มิตรภาพ 20 ปีไม่เคยเปลี่ยน! สกลธี ยินดี สิริพงศ์ นั่ง รมช.คมนาคม ย้อนภาพวันวาน เทียบปัจจุบัน

มิตรภาพ 20 ปีไม่เคยเปลี่ยน! สกลธี ยินดี สิริพงศ์ นั่ง รมช.คมนาคม ย้อนภาพวันวาน เทียบปัจจุบัน

มิตรภาพ 20 ปีไม่เคยเปลี่ยน! สกลธี ยินดี สิริพงศ์ นั่ง รมช.คมนาคม ย้อนภาพวันวาน เทียบปัจจุบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก สกลธี ภัททิยกุล ระบุว่า 20 ปี ของมิตรภาพ  พี่โต้ง สิริพงษ์ เป็น ส.ส.สมัยแรกพร้อมกับผมเมื่อปี 2550 สมัยนั้นเราสนิทกันมาก เพราะสภาอยู่เกือบครบ 4 ปี และยังไปเรียนหลักสูตร ปนป.1 ด้วยกันอีก นิสัยถูกคอกันเลยกินเที่ยวด้วยกันบ่อย

พี่โต้งเป็นคนน่ารักและเป็นคนเก่ง ดีใจกับพี่โต้งมากๆ ที่ได้รับความไว้วางใจจากพรรคภูมิใจไทยและได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.คมนาคม 

อยากบอกว่าเหมาะสมมากๆ ครับ และเป็นกำลังใจให้พี่ + คิดว่าพี่โต้งต้องทำได้ดีในตำแหน่งหน้าที่นี้เพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติแน่นอนครับ

แยกกันไป 15 ปีกลับมาสภาเที่ยวนี้พี่โต้งส่งรูปสมัยปี 2550 มาให้ เลยเอามาเทียบกับรูปนี้ปี 2569 ครับ

เกาหลีเกาใจมากๆ

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา โวพร้อมตรวจสอบ หากทำแล้วกระทบปชช.

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา โวพร้อมตรวจสอบ หากทำแล้วกระทบปชช.

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา โวพร้อมตรวจสอบ หากทำแล้วกระทบปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา ชี้หากทำแล้วกระทบปชช. พร้อมตรวจสอบ ส่วนเนื้อหานโยบายเป็นอำนาจรัฐสภา เล็งคุย ศุภจี ดันกฎหมายนอมินี แก้ปัญหามะพร้าว

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผู้ตรวจการแบบนี้จะมีการจับตานโยบายของรัฐบาลที่มีความสุ่มเสี่ยงจะกระทบต่อประชาชน และพ.ร.บ.การเงินการคลังหรือไม่ ว่า  ถ้าเป็นเรื่องนโยบายโดยตรงจะเป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะตรวจสอบ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินการตรวจสอบเมื่อแปรนโยบายมาเป็นการปฏิบัติ สั่งให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามนโยบาย ซึ่งแน่นอนว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องติดตามนโยบาย ว่ามีนโยบายลงมาอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้ดูในทางปฏิบัติ และหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยมีขั้นตอนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่หากเป็นเรื่องนโยบายโดยตรงเป็นเรื่องของรัฐสภาทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล

ส่วนกฎหมายนอมินีกลางนั้น หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ก็จะมีการนัดหมายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาพูดคุยกัน รวมทั้งหารือกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทางเรื่องนอมินี และเรื่องมะพร้าว รวมถึงเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว และเป็นระบบเพื่อสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน

สับนโยบายรัฐบาลบ้านใหญ่ วีระยุทธ จี้ เลิกอุ้มเทคโนแครต พลิกวิกฤตเป็นภารกิจพลังงาน

สับนโยบายรัฐบาลบ้านใหญ่ วีระยุทธ จี้ เลิกอุ้มเทคโนแครต พลิกวิกฤตเป็นภารกิจพลังงาน

สับนโยบายรัฐบาลบ้านใหญ่ วีระยุทธ จี้ เลิกอุ้มเทคโนแครต พลิกวิกฤตเป็นภารกิจพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.51 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล

นายวีระยุทธเริ่มต้นด้วยการวิจารณ์ถึงความล่าช้าในการตัดสินใจและการจัดการวิกฤตน้ำมันจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ในภาวะวิกฤต ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาล “เดินนำหน้าประชาชน” อย่างน้อยหนึ่งก้าว แต่รัฐบาล “เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว” ทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และยอมรับว่าขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์ 

วีระยุทธ

การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด

นายวีระยุทธ ชี้ว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังในขณะนี้คือ การแสดงทิศทางที่ชัดเจนให้ประชาชนรับทราบเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นการระบุให้ชัดเจนในการจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยได้ยกตัวอย่างนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ซึ่งปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2554 แต่กลับไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินปี  2569 ทั้งที่วิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีความรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า

ในส่วนของการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบระยะกลาง นายวีระยุทธ เสนอว่า รัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” ก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5 เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี 2569 ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลงกว่าร้อยละ 65 ในเดือนมีนาคม ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่า ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ วีระยุทธย้ำว่าการเตรียมการดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดำเนินการแบบเหมารวม

นอกจากการมีนโยบายเชิงรับ นายวีระยุทธ เสนอว่า จำเป็นต้องมีนโยบายเชิงรุกควบคู่กันไปด้วย โดยตนเสนอให้รัฐบาลประกาศ “ภารกิจแห่งชาติ” อย่างหนักแน่นมุ่งมั่น นั่นคือ “การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทย” โดยมั่นคงหมายถึงต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเอื้อมถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอก ชน และประชาชนทุกระดับ ร่วมกันเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานต้องดำเนินการพร้อมกันสามแนวทาง ได้แก่ การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ  ทั้งนี้ การใช้กลไกรัฐบังคับเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า หากประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุคใหม่ สู่ยุคที่มีความมั่นคงทางพลังงานแล้ว แต่ละคนจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร การทำนโยบายในภาวะวิกฤตจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงเชิงรับ แต่ต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อทำให้ทุกคนทุกองคาพยพในประเทศเห็นเป้าหมายเดียวกัน

วีระยุทธ

อย่างไรก็ดี แม้นโยบายจะถูกออกแบบมาอย่างดีเพียงใด แต่ความสำเร็จมักมีปัจจัยมาจาก “ส่วนผสมของรัฐบาล” นายวีระยุทธ วิเคราะห์โครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้ว่า เป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่ม “การเมืองบ้านใหญ่” กับกลุ่ม “เทคโนแครต” โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอม “ปิดตา” ข้างหนึ่งให้แก่กันและกัน เพื่อธำรงการอยู่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่ยึดหลักการ 

นายวีระยุทธ เรียกระบอบการปกครองในลักษณะนี้ว่า “ปิดตาธิปไตย” โดยยกกรณีการลักลอบกักตุนน้ำมันกลางทะเลปริมาณ 57 ล้านลิตรเป็นตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะแต่ละฝ่ายต่างหลับตาให้แก่กัน เริ่มจากนายกฯ ดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมัน โดยเทคโนแครตไม่แย้งอะไรเลย ไม่ผลักดันเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการติดตามยานพาหนะขนส่งน้ำมันด้วยระบบ GPS แบบเรียลไทม์

นายวีระยุทธ ตั้งคำถามสำคัญ ว่า ประเทศไทยจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสภาพเช่นใด พร้อมเตือนว่าไม่ควรซ้ำรอยการออกจากวิกฤตโควิด-19 ที่แม้จะใช้เงินกู้ไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น จนทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะนำไปลงทุนสร้างอนาคตของประเทศ ทำให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอม ทั้งที่ประเทศไทยเคยมีบทเรียนที่ดีกว่านั้น จากวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2516-2519 ที่ในที่สุดสามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก จนออกจากวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม

ในช่วงท้าย นายวีระยุทธ กล่าวสรุปว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม

ประธานผู้ตรวจการฯ เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่ศาลรธน.กำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา

ประธานผู้ตรวจการฯ เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่ศาลรธน.กำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา

ประธานผู้ตรวจการฯ เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่ศาลรธน.กำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลา ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา 

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้ตรวจการแผ่นดินขยายระยะเวลาชี้แจง 15 วันกรณีคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 กรณีบัตรเลือกตั้งที่มี QR code และ Barcode อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยไม่ได้มีการขอขยายระยะเวลา  และก็ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญที่จะใช้ดุลยพินิจในการเรียกพยานหลักฐาน หรือพยานอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ และขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อพยานเพิ่มเติม ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญจะสอบถามหรือขอให้ส่งรายชื่อพยานเพิ่มเติม 

ส่วนบุคคลที่จะไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะขอรอดูหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน แล้วค่อยประชุมหารือกันอีกครั้งเพื่อส่งตัวแทนเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลยกคำร้อง มายด์ ภัสราวลี บินบราซิล! ชี้เงื่อนไขประกันตัวสำคัญ-หวั่นซ้ำรอยจำเลยอื่นหลบหนี

ศาลยกคำร้อง มายด์ ภัสราวลี บินบราซิล! ชี้เงื่อนไขประกันตัวสำคัญ-หวั่นซ้ำรอยจำเลยอื่นหลบหนี

ศาลยกคำร้อง มายด์ ภัสราวลี บินบราซิล! ชี้เงื่อนไขประกันตัวสำคัญ-หวั่นซ้ำรอยจำเลยอื่นหลบหนี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

9 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง ‘มายด์’ ภัสราวลี ขอเดินทางไปบราซิล เพื่ออบรมโครงการด้านการสื่อสารสิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของ “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หนึ่งในจำเลยคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 หรือ การชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116

กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากภัสราวลีได้ยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรต่อศาล เพื่อไปเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย. 2569 โดยในคำร้องยืนยันว่าการเดินทางดังกล่าวมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนและจะไม่กระทบต่อวันนัดสืบพยานโจทก์ที่มีกำหนดนัดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 นี้

อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยเห็นว่าเงื่อนไขในการสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานาน จึงไม่สมควรอนุญาต

คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2564 และในวันเดียวกันนั้นศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวภัสราวลีในระหว่างการพิจารณาคดี โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีก ให้เดินทางมาศาลตามนัดหมายทุกนัด และให้ถือปฏิบัติเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด รวมทั้งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล

ภัสราวลีได้ยื่นคำร้องขอออกเดินทางนอกราชอาณาจักรต่อศาล เนื่องจากต้องเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย. 2569 โดยคำร้องมีสาระสำคัญระบุว่า

คดีนี้ภายหลังจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลอย่างเคร่งครัดทุกประการ ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนีหรือไม่มาศาล จำเลยเข้าร่วมพิจารณาคดีทุกนัด และไม่เคยมีเหตุยื่นขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ปัจจุบันจำเลยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (constitution advocacy alliance) ซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการสื่อสารการรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญต่อประชาชนและสังคมโดยรวม มีการจัดกระบวนการพัฒนาศักยภาพให้แก่องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จำเลยได้สมัครเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 เพื่อมุ่งหวังว่าจะได้นำองค์ความรู้มาพัฒนาศักยภาพในการทำงานต่อไป

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการจัดการอบรมเพื่อสร้างชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยทั่วยุโรป ผู้เชี่ยวชาญด้านทางการเมืองระดับชั้นนำ ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเสริมศักยภาพในการส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับสากล ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – ตุลาคม 2569

สำหรับวิธีการเข้าร่วมอบรมมีทั้งช่วงที่กำหนดให้เข้าร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ และมีช่วงที่กำหนดให้เดินทางไปร่วมกระบวนการโดยตรงกับผู้จัดโครงการนอกสถานที่ในต่างประเทศ โดยโครงการนี้มีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอบรมเพียงจำนวน 40 คนเท่านั้นจากผู้สมัครทั่วโลก

จำเลยได้ผ่านการสัมภาษณ์คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรม และเริ่มเข้าร่วมการอบรมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยวิธีการอบรมทางออนไลน์ แต่ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย 2569 นี้ หลักสูตรกำหนดให้ต้องเดินทางไปเข้าร่วมกระบวนการอบรม ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล เพื่อให้ผู้จัดการอบรมและผู้เข้าร่วมจากทุกประเทศทั่วโลกมาพบปะและมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ หากจำเลยไม่ได้เดินทางไปเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ จะทำให้ไม่สำเร็จการอบรมตามหลักสูตร และพลาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งพลาดโอกาสเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อต่อยอดและนำไปใช้ในการทำงาน

ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักรในระหว่างวันที่ 13 – 18 เม.ย. 2569 และช่วงเวลาการเดินทางของจำเลยมิได้อยู่ในช่วงการสืบพยานของศาล และมีกำหนดการที่ชัดเจนจึงมิได้ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีของศาล จึงขอศาลอนุญาตให้จำเลยซึ่งอยู่ระหว่างการใช้สิทธิต่อสู้คดีและยังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย ได้เดินทางเข้าอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ อันเป็นโอกาสสำคัญในการประกอบอาชีพ และเมื่อจำเลยเดินทางกลับเข้ามาในราชณาจักรแล้วจะมารายงานตัวต่อศาล

ในวันเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าเงื่อนไขในการสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย เพราะเกรงว่าการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ซึ่งจำเลยอื่นที่ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรนั้นก็หลบหนีมาแล้ว ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานาน ในชั้นนี้จึงไม่สมควรอนุญาต ยกคำร้อง” ลงชื่อผู้พิพากษาผู้ทำคำสั่งโดย สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์

ทั้งนี้ คดีจากการชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อปี 2563 จัดขึ้นโดยกลุ่มราษฎร 2563 ผู้ชุมนุมได้เดินขบวนจากแยกสามย่านไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่ากษัตริย์ไทยใช้พระราชอำนาจบนดินแดนเยอรมันหรือไม่ ซึ่งขณะนั้นภัสราวลีทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำเลยอื่นไปยื่นหนังสือที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยให้กับเอกอัครราชทูต ที่สถานทูตเยอรมนี และต่อมาพบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 จากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสิ้น 13 คน ซึ่งนับว่าคดีที่มีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีข้อหานี้มากที่สุดจากเหตุการณ์ชุมนุมในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา

ปัจจุบัน คดียังคงอยู่ในระหว่างการสืบพยานโจทก์ โดยศาลมีกำหนดนัดสืบพยานนัดถัดไปในวันที่ 18-19 มิ.ย. 2569 และนัดอีก 6 นัดไปจนถึงเดือนกันยายน 2569

26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจัดพิธีทางสงฆ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 26 ปีวันสถาปนาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน วันที่ 12 เมษายน โดยตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีการสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการ สักการะพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งประดิษฐาน ณ ชั้น 9 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และพลตำรวจเอก สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ รวมถึงอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าร่วมงาน

นายทรงศัก กล่าวย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ว่าเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่และอำนาจที่สำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน ใน 3 กรณี คือ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

1) กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ  ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น หรือเกินสมควรแก่เหตุ

2) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

3) การที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สำหรับดำเนินงานกว่า 26 ปี ผู้ตรวจการแผ่นดินมุ่งมั่นทำงานแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนด้วยความเป็นอิสระ เป็นกลาง และเป็นธรรม ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2543 จนถึงปัจจุบัน (เดือนมีนาคม 2569) ได้ปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหาประชาชนแล้วเสร็จรวม 64,471 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 94.72 จากทั้งหมด 68,062 เรื่อง เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ 3,591 เรื่อง โดยประเด็นที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2. การปฏิบัติหน้าที่หรือการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ 3. การร้องเรียนการบริหารงานของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนรายกรณีที่เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างกว้างขวางหลากหลายกรณี อาทิ 
การแก้ไขปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี), การแก้ไขปัญหาการจัดการความปลอดภัยสำหรับงานก่อสร้างและบำรุงทาง, การแก้ไขปัญหาว่าด้วยความมั่นคงในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามไซเบอร์ และการบริหารจัดการของหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ, การแก้ไขปัญหาขยะในทะเลและชายหาด และการจัดให้มีสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตบนเกาะหลีเป๊ะอย่างยั่งยืน

ส่วนแนวทางการทำงานจากนี้จะยึดหลัก  “5 R”  มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโดยยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง   เสนอแนะเพื่อส่งเสริมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกภาคส่วน   การเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถให้กับประชาชน การยึดหลักนิติธรรมและการส่งเสริมหลักนิติธรรม และปรับแนวทางการทำงานและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน  

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

นายทรงศักยังกล่างถึงการประเมินผลการทำงานตลอด 26 ปีที่ผ่านมาของผู้ตรวจการแผ่นดินมีความน่าพอใจหรือมีประเด็นที่ต้องมีการแก้ไขเพื่อปิดช่องโหว่ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเป็นไปด้วยความรวดเร็วว่าผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องร้องเรียนจนถึงปัจจุบันมีประมาณ 98,000 กว่าเรื่อง  สามารถดำเนินการแก้ไขไปได้ประมาณ 94,000 กว่าเรื่อง หรือคิดเป็นร้อยละ 95 -96  และบางเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งจะเร่งรัดให้เร็วขึ้น เพื่อให้เรื่องที่ค้างเกิน 1 ปีลดลง ให้น้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานตลอด 26 ปีที่ผู้ตรวจการและสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทุกรุ่นได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงวิธีการทำงานโดยเฉพาะการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของผู้จัดการแผ่นดินคือการลงพื้นที่เปิดเวทีประชาคมรับฟังข้อคิดเห็น จากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง โดยพบว่าประชาชนมีความพึงพอใจที่ได้มีโอกาสสะท้อนปัญหาและได้แสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินยังคงรักษาการเป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน โดยไม่ได้เอนเอียงเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีความเที่ยงธรรมเที่ยงตรงและมีเจตนาดีที่จะให้ทุกฝ่ายได้ทำงานร่วมแสวงหาทางออกอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี ทั้งนี้ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือในเรื่องเชิงระบบและในหมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ  การตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของรัฐซึ่งได้มีการดำเนินการไปหลายเรื่อง เช่นเรื่องนอมินี  ได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายและอยู่ระหว่างเสนอไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและเสนอมาตรการในเชิงบริหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขับเคลื่อนเรื่องน้ำประปา ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติอยู่ระหว่างขับเคลื่อนให้มีกลไกระดับชาติหรือจัดทำพิมพ์เขียวทั้งในเรื่องของน้ำและไฟ  เชื่อว่าเรื่องใหญ่ๆที่กำลังขับเคลื่อนได้รับการตอบสนองอย่างดีทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินได้ไปสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงาน 

ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สงครามของทรัมป์! ราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย

สงครามของทรัมป์!  ราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย

สงครามของทรัมป์! ราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ภายใต้การนำของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้หลายประเทศมองสหรัฐฯ เปลี่ยนไป จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นหลักด้านความมั่นคง กลายเป็นประเทศที่การตัดสินใจสามารถทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศขยายตัว

ทรัมป์อธิบายการโจมตีอิหร่านว่าเป็นเรื่องของ “ความมั่นคง” และการจัดการ “ภัยคุกคาม” ขณะที่รัฐบาลในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียจำนวนมากมองว่าการใช้กำลังของสหรัฐฯ เพิ่มความเสี่ยงของสงคราม

มุมมองที่ต่างกันนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับรัฐบาล แต่เกิดขึ้นในระดับของผู้คน และเริ่มส่งผลต่อท่าทีที่มีต่อคนอเมริกันในต่างประเทศ

ภายในประเทศ เสียงของประชาชนยังแยกออกเป็นสองฝั่ง ในนิวยอร์กและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีการชุมนุมคัดค้าน ขณะที่อีกกลุ่มยังสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล

อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี จำกัดบทบาทของตัวเองในสงครามกับอิหร่าน และไม่เข้าร่วมในปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายผลักดัน การตัดสินใจนี้ทำให้เห็นว่าพันธมิตรในยุโรปไม่ได้เดินไปในแนวทางเดียวกับสหรัฐฯ

ในกรอบ NATO ประเทศสมาชิกบางส่วนกำหนดจุดยืนของตัวเอง และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่อาจขยายตัว

การตัดสินใจของประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือทางทหารไม่ได้เหมือนเดิม และพันธมิตรไม่ได้พร้อมสนับสนุนสหรัฐฯ ในทุกสถานการณ์

คนอเมริกันที่อยู่ต่างประเทศต้องปรับการใช้ชีวิตทันที ในตะวันออกกลาง แอฟริกา และบางส่วนของเอเชีย หลายคนยกเลิกการเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และใช้ชีวิตด้วยความระวังมากขึ้น

มีกรณีถูกปฏิเสธการให้บริการในที่พักหรือสถานที่สาธารณะ ถูกมองด้วยความไม่ไว้วางใจ และถูกหลีกเลี่ยงหรือไม่ต้อนรับจากผู้คนในบางประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา

การมีคนอเมริกันอยู่ในพื้นที่ ทำให้บางประเทศต้องระวังมากขึ้น เพราะเกรงว่าความขัดแย้งจะลุกลามมาถึงตัวเอง หากเกิดการตอบโต้จากฝ่ายที่ไม่พอใจสหรัฐฯ เป้าหมายอาจเป็นคนอเมริกันในพื้นที่สาธารณะ และอาจทำให้คนในประเทศนั้นได้รับผลกระทบไปด้วย

หลายคนต้องคิดก่อนจะเดินทาง คิดก่อนจะไปในที่สาธารณะ และติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับรัฐส่งผลถึงชีวิตของคนทั่วไปโดยตรง

“พาสปอร์ตสหรัฐฯ” ที่เคยช่วยให้เดินทางได้สะดวก กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ถูกจับตามองในบางพื้นที่ และทำให้การแสดงตัวว่าเป็นชาวอเมริกันต้องระวังมากขึ้น

การที่พันธมิตรไม่เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในสงคราม ทำให้หลายประเทศต้องกำหนดทิศทางของตัวเองอย่างชัดเจน ประเทศในอาเซียน แอฟริกา และอเมริกาใต้เริ่มสร้างความร่วมมือกับจีนและรัสเซียมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่เหมือนเดิม ประเทศต่างๆ ไม่ยึดการตัดสินใจไว้กับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

สหรัฐฯ จึงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่กำหนดทิศทางของระบบระหว่างประเทศได้เหมือนที่ผ่านมา

สงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนตำแหน่งของสหรัฐฯ ในระบบโลก พันธมิตรลดระดับความร่วมมือ ประเทศต่างๆ เลือกหาทางของตัวเอง

ภาพของสหรัฐฯ ในสายตาของโลกเปลี่ยนไป จากประเทศที่เคยเป็นศูนย์กลางของความมั่นคง กลายเป็นประเทศที่หลายฝ่ายต้องระวังมากขึ้นก่อนจะเข้าไปเกี่ยวข้อง

ผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้อยู่แค่ในเวทีระหว่างประเทศ แต่ส่งผลถึงคนอเมริกันที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่ไว้วางใจจากผู้คนในหลายประเทศ

และนั่นคือราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย จากสงครามที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ธนกร หนุนนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ทิศทางชัด รับมือวิกฤตพลังงาน-โลกผันผวน

ธนกร หนุนนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ทิศทางชัด รับมือวิกฤตพลังงาน-โลกผันผวน

ธนกร หนุนนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ทิศทางชัด รับมือวิกฤตพลังงาน-โลกผันผวน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

9 เมษายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ผมได้ฟังคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี สะท้อนทิศทางการบริหารประเทศที่ชัดเจนในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน โดยเฉพาะวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนเศรษฐกิจทั่วโลก

จุดสำคัญคือการเน้น “ความต่อเนื่องของนโยบาย” ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สะดุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากภายนอก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการ” โดยเฉพาะ SMEs และภาคเกษตร เพื่อประคองรายได้และการจ้างงานในช่วงที่ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น

อีกประเด็นสำคัญ คือการวางสมดุลระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคงของประเทศ” รวมถึงการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

และท้ายที่สุด คำแถลงนโยบายชุดนี้ยังเน้น “การทำงานเชิงปฏิบัติ” ที่สามารถแปลงเป็นผลลัพธ์ได้จริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย

โดยรวมแล้ว รัฐบาลอนุทิน 2

กำลังวางรากฐานให้ประเทศสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากภายนอก

โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน

ควบคู่กับการดูแลประชาชนภายในประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ผมขอให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรีในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ครับ

สมชัย ไม่หวั่น กกต. ได้ ไชยันต์ มาเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

สมชัย ไม่หวั่น กกต. ได้ ไชยันต์ มาเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

สมชัย ไม่หวั่น กกต. ได้ ไชยันต์ มาเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.41 น.

วันที่ 9 เม.ย. เวลา 10.00น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณี กกต.เชิญ นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาเป็นพยานในคดีบัตรเลือกตั้ง นั้น  ว่า เท่าที่ทราบ คิดว่า  กกต.คงเห็นที่นายไชยันต์โพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊คส่วนตัว ว่า ระบบการเลือกตั้งและขั้นตอนการเลือกตั้งของอังกฤษเป็นอย่างไร และ กกต.คิดว่าความเห็นดังกล่าวเป็นประโยชน์ จึงได้นำนายไชยันต์มาเป็นหนึ่งในพยาน ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของกกต.ที่จะให้ใครก็ตามที่เห็นว่าเหมาะสม แต้ในแง่ขอกฎหมาย การคุ้มครองของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ทั้งที่ อังกฤษ และสิงคโปร์ ที่มีการเก็บบัตรเลือกตั้งไว้ที่ศาล และจัดเก็บเป็นเวลาเพียงแค่ 6เดือน หลังจากนั้นก็จะทำลายทิ้งทั้งหมด ต่างจากประเทศไทยที่หลักฐานต่างๆ จะมีการแยกจัดเก็บในแต่ละที่ มีโอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลมากกว่า ดังนั้นต้องไปดูในรายละเอียดว่า กรณีอังกฤษกับไทย มีจุดเหมือนและจุดแตกต่างอย่างไรบ้าง  หวังว่า ในการสืบพยาน ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน  ถ้าฝ่าย กกต.มีอาจารย์ไชยันต์ เป็นพยาน ฝ่ายประชาชนผู้ร้องอาจต้องมีอาจารย์สมชัยเป็นพยานเช่นกัน 

สมชัย
สมชัย
สมชัย

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รายงานตัวเป็น สส. หลัง กกต. ประกาศรับรองเพิ่ม

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รายงานตัวเป็น สส. หลัง กกต. ประกาศรับรองเพิ่ม

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รายงานตัวเป็น สส. หลัง กกต. ประกาศรับรองเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.38 น.

“ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” รายงานตัวเป็นสส.หลังกกต.ประกาศรับรองเพิ่มเติม

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย รายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ภายหลัง กกต. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มเติม โดยมี น.ส.สิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ น.ส.วิภารัตน์ ถมยา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง ให้การต้อนรับ 

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1 คน