ประกอบการพิจารณากับสำนวนคดีของดีเอสไอทุกประเด็น ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันนี้จะต้องมีผลผูกพัน 100% ต่อสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ

เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ ทางดีเอสไอก็ได้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว แต่เพียงแค่ว่าพนักงานอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งให้ดีเอสไอต้องรวมสำนวนกับทาง กกต. จึงทำให้สำนวนถูกตีกลับมาและต้องรอคำวินิจฉัยในคดีของ กกต. แต่ปัจจุบันพยานหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอในตอนนี้พบว่ามีผู้กระทำความผิดในขบวนการอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มากกว่า 8 ผู้ต้องหาล็อตแรก โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายที่เป็นหัวจ่ายระดับสายจังหวัด ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย อนึ่ง ดีเอสไอจึงต้องรอดูข้อเท็จจริงในที่ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งวันนี้ก่อน เพื่อที่ดีเอสไอจะได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ครบจบทีเดียว ก่อนส่งกลับไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษอีกครั้ง

“ภราดร” ชงคลัง เคาะต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ยันงบเหลือ 5 หมื่นล้าน

14 กันยายน 2569 เวลา 14:03 น.

วันที่ 14 ก.ย. ที่ทำเนียบ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า ขณะนี้ใกล้จะสิ้นสุดเฟสแรกในปลายเดือนกันยายนนี้ โดยทางกระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการดำเนินโครงการต่อ ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณระยะแรกยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ราว 4 หมื่นถึง 5 หมื่นล้านจากพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีความพร้อมและเพียงพอที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนโครงการได้ทันทีหากกระทรวงการคลังเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติในหลักการเรียบร้อยแล้ว โดยเปิดทางให้สามารถดำเนินการต่อได้หากสถานการณ์มีความเหมาะสม

นายภราดร กล่าวว่านอกจากนี้ ในด้านแหล่งเงินทุนนั้น รัฐบาลมีงบประมาณหลายกระเป๋า โดยยังมีกระเป๋าใหม่ คือพ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่พร้อมหยิบยกมาใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ทันที หากสถานการณ์มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือประชาชน

นันทนา สวมหมวกเซฟตี้! นำ สว.ซัดสภา 2 หมื่นล้านไม่ปลอดภัย หวั่นฝ้าเพดานร่วงใส่หัว-ตกสระมรกต

14 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส พร้อมด้วย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ และนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีฝ้าเพดานบริเวณโรงอาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมาเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดย น.ส.นันทนา ได้นำหมวกนิรภัยขึ้นมาสวมก่อนเริ่มการแถลงข่าว พร้อมกล่าวว่า หากจะมีสวัสดิภาพในการเดินไปมาในสภาแห่งนี้คงจะต้องสวมหมวกนิรภัย เนื่องจากเหตุการณ์ฝ้าถล่มในห้องอาหารซึ่งเป็นจุดที่สมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และบุคลากรทุกคนเข้าไปใช้บริการ ลองนึกภาพหากถล่มลงมาในวันนี้ หลายท่านอาจไม่ได้มายืนรายงานข่าวตรงนี้ นี่คือเรื่องสวัสดิภาพของคนในรัฐสภา

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา พวกตนเคยมาแถลงข่าวที่ห้องนี้ว่า ในวันที่ 15 ก.ค.2569 จะครบสัญญารับประกันของรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งสภาพรัฐสภาตอนนั้นคือน้ำท่วม ส้วมแตก ผนังร้าว เพดานรั่ว และฝ้าถล่ม เราพูดตั้งแต่วันนั้นแต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา ทว่าหลังจากวันนั้น ประธานรัฐสภาได้เดินตรวจสอบและบอกว่าชำรุดทรุดโทรมมาก จึงต้องหางบประมาณมาซ่อมแซม ทำไมถึงไม่เรียกผู้รับเหมาคือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นก่อนจะหมดสัญญา สวัสดิภาพของคนในสภาตอนนี้ เดินไปก็ต้องคอยมองฝ้าเพดาน และถ้ามองแต่ข้างบนก็อาจจะเดินตกสระมรกต ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาก็มีพระสงฆ์เดินตกไปยังบริเวณดังกล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า การประชุมในห้องประชุมรัฐสภาว่า เมื่อมีฝนตกลงมา เจ้าหน้าที่ต้องถือถังมารองน้ำ ไม่ใช่น้ำฝนก็เป็นน้ำแอร์ หยดลงมา ยังไม่รวมหนูตายในสระมรกตและสัตว์ต่างๆ ที่ออกมาช่วงน้ำท่วม ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐสภาไทยมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของหน่วยงานราชการในโลก รองจากอาคารเพนตากอนของสหรัฐอเมริกา หากสื่อต่างชาติมาถ่ายภาพว่ารัฐสภาหรูหรา ราคา 2 หมื่นล้านบาท มีฝ้าถล่ม ฝนตกเมื่อไหร่น้ำรั่ว ภาพลักษณ์สภาไทยในแง่การได้มาซึ่งสมาชิกก็แย่อยู่แล้ว ยังมีปัญหาโครงสร้างอาคารอีก ทำให้ภาพลักษณ์ป่นปี้หมด จึงขอเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุงเพื่อสวัสดิภาพของคนที่อยู่ในนี้ ไม่ต้องเจอน้ำท่วม ส้วมแตก ฝ้าถล่ม ส่วนเรื่องความสวยงามไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีอยู่แล้ว

ด้าน นายสุนทร กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่อภิปรายเรื่องความปลอดภัยของรัฐสภามาโดยตลอด ทั้งอันตรายจากเพลิงไหม้ น้ำรั่ว ประตูแตก และกรณีฝ้าถล่มเมื่อเวลา 06.30 น.ตนได้เข้าไปตรวจความเรียบร้อย แต่พบว่าถูกปิดไว้ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปตรวจได้ ทราบว่าในวันนี้จะมีวิศวกรมาเจาะตรวจหลายจุดที่มีรอยน้ำ คาดว่าสาเหตุเกิดจากระบบแอร์มีน้ำหยดใส่เพดาน การเดินแล้วน้ำหยดใส่หัวไม่ใช่เรื่องปกติ นายสุนทรยังย้ำว่านอกจากเรื่องฝ้า ยังมีน้ำท่อล่างพุ่งขึ้นมาเต็มลานจอดรถ B2 ซึ่งสาเหตุมาจากปั๊มน้ำที่ดูดน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาเสีย และหวั่นเกรงว่าช่วงน้ำขึ้น น้ำใต้ดินจะดันขึ้นมา อีกทั้งยังพบรอยร้าวบริเวณกระเบื้องสระมรกต

“มันมีหลายจุดมากๆ และเราก็ออกมาบอกบ่อยๆ แต่ผู้มีอำนาจกลับเกรงใจผู้รับเหมา เรื่องนี้เป็นเรื่องของความถูกต้อง จึงอยากให้ตรวจสอบให้ดี ความปลอดภัยของทุกท่านมีความสำคัญ ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น สถาปนิกผู้ออกแบบซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ตั้งชื่อสภาแห่งนี้ว่าสัปปายะสภาสถาน แปลว่าสถานที่ประกอบกรรมดี จึงอยากให้อาคารนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความดี ไม่อยากให้กลายเป็นสถานที่ประกอบกรรมชั่วหรือการโกง ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความเกรงกลัวต่อบาปบ้าง” นายสุนทร กล่าว

ขณะที่ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า ข้าราชการรัฐสภามองว่าท่อแอร์มีเชื้อรา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้เข้ามาทำงาน ซึ่งไม่สามารถนำพระเหนือดวงเข้ามาช่วยได้ ต้องแก้ไขด้วยวิทยาศาสตร์ ที่ผ่านมาไม่มีการตรวจเรื่องเชื้อราและแอร์ปรับอุณหภูมิไม่ได้ ทำให้มีคนป่วย จึงอยากให้ช่วยกันติติงไปยังรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีปัญหาถนนทรุดรอบรัฐสภา สิ่งผิดปกติเหล่านี้เมื่อพบความไม่ชอบมาพากลต้องแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบและแจ้งประชาชนให้รับทราบว่า เงินงบประมาณไม่ได้จมไปกับการฉ้อฉลทุจริต

นายพรชัย กล่าวว่า รัฐสภาแห่งนี้มีอาคันตุกะต่างชาติเข้ามาใช้งานต่อเนื่อง ในทางสถิติรัฐสภาของเราน่าจะประสบอุบัติเหตุจากโครงสร้างการก่อสร้างเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจแต่เป็นความอับอาย โชคดีที่ฝ้าถล่มในวันที่ไม่มีการใช้งาน หากมีผู้เสียชีวิตใครจะรับผิดชอบ พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลก่อนหมดระยะเวลารับประกัน 60 วัน ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้เซ็นรับรอง รวมถึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบจุดเสี่ยงภายในรัฐสภา และตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง สส. และ สว.เพื่อติดตามจุดเสียหายไม่ตรงสเปกและหาผู้รับผิดชอบ

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า ฝากถึงฝ่ายสถานที่ให้ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยของกล้องวงจรปิดในจุดอับสายตาและในลิฟต์ เนื่องจากรัฐสภามีผู้เข้าออกจำนวนมาก การเดินทางกลับช่วงกลางคืนบริเวณลานจอดรถทำให้เกิดความกังวลเรื่องสวัสดิภาพ

ส่วนนายวิลาศ กล่าวว่า กรณีฝ้าถล่มและน้ำรั่วเกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า 10 ครั้ง เพียงแต่หลายครั้งไม่เป็นข่าว เช่น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ฝ้าเคยถล่มในห้องประชุมสัมมนาติดกับห้องอาหาร B2 แม้ผู้รับจ้างระบุว่าส่งมอบงาน 100% เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566 แต่ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกลับเซ็นรับรองงานเสร็จสมบูรณ์ 100% ตามความเห็นของคณะกรรมการตรวจการจ้าง

นายวิลาศ กล่าวต่อว่า ตนจึงได้นำเรื่องไปร้องเรียนตามมาตรา 157 ต่อ ป.ป.ช.และตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างเรื่องความชื้นจากแอร์นั้น วิศวกรยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เคยเข้ามาตรวจพบจุดเสี่ยงถึง 101 จุด (เสี่ยงมาก 91 จุด เสี่ยงปานกลาง 10 จุด) จึงขอให้ประธานรัฐสภาเร่งติดตามแก้ไขปัญหาและเรียกร้องความเสียหายจากผู้รับเหมา ไม่ใช่เอางบประมาณแผ่นดินก้อนใหม่มาใช้ซ่อมแซม

น.ส.นันทนา กล่าวปิดท้ายว่า เจ้าหน้าที่สภาได้เดินมาแจ้งว่าขอให้อยู่ในประเด็นแถลงเรื่องฝ้าถล่ม ซึ่งโอกาสหน้าจะเชิญนายวิลาศมาอธิบายรายละเอียดเรื่องจุดเสี่ยงเพิ่มเติม ย้ำว่าข้อเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาเข้ามาดูแล และไม่ควรนำงบแผ่นดินก้อนใหม่มาใช้ แต่ควรเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้รับเหมา ตลอดจนนำคนนอกเข้ามาช่วยตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและคืนความสง่างามให้รัฐสภา

เลื่อนพบ DSI ครั้งที่ 3 สส.สมชาติ ปชน.อ้างติดภารกิจ ยังไม่ให้ปากคำในฐานะพยาน คดีนอมินีอสังหาฯภูเก็ต

14 กันยายน 2569 เวลา 13:05 น.

จากกรณีดีเอสไออยู่ระหว่างสอบสวนความเชื่อมโยงของ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน (ปชน.) กับบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับชาวต่างชาติ เพื่อขยายผลว่ามีการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” หรือไม่ ล่าสุดดีเอสไอนัดนายสมชาติเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานเป็นครั้งที่ 3 วันที่ 14 ก.ย.69 หลังจากก่อนหน้านี้มีการเลื่อนนัดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยอ้างติดภารกิจประชุมสภาและลงพื้นที่

วันนี้ (14 กันยายน 2569) คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะล่าสุดของการนัดหมายเข้าให้ปากคำในฐานะพยานตามหมายเรียกพยานครั้งที่ 3 ของ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งนัดหมายวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.69 พบว่า นายสมชาติ ได้มีการส่งหนังสือแจ้งขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำในฐานะพยานออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าติดประชุมและติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งการแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าว ทางคณะพนักงานสืบสวนอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อนัดหมายใหม่อีกครั้ง หลังรับทราบหนังสือแจ้งขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำในฐานะพยานครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 24 จะระบุถึงอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในการสืบสวนสอบสวน แต่ สส.สมชาติ เป็นเพียงพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา จึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งถ้าเป็นหมายเรียกผู้ต้องหา แล้วไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหา 2 ครั้ง จึงจะพิจารณาขอศาลออกหมายจับได้ แต่ถ้าเป็นหมายเรียกพยานดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถใช้อำนาจจับกุมหรือขอศาลออกหมายจับได้ ดังนั้น หากมองถึงเจตนารมณ์หนังสือฉบับแรกของ สส.สมชาติ ที่มีการระบุก่อนหน้านี้ว่าประสงค์เข้าให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนของดีเอสไอ จึงเป็นประเด็นที่คณะพนักงานสืบสวนมองว่าหากบุคคลมีความประสงค์ที่จะให้ข้อเท็จจริง ให้ความร่วมมือเต็มที่ตามที่มีการแสดงเจตนารม์ไว้จริงๆ ก็ควรเข้ามาให้ข้อมูลชี้แจง มากกว่าการส่งหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกพยานถึง 3 ครั้ง ทั้งนี้ หาก สส.สมชาติ มีความประสงค์จะเข้ามาพบพนักงานสืบสวนในวันเวลาใดหลังจากนี้ แม้ไม่ตรงตามเอกสารนัดหมาย ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะพนักงานสืบสวนพร้อมรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงของพยานเสมอ

ขณะที่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ยอมรับผ่านโทรศัพท์สั้นๆ ว่า “ตนเองได้รับเอกสารหมายเรียกในฐานะพยานของดีเอสไอ ซึ่งนัดหมายวันที่ 14 ก.ย.69 จริง แต่ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกพยานดังกล่าวออกไปก่อน”

สว.จี้รัฐบาล-สำนักพุทธฯ แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาศาสนา ป้องกันไม่ให้เกิดภาคต่อปีหน้า แนะกำกับการใช้เงิน-ตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส

14 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

“สว.”จี้”รัฐบาล-สำนักพุทธฯ” แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาศาสนา ป้องกันไม่ให้เกิดภาคต่อปีหน้า แนะกำกับการใช้เงิน-ตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส ด้าน”ปกรณ์”แจงเพิ่งได้รับงบฯ 70 เตรียมเร่งจัดระบบ ฐานข้อมูลวัด-พระ-เงินบริจาค เข้าระบบออนไลน์ รับสะเทือนใจไม่น้อยเหตุปมฉาว”สมีโชติ-สีกาเอ๋”

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงกระทู้ถามสด นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.ตั้งถามนายกฯ ต่อประเด็นวิกฤติศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภาคสอง ที่เกิดขึ้นกับกรณีของสมีโชติ และสีกาเอ๋ ที่พุทธวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา และพบการยักยอกเงินวัดไปให้กับสีกาคนสนิท ทั้งนี้ ได้ตั้งคำถามต่อการตรวจสอบ และกำกับของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยเฉพาะการตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส่ รวมไปถึงพระต่างชาติ พระเมียนมา ที่หาผลประโยชน์ในประเทศไทย โดยปัญหารอบที่แล้วรัฐบาลไม่ได้รับปากว่าจะแก้ ปัจจุบันเกิดเหตุซ้ำ ดังนั้น มีคำถามต่อการทำงานเชิงรุกของ พศ.

โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับ พศ. ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า ฐานะที่ตนเป็นชาวพุทธ และเป็นเด็กวัดมาก่อน รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยกว่าชาวพุทธ กับเหตุที่เกิดขึ้นไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่พุทธกาล หากศึกษาพระธรรมวินัยเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความประพฤติที่มิชอบของคนที่อยู่นอกรีต ตนฐานะกำกับ พศ. รับทำงานจากรัฐบาลชุดก่อนที่ทำสืบต่อมา สิ่งที่ทำในเบื้องต้น คือ ทำฐานข้อมูลกลาง เพื่อทำข้อมูลพระ เพื่อช่วยมหาเถระสมาคมตรวจสอบ ฐานข้อมูลพระปัจจุบันยังไม่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ จึงให้ พศ. ดำเนินการแล้ว โดยล่าสุดมีพระ 2 แสนรูป ทำทะเบียนไปแล้ว 1.8 แสนรูป หรือ คิดเป็น 89% สามารถตรวจสอบประวัติได้ ทั้งนี้ปี 2570 ได้งบประมาณเพื่อทำฐานข้อมูลพระ คาดว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ต่อจากนั้น คือทำทะเบียนวัด โดยปัจจุบันวัดในประเทศไทยมีทั้งหมด 4.4 หมื่นวัด ฐานข้อมูลต้องนำมารวม เพราะวัดเกี่ยวข้องกับพระ ศาสนสมบัติของวัด และศาสนสมบัติกลาง ต้องบริหารจัดการให้เรียบร้อย โดยต้องทำระบบจัดการทรัพย์สินของวัด ระบบศาสนสมบัติกลาง ระบบบริหารจัดการนิตยภัต และระบบกฎหมายและมติมหาเถระสมาคม เพื่อทำให้เป็นรูปแบบดิจิทัลและออนไลน์ทั้งหมด

“สำหรับบัญชีวัดจะทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และเชื่อมโยงเข้าส่วนกลาง เพื่อให้ พศ. ตรวจสอบได้ ทุกวันนี้ทำด้วยมือ ตรวจได้ทุกสิ้นเดือน ระบบบริจาค อี-โดเนชัน จาก 4.4 แสนวัด ทำแล้ว 4.2 หมื่นวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งรัด ไม่อยากให้นำไปใช้ช่องทางก่อเหตุสลดใจเยี่ยงนี้ หากเงินบริจาคเข้าระบบจะลดปัญหาติดตามและตรวจสอบได้” นายปกรณ์ ชี้แจง

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ประเด็นพุทธพาณิชย์ ใช้ช่องทางดังกล่าวแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่หาทางแก้ไข เป็นไปได้หรือไม่หากทำวัตถุมงคลการบริจาคต้องเข้าวัด มีบัญชีอี-โดเนชันให้เรียบร้อย ไม่มีประโยชน์ทางอื่นหรือรับส่วนตัว หรือตั้งมูลนิธิ หรือสมาคมรองรับ จะสามารถป้องกันได้เพราะตรวจสอบได้ว่ารูปไหนไม่รับเงิน แต่มีพฤติกรรม ไม่ออกบิณฑบาตร แต่มีฉันทุกวัน ไม่ลงโบสถ์ แต่มีลูกศิษย์เต็มไปหมด จะสามารถตรวจสอบได้” นายปกรณ์ ชี้แจง

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ขณะที่บทบาทของมหาเถระสมาคม มีมติเปิดบัญชีวัดชัดเจนว่าต้องเป็นเจ้าอาวาส หรือ ไวยาวัจกรร่วมกับผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมาย แต่การเปิดบัญชีวัดไม่ได้เชื่อมกับระบบออนไลน์ทำให้ตรวจสอบได้ยาก แต่พยายามทำ สัญญากับ สว.ว่าจะทำให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยวัดต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะที่การบัญชีรับจ่าย ต้องทำและส่งให้ พศ.จังหวัดตรวจทุกเดือน

“พฤติกรรมของพระบางรูป ต้องแยกจากพระพุทธศาสนา ขอเรียกร้องให้รณรงค์ช่วยเหลือพระพุทธศาสนา และมหาเถระสมาคมดำรงไว้ซึ่งศรัทธาพระพุทธศาสนา เพราะพูดน้อยมาก แต่เรื่องที่ไม่ดีต่อคณะสงฆ์ คลิป ข่าว สิ่งเหล่านี้เป็นดราม่าคนไทยชอบและแชร์ แต่ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชน แม้ไม่ถูกใจเรา ควรพิจารณาว่าควรพูดสร้างประเด็นที่มีปัญหาต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ ขอความอนุเคราะห์สว.ช่วยผม รัฐบาล มหาเถระสมาคมอีกแรง เรื่องไหนที่ไม่ดีไม่ต้องกระพือมาก ส่วนเส้นทางเงินที่จับได้ จะสืบต่อไปโดย ปปง.และ ปปท.ดูแลเรื่องคดี” นายปกรณ์ ชี้แจง

ทั้งนี้ นายปริญญา ตั้งคำถามต่อว่า หากแก้ปัญหาได้ จะไม่มีประเด็น แต่ปีนี้ภาคสอง ไม่อยากให้ปีหน้าเกิดภาคสาม ดังนั้นที่ต้องทำคือ ควบคุมการใช้เงินของวัด ทั้งนี้รัฐบาลก่อนบอกว่าวัดถือเงินได้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่จะทำอย่างไร เพราะกรรมการเถระสมาคมไม่มีสิทธิ์ล้วงลูก ตรวจสอบ หรือแท้จริงแล้วเถระสมาคมถือเงินเกิน 1 แสนบาทด้วย เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อประชาชนพูดจารุนแรงเพราะปัญหาทำลายศรัทธาของประชาชน ส่วนเงินบริจาคที่ใช้แบบอี-โดเนชันมีเป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนมากยังเป็นเงินสดตรวจสอบได้ยาก

นายปกรณ์ ชี้แจงว่า พยายามทำข้อมูลทั้งหมด ตนขอความอนุเคราะห์ให้กำลัง พศ.บ้าง จะพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้ พศ.รับไม่ได้กับพฤติกรรมที่เป็นอยู่ และไม่ชอบที่ถูกตำหนิว่าไม่ทำหน้าที่ ส่วนกรรมการเถระสมาคม ปฏิบัติตามมติเถระสมาคมทุกอย่าง และตรวจสอบได้ สำหรับรายละเอียดและข้อมูลจะนำไปทำส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ เปิดงานGastech เจอม็อบพลังงานบุกประชิด ตะโกนลั่นช่วยรับหนังสือหน่อย ทีม รปภ.อารักขาเข้ม ปฎิเสธจ้อสื่อ

14 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

นายกฯ เปิดงานGastech เจอม็อบพลังงานบุกประชิดกลางไบเทค ตะโกนลั่นช่วยรับหนังสือหน่อย ทีม รปภ.อารักขาเข้ม เจ้าตัวปฎิเสธจ้อสื่อ บอกไม่อยู่หลายวันได้คิดถึง

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ที่ฮอลล์แสดงสินค้า และนิทรรศการ EH 98 – 104 ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาในงาน Gastech Bangkok 2026 Exhibition & Conference โดยภายหลังกล่าวเปิดงานนายกฯได้เดินเยี่ยมชมบูธภายในงาน ระหว่างนั้นมีตัวแทนเครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลและพลังงาน นําโดย นายมนูญ วงษ์มะเชาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังาน กรีนพีช ประเทศไทย ซึ่งชุมนุมประท้วงอยู่ด้านหน้าไบเทคบางนา เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนบทบาทการร่วมเป็นเจ้าภาพกับกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลรายใหญ่โดยถือป้ายข้อความ “ระยอง ไม่ไหว แล้วโว๊ย พวกมึงรวย พวกกูจน”

โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินเข้ามาในพื้นที่จัดงานมายืนถือป้าย NO NEW FOSSIL GAS , กำไรไม่กี่คน ภาระคนทั้งประเทศ Greenpeace และข้อความ หยุดโรงไฟฟ้าบูรพา เป็นต้น

ทั้งนี้ตัวแทนกลุ่มยังได้ชูหนังสือเปิดผนึก พร้อมตะโกนว่า “คุณอนุทินช่วยรับหนังสือชาวบ้านหน่อยค่ะ“ โดยนายกฯหันไปมอง ขณะเจ้าหน้าที่ได้มาเจรจาขอให้ยื่นหนังสือกับตัวแทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาลแทน แต่ทางกลุ่มระบุว่า จะรอตรงนี้จนกว่านายกฯจะมาคุย เพราะเราไม่เคยได้รับคำตอบอะไรเลย จากนั้นตัวแทนผู้ชุมนุมยืนอ่านหนังสือร้องเรียน

ทั้งนี้ภายหลังเปิดงานทีมรักษาความปลอดภัยได้พานายกฯเลี่ยงออกจากงานอีกประตูหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม ขณะที่นายกฯไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยเมื่อกล่าวเปิดงาน เดินชมบูธ และรีบเดินทางกลับทันที ช่วงหนึ่งนายกฯได้กล่าวกับรัฐมนตรีและทีมงานด้วยว่า “ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวผมไม่อยู่อีก2-3 วัน”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อสักครู่เดินผ่านผู้ชุมนุมด้านพลังงานได้มีการสั่งการอะไรหรือไม่เรื่องพลังงาน นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม เมื่อถามว่าวันเดียวกันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะแถลงคดีฮั้วสว. นายกฯมีความเห็นอย่างไร นายกฯไม่ตอบคำถาม ก่อนขึ้นไปนั่งบนรถและพร้อมโบกมือและกล่าวว่า บ๊ายบาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าขอสัมภาษณ์นายกฯเพราะนายกฯจะไม่อยู่หลายวัน นายกฯ ตอบว่า จะได้คิดถึง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการรักษาความปลอดภัยในงานเป็นไปอย่างเข้มงวด ใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาล 5 (ชุด ปพ.บก.น.5หรือนปพ.บก.น.5) โดยมีตำรวจสันติบาลและนครบาลเป็นหลัก ซึ่งรัฐมนตรีมีตำรวจสันติบาลประกบเป็นรายคน พร้อมเข้มงวดทุกประตูมีตำรวจ ปพ.บก.น.5 ยืนประจำทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนนายกฯจะเดินทางมาถึงไบเทคทางผู้ชุมนุมได้นำป้ายผ้าขนาดใหญ่มีข้อความระบุว่า “YOU GAS DEAL OUR LOSS” แขวนไว้ด้านหน้าไบเทค ก่อนเจ้าหน้าที่จะดึงป้ายดังกล่าวออก ก่อนนายกฯจะเดินทางมาถึง