อดีตบิ๊กข่าวกรอง ข้องใจ ‘ด้อม’ ไม่ออกมาตำหนิลุงแซม บอกอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ข้องใจ 'ด้อม' ไม่ออกมาตำหนิลุงแซม บอกอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ข้องใจ ‘ด้อม’ ไม่ออกมาตำหนิลุงแซม บอกอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ข้องใจ ‘ด้อม’ เงียบกริบ ไม่ออกมาตำหนิลุงแซม บอกอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ถามจริงๆ ไทยจะเดินตามตูดประชาธิปไตยแบบแซม เสรีภาพในการถล่มใครก็ได้​ ด้วยข้ออ้างที่ไม่ต้องมีหลักฐาน​ อุ้มใครก็ได้ ด้อมทั้งหลายจะเอาอย่างนั้นใช่ไหม นี่คือหนทางที่ดีงามที่ด้อมจะเดินตามตูด

“ไม่เห็นด้อมออกมาตำหนิลุงแซมเลย ไม่ได้ชวนใครออกมาต่อต้านใครนะ เพียงอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม”

ก.แรงงาน ออกระเบียบใหม่ วางแนวยึด-อายัด-ขายทรัพย์นายจ้าง ค้างเงินกองทุนลูกจ้าง

ก.แรงงาน ออกระเบียบใหม่ วางแนวยึด-อายัด-ขายทรัพย์นายจ้าง ค้างเงินกองทุนลูกจ้าง

ก.แรงงาน ออกระเบียบใหม่ วางแนวยึด-อายัด-ขายทรัพย์นายจ้าง ค้างเงินกองทุนลูกจ้าง

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

ก.แรงงาน ออกระเบียบใหม่ วางแนวยึด-อายัด-ขายทอดตลาดทรัพย์สินนายจ้างค้างจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นกลไกสำคัญในการช่วยคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง

8 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน ได้ออกระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 พ.ศ.2569 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการให้มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น

ระเบียบดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศ

ระเบียบฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตามเงินจากผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ไม่นำส่ง นำส่งไม่ครบ หรือค้างชำระ รวมถึงกรณีที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้จ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างไปก่อน แล้วต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยคืนจากนายจ้างหรือผู้มีหน้าที่ชดใช้เงิน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ คือการกำหนดขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การส่งคำเตือน การตรวจสอบทรัพย์สิน การออกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด และการนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

ในส่วนของการตรวจสอบทรัพย์สิน ระเบียบใหม่นี้เปิดทางให้พนักงานตรวจแรงงานสามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพื่อใช้ประกอบการติดตามและบังคับชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามารถถูกยึดหรืออายัดได้อย่างชัดเจน ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้อง หุ้น หลักทรัพย์ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิการเช่า หรือสิทธิอื่นที่มีมูลค่า รวมถึงกำหนดวิธีดำเนินการในกรณีทรัพย์สินอยู่ต่างพื้นที่ ทรัพย์สินมีเจ้าของร่วม หรือมีผู้คัดค้านการยึดและอายัดไว้ด้วย

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ระเบียบฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม โดยเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลภายนอกที่อ้างสิทธิในทรัพย์สิน สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ตามขั้นตอน และหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ควรยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าว ก็สามารถมีคำสั่งถอนการยึดหรืออายัดได้

สำหรับการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ได้กำหนดแนวทางไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องการประกาศขาย ระยะเวลา สถานที่ เงื่อนไขการวางเงินมัดจำ การชำระเงิน และการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“ระเบียบฉบับใหม่นี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีความชัดเจน รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นอีกกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างและสร้างหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับความช่วยเหลือตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

ชยิกา ย้ำ เพื่อไทย พร้อมสานต่อนโยบายสตรีจาก ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร

ชยิกา ย้ำ เพื่อไทย พร้อมสานต่อนโยบายสตรีจาก ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร

ชยิกา ย้ำ เพื่อไทย พร้อมสานต่อนโยบายสตรีจาก ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“ชยิกา”ย้ำ”เพื่อไทย” พร้อมสานต่อนโยบายสตรีจาก”ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร” เพื่อผู้หญิง-ทุกเพศสภาพได้เติบโตมั่นคง-ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

8 มีนาคม 2569 น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงความสำคัญของวันสตรีสากล และนโยบายสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงของพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นความก้าวหน้าของผู้หญิงในหลายด้าน ทั้งโอกาสทางการศึกษา รายได้ สิทธิ และการรวมตัวของเครือข่ายผู้หญิงที่เข้มแข็งมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความขัดแย้งก็ทำให้ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพเปลี่ยนรูปแบบไปเช่นกัน แต่ประเทศไทยมีนโยบายสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นจากการทำงานอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่องของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ทั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่ริเริ่มโดยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของผู้หญิง ด้วยความเชื่อว่าหากผู้หญิงยังไม่สามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ ก็ยากที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านอื่นๆ

น.ส.ชยิกา กล่าวต่อว่า กองทุนนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างโอกาส สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้หญิงทั่วประเทศด้วยงบกองทุนหมุนเวียน จังหวัดละ 100 ล้าน 77 จังหวัด จนมีเครือข่ายกองทุนสตรีฯ มากกว่า 14 ล้านคน ซึ่งนโยบายดังกล่าวยังได้รับการสานต่อโดยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยงบประมาณกองทุนหมุนเวียน 1,500 ล้านบาท พร้อมต่อยอดไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ผู้หญิงรุ่นใหม่ เช่นโครงการ Empower Young Women ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาหญิงได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ ได้คิดโมเดลธุรกิจ ลงมือทำ และได้เห็นศักยภาพของตัวเองในฐานะพลังสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย จึงขอขอบคุณกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ยังดำเนินนโยบายดีๆ ต่อเนื่องเพื่อผู้หญิง

น.ส.ชยิกา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้ริเริ่มแนวคิด One Stop Crisis Center หรือ OSCC ที่บูรณาการความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การคุ้มครองผู้หญิงต้องไม่ใช่เพียงหลักการที่พูด แต่ต้องเป็นระบบที่เข้าถึงได้จริง ทันท่วงที และเท่าทันกับความรุนแรงในรูปแบบใหม่ๆ นี่เป็นเพียง 2 นโยบายตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อผู้หญิง และเชื่อว่า ภารกิจเพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพยังไม่จบ เพราะยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอีกหลายด้านที่ต้องช่วยกันแก้ไข ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และระบบคุ้มครองที่ต้องทำงานได้จริง

น.ส.ชยิกา กล่าวอีกว่า ในฐานะแม่คนหนึ่ง ตนอยากเห็นสังคมที่เปิดโอกาส มีความปลอดภัย และมีความเป็นธรรมมากกว่านี้สำหรับลูกสาวและคนรุ่นต่อไป และในฐานะคนทำงานการเมืองผู้หญิง ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนโยบายเพื่อผู้หญิงมาตลอด เพราะตนเชื่อเสมอว่าเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งได้รับโอกาส โอกาสนั้นจะไม่หยุดอยู่แค่คนๆ เดียว แต่จะส่งต่อเป็นพลังใจ เป็นความเข้มแข็ง และเป็นความหวังไปถึงผู้หญิงอีกหลายคน ครอบครัวอีกหลายครอบครัว และสังคมโดยรวม ตนดีใจที่เห็นผู้นำและผู้บริหารพรรคเพื่อไทยพร้อมสานต่อภารกิจนี้อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ผู้หญิงและทุกเพศสภาพได้มีโอกาส เติบโตอย่างมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

นายกฯชูวันสตรีสากล 69 ย้ำ!สิทธิ-ศักดิ์ศรีผู้หญิง คือรากฐานประชาธิปไตย

นายกฯชูวันสตรีสากล 69 ย้ำ!สิทธิ-ศักดิ์ศรีผู้หญิง คือรากฐานประชาธิปไตย

นายกฯชูวันสตรีสากล 69 ย้ำ!สิทธิ-ศักดิ์ศรีผู้หญิง คือรากฐานประชาธิปไตย

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ.2569 “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

8 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยสารเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ.2569 ใจความว่า เนื่องในวันที่ 8 มีนาคม เป็น “วันสตรีสากล” ขอส่งความปรารถนาดีไปยังสตรีไทยทั่วประเทศ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านการพัฒนาสตรีที่ได้ร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ วันสตรีสากล ไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการแสดงความยินดีเท่านั้น แต่เป็นวันที่ประชาคมโลกกำหนดขึ้น เพื่อช่วยกันย้ำเตือนว่า “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม ทั้งในครอบครัว สถานที่ทำงาน และในเวทีสาธารณะ วันนี้จึงไม่ได้เพียงรำลึกถึงการต่อสู้เหล่านั้น แต่ต้องเดินหน้าสานต่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะสังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ทุกคนมองเห็นคุณค่าของกันและกัน และสนับสนุนการนำคุณค่าเหล่านั้น มามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

สำหรับปีนี้ รัฐบาลกำหนดแนวคิดหลักสำหรับวันสตรีสากลว่า “สิทธิ ความยุติธรรม และเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีที่ยืนอย่างทัดเทียม และมีโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย และทิศทางของการพัฒนาประเทศ

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า สตรีไทยมีศักยภาพอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในบทบาทผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร แรงงานในทุกสาขาอาชีพ หรือในฐานะแม่และผู้ดูแลครอบครัว ทุกบทบาทล้วนมีคุณค่า และเป็นส่วนเติมเต็มสังคมของเราให้มีความสมบูรณ์

“เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ขออำนวยพรให้สตรีไทยทุกคนมีความสุข มีสุขภาพกาย และใจที่เข้มแข็ง มีความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับเด็กหญิงทั้งหลายซึ่งเป็นลูกหลานของเรา ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นพลังอันสำคัญของประเทศของเราในอนาคตต่อไป”

กกต.เคลียร์ชัด! ยันประกาศผลออกเสียงประชามติเป็นไปตามกฎหมาย

กกต.เคลียร์ชัด! ยันประกาศผลออกเสียงประชามติเป็นไปตามกฎหมาย

กกต.เคลียร์ชัด! ยันประกาศผลออกเสียงประชามติเป็นไปตามกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

กกต.แจงประกาศผลออกเสียงประชามติเป็นไปตามกฎหมาย ยันแตกต่างจากปี 59 เหตุกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์รูปแบบแตกต่างกัน

8 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการประกาศผลการออกเสียงประชามติ ประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดย 1.การประกาศผลประชามติครั้งนี้ ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีหลักเกณฑ์และรูปแบบการออกเสียงแตกต่าง จากการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559

2.การออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำหนดให้บัตรออกเสียง มีทางเลือก 3 ช่อง ได้แก่ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และไม่แสดงความคิดเห็น ซึ่งแตกต่าง จากการออกเสียงประชามติ เมื่อปี 2559 ที่ไม่ได้กำหนดช่อง “ไม่แสดงความคิดเห็น” จึงทำให้ การรายงานผลคะแนนครั้งนี้ มีรายการ “ไม่แสดงความคิดเห็น” รวมทั้งบัตรเสียประกอบด้วย

3.การประกาศผลการออกเสียงประชามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นการประกาศจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง ผู้มาใช้สิทธิ และผลคะแนนของแต่ละทางเลือก ตามที่ปรากฏจากการนับคะแนน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหน้าที่ประกาศผลการออกเสียง ในราชกิจจานุเบกษา และรายงานผลให้นายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภาทราบ ตามมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันว่า การดำเนินการประกาศผลประชามติ เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และได้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

– 006

เอกนิติ ย้ำแผนดันนโยบาย 10 พลัส ให้ไทยแข่งขัน-เป็นแชมป์ในเวทีโลก

เอกนิติ ย้ำแผนดันนโยบาย 10 พลัส ให้ไทยแข่งขัน-เป็นแชมป์ในเวทีโลก

เอกนิติ ย้ำแผนดันนโยบาย 10 พลัส ให้ไทยแข่งขัน-เป็นแชมป์ในเวทีโลก

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.51 น.

8 มีนาคม 2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีสัมนาพรรคฯ เพื่อพูดคุยกับ สส. ภายใต้งาน “พูดแล้วทำพลัส” ตอนหนึ่งว่า ตนดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในบ้านภูมิใจไทย เราจะใช้นโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่จับต้องได้ในการขับเคลื่อนนำพาประเทศไทยเพื่อให้เติบโตไปข้างหน้า ซึ่งนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นหัวหน้าทีมรถแข่งที่ชื่อว่าทีมไทยแลนด์เพื่อพาเราไปแข่งในเวทีโลก 

โดยมีนโยบาย เพื่อช่วยลดหนี้ของคนตัวเล็ก ผู้สูงวัยและธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งการจะไปแข่งบนโลกได้เราก็ต้องยกเครื่องใหม่ อาทิ การสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจสีเขียว เพื่อให้ไปแข่งในเวทีโลกและมีเป้าหมายเพื่อเป็นแชมป์ในเวทีโลก ไม่ทำให้เศรษฐกิจไทยแพ้ชาติใด และเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่ใช่โตแค่ 10% เหมือนในปี 40 โดยไม่ทิ้งใครไปข้างหลัง 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ขณะที่วันนี้เศรษฐกิจไทยตอนนี้เจอหลายพายุ อาทิเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ฉะนั้นหน้าที่ของเราคือต้องคาดการณ์และเตรียมการรองรับ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ ก็เรียกประชุมทุกวัน โดยเราได้เตรียมออกแบบไว้แล้วทั้งเรื่องน้ำมัน ราคาสินค้า เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะเราฝันว่าอีก 4 ปีข้างหน้า เราจะต้องได้แชมป์ในเวทีโลก

ศุภจี เผยแผนการค้ารับมือผลจากสงคราม คาดปุ๋ยไทยใช้ได้ยัน ส.ค.นี้

ศุภจี เผยแผนการค้ารับมือผลจากสงคราม คาดปุ๋ยไทยใช้ได้ยัน ส.ค.นี้

ศุภจี เผยแผนการค้ารับมือผลจากสงคราม คาดปุ๋ยไทยใช้ได้ยัน ส.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.43 น.

8 มีนาคม 2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีสัมนาพรรคฯ เพื่อพูดคุยกับ สส. ภายใต้งาน “พูดแล้วทำพลัส” ตอนหนึ่งว่า  ดีใจที่ได้มาพบพี่น้องทุกคนและเป็นส่วนหนึ่งของพรรค ก่อนกล่าวว่าขอให้ทุกคนช่วยเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล แนะนำสิ่งต่างๆไปทำเพื่อให้เกิดผลเป็นสำเร็จ เพราะเราต้องการเปลี่ยนประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสู้และแข่งขันได้โดยไม่อายใคร 

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง สิ่งที่ตนกังวลคือความไม่แน่นอนว่าจะจบเมื่อไหร่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าทีมเราทุกคนต้องสามารถตอบโจทย์ได้ โดยในส่วนตนจะมีการควบคุมราคาสินค้าโดยใช้กลไกเพื่อให้จัดการได้อย่างเต็มที่ รวมถึงประสานกับผู้ประกอบการรายเล็กและใหญ่ ซึ่งเส้นทางการขนส่งสินค้าของเรา มีกว่า 60% ที่ต้องผ่านแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งหากจะต้องขับอ้อมแหลมดังกล่าวต้องใช้เวลา 10 ถึง 15 วัน ฉะนั้นเราจะต้องหาวิธีว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องขนส่ง

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องปุ๋ย เราอยู่ได้ถึงสิงหาคมนี้ ซึ่งหากขาดแคลนเราต้องหาเข้ามาเสริม โดยขณะนี้ตนจะไปคุยกับทางมาเลเซียและบรูไน ขณะที่กรณีภาษีสหรัฐอเมริกา หลังศาลสูงสหรัฐได้เบรกในเรื่องภาษี ที่ผ่านมาเราได้ตกลงกับไว้เยอะโดยหวังว่าจะได้ 19% แต่พอมีคำสั่งดังกล่าว ผู้นำสหรัฐฯ ให้คงที่ 15 % ไประยะเวลา 150 วัน ฉะนั้นวันนี้เราจะต้องรีบจัดสรรภาระต้นทุน สำหรับเรื่องราคาเพื่อพืชผลเกษตร เราต้องดูแลจัดสรรทั้งระบบและดูว่าเราจะใช้พื้นที่ไหนปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เป็นพืชเศรษฐกิจได้ซึ่งตนตั้งเป้า 1 ล้านไร่ ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอม และพืชผลทางการเกษตร ที่ผ่านมาตนพยามดูในเรื่องการจัดการกับล้ง โดยจะมีการทำล้งกลางได้หรือไม่ ควบคู่ไปดูเรื่องปุ๋ย ฉะนั้นขอให้พี่น้องทุกคนติดต่อตนมาได้ เพื่อให้การเกษตรไทยยั่งยืน เพราะหากแก้ปัญหาภาคเกษตรได้ก็จะเปลี่ยนประเทศเพื่อให้เกิดความยั่งยืนได้

พร้อมแล้ว 95% เลขาฯสภาฯ เผยยังไม่มี พ.ร.ฎ.เปิดประชุมรัฐสภา

พร้อมแล้ว 95% เลขาฯสภาฯ เผยยังไม่มี พ.ร.ฎ.เปิดประชุมรัฐสภา

พร้อมแล้ว 95% เลขาฯสภาฯ เผยยังไม่มี พ.ร.ฎ.เปิดประชุมรัฐสภา

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.10 น.

เลขาฯสภาฯ เผยยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภา แต่เตรียมความพร้อมแล้ว 95% ชี้ 11 มี.ค.นี้ไม่ทันแน่ เหตุต้องออกหนังสือเชิญ ทูตานุทูต-สส.-สว. ใช้เวลา 3-5 วัน

8 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการเตรียมการเปิดสมัยประชุมรัฐสภา จะมีขึ้นวันไหน ว่า ตอนนี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ลงมาว่าจะให้เปิดประชุมได้วันไหน จึงยังไม่ทราบวันเวลาที่ชัดเจนแน่นอน ตนได้ยินตามข่าวเท่านั้น ส่วนที่มีข่าวว่าจะเปิดประชุมรัฐสภาเป็นวันที่ 11 มี.ค.นั้น ตนยังไม่ทราบ แต่วันนี้วันที่ 8 มี.ค.แล้ว และระยะเวลาในการดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาต้องใช้เวลา

“ตอนนี้พระราชกฤษฎีกาฯ ยังไม่ลงมา ดังนั้น น่าจะไม่ใช่วันที่ 11 มี.ค. อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ลงมา จะใช้เวลาประมาณ 3 – 5 วัน ในการเชิญทูตานุทูต และสมาชิกรัฐสภาทั้ง สส. , สว.และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าร่วมพิธี” นายศิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามว่า รัฐบาลได้ประสานอะไรมาบ้างหรือยัง นายศิโรจน์ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้แจ้งอะไรมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการประสานงานกัน ว่าถ้ามีพระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะดำเนินการต่อตามขั้นตอนของสำนักงานฯ ที่จะต้องดำเนินการ

เมื่อถามถึงการเตรียมความพร้อมในงานรัฐพิธีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เลขาธิการสภาฯ กล่าวว่า ตอนนี้เตรียมความพร้อมในการที่จะออกหนังสือเชิญ รวมทั้งสถานที่ในการทำรัฐพิธี ไม่ว่าจะเป็นทางรับเสด็จฯ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และโถงพิธีชั้น 11 อาคารรัฐสภา ซึ่งตอนนี้เราเตรียมความพร้อมแล้ว 95% รอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะเรียบร้อย

อนุทิน เผย 14 มี.ค. ในหลวงเสด็จทรงเปิดประชุมสภา ปลุกสส.น้ำเงินเป็นปึกแผ่น

อนุทิน เผย 14 มี.ค. ในหลวงเสด็จทรงเปิดประชุมสภา ปลุกสส.น้ำเงินเป็นปึกแผ่น

อนุทิน เผย 14 มี.ค. ในหลวงเสด็จทรงเปิดประชุมสภา ปลุกสส.น้ำเงินเป็นปึกแผ่น

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.06 น.

’อนุทิน‘เผย 14 มี.ค.ในหลวงเสด็จทรงเปิดประชุมสภา ปลุกสส.น้ำเงินเป็นปึกแผ่น ยกบทเรียนขู่แหกคอกสอบตกหมด แนะพกคัมภีร์จริยธรรม เข้มคัดกรองประวัติทีมงาน ลั่นสส.น้ำเงินเพิ่มขึ้นทุกเลือกคั้ง ทะยานได้อีก

8 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสัมมนาใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยครั้งแรก ภายใต้สโลแดน พูดแล้วทำพลัส ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 7-9 มี.ค.นี้ นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  โดยมีแกนนำพรรคทยอยเดินทางเข้าร่วม อาทิ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  นายโสภณ ซารัมย์ นายวราวุธ ศิลปอาชา นายสุชมกลิ่น สส.ชลบุรี นายสนธยา คุณปลื้ม ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยได้มีการเสิร์ฟมะพร้าวสดในการประชุมสัมมนาครั้งนี้ด้วน จึงถือเป็นหนึ่งในนโยบายในการแก้ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม ไฮไลท์คือการปาฐกถาของหัวหน้าพรรคฯ  ภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัส 192 เสียง โอกาสและความท้าทาย” ซึ่งจะเป็นบทสรุปหลังการเลือกตั้ง รวมถึงการกำหนดทิศทางและการพัฒนาพรรค 

จากนั้น นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ปาฐกถาของ ในหัวข้อถ่ายใต้ Roadmap 2026  “9 เดือนสู่การเปลี่ยนแปลง” 

ขณะที่ช่วงบ่ายจะเป็น กิจกรรมรวมพลังสร้างเอกภาพ ความสามัคคี ภายใต้ 1 ทีม 1 ทิศทาง หัวใจเดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน สส. เดิม กับ สส. ใหม่ รวมใจเป็นหนึ่งเดียว สู่ชัยชนะ นอกจากนี้จะมีกิจกรรมเวิร์คช็อป โดยแบ่งกลุ่ม ตามหัวข้อต่างๆ ปิดท้ายด้วยการ รับประทานอาหารเย็นสานสัมพันธ์ยามค่ำคืน สำหรับวันสุดท้ายใน 9 มี.ค.ก่อนเดินทางกลับจะมีการสรุปเวิร์คช็อปและ โรดแมปรวมไปถึง การรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิก

จากนั้นเวลา 09.40 น.นายอนุทิน เดินทางถึงพร้อมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  และน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ก่อนเดินขึ้นไปยังห้องประชุมสัมมนา ได้เดินทักทายบรรดาสส.ที่รออยู่ในห้องสัมมนาทั่วทั้งห้อง พร้อมกล่าวให้กำลังใจว่ายินดีด้วยนะกับสส.ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา

ต่อมานายอนุทิน กล่าวเปิดสัมมนา ว่าวันนี้ก็ต้องขออนุญาตกล่าวคำว่าขอต้อนรับทุกท่านสู่จุดกำเนิดของพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์ในวันนี้ พวกตนมาพบกับทุกท่านด้วยความตื่นเต้นและดีใจพัฒนาการของพรรคภูมิใจไทยเริ่มใหม่ปีนี้เข้าปีที่ 18 แล้ว ตนจำได้ว่าตอนที่เราตั้งพรรคครั้งแรกเดินแค่ 10 วินาทีก็ทักทายหมดแล้ว วันนี้เดินเกือบ 15 นาทีกว่าจะทักจนครบและทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเราไม่ว่าพรรคเราจะอยู่ในขนาดไหนก็ตามมีจำนวนสมาชิกเท่าไหร่ก็ตาม สิ่งแรกที่พรรคจะดำเนินการก่อนที่จะเข้าไปที่สภาผู้แทนราษฎรคือจะจัดให้มีการปฐมนิเทศของบรรดาสมาชิก  โดยในวันนี้ต้องขอย้ำว่าเป็นการร่วมประชุม การพบปะหารือสร้างความคุ้นเคยและปฐมนิเทศเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น วันนี้เราไม่ได้ประชุมสส.พรรคร่วมรัฐบาลเหมือนทุกครั้งและวันนี้ประชุมเฉพาะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นมาก  ตนคิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำความรู้จักกันและทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเราที่มันเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด จากตอนนั้นจาก 34 คนมาเป็น 51 คน มาเป็น 71 คนและในวันนี้มาเป็น 192 คน 

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับบรรดาสมาชิกใหม่ที่มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยการเลือกตั้งครั้งนี้เราต้องถือว่าเราร่วมเป็น ร่วมตายกันมาเรามีความใกล้ชิดกัน แต่เราต้องรวมกันทำให้เรารู้จักกันให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นการปฐมนิเทศวันนี้จึงเกิดขึ้น มีพวกเราที่มาร่วมชีวิตกันในครั้งนี้จากทุกภาคของประเทศไทย เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ตนอยากจะเห็นขอความกรุณาไม่ใช่ว่าท่านท็อป(นายวราวุธ) มาก็นั่งโต๊ะที่มีแต่จ.สุพรรณบุรี จ.นครปฐม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มาก็มีแต่โต๊ะของจ.ชุมพร จ.พิษณุโลกโต๊ะนายสุชาติ ก็มีแต่จ.ชลบุรี จ.จันทบุรี จ.ตราดจ.เพชรบุรี และจ.ราชบุรี ต้องแยกกัน นั่งรวมกันให้หมด  ทั้งนี้ ตนต้องขอแสดงความยินดีกับทุกท่านด้วยที่เราผ่านร้อน ผ่านหนาวมผ่านดงต่างๆ และรอดมาเป็นผู้แทนราษฎร ตนก็ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุน โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทุกท่านที่ไปช่วยกันปราศรัย ช่วยกันดีแบต ทำหน้าที่เชียร์ผู้สมัครให้ผู้สมัครของเราได้รับในการเลือกตั้ง ทุกท่านทำงานอย่างหนักและหนักหนาสาหัสมากตั้งแต่นายพิพัฒน์ นายเอกนิติ นางศุภจี นายสันติ พร้อมพัฒน์ ทุกคนไปช่วยกันลงพื้นที่อย่างเต็มที่ รัฐมนตรีทุกคนไม่ใช่อยู่ที่กระทรวงในช่วงฤดูหาเสียงเลือกตั้ง ลงพื้นที่ในช่วงนั้นกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามเป้าหมายของเรา ทุกท่านก็คงเห็นแล้วว่าจากการที่เราทำงานกันอย่างหนักหน่วง เราจึงเข้ามาตรงนี้ได้ไม่มีฟลุค วันนี้ส่วนใหญ่ 99 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งขาดคู่แข่ง เชิญนับเถอะจะนับกี่รอบก็พร้อม ยังไงท่านก็ชนะแน่นอน คนที่เคยชนะอยู่แค่เป็น 100 คะแนน ก็ชนะเป็น 10,000 คะแนน แต่ทุกคนตอนโทรศัพท์หาตนบอกหัวหน้าไม่ไหวจะตายแล้ว หัวหน้าตายแน่ๆ คนไหนที่บอกตายได้ประมาณ 15,000 คะแนน บางคนบอกว่าตายแน่ๆได้ประมาณ 20,000 คะแนน แต่คนที่บอกว่าชัวร์ ตกไปแล้วไม่ได้มาที่นี่ แต่ไม่เป็นอะไร สำหรับท่านที่มาอยู่ในพรรคภูมิใจไทยใหม่ท่านจะเห็นว่าพัฒนาการของเราเติบโตขึ้นมาโดยตลอดกราฟยังไม่เคยตก จะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ตามมันก็ยังขึ้นทะยานอยู่ เทรนยังไม่ตก วันนี้ก่อนจะประชุมหารือจะมีกิจกรรมละลายพฤติกรรม ซึ่งถือเป็นช่วงจังหวะที่ดีที่สุดที่เราจะทำความคุ้นเคยซึ่งกันและกัน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนอยากจะเรียนให้ท่านมั่นใจว่าตนถึงแม้ว่าจะมีพรรษาทางการเมืองน้อยกว่าหลายคนในห้องนี้ แต่ก็ได้ผ่านการเลือกตั้งมหาโหดมาประมาณ 4 ครั้งในชีวิตการเมืองที่เข้ามา ตนยืนยันถ้าพวกเราทุกคนไม่ประมาท ถ้าพวกเราทุกคนทำตัวให้เป็นที่เชื่อมั่นและไว้ใจและน่าเชื่อถือของชาวบ้านทำตัวสม่ำเสมอ ถ้าพวกเราทุกคนคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่ยังไม่พอ ต้องทำให้ชาวบ้านรักเราเพิ่มมากขึ้นอีก ตนยังไม่เห็นใครสอบตก ฉะนั้นนี่คือวิธีการทำงานแบบพรรคภูมิใจไทยคือเราไม่เห็นสิ่งอื่นใดสำคัญกว่าชาวบ้านที่เลือกเราเข้ามาให้เป็นผู้แทนราษฎร สำหรับตนยังไม่มีปัญญาเป็นสส.เขตเหมือนหลายท่าน ตนเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เหมือนกับหลายท่านเหมือนกัน แต่การเป็นสส. ปาร์ตี้ลิสต์ของคนในพรรคภูมิใจไทยไม่ว่าตนหรือเลขาพรรค  พวกเราพูดกันในห้องว่าสส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่ให้เขาเอาเบอร์มาแปะแล้วรอน้ำทิพย์โลมใจจากสส.เขตทั้งหลาย การที่เราได้เป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรคภูมิใจไทยคือสส.ประเทศไทย เรามี 19 คนเราจะต้องไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ต้องทำงานหนักกว่าสส.เขต เพราะขอบเขตการให้บริการของท่านทั่วประเทศต้องไปสนับสนุนสส.เขต ต้องไปสนับสนุนกิจกรรมต่างๆและรับฟังปัญหาของชาวบ้านทั่วประเทศ นำมาแก้ไขปัญหานี่คือวิธีคิดของพรรคภูมิใจไทย สส. ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคภูมิใจใจไม่ใช่สส.ที่รอเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เราต้องทำให้ความเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ทั้ง 19 คน ต้องทำงานอย่างหนักเพราะสิ่งเหล่านั้นคือคะแนน คู่แข่งของเราที่ดูแล้วว่าเขามาแน่ๆหรือว่ากระแสดีๆ แต่เมื่อเขาไม่ลงพื้นที่โอกาสกลับมาน้อยมากไม่มีหรอก สส.นั่งอยู่กับบ้านกระแสดี เดี๋ยวเขาเลือกเอง ตนยังไม่เคยเห็นตรงนี้สส.ภูมิใจไทยไม่มีทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ไม่มีวันหยุดหย่อน และในพรรคภูมิใจไทยวิธีการทำงานของพรรคภูมิใจไทยคนเป็นสส.สำคัญไม่น้อยกว่าคนเป็นรัฐมนตรี  และพวกตนที่มีโอกาสเป็นทางรัฐมนตรีและเป็นสส.ด้วยตนจะปลูกฝังพวกเขาตลอดว่าถ้าจะต้องเลือกเป็นสส.ไม่ใช่เลือกเป็นรัฐมนตรี ตนเคยพูดกับคนหลายคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลมาก่อน ตอนเขาได้รับตำแหน่ง แล้วเขาทิ้งตำแหน่งสส. ไปเลือกตำแหน่งรัฐมนตรี  ซึ่งไม่มั่นคงไม่มีการทำงานที่ผลิตผลงานได้อย่างเต็มที่สู้สส.ไม่ได้ เพราะตำแหน่งสส.เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติยศมากท่านต้องมีความภาคภูมิใจ ตนมีความภาคภูมิใจมากสมัยที่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ตนเป็นคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อเวลามีอภิปรายแล้วตนไปนั่งในที่ที่สส.ตนจะรู้สึกว่าพรรคเรามีพลังมากเป็นพิเศษ ต้องเรียนให้ทุกท่านเพื่อแชร์ความรู้สึกนี้ด้วย ตนเคยมานั่งจนหัวหน้ารัฐบาลมาเรียกให้ต้องขึ้นไปนั่งข้างบนที่นั่งของครม.เพราะเชื่อว่าตรงนั้นรังสีบางอย่างมันออก การเป็นสส.มันมีคุณค่าและมีความหมายมาก รัฐมนตรีปลดสส.ไม่ได้แต่สส.ปลดรัฐมนตรีได้ ท่านคิดดูแล้วกันว่าสิ่งที่ตนพูดมันมีน้ำหนักมากแค่ไหน 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าหลังการปฐมนิเทศเราคงจะรู้จักหน้าตาและรู้จักอุปนิสัยมีความคุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น และยิ่งเวลาทำงานด้วยแล้ว 4 ปีจากนี้เราจะมีความใกล้ชิดกันเพิ่มมากขึ้น  สิ่งที่ตนในฐานะหัวหน้าพรรคอยากขอวิงวอนขอพวกเราทุกคนให้รักษาไว้อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของความเป็นพรรคภูมิใจไทยนี่คือสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้พรรคของเราเติบโตขึ้นมาคำไหน คำนั้นเป็นปึกแผ่นไม่มีแหกคอก แต่ไหนๆก็พูดแล้วเรามีสส. 3 คนแหกคอก ขออนุญาตเลขาพรรคช่วงที่เราพักร้อน 3 เดือน มีสส.ของเรา 3 คน เห็นผิดเป็นชอบท่านอย่าคิดว่าชาวบ้านเขาไม่รู้ เที่ยวนี้ 3 คนไม่ได้กลับมาแม้แต่คนเดียว ฉะนั้นเรื่องของวินัย เรื่องของการรักษาเอกภาพของพรรคภูมิใจไทยต้องถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นเป็นอย่างยิ่ง เรื่องอื่นๆพูดคุยกันได้ไม่มีปัญหาใดๆ ท่านจะเห็นว่าการทำงานของพวกเราเป็นบ้านเดียวกัน แต่ตอนนี้เวลาไปกินข้าวอาจจะลำบากหน่อย เพราะ 192 คน ตอนนั้นไปกินโต๊ะจีน 7 โต๊ะได้ แต่ตอนนี้ 19 โต๊ะไม่รู้จะไปหาที่ไหนได้ก็คงจะต้องมีการจัดสัมมนาพบปะสังสรรค์กันตามเวลาที่เหมาะสมในทุกครั้ง เพื่อกระชับความแน่นแฟ้นของพวกเรา เพราะการทำงานทางการเมือง ตนคิดว่าทุกคนมีรูปแบบ เราจะมีรูปแบบการทำงานของแต่ละท่านทำให้พวกเราได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศ และพี่น้องประชาชนของเราแต่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตรงนี้เราไม่ห่วงเรามีกลไกที่จะคอยทำให้ท่านได้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่ท่านทำไปมันจะไม่เกิดปัญหาใดๆเรามีคนที่คอยดูแลเรื่องนี้ให้กับพวกท่านอยู่ตลอดเวลา 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า พวกเราทุกคนช่วยกันเสียสละเวลาแบบนี้ มันมีไม่เยอะที่เราจะอยู่ร่วมกันและทำกิจกรรมร่วมกันจะได้เกิดความคุ้นเคยกันอย่างเต็มที่ มันเป็นภาพที่สวยงามมาก พวกเราไปไหนไปเป็นปึกแผ่นสิ่งเหล่านี้ตนเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้ของพรรคภูมิใจไทย การปฐมนิเทศวันนี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานของเราให้เร็วที่สุด ทุกคนทราบแล้วว่าวันที่ 14 มี.ค.นี้ เราได้รับแจ้งเบื้องต้นว่าจะมีรัฐพิธีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา วันนั้นขาดไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว พิธีที่นี้มีความสำคัญมาก จากนั้นทุกอย่างจะดำเนินไปตามขั้นตอนมีการนัดประชุมสภานัดแรก เพื่อลงมติเลือกประธานสภา รองประธานสภาอีก 2 คนและหลังจากนั้นเมื่อมีการโปรดเกล้าฯประธานสภาคนใหม่ ก็จะนัดประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และนายกฯรอโปรดเกล้าฯ และตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ฉะนั้นยังมีขั้นตอนอีกมากมาย กว่าจะถึงวันที่มีรัฐบาลตอนนี้เราสามารถทำหน้าที่สส. อย่างเต็มที่ไม่ต้องบอกว่าเดี๋ยวรอตั้งรัฐบาลเสร็จก่อน เดี๋ยวรอเปิดประชุมก่อน หรือเปิดสภาก่อนไม่ต้อง สถานะความเป็นสส.เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา การรับรองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ทำให้ท่านเป็นสส.แล้ว แต่มีกฎข้อบังคับ ระเบียบและจริยธรรมที่ต้องดำเนินการยุคนี้เป็นยุคจริยธรรมกางกฏหมายอย่างเดียวไม่พอ ถ้าใครสงสัยไปอ่านได้ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าบทบัญญัติจริยธรรมว่ามีอะไรบ้าง แค่สงสัยโดยคนส่วนใหญ่ว่าท่านมีพฤติกรรมไม่ชอบ ไม่ถูกต้องหรือมีพฤติกรรมไม่ดี ท่านเข้าข่ายจริยธรรม ฉะนั้นตรงนี้มันจะประมาทไม่ได้ ขอให้ท่านถือคัมภีร์นี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา มันจะได้ไม่มีผลกระทบอะไรต่อท่าน หรือผลกระทบต่อสถานะของเรา ผลกระทบต่อตำแหน่งที่ท่านจะต้องไปเป็น เช่น ตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งอะไรก็แล้วแต่ในความเป็นสส.เป็นได้ ท่านต้องระวังเป็นอย่างมาก และที่สำคัญคนรอบข้าง ท่านจะมีผู้ช่วยหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องคัดเลือกมาอย่างดี อย่าให้มีปัญหา อย่าไปเอาคนที่มีปัญหามาอยู่เป็นที่ปรึกษาเป็นผู้ช่วย จะต้องดูประวัติให้เรียบร้อยด้วยไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหากับตัวเราได้ในอนาคตเช่นกัน จะพูดว่าจากนี้ไปไม่เป็นไร โอเค เดี๋ยวเคลียร์ได้ยิ่งเคลียร์ยิ่งดัง มีคนพร้อมคอยที่จะช่วยกระจายข่าวให้อยู่แล้ว ตรงนี้เราต้องมีความระมัดระวังในการทำงานและดำรงตำแหน่งสส.ของท่านอย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เรื่องการเตรียมตัวแถลงทรัพย์สินของท่านต้องเตรียมและไปดูข้อกฎหมายแต่พรรคก็มีทีมที่ปรึกษาว่าตรงไหนต้องแจ้งตรงไหนต้องแสดง คู่สมรสแปลว่าอะไรไม่ใช่จดทะเบียนอย่างเดียว กิ๊ก ไปไหนเปิดเผย  ถ้าคนเห็นว่าอยู่ด้วยกันก็ต้องแถลง มันมีหลายเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ ตรงนี้ท่านทั้งหลายจะได้รับข้อมูลต่างๆจากการปฐมนิเทศในวันนี้เช่นกัน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นเมื่อนายสีหศักดิ์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ ขึ้นพูด นายอนุทินได้เดินทักทายสส. อีกรอบและเดินออกจากห้องสัมมนามาตามสส.ที่เดินไปเข้าห้องน้ำให้กลับมาเข้าห้องสัมมนา ก่อนจะเดินไปชิมมะพร้าวน้ำหอม

จับเข่าคุย สส.ภูมิใจไทย! สีหศักดิ์รับโลกปั่นป่วน สหรัฐฯฉีกกติกาหมดทุกอย่าง

จับเข่าคุย สส.ภูมิใจไทย! สีหศักดิ์รับโลกปั่นป่วน สหรัฐฯฉีกกติกาหมดทุกอย่าง

จับเข่าคุย สส.ภูมิใจไทย! สีหศักดิ์รับโลกปั่นป่วน สหรัฐฯฉีกกติกาหมดทุกอย่าง

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

“สีหศักดิ์”จับเข่าคุย สส.ภูมิใจไทย! รับโลกปั่นป่วน “สหรัฐฯ”ฉีกกติกาหมดทุกอย่าง “ตะวันออกกลาง”ระอุเป็นสิ่งท้าทาย “ไทย”ต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-เตรียมแผนรับมืออพยพ ควบคู่ทำงานแบบมี”ยุทธศาสตร์การต่างประเทศเข้มแข็ง-ผู้นำเด็ดขาด” ลั่นต้องอยู่ให้ได้กับประเทศมหาอำนาจ แต่ถ้าถูกกดดันต้องมีศักดิ์ศรี-ยอมไม่ได้ ฝาก”ผู้แทนฯ ภท.”ช่วยสานงาน ตปท.ในสภาฯ ด้าน”ชาดา”ออกปากชม”บัวแก้ว”ทำงานรวดเร็ว ลดเสียงวิจารณ์ได้มาก

8 มีนาคม 2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวตอนหนึ่งต่อ สส.ของพรรคทั้ง 192 คน ในการสัมมนา สส. , ผู้บริหารพรรค และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย “พูด แล้ว ทำ พลัส” ว่า ในเรื่องการต่างประเทศ เราจะขับเคลื่อนประเทศไทยไปอย่างไรบ้าง ต้องยอมรับว่าขณะนี้โลกปั่นป่วนมาก กติกาต่างๆ ที่มี สหรัฐอเมริกาฉีกกติกาหมดทุกอย่าง ดังนั้น ไทยต้องมีการต่างประเทศที่เข้มแข็ง มีผู้นำที่เข้มแข็ง ตัดสินใจเด็ดขาด และต้องทำงานเป็นทีมไทยแลนด์ในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ทหาร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ท้าทายรัฐบาลในช่วงที่โลกกำลังปั่นป่วนคือปัญหาเร่งด่วนต้องแก้ไข อย่างเช่นกรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เราจะทำอย่างไรในการอพยพคนไทยที่อยู่ทั้งในประเทศอิหร่าน ดูไบ คูเวต กาตาร์ บาห์เรน หรืออิสราเอล เรามีแผนพร้อมหรือไม่ นอกจากนี้ เราต้องดำเนินงานแบบมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่แก้ปัญหาแค่เฉพาะหน้าสุด และการทูตต้องยึดผลประโยชน์ และศักดิ์ศรีของประเทศไทย อย่างเช่น กรณีกับกัมพูชา เขามาแบบนี้ เราก็ต้องตอบกลับไปแบบนี้ สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ให้ได้กับกัมพูชา ส่วนสหรัฐฯ ที่เป็นมหาอำนาจ เราก็ต้องอยู่กับสหรัฐฯ ให้ได้ ถ้าเขามากดดันเราก็ต้องมีศักดิ์ศรี ยอมไม่ได้

“ผมอยากฝาก สส.ของพรรคที่จะเข้าไปอยู่ในสภาฯ ว่า การต่างประเทศมีความเกี่ยวข้องกับสภาฯ ประเทศที่มีความเข้มแข็งเรื่องการต่างประเทศ จะมองการต่างประเทศแยกออกจากการเมือง ขอให้ทุกท่านที่เข้าไปอยู่ในสภาฯ ไม่ว่าจะบทบาทในกรรมาธิการ หรืออะไรต่างๆ ก็ดี อยากขอให้ช่วยขับเคลื่อนเรื่องการต่างประเทศด้วย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวชื่นชมไปยังนายสีหศักดิ์ และกระทรวงการต่างประเทศ ที่สามารถบริหารจัดการ และประสานงานเรื่องการอพยพคนไทยในประเทศตะวันออกกลางที่กำลังมีปัญหา ได้เป็นอย่างดี มีความรวดเร็ว ลดเสียงวิจารณ์ได้มาก ที่ก่อนหน้านี้เวลามีเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะถูกมองว่าดำเนินการล่าช้า