อ.อัจฉราวดี ปลุกใจฝ่ายรักชาติ ย้ำเลือกตั้งครั้งนี้ ขจัดภัยแผ่นดิน อย่าปล่อยเสียงแตกทำพ่ายสงคราม

อ.อัจฉราวดี ปลุกใจฝ่ายรักชาติ ย้ำเลือกตั้งครั้งนี้ ขจัดภัยแผ่นดิน อย่าปล่อยเสียงแตกทำพ่ายสงคราม

อ.อัจฉราวดี ปลุกใจฝ่ายรักชาติ ย้ำเลือกตั้งครั้งนี้ ขจัดภัยแผ่นดิน อย่าปล่อยเสียงแตกทำพ่ายสงคราม

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.28 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า

ในทุกการศึกต้องปักหมุดให้แม่นยำ  เลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่การเลือกคนดีเข้าสภาแต่เป็นการเลือกเพื่อขจัดภัยแผ่นดิน  ไม่ให้ส้มแดงเข้ามาล้มล้างสถาบัน  รักชาติอย่าผลักชาติให้จมมุมด้วยน้ำมือของตัวเอง
.. 
ประเทศอยู่ในยุคที่สุดวิปริต ยกย่องสรรเสริญจอมบิดเบือน เห็นผิดเป็นชอบ  เหยียบย่ำคนดียกยอคนชั่ว คนที่คิดว่าฉลาดก็คิดอะไรตื้นๆ  ส้มจูงไปทางไหนก็ตามเกมเขา  เขายกการแก้ทุจริตเป็นฉากหน้าเพื่อพาพรรคไปสู่จุดหมายก็หลงตามโดยไม่ดูข้อเท็จจริง  ว่าคนเหล่านี้ทั้งใจและการกระทำมีแต่ความทุจริต 

เห็นความดีก็บิดเบือนว่าหามีไม่  คุณสมบัติอย่างนี้ ยังจะเชื่ออีกหรือว่าจะมาแก้ทุจริตให้  ดูผู้สมัครมีทั้งค้ายา ฟอกเงิน พนันออนไลน์  หนีทหาร ใส่ร้าย ฯลฯ นี่หรือคือผู้ที่เราจะยอมให้ขึ้นมาบริหารชาติบ้านเมือง

การทุจริตเบียดบังทรัพย์ ยังไม่เลวเท่าพวกทุจริตเพื่อทำลายอธิปไตย
เทามีหลายเฉดแต่ดำมืดนั้นเกินเยียวยา

หากอนุรักษ์ยังเลือกวิธีเดิม  ปล่อยเสียงแตกกระจาย เลือกคนที่รักแต่ไม่เลือกพรรคที่มีพลังปราบภัยแผ่นดินได้   มันคือการส่งพรรคพวกไปตายในสนามรบ  และปล่อยให้พลังชั่วครองเมือง

เลือกตั้งครั้งนี้มีทั้งหมด 57 พรรค  ตั้งมาแข่งกันทำไมขนาดนี้ แพ้มากี่ครั้งก็ยังทำเหมือนเดิม

เพราะแบบนี้ จึงทำให้พวกที่คิดล้มล้าง คงอยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน   ในขณะที่ฝั่งก้าวหน้าเหนียวแน่นแต่อนุรักษ์เสียงแตกกระจุย

หากเสียงแตกไปลงให้ปชป. รทสช.  พปชร. กล้าธรรม  และพรรคเล็กพรรคน้อย  สุดท้ายอนุรักษ์จะไม่เหลือเสียงข้างมาก  จะได้คนละ3%  5% 10% แต่ฝั่งส้มได้ 20% แดง 10%  ทำให้เสียงข้างน้อยที่รวมกันแล้วมี 30% สามารถชนะรักชาติที่รวมกันแล้วมี 70%  ได้
กลายเป็นการผลักอนุรักษ์ให้จมมุมด้วยน้ำมือตัวเอง

แดงส้มไม่ได้มีพลังมากกว่าแต่ฝั่งรักชาติทำตัวเอง  และทำตัวเองมานานถึง 20ปี!

*เราต้องเปลี่ยน* 
ยอมเทใจให้ภูมิใจไทย  พรรคนี้ไม่ได้ดี 100% แต่ความจงรักภักดี 1,000% มีดรีมทีมที่พิสูจน์ผลงาน  เราไม่ได้ทำเพื่อพรรคคุณอนุทิน  แต่เราให้ภูมิใจไทยเป็นองคาพยพรักษาอธิปไตยและนำศักดิ์ศรีมาสู่ชาติ
หากรักชาติไม่อยากพ่ายแพ้

*** 8 กุมภานี้  แลนด์สไลด์ให้ 37 ให้น้ำเงินทั้งแผ่นดิน**
..
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
29 มกราคม​ 2569

เจาะสนามเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ หลายพรรคยาก ฝ่าด่าน ภูมิใจไทย ขอยึดครอง 10 เขตทั้งจังหวัด

เจาะสนามเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ หลายพรรคยาก ฝ่าด่าน ภูมิใจไทย ขอยึดครอง 10 เขตทั้งจังหวัด

เจาะสนามเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ หลายพรรคยาก ฝ่าด่าน ภูมิใจไทย ขอยึดครอง 10 เขตทั้งจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.12 น.

วิเคราะห์สนามเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ หลายพรรคยาก ฝ่าด่าน “ภท.” ขอยึดครองบุรีรัมย์ 10 เขต

สนามเลือกตั้ง จ.บุรีรัมย์ ถูกจับตามองว่าเป็นพื้นที่แดงเดือดสำหรับการเลือกตั้งทุกระดับ และทุกสนามที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างเข้มข้นจากผู้สมัครของพรรคการเมืองต่างๆ โดยมีนักการเมืองจาก พรรคภูมิใจไทย ในสาย “ตระกูลชิดชอบ” เป็นตัวยืน ขณะที่บรรดาผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่น อย่าง พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ต่างก็เป็นคู่แข่งคนสำคัญเช่นเดียวกัน 

ซึ่งการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ใน 23 อำเภอ ของ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทั้งหมด 10 เขตเลือกตั้ง มี ส.ส.ได้จำนวน 10 คน ใครเป็นใคร และใครต้องแข่งกับใคร ล้วนเป็นที่สนใจของคอการเมืองทั้งนั้น เพราะ พรรคภูมิใจไทย ในสาย “ตระกูลชิดชอบ” ประกาศป้องกันแชมป์ จะชนะทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง ได้แก่

เขตเลือกตั้งที่ 1 ประกอบด้วย อำเภอเมืองบุรีรัมย์(เฉพาะตำบลในเมือง ตำบลบ้านบัว ตำบลพระครู ตำบลถลุงเหล็ก ตำบลหนองตาด ตำบลบ้านยาง ตำบลบัวทอง ตำบลชุมเห็ด ตำบลกลันทา ตำบลกระสัง ตำบลสะแกโพรง และ ตำบลลุมปุ๊ก) อำเภอบ้านด่าน (เฉพาะ ตำบลปราสาท และ ตำบลบ้านด่าน) เขตนี้มีผู้สมัคร 8 คน

เขตนี้มี นายสนอง เทพอักษรณรงค์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย หลายสมัย คราวที่แล้วได้คะแนน 36,707 คะแนน เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม ขยันลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง มีฐานเสียงแน่นเกือบทุกหมู่บ้าน โดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่น ที่ยังคงเป็นแกนนำฐานคะแนนหลักในพื้นที่เลือกตั้ง หากใครคิดจะโค่นค่อนข้างยากลำบากพอสมควร แต่เลือกตั้งคราวนี้เส้นทางการแข่งขันของนายสนอง ใช่ว่าจะสบาย ต้องเจอกับศึกหนัก เมื่อ พรรคประชาชน ส่งนายธนายุทธ  ยืนยั่ง คราวที่แล้วลงพรรคก้าวไกล มาเป็นอันดับสอง ได้ 28,324 คะแนน หวังจะมาล้มช้างให้ได้  เป็นนักการเมืองหนุ่ม หวังคะแนนจากคนรุ่นใหม่

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ส่งนายพีรภัทร ทองธีรสกุล หรือ ทนายปีเตอร์  คอยเป็นตัวสอดแทรก ที่หวังล้มช้างด้วยเช่นกัน พรรคกล้าธรรม ส่งนายนาท ฉัพพรรณธนกูร พรรคประชาธิปัตย์ ส่งนายภาคภูมิ โภคทรัพย์ นอกจากนี้ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 ยังมีผู้สมัครจากอีกหลายพรรคการเมือง ไล่ตั้งแต่ นางสุทธิลักษณ์ ยายิรัมย์  พรรครวมไทยสร้างชาติ นายวิเชียร ลานทอง พรรคประชากรไทย และนายอิทธิพัทธ์ ภักดีเนติพันธุ์ พรรคเศรษฐกิจ แม้ว่าทุกคนจะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ขอเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับคนบุรีรัมย์ในเขตนี้

เขตนี้จึงเป็นการชิงดำ 3 คน ยกเครดิตให้ นายสนอง ส่วน นายธนายุทธ และ นายพีรภัทร คอยเป็นตัวสอดแทรก ที่หวังล้มช้างด้วยเช่นกัน แต่หาก นายสนอง มีการแผ่วปลาย ทั้ง นายธนายุทธ และ นายพีรภัทร อาจแซงช่วงโค้งสุดท้ายก็เป็นได้ รวมถึงผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นก็มีสิทธิ์เข้าป้ายได้ด้วยเช่นกัน

เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อำเภอเมืองบุรีรัมย์  เฉพาะ ตำบลหลักเขต ตำบลสวายจีก ตำบลเสม็ด ตำบลสองห้อง ตำบลสะแกซำ ตำบลเมืองฝาง และ ตำบลอิสาณ) อำเภอพลับพลาชัย (เฉพาะ ตำบลสำโรง ตำบลสะเดา และ ตำบลจันดุม) อำเภอชำนิ และอำเภอประโคนชัย (เฉพาะ ตำบลไพศาล) ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน

เขตนี้เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ พรรคภูมิใจไทย ส่ง นางสาวณัฐธิดา เล็กอุดากร หรือ น้องพลอย บุตรสาวของ นายภูษิต เล็กอุดากร นายก อบจ.บุรีรัมย์ หลานชาย ของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ลงแทน นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ขยับไปลงบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิส ซึ่ง นางสาวณัฐธิดา อายุ 25 ปี ก็ไม่ธรรมดา เรียนจบปริญญาโท จากประเทศอังกฤษ ก่อนจะมาช่วยงานการเมืองของนายก อบจ.บุรีรัมย์ ผู้เป็นพ่อ อยู่ระยะหนึ่ง จึงตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ครั้งนี้

ซึ่ง นางสาวณัฐธิดา ลงสนามการเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรก แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางสาวณัฐธิดา ก็ขยันลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ตามงานต่างๆ ที่มีฐานคะแนนจากนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ จึงถูกยกให้เป็นตัวยืนในเขตนี้ ส่วนคู่แข่ง ก็ไม่ธรรมดา นายวิทธิลักษณ์ จันทร์ธนสมบัติ จากพรรคประชาชน คราวที่แล้วลงพรรคก้าวไกล มาเป็นอันดับสอง ได้ 16,740 คะแนน มีกระแสตอบรับที่ดี จากกลุ่มคนรุ่นใหม่

อีกทั้งเขตนี้ยังมี พรรคเพื่อไทย ส่ง นายปรัญชญา ตรีกาญจนา คราวที่แล้วมาเป็นอันดับสาม ได้ 10,813 คะแนน ขยันลงพื้นที่ แต่ก็ยังห่างมากนัก ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง นายสัญชัย ทะนานทอง แม้ว่าฐานเสียง จะสู้ นางสาวณัฐธิดา ไม่ได้ แต่จะสร้างสีสันการแข่งขันให้คึกคักมากยิ่งขึ้น เขตนี้จึงยกให้ นางสาวณัฐธิดา เป็นตัวยืน โดยมี นายวิทธิลักษณ์, นายปรัญชญา และ นายสัญชัย เป็นตัวสอดแทรก

เขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วย อำเภอกระสัง อำเภอห้วยราช และอำเภอพลับพลาชัย (เฉพาะ ตำบลโคกขมิ้น และ ตำบลป่าชัน) ผู้ เขตนี้มีผู้สมัคร 8 คน เขตนี้แชมป์เก่า นายอดิพงษ์  ฐิติพิทยา อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ 3 สมัย จากพรรคภูมิใจไทย คราวที่แล้วได้คะแนน 38,468 คะแนน ขยันลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง มีฐานเสียงแน่นเกือบทุกหมู่บ้าน โดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่น ที่ยังคงเป็นแกนนำฐานคะแนนหลักในพื้นที่ หากใครคิดจะโค่นค่อนข้างยากลำบากพอสมควร

ขณะที่พรรคเพื่อไทย ส่ง นายทรงพล ทะรารัมย์ คราวที่แล้ว สวมเสื้อก้าวไกล มาเป็นอันดับสอง ได้ 20,017 คะแนน มาหวังล้มช้าง สร้างเซอไพรส์ ส่วนพรรคประชาชน ส่ง นายณัฐพงศ์ เรืองชาย พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายสุประดิษฐ์ แสนทวีสุข และพรรคกล้าธรรม ส่ง นายพิสุทธิ์ ยายิรัมย์  ฟันธงได้เลยว่าเขตนี้ นายอดิพงษ์  จากพรรคภูมิใจไทย เข้าป้ายชัวร์ โดยมีเพื่อไทยไล่หลังมาห่างๆ รวมถึงพรรคประชาชน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วนพรรคอื่นหวังเล็กๆ เป็นตัวสอดแทรกเท่านั้น

เขตเลือกตั้งที่ 4 ประกอบด้วย อำเภอสตึก อำเภอแคนดง และอำเภอบ้านด่าน (เฉพาะตำบลโนนขวาง และตำบลวังเหนือ) เขตนี้มีผู้สมัคร 7 คน เขตนี้แชมป์เก่า คือ นายรังสิกร ทิมาตฤกะ พรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ หลายสมัย คราวนี้ไม่ลงเขต ขยับไปลงบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสแทน จึงส่ง นายชนกันต์ ทิมาตฤกะ บุตรชาย ลงสมัครเขตนี้  ถือว่าเป็นนักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ลงพื้นที่ติดตามผู้เป็นพ่อมาอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นที่คาดหมายว่า นายชนกันต์ จะคว้าเก้าอี้ ส.ส.สมัยแรก เพราะมีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ให้การสนับสนุน มีฐานคะแนนเสียงของผู้เป็นพ่อเกือบเต็มพื้นที่ อีกทั้งยังขยันลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน

โดยพรรคประชาชน ส่ง นายวรพจน์ วิบูลย์วิริยะสกุล อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลสตึก มาเป็นคู่แข่งคนสำคัญ ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในพื้นที่ พรรคเพื่อไทย ส่ง นายพรรษศรณ์ สาครเสถียร ซึ่งหาก นายชนกันต์ จะคว้าเก้าอี้ ส.ส.ได้ก็คงต้องหืดขึ้นคอเป็นแน่

อีกทั้งเขตนี้ยังมี พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายกฤษฎา ชูตาลัด ลงชิงเก้าอี้ด้วย รวมทั้ง นายสมชาย สุเรรัมย์ พรรคเศรษฐกิจ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง นายธีรวุฒิ ทับทิมหิน และ พรรคกล้าธรรม นางสาวรุ่งฤดี จะโชนรัมย์ แม้ว่าฐานเสียงจะสู้ นายชนกันต์ และ นายวรพจน์ ไม่ได้ แต่จะสร้างสีสันการแข่งขันในเขตนี้ให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

เขตเลือกตั้งที่ 5 ประกอบด้วย อำเภอนาโพธิ์ อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ อำเภอพุทไธสง และอำเภอคูเมือง (ยกเว้น ตำบลพรสำราญ) เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน  นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี  แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้ว ได้ 47,746 คะแนน  มีฐานคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้นำท้องถิ่น กลุ่มสตรี และ อสม. ลงพื้นที่หาเสียงมาอย่างต่อเนื่อง ศึกคราวนี้ไม่หนัก แม้พรรคเพื่อไทย ส่ง นายให่ม สุขะเดชะ มือกลอง วงไอน้ำ ขณะที่พรรคประชาชน ส่ง นายธนากร  สัมมาสาโก พรรคกล้าธรรม ส่ง นายสมคิด สินไธสง พรรคไทยสร้างไทย ส่ง นายสรุศักดิ์ เลี้ยงผ่องพันธุ์ และ พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง นางพชรพรรณ ลิ้มโฆษิต  ต้องยอมรับว่า หากใครคิดจะโค่น นายโสภณ คงยากพอสมควร

เมื่อดูจากชื่อชั้นของผู้สมัครทั้งหมดแล้ว หากจะสู้ต่อกรกับนายโสภณ คงลำบาก สนามเขตนี้ จึงยกให้นายโสภณ พรรคภูมิใจไทย เป็นตัวยืน เข้าป้ายชัวร์ มีนายใหม่ จากพรรคเพื่อไทย เป็นตัวสอดแทรก ส่วนผู้สมัครจากพรรคอื่น นั้น จะเป็นการแชร์คะแนนแต้มกันไปมากกว่า

เขตเลือกตั้งที่ 6 ประกอบด้วย อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง (เฉพาะตำบลพรสำราญ) อำเภอหนองหงส์ (เฉพาะตำบลไทยสามัคคี ตำบลสระทอง และตำบลเสาเดียว) เขตนี้มีผู้สมัคร 10 คน  เขตนี้นายศักดิ์ ซารมย์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้ว ได้ 35,229 คะแนน โดยอาศัยฐานคะแนนเสียงจากกลุ่มครู กลุ่มผู้นำท้องถิ่น และ อสม. ลงพื้นที่หาเสียงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องพบศึกหนัก เมื่อพรรคเพื่อไทย ส่ง นายประยูร เพ็งจันทร์ อดีตประธานสภา อบจ.บุรีรัมย์ คราวที่แล้วมาอันดับสอง ได้ 20,226 คะแนน พรรคประชาชน ส่ง นายนันทภพ ทองนุ่น พรรคกล้าธรรม ส่ง นายภูวดล ศรีหามาตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง นายสมชาย สุเรรัมย์ ลงชิงชัยด้วย

เมื่อดูจากชื่อชั้นของผู้สมัครทั้งหมดแล้ว สนามเขตนี้น่าจะเป็นการแข่งขันเข้มข้นระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคประชาชน ตามมาห่างๆ ส่วนพรรคอื่นหวังเล็กๆ เป็นตัวสอดแทรก หรือตาอยู่เท่านั้น ท้ายที่แล้ว นายศักดิ์ จากพรรคภูมิใจไทย แชมป์เก่า เข้าป้ายชัวร์

เขตเลือกตั้งที่ 7 ประกอบด้วย อำเภอปะคำ (เฉพาะตำบลไทยเจริญ ตำบลหนองบัว และตำบลโคกมะม่วง) อำเภอโนนสุวรรณ อำเภอนองกี่ และอำเภอหนองหงส์ (เฉพาะตำบลหนองไชยศรี ตำบลห้วยหิน ตำบลเมืองฝ้าย และตำบลสระแก้ว) เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน ซึ่งมี นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน จากพรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ หลายสมัย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้วได้คะแนน 28,685 คะแนน ลงพื้นที่หาเสียงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องพบศึกหนักพอสมควร เมื่อพรรคเพื่อไทย ส่งนายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ลูกชาย ดร.หนูแดง วรรณกางซ้าย อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ หลายสมัย คราวที่แล้วมาเป็นอันดับสอง ได้ 28,470 คะแนน ห่างกันเพียง 215 คะแนน ที่อาศัยฐานเสียงจากกลุ่มวัยรุ่น หวังล้มยักษ์ สนามนี้ ขณะที่พรรคประชาชน ส่งนายณัฏฐชัย สวัสดี ส่วนพรรคกล้าธรรม  ส่ง นายวุฒิชัย สุขพรรณดอน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายคำก่าย กองพร ลงชิงชัยเขตนี้ด้วย

วัดกันปอนด์ต่อปอนด์ หากใครจะเข้าป้ายคงต้องทำการเมืองอย่างหนัก แต่ฐานนิยมส่วนตัวของนายพรชัย ยังมีอยู่เกือบเต็มพื้นที่ ขณะที่นายพรรณธนู ก็ประมาทไม่ได้ เขตนี้โอกาส นายพรชัย จะคว้าเก้าอี้ไปครองก็เป็นไปได้สูง หากไม่แผ่วปลาย ส่วนผู้สมัครคนอื่นคอยสอดแทรก

เขตเลือกตั้งที่ 8 ประกอบด้วย อำเภอนางรอง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ (เฉพาะตำบลเจริญสุข และตำบลถาวร) อำเภอปะคำ (เฉพาะตำบลปะคำ และตำบลหูทำนบ) และอำเภอโนนดินแดง (เฉพาะตำบลโนนดินแดง) เขตนี้มีผู้สมัคร 10 คน มีนายไตรเทพ งามกมล อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย แชมป์เก่า เป็นตัวยืน คราวที่แล้วได้คะแนน 34,429 คะแนน มีฐานเสียงเหนียวแน่นในเขตเทศบาลเมืองนางรอง อ.นางรอง ส่วนคู่แข่ง พรรคเพื่อไทย ส่ง นายวินัย จีนโน คราวที่แล้วสวมเสื้อก้าวไกล มาเป็นอันดับสอง ได้ 23,148 คะแนน  

ขณะพรรคกล้าธรรม ส่งนายสุรศักดิ์ เพชรสว่าง หรือ สจ.ปุ๊ก อดีต สมาชิกสภา อบจ.บุรีรัมย์ คราวที่แล้วสวมเสื้อเพื่อไทย มาเป็นอันดับสาม ได้ 16,600 คะแนน ที่ขยันลงพื้นที่พบปะพี่น้องมาอย่างต่อเนื่อง และอาศัยฐานเสียงจาก นายโสภณ เพชรสว่าง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ นอกจากนี้ยังมี นายเพชร สุพพัตกุล ข้าราชการบำนาญ อดีตนายอำเภอ พรรคประชาชน คอยเป็นก้างขวางคออยู่ ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายธนาศักดิ์ เฉลิมสิทธิวงศา ลงชิงชัยด้วย

เขตนี้ยกให้ นายไตรเทพ แชมป์เก่า มีฐานเสียงเหนียวแน่นในเขตเทศบาลเมืองนางรอง แต่คู่แข่งอย่าง นายวินัย และ นายสุรศักดิ์  ก็ประมาทไม่ได้ ส่วนผู้สมัครคนอื่นคอยสอดแทรก

เขตเลือกตั้งที่ 9 ประกอบด้วย อำเภอโนนดินแดง (ยกเว้น ตำบลโนนดินแดง) อำเภอละหานทราย อำเภอบ้านกรวด (เฉพาะตำบลบ้านกรวด ตำบลปราสาท ตำบลบึงเจริญ ตำบลจันทบเพชร และตำบลหนองไม้งาม) และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ (เฉพาะตำบลยายแย้มวัฒนา ตำบลอีสาณเขต และตำบลตาเป๊ก) เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน  เขตนี้ นายรุ่งโรจน์ ทองศรี น้องชายของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็น ส.ส.มาแล้ว 4 สมัย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้วได้คะแนน 45,095 คะแนน ที่ขยันลงพื้นที่ทำงานการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง มีฐานคะแนนเสียงแน่นในพื้นที่ ส่วนพรรคเพื่อไทย ส่ง นายต่อพงษ์ จีนใจน้ำโยกมาลงเขตนี้ คราวที่แล้ว สวมเสื้อก้าวไกล ลงเขต 10 ขณะที่พรรคประชาชน ส่ง นายเสกสรร สุริยา และ พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายแสวง สีหามาตย์   ลงชิงชัยด้วย สนามเลือกตั้งเขตนี้ นายรุ่งโรจน์ น่าจะรักษาแชมป์ได้ไม่ยาก โดยมีนายต่อพงษ์  อาจจะเป็นตัวสอดแทรก

เขตเลือกตั้งที่ 10 ประกอบด้วย อำเภอประโคนชัย (ยกเว้นตำบลไพศาล) อำเภอบ้านกรวด (เฉพาะตำบลเขาดินเหนือ ตำบลโนนเจริญ ตำบลหินลาด และตำบลสายตะกู) เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน มีนายจักรกฤษณ์ ทองศรี อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ ลูกชายนายเพิ่มพูน ทองศรี นายกเทศมนตรีเมืองประโคนชัย หลานชายนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้ว ได้ 39,006 คะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทย ส่ง นายจำรัส เวียงสงค์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ คราวที่แล้วมาเป็นอันดับสาม ได้ 15,879 คะแนน  ขณะที่พรรคไทยประชาธิปัตย์ ส่งนายภูมิสิทธิ์ มาประจง พรรคประชาชน ส่ง นายณัฐพงศ์ แสนโคตร ส่วนพรรคกล้าธรรม  พรรคไทยสร้างไทย ส่งนายอิทธิศักดิ์ ปาทาน หวังลึกๆเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  

เขตนี้ชื่อชั้นของ”จักรกฤษณ์ ทองศรี” ลงสนามการเมืองระดับชาติครั้งที่ห้า ดีกรีปริญญาโท รัฐศาสตร์ แต่ตระกูล “ทองศรี” เป็นลูกพี่ลูกน้องของนายเนวิน ชิดชอบ และ มีฐานเสียงแข็งแกร่งมากในอำเภอประโคนชัย ที่ ตระกูลทองศรี ยึดครองมาตลอดผนวกกับอำเภอบ้านกรวด บางส่วนเป็นฐานเสียงแน่นของภูมิใจไทย เชื่อแน่ว่า นายจักรกฤษณ์ จะเข้าวินชัวร์     

ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์โดยภาพรวม กับการเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง วัดผลต่างได้เสีย ทั้งจากฐานคะแนนนิยมส่วนตัว และพรรคการเมืองแล้ว โอกาสของพรรคภูมิใจไทย ที่จะคว้าเก้าอี้ ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 ที่นั่ง นั้น น่าจะลอยลำเข้าป้ายชัวร์ เพราะพรรคการเมืองคู่แข่งในพื้นที่ ที่หวังเจาะฐานที่มั่น “ตระกูลชิดชอบ” ให้สั่นคลอน เป็นไปได้ยาก ลำบากมาก

ศึกเลือกตั้ง ในครั้งนี้ เชื่อได้เลยว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะกวาด ส.ส.บุรีรัมย์ได้ทั้ง 10 เขต อย่างแน่นอน พรรคการเมืองอื่น ไม่สามารถเจาะค่ายกลอำนาจเก่าของ “ตระกูล ชิดชอบ” ได้

ท้ายที่สุดแล้ว ผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปใด คงต้องรอในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  นี้ จะเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่า พี่น้องประชาชนชาวบุรีรัมย์ จะเลือกใครเป็น สส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 คน เข้ามาเป็นปากเสียงในสภาผู้ทรงเกียรติ ครั้งนี้

ดร.นิว วิพากษ์วาทกรรม ใบอนุญาตที่ 2 ของหมอผีทางการเมือง ธนาธร-ปิยบุตร

ดร.นิว วิพากษ์วาทกรรม ใบอนุญาตที่ 2 ของหมอผีทางการเมือง ธนาธร-ปิยบุตร

ดร.นิว วิพากษ์วาทกรรม ใบอนุญาตที่ 2 ของหมอผีทางการเมือง ธนาธร-ปิยบุตร

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.39 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ว่า นี่อนาคตใหม่หรือไสยศาสตร์ทางการเมืองกันแน่?

รู้สึกอย่างไรครับกับวาทกรรม “ใบอนุญาตที่ 2 ในการจัดตั้งรัฐบาล” ของหมอผีทางการเมืองที่ชื่อธนาธรกับปิยบุตร? แต่ไหนแต่ไรมา หมอผีทางการเมืองสองตนนี้ก็เล่นไสยศาสตร์ทางการเมืองมาโดยตลอด สร้างวาทกรรมบิดเบือนมอมเมาประชาชน ดุจสร้างผีขึ้นมาหลอกประชาชน คอยชี้นำทางความคิดราวกับประชาชนเป็นไพร่เป็นทาส แต่ละวาทกรรมล้วนดูถูกสติปัญญาคนที่เลือกพรรคส้มทั้งสิ้น

ถ้านายธนาธรกับนายปิยบุตรจะบอกว่ามี “ใบอนุญาตที่ 2 ในการจัดตั้งรัฐบาล” นายธนาธรกับนายปิยบุตรกล้าที่จะตอบไหมว่าพรรคการเมืองใดนะที่มันสนับสนุนให้คุณอนุทินจัดตั้งรัฐบาล กระทั่งยอมโหวตแบบสูญเปล่าให้คุณอนุทินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย มันก็พรรคส้มของพวกคุณมิใช่หรือ? แล้วแบบนี้พวกคุณหรือเปล่าที่เป็นเจ้าของ “ใบอนุญาตที่ 2 ในการจัดตั้งรัฐบาล” เสียเอง?

เห็นชัดว่าการเมืองใหม่ของพรรคส้มที่ชอบอ้างประชาชนก็เป็นแค่การสาดโคลนแบบเดิมๆ เพียงแต่เล่นลิ้นลมปากด้วยสำนวนอันแปลกใหม่แล้วกระพือทางโซเชียลมีเดีย สร้างวาทกรรมแต่ละครั้ง พอมีคนโต้จนกะลาแตกก็เงียบ แล้วก็รอจังหวะสร้างวาทกรรมใหม่ ความละอายใจเคยมีบ้างหรือไม่? แบบนี้เขาเรียกว่าไม่มีวุฒิภาวะและขาดความรับผิดชอบทางการเมือง เพราะมีแต่สร้างความแตกแยกเรี่ยราด

นายธนาธรเป็นคนดีหรือครับ? ผมคิดว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ง่ายมากๆ ลองไตร่ตรองด้วยจิตสำนึก การอ้างความเท่าเทียม อ้างคนเท่ากัน แล้วยัดเยียดอุดมการณ์ชูสามนิ้วให้ลูกของชาวบ้าน ลูกของประชาชน ดังเช่น “สู้เป็นไทถอยเป็นทาส” กระทั่งนำไปสู่การติดคุก ทว่าลูกของธนาธรกลับอยู่บนหอคอยงาช้าง โดยไม่ได้รับการยัดเยียดในแบบเดียวกัน มีแต่สนับสนุนลูกตัวเองให้ติดทีมชาติ

จากประเด็นนี้ เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะเข้าใจได้ชัดเจนว่านายธนาธรมองประชาชนเป็นตัวอะไร? การที่นายธนาธรยัดเยียดภาระอุดมการณ์ชูสามนิ้วให้ลูกชาวบ้าน ลูกของประชาชน ขณะที่ลูกของตัวเองเป็นเทวดาไม่ต้องแบกรับภาระดังกล่าว มันก็พิสูจน์ชัดเจนอยู่แล้วว่าวาทกรรมคนเท่ากันที่นายธนาธรชอบพล่ามนั้นโกหก ลูกของนายธนาธรเป็นเทวดาก็เพราะนายธนาธรมองตัวเองเป็นเทวดา

สุดท้ายนี้ นอกจากเหตุให้พรรคกู้ยืมเงิน 191.2 ล้าน จนทำพรรคถูกยุบ ถ้ามองทางกายภาพอาจเรียกได้ว่าพรรคประชาชนใต้อุ้งตีนธนาธรหรือไม่? เพราะพรรคประชาชนอยู่ชั้น 4 ขณะที่คณะก้าวหน้าของนายธนาธรอยู่ชั้น 5 ของตึกเดียวกัน ซึ่งสะท้อนจิตใต้สำนึกว่านายธนาธรมองประชาชนอยู่ใต้อุ้งเท้าของเขาหรือเปล่า? การเมืองใหม่ที่นายปิยบุตรอ้าง แท้จริงแล้วก็แค่นายทุนรายใหม่เท่านั้น

ดร.ศุภณัฐ

29 มกราคม พ.ศ. 2569

#ประชาธิปไตยTheseries by ดร.ศุภณัฐ

เจาะลึกโพลใหญ่สวนดุสิต ก่อนการเลือกตั้ง 8 กพ 69 พรรคไหนเข้าวิน

เจาะลึกโพลใหญ่สวนดุสิต ก่อนการเลือกตั้ง 8 กพ 69 พรรคไหนเข้าวิน

เจาะลึกโพลใหญ่สวนดุสิต ก่อนการเลือกตั้ง 8 กพ 69 พรรคไหนเข้าวิน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

วันนี้ 30 มกราคม พ.ศ. 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง  8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 26,621 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามภูมิภาคหลักของประเทศ กำหนดสัดส่วนตามโครงสร้างประชากรจริง เก็บข้อมูลแบบภาคสนาม (100%) ระหว่างวันที่ 16-28 มกราคม 2569 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)

1.พรรคประชาชน      35.99%

2.พรรคเพื่อไทย       22.13%

3.พรรคภูมิใจไทย     18.92%

4.พรรคประชาธิปัตย์   10.16%

5.พรรคกล้าธรรม      2.40%

6.อื่น ๆ                  5.93%

7.ยังไม่ได้ตัดสินใจ   4.47%

2. ประชาชนจะเลือก สส.เขต สังกัดพรรคใด

1.พรรคประชาชน      33.46%

2.พรรคเพื่อไทย       21.52%

3.พรรคภูมิใจไทย     20.60%

4.พรรคประชาธิปัตย์   8.13%

5.พรรคกล้าธรรม     3.41%

6.อื่น ๆ                  9.50%

7.ยังไม่ได้ตัดสินใจ   3.38%

3. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

1.ณัฐพงษ์ (ปชน.)        35.07%

2.ยศชนัน (พท.)          21.53%

3.อนุทิน (ภท.)           16.11%

4.อภิสิทธิ์ (ปชป.)       12.97%

5.ร.อ.ธรรมนัส (กธ.)    3.61%

6.อื่น ๆ                     8.49% 

7.ยังไม่ตัดสินใจ         2.2%

 สวนดุสิตโพล

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 26,621 คน (สำรวจทางภาคสนาม 100%) ระหว่างวันที่ 16-28 มกราคม 2569 พบว่า  พรรคการเมืองแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.92  ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.46 รองลงมาคือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 21.52 เพื่อไทย ร้อยละ 20.60 และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.07 รองลงมาคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 21.53 และนายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.11

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสะท้อนว่าพรรคประชาชนยังคง นำในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ผลโพลเป็นความคิดเห็นของประชาชน ณ ขณะนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิของประชาชนในวันเลือกตั้ง หากประชาชนต้องการให้ผลเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิ ให้มากที่สุดตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะคำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ผลโพล แต่อยู่ที่คูหาเลือกตั้งของประชาชนทุกคน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก สวนดุสิตโพล

ฟัน‘สุภัทร’ไม่เกี่ยวภท. ‘หนู’ขออย่าโยงมั่ว

ฟัน‘สุภัทร’ไม่เกี่ยวภท.  ‘หนู’ขออย่าโยงมั่ว

ฟัน‘สุภัทร’ไม่เกี่ยวภท. ‘หนู’ขออย่าโยงมั่ว

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟัน‘สุภัทร’ไม่เกี่ยวภท. ‘หนู’ขออย่าโยงมั่ว ไม่เคยสั่งการอะไร เจ้าตัวอ้างถูกรังแก

“อนุทิน” ชี้เชือด “หมอสุภัทร” ปชน.ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย วอนอย่าโยงเป็นเรื่องการเมือง ด้านหมอสุภัทร กระหน่ำไม่ยั้งโดนรังแก

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการ ออกมาแนะนำนายกฯให้กระทรวงสาธารณสุข หยุดการปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต2 สังกัดพรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงการเลือกตั้งเพราะจะมีผลเสียมากกว่าผลดีว่า ตนไม่ได้รับรู้รับทราบเรื่องพวกนี้ นอกจากรับทราบจากทางข่าวสารและการพูดถึง ตนออกจากกระทรวงสาธารณสุขมาหลายปีแล้ว และที่ตนได้พบกับรมว.สาธารณสุขในงานเมื่อคืนวันที่ 28 ม.ค.ตนได้สอบถาม ซึ่งรัฐมนตรีบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีเรื่องของการเมือง ตนคิดว่าอาจารย์ปริญญาที่บอกว่าให้เราถอยเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพรรคภูมิใจไทย อาจารย์ปริญญาก็เป็นอาจารย์ ก็น่าจะทราบและมีความรู้ทางด้านกฎหมายดีว่าตรงไหนที่ฝ่ายการเมืองทำได้ ตรงไหนทำไม่ได้ ยิ่งตอนนี้เราเป็นรัฐบาลยิ่งไปมีความเกี่ยวข้องอะไรไม่ได้ใหญ่เลย ตนไม่เคยข้องแวะข้องเกี่ยวหรือไม่ได้ไปสั่งการใดๆในเรื่องของงานประจำ ที่ไม่ใช่นโยบายที่จะให้ปลดข้าราชการจำเพาะเจาะจง แบบนี้ให้ไม่ได้อยู่แล้วมันผิดอยู่แล้ว

นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายที่บอกว่าให้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือประชาชนทั่วไป อันนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลตน ตนถึงได้ใช้คำว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ผู้สื่อข่าวต้องอย่าลืมด้วยตนดำเนินแนวทางนี้มาตลอด มันถึงสามารถดำเนินคดีกับทุกคนที่ทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งล่าสุดมีการจับกุมระดับผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงด้วย ที่ไปมีส่วนร่วมกับการขุดบิตคอยน์ ซึ่งตนไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมีรายงานมาตนก็รับทราบ ใครผิดใครถูกก็ดำเนินการเต็มที่ เมื่อถามว่า นายกฯไม่ห่วงว่าจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยลดลงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย ตนจะไปห่วงได้อย่างไร มันเป็นความพยายามที่จะนำไปเกี่ยวโยงมากกว่า คนที่นำไปเกี่ยวโยงก็คือคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าไม่เกี่ยวเลย พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คุมกระทรวงสาธารณสุขมา2ปีกว่าแล้ว เพิ่งเข้าไปแค่3เดือน ถ้าจะว่าไปแล้วสืบสวนสอบสวนข้าราชการกระทำผิดอะไรใดๆ ที่จะต้องเข้าออกสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งกว่าจะเข้าออกได้ต้องดูว่ามันเกิดขึ้นสมัยไหน ไม่ใช่ทำได้ภายใน 3-4 เดือน แล้วอยู่ดีๆจะมาบอกว่าคนที่จะต้องไปสั่งห้ามไม่ให้เข้าแล้วเราจะไปรู้ได้อย่างไร

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า อย่าเอามานับญาติหรือข้องแวะอะไรกับตนเลย ตนแม้ว่าออกมาจากกระทรวง3เดือน ถามปลัดฯถามอธิบดีได้เลยว่าเคยเห็นหน้าตนไหม เคยต้องมารายงานหรือมาติดต่ออะไรกับตนไหม ไม่มีเลย ตนกลับมาอีกที3เดือนหลังจากนั้นตนก็มาทำหน้าที่ของตน โดยทำหน้าที่รมว.มหาดไทย สำหรับตนมืออาชีพอยู่แล้วไม่ต้องห่วงหรอก

ด้านนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคประชาชน ได้โพสต์ facebook ว่า “สั้นๆ ว่าด้วย ATK เราจะยังเลือกอนุทินเป็นนายกอีกหรือ …..เวลามีค่าสำหรับผู้สมัคร สส..อย่างผม ที่มีแต่สองเท้าและหัวใจ ที่จะเดินแนะนำตัวไปหาพี่น้องคนหาดใหญ่ จึงไม่มีเวลาตอบโต้ข่าว ผมมีประเด็นสั้นๆ ที่สำคัญ คือ 1.ผมยืนยันว่า การจัดซื้อจัดจ้าง ATK เป็นไปตามระเบียบ ว115 และ พ.ร.บ.พัสดุ 2560 มาตรา 56(2)ง ในสถานการณ์ภัยพิบัติโควิด ซื้อของมาใช้ก่อน ต่อรองราคาเต็มที่ได้ชิ้นละ 230 บาทจนถูกกว่าที่ สธ.ซื้อ แล้วค่อยกลับมาทำเอกสารภายหลัง สธ.ก็ทราบ แต่จะลงโทษให้ได้ รมต.พัฒนาถึงต้องลงมือโหวตเองฟันผมให้ได้ เอกสารหลักฐานก็ไม่กล้าเปิดเผย อ้างความลับราชการ

2.หมอเอกภพ แห่งภูมิใจไทย ออกมาบอกว่าผมซื้อแพง สธ.ซื้อได้ที่ 70 บาท แต่นั่นยี่ห้อ Lepu เกรด C มาเทียบ StandardQ เกรดA ได้ไง กระบวนประมูล ATK 8.5 ล้านชิ้นของ สธ. ก็เทามาก บริษัทออสแลนด์ประมูลได้ แต่ตอนเซ็นสัญญาเป็นณุศาสิริ เรียน วปอ.กับนายกอนุทิน และต่อมาก็มาขายกัญชาระดับประเทศ นี่คือความเทาที่แพทย์ชนบทขวางไม่สำเร็จ 3.ในพื้นที่หาดใหญ่มีกระแสปั่นว่า หมอทุจริต หมอโกง ATK ผมถูกปลดแล้ว หมดสิทธิ์ลง สส.ให้เลือกพรรคสีอื่นคะแนนจะได้ไม่ตกน้ำ ปั่นกันจริงจัง หวังเตะตัดขา ให้คนสับสน ไม่ให้ผมเข้าสภา คนสับสนมากพอสมควร วิชามารมาทุกรูปแบบ

“12 วันสุดท้าย สกัดกันตั้งแต่ระดับชาติจนระดับพื้นที่กันเลยทีเดียว ต้องบอกว่า “มันส์จริงๆ” แต่ในวิกฤตมีโอกาส ยามฟ้ามืดมีแสงดาว ผู้คนทั่วประเทศกำลังช่วยกันชี้ความจริงบอกความเห็น กระแสตีกลับ คนรู้จักผมและสนับสนุนพรรคประชาชนเพิ่มขึ้นอีกมากในชั่วข้ามคืน เรามีเพียง 2 ทางเลือก นี่เราจะเลือกภูมิใจไทยเอาอนุทินมาเป็นนายกอีกหรือ โควิดกระจอก ประเทศไทยจะไปไหวไหม เราต้องการรัฐบาลที่ทรงพลังในการนำพาประเทศไปข้างหน้า และพรรคที่พร้อมที่สุดก็คือพรรคประชาชน” นพ.สุภัทร โพสต์

ขณะที่ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อดีตกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มาดูกันใครโกหก !!!!

พี่สุภัทรและกลุ่มแพทย์(อ้างชนบท) อ้างมาตลอด และทำให้คนเชื่อมาตลอดว่า ATK ที่เขาซื้อถูกกว่ากระทรวงสาธารณสุขซื้อ ผมมีหลักฐานว่าในช่วงเวลาเดียวกัน…กระทรวงสาธารณสุข ซื้อ ATK ยี่ห้อ Standard Q จากบริษัท เอ็มพี กรุ๊ป ในราคา 180 บาท/ชุด ไหนครับเอกสารที่อ้างว่า รพ.จะนะ ซื้อถูกกว่า ?!!!! โพสต์โดย เอกภพ เพียรพิเศษ 288/9 ม.3 ต.รอบเวียง อ.เมือง เชียงราย จำนวน 1ชุด ตามวันและเวลาที่ปรากฏ

ทั้งนี้ นพ.เอกภพ ยังได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ “แนวหน้าออนไลน์” ว่า “เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารรายงานการจัดซื้อของกระทรวงสาธารณสุข โดยในรายการจัดซื้อดังกล่าว ระบุว่าจัดซื้อจากบริษัท เอ็มพี กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งในขณะนี้ บริษัท เอ็มพีกรุ๊ปฯ นำเข้า ATK ยี่ห้อ Standard Q ยี่ห้อเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ การจัดซื้อของโรงพยาบาลจะนะ ผ่านบริษัทบริษัท นำวิวัฒน์ฯ ทางบริษัท นำวิวัฒน์ฯ ก็ซื้อจากเอ็มพีกรุ๊ปฯ เช่นกัน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เงินในกองทุน 2.8 ล้านล้านบาท ไม่ใช่เงินของรัฐไม่ใช่เงินของนักการเมืองคนไหน แต่เป็นเงินของผู้ประกันตนทุกคน เราต้องไม่ให้เงินนี้ถูกบริหารโดยคนที่ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความรู้ความสามารถที่เพียงพอ และบริหารโดยความไม่โปร่งใส”

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

‘ชูวิทย์’ขยี้ซ้ำเปิดหลักฐานสีเทา ทิ้งบอมบ์‘ปชน.’ แฉส่งสมัครสส.ไม่คัดกรอง

‘ชูวิทย์’ขยี้ซ้ำเปิดหลักฐานสีเทา  ทิ้งบอมบ์‘ปชน.’  แฉส่งสมัครสส.ไม่คัดกรอง

‘ชูวิทย์’ขยี้ซ้ำเปิดหลักฐานสีเทา ทิ้งบอมบ์‘ปชน.’ แฉส่งสมัครสส.ไม่คัดกรอง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชูวิทย์’ขยี้ซ้ำเปิดหลักฐานสีเทา ทิ้งบอมบ์‘ปชน.’ แฉส่งสมัครสส.ไม่คัดกรอง ซัด‘สนิมเกิดจากเนื้อในส้ม’ ‘อภิสิทธิ์’ยกทัพลุยกรุงเก่า

ชูวิทย์” มาตามนัด ตั้งโต๊ะเปิดหลักฐานสีเทาทิ้งบอมบ์ปชน.’         แฉส่งผู้สมัครโดยไม่มีการคัดกรอง มีปัญหาจริยธรรมอย่างรุนแรง พร้อมหั่นส้มโชว์ซัดสนิมเกิดจากเนื้อใน‘    เตือนหยุดหาเสียงปลุกความเกลียดชัง  ด้านอภิสิทธิ์ลงพื้นที่กรุงเก่า โวลั่น ปชป.ตั้งใจเข้ามาคุมเกมทิศทางรัฐบาล ด้าน ภท.เดินสายคุยเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ’ ย้ำนโยบายไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่โรงแรมเดวิด สุขุมวิท นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์  อดีตนักการเมืองชื่อดังตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงพรรคประชาชนที่มีสส.สีเทาอยู่ในพรรคโดยนายชูวิทย์ นำป้ายคำว่า “ราษฎรเต็มขั้น”มาวางไว้บนโต๊ะ และโหลใส่ผลส้มแปะข้อความ “สีเทา” และบลูเบอร์รี่สตรอว์เบอรี่ พร้อมกระถางธูปเทียน และขึ้นข้อความ “การเมืองเป็นเรื่องของเรา รู้ทันนักการเมืองก่อนไปเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569”

‘ชูวิทย์’ตั้งโต๊ะแถลงสับพรรคส้ม

นายชูวิทย์กล่าวว่าครั้งก่อนที่แถลงไป มีคนมาต่อว่า ว่าไม่มีหลักฐาน ครั้งนี้ตนจะพูดให้ฟัง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของเรา เราต้องรู้ทันนักการเมือง วันนี้จะแสดงให้เห็น เพราะตนเป็นคน
รักส้ม เราไม่เอาการเมืองเก่า เราอยากทำอนาคตให้ลูกหลาน ข้อมูลทั้งหมดในวันนี้ในฐานะราษฎรเต็มขั้น คนในพรรคส้มเป็นคนส่งมาให้เพื่อยืนยันว่ามันเป็นตามที่พูด หลังหลายฝ่ายอ้างว่าตนพูดแล้วไม่มีหลักฐาน

เปิดคลิปเสียงผู้สมัคร-บิ๊กตำรวจ

จากนั้นนายชูวิทย์ได้เขียนในกระดาน 10 คนใต้ นอมินีคุมตำรวจ และเปิดคลิปเสียง 2 ผู้สมัครสส.และบิ๊กตำรวจที่พูดถึงเรื่องกระบวนการหาเสียง และกระบวนการทำให้ได้มาซึ่งสส.ในภาคใต้ มาเปิดให้ฟังว่านี่คือหลักฐาน เพราะคนพูดไปว่าตนไม่มีหลักฐานพอใจแล้วหรือยัง

ซัดยับ‘สนิมเกิดจากเนื้อในส้ม’

นายชูวิทย์ได้ล้วงโหลและหยิบผลส้มที่มีหมายเลข 6 ออกมา โดยเป็นผู้สมัครพรรคประชาชนภาคเหนือ และกล่าวว่า ผู้สมัครพรรคประชาชนคนหนึ่ง เป็นผู้สมัครจังหวัดแพร่ มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่และมีอายุไม่ถึง 35 ปี ต่อมากลับถูกปลดออกจากรองนายกเทศมนตรี พร้อมบอกว่า เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการแต่กลับลงสมัครตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ซึ่งเป็นการขาดคุณสมบัติ ถามว่าจริยธรรมและการคัดสรร สส. ได้มีการตรวจสอบหรือไม่ เรื่องนี้คุณไม่ได้ตรวจรับมาไม่ได้ดูอะไรเลย“สนิมเกิดจากเนื้อในส้ม” ยืนยันตนเป็นด้อมส้มตัวจริง
แต่แค่มาสอน อย่าต้องให้ลงไม้ลงมือการสั่งสอนของราษฎรใหม่แบบตนนั้น เพื่อทำให้พรรคการเมืองต่างๆไม่สร้างความแตกแยก สร้างความเกลียดชัง โกรธแค้นให้กับประชาชน ไม่เอาวิธีการแบบนี้ เราไม่หาเสียงแบบนั้น เราหาเสียงด้วยเหตุผลการคัดสรรคนมีปัญหาอย่างรุนแรง

สิ่งที่อยากจะพูดให้ทุกคนฟังคือการคัดสรรของพรรคประชาชนมีปัญหาอย่างรุนแรง เจอเทาเข้ม เทาอ่อน เทากลาง เรื่องผิดจริยธรรมไม่ได้สืบเลยเหรอ ขอพูดว่าแค่การดูแลผู้สมัคร 500 คนยังมีปัญหา นับประสาอะไรกับการดูแลคนทั้งประเทศ ตนพูดจากเอกสาร หลักฐาน จะมาว่าไม่ได้ว่า ตนไม่มีหลักฐาน หรือเอกสารก่อนต่อ มานายชูวิทย์ได้นำมีดออกมาหั่นผลส้ม ออกเป็น 2 ซีก และบอกว่า“ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน”และคั้นน้ำส้มออกมา และบอกว่า “จะไปดูแลใครได้ เดี๋ยวก็ปลดออกอีกไม่ทำเดี๋ยวก็มีคนร้อง และต้องเสียเงินเลือกตั้งอีก” และดื่มน้ำส้มในแก้วดังกล่าวจนหมดแก้ว

นายชูวิทย์กล่าวด้วยว่า เมื่อพรรคส้มพูดถึงสถาบันไม่ได้ก็พูดถึงกองทัพ แต่ตนขอบอกว่าทุกสถาบันต้องมีกองทัพ เมื่อเล่นกองทัพไม่ได้ ในปี’69 ก็มาเล่นที่รัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกต
คุณเคยพูดถึงปากท้องประชาชนหรือไม่ ตนไม่อยากไปทะเลาะ ส่วนการพูดว่าไม่ได้เป็นรัฐบาลนั้น ตนคิดว่าวิธีการหาเสียงของพรรคแบบนี้มันทำให้ครั้งหน้าคุณ
ไม่ได้เป็นรัฐบาลอีก

ของใหม่ที่อันตราย/ยังมีเน่าอีกเยอะ

“คุณเป็นของใหม่ที่อันตรายในการกระทำของคุณ คุณทำอะไรไม่ได้ เพราะยังมีเน่าอีกเยอะ ใครไปบังคับคุณว่าต้องรับคนนั้นนี่ เหมือนเด็กงอแงลูกคนรวยที่เอาแต่ใจตัวเอง จะเอาอย่างนั้นอย่างนู้นให้ได้และโทษคนอื่น ทั้งที่ผ่านมา ใครเป็นคนทำให้คุณถูกยุบเป็นคุณเองทั้งนั้น และครั้งที่ 3 คุณได้เป็นรัฐบาล เพราะคลิปเสียงดังขึ้น ทำไมถึงยังไม่เป็นรัฐบาล แต่กลับยกให้นายอนุทินเป็น”

ในช่วงท้าย นายชูวิทย์ ได้เปิดคลิปวิดีโอที่มีการเบลอหน้า พร้อมบอกว่า ถ้าไม่หาเสียงในรูปแบบนี้ตนคงไม่ออกมาเปิดคลิปนี้ หากใครถามว่าทำไมไม่เปิดให้เห็นหน้า เพราะตนมีจริยธรรมหากเปิดไปคุณเสียหาย ก็เหมือนเป็นการกลั่นแกล้ง ที่ทำให้คุณไม่ได้คะแนน ตนขอแลกกันกับการไม่สร้างความแตกแยกในโค้งสุดท้าย หากสร้างความแตกแยก จะไปหาเสียงยังไงก็พูดเลย

‘อภิสิทธิ์’ลงหาเสียงเมืองกรุงเก่า

ที่จ.พระนครศรีอยุธยา นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวกรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นโดยมีไฮไลท์สำคัญคือภาพความประทับใจเมื่อ“น้องแทนไท” เยาวชนวัย 16 ปี นำภาพถ่ายคู่กับคุณอภิสิทธิ์เมื่อครั้งตนเองอายุเพียง 3 ขวบมาให้ชมพร้อมเล่าอย่างตื้นตันใจว่าเคยได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ในงานสัปดาห์หนังสือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พอทราบข่าวว่านายอภิสิทธิ์จะมาอยุธยาเลยมารอพบให้กำลำลังใจ

ยกระดับอยุธยาด้วยพลังท้องถิ่น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า ต้องการดึงศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวทาง “กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” เพื่อให้คนในพื้นที่ที่มีความเข้าใจปัญหาดีที่สุดสามารถบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาการท่องเที่ยวได้แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)ลดความซ้ำซ้อนระหว่างกระทรวง ในส่วนของรัฐบาลกลาง ตนพร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ“ระบบราง”เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปวางแผนต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตอกย้ำการเมืองสุจริตคือหัวใจ

เมื่อถามถึงประเด็นการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนให้คำมั่นชัดเจนถึงจุดยืน การเมืองสุจริต ตนได้ร่วมกับพี่น้องภาคใต้ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างจริงจัง พร้อมตั้งเป้าหมายนำพรรคประชาธิปัตย์เข้ามากำกับทิศทางรัฐบาลให้เป็น รัฐบาลแห่งความซื่อสัตย์ ที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่สร้างความขัดแย้งในสังคม

“วันนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจ ก็คือเราจะเข้ามาคุมเกมในเรื่องของทิศทางของรัฐบาล ให้เป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ ให้เป็นรัฐบาลที่ยึดประโยชน์ของส่วนรวม ให้เป็นรัฐบาลที่ไม่สร้างความแตกแยก ซึ่งจะทำให้เราสามารถที่จะผลักดันนโยบายสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ตกลงคนใต้ใครซื้อเสียงไล่พ้นภาค

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มีกระแสข่าวการทุจริตซื้อเสียงอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้อีกครั้งว่า ครั้งสุดท้ายที่ตนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ตนได้ตกลงกับคนใต้แล้วว่าจะไล่คนซื้อเสียงออกจากภาคใต้

ชวนฟังปราศรัยใหญ่ภาคใต้3วันรวด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในช่วงต้นเดือนหน้าจะลงพื้นที่ไปปราศรัยใหญ่ เพื่อย้ำในพื้นที่ภาคใต้ โดยขอเชิญชวนประชาชนให้มารับฟังการปราศรัยโดยในวันที่ 1 กุมภาพันธ์จะปราศรัยในพื้นที่นครศรีธรรมราช วันที่ 2 กุมภาพันธ์จะปราศรัยที่สงขลา และวันที่ 3 กุมภาพันธ์จะปราศรัยที่ตรังและพัทลุง พร้อมกับระบุว่าเราจะเดินทางไปให้ทั่วถึงให้ได้มากที่สุด แม้กระทั่งในพื้นที่กรุงเทพฯ วันนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจ คือจะเข้าไปคุมเกม ทิศทางรัฐบาล ให้เป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ และยึดประโยชน์ของส่วนรวมไม่สร้างความแตกแยก และสามารถที่จะผลักดันนโยบายให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ได้

ปลื้มโพลกทม.ปชป.ดีขึ้นมาก

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ตรงกับโพลว่าตนสอบถามจากคนที่รู้การทำโพลเป็นรายเขตทราบว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯดีขึ้นมาก บางเขตมีโอกาสชนะชัดเจนขณะที่อีกหลายเขตมีความเป็นไปได้ที่จะชนะดังนั้นข้อมูลที่ตนติดตามสอดคล้องกับสิ่งที่สัมผัสอยู่

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยในพื้นที่กทม.ออกยุทธศาสตร์ไม่เลือกเราเขามาแน่นั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตนได้ถามคนที่ทำโพลเป็นรายเขตพบว่าไม่ได้เป็นไปอย่างฝ่ายที่พยายามบอกว่าต้องเลือกสีน้ำเงินแต่เป็นตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ถ้าเลือกสีน้ำเงิน มีโอกาสที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งเหมือนครั้งที่แล้วเพราะฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์โดยธรรมชาติมีมากกว่าตั้งแต่ต้น ขณะนี้คะแนนพรรคประชาธิปัตย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

‘ชวน’ล่องใต้หาเสียงปัตตานี

ที่สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี นาย ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยน.ส.พิมพ์รพี พันธุวิชาติกุล และนายสาคร เกี่ยวข้อง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงเลือกตั้ง โดยคณะได้เดินทางไปพบปะประชาชนที่สมาคมฮกเกี้ยน ก่อนขึ้นรถแห่ปราศรัยไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์โดยขอให้กาเลือกทั้ง 2 ใบยกจังหวัด เพื่อให้พรรคมีจำนวน สส. เพียงพอในการเข้าไปทำหน้าที่ในสภาและร่วมขับเคลื่อนนโยบายกับภาคส่วนต่างๆในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและการปราบปรามทุนสีเทา

ปลุกศรัทธา‘การเมืองสุจริต’

โดยนายชวนกล่าวว่าในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้เพียงมาหาเสียง แต่มาเพื่อวางมาตรฐานทางจริยธรรม อีกทั้งปัญหาความไม่สงบและความเหลื่อมล้ำที่กัดกินพื้นที่ชายแดนใต้มาอย่างยาวนานนั้น จำเป็นต้องแก้ด้วยกลไกการเมืองที่ยึดหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ

“ความสุจริต คือ รากฐานของความไว้วางใจความไว้วางใจนี้เองคือปัจจัยสำคัญที่จะหลอมรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข“นายชวนกล่าว

ปชป.หวังดึง‘พลังเงียบ’คืนถิ่น

ภาพลักษณ์ความขัดแย้งภายในพรรคดูจะจางหายไป เมื่อทัพประชาธิปัตย์แสดงสัญญาณเอกภาพอย่างชัดเจนในการเยือนครั้งนี้ โดยมีการผนึกกำลังของนักการเมืองหลากรุ่นที่ตบเท้าเข้าร่วมคณะอย่างพร้อมเพรียง

ดร.พิมพ์รพี พันธุวิชาติกุล แกนนำคนสำคัญจากกระบี่ระบุว่าการลงพื้นที่ของ “นายหัวชวน” ครั้งนี้ว่ามีนัยลึกซึ้งเป็นการเดินเกมเพื่อดึงศรัทธากลุ่ม “พลังเงียบ” (Silent Majority) และชนชั้นกลางในเขตเมือง ที่เบื่อหน่ายวาทกรรมทางการเมืองและกำลังมองหา “เสถียรภาพ” การยึดโยงภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์และการตรวจสอบได้ของนายชวนถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างในสนามเลือกตั้งที่ดุเดือด

‘หนู’ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด

เมื่อเวลา 09.05 น. ที่รร.วอลดอร์ฟแอสโทเรีย กรุงเทพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการร้องเรียนชื่อบุคคลอื่นเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านในหลายพื้นที่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งการเลือกจะตรวจสอบทะเบียนราษฎรว่าต้องมีอยู่แล้วตอนที่กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบก็ถูกกล่าวหาว่าตรวจสอบมากเกินไปและใช้เวลานานทำให้ประชาชนเดือดร้อนพอมีชื่อผีเข้ามาในทะเบียนก็เรียกร้องว่าทำไมมหาดไทยไม่ตรวจสอบ เรามีไทม์ไลน์เรื่องนี้และมีรายชื่ออยู่แล้วเช่นกรณีที่จะต้องจ่ายเงินเยียวยาประชาชน ต้อง
ตรวจสอบรายชื่อซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมี 5% ที่ตกหล่นไปบ้างหรือประเมินความเสียหายไม่เสร็จโดยกระทรวงมหาดไทยติดตามอยู่ตลอด

วอนอย่าผูกโยงลต.-ยังไม่พบผิดปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่าชื่อผีที่เข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านคนอื่นอยู่ในช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นการผูกเรื่องกันไปเองทั้งนั้นตนทำงานในฐานะนายกฯและรมว.มหาดไทย แยกแยะเรื่องพวกนี้ได้ ไม่มีคำว่าเลือกตั้งหรือหาคะแนน ไม่มีคำว่าพวกเราหรือพวกเขา ตนไม่มีนับญาติ ใครเคยเห็นว่านับญาติกับใครบ้างไม่ว่าจะกับคนไทยหรือคนต่างชาติ เวลาทำงานตามหน้าที่ส่วนช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพบมีเรื่องใดที่เคลื่อนไหวผิดปกติหรือไม่  นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี ทุกคนทำตามหน้าที่และบทบาทของตัวเอง

โยน‘พิพัฒน์’แจงยุปชช.เลือกฝ่ายรักชาติ

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิไทย ดูแลการหาเสียงภาคใต้ เชิญชวนประชาชนให้เลือกพรรคที่รักชาติเช่นพรรคภูมิใจไทยฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติไม่จำเป็นต้องเลือกจะถูกทำให้มองว่าเป็นการแบ่งฝ่ายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ถามจากนายพิพัฒน์ ที่อยู่ระหว่างไปช่วยหาเสียงในพื้นที่รับผิดชอบ จึงยังไม่ได้
คุยกันเมื่อถามย้ำว่าจะกำชับแกนนำพรรคภูมิใจไทยให้ระวังการออกแคมเปญรณรงค์หาเสียงโค้งสุดท้ายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าทุกคนทราบกรอบกฎหมาย ไม่ใช่แค่การประชุมพรรคแต่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีได้ย้ำให้ทุกคนแยกบทบาทหน้าที่ให้ดี เพราะยังมีความเป็นรัฐมนตรีอยู่ ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำหน้าที่ให้ดี จนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่ ส่วนรัฐมนตรีคนไหนจะไปหาเสียงเลือกตั้งในเวลาราชการต้องลาราชการให้ถูกต้อง ไม่ใช้ทรัพย์สินของราชการ ไม่ใช้รถประจำตำแหน่ง รถนำขบวน ไม่นำข้าราชการประจำไปเพื่ออำนวยความสะดวกหรือประสานงาน

‘ภูมิใจไทย’นั่งคุย‘SME-สตาร์ทอัพ’

เวลา 10.00 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำของพรรคภูมิใจไทย อาทิ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงกทม. นายเอกนัฏ
พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียงกทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ น.ส.พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่หาเสียงช่วย นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัครสส. กทม.เขตพญาไท-ดินแดง เบอร์ 13  โดยเป็นการมาล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มนักธุรกิจและ กลุ่มสตาร์ทอัพ อย่างใกล้ชิด ที่ร้านมิตร อารีย์

ย้ำนโยบายไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

นายเอกนิติกล่าวว่า นโยบายที่เราทำพยายามส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย เราไม่ได้แจกเงินให้ไปแล้วจบ แต่เป็นการเพิ่มทักษะ หาตลาดให้ เพราะเราเชื่อว่าสตาร์ทอัพไทยคือหัวใจสำคัญ ที่จะ
เชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ และ เมดอินไทยแลนด์ เอสเอ็มอีพลัสก็จะช่วยคนไทยจริงๆ พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เน้นแจก แต่เน้นช่วยธุรกิจให้เข้าถึงโอกาส จับมือกันให้ตลาดสตาร์ทอัพโตไปด้วยกัน

“ตัวเลขจีดีพีวันนี้ไตรมาส 4
คาดการณ์เดิม 0.3% ก็ขึ้นไปเป็น 1.8% เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 2.2% ช่วยดันเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หลังจากนี้เราจะติดอาวุธให้คนไทย ในเชิงการเพิ่มทักษะ เพิ่มโอกาสของคนไทยทุกอาชีพ
ทุกระดับ อย่างคนละครึ่งพลัสถ้ากลับมารอบหน้าจะเน้นเพิ่มทักษะ สอนขายออนไลน์ เพื่อจะได้ช่วยลดค่าครองชีพ หลักคิดโครงการคนละครึ่ง พลัสของเราคือ เงินไปหมุนกับคนตัวเล็กตัวน้อย” นายเอกนิติ กล่าว

จากนั้นช่วงเที่ยงนายเอกนิติและแกนนำของพรรคภูมิใจไทยไปเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของช่วงพักกลางวันในตลาดนัดกระทรวงการคลัง บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูป พร้อมให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ยังมีเสียงเรียกร้องให้ทำโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต่อ เพราะจากครั้งแรกช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทำให้ตลาดคึกคัก

‘ยศชนัน’ลุยน่านไหว้พระธาตุแช่แห้ง

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และคณะเดินสายพบปะประชาชนและเปิดเวทีปราศรัยต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ 7 จังหวัด คือ จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา ระหว่างวันที่ 29 – 31 มกราคม 2569 โดยเริ่มต้นจังหวัดแรกที่จ.น่าน ทันทีที่นายยศชนัน ถึงได้เดินทางไปยังวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองน่าน พร้อมด้วยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้สมัคร สส. น่าน เขต 2 เพื่อสั กการะไหว้พระขอพรเสริมความเป็นสิริมงคล พร้อมสนทนาธรรมกับ พระราชนันทวัชรบัณฑิต (ธรรวัตร จรณธมฺโม) รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัด พระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง ที่ได้มอบ องค์พระธาตุแช่แห้ง(จำลอง)และพรมน้ำมนต์ พร้อมอวยพรขอให้ประสบความสำเร็จเพราะเห็นว่ามีภารกิจค่อนข้างเยอะและเพื่อให้ได้เดินทางมายังน่านได้สะดวก

จากนั้นนายยศชนันเดินทางไปพบปะประชาชน ณ หนองน้ำครก ต.ม่วงตึ๊ด อ.เมือง จ.น่าน เพื่อช่วย นายทรงยศ รามสูต ผู้สมัคร สส.น่าน เขต 1 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้สมัคร สส. น่าน เขต 2 และนายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ผู้สมัคร สส. น่าน เขต 3 หาเสียง มีประชาชนรอต้อนรับรุมขอถ่ายรูปหอมแก้ม มอบดอกไม้ พวงมาลัยดอกดาวเรือง พวงมาลัย แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม พวงมาลัยข้าวโพดฝัก พวงมาลัยมะขามพวงมาลัยขาไก่ ไข่ผำ

ดันรถไฟรางคู่แพร่-น่าน-พะเยา

นายยศชนันได้ปราศรัยเป็นภาษาเหนือว่า วันนี้ “เชน” มาหาพ่อแม่พี่น้องเมืองน่านแล้วเน่อแต่ขอน่านทั้ง 3 เขต วันนี้มาเมืองเหนือเพื่อประกาศศักดาว่าภาคเหนือเพื่อไทยแดงทั้งแผ่นดิน น่านเป็นเมืองแห่งความสุข เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมืองแห่งธรรมชาติ เราพร้อมสานต่อต้องทำให้เมืองน่าน น่าอยู่ที่สุด และจะพัฒนาสนามบินน่าน สนับสนุนมีรถไฟรางคู่ผ่านแพร่ – น่าน – พะเยา เพื่อให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุด และจะแก้ไขระบบน้ำทั้งระบบ ดูแลน้ำท่วม น้ำแล้ง เพราะได้ศึกษามาก่อนแล้ว จะดูแล เพราะน่านเป็นป่าต้นน้ำ จึงจะดูแลการระบายน้ำ การส่งน้ำให้ชาวน่านได้ใช้ ซึ่งพรรคเพื่อไทย พร้อมทำทันที ขอทุกคนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร สส. เข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องชาวน่าน ตนจะนำธงเปลี่ยนความหวัง ความฝันให้เป็นความจริง
ในวันที่ 8 ก.พ. 2569

ส่วนที่หนองน้ำครกแห่งนี้ คือศูนย์กลางการท่องเที่ยว เราจะพยายามดึงดูดเงิน และนักท่องเที่ยวให้เข้ามา วันนี้ต้องช่วยประชาชนให้อยู่ได้ ด้วยการสนับสนุนเงิน 3,000 ต่อเดือน สานต่อเบี้ยผู้สูงอายุ ดังนั้น ขอทุกคนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร สส. เข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องชาวน่าน

ราชภัฏโพล‘เท้ง’นำโด่ง‘หนู-เชน’

ที่ห้องประชุมเศาวนิตย์เศาวนานนท์ ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ม.ราชภัฏนครราชสีมา อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย และคณะ ร่วมแถลงผล“ราชภัฏโพล” ครั้งที่ 2 เป็นการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 11,700 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2569 ดำเนินการโดย ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ผลสำรวจพบว่าจำนวนและ ร้อยละความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกนายกรัฐมนตรีให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯพรรคประชาชน นำโด่งถึง 39.2% ตามด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกุล แคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย 25.5% นายยศชนัน
วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย 17.0% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯพรรคประชาธิปัตย์ 9.1%  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดต นายกฯพรรครวมไทยสร้างชาติ 3.3% ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกฯพรรคกล้าธรรม 2.3% คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 1.6 นางสาวตรีนุช เทียนทอง 1.5 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ 1.23 และอื่นๆ 12.9%

ปาร์ตี้ลิสต์พรรคส้มยังนำพท.-ภท.

ในขณะที่จำนวนและร้อยละความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกสส.บัญชีรายชื่อพบว่าพรรคประชาชน นำโด่งเช่นกัน ด้วยผลโหวต 38.8% ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 17.9% และพรรค
ภูมิใจไทย 15.6% พรรคอื่นๆ 9.1% พรรคประชาธิปัตย์ 8.5% พรรครวมไทยสร้างชาติ 3.6% พรรคเศรษฐกิจ 2.0% พรรคกล้าธรรม 1.7% พรรคไทยสร้างไทย 1.2% พรรคพลังประชารัฐ 1.1% พรรคไทยก้าวใหม่ 0.7%

เน้นเลือกนโยบายมากกว่าบุคคล

ภาพรวมการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนไทยตัดสินใจเลือกตั้งบนฐาน“นโยบาย”มากกว่า“ตัวบุคคล”โดยนโยบายเศรษฐกิจปากท้องและรายได้ เป็นปัจจัยสูงสุด 52.9% สะท้อนความกังวลด้านค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือนส่วนพฤติกรรมการเลือก สส.พบว่าประชาชน 71.6% เลือก สส.เขต และสส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกัน เลือกสส.เขตและบัญชีรายชื่อ
คนละพรรค 28.4% แสดงถึงความต้องการเสถียรภาพรัฐบาลและความชัดเจนเชิงนโยบายของพรรค

เหตุผลในการเลือกสส.โดยสส.บัญชีรายชื่อ เลือกจากนโยบายพรรค 47.1% และความน่าเชื่อถือของพรรค 35.5% สส.เขต เลือกจากนโยบายพรรค 45.3% และความสามารถของผู้สมัคร 30.2% แสดงให้เห็นว่า พรรคการเมืองยังคงเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจส่วนจุดยืนต่อการแก้รัฐธรรมนูญพบว่าประชาชน ร้อยละ 67.8 เห็นด้วย
กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สะท้อนความต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมือง

กกต.รับลูกธปท.ถอนเงิน250ล. ต้องสงสัยเข้าข่ายผิดก.ม.เลือกตั้ง

กกต.รับลูกธปท.ถอนเงิน250ล.  ต้องสงสัยเข้าข่ายผิดก.ม.เลือกตั้ง

กกต.รับลูกธปท.ถอนเงิน250ล. ต้องสงสัยเข้าข่ายผิดก.ม.เลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อนุทิน” ชมผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เอาจริงเอาจังตรวจเข้ม หลังพบการเบิกเงินสดสูงผิดปกติมากกว่า 250 ล. แนะธนาคารช่วงเลือกตั้งต้องดูให้ดี ใครมาเบิกเงินพร้อมขอแลกแบงก์ 100 แบงก์ 500 อย่าให้แลก และต้องรายงานอย่างเข้มงวด ยันนายกฯก้าวก่ายไม่ได้ หวั่นเจอครหาใช้อำนาจไม่เป็นธรรม เพราะเป็นคู่แข่งทางการเมือง ส่วน‘เอกนิติ’ ขอรอ‘กกต.’ สอบปมธปท.ปูดพบมีถอนเงินสดผิดปกติลามโยงเลือกตั้ง เผยคุย ‘ผู้ว่าฯธปท.’ ดัน ‘ดาต้าบูโร’ ช่วยเช็คธุรกรรมจากธนาคารที่เอี่ยว ‘ทุนเทา’ ป้องไทยถูกตกเป็นศูนย์กลาง ด้านเลขาฯกกต.เผยคุยผู้ว่าฯธปท.เบื้องต้นแล้ว เตรียมหารือเข้มอีกรอบ สั่งหน่วยงานสนง.กกต.เฝ้าระวังพื้นที่เป้าหมาย-แข่งขันรุนแรง

เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 29 มกราคม นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้มีการเบิกเงินสดแบบผิดปกติว่า หน้าที่ผู้ว่าฯแบงค์ชาติและแบงค์ทุกแบงค์ ถ้ามีธุรกรรมทางการเงินที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติเขาก็มีหน้าที่ต้องรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนการดำเนินการตามภารกิจปกติทั่วไป เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯธปท. ซึ่งตนก็ดูใน Facebook ของผู้ว่าฯธปท. ก็ทำถูกต้องทุกอย่างอยู่แล้ว ซึ่งท่านก็บอกว่าถ้ามีอย่างนี้ก็จะแจ้งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือว่าครบถ้วนกระบวนความ

ผู้สื่อข่าวถามว่ามองได้หรือไม่การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เงินเพื่อซื้อเสียงกันแน่นอน นายอนุทินกล่าวว่า «พอดีผมไม่ได้ทำ ก็เลยไม่มอง และมีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว ก็ถูกแล้ว ถ้าพบกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งปกติก็ไม่ได้โทรหาผู้ว่าฯแบงค์ชาติโดยตรง ก็จะกำชับไปว่าชื่นชมนะที่ออกมาจัดการและสังเกตความผิดปกติและออกมาชี้แจงไว้ก่อน»

นายอนุทินกล่าวต่อว่า การชี้แจงอย่างนี้ก็ดี เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ว่าฯแบงค์ชาติเอาจริงแล้วนะ ดังนั้น ธุรกรรมเหล่านี้ แบงค์ทุกสาขาต้องดูให้ดี ถ้าใครมาเบิกแบงค์ 100 แบงค์ 500 ตอนนี้ ก็ไม่ต้องให้เบิกและต้องรายงานอย่างเข้มงวด ซึ่งมันก็ดีใช่หรือไม่ เป็นสิ่งที่ดีทำให้การเมืองมีความโปร่งใสเพิ่มมากขึ้น

เมื่อถามว่าจะขอข้อมูลจากผู้ว่าฯแบงค์ชาติเกี่ยวกับการเบิกเงินไปใช้ในเส้นทางที่ผิดกฎหมายหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกฯไม่เกี่ยว เพราะนายกฯถือเป็นคู่แข่งคนหนึ่ง ดังนั้นถ้าตนลงไปเกี่ยวข้องหรือทำอะไรเดี๋ยวจะหาว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ให้เกิดความเป็นธรรม สิ่งที่ตนจะทำได้เต็มที่คือ โทรไปหารมว.คลัง ว่าชื่นชมผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่ได้ออกมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องของธุรกรรมทางการเงินในช่วงเลือกตั้งนี้

ที่ร้านมิตร อารีย์ เขตพญาไท กทม. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบความผิดปกติมีการเบิกเงินสดช่วงเลือกตั้งว่า คุยกับผู้ว่าฯธปท.แล้ว และได้เข้ามาร่วมดูเรื่องดาต้าบูโร ซึ่งใช้กลไกให้ธนาคารพาณิชย์ต้องรายงานข้อมูล และจะส่งให้กับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง วันนี้ธุรกรรมที่ผิดปกติจะถูกส่งไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเรื่องทุนเทา แต่ต้องดูเป็นกรณีๆไป ทราบว่าทางกระทรวงยุติธรรมได้ใช้กลไกของดีเอสไอ เข้าไปตรวจสอบและน่าจะใกล้เสร็จแล้ว

“เรื่องของการทำดาต้าบูโร เพื่อเชื่อมโยงป้องกันทางระบบไม่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางทุนเทา วันนี้ต้องร่วมมือกัน สิ่งสำคัญคือ เป็นการเพิ่มขั้นตอนการยืนยันตัวตน เช็คพฤติกรรมการถอนเงิน ส่วนเรื่องการถอนเงินสดที่ผิดปกติ จะเป็นการซื้อเสียงช่วงเลือกตั้งหรือไม่ ต้องให้กกต.ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้”นายเอกนิติ กล่าว

ด้านนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีธปท.พบความผิดปกติในการเบิกเงินสดช่วง 10 วันที่ผ่านมามากกว่า 250 ล้านที่เน้นการแลกเป็นธนบัตร ใบละ 100 บาทและ 500 บาท ซึ่งเข้าข่ายน่าสงสัยและส่งเรื่องให้ปปง.และกกต. ตรวจสอบแล้วว่า วันนี้ตนได้คุยกับผู้ว่าฯแบงค์ชาติในหลักการกว้างๆ แล้ว จะได้คุยในรายละเอียดว่าจะร่วมมือทำงานกันอย่างไรให้ออกมาดี เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ จะคุยกันโดยเร็วที่สุด เพราะเบื้องต้นแบงค์ชาติและ กกต. ไม่ได้ทำ MOU ไว้ จึงต้องหาวีธีการที่จะทำงานร่วมกันในระยะสั้นนี้ให้ออกมาดีที่สุด ซึ่งผู้ว่าฯแบงค์ชาติยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนงานของกกต. อย่างเต็มที่

«ท่านยินดีให้ข้อมูลนี้กับกกต. ซึ่งตามกฎหมาย เรารับข้อมูลได้ไม่ผิด แต่การให้ต้องมีช่องทาง ซึ่งกกต.ไม่ได้ทำ MOU กับแบงค์ชาติเหมือนที่ปปง.ทำ จึงกำลังหาช่องทาง วิธีการว่าจะถ่ายโอนข้อมูลอย่างไร แต่ส่วนของปปง.เราประสานงานกันอยู่แล้ว หากเขาพบความผิดปกติอะไรก็จะแจ้งมา»นายแสวงกล่าว และว่า ในส่วนของสำนักงาน กกต.ขณะนี้ตนสั่งให้ด้านสืบสวนสอบสวนเฝ้าระวัง และติดตามดูพื้นที่ที่เห็นว่ามีการแข่งขันกันรุนแรงและคาดว่าจะมีการกระจายของเม็ดเงินดังกล่าวแล้ว

นายแสวงกล่าวต่อว่า   ได้เสนอเรื่องการถอนเงินสดผิดปกติเป็นจำนวนมาก ให้ที่ประชุม กกต. พิจารณาว่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องการถอนเงินสดเป็นจำนวนมากแบบผิดปกติและถอนเฉพาะที่เป็นแบ๊งค์ 500 หรือ แบ๊งค์ 100 ในช่วงเวลาที่จัดให้มีการเลือกตั้ง มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจเป็นการถอนไปเพื่อกระทำการอันเป็นความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในการควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ กกต.อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยกกต.ให้เรียกเอกสารจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาเพื่อประกอบการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปซึ่ง กกต.พิจารณาแล้วเห็นตามที่เสนอ โดยสำนักงานจะมอบหมายให้รองเลขาธิการ ด้านสืบสวนเดินทางเข้าไปรับข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ (30 ม.ค.)

นอกจากนี้  กกต. ยังมีนโยบายหลังจากนี้จะทำบันทึกข้อตกลง (mou) กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลในลักษณะดังกล่าว โดยไม่ต้องมีหนังสือขอเป็นคราวๆ ไป เพื่อมาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมอบให้ สนง .ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป  ทั้งนี้  มาตรา 32 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. กำหนดว่าเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายกกต. อาจขอให้มีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(2)เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แจ้งรายงานการทำธุรกรรมของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือผู้สมัครตามที่คณะกรรมการแจ้งให้ทราบ หรือ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินแจ้งให้ทราบถึงการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีดังกล่าว ตามที่คณะกรรมการ ร้องขอ

ทั้งนี้ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดและไม่ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายที่ 5 หน่วยงานใดเปิดเผยข้อมูลในความครอบครองมาใช้บังคับแก่การแจ้งข้อมูลตามที่คณะกรรมการร้องขอ

มีความเห็นจากนายเจษฎ์  โทณะวณิก   แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ (เบอร์ 35) ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงตลาดเจ้าพรหม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยากรณีมีการนำเงินทุนเทามาใช้ซื้อเสียงเลือกตั้งว่า จากกระแสข่าวช่วงแรกที่คุยกันว่ามีเงินจากทุนเทาไหลเข้ามานับแสนล้าน เอามาใช้จ่ายเลือกตั้ง ต่อมามีข่าวว่าจ่ายเงินซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท เท่ากับมีการนำเงินเทาเข้ามาใช้ซื้อเสียงประมาณ 2 แสนล้านบาท

«มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆจากเดิมที่คุยกันว่า มีเงินจากทุนเทาเข้ามาแสนล้าน เพื่อเอามาจ่ายในการเลือกตั้ง ต่อมาก็พูดกันว่า จ่ายหัวละ 7,500 บาท เท่ากับว่าเงินประมาณ 2 แสนล้านเข้ามา»นายเจษฎ์กล่าว และว่า วันนี้ก็ชัดเจนแล้ว เมื่อผู้ว่าฯธปท.ออกมาเปิดข้อมูล การเบิกถอนเงินสดก้อนโตผิดปกติถึง 2 ระลอก ครั้งแรก 100 ล้านบาท และอีกครั้ง 250 ล้านบาท ซึ่งการเบิกเงินลักษณะนี้มีความไม่ชอบมาพากลสูง

«ความชัดเจนวันนี้ ต้องขอบคุณผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่ออกมาเปิดเผยว่า มีการเบิกเงิน 2 ระลอก อันนี้ของจริงเลย 100 ล้านครั้งหนึ่ง 250 ล้านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเงินแบบนี้มีความไม่ชอบมาพากลสูง การที่ผู้ว่าฯธปท.ยื่นเรื่องให้หน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตรวจสอบ ก็ควรเดินหน้าอย่างจริงจัง เพื่อพิจารณาเงื่อนงำและข้อพิรุธที่อาจเกี่ยวพันกับการทุจริต หรือการแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมเตือนว่านักการเมืองทุกคนทุกพรรค ต่างก็รู้ดี หากใครรู้ตัวว่ากำลังทำอยู่ ก็ขอให้หยุดซะ ส่วนประชาชนที่รับเงินก็คงรู้ตัวเช่นเดียวกัน หากท่านรับแล้ว ยังไปเลือกเขาเท่ากับเป็นการทำลายประเทศชาติ»นายเจษฎ์ กล่าว

และเรียกร้องให้ กกต.และผู้ตรวจการเลือกตั้งทั่วประเทศเร่งทำหน้าที่ตรวจสอบ และสอดส่องอย่างเข้มข้น ไม่ควรต้องรอให้ผู้ว่าฯธปท.ออกมาตรวจสอบหรือเปิดเผยข้อมูลแทน พร้อมกล่าวย้ำว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันค้นหาความจริง ถ้าหาไม่เจอ บ้านเมืองเราวิบัติแน่นอน

ถก‘ไทย-เขมร’ล่ม ไร้ข้อสรุป/ยังไม่มีการลงนาม 2ฝ่ายเห็นต่างมีประเด็นคุยเพิ่ม

ถก‘ไทย-เขมร’ล่ม  ไร้ข้อสรุป/ยังไม่มีการลงนาม  2ฝ่ายเห็นต่างมีประเด็นคุยเพิ่ม

ถก‘ไทย-เขมร’ล่ม ไร้ข้อสรุป/ยังไม่มีการลงนาม 2ฝ่ายเห็นต่างมีประเด็นคุยเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทภ.1 เผยผลประชุม RBC ไทย-เขมร ยังไม่บรรลุข้อตกลง ไร้การลงนาม เพราะมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 29 มกราคม กองทัพภาคที่ 1 แจ้งผลการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดน ส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ว่า ตามที่มีการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ที่ทำการจุดผ่านแดนถาวรปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนในพื้นที่ให้สอดคล้องตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568

โดยวันที่ 27-28 มกราคม 2569 คณะกองเลขานุการฯ ซึ่งมีเสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายไทยและรองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายกัมพูชา ได้จัดประชุมหารือ การแก้ปัญหาในพื้นที่และจัดทำร่างบันทึกข้อตกลง ซึ่งหากทั้งสองฝ่าย เห็นพ้องตามร่างบันทึกข้อตกลงที่จัดทำขึ้น ก็จะลงนามร่วมกันวันนี้ (29 มกราคม) เพื่อยึดถือปฏิบัติต่อไปนั้น

ผลการประชุมของคณะกองเลขานุการฯดังกล่าว ยังไม่สามารถจัดทำบันทึกข้อตกลง ให้บรรลุตามความมุ่งหมายของทั้งสองฝ่ายได้ ยังมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติม จึงยังไม่มีการลงนามตามที่กำหนดไว้ โดยคณะกองเลขานุการฯ จะกำหนดการหารือ เพื่อจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงให้บรรลุตามความมุ่งหมายอย่างแท้จริงของทั้งสองฝ่าย ในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 1 ยังปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวางกำลังดูแลพื้นที่ในความรับผิดชอบ ให้สงบเรียบร้อย และประชาชนปลอดภัยอย่างสูงสุดเช่นเดิม โดยยึดถือตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568

ด้านพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีปรากฏข่าวว่ามีเสียงปืนดังที่บริเวณพระวิหาร 7 นัด เมื่อคืนวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมาว่า ยังไม่ได้รับรายงานกรณีดังกล่าว โดยให้มุมมองว่าในบริเวณพื้นที่ชายแดน เสียงในลักษณะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น จากการซ้อมใช้อาวุธ แต่ยืนยันว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังไม่มี 1 อะไรจำเป็นต้องกังวล

ส่วนที่มีข่าวลือเรื่องปะทะบริเวณชายแดนรอบใหม่โดยเฉพาะช่วงใกล้การเลือกตั้งทั่วไปนั้น ยืนยันว่า กองทัพบกพร้อม ไม่ได้หย่อนกำลัง ยังคงเฝ้าระวังตรวจตรา ทำหน้าที่เสริมความมั่นคง แต่สถานการณ์ก็ยังคงไม่แน่นอน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีการปะทะหรือไม่ แต่ย้ำว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังถือว่าไม่น่ากังวล เนื่องจากการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาขณะนี้ ยังอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ไม่ได้อยู่ในพื้นที่คาดเขียวหรือรุกล้ำอธิปไตยไทยอย่างที่ผ่านมา

กรณีมีการขุดคูเลตและการสนับสนุนอาวุธจากต่างประเทศ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่มีข้อมูลปรากฏว่าเป็นการเสริมกำลังเพื่อเตรียมการรบพร้อมเท้าความว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะกันครั้งก่อน ฝ่ายกัมพูชามักมีลักษณะที่จะชอบขุดคูเลตอยู่แล้ว แม้บรรยากาศไม่ได้มีความตึงเครียดก็ตาม จึงคาดว่าเป็นการสร้างภาพในประเทศ เป็นประเพณีปฏิบัติของกัมพูชา ที่ชอบถ่ายภาพโชว์ เพื่อสื่อสารถึงประชาชนกัมพูชาได้ทราบว่าทหารกัมพูชายังคงดำเนินการต่างๆ อยู่ ไม่ได้นิ่งเฉย ยังมีศักยภาพทางทหารพร้อมต่อกรกับประเทศไทย แต่ยืนยันว่าหากปฏิบัติการต่างๆ เกินกว่าระดับที่ไทยตั้งเป้าไว้ ก็จะต้องมีการพูดคุย และย้ำว่าฝ่ายทหาร มีวิธีในการมองปฏิบัติการต่างๆ ว่ามีความน่ากังวลเพียงใด

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพบกไม่ได้แสดงความกังวลต่อกรณีฝ่ายกัมพูชา ร้องเรียนไปยังองค์การระหว่างประเทศว่าไทยรุกรานกัมพูชาว่า จะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดการปะทะ
ครั้งใหม่ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมชอบร้องเรียนเช่นนี้อยู่แล้ว เนื่องจากกัมพูชาอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคและการสนับสนุนจากนานาชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการโต้แย้งประเด็นต่างๆ ที่กัมพูชานำไปร้องเรียนในเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

‘สส.บอล’โต้เอี่ยวเว็บพนัน โร่แจ้งความ-ยืนยันบริสุทธิ์

‘สส.บอล’โต้เอี่ยวเว็บพนัน  โร่แจ้งความ-ยืนยันบริสุทธิ์

‘สส.บอล’โต้เอี่ยวเว็บพนัน โร่แจ้งความ-ยืนยันบริสุทธิ์

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“พลากร พิมพะนิตย์” ผู้สมัครสส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าพบตำรวจสภ.ยางตลาด เพื่อลงบันทึกประจำวันยืนยันความบริสุทธิ์ หลัง “สจ.เนย์” ทีมงานที่ร่วมงานทางการเมือง ถูกตำรวจออกหมายจับ และตนเองถูกพาดพิง เชื่อมโยงจนเกิดความเสียหาย ลั่นหากพัวพันพนันออนไลน์พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มีหลบหนี ตัดพ้อเป็นเกมการเมือง หวังทำลายชื่อเสียงก่อนการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 29มกราคม2569 ที่ สภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายพลากร พิมพะนิตย์ หรือบอล ผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์ เขต 2 พรรคเพื่อไทย พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ นามวิเศษ พนักงานสอบสวน สภ.ยางตลาด เพื่อขอลงประจำวันคดีไว้เป็นหลักฐาน กรณีส.จ.เนย์หรือ นายปฐนัญส.จ.เขตอำเภอฆ้องชัย ถูกกล่าวหาไปพัวพันเว็บพนันออนไลน์และสื่อต่างๆ ได้พาดพิงมาถึงตน ทำให้เกิดความเสียหาย รู้สึกไม่สบายใจ และเชื่อว่าเป็นเกมการเมืองเนื่องจากอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง

การเข้าพบพนักงานสอบสวนครั้งนี้ นายพลากรใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยมี พ.ต.ท.เดชา เกียวรัตน์ รอง ผกก.สอบสวน และ พ.ต.อ.ไทรัฐ สมฤทธิ์ ผกก.สภ.ยางตลาด ร่วมพูดคุย ภายหลังลงบันทึกประจำวันนายพลากรได้เดินแจกแผ่นพับแนะนำตัวเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

นายพลากรกล่าวว่า การเข้ามาแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันในครั้งนี้เพื่อขอลงประจำวันคดีไว้เป็นหลักฐาน กรณีที่ ส.จ.เนย์ถูกกล่าวหาไปพัวพันเว็บพนันออนไลน์และสื่อต่างๆ ได้พาดพิงมีการสื่อมาถึงตน โดยมีการเสนอข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามขอออกหมายจับตนหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติหมายจับจากศาล ทั้งนี้ หากในอนาคตปัญหาดังกล่าวไปพัวพันกับตน ก็พร้อมชี้แจงและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฏหมาย และจะไม่หลบหนี พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกกรณีด้วยความบริสุทธิ์ใจ

นายพลากรกล่าวถึงความสัมพันธ์กับ ส.จ.เนย์ว่า ส.จ.เนย์เป็นน้องที่ร่วมงานกันทางการเมืองด้วยกัน และส่วนตัวเห็นว่า ส.จ.เนย์เป็นคนชอบช่วยเหลือสังคม เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ จึงชักชวนมาลงสมัครการเมือง แต่ตอนนี้สังคมก็ได้ตัดสิน ส.จ.เนย์ไปแล้ว

“การเดินทางออกไปต่างประเทศของ ส.จ.เนย์ ส่วนตัวเชื่อว่า ส.จ.เนย์ลาไปเที่ยวต่างประเทศ และหาก ส.จ.เนย์ทราบข่าวคงจะกลับมาต่อสู้คดี ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้เห็นว่าเป็นเกมการเมือง เชื่อว่าตอนนี้ประชาชนทุกคนรู้ว่าใครเป็นคนคุมอำนาจของรัฐ และขอตั้งข้อสังเกตว่าผู้สมัครเขต 2 นี้เป็นใคร และใครเป็นคนสนิทกับผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในรัฐบาล และทำไมถึงได้พุ่งเป้ามาที่เขตนี้ เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยยังมีอยู่ แต่หากวันไหนกระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยว เชื่อว่าพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งจะแสดงให้เห็นว่าการทำร้ายหรือรังแกคนที่ไม่มีความผิด จะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งที่จะมีชัด” นายพลากรกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีนายปฐนัญ จันดอน หรือ ส.จ.เนย์ สจ.เขต อำเภอฆ้องชัย, นายเจริญ จันดอน หรือ ส.จ.นุ ส.จ.เขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เขต 2 และนายปฐมพงษ์ ภูเต้าเงิน หรือ ส.จ.เปียว ส.จ.เขตอำเภอยางตลาด เขต 4 ดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทางจังหวัดเตรียมที่ให้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าการเดินทางทำให้รัฐเสียหายหรือเสียประโยชน์หรือไม่

ส่วนกรณี ส.จ.ที่หากมีปัญหาทางคดีไปพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์ หรือฟอกเงิน จะเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ในการพิจารณาในเรื่องคุณสมบัติ ตาม พ.ร.บ.อบจ. พ.ศ.2540 เกี่ยวกับคุณสมบัติต้องหา และการพิจารณาให้พ้นจากตำแหน่ง หากพบว่ามีความประพฤติในทางเสื่อมเสียและก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ก็เป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์เสนอชื่อให้สภา อบจ.พิจารณาต่อไป