‘ศุภจี’ ควงว่าที่ปลัดพาณิชย์ โชว์ตัวสื่อ แจงปมโพสต์โยกย้ายผู้ตรวจราชการ เพื่อให้ ขรก.-ผู้สนับสนุน เข้าใจหลักการ

15 กันยายน 2569 เวลา 17:17 น.

‘ศุภจี‘ ควง ’พูนพงษ์‘ ว่าที่ปลัดพาณิชย์ โชว์ตัวสื่อ ก่อนแจงปมโพสต์โยกย้ายผู้ตรวจราชการ เพื่อให้ ขรก. – ผู้สนับสนุน เข้าใจหลักการ ขออย่าด้อยค่าตำแหน่งผู้ตรวจฯ ชี้ เป็นหนึ่งในเส้นทางการหมุนเวียนตำแหน่ง ลั่น “ตำแหน่งอะไรก็ไม่แตกต่าง หากทำหน้าที่ให้เต็มที่” เมิน บิ๊ก ก.พาณิชย์ ออกมาวิจารณ์ บอก ไม่มีประโยชน์จะมาอธิบาย บอก “เป็นเพียงอดีต ขอมองไปที่อนาคต” ขณะที่ ‘วุฒิไกร’ ไม่ปิดประตูการเมือง หลังพ้นตำแหน่ง บอก “ขอดูก่อน”

วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 15.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาเยี่ยมและพูดคุยกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล โดยพานายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาแนะนำตัวต่อสื่อมวลชน ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นางศุภจี ยังเปิดเผยถึงการที่โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ชี้แจงถึงการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ไม่ได้โพสต์เพื่อให้ตัวเองมีกำลังใจหรือโพสต์เพื่อให้คนมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทำเพื่อข้าราชการ และคนที่สนับสนุนให้ได้ทราบว่าการโยกย้ายมีหลักการและเหตุผลอย่างไร นั่นคือคนที่ตนอยากสื่อสารด้วย ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วย คิดต่างและมาวิจารณ์ ก็ไม่มีประโยชน์ในการอธิบายเพราะคนเหล่านั้นย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่ามีอะไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จิตใจแข็งแกร่งเหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อถูกวิจารณ์ นางศุภจี กล่าวว่า ปกติเหมือนทุกเรื่องที่โดน เพราะที่ผ่านมาโดนหลายเรื่องมาก ซึ่งตนอยากย้ำว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาอธิบาย แต่ตนอยากทำเพื่อให้คนที่สนับสนุนแต่ไม่รู้อะไรได้เข้าใจ ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายก็เป็นดุลพินิจของปลัดกระทรวงฯ ตนมีหน้าที่เพียงแค่สอบถามถูกต้องหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร และก็สนับสนุนตามนั้น

ส่วนที่ระบุในโพสต์ว่าอยากให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ มีงานเพิ่มมากขึ้นนั้น นางศุภจี ชี้แจงว่า กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับหลายส่วน แต่การทำหน้าที่ของกระทรวงได้ผลลัพธ์ตามนโยบายหรือไม่ หากผู้ตรวจราชการดูงานและนโยบายที่สำคัญ จะเป็นเสียงสะท้อนกลับมาให้ผู้บริหารกระทรวงว่านโยบายที่ออกไป และข้าราชการปฏิบัติได้จริงหรือไม่ บางครั้งอาจจะมีนโยบายที่ดี แต่ทำแล้วไม่ได้ผล สำหรับตนมองอีกว่า ตำแหน่งอะไรไม่มีความแตกต่าง หากทำหน้าที่ให้เต็มที่ จึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่กระทรวงมีผู้ตรวจราชการถึง 4 คน

เมื่อถามต่อว่า นายวุฒิไกร เกษียณอายุราชการจากตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์จะนำมาช่วยทำงานต่อหรือไม่ โดยนายวุฒิไกร หัวเราะ ก่อนระบุว่า ยังคิดอยู่

ส่วนจะเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี ตอบว่า นายวุฒิไกร เป็นที่ปรึกษาของตนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีตำแหน่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับปลัดว่าอยากจะทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาท่านก็ช่วยมาโดยตลอด และมีความเข้าใจในหลายเรื่อง เพราะตนก็ยังไม่มีความเข้าใจในระบบราชการมากนัก

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่านางศุภจีชอบทำงานร่วมกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงนั้น นางศุภจี ปฏิเสธประเด็นดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ตนไม่เคยมองคนที่เพศ ไม่ได้ทำงานกับผู้ชายหรือผู้หญิงมากกว่า เพราะในอดีตก็ทำงานร่วมกับผู้หญิงมามาก รวมทั้งในกระทรวงพาณิชย์ก็มีผู้หญิงหลายคนที่มีความสามารถ อาทิ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ผู้หญิงผู้ชายไม่ได้มีความต่างกัน ซึ่งความจริงไม่มีเพศเลย ทั้งหญิงทั้งชายทำงานได้หมดทุกคน

ส่วนที่มีคำวิพากษ์วิจารณ์การทำงานจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี กล่าวว่า ใจความที่ถามมาคืออดีต แต่ตนกำลังชวนคนมองถึงอนาคต เพราะวิกฤตทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิม จะมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องเจอทั้งศึกต่างชาติ ที่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรง กติกาทางการค้ารวมถึงภาษีการเจรจาต่างๆ ไม่ใช่ชั้นเดียว แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างประเทศ รวมถึงการประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้องในประเทศไทย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราไม่เคยเจอมาก่อน ฉะนั้นการทำงานถูกปรับเปลี่ยนไปหมดแล้ว ตนจะไม่ก้าวล่วงคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนต่างๆ ที่เคยทำงานมา เพราะเขาอธิบายได้ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต หากเรารับมือด้วยท่าเดิมเราจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ไม่อยากให้มีการด้อยค่าตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ซึ่งตนคิดว่าอยู่ที่การสร้างผลงาน หากผู้ตรวจราชการไม่มีผลงาน แล้วจะตั้งผู้ตรวจราชการมาทำไมตั้ง 4 คน ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางของการหมุนเวียนตำแหน่งราชการ ซึ่งเรามี C 10 และตำแหน่งผู้ตรวจราชการก็ไม่ใช่การลดระดับ

เมื่อถามว่าหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทรวงพาณิชย์ควรจะมีรัฐมนตรีช่วยหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเห็นสมควร เพราะเป็นดุลพินิจของท่าน ส่วนหากเลือกได้อยากให้มีหรือไม่นั้น นางศุภจี กล่าวว่า ตนก็ยินดีทั้งนั้น หากเข้ามาแล้วทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติให้ดีขึ้นตนก็ยินดี และไม่ได้ติดใจตรงนั้น

ศุภจี ส่งสัญญาณ นายกฯสั่งแคะกระปุกต่อ ไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน

15 กันยายน 2569 เวลา 17:01 น.

“ศุภจี” เผย นายกฯสั่งก.คลัง หาทางต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” 2 เดือน ชี้ ไทยยังไม่ฟื้นจากวิกฤตพลังงาน จ่อคลอดมาตราการทันที ไม่รอปลายปี ยัน ไม่ได้มีแค่แจก 60:40

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง ความชัดเจนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟสสอง ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อีกแล้ว เห็นได้จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มเติม และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีเข้าใจสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงขอให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้พิจารณาต่อโครงการดังกล่าวไปอีกสักระยะได้หรือไม่

เมื่อถามว่า จะต่อโครงการนี้ไปอีกกี่เดือน นางศุภจี ชู 2 นิ้วให้ผู้สื่อข่าว พร้อมบอกว่า นายกรัฐมนตรีให้เป็นแนวทาง

เมื่อถามว่า วงเงินจะได้เท่าเดิม 1,000 บาท ต่อเดือนหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า รายละเอียด นายเอกนิติจะเป็นผู้ชี้แจง ต้องมาดูว่าภายในสองเดือน จะแคะกระปุกช่วยได้อย่างไร

เมื่อถามว่า จะแคะกระปุกด้วย พ.ร.ก.เงินกู้ หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปี นางศุภจี กล่าวว่า มีทุกกระปุก แกะหมดเลย ซึ่งนายเอกนิติจะเป็นผู้ดำเนินการว่าจะใช้กระปุกใด

เมื่อถามว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการรับมือราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไร นางศุภจี กล่าวว่า ตนได้ซ้อมใหญ่มาแล้วช่วงเดือนมีนาคม เพราะฉะนั้น ต้องทำในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งเมื่อวานนี้ (14 ก.ย.) ตนได้หารือกับนายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน ในรูปแบบวงเล็ก หลังจากนี้จะมีแผนออกมาอธิบายให้ฟัง โดยเป็นมาตรการที่ดำเนินการเลย ไม่รอไปถึงช่วงปลายปี

นางศุภจี ยอมรับว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะไม่ได้มีแค่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แต่จะมีมาตรการอื่นด้วย เพราะวิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเราช้ำจากรอบแรก และยังไม่ฟื้น ประกอบกับช่วงโควิด โดยจะต้องดูทั้งระบบ

พลพีร์ เผยมี 1.1 หมื่นบริษัทต้องสงสัยนอมินี ถือครองที่ดิน มูลค่าพุ่ง 8.5 หมื่นล้าน ขีดเส้นจบ ก.ย.

15 กันยายน 2569 เวลา 16:41 น.

“พลพีร์” บอก มี 1.1 หมื่นบริษัทต้องสงสัยนอมินีถือครองที่ดิน มูลค่าพุ่ง 8.5 หมื่นล้าน ขีดเส้น ตรวจสอบให้จบเดือน ก.ย.นี้ แจง ไม่ใช้บทลงโทษเนรเทศพร่ำเพรื่อ

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม เรื่องความเชื่อมโยงนอมินี ทุนเทา และสแกมเมอร์ ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานร่วมว่า จริงๆ วันนี้เป็นการเชิญมาประชุมหารือนอกรอบถึงวิธีการทำงาน นอกเหนือจากนอมินีแล้วยังมีเคสอื่นที่ทางกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หรือกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการอยู่ โดยจะเอาปัญหาที่เราออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้วพบมาคุยกันแต่ละหน่วยงาน นอกจากนี้ จะมีการเชิญกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมถึงอาจจะมีกระทรวงการคลัง ที่จะต้องดูในเรื่องฐานภาษีของบริษัทต่างๆ เข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ แต่ละหน่วยงานจะมีช่องทางหลังบ้านระดับผู้บริหาร ถ้าเราต้องการข้อมูลอะไรเร่งด่วนจะส่งไปในกลุ่มไลน์นี้ เพื่อให้การประสานงานเร็วขึ้น ซึ่งทาง รมว.ยุติธรรมระบุว่า การที่เราต้องการข้อมูลอะไรบางอย่างหรือการประสานอะไร ถ้าจะมัวส่งเอกสารอย่างเดียวกว่าจะไปถึงจะใช้เวลามาก

นายพลพีร์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เราพบวันนี้คือ คนที่กระทำการไม่ดี มีจิตใจไม่ดี ที่ประกอบอะไรอยู่แล้วมีการโอนหนีโอนย้ายแล้ว ฉะนั้น การที่เราจะเอาประเทศและเอาแผ่นดินของเราคืน ซึ่งเราดำเนินการอยู่แล้ว โดยเฉพาะการจับนอมินี การถือครองที่ดิน อยากจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ในที่ประชุมครั้งนี้แต่ละหน่วยงานมาแชร์ตัวเลขกัน สรุปกันได้ว่าที่ดินที่ถือครองโดยบริษัทต่างชาติที่ถือหุ้นส่วนมากกว่าคนไทยซึ่งผิดกฎหมายมีอยู่ประมาณ 2,200 บริษัท ส่วนบริษัทที่ต้องสงสัยที่อาจจะมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือเปลี่ยนเลขบัญชี มีอยู่ประมาณ 11,000 กว่าบริษัท และมีมูลค่าประมูลเบื้องต้น ตอนที่เราเช็กเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านบาทแล้ว ดังนั้น ตัวเลขตรงนี้จะได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนกรมที่ดินจะเร่งรัดในการสืบสวนทุกบริษัทที่ถือครองที่ดินและจะบังคับจำหน่ายต่อไป ในส่วนอีกหมื่นกว่าบริษัท ตอนนี้ทาง ตร. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมการปกครอง จะร่วมกันในการสืบสวนและชี้ให้ชัดว่า เป็นบริษัทที่ผิดหรือเป็นบริษัทที่ถูก เป็นนอมินีหรือไม่ จะได้ดำเนินคดีและจำหน่ายต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการกำหนดระยะเวลาหรือไม่ว่า จะต้องเสร็จสิ้นภายในเมื่อไหร่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องจบภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ โดยในส่วนของ 2,200 บริษัทถือว่าชัดแล้ว ส่วนอีกหมื่นกว่าบริษัท จะต้องให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้เช่นกัน

เมื่อถามถึงกระบวนการลงโทษต่างๆ จะต้องมีการดำเนินการเนรเทศออกไปหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องครอบครองที่ดินอาจจะไม่เข้าข่ายเรื่องของการเนรเทศ กฎหมายเนรเทศที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามไปนั้น ไม่ได้ต้องการจะใช้ในทุกโอกาส ไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อ ถ้าต่างชาติมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือมีคำตัดสินจากศาลต่างๆ แล้วก็จะเข้าข่ายโดยทันที แต่อย่างกรณีผับที่เขตห้วยขวาง มีชาวต่างชาติ 5 คน ซึ่งศาลตัดสินและปรับไปแล้ว ตรงนี้เราไม่ได้เนรเทศ แต่เราใช้การถอนวีซ่าและเชิญออกไป

วุฒิสภา จัดกำลังเข้มดูแลสื่อ หลัง ‘สว.’ ผึ้งแตกรังเจอ พิษฮั้ว โทรแจ้งกันวุ่น

15 กันยายน 2569 เวลา 16:29 น.

‘วุฒิสภา’ ถึงกับจัดกำลังเข้มดูแลสื่อ หลัง ‘สว.’ ผึ้งแตกรังเจอ ’พิษฮั้ว‘ ทำกระอัก โทรแจ้งกันวุ่น ด้าน ‘ชีวะภาพ’ เบี้ยวไม่เข้าประชุมกมธ. ขณะที่ ‘สุเทพ’ ไม่พอใจปิดกล้องสื่อเสียงแข็ง บอกไม่โอเค ฟาก ‘สมหมาย’ ยิ้มรับขอบคุณสื่อ ลั่น ไม่ต้องห่วง

วันที่ 15 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภา ว่าจากกรณีสืบเนื่องจากคดีฮั้ว สว. นั้น ทำให้วันนี้มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอสัมภาษณ์ สว.ที่มีชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 26 คน รวมถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โดยปักหลักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ฝั่งวุฒิสภา ตั้งแต่โถงด้านหน้าจนถึงหน้าห้องประชุมจันทรา จนทำให้ สว.ส่วนใหญ่มีอาการแตกตื่น มีการโทรศัพท์แจ้งกันว่ามีสื่อมวลชนมารอทำข่าว จากนั้นในช่วงบ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยฝ่ายอาคารสถานที่ได้จัดตำรวจมา 1 ชุด มาตรวจสอบความเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นปกติเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ จะต้องอำนวยความสะดวกเรียบร้อยในอาคารรัฐสภา

ขณะที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ที่มีนายชีวะภาพ ชีวะธรรม 1 ในรายชื่อ 26 สว. ได้มีสื่อมวลชนไปรอทำข่าวที่หน้าห้องประชุมเช่นกัน แต่นายชีวะภาพไม่ได้เข้าประชุม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าผู้ที่จะนำประชุมคือนายกิติศักดิ์ หมื่นศรี สว. รองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 ทำหน้าที่แทน

ด้านนายสุเทพ สังข์วิเศษ สว. ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ พร้อมพูดเสียงแข็งว่า “ไม่โอเค” พร้อมได้นำมือปัดกล้องผู้สื่อข่าว ก่อนจะเดินจากไป

ส่วนนายสมหมาย ศรีจันทร์ 1 ใน 26 สว. ซึ่งมาประชุมในกรรมาธิการนี้ด้วย กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องคดี ตนยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่

เมื่อถามว่า หากศาลรับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีผลต่อการทำงานหรือไม่ นายสมหมาย กล่าวว่า ก็ทำตามกฏหมายเรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องห่วงขอบคุณทุกท่าน ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับทนายในการต่อสู้คดี

ส.ว.วิวรรธน์ โอดคนดีอยู่ยาก ปัดเอี่ยวคดีฮั้ว ลั่นถูกใส่ร้าย งง กกต. เชื่อพยานคนเดียว

15 กันยายน 2569 เวลา 16:17 น.

‘วิวรรธน์’ ปัด ‘ฮั้ว สว.’ ยันถูกใส่ร้ายมีเส้นเงินลามโยงซื้อเสียงผู้สมัคร โอด ‘อนุฯไต่สวนชุด26’ เชื่อปากคำพยานปากเดียวใส่ร้าย เผย ‘กกต.’ ไม่เคยเรียกไปชี้แจง ยังงงโดนได้ไง น้อยใจประเทศนี้คนดีอยู่ยาก ยันทำประโยชน์มามาก แต่กลับถูกทำร้ายไร้เหตุผล ขอต่อสู้ในกระบวนการเต็มที่

วันที่ 15 กันยายน 2569 นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) 1ใน 26สว. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกา ในคดีฮั้วสว. กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องคดีฮั้วสว. ตนเป็นสว.เชียงใหม่ แต่ถูกพาดพิงมีเส้นเงินเกี่ยวข้องกับนายวิเชียร ชัยสถาพร อดีตสว.ลำพูน ที่เป็นน้องชายของตน ที่พ้นตำแหน่ง สว. เพราะผิดเรื่องแจ้งเท็จคุณสมบัติผู้สมัครสว. แต่กกต.ไปจับโยงสำนวนคดีของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 โดยไปเชื่อมโยงคำให้การของพยานคนหนึ่งชื่อ “อาทร”ใส่ร้ายว่า ตนและน้องชายมีการจ่ายเงินให้พยานรายนี้ นำไปจ่ายให้ผู้สมัครสว.รายอื่นๆ เพื่อล็อบบี้คะแนนเลือกสว. อนุฯชุดที่26 พยายามเชื่อมโยงตนมีเส้นเงินเกี่ยวข้องกับน้องชาย ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย

“ถ้าน้องชายทำผิด ถามว่าพี่ชายต้องผิดด้วยหรือ เรื่องนี้พร้อมไปชี้แจงต่อศาลฎีกาว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเงินใดๆในคดีนี้ แต่คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่26 ไปเชื่อคำให้การของพยานแค่คนเดียวที่อ้างชื่อผม และที่ผ่านมากกต. ก็ไม่เคยเรียกไปชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องนี้ ก็ยังงงอยู่ว่ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร ดูแล้วเรื่องนี้เล่นการเมืองมากเกินไป รู้สึกน้อยใจที่คนดีอยู่ยากในประเทศนี้ ในฐานะประธานกมธ.พาณิชย์ วุฒิสภา ทำประโยชน์ให้ประเทศมากมาย ทำงานอย่างเต็มที่ เช่น แก้ปัญหาเรื่องนอมินีข้ามชาติ แต่กลับถูกทำร้ายโดยไม่มีเหตุผล พร้อมไปต่อสู้ชั้นศาลฎีกา มั่นใจว่า ศาลพร้อมให้ความยุติธรรม” นายวิวรรธน์ กล่าว

อนุทิน ส่งทนายฟ้อง เป๋า ไอ ลอว์ ปมพาดพิงฮั้ว สว. ย้ำไม่ได้เป็นการฟ้องเพื่อปิดปาก

15 กันยายน 2569 เวลา 16:01 น.

“นายกหนู” ส่งทนายฟ้อง “ เป๋า ไอ ลอว์ ” หมิ่น เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ทนายปัดไม่เกี่ยวกับมติกกต.ที่ไม่สั่งฟ้อง 20 กก.บห.ภูมิใจไทย – เนวิน ย้ำไม่ได้เป็นการฟ้องเพื่อปิดปาก ส่วนบุคคลอื่นอยู่ระหว่างพิจารณาของทีมกฎหมาย ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง14ธ.ค.เช้า

เวลา 14.00 น. วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัสเซีย.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมอบหมายให้นายสิทธิโชค สิงหเสนี ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ไอลอว์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณากรณีที่นายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ทำนองว่า พรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.

นายสิทธิโชค เปิดเผยหลังการยื่นฟัอง ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้มอบอำนาจแต่งตั้งตนในฐานะทีมทนายความ ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw กรณีเมื่อวันที่ 21 ก.ค.69นายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา โดยพาดพิงไปถึงนายกรัฐมนตรี ทำนองว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องฮั้วสว.โดยคดีนี้ยื่นฟ้องในนามนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ในนามพรรคภูมิใจไทย โดยศาลรับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำอ2672/2569 และนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธ.ค. นี้ เวลา 09.00 น.
นายสิทธิโชค ระบุว่า เหตุที่ต้องฟ้อง เนื่องจากนายยิ่งชีพให้ข้อเท็จจริงที่รัฐสภา โดยกล่าวถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องของนายกรัฐมนตรี ซึ่งฝ่ายนายกรัฐมนตรีเห็นว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง จึงต้องใช้สิทธิทางกฎหมายและขอให้ศาลเป็นผู้พิจารณาว่าข้อความดังกล่าวเป็นจริงหรือเท็จ รวมถึงพิจารณาเจตนาสุจริตหรือไม่
ส่วนกรณีที่การยื่นฟ้องเกิดขึ้นหลัง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา นั้นตนขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากทีมทนายจัดทำร่างฟ้องไว้ก่อนแล้ว เพียงรอว่านายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ดำเนินการเมื่อใด พร้อมย้ำว่าไม่ควรนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกันมาเชื่อมโยงกันโดยไม่มีข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น ส่วนจะมีการเรียกร้องค่าเสียหายด้วยหรือไม่ ทนายความระบุว่า คดีนี้ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย และปฏิเสธว่าไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปาก โดยมองว่าหากบุคคลใดถูกกล่าวหาในเรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ก็มีสิทธิใช้กฎหมายปกป้องตนเองเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือประชาชนทั่วไป
ส่วนกรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องเตรียมนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับประเด็น สว. มาแสดงต่อศาล นายสิทธิโชคขอไม่ให้ความเห็น เนื่องจากเกินหน้าที่ของตน โดยระบุว่า วันนี้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเฉพาะคดีหมิ่นประมาทเท่านั้น
สำหรับการไต่สวนมูลฟ้อง เบื้องต้นพยานหลักจะเป็นผู้รับมอบอำนาจและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยนายศุภชัย ใจสมุทร หัวหน้าทีมกฎหมาย จะต้องมาในกระบวนการดังกล่าว ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้มอบอำนาจแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าจะเดินทางมาด้วยตนเองหรือไม่
ส่วนจะมีการดำเนินคดีกับบุคคลอื่นหรือสส.ฝ่ายค้าน เพิ่มเติมหรือไม่ ทนายความระบุว่า วันนี้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเฉพาะนายยิ่งชีพเท่านั้น ขณะที่บุคคลอื่นจะดำเนินคดีหรือไม่ เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล และไม่สามารถตอบแทนกันได้

สำหรับการเจรจาไกล่เกลี่ย ทนายความระบุว่า เพิ่งเริ่มต้นกระบวนการในวันนี้ จึงต้องรอดูท่าทีของแต่ละฝ่ายก่อน

รัฐบาลเดินหน้า 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา สกัดจุดเสี่ยงทุจริต 24 หน่วยงานนำร่อง เห็นผลภายใน 6 เดือน

15 กันยายน 2569 เวลา 15:33 น.

15 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับโจทย์สำคัญด้านการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี พ.ศ.2568 ที่ 33 คะแนน ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนพบว่า ร้อยละ 89.1 เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจในระดับปานกลางถึงระดับมาก รัฐบาลจึงเร่งวางกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการติดตาม ป้องกัน และปราบปรามการรับสินบน

ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ มุ่งแก้ปัญหาความเสี่ยงต่อการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยให้หน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงมาปรับปรุงแก้ไขให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงาน

สำหรับระยะแรก กำหนด 24 หน่วยงานนำร่อง ให้คัดเลือก 1 – 5 งานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตมาดำเนินการ อาทิ การอนุมัติ อนุญาต การตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดเก็บภาษี และการต่ออายุใบอนุญาต โดยวิเคราะห์จุดเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกัน และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

หัวใจสำคัญของโครงการฯ คือ ปิดช่องว่างก่อนเกิดการทุจริต โดยให้หน่วยงานปรับกระบวนการทำงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ นำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับบริการ และเปิดให้ติดตามสถานะงานออนไลน์ ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาระบบร้องเรียนที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยเปิดให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา

“รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยมุ่งให้ การอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการภาครัฐ ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ หวังผลให้คะแนน CPI ปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” นายเอกภพ กล่าว

อลงกต ยืดอกรับมติ กกต. ส่งฟ้องศาล 26 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว ยันว่าไปตามกฎหมาย เผยปรับทุกข์ผูกมิตร-ให้กำลังใจกัน ไร้ปัญหาหากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

15 กันยายน 2569 เวลา 15:18 น.

“อลงกต”ยืดอกรับมติ”กกต.” ส่งฟ้องศาล 26 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว ยันว่าไปตามกฎหมาย เผยปรับทุกข์ผูกมิตร-ให้กำลังใจกัน ไร้ปัญหาหากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอายุ 62 แล้วผ่านอะไรมาเยอะ เฉยๆ แต่ไม่ใช่ไม่กลัว ขอยึดตามระเบียบกฎหมาย

15 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว.ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว ว่า ตนยอมรับผลการตัดสินของ กกต.ว่าเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ไม่ได้มีอะไรมากมาย

เมื่อถามว่า จะมีกระบวนการต่อสู้อย่างไรในชั้นศาล นายอลงกต กล่าวว่า ย้ำว่าเป็นไปตามระเบียบของกฎหมาย ว่าไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เรายอมรับคำวินิจฉัยของ กกต.ให้เป็นไปตามกระบวนการของชั้นศาล

เมื่อถามว่า เสียกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่าไม่ใช่ความมั่นใจหรือไม่มั่นใจ ย้ำว่าเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ระเบียบกฎหมายว่าไปอย่างไรก็ว่ากันตามนั้น ถ้า กกต.สั่งมาแล้ว ก็ต้องส่งไปยังศาลฎีกา

เมื่อถามว่า มีข้อสงสัยหรือไม่ในส่วนที่ กกต.สั่งฟ้อง สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบันเพียงแค่ 26 คน นายอลงกต กล่าวว่า เป็นไปตามหน้าที่ของ กกต. ตนยอมรับในการตัดสินของ กกต. จะส่งกี่คนก็เป็นเรื่องของ กกต. เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย

เมื่อถามว่า พร้อมเข้าไปชี้แจงหรือไม่ นายอลงกต ถามย้อนกลับว่า เป็นคุณจะละเมิดอำนาจศาลหรือ พร้อมระบุว่า เป็นไปไม่ได้ ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากมีคำสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ให้เป็นไปตามอำนาจของศาล ย้ำว่าตนไม่ได้เป็นผู้สูงศักดิ์ เราอยู่ใต้คำวินิจฉัยของ กกต.อยู่แล้ว ตนไม่ได้มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ สว.ที่เหลือหรือไม่ นายอลงกต ย้ำว่า มีการปรับทุกข์ผูกมิตร พร้อมกล่าวว่า “คุณจะให้ผมหัวเราะเขาหรือ ก็ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน” ตนเป็นเพียง สว.ตัวเล็กๆ ไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แล้ว

“สื่อลงข่าวให้เป็นนะ ว่าผมปฏิบัติตามกฎหมาย ยึดถือตามกฎหมายที่กำหนดไว้ และยอมรับการวินิจฉัยของ กกต.และต้องยอมรับสภาพว่า ต้องโดนดำเนินการส่งฟ้องศาลตามกระบวนการ” นายอลงกต กล่าว

เมื่อถามว่า คดีนี้เป็นคดีที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยหรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยมีม็อบไล่ที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่สำหรับเคสนั้น ตนฟ้องแกนนำม็อบกลับไปหมดแล้ว ชีวิตนี้ตนทั้งโดนสอบวินัย มีทั้งโดนม็อบไล่ แต่ทุกอย่างก็เคลียร์ เป็นไปตามกฎหมาย เราทุกคนอยู่ใต้กฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำว่า ตนไม่เคยพูดว่าตนอยู่เหนือกฎหมาย

“ถามว่าสะทกสะท้านมั้ย ผมไม่สะทกสะท้าน คือยอมรับคำตัดสินของ กกต.และปฏิบัติตามที่มีคำวินิจฉัย ถามว่าดีใจมั้ยเสียใจมั้ย เฉยๆ ชีวิตผมผ่านมาเยอะแล้ว อายุ 62 แล้ว เจออะไรมาเยอะ ถามว่าหนักมั้ย 62 แล้วก็เฉยๆ แต่เฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่กลัว แต่ว่าตามระเบียบกฎหมาย” นายอลงกต กล่าว

DSI จ่อขอสำนวน กกต. ลุยสอบคดี ฮั้ว สว.  ชี้ ‘เอกราช’พยานปากสำคัญ กลับคำ ส่อโดนข้อหาให้การความเท็จ

15 กันยายน 2569 เวลา 15:10 น.

‘DSI’ เตรียมถกอัยการลุยคดีฮั้ว สว. จ่อขอสำนวน กกต. เผย’เอกราช ช่างเหลา’พยานปากสำคัญ ส่อโดนข้อหาให้การความเท็จ

วันที่ ​15 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.67) หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจำนวน 77 ราย ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน) เตรียมทำหนังสือขอคำวินิจฉัยฉบับเต็มจาก กกต. ภายใน 60 วัน เพื่อนำมาประกอบสำนวน

​จากนั้น DSI จะนัดประชุมร่วมกับพนักงานอัยการเพื่อกำหนดประเด็นสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ อาทิ การรวมสำนวนผู้ต้องหา 8 รายแรกเข้ากับกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิดอื่น และการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากอัยการมองว่าพฤติการณ์มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ทำกันเป็นกระบวนการเพื่อดึงอำนาจนิติบัญญัติโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จึงต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความและไม่สามารถสรุปสำนวนฟ้องเพียง 8 รายเดิมได้

​สำหรับประเด็นจำนวนผู้ถูกร้องเรียนคดีฮั้ว สว. ที่แท้จริงมีถึง 427 ราย ไม่ใช่ 229 รายตามที่คณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 สรุปตัวเลขแรกเริ่ม เนื่องจากมีการนำคำร้องคัดค้านในสำนวนอื่นมารวมพิจารณาด้วย
​
ส่วนกรณีที่ประธาน กกต. ตัดพยานรหัส 16 /26 หรือ นายเอกราช ช่างเหลา ออกจากสำนวน โดยอ้างว่าเคยต้องคำพิพากษาคดียักยอกทรัพย์ และมีการกลับคำให้การไปมาจนขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ กกต.ไม่สามารถดำเนินคดีกับระดับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นั้น ทางแหล่งข่าว DSI ระบุว่า นายเอกราชเคยให้ปากคำสอดคล้องกันทั้งในชั้น DSI ซึ่งมีอัยการร่วมฟัง และชั้นอนุกรรมการ กกต. แต่กลับส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การในภายหลัง ซึ่งพฤติการณ์กลับคำไปมาจนทำให้ผลคดีเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงนี้ เข้าข่ายความผิดฐานให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องจับตาดูว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีอาญากับนายเอกราชหรือไม่อย่างไร

​นอกจากนี้ แหล่งข่าวกระทรวงยุติธรรมยังโต้แย้งกรณีประธาน กกต. ระบุว่า กกต. ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่จะส่งทุกเรื่องให้ศาลโดยไม่กลั่นกรอง เพราะเกรงพยานไม่ยอมไปให้การในชั้นศาลนั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะ กกต.มีหน้าที่ติดตามพยานเข้าสู่กระบวนการ ศาลจะเชื่อหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากพนักงานสอบสวนคดีอาญาทั่วไปใช้แนวเดียวกันนี้ ว่ากลัวพยานไม่มาศาล แล้วไม่นำคำให้ การเข้าสำนวน คดีอาญาคงไม่ต้องสั่งฟ้องใครเลย

ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ที่ได้มีการสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้ จำนวน 8 ราย เทียบกับรายชื่อซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีคดีฮั้วเลือก สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย พบว่ามีจำนวน 6 ราย ที่ถูก กกต. ส่งดำเนินคดีด้วย ได้แก่ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย (เครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย) 2.นายสุบิน ศักดา (นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช) 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร (ผู้บริหาร) 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดสุราษฎร์ธานี) 5.นายวงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

อัจฉรพรรณ แจงแล้ว ภาพเพื่อนสมาชิกกอดในสภาฯ ทำเป็นปกติ เผย 26 สว.ยังไม่ได้คุยกัน ยันไม่รวมกลุ่มต่อสู้คดีฮั้ว

15 กันยายน 2569 เวลา 15:07 น.

15 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว.ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว ว่า “ไม่กังวล” เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าไม่มีมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และเคยมีการชี้แจงกับ กกต.แล้วหรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวว่า “มีแล้วค่ะ” ก่อนบอกว่า “ขออนุญาตก่อน”

เมื่อถามว่า เมื่อช่วงเช้ามี สว.เดินเข้าไปก่อนเป็นการให้กำลังใจกันหรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวว่า “กอดกันทุกวันอยู่แล้ว” เมื่อถามว่า ใน 26 สว.ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวว่า “ไม่ได้คุย แล้วแต่” เมื่อถามย้ำว่า จะแยกการต่อสู้คดีไม่รวมกลุ่มกันสู้คดีใช่หรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวว่า “ใช่ค่ะ”