ดร สามารถ แฉยับ สายสีส้มเปิดช้า ทำประเทศเจ๊งยับ 1 7 แสนล้าน

ดร สามารถ แฉยับ สายสีส้มเปิดช้า ทำประเทศเจ๊งยับ 1 7 แสนล้าน

ดร สามารถ แฉยับ สายสีส้มเปิดช้า ทำประเทศเจ๊งยับ 1 7 แสนล้าน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

วันนี้ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสีส้มสร้างเสร็จ แต่เปิดไม่ได้ โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก สร้างเสร็จ 3 ปี “ถึงวันนี้… ยังได้แค่มอง” รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร งานโยธาสร้างเสร็จตั้งแต่กลางปี 2566 แต่ถึงวันนี้… ยังเปิดไม่ได้ผ่านมาเกือบ 3 ปีเต็ม สิ่งที่ประชาชนทำได้คือ ยืนมองสถานี และเดินทางฝ่ารถติดเหมือนเดิม การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตั้งเป้าเปิดใช้ในปี 2571 แปลว่า ต้องรออีก 2 ปี รอมาแล้ว… ก็ต้อง “ทนรอต่อไป”

1. สร้างเสร็จแล้ว แต่ทำไมยังเปิดไม่ได้? คำตอบไม่ซับซ้อน เพราะ รฟม.เลือกหาผู้เดินรถโดยการผูกช่วงตะวันออกเข้ากับช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร โดยการประมูลหาเอกชนให้ก่อสร้างช่วงตะวันตกและเดินรถทั้ง 2 ช่วง

สามารถ ราชพลสิทธิ์

แต่การประมูลดังกล่าวเกิดปัญหาซับซ้อน (ซึ่งผมเคยเขียนถึงแล้วหลายครั้ง) ผลคือ ช่วงตะวันออกงานโยธาสร้างเสร็จ 100% ช่วงตะวันตกเพิ่งคืบหน้า 22.3% ทั้งที่ความจริงแล้ว หากแยกประมูลผู้เดินรถเฉพาะช่วงตะวันออก วันนี้ประชาชนคงได้นั่งรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกแล้ว ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร ยาวพอ และมีเส้นทางผ่านพื้นที่สำคัญหลายแห่ง คาดว่าจะมีผู้โดยสารแน่น เอกชนสนใจแน่นอน เพราะไม่ใช่โครงการที่เสี่ยงขาดทุน แต่น่าเสียดาย… โอกาสนั้นถูกปล่อยให้ผ่านไป

2. เปิดช้า… ประเทศเสียหายปีละ 4.3 หมื่นล้าน ประเด็นนี้ ไม่ได้เขียนเพื่อโทษใคร แต่อยากให้เป็นบทเรียนราคาแพง เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำกับโครงการอื่นในอนาคต รฟม.ประเมินความเสียหายจากการเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกล่าช้า พบว่า ประเทศมีความเสียหายสูงถึง 4.3 หมื่นล้านบาทต่อปี จาก 3 ส่วนหลัก

สามารถ ราชพลสิทธิ์

1) ค่าดูแลโครงสร้างที่สร้างเสร็จแล้ว 495 ล้านบาท/ปี สถานียกระดับ 7 สถานี 103 ล้านบาท/ปี สถานีใต้ดิน 10 สถานี 392 ล้านบาท/ปี สร้างเสร็จแล้ว แต่ต้องจ่ายเงินดูแลโดยที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้

2) ค่าเสียโอกาสจากค่าโดยสาร 1,764 ล้านบาท/ปี รายได้ที่ควรเกิด… แต่หายไปเพราะยังไม่เปิดใช้

3) ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 40,644 ล้านบาท/ปี จากการประหยัดเวลาการเดินทาง ลดค่าใช้จ่ายด้านยานพาหนะ และลดมลพิษ เดิมที รถไฟฟ้าสายนี้ รฟม.มีแผนจะเปิดในเดือนมีนาคม 2567 แต่แผนใหม่คือ เร็วสุดปี 2571 ล่าช้าไป 4 ปี รวมความเสียหายกว่า 1.7 แสนล้านบาท ผมไม่ขอถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ แต่อยากให้ทุกฝ่ายจำตัวเลขนี้ให้ขึ้นใจ

3. รถไฟฟ้ากรุงเทพฯ “เราอยู่ตรงไหนของแผนแม่บท?” ปัจจุบันรถไฟฟ้าที่เปิดใช้แล้ว 279.84 กิโลเมตร จากแผนแม่บททั้งหมด 553.41 กิโลเมตร คิดเป็น 50.6% หากเปิดสายสีส้มตะวันออกได้ในปี 2571 ระยะทางจะเพิ่มเป็น 302.34 กิโลเมตร (54.6%) หากเปิดสายสีส้มตะวันตกในเดือนกรกฎาคม 2573 เพิ่มเป็น 315.74 กิโลเมตร (57.1%) และหากเปิดสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ในเดือนมีนาคม 2573 รวมเป็น 339.34 กิโลเมตร (61.3%) ทั้งสายสีส้มตะวันตก และสายสีม่วงใต้จะเป็นรถไฟฟ้าที่ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อจากสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-หลักสอง ที่เปิดให้บริการไปแล้วในปี 2562 โครงข่ายกำลังจะสมบูรณ์ขึ้น แต่คำถามคือ… เราจะได้ใช้ “รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกที่สร้างเสร็จแล้ว” ในปี 2571 จริงหรือไม่?

สามารถ ราชพลสิทธิ์

4. บทเรียนจากรถไฟฟ้าที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้ รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค ไม่ใช่ขาดเงิน ไม่ใช่ขาดผู้โดยสาร แต่เป็นผลมาจากการตัดสินใจเชิงนโยบายและโครงสร้างการประมูล การเปิดใช้ล่าช้า ไม่ได้แค่ทำให้ประชาชนเสียเวลา แต่ทำให้ประเทศเสียเงิน เสียโอกาส และเสียความเชื่อมั่นถ้าไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้ รถไฟฟ้าสายต่อไป… อาจไม่ได้ช้าแค่ “4 ปี”

หมายเหตุ: ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง”

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันหลากหลายกับโพสต์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ที่มีต่อสรไฟฟ้าสีส้ม เช่น

“ซื้อความโปร่งใส ความเป็นธรรมให้เอกชนผู้ประมูลครับ มีราคาที่ต้องจ่าย”

“รอส้มตะวันตก”

“เดี๋ยวปีหน้า ก็เริ่มเปิดบริการ แล้วครับลุง”

“ไม่รู้สามปีที่ผ่านมาต้องเสียค่าบำรุงรักษาระบบไปเท่าไหร่แล้วนะครับ สงสารประเทศไทยจัง”

“บริหารงานผิดพลาดต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เงียบเฉย”

“เขาเล่ากันมาว่า ” วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ไม่เคยทำปัญหา 1 + 1 = 2 เสมอ แต่รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ มักจะทำให้ 1 + 1 เป็น 6 7 8 …….. ไม่รู้จบ “……………….. ” ลดนักการเมือง ลดนิติฯ ลดรัฐฯ ลงครึ่งนึ่งหรือน้อยกว่า แล้วเพิ่ม วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เป็น 80 – 100 % ประเทศจะพัฒนาก้าวกระโดด “

“วางกฎไม่ให้ชัดต้องเชื่อมทั้งสองด้าน คิดมาได้ โครงแบบนี้ก็มีด้วย”

สามารถ ราชพลสิทธิ์
สามารถ ราชพลสิทธิ์
สามารถ ราชพลสิทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte

เลขาฯสมช.แจงปมฟ้องฮุนเซน-ฮุนมาเนต ชี้ประชาชนเป็นเจ้าทุกข์-ยันมีสิทธิชอบธรรม

เลขาฯสมช.แจงปมฟ้องฮุนเซน-ฮุนมาเนต ชี้ประชาชนเป็นเจ้าทุกข์-ยันมีสิทธิชอบธรรม

เลขาฯสมช.แจงปมฟ้องฮุนเซน-ฮุนมาเนต ชี้ประชาชนเป็นเจ้าทุกข์-ยันมีสิทธิชอบธรรม

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

เลขาธิการสมช.แจง ประชาชน พร้อมหน่วยรัฐที่เสียหาย เป็นผู้ฟ้อง “ฮุนเซน-ฮุนมาเนต” ยันเป็นสิทธิชอบธรรม

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้สัมภาษณ์กับแนวหน้าออนไลน์กรณีฟ้องร้องฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา พร้อมด้วยสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดน ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดนและต่อหน่วยราชการที่ได้รับความหายว่า จริงๆแล้วไม่ใช่ตนหรือสมช.เป็นผู้ฟ้อง แต่เป็นเป็นเรื่องของประชาชนที่ได้รับความเสียหายไปแจ้งความดำเนินคดี และมีอัยการทำสำนวนฟ้อง

“เพียงแต่เรื่องนี้เป็นมติสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ประชาชนดำเนินการ ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับความเสียหายเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมายไทย การฟ้องร้องดังกล่าวเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนไทยภายใต้กฎหมายไทย เพื่อชดเชยและเยียวยาความเสียหาย ในชีวิตและทรัพย์สินจากสงครามที่เกิดขึ้น”เลขาธิการ สมช.กล่าว

เอกสิทธิ์ลั่นทำได้ล้านเปอร์เซ็นต์! ปักธงสีลม’ปวงชนไทย’ ชูสูตรเด็ดล้างหนี้-ชุบชีวิต SME

เอกสิทธิ์ลั่นทำได้ล้านเปอร์เซ็นต์! ปักธงสีลม'ปวงชนไทย' ชูสูตรเด็ดล้างหนี้-ชุบชีวิต SME

เอกสิทธิ์ลั่นทำได้ล้านเปอร์เซ็นต์! ปักธงสีลม’ปวงชนไทย’ ชูสูตรเด็ดล้างหนี้-ชุบชีวิต SME

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

“พรรคปวงชนไทย“ พบ ชาวสีลม “หน.เอกสิทธิ์“ นำทัพ ผู้สมัครกทม. ชู นโยบายอัพเลเวลเศรษฐกิจ-อวสานหนี้-บัตรทองน้องหมาแมว-อัพสกิลAIอัพรายได้ทันที มั่นใจ ทำได้ล้านเปอร์เซ็นต์

30 ม.ค.69 ที่ลานพาร์คสีลม  นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 และผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อ นำทัพ รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อและผู้สมัคร สส.กทม. เปิดเวทีพบปะพูดคุยประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความคิดเห็นและร่วมสื่อสารนโยบายสำคัญของพรรค อาทิ นโยบายอัพสกิล อัพรายได้ทันที /เปลี่ยนหนี้เป็นคนหมุนSME อวสานวงจรหนี้/ บัตรทองเพื่อน้องหมาแมว ค่ารักษาพยาบาลลด 50% จัดคลินิกสัตวแพทย์ชุมชน ลดภาระผู้เลี้ยงสัตว์ พร้อมจัดฉีดวัคซีนและทำหมันฟรี /นโยบายเรียน AI ไม่จำกัดสร้างทักษะใหม่ที่ไทยต้องการ/ท่องเที่ยวไทยไม่มีวันตาย Wellness และ Longevity รวมถึงนโยบายรับมือภัยพิบัติ /ดูแลผู้สูงวัยเปลี่ยนภาระเป็นพลัง 

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย กล่าวว่า คนไทยควรมีส่วนในการกำหนดอนาคตประเทศไทย วันนี้ปัญหามีจำนวนมากทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาประชาชนมีรายได้ไม่พอใช้ ค่าแรงไม่เพียงพอ ตนเป็นนักธุรกิจไม่ใช่นักการเมืองที่มาหาผลประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างงานกว่า 100,000 อัตราในนิคมอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์คและอีกหลายเขตประกอบการ ปัจจุบันเป็นประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย เข้าใจหัวอกแรงงานที่เป็นลูกจ้าง เข้าใจนายจ้าง และผู้ประกอบการเป็นอย่างดี เราตั้งใจจะเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาความเป็นอยู่รายได้ให้ดียิ่งขึ้น จะสร้างรายได้และเพิ่มค่าจ้างตามความสามารถซึ่งจะสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงปัญหาความเสี่ยงจาก โครงการก่อสร้างเมกะโปรเจคบนถนนเพราะมีความไม่ปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนที่เดินทางสัญจรไปมา เช่นเหตุเครนถล่ม ถนนยุบ วันนี้พรรคปวงชนไทย มีนโยบายประกันอุบัติเหตุให้คนไทยตั้งแต่แรกเกิด

“ที่ผ่านมาเลือกพรรคเดิมก็ได้แบบเดิม วันนี้ถึงเวลาแล้ว ขอคนไทยให้โอกาสตัวเองเลือกพรรคใหม่พรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 มาแก้ปัญหาให้กับประเทศและพี่น้องประชาชนมั่นใจ ทำได้ทันที ทำเป็น ล้านเปอร์เซ็น” นายเอกสิทธิ์ ย้ำ

ทั้งนี้ ผู้สมัครสส.กทม.พรรคปวงชนไทย 24 เขต มีเขต 1 ดร.วีรยุทธ ประกอบการ  หมายเลข 10/ เขต 2 : นางสาววรสิริ  สุพานิชวรภาชน์ (แพตตี้) หมายเลข 1 /เขต 4 : นายอิทธิพัทธ์ โศภวัฒนาสิริ หมายเลข 7/ เขต 5 :นางสาวเฌอมินทร์ สถิตโอฬารโรจน์ หมายเลข 14 /เขต 6:นางสาวจงชนก พัชรประภากร หมายเลข16 / เขต 8 :นางสาววีริสา ช่วงยรรยง หมายเลข 2 /เขต 12 พุฒิพัฒน์ ธีรสกุลสิทธิ์ (เอ็ด)  หมายเลข 10/ เขต 13 :นายธัญญะ เมษประสาท(ออม) หมายเลข 6/เขต 14 : นางสาวชนิดาภา สนิมทอง  หมายเลข 12/เขต 15 :ดร.กรกฤษณ์  วงศ์คุณหยก (ดร.ออมสิน) หมายเลข 2/เขต 16: ว่าที่ร.ต.รัชภูมิ ใบเรือ หมายเลข 15 /เขต 17 :นาย สุวโรจน์ กิจสมศักดิ์ หมายเลข 13/เขต18: นายณรงค์ชัย อิสริยไชย หมายเลข 14 /เขต 19 :นายศรศักดิ์ สวนแก้ว (ศร) หมายเลข  7/เขต 20 :นางเขมจิรา พชรจรวยพร หมายเลข 4/เขต 21 :นายเกรียงไกร สาลีผล (แพท)  หมายเลข 13/เขต 22 :นายอธิป เพศยนาวิน (บอย)  หมายเลข 2 เขต 23 ดร.พนิต นะวิโรจน์(หมิง) หมายเลข 2/เขต24ร.ต.อ.จักรกฤช ปิ่นกร หมายเลข 3 /เขต26นางสดใส โอมหานนท์ หมายเลข2/เขต 27 นายกิตติคุณ เตชะพกาพงษ์หมายเลข 6/เขต 28 นาย ไพฑูรย์ ลิขิตบรรจง/ เขต 29 :ดร.ธนพล ศรีสุด หมายเลข 15 /เขต 30 นายกิตติพัทธ์ เตชะพกาพงษ์หมายเลข 3  

บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทยอยถึงไทย พร้อมกระจายสู่ 400 เขตเลือกตั้ง

บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทยอยถึงไทย พร้อมกระจายสู่ 400 เขตเลือกตั้ง

บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทยอยถึงไทย พร้อมกระจายสู่ 400 เขตเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.40 น.

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯทยอยส่งกลับไทยต่อเนื่อง สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำต่างประเทศทยอยจัดส่งบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ลงคะแนนแล้วส่งกลับไทย เพื่อกระจายไป 400 เขต 

วันที่ 30 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรดำเนินการทยอยส่งกลับไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำต่างประเทศ เริ่มทยอยจัดส่งบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ลงคะแนนแล้วส่งกลับไทย เพื่อกระจายไปยัง 400 เขต 

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม  ซึ่งรับผิดชอบจัดการเลือกตั้งและประชามตินอกราชอาณาจักรในประเทศเบลเยี่ยมและลักเซมเบิร์ก ได้แจ้งความคืบหน้าเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ได้นำส่งถุงเมล์ทางการฑูต 4 ถุง  บรรจุซองบัตรเลือกตั้งจำนวน 974 ซอง  จัดส่งกลับประเทศไทยโดยสายการบินไทย ออกเดินทางจากท่าอากาศยานกรุงบรัสเซลส์ ในวันที่ 30 มกราคม โดยจะถึงประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 31 มกราคมเวลา 06.10 น. ซึ่งเมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วจะมีผู้แทนจากศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร หรือ ศปลน.  กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มารอรับ เพื่อดำเนินการจัดส่งไปยังเขตเลือกตั้งต่างๆในประเทศต่อไป

ส่วนสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอก โฮล์ม ประเทศสวีเดน  แจ้งว่าได้รับบัตรและคัดแยกซองเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งณคูหาสถานเอกอัคร ราชทูต และทางไปรษณีย์รวมทั้งสิ้น 2,556 ซอง คิดเป็นร้อยละ 87 ของผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์นอกราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 2,972,937 คน โดยสถานเอกอัครราช ทูตได้เริ่มทยอยส่งบัตรเลือกตั้งกลับมายังประเทศไทยเรียบร้อยแล้วในวันที่ 29 มกราคม ส่วนบัตรออกเสียงประชามติจะเก็บรักษาไว้ เพื่อนับคะแนนในวันที่ 9 กุมภาพันธ์เวลา 15.00 น.ตามเวลาของสวีเดน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร  ได้รับบัตรเลือกตั้งที่ลงทะเบียนเกือบครบถ้วนแล้ว เหลือบางส่วน โดยขอให้ผู้มีสิทธิ์ที่เลือกตั้งจัดส่งวันเลือกตั้งกลับมาภายในวันที่ 31 มกราคม เพื่อจะดำเนินการรวบรยมคัดแยกและจัดส่งกลับมาประเทศไทยเพื่อกระจายไปตามเขตเลือกตั้งต่างๆ   ซึ่งได้มีการจัดส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ให้ผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนไว้ครบถ้วนตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้นำถุงเมล์ทาง การทูตพิเศษ 2 ถุง ที่บรรจุซองใส่บัตรเลือกตั้ง จำนวน 1,167 ซอง ซึ่งเป็นผู้มาลงคะแนนใช้สิทธิ ระหว่างวันที่ 22-26 มกราคม โดยได้จัดส่งให้ผู้บริการขนส่ง ส่งกลับมายังประเทศไทยโดยสายการบิน EVA Air  ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสคิปโฮล ( Schiphol)  เมื่อวันที่ 29 มกราคม และจะถึงประเทศไทยในวันนี้ (30 ม.ค. ) เวลา 14.40 น. โดยจะมีผู้แทนจากศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนจากสำนักงาน กกต.มารอรับถึงเร็วดังกล่าว เพื่อนำไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป 

วิเคราะห์โค้งสุดท้าย 4 เขตเลือกตั้งนครพนม เพื่อไทยเหลือ 1 เก้าอี้ ค่ายสีน้ำเงินกวาด 3 ที่นั่ง

วิเคราะห์โค้งสุดท้าย 4 เขตเลือกตั้งนครพนม เพื่อไทยเหลือ 1 เก้าอี้ ค่ายสีน้ำเงินกวาด 3 ที่นั่ง

วิเคราะห์โค้งสุดท้าย 4 เขตเลือกตั้งนครพนม เพื่อไทยเหลือ 1 เก้าอี้ ค่ายสีน้ำเงินกวาด 3 ที่นั่ง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.04 น.

จังหวัดนครพนม สถิติจำนวนประชากรปี 2566 ทุกกลุ่มอายุทั้ง 12 อำเภอ มีประมาณ 714,284 คน ซึ่งในการเลือกตั้ง สส.นครพนม ปี 2566 เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2566 โดยแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 4 เขตเลือกตั้ง

การเลือกตั้งปี 2566 มีผู้มาใช้สิทธิรวมทั้งจังหวัดประมาณ 397,999 คน จากผู้มีสิทธิ 458,982 คน คิดเป็นผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 86.71 โดยแยกออกเป็นเขต 1 มีผู้มาใช้สิทธิ 100,285 คน เขต 2 มี 99,905 คน เขต 3 มี 97,928 คน และเขต 4 มี 99,881 คน

ผลการเลือกตั้ง สส.นครพนมทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง ปี 2566 มีดังนี้ เขต 1 ประกอบด้วยอำเภอบ้านแพง อำเภอนาทม อำเภอศรีสงคราม และอำเภอนาหว้า นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ พรรคเพื่อไทย ชนะ นางพูนสุข โพธิ์สุ พรรคภูมิใจไทย ด้วยคะแนน 44,712 ต่อ 33,977 ทิ้งห่าง 10,735 แต้ม

เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วยอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน และอำเภอเมืองนครพนม (เฉพาะตำบลในเมือง ตำบลหนองแสง ตำบลอาจสามารถ ตำบลนาราชควาย ตำบลหนองญาติ และตำบลท่าค้อ) นางมนพร เจริญศรี พรรคเพื่อไทย สามารถรักษาแชมป์ไว้ได้ ด้วยการเฉือนชนะ นายศุภชัย โพธิ์สุ พรรคภูมิใจไทย 39,856 ต่อ 30,528 ห่างกัน 9,328 คะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วยอำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม และอำเภอเมืองนครพนม (เฉพาะตำบลบ้านกลาง ตำบลดงขวาง ตำบลขามเฒ่า ตำบลคำเตย ตำบลโพธิ์ตาก และตำบลนาทราย) นายแพทย์อลงกต มณีกาศ พรรคภูมิใจไทย หักปากกาเซียนกระจุยด้วยการชนะขาด ล้มแชมป์ตลอดกาล นายไพจิต ศรีวรขาน พรรคเพื่อไทย 41,738 ต่อ 28,966 ทิ้งห่างถึง 12,772 คะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 4 ประกอบด้วยอำเภอนาแก อำเภอวังยาง อำเภอปลาปาก และอำเภอเมืองนครพนม (เฉพาะตำบลวังตามัว ตำบลกุรุคุ และตำบลบ้านผึ้ง) ถือเป็นการต่อสู้ที่มีผู้สมัครระดับแถวหน้าลงห้ำหั่นกัน อาทิ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ พรรคไทยสร้างไทย อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  สส.บัญชีรายชื่อ และอดีต สส.เขต 4 พรรคเพื่อไทย ปี 2562

นายชูกัน กุลวงษา พรรคภูมิใจไทย อดีต สส.เขต 4 พรรคเพื่อไทย ปี 2554

ดร.สมชอบ นิติพจน์ พรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตนายก อบจ.นครพนม 2 สมัย

นอกจากนี้ยังมี นายณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ น้องชายนายอรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ์ อดีต สส.นครพนม 6 สมัย ที่ลงในนามพรรคเพื่อไทย และน้องใหม่แกะกล่อง นายชาญชัย คำจำปา ที่ผันตัวมาจากนายกเทศบาลตำบลพระซอง อ.นาแก โดดลงสมัครในนามพรรคเสรีรวมไทย

ผลคะแนนนายชูกันแหกด่านหินเฉือนชนะนายณพจน์ศกร ด้วยคะแนน 25,253 ต่อ 21,658 ห่างกัน 3,595 แต้ม

สรุปเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยเจ้าของพื้นที่ ถิ่นคนเสื้อแดง แบ่งเก้าอี้กับพรรคภูมิใจไทย ไปพรรคละ 2 ตัว

สำหรับการเลือกตั้ง สส.นครพนม ปี 2569 นี้ ข้อมูลประชากรยังไม่มีตัวเลขทางการ แต่ใช้แนวทางฐานข้อมูลปี 2566 อาจมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้สมัคร สส.รวม 10 พรรคการเมือง นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เจ้าของเก้าอี้เดิม ต้องป้องกันแชมป์กับคู่ต่อสู้ที่ไม่ใช่หมูในอวย จากค่ายภูมิใจไทย คือ ขวัญ-นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ อดีตนายก อบจ.นครพนม เพราะคู่ชิงรายนี้นอกจากอายุเพิ่งแตะเลข 4 มีดีกรีจบปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาครัฐและเอกชน ผลงานก่อนเป็นนายก อบจ.ฯ ธรรมดาซะที่ไหน

เช่น อดีตเลขานุการ รมว.มหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล บิดาของนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี,อดีตเลขานุการ รมช.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี และเลขานุการ รมว.วัฒนธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในปัจจุบัน

เขตเลือกตั้งที่ 1 เทียบฟอร์มแล้วน้องขวัญ มีความสดใหม่เหมือนอยู่ในฟาร์ม ทั้งมารยาท พูดจาไพเราะ ฉะฉาน และความเป็นกันเอง ที่สำคัญมีรอยยิ้มพิมพ์ใจ ใครเห็นก็ต้องหลงรัก ซึ่งผลโพลหลายสำนักออกมาในทิศทางเดียวกันว่า มีคะแนนเหลื่อมแชมป์เก่าอยู่

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 มี 10 พรรคการเมืองส่งผู้สมัครลงชิงชัย โดยมีนางมนพร เจริญศรี อดีต สส.นครพนมเขต 2 และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถูกตั้งให้เป็นแม่ทัพดูแลผู้สมัครภาคอีสานตอนกลาง  ซึ่งนางมนพรได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.นครพนม สมัยแรกเมื่อปี 2554 ในนามพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนน 53,739 ชนะนายอารมณ์ เวียงด้าน ค่ายภูมิใจไทยที่ได้มา 25,758 คะแนน

ต่อมาได้มีการเว้นวรรคการเลือกตั้งทั่วประเทศ เนื่องจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้ารัฐประหาร หลังเกิดวิกฤตการเมืองเมื่อเดือนตุลาคม 2556 เป็นต้นมา โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา

จวบถึงวันที่ 24 มีนาคม 2562 ได้มีการประกาศเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป นางมนพรก็เอาชนะนางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ไปด้วยคะแนน 39,534 ต่อ 21,984 ได้เป็น สส.นครพนมสมัยที่สอง และสมัยที่สามนางมนพรต้องขับเคี่ยวกับนายศุภชัย โพธิ์สุ พรรคภูมิใจไทย ที่ย้ายข้ามเขตจากเขต 1 มาลงเขต 2 ก็เฉือนเอาชนะนายศุภชัยไปได้ ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจากผู้มากบารมี ได้เป็น รมช.คมนาคม

เลือกตั้งครั้งนี้นางมนพร ต้องป้องกันแชมป์กับนายณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ อดีตคนที่เคยอยู่ร่วมสำนักเดียวกัน เซียนการเมืองมองว่านางมนพรคงเข้าวินสบาย เพราะมีฐานเสียงแน่นกว่า แม้ช่วงดำรงตำแหน่งเป็น รมช.คมนาคม จะมีผลงานไม่เท่าไหร่ แต่ที่ประชาชนมองเห็นโดดเด่นมากสุด ก็คือเป็นเงาตามตัวอุ๊งอิงค์-นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จนมีคำพูดว่าเห็นอุ๊งอิงค์ที่ไหน ต้องเห็นนางมนพรที่นั่น

เซียนการเมืองก็ยังมั่นใจว่านางมนพร ยังรักษาแชมป์ไว้ได้ แต่คะแนนอาจจะลดน้อยลง ผลมาจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนเข้ารับตำแหน่ง รมช.คมนาคม ที่มีไม่ถึงหมื่นบาท ผนวกกับผลงานที่ผ่านมายังไม่ตอบโจทย์

เขตเลือกตั้งที่ 3 มีพรรคการเมืองส่งผู้ลงสมัครรวม 9 พรรค นายแพทย์อลงกต มณีกาศ ค่ายสีน้ำเงินภูมิใจไทย เป็นเจ้าของเก้าอี้ มีคู่แข่งจากค่ายสีแดงนายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ที่นางมนพรหมายมั่นปั้นมือ เข้ายึดหัวหาดเขตเลือกตั้งที่ 3  แม้ผ่านพรรษาเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม (ส.อบจ.ฯ) พอได้เป็นสมัยที่สองเพียงมากี่เดือน ก็หอมกลิ่นการเมืองสนามใหญ่ขึ้นมากะทันหัน

ส่องกล้องแล้วเขตนี้เหมือนมวยรุ่นพินเวท น้ำหนักประมาณ 45 กิโลกรัม  ท้าชิงกับรุ่นใหญ่เฮฟวี่เวทยังไงอย่างนั้น เพราะพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 ครอบคลุมอำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม และอำเภอเมืองนครพนม (เฉพาะตำบลบ้านกลาง ตำบลดงขวาง ตำบลขามเฒ่า ตำบลคำเตย ตำบลโพธิ์ตาก และตำบลนาทราย) ไม่เหมือนการเป็น ส.อบจ.นครพนม ที่มีพื้นที่ดูแลเพียงไม่กี่หมู่บ้าน ประชาชนส่วนใหญ่จึงยังไม่รู้จักมักคุ้นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยรายนี้มาก่อน แต่หวังอาศัยชื่อพรรคเป็นใบเบิกทางให้เดินเข้าสภา

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 4 มีพรรคการเมือง ส่งผู้สมัครมากถึง 11 พรรค นายชูกัน กุลวงษา พรรคภูมิใจไทย ผู้แทนไทบ้านขนานแท้ ต้องป้องกันแชมป์กับคู่ต่อสู้คนเดิม นายชาญชัย คำจำปา ถือเป็นน้องรักที่แม่ทัพใหญ่นางมนพรฟูมฟักอย่างออกหน้าออกตา ครั้งที่แล้วนายชาญชัยลาออกจากเพื่อไทย ไปอยู่กับพรรคเสรีรวมไทย เพราะนายใหญ่สายตรงให้นายณพจน์ศกรลงสมัครเขตนี้ นางมนพรจึงไม่อาจขัดคำสั่งดังกล่าวได้

ครั้งนี้นางมนพรได้ดาบอาญาสิทธิ์จากนายใหญ่ มีอำนาจในการตัดสินใจเต็มสิทธิ์ จึงกวักมือเรียกนายชาญชัยกลับมาใหม่ โดยสนับสนุนให้เป็นรองนายก อบจ.นครพนม พร้อมๆกับเขี่ยนายณพจน์ศกรออกนอกสายตา จึงถือว่านายชาญชัยมีน้ำเลี้ยงดี เชื่อมั่นในตัวแม่ทัพหวังโค่นนายชูกันแชมป์เก่า ซึ่งมีกระดูกมวยไม่ธรรมดา สไตล์พูดน้อยต่อยหนัก  

ผลโพลหลายสำนักที่ออกมาใกล้เคียงกัน พอวิเคราะห์ในการเลือกตั้ง สส.นครพนมทั้ง 4 เขต ว่า พรรคภูมิใจไทยนอกจากจากรักษาเก้าอี้เดิมทั้งเขต 3 และ 4  ไว้ได้แล้ว อาจจะทวงคืนเก้าอี้เขต 1 ที่อดีตมีนายศุภชัย โพธิ์สุ ปักธงพรรคภูมิใจไทยเป็นแห่งแรกในพื้นที่นครพนม ส่วนค่ายสีแดงเพื่อไทย อาจจะเหลือเพียงเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นฐานที่มั่นเดียวเท่านั้น

ซึ่งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 69 นี้ ทัพใหญ่จากเมืองหลวง นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย จะมาปราศรัยช่วยลูกพรรคทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง  

ฟันธงพื้นที่เลือกตั้งทั้ง 4 เขต จะกลายเป็นตำบลกระสุนตก สีม่วง สีเทาปลิวว่อนแน่นอน

โอกาสดี! รับสมัครสาวไทย ทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา เงินเดือน 2.5 หมื่น

โอกาสดี! รับสมัครสาวไทย ทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา เงินเดือน 2.5 หมื่น

โอกาสดี! รับสมัครสาวไทย ทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา เงินเดือน 2.5 หมื่น

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

“อัยรินทร์” เผยข่าวดี รับสมัครสาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา สัญญา 2 ปี สมัครฟรีผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th ตั้งแต่วันนี้ – 19 ก.พ 69 

วันที่ 30 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสการไปทำงานในต่างประเทศ  เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่แรงงานไทย  รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานกับนายจ้างบริษัท VYV Wellness Retreat Sdm Bhd ประเทศมาเลเซีย ซึ่งประกอบกิจการร้านนวด  เปิดรับตำแหน่งพนักงานนวดแผนไทย จำนวน 18 อัตรา ระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 19 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า สำหรับค่าจ้างนายจ้างเปิดโอกาสให้เลือกได้ 2 รูปแบบ ได้แก่  แบบเงินเดือนประจำ จำนวน 3,300 ริงกิตมาเลเซียต่อเดือน ประมาณ 25,022 บาท  (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) หรือ แบบค่าคอมมิชชั่นตามจำนวนชั่วโมงทำงาน ชั่วโมงที่ 1–160 คิดอัตราชั่วโมงละ 22 ริงกิต ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 161 เป็นต้นไป คิดอัตราชั่วโมงละ 25 ริงกิต กำหนดเวลาทำงาน 7.5 ชั่วโมงต่อวัน ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ โดยนายจ้างจะจัดหาที่พักให้ฟรีและจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ เมื่อทำงานครบสัญญาจ้าง พร้อมประกันคุ้มครองการเบิกค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพตามที่รัฐบาลประเทศมาเลเซียกำหนด 

สำหรับคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ ได้แก่ เพศหญิง อายุ 21-44 ปี  มีใบรับรองการเข้ารับการฝึกอบรมการนวดเท้าหรือนวดแผนไทย ไม่น้อยกว่า 150 ชั่วโมง  มีสุขภาพแข็งแรง ผ่านการตรวจสุขภาพ มีมารยาทและทัศนคติที่ดี ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ ค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 6,500 บาท

“ผู้ที่สนใจสามารถสมัครงาน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.doe.go.th/overseas หรือ เฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

อดีต กกต. ชำแหละไส้ในโพลดัง ทำไมผลสำรวจถึงต่างกัน?

อดีต กกต. ชำแหละไส้ในโพลดัง ทำไมผลสำรวจถึงต่างกัน?

อดีต กกต. ชำแหละไส้ในโพลดัง ทำไมผลสำรวจถึงต่างกัน?

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร นักวิชาการและอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า  อ่านโพลจาก methodology

ระเบียบวิธีการวิจัย (Research Methodology) เป็นปัจจัยชี้ขาดสูงสุดของความน่าเชื่อถือของโพล

คนทำโพลทุกคนย่อมรู้ดีในเรื่องนี้ว่า วิธีการเก็บข้อมูลตั้งแต่การออกแบบสอบถาม การสุ่มตัวอย่าง และการวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ได้ผลที่มีความน่าเชื่อถือต่างกัน

ส่วนจะเลือกวิธีการอย่างไร ยังขึ้นอยู่กับข้อจำกัด เช่น งบประมาณที่ใช้ กำลังคนที่พร้อมสนับสนุน และความรู้ประสบการณ์ของผู้ทำโพล

อันนี้ คือ โพลมืออาชีพ ไม่ใข่โพลที่แอบมีจุดยืนทางการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น หรือ โพลรับจ้างที่จ้างมาเขียนคำตอบให้แสดงผลสนับสนุนผู้ว่าจ้าง

สวนดุสิตโพล เลือกการเก็บข้อมูลจริง ผสมกับ การสอบถาม online ในสัดส่วนประมาณ 80 : 20 ประมาณ

2,000 ตัวอย่าง และครั้งสุดท้าย ใช้สุ่มโดยเก็บแบบเผชิญหน้า 26,000 ตัวอย่าง 

นิด้าโพล ใช้การสุ่มสอบสอบทางโทรศัพท์ จากรายชื่อในคลังของตัวเอง ครั้งละประมาณ 2,500 ตัวอย่าง

สถาบันพระปกเกล้า ใช้เครือข่ายศูนย์การเมืองภาคพลเมืองของสถาบันเองที่มีครบทุกจังหวัด สุ่มเก็บข้อมูลแบบเผชิญหน้า ครั้งละประมาณ 2,000 ตัวอย่าง

เนชั่นโพล ใช้การเก็บข้อมูลแบบเผชิญหน้า  เก็บถึงกลุ่มเป้าหมายตามทะเบียนบ้าน ประมาณ 10,000 ตัวอย่าง

สถาบันการศึกษาตามภูมิภาค ก็มีการทำโพลในพื้นที่จังหวัดใครจังหวัดมัน

ส่วนบรรดาสื่อมวลชนต่าง ๆ ที่ใช้การให้โหวตทางอินเตอร์เน็ต ตอนนี้ล้วนสารภาพแล้วว่า สิ่งที่เคยนำเสนอมาตั้งแต่ต้น ล้วนโดยหน่วยจัดตั้ง ทั้งคน ทั้ง Bot (Robot) โปรแกรมหุ่นยนต์จากผูันิยม

พรรคการเมืองทุ่มคะแนนเข้ามาเป็นหมื่นเป็นแสนคะแนน

ศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 วันนี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่บรรดาโพลต่าง ๆ จะแถลงผลการสำรวจ และตั้งแต่เที่ยงคืนวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 โพลทุกโพล สื่อทุกสื่อ ยังสามารถทำโพลได้ แต่ไม่

สามารถเปิดเผยผลการสำรวจ เป็นเวลา 7 วัน จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือ สิ้นสุดเวลาเลือกตั้ง

ลองดู ลองฟัง และเปรียบเทียบ  ส่วนจะเชื่อโพลไหน ให้เป็นวิจารณญาณ

ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.แพร่ แจงยิบ หลังโดน ชูวิทย์ แฉหนัก

ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.แพร่ แจงยิบ หลังโดน ชูวิทย์ แฉหนัก

ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.แพร่ แจงยิบ หลังโดน ชูวิทย์ แฉหนัก

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.24 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 จากกรณี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาเปิดเผยข้อมูลโจมตี ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.แพร่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ชูวิทย์จัดหนักพรรคส้มส่งท้าย โชว์คลิปเสียง-หลักฐาน ซัดแค่คัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา)

ล่าสุด น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขต 1 พรรคประชาชน หมายเลขผู้สมัคร 4 ได้ออกมาชี้แจงกรณีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติการพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ระบุว่า  ดิฉัน นางสาวขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขตเลือกตั้งที่หนึ่ง สังกัดพรรคประชาชน หมายเลขผู้สมัคร 4 ขอชี้แจงต่อกรณีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติการพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ดังนี้

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 นายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งดิฉันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป และต่อมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ก็ได้มีคำสั่งให้ดิฉันพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ซึ่งเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 48 โสฬส (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 กล่าวคือ ดิฉันพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ จากการที่ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ดิฉันมิได้พ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่าทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการแต่อย่างใด ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเป็นกรณีตามมาตรา 48 โสฬส (

ประกอบมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

นอกจากนี้ การที่ดิฉันได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ในขณะที่อายุยังไม่ครบ 35 ปีบริบูรณ์ในวันที่แต่งตั้ง ก็ไม่ใช่การกระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่า ทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการ เพราะดิฉันเป็นผู้รับคำสั่งแต่งตั้ง และถ้าจะมีประเด็นว่า ดิฉันขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ก็มิใช่การใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของดิฉันในการแต่งตั้งแต่ประการใด

เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฯ มาตรา 98 (ที่กำหนดลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นลักษณะต้องห้ามเฉพาะกรณีเคยถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ เท่านั้น การออกจากตำแหน่งตามคำสั่งของผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ก็ดี หรือพ้นเพราะขาดคุณสมบัติ ก็ดี ไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ดิฉันขอชี้แจงประเด็นถัดไปว่า ต่อข้อเท็จจริงกรณี นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งดิฉันดังกล่าวข้างต้น ในเรื่องนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามคำสั่งจังหวัดแพร่ ลับ ที่ 2260/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่ 25 กันยายน 2566 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายโชคชัย  ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ กรณีออกคำสั่งแต่งตั้งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และพิจารณาแล้วมีมติว่า เป็นกรณีกล่าวหาในเรื่องที่มิใช่ความผิดร้ายแรง และในการนี้ ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ยังไม่ถือว่าเป็นการประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย แต่เพื่อมิให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้นอีก จังหวัดแพร่จึงตักเตือนและกำชับนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ในการดำเนินการแต่งตั้งรองนายกเทศมนตรีให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ตามหนังสือ ที่ พร 0023.4/002 เรื่อง ตักเตือนและกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของนายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2567

ในเรื่องนี้ สืบเนื่องจาก เดิมมาตรา 48 เบญจ กำหนดอายุผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี (ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับ รองนายกเทศมนตรี) คือ 30 ปี ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2546 ต่อมา เมื่อปี 2562 เพิ่งปรับเกณฑ์อายุเป็น 35 ปี ในเรื่องนี้ นายโชคชัย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ตั้งแต่ปี 2547 เรื่อยมาติดต่อกัน จึงเข้าใจมาโดยตลอดในประเด็นอายุของรองนายกเทศมนตรีว่าใช้เกณฑ์อายุ 30 ปี อันเป็นความเข้าใจโดยสุจริตของนายโชคชัย พนมขวัญ อีกทั้ง การสั่งการก็เป็นการแสดงข้อมูลของดิฉันทั้งหมดต่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน โดยเจ้าหน้าที่ก็มิได้ทักท้วงเรื่องเกณฑ์อายุแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า นายโชคชัย ไม่มีเจตนาปฏิบัติการไม่ชอบด้วยหน้าที่ตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2552

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อนายโชคชัย นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจ ได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และจังหวัดแพร่ แล้วว่า ไม่ได้ทุจริตหรือประพฤติมิชอบแต่อย่างใด ในทางเดียวกันนี้ ดิฉันซึ่งเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง จะมีความผิดในข้อหาดังกล่าวได้อย่างไร

ในเรื่องนี้ บุคคลที่มีใจเป็นธรรมย่อมตระหนักถึงความเป็นเหตุเป็นผลดังกล่าวนี้ได้ และดิฉันขอยืนยันว่า ดิฉันไม่เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติมิชอบในวงราชการแต่อย่างใด ดิฉันมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ

ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงขอยืนยันว่าดิฉันยังมีสถานะผู้สมัคร สส. ทุกประการ ทุกคะแนนที่พี่น้องชาวแพร่จะมอบให้ดิฉัน จะไม่เสียเปล่า เหลือเวลาอีกเพียง 10 วัน ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ดิฉันจะตั้งใจรณรงค์หาเสียง ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหวั่นไหวกับผู้ที่ปล่อยข่าวโจมตีโดยมีวัตถุประสงค์จะสกัดกั้นพรรคประชาชนจากการเดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง ตามที่พี่น้องประชาชนคาดหวัง

เดินหน้าสู่ชัยชนะด้วยกัน 8 กุมภา กาส้ม 2 ใบ จัดตั้งรัฐบาลประชาชนด้วยกันค่ะ

เบรกพรรคส้ม! สังศิต ชี้อย่ามองปัญหาแบบสุดโต่ง หนุนปฏิรูปประกันสังคม แต่ต้องรักษาหลักการเดิม

เบรกพรรคส้ม! สังศิต ชี้อย่ามองปัญหาแบบสุดโต่ง หนุนปฏิรูปประกันสังคม แต่ต้องรักษาหลักการเดิม

เบรกพรรคส้ม! สังศิต ชี้อย่ามองปัญหาแบบสุดโต่ง หนุนปฏิรูปประกันสังคม แต่ต้องรักษาหลักการเดิม

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีตสว.) ได้โพสต์บทความลงในเฟสบุ๊ก “สังศิต พิริยะรังสรรค์” ในหัวข้อ ปฏิรูประบบประกันสังคม

วันหนึ่ง ในขณะที่ผมยังเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมได้มีโอกาสฟังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” โดยท่านอาจารย์ปํวย อึ้งภากรณ์ หลังการปาฐกถาจบลง ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าคนไทย จะมีโอกาสได้มีหลักประกันทางสังคม ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งถึงการมีโอกาสทางด้านการศึกษา ตั้งแต่วัยเด็กจนจบมหาวิทยาลัย การมีงานที่สุจริตทำ และการมีเงินบำนาญหลังการเกษียณอายุ ตามแนวความคิดของท่านอาจารย์ป๋วยได้อย่างไร? ผมไม่ใคร่มีความหวังว่าคนไทยจะมีโอกาสได้สัมผัสกับระบบนี้มากนัก มันเหมือนระบบในความฝัน ในอุดมคติมากกว่าจะเป็นเรื่องจริงในโลกนี้

ในกลางทศวรรษที่ 1980 เมื่อผมได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิฟรีดรีช เอแบร์ค (Friedrich-Enert Stiftung) ให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมัน และในฐานะนักศึกษาผมต้องเข้าสู่ระบบการประกันสังคมของเยอรมันด้วย ที่นี่เองที่ทำให้ผมตื่นขึ้นมาจากความฝันและได้สัมผัสระบบประกันสังคมที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างเป็นจริงเป็นครั้งแรก และทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าระบบประกันสังคมนั้นมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตของคนเยอรมันโดยทั่วไปอย่างไร

ในระหว่างการศึกษา เมื่อมูลนิธิ ฟรีดรีช เอแบร์คได้เชิญบรรดาผู้นำของสภาแรงงานต่างๆ ไปศึกษาดูงานการประกันสังคมของประเทศเยอรมัน ผมได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานด้วย 

การศึกษาดูงานช่วยให้ผมเข้าใจระบบการประกันสังคมของเยอรมันดีขึ้น ผมได้เห็นสถาบันและกลไกการทำงาน รวมทั้งบทบาทของ สหภาพแรงงานในการมีส่วนร่วมกับระบบประกันสังคม 

ในปี 2533 รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ผลักดันพระราชบัญญัติประกันสังคมผ่านสภาผู้แทนราษฎรเป็นผลสำเร็จ ท่ามกลางความดีอกดีใจของผู้ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในขณะนั้น ผมยังจำได้ดีว่าวันนั้นผมอยู่ที่บ้านพิษณุโลกกับท่านอาจารย์นิคม จันทรวิทุร ที่ปรึกษาด้านแรงงานของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการสนับสนุนพระราชบัญญัติฉบับนี้

กฎหมายและสำนักงานประกันสังคมเกิดขึ้นมายาวนานแล้วมากกว่า 30 ปี จากประสบการณ์ของผมพบว่ากฎหมายและองค์กรของภาครัฐที่เกิดขึ้นนานกว่า 10 ปีขึ้นไปล้วนแล้วแต่จะแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนและช่องโหว่จำนวนมาก ที่สมควรต้องมีการปรับปรุง แก้ไขและดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

ดังนั้นผมจึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่าทำไม วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุง  แก้ไขและปฏิรูป กฎหมายประกันสังคมและสำนักงานประกันสังคมอย่างจริงจัง เพื่อให้ระบบการประกันสังคมของไทยมีความทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของบรรดาผู้ประกันตนเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และทำให้ระบบนี้อยู่ยั่งยืนได้ในระยะยาว

ระบบประกันสังคมมีหลักการที่ดี คือลูกจ้างต้องร่วมจ่าย เพื่อประโยชน์ของตนเองในระยะยาว เพื่อมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่งอมืองอเท้า คอยแต่แบมือรับความเมตตาจากนายจ้างและภาครัฐเท่านั้น

ระบบประกันสังคมนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อฝ่ายลูกจ้าง มุ่งเน้นให้ลูกจ้างเก็บออมเงินจากรายได้ตัวเองหนึ่งส่วน และบังคับให้นายจ้างกับภาครัฐ ร่วมสมทบอีกคนละส่วนรวมเป็นสามส่วน ดังนั้น ลูกจ้างจึงเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ มากกว่าเงินที่ตัวเองได้จ่ายไป นี่เป็นจุดแตกต่างจากการซื้อประกันของบริษัทเอกชน ที่ไม่มีใครมาร่วมจ่ายค่าประกันให้แก่เรา

ข้อดีอีกประการหนึ่งของระบบการประกันสังคม คือให้ผลประโยชน์แก่ลูกจ้างที่ครอบคลุมทั้งการเจ็บป่วย (ทั้งในและนอกการทำงาน) การคลอดบุตร การว่างงาน และชราภาพ ซึ่งไม่มีในระบบประกันของเอกชน

แน่นอนว่าการบริหารเงินก้อนมหึมาของสำนักงานประกันสังคม อาจยังมีจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไข ให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อให้มีผลประโยชน์ตอบแทน งอกเงยมากขึ้น และให้เน้นบริการลูกค้าคือลูกจ้างผู้ร่วมจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มีผู้เสนอให้ระบบประกันสังคมออกจากการเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แล้วเปลี่ยนไปเป็นองค์กรในกำกับของรัฐบาลแทน โดยมีโมเดลของสปสช. เป็นต้นแบบ ผมคิดว่าเราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง และต้องประเมินสปสช. อย่างที่เป็นจริง ว่าสปสช. มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งในขณะนี้การบริหารงานของสปสช. ทำให้โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากถอนตัวออกจากระบบของสปสช. เพราะไม่สามารถอดทนกับระบบการบริหารงานที่ขาดธรรมาภิบาล ของสปสช.ได้ 

แต่การปรับปรุงระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดจะต้องไม่ทำลายหลักการไตรภาคี ที่เน้นให้ลูกจ้าง นายจ้างและภาครัฐต้องร่วมจ่าย

ภาครัฐต้องโปร่งใสเปิดเผย ทำงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อลบล้างข้อกล่าวหา ของบางพรรคการเมือง ที่ปั่นข้อมูลไม่ครบถ้วน และใช้วาทกรรมมายั่วยุฝ่ายลูกจ้างให้โกรธแค้นประกันสังคม และหันมาเทคะแนนเสียงให้แก่พรรคการเมืองนั้น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พรรคการเมืองนี้เห็นแต่จุดอ่อนจำนวนมากมายของประกันสังคม แต่ไม่เห็นข้อดี และไม่เคยพูดถึงข้อดีของประกันสังคมเลย พวกเขามองปัญหาอย่างสุดขั้ว เห็นว่าอะไรที่เป็นของภาครัฐแล้วต้องเลวไปหมด อะไรที่เป็นของภาคเอกชนแล้วจะดีไปหมด ไม่เข้าใจหลักการของการประกันสังคมแม้แต่น้อย เป็นพวกคิดแบบตัดตอนประวัติศาสตร์ ไม่รู้ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของประกันสังคมไทย คิดแต่จะถอนรากถอนโคนระบบนี้ให้เป็นไปตาม ตามความต้องการของตนเอง เท่านั้น

ระบบไตรภาคีแบบนี้ ช่วยให้ลูกจ้างมีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารเงินของตน ไม่ต้องรอให้พรรคการเมืองใดมาแอบอ้างเป็นตัวแทน เข้าไปวุ่นวายกับ ประกันสังคม สิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง คือต้องทำให้ลูกจ้างเห็นความสำคัญ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และมีช่องทางเข้าไปมีส่วนร่วมบริหารเงินกองทุน และผู้บริหารของประกันสังคมต้องตอบสนองต่อความเรียกร้องต้องการของลูกจ้างได้อย่างทันการ นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ

สังศิต พิริยะรังสรรค์

อดีตวุฒิสมาชิก

29 มกราคม 2569

หมอวีทนไม่ไหว! สวนเดือด ณัฐชา ปมปราศรัยด้อยค่าหมอ ซัดอย่าสาดโคลนคนชุดขาว

หมอวีทนไม่ไหว! สวนเดือด ณัฐชา ปมปราศรัยด้อยค่าหมอ ซัดอย่าสาดโคลนคนชุดขาว

หมอวีทนไม่ไหว! สวนเดือด ณัฐชา ปมปราศรัยด้อยค่าหมอ ซัดอย่าสาดโคลนคนชุดขาว

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.50 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้แชร์ภาพของ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่กล่าวบนเวทีปราศัยฝั่งธนบุรี เกี่ยวกับระบบสาธารณสุขไทยและประกันสังคม ว่า “คนรวยซื้อประกัน คนชั้นกลางใช้เส้น ส่วนคนฐานะยากจน หาเช้ากินค่ำ ต้องไปรอคิวตั้งแต่ตี 4 หาหมอตอนเที่ยง วัดความดันตอนบ่าย พอหมอมาตอนเย็นบอก รีบกลับบ้านภรรยาทำกับข้าวไว้”

โดย นพ.วีระพันธ์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า  ถ้าท่านพูดแบบนี้จริง! ประโยคหลังสุดผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ บั่นทอนกำลังใจ บุคลากรทางการแพทย์อย่างใหญ่หลวง หาเสียงอย่างสร้างสรรค์อย่าด้อยค่าบุคลากรทางการแพทย์เลยครับ