ศุภจี-ศุภมาส เคาะ 6 ผู้ทรงคุณวุฒิ ดันสื่อสารรัฐตรงจุด-โต้ข่าวปลอม

14 กันยายน 2569 เวลา 21:02 น.

“ศุภจี-ศุภมาส” นั่งหัวโต๊ะ คุมทิศทางการสื่อสารชาติ เคาะ 6 ผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ เดินหน้าสื่อสารภาครัฐ เน้น “ตรงจุด-ชัดเจน-รับมือข่าวปลอม”

วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารภาครัฐให้ทันต่อสถานการณ์และตอบสนองความต้องการของประชาชน

การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญในการกำหนดทิศทางการสื่อสารภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยนำผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ข้อมูลการสร้างการรับรู้ และความคิดเห็นของประชาชนมาประกอบการวางแผน พร้อมเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานทั้ง 20 กระทรวงกับเครือข่ายประชาสัมพันธ์ใน 76 จังหวัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างทั่วถึง ทั้งนโยบาย สิทธิประโยชน์ บริการของรัฐ และข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แนะนำกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ 6 คน ประกอบด้วย นายนิติพงษ์ ห่อนาค นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว นายสุรสิทธิ์ วิทยารัฐ นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ และนายระวี ตะวันธรงค์ เพื่อขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์ของชาติให้ครอบคลุมทุกมิติ

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กปช. มีบทบาทในการประสานข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของเรื่องและนำมาสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ผ่านรูปแบบและช่องทางที่เหมาะสมกับประชาชนแต่ละกลุ่ม ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำประเด็นที่ประชาชนสนใจและต้องการคำตอบมากำหนดแนวทางการสื่อสารให้ตรงกับความต้องการ

“เป้าหมายของการสื่อสารภาครัฐคือทำให้ประชาชนเข้าใจว่า นโยบายแต่ละเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มีสิทธิประโยชน์อะไร และเข้าถึงบริการของรัฐได้ที่ไหน ทุกหน่วยงานจึงต้องประสานข้อมูลให้ตรงกัน สื่อสารให้รวดเร็ว ชัดเจน และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต ประชาชนต้องได้รับข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจและดูแลความปลอดภัยของตนเองได้ทันเวลา” นางสาวศุภมาสกล่าว

สำหรับ (ร่าง) แผนการสื่อสารที่สำคัญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารงานภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับเรื่องที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง อาทิ การลดค่าครองชีพ การส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม และการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล รวมถึงแนวทางการสื่อสารด้านต่างประเทศที่ให้หน่วยงานใช้ประเด็นหลักร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์วิกฤต ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ได้พัฒนาแผนการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต และยกระดับแนวทางการดำเนินงานจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (JIC) สู่ศูนย์ JICC โดยเพิ่มบทบาทด้านการสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น ประสานและรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลกลาง ช่วยลดความสับสนและรับมือข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน พร้อมนำผลการดำเนินงานมาพัฒนาเป็นคู่มือปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้บุคลากรและเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีแนวทางปฏิบัติร่วมกัน

ที่ประชุมยังได้มีการนำเสนอการเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยนางสาวศุภมาส ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีฯ ได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ ทั้งรายละเอียดกิจกรรม การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชน พร้อมขอความร่วมมือเครือข่าย กปช. ร่วมเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทั่วถึง

ด่วน! กกต.เปิดแล้ว 77 รายชื่อ ส่งฟ้องศาลฎีกา-ดำเนินคดีอาญา ‘คดีฮั้ว สว.’

14 กันยายน 2569 เวลา 20:04 น.

กกต.เปิด 77 รายชื่อฮั้วสว. “สวัสดิ์-บุญจันทร์-เศก-อลงกต” นำทีม 26 สว.ปัจจุบัน “สหายแสง–พ่อ รมช.มท. โดนด้วย

วันที่ 14 กันยายน 2569 จากกรณี ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการลงมติคดีฮั้ว สว. โดยมีการเรียงลำดับข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี โดยการประชุม ซึ่งกกต.มีมติสั่งฟ้อง สว. 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย รวม 77 ราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด สำนักงานกกต.ได้เผยแพร่รายชื่อ 77 ผู้ถูกกล่าวหาที่กกต.มีมติเสียงข้างมากใครยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยเป็นสว.ชุดปัจจุบัน 26ราย ได้แก่ 1.พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา — กลุ่มที่ 1 (การบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) จังหวัดสุโขทัย

2.พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย — กลุ่มที่ 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) จังหวัดสุรินทร์

3.นายเศก จุลเกษร — กลุ่มที่ 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) จังหวัดนครสวรรค์
4.นายวิวัฒน์ รุ่งแก้ว — กลุ่มที่ 3 (การศึกษา) จังหวัดศรีสะเกษ
5.นายสุเทพ สังข์วิเศษ — กลุ่มที่ 3 (การศึกษา) จังหวัดอ่างทอง


6.นางนงลักษณ์ ก้านเขียว — กลุ่มที่ 4 (การสาธารณสุข) จังหวัดสุโขทัย
7.นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว — กลุ่มที่ 4 (การสาธารณสุข) จังหวัดนครศรีธรรมราช

8.นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว — กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดนครศรีธรรมราช
9.นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน — กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
10.นายยะโก๊ป หีมละ — กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดสงขลา
11.นางสาวเข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ — กลุ่มที่ 7 (พนักงานหรือลูกจ้าง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
12.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม — กลุ่มที่ 8 (ผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ) จังหวัดสิงห์บุรี
13.นายนิพนธ์ เอกวานิช — กลุ่มที่ 9 (ผู้ประกอบกิจการ SME) จังหวัดภูเก็ต


14.นายโสภณ มะโนมะยา — กลุ่มที่ 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่น) | จังหวัดสงขลา
15.พันตำรวจโท สง่า ส่งมหาชัย — กลุ่มที่ 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่น) จังหวัดอุดรธานี
16.นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม — กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลำภู

17.นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส — กลุ่มที่ 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ ) จังหวัดสมุทรปราการ
18.นายสมหมาย ศรีจันทร์ — กลุ่มที่ 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์) | จังหวัดพะเยา
19.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิฐ์กุล — กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง) จังหวัดสมุทรสาคร

20.นายวิเชียร ชัยสถาพร — กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง) จังหวัดนครปฐม
21.นายนิรุตติ สุทธินนท์ — กลุ่มที่ 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) จังหวัดชุมพร
22.นายสากล ภูลศิริกุล — กลุ่มที่ 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) จังหวัดมุกดาหาร

23.นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ — กลุ่มที่ 18 (สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) จังหวัดสิงห์บุรี
24.นายสิทธิกร ธงยศ — กลุ่มที่ 18 (สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) จังหวัดยโสธร
25.นายอลงกต วรกี — กลุ่มที่ 20 (กลุ่มอื่นๆ) จังหวัดอุทัยธานี
26.นายณัฐกิตติ์ หนูรอด — กลุ่มที่ 20 (กลุ่มอื่นๆ) จังหวัดพัทลุง


ส่วนที่2 เป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย
1. นายปริญญา แสนไชย
2. นางเดือนเพ็ญ พุ่มผลงาม
3. นายพิเชษฐ์ เสถียรวรพงศ์
4. นางวชิรญา วงษ์โสมะ
5. นายจำนง ฉางข้าวชัย
6. นายเชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว
7. นายโกศล สงรักษ์
8. นายเมธา หมานพัฒน์
9. นายกนกศักดิ์ บุญรัตน์
10. นายเชาวลิตร พระเลิศ
11. นางสาวทัศนีย์ อินทวิเศษ
12. นายโกวิทย์ สินกลิน
13. นางสาวศุรดา เดชจันทร์แสง
14. นายสุนิเชต สุพัฒน์แก้ว
15. นางรำพรรณ พวงพุ่ม
16. นางสาวอรปรียา วงศ์ปันติ
17. นายอับดลเหล๊าะ เต๊ะหละ
18. นายอำนาจ กิติโชติ
19. นายปรีชา วิเศษสินธุ์
20. นางผกามาศ ตันธนะสาร
21. นายสนั่น ไพโรจน์
22. นายพินัย วรรณทอง
23. นายนิรันดร์ บัวศิริ
24. นายวีระ สุดสังข์
25. พันตำรวจเอก ชินโชติ พึ่งแสง
26. นายอาทร โยธา
27. นายสมศักดิ์ บุญตี
28. นายเกรียงไกร ศักดี
29. นางสาวธัญรัตน์ สุวรรณพรหม
30. นางสุมาลัย ทรงแสงฤทธิ์
31. นางสาวปิยลักษณ์ ศิลาแดง
32. นายสมโภช อ้วนดี
33. นายกิติศักดิ์ จำปา
34. นายนพพร พรหมจันทร์
35. นายประพจน์ วงศ์ล่าม
36. นายบรรจบ พรมสา

3. บุคคลอื่น 15 ราย
1. นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาของนายวรศิษฏ์ รมช.มท.
2. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์
3. นายวิรัช บัวคง
4. นายวงศกร ชนะกิจ
5. นางสาววาริน ชิณวงศ์ นายกอบจ.นครศรีธรรมราชสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
6. นายสุบิน ศักดา
7. นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย
8. นายปริญญา ธรเสนา
9. นายภูวัสโรดม แสงแก้ว
10. นายอธิวัฒน์ มนตรี
11. นางสาวภัณนิภา ผาสุก
12. นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร
13. นางสาวนิสิตา หมั่นไชย
14. นางสาวรุ่งรัฏฏิกาล โพธิ์ไกร
15. นางภณิดาทิพย์ เต็งวงษ์วัฒนะ

‘จุลพันธ์’ ลงนาม MOU ศรีลังกา นำเข้าแรงงานถูกกฎหมาย ป้อนภาคก่อสร้าง – เกษตร

14 กันยายน 2569 เวลา 19:55 น.

‘จุลพันธ์’ เซ็น MOU ร่วมรัฐมนตรีฯ ศรีลังกา นำเข้าแรงงานถูกกฎหมาย ป้อนภาคก่อสร้าง – เกษตร รองรับความต้องการของเศรษฐกิจ หวังจ้างงานเป็นธรรม – ปลอดภัย – คุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายวิจิตา เหรัต (H.E. Vijitha Herath) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การจ้างงานต่างประเทศ และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) และบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย (Agreement) ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เพื่อวางกรอบการจัดส่งและรับแรงงานระหว่างสองประเทศให้เป็นระบบ ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การลงนามเอ็มโอยูทั้งสองประเทศครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มช่องทางจัดหาแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยจะเปิดให้แรงงานศรีลังกาเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวนไม่เกิน 10,000 คน เพื่อสนับสนุนกำลังแรงงานในภาคการก่อสร้าง ภาคเกษตรกรรม และสาขาอื่นที่มีความต้องการตามนโยบายและกฎหมายของประเทศไทย ทั้งนี้ การนำเข้าแรงงานจะดำเนินการตามความต้องการจ้างงานจริงและผ่านขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การนำแรงงานทั้งหมดเข้ามาในคราวเดียว

ภายใต้ MOU และ Agreement ทั้งสองประเทศจะร่วมกันกำกับดูแลกระบวนการสรรหา จัดส่ง และจ้างงานตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้สามารถตรวจสอบและติดตามได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม การหลอกลวงแรงงาน การจัดหางานโดยมิชอบ และการค้ามนุษย์ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นายจ้างและแรงงาน

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านตลาดแรงงาน กฎหมายและนโยบายแรงงาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจในอนาคต

การลงนามครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ศรีลังกาในมิติด้านแรงงาน ต่อยอดจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา สู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับกระบวนการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม และการคุ้มครองแรงงานทุกคนอย่างเท่าเทียมตามกฎหมาย ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มกำลังแรงงานในสาขาที่จำเป็น เพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการ และสร้างหลักประกันว่าแรงงานศรีลังกาจะได้รับการจ้างงานที่เป็นธรรม ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม” นายจุลพันธ์

 กล่าว

‘แก้วตา’ เย้ย ปชน. ปมร้อน กกต. ลั่น ‘จะสั่งฟ้องได้ไงตั้งมากับมือ ตั้งกะตอนได้เป็นนายกฯ รอบแรก’

14 กันยายน 2569 เวลา 19:46 น.

แก้วตา

วันนี้ 14 กันยายน 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน และสมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังพรรคประชาชนเตรียมฟ้อง กกต.ที่ไม่มีมติส่งรายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยต่อศาลฎีกา คดีฮั้ว สว. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า ‘จะสั่งฟ้องได้ไงตั้งมากับมือตั้งกะตอนได้เป็นนายกฯรอบแรก’

แก้วตา

หลังจากที่โพสต์ของ แก้วตา เผยแพร่ลงมาได้ไม่นาน แฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ขอยกประโยคนี้จาก Fate Stay Night ครับ
喜べ少年、君の願いはようやく叶う。正義の味方には倒すべき悪が必要なのだから。
ยินดีเถิดเจ้าหนุ่ม ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริงแล้ว เพราะ ยอดวีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรม ย่อมต้องมีมีเหล่าร้ายให้กำราบ
อยากเล่นบทพระเอกที่ต่อสู้กับความชั่วร้าย มันก็ต้องมีเหล่าร้ายให้กำราบแหละนะ ขายนิยายการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
แต่มันคล้ายๆ มังกะแนวๆ ผู้กล้าไล่พระเอกออกจากตี้ เพราะอยากเด่นที่สุด กลัวคนอื่นเด่นกว่า กลับหวังเคลมสาวยกตี้ แล้วก็ทำอะไรเรือหายแล้วคิดว่าตัวเองทำยังไงก็ได้เพราะเป็นผู้กล้ามากกว่านะ

#ภาษามือ : https://www.facebook.com/share/v/1FvDC7HfiF/?mibextid=wwXIfr”

“วันๆของ แก้วตา “

“มันแต่งตั้งมาตั้งแต่ 67 แล้วพรี่ 55555”

“หมันแล้ว”ปั่นมากับมือ”

“สมกับที่อึ่งไข่เทรนมากับมือ คุณเหมาะกับพรรคนี้มากครับ”

“แต่รอบ2 ก็พรรคที่คุณแก้วตาอยู่นะ เชื่อมต่อสะพาน”

“อ่านตัวเลขถูกยังจ้ะ ฝึกอ่านดีๆน้า คุณหนูแก้วตา”

“แล้วตอนนี้​ พรรคไหนร่วมรัฐบาลบ้างครับ”

“ก็ว่างั้นแล้วน้องแก้ว โพสตอีกก็ถูกอีก”

“จัดไปพี่แก้วเอาอีกๆ”

“ใครนะยกมือให้เป็นนายกรอบแรก”

“เอาหนะ ไม่มีใครเหมาะเท่าสีน้ำเงินละชั่วโมงนี้ เชียร์ๆ”

“เฉียบ”

แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan

เปิดรายชื่อ 21 นักการเมืองภูมิใจไทย รอด คดีฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 19:29 น.

วันที่ 14 กันยายน 2569 จากกรณี ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการลงมติคดีฮั้ว สว. โดยมีการเรียงลำดับข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี โดยการประชุม ซึ่งกกต.มีมติสั่งฟ้อง สว. 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย รวม 77 ราย ซึ่งไม่มีรัฐมนตรี สส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ถูกฟ้องแม้แต่คนเดียว

สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 ซึ่งโยงกับ 21 นักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย

1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 1 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

2.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

3.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สส.จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

4.นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 2 และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

5.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.จังหวัดอุทัยธานี เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

6.นางพิมพฤดา ตันจรารักษ์ สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 3 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

7.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สส.พิจิตร เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

8.น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

9.นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย

10.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

11.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.สตูล เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

12.นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 4 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

13.นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.จังหวัดเลย เขต 3 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

14.นายจักรกฤษณ์ ทองศรี สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 10 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

15.นายกิตติ กิตติธรกุล สส.จังหวัดกระบี่ เขต 1 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

16.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

17.นายพิชัย ชมภูพล สส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย

18.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 1

19.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 1

20.น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส.จังหวัดอุบลราชธานี เขต 8 และโฆษกพรรคภูมิใจไทย

21.นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์ สส.จังหวัดสุโขทัย เขต 4 พรรคภูมิใจไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปธ.กกต.เปิดสาเหตุไม่ฟ้อง กก.บห.พรรค-สส. พยานไม่น่าเชื่อถือ หลักฐานไม่พอโยงถึง อนุทิน-เนวิน

‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

เปิดฉบับเต็ม มติ กกต. ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย

พรรคประชาชน ลั่นเอาผิด กกต. ไม่ส่งศาลฟันคน ภท. เมินหลักฐานทั้งโพย เสียเงิน คลิปเสียง

14 กันยายน 2569 เวลา 19:14 น.

‘เท้ง’ นำทีมพรรคประชาชน แถลงเอาผิด กกต. หลังมีมติส่งศาลฎีกาเชือด 77 คนเอี่ยวโกง สว. ไร้ชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เมินหลักฐานทั้งโพย เสียเงิน คลิปเสียง ซัดเสียงข้างมาก อาจเป็นการตอบแทนตั้งอุ้มนั่งตำแหน่ง ประกาศใช้ศึกซักฟอกถล่มหาความรับผิดชอบ ลุยจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสสร.จากการเลือกตั้ง ให้อำนาจประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระ

วันที่ 14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 17.45 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วยรองหัวหน้าพรรค และสส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ ส่งฟ้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ฮั้ว เลือก สว. ทั้งสิ้น 77 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สว. ในปัจจุบัน 26 คน ขณะที่ กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงรัฐมนตรี (รมต.) ไม่มีการส่งฟ้องแต่อย่างใด ว่า ผลที่ออกมาไม่ใช่มติเอกฉันท์แต่เป็นเสียงข้างมากส่ง 26 สว. ไปยังชั้นศาล แต่กลับไม่มีการส่งนักการเมืองไปยังศาลเลย

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คดีการโกงเรื่องสว.เป็นหนึ่งในมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกินทั่วประเทศ และต้องการควบคุมสถาบันทางการเมือง ผ่านกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและไม่มีความยึดโยงกับประชาชน อย่างไรก็ตาม กกต. มีมติสั่งฟ้องแค่ส่วนน้อย จากผลการไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการกงเลือกสว. คือสั่ง สั่งฟ้องสวแค่ 26 คน และไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า มติดังกล่าวเป็นการตัดทอนให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ถูกพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา ทั้งที่หลักฐานเกี่ยวกับขบวนการโครงการเลือกสว. ที่ถูกกล่าวหานั้นไม่ว่าจะเป็นโพย ใบสั่ง สถิติบัตรลงคะแนน เส้นทางทางการเงิน คลิปเสียง หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพยต่างๆ รวมถึงประวัติการโทรศัพท์ ล้วนบ่งชี้ว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำในรูปแบบของกระบวนการที่จะต้องไม่ตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน นอกจากนี้หลักฐานยังมีความชัดเจนว่า ในบรรทัดฐานเดิมที่กกต.เคยมีมติที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฟ้องไปยังศาล ซึ่งใช้เพียงข้อความการจับคู่และแลกคะแนนกันผ่าน Application Line เพียงไม่กี่ข้อความ

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคประชาชนจึงเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจ ในกรณีนี้ของกกต. เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายและมาตรฐานของกกต.เองในอดีต ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการกระทำหรือละเว้นการกระทำอันไม่ชอบด้วยหน้าที่ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับสถานะของกกต. ซึ่งมีจำนวน 4 จาก 7 คนที่เข้าสู่ตำแหน่ง และการรับรองของสว. ชุดปัจจุบัน ยังอาจถูกมองได้ว่าการใช้ดุลพินิจของกกต.เสียงข้างมากนั้น เป็นการต่างตอบแทนกันทางการเมือง กับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือกสว.

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า มติกกต.วันนี้ไม่เป็นเพียงการปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ ในคดีการโกงเลือกสวไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น แต่ยังตอกย้ำปัญหาองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากการรับผิดรับผิดชอบต่อประชาชน และเป็นอิสระต่อการทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ดังนั้นเพื่อเป็นการผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือกสว.ต้องรับผิดทางกฎหมาย และเพื่อฟื้นฟูกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย พรรคประชาชนจะดำเนินการ ดังนี้

1. ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายต่อกกต. ฐานความผิด ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

2. ดำเนินการ และสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเรื่องสว.ที่ยังไม่ให้ถูกสั่งฟ้องโดยกกต.ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล

3. ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีการโกงเรื่องสว.ผ่านกลไกของรัฐสภา เช่นยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการรณรงค์ในสังคมเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบ ทางการเมืองตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย

4. ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภาและปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงเพิ่มอำนาจให้ประชาชนในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ 5. เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลของประชามติในวันที่ 8 ก.พ 2569 ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้แก่สว.สามารถเข้ามาขัดขวางเจตจำนงของประชาชนได้

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่การแถลงของกกต. ยังไม่ชัดเจนว่าทำไมจึงไม่ส่งฟ้องนักการเมืองสีน้ำเงิน และบอกว่า เส้นทางการเงินยังสาวไม่ถึง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการเลือกสวในครั้งนี้ทําเป็นกระบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายกรณีหรือรายเคสได้ และคํากล่าวของประธานกกต ระบุว่า พยานหมายเลข 16/26 ให้การกลับไปกลับมาหรือไม่ หรือมีเหตุผล ส่วนตัวมองว่า การให้ปากคําอาจมีแรงกดดันทางการเมือง และกกต.ก็มีมติเสียงข้างมาก ในการไม่ส่งฟ้อง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไปยังศาลเลย แสดงว่ากกตกําลังเชื่อว่ากระบวนการโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนี้ไม่มีนักการเมือง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

ซึ่งรายละเอียดของการดําเนินการทางกฎหมายตนยืนยันว่าพรรคประชาชนพร้อมดําเนินการทุกช่องทาง ซึ่งต้องรู้ว่าใครเป็นผู้เสียหายโดยตรงหรือไม่ ส่วนจะส่งฟ้องทางช่องทางไหนอย่างไร ขอรอรายละเอียดเร็ว ๆ นี้จากทีมกฎหมาย

ส่วนการที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะสะเทือนรัฐบาลหรือไม่ เพราะ กกต.ก็ไม่สั่งฟ้อง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สําคัญที่สุดในตอนนี้คือการเรียกร้องให้รัฐบาล เดินหน้าในส่วนของการถูกถ่วงดุล กลไกรัฐสภาอย่างตรงไปตรงมา และเท่าที่ทราบข้อมูลเบื้องหลังอาจมีความพยายามใช้อํานาจของประธานรัฐสภา ในการพยายามไปตีกรอบการยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะในช่วงของรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งนี้ในทุกยุคสมัย การอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถพูดถึงคุณสมบัติ ของรัฐมนตรีเป็นตัวรายบุคคลได้ อะไรที่ไม่โปร่งใสในอดีต ย่อมถูกซักฟอกหรืออภิปรายได้ จึงอยากให้ทุกคนติดตามกลไกการอภิปรายในสภาว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ฝ่ายค้านซักฟอกได้หรือไม่

‘สว.สำรอง’ ไม่พอใจมติ กกต. คดีฮั้ว สว. ชี้หักมุมไม่สมเหตุผล

14 กันยายน 2569 เวลา 18:41 น.

สว.

วันที่ 14 ก.ย.2569 เวลา 17.40 น. ที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่มสว.สำรอง กล่าวถึงผลมติกกต.ในคดีฮั้งสว.ว่า จากที่ฟังข้อแถลงจากประธานกกต. รู้สึกไม่พอใจ เพราะไม่สมเหตุผลอย่างมาก โดยเฉพาะการไปให้น้ำหนักที่พยานลำดับที่ 16/26 ว่าเป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือนั้น ความเห็นของเป็นข้อขัดแย้งกับความเห็นของกกต.ชุดเดิม ที่เคยเห็นชอบให้นำความเห็นของพยานดังกล่าว ไว้ในสำนวนคดีของคณะอนุกรรมการไต่สวนและสืบสวนชุดที่ 26 ถือว่าเป็นการหักมุมที่ไม่สมเหตุสมผล จริงๆแล้วกกต.สามารถส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด

ส่วนกรณีผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นสว. ทั้ง 26 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3 สั่งของทั้งความจริงต้องสั่งฟ้องทั้ง 138 คน เพราะถือเป็นการทำโพยชี้นำ แต่กกต.ชุดดังกล่าวกลับดำเนินคดีเพียง 26 คน หลังจากนี้ตนและสว.สำรอง จะไปยื่นคำร้องคัดค้าน คำวินิจฉัยของกกต.ต่อศาลฎีกาในวันที่ 16 ก.ย.นี้

‘อรรถวิชช์’ จี้ สตง. ตามเงินประกันตึกถล่ม 536 ล้าน บี้เรียกค่าเสียหายเหล็กด้อยคุณภาพ

14 กันยายน 2569 เวลา 17:57 น.

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

วันนี้ 14 กันยายน 2569 อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “อรรถวิชช์” หารือร่วมผู้บริหาร สตง. ทวงเงินประกันและค่าเสียหาย ตึกสตง.ถล่ม

ช่วงเช้า 14 ก.ย. 69 ผมในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ เข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีตึก สตง. ถล่มเมื่อปี 68
ผมขอสรุป แนวทางร่วมกันกับ รองผู้ว่าฯและทีมผู้บริหาร สตง.ดังนี้

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

1. ให้เร่งตามเงินประกันภัยจากทิพยประกันภัย กล่าวคือ งบประมาณสร้างตึก 2,560 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 966.8 ล้านบาท มีการติดตามบังคับจากเงินประกันแล้ว 400 กว่าล้าน ยังคงเหลืออีกราว 536 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะต้องได้รับจากบริษัททิพยประกันภัย ต้องเร่งดำเนินการด่วน

2. ขอให้เรียกค่าเสียหายจากการออกแบบก่อสร้าง และเหล็กที่ด้อยคุณภาพ โดยผลตรวจในส่วนการก่อสร้างให้ประสานทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ท่านอธิบดีได้รับปากกับคณะกรรมาธิการฯแล้วที่จะส่งมอบเอกสารให้ และในส่วนเหล็กด้อยคุณภาพที่สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ส่งมอบให้ไปแล้ว

#เงินแผ่นดินตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

หลังจากที่โพสต์ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ชื่นชมค่ะท่าน เยี่ยมสุดๆ ดร.อรรถวิช ทำเพื่อประโยชน์ของชาติโดยแท้จริง คนจริง เก่งจริง ถ้าประเทศเรามีคนแบบ ดร.อรรถวิช ประเทศชาติเจริญค่ะ”

“ชื่นชมค่ะ”

“สุดยอดมากๆค่ะ”

“Well Done Applause Sticker”

“#ขอบคุณคุณเอ๋ ที่ยังร่วมสู้ให้กับประชาชน ในทุกด้าน เสมอมา”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ปธ.กกต.เปิดสาเหตุไม่ฟ้อง กก.บห.พรรค-สส. พยานไม่น่าเชื่อถือ หลักฐานไม่พอโยงถึง อนุทิน-เนวิน

14 กันยายน 2569 เวลา 17:54 น.

ประธาน กกต.แจงยิบยกคำร้อง 21 กก.บห.พรรคภูมิใจไทยรอด!! ชี้พยาน 3 ปากกลับคำ–ไร้น้ำหนัก พบรหัส 16/26 คดีเก่าติดตัว ยันเส้นเงินสะอาด แม้พบโผล่คุย “อนุทิน-เนวิน” ที่พูลแมน ไร้หลักฐานมัดผิด พร้อมโต้ไมได้ฟอกขาวนักการเมือง ชี้มติชุดสอบสวนไม่ผูกมัด ยืนยันประสาน DSI แกะรอยเส้นเงิน–การใช้โทรศัพท์ต่อเนื่องไปทำคดีต่อเองได้

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. กล่าวชี้แจงกรณี ถึงเหตุผลการพิจารณาคำร้องคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ที่นักการเมืองไม่ถูกส่งศาลดำเนินคดีเลย ว่า มีพยานปากสำคัญ 3 ราย ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอกลับคำให้การ โดยระบุว่า ข้อมูลพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 21 ราย(กก.บห.พรรคภูมิใจไทย) การเตรียมการหรือเส้นทางการเงินที่เคยให้การไว้ก่อนหน้านี้ ไม่เป็นความจริง

“ผมเป็นผู้พิพากษาประสบการณ์กว่า 38 ปี กล่าวถึงการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า ในทางคดีพยานที่กลับคำให้การมักถูกลงโทษ แต่สำหรับพยานทั้ง 3 ปากนี้ ขาดความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากมาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติของ พยานรหัส 16/26 พบว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกถึง 11 ปี ในคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 500 ล้านบาท และปัจจุบันยังถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดีจริย ธรรม จึงเห็นว่าพยานหลักฐานมีความขัดแย้ง ไม่สอดคล้อง และอิงประเด็นทางการเมืองจนฟังไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1”นายณรงค์ กล่าว

ประธาน กกต. ระบุอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาทุกคน ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ส่วนประเด็นเรื่องประวัติการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันนั้น แม้พบว่ามีการโทรหากันจริง แต่ไม่สามารถยืนยันเนื้อหาที่พูดคุยได้ ซึ่งตามธรรมชาติทางการเมืองเมื่อได้รับเลือกเป็น สว.ใหม่ ย่อมมีการจับกลุ่มและพูดคุยตกลงกันเป็นเรื่องปกติ

ส่วนกรณีที่มีพยานอ้างว่าพบกลุ่ม สว.เดินทางไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน และพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายณรงค์ ชี้แจงว่า แม้จะมีการพบปะกันจริง แต่ในสำนวนไม่มีรายละเอียดหรือหลักฐานใดที่ระบุว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเข้าข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

“ในแต่ละข้อกล่าวหา กกต.ยึดการพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก แม้ตนไม่สามารถตอบแทน กกต. ท่านอื่นได้ แต่เชื่อมั่นว่า กกต. เสียงข้างมากใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างรอบคอบและเป็นธรรมที่สุด” นายณรงค์ กล่าว

เมื่อถามว่า การที่กกต.ฟ้องแค่บางคนและไม่มีนักการเมืองเลย อาจเข้าข่ายเป็นการ ฟอกขาว รวมถึงเท่ากับเป็นการตีตกสำนวนข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร ที่เชื่อมโยงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือไม่ ว่า การดำเนินคดีในส่วนของ DSI ยังคงเป็นไปตามขั้นตอนของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมา กกต. และ DSI ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะคณะอนุกรรม การไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ ทั้งข้อมูลเส้นทางการเงินและประวัติการใช้โทรศัพท์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก DSI เพื่อนำมาใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐานในชั้นการพิจารณา

“มติหรือความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต. หรือคณะทำงานชุดที่ 36 ถือเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ไม่ได้มีผลผูกมัดการตัดสินใจของ กกต. แต่ละท่าน เนื่องจาก กกต. แต่ละคนมีดุลพินิจในการใช้อำนาจพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยตนเองได้ลงมติเห็นชอบตามแนวทางของชุดที่ 26 ให้ลงโทษผู้กระทำผิดมากกว่า 20–30 ประเด็น และได้ทำคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญด้วยตนเอง” ประธาน กกต. ระบุ

ต่อข้อถามที่ว่า การตัดฟ้องบางส่วนจะส่งผลให้สำนวนคดีของ DSI ในคดีอั้งยี่ซ่อง โจรอ่อนลงหรือไม่ ประธาน กกต. ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่สามารถตอบแทนขั้นตอนการดำเนินงานของ DSI ได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยปฏิเสธพยานหลักฐานจาก DSI โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม รวมถึงการลงมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทาง กกต.ได้ประสานขอข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์จาก DSI มาประกอบการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

เปิดฉบับเต็ม มติ กกต. ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย

14 กันยายน 2569 เวลา 17:35 น.

กกต.

วันนี้ 14 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ข่าวชี้แจงลำดับขั้นตอนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 และมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข่าวเลขที่ 445/2569 วันที่ 14 กันยายน 2569

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอชี้แจงลำดับขั้นตอนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ศ. 2567 และมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

กกต.

1. การจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาด้วยมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 และ กกต. ได้กำหนดวันรับสมัคร และกำหนดวันเลือก สว. จำนวน 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 20 – 24 พฤษภาคม 2567

สำหรับการเลือก สว. ครั้งนี้ ใช้ระบบ “เลือกกันเอง” โดยแบ่งผู้สมัครออกเป็น 20 กลุ่ม ตามลักษณะอาชีพและประสบการณ์ ผู้สมัครจะต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามลำดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ

ระดับอำเภอ กำหนดเลือกในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกในระดับอำเภอ จะเข้าสู่กระบวนการเลือกในระดับจังหวัด
ระดับจังหวัด กำหนดเลือกในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกในระดับจังหวัด จะเข้าสู่กระบวนการเลือกระดับประเทศ
ระดับประเทศ กำหนดเลือกในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัดจากทั่วประเทศจะเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเอง เพื่อคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 200 คน จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน พร้อมจัดทำบัญชีสำรอง จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน
และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลการเลือก สว. เมื่อวันที่

10 กรกฎาคม 2567

2. สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นกรณีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณากรณีการเลือก สว. ระดับประเทศ สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวน ตามหนังสือลับ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0824/0050 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งปรากฏข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายบุคคลเพื่อดำเนินการเลือก สว. ในลักษณะที่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ผลการสืบสวนปรากฏพฤติการณ์สำคัญว่า มีการจัดกลุ่มผู้สมัครและกำหนดค่าตอบแทนในแต่ละระดับ มีการนัดหมายผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศเพื่อจัดทำโพยการเลือก รวมทั้งมีการจ่ายเงินมัดจำ และจัดเตรียมการเดินทางไปยังสถานที่เลือก สว. โดยผลการเลือกในรอบเช้าและรอบไขว้ปรากฏว่าเป็นไปตามโพยดังกล่าว

คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้รับจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถือเป็นข้อมูลหรือเบาะแสจากหน่วยงานอื่นของรัฐตามข้อ 30 (2) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวน กรณีอาจมีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 77 (1) มาตรา 79 และมาตรา 81

ดังนั้น ในการประชุมครั้งที่ 26/2568 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติให้ดำเนินการไต่สวนกรณีดังกล่าว เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ปรากฏโดยชัดเจนต่อไป

3. สรุประยะเวลาการจัดทำสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมี Timeline จากวันเลือก สว. ระดับประเทศ สู่การลงมติชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนี้

การดำเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ

• 3 กุมภาพันธ์ 2568 DSI ส่งเรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว.
• 18 มีนาคม 2568 กกต. มีมติสั่งให้ดำเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏ (จากรายงานของ DSI)
• 19 มีนาคม 2568 กกต. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อดำเนินการไต่สวนการเลือก สว.
• กรกฎาคม 2567 – มีนาคม 2568 มีเรื่องคัดค้านการเลือก สว. จำนวน

619 เรื่อง และ กกต. วินิจฉัยแล้ว จำนวน 597 เรื่อง และมีการดำเนินการพิจารณาผู้สมัครเป็น สว. ที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม จำนวน 1,767 ราย

• 15 กันยายน 2568 รองเลขาธิการ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ กกต. จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเพื่อเสนอคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 78 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน
การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

• 16 กันยายน 2568 กกต. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อพิจารณาสำนวนการไต่สวน และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 74 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

• 26 กุมภาพันธ์ 2569 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 79 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

• 30 มีนาคม 2569 – ประธานกรรมการการเลือกตั้ง สั่งนำเข้าที่ประชุม กกต.

– กระบวนการเตรียมเอกสาร/สำเนาเอกสาร/พิจารณา

และตรวจสอบรายงานสำนวนการไต่สวนในเบื้องต้นของ กกต. (สำนวน มีเอกสารทั้งสิ้น 75,722 หน้า)

• 8 มิถุนายน 2569 – 28 สิงหาคม 2569 กกต. เริ่มเข้าสู่กระบวนการ

พิจารณาสำนวน (รวม 11 ครั้ง)

• 14 กันยายน 2569 กกต. พิจารณาลงมติ

4. สรุปมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังนี้

4.1 ผู้ร้อง จำนวน 67 คน

4.2 ผู้ถูกร้อง จำนวน 427 คน

4.3 สำนวนมีเอกสาร จำนวน 75,722 หน้า

4.4 สรุป กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง

(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.

(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน 36 คน

(4) กรรมการบริหารพรรค / สส. /

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 15 คน

5. ข้อกล่าวหา มีทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหา ดังนี้

5.1 ข้อกล่าวหาที่ 1 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวน ทั้งสิ้น – คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) กรรมการบริหารพรรค / สส. /

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(2) บุคคลอื่น จำนวน – คน

5.2 ข้อกล่าวหาที่ 2 มาตรา 76 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น
กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวนทั้งสิ้น – คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน – คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน – คน

5.3 ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561)

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวนทั้งสิ้น 36 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง

(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.

(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน 1 คน

(4) กรรมการบริหารพรรค / สส. /

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 9 คน

5.4 ข้อกล่าวหาที่ 4 – 7

ข้อกล่าวหาที่ 4 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี และให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

ข้อกล่าวหาที่ 5 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ข้อกล่าวหาที่ 6 มาตรา 79 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครรับเลือกหรือไม่ลงสมัครรับเลือกเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ข้อกล่าวหาที่ 7 มาตรา 81 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

ข้อกล่าวหาที่ 4 – 7 มีจำนวนทั้งสิ้น 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง

(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.

(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน 36 คน

(4) สส. / ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 15 คน

6. กกต. มีมติวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. แล้ว ต้องดำเนินการ ดังนี้

6.1 กกต. จัดทำคำวินิจฉัยสำนวนการเลือก สว. ภายใน 60 วัน

6.2 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ภายใน 60 วัน

6.3 ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าเป็น สว. ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา

6.4 ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด ให้สมาชิกภาพ สว. ผู้นั้น สิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

7. การดำเนินการกรณีตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง

กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลมีผลให้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง ให้ดำเนินการตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ดังนี้

7.1 ในกรณีที่ตำแหน่ง สว. กลุ่มใดมีไม่ครบจำนวน ไม่ว่าเพราะเหตุตำแหน่งว่างลง หรือด้วยเหตุอื่นใดอันมิใช่เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา ให้ประธานวุฒิสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มนั้นขึ้นดำรงตำแหน่ง สว. แทนตามลำดับ และให้ผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ในระหว่างที่บุคคลดังกล่าวยังมิได้เข้ารับตำแหน่ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่

7.2 กรณีที่ต้องเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มใดขึ้นดำรงตำแหน่ง สว. แทน แต่ไม่มีบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มนั้นเหลืออยู่ไม่ว่าด้วยเหตุใด
ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าจะเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองในกลุ่มอื่นใด
ที่ยังมีผู้อยู่ในบัญชีสํารองเหลืออยู่ แล้วดำเนินการเลื่อนบุคคลนั้น ขึ้นดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่ง การจับสลากดังกล่าวให้มีผลเฉพาะการเลื่อนครั้งนั้น

7.3 กรณีที่ทุกกลุ่มไม่มีรายชื่อบุคคลในบัญชีสํารองเหลืออยู่สำหรับการเลื่อนบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วย สว. เท่าที่มีอยู่ แต่ในกรณีที่มี สว. เหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน สว. ทั้งหมด และอายุของวุฒิสภาเหลืออยู่เกินหนึ่งปี ให้ดำเนินการเลือก สว. ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 60 วันนับแต่วันที่วุฒิสภามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้ได้รับเลือกดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามสายด่วน กกต. 1444″

ไม่นานหลังจากที่ เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็กันเป็นจำนวนมาก เช่น

“#157”

“ทุกอย่างเป็นไปตามผลของการกระทำ”

“กกน”

“ด”

“หนังเพิ่งเริ่มฉาย ยังไม่ถึงจุดไคลแม็กซ์ อย่าเพิ่งเป็นลมนะ ต้องมีใครไปฮ่องกงแน่นอน อดีตก็เคยมีมาเเล้ว กกต ไม่ใช่ศาล”

“กกตเป็นกลาง กลางดขากระโดงไปเบยยยนจร้าาา”

“ชีวิตดีย์ๆที่ลงตัว”

“เขินเลย”

“กกตหค.”

“อุ”

“157”

“ไม่โปร่งใส”

“กะโปกข้างไข่ชัด”

“ไม่ได้กินหญ้าว่ะ”

กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง