นายกฯ ชี้สถาบันครอบครัว เป็นอัตลักษณ์ของชาติ แซวตัวเองปีนี้ 60 ปีเข้ากลุ่มสูงวัยแล้ว ขำๆอายุเป็นเพียงตัวเลข

นายกฯ ชี้สถาบันครอบครัว เป็นอัตลักษณ์ของชาติ แซวตัวเองปีนี้ 60 ปีเข้ากลุ่มสูงวัยแล้ว ขำๆอายุเป็นเพียงตัวเลข

นายกฯ ชี้สถาบันครอบครัว เป็นอัตลักษณ์ของชาติ แซวตัวเองปีนี้ 60 ปีเข้ากลุ่มสูงวัยแล้ว ขำๆอายุเป็นเพียงตัวเลข

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.12 น.

นายกฯเปิดงานวันผู้สูงอายุ ชี้สถาบันครอบครัวเป็นอัตลักษณ์ของชาติ แซวตัวเองปีนี้ 60 ปีเข้ากลุ่มสูงวัยแล้ว ขำๆอายุเป็นเพียงตัวเลข ติดตลกค่านิยมสังคมไทยเรียกใครพี่ไม่โดนชกหน้า

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2569  โดยมีนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เข้าร่วมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า สถาบันครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญในชีวิตของพวกเราทุกคนเพราะเป็นพื้นที่แห่งการสืบสานความคิดความเชื่อค่านิยมและวัฒนธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิทธิประกอบการเป็นตัวตนของแต่ละคนที่หลอมรวมกันในสังคมจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาติ หากสถาบันครอบครัวมีความแข็งแรง ประเทศชาติของเราก็จะแข็งแรง แต่ในทางตรงกันข้ามหากสถาบันครอบครัวอ่อนแอ คงเป็นการยากที่จะสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็ง  ดังนั้นครอบครัวจึงมีความสำคัญกับชีวิตของพวกเราทุกคน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยในครอบครัวของเราซึ่งล้วนแล้วแต่เคยเป็นผู้ปกครองของเราทุกคนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการส่งต่อเรื่องราวความคิดความเชื่อ ความอบอุ่นให้แก่คนรุ่นหลัง แต่ที่น่าเสียดายว่าในโลกยุคปัจจุบันช่องว่างระหว่างคนแต่ละช่วงวัยมีมากขึ้นเรื่อยๆ ปู่ ย่า ตา ยายกับคนรุ่นใหม่ในบางครั้งก็พูดคนละภาษา แต่ความสัมพันธ์ในเรื่องของความเคารพนับถือกันยังมีอยู่ แต่เนื่องจากความห่างเหินมันจะทำให้สายสัมพันธ์มันไม่เหมือนเดิม การจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันครอบครัวในปีนี้ จึงถือว่ามีความสอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสวัสดิการและการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อครอบครัวและผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งทางด้านสุขภาพ ด้านความปลอดภัย การมีงานทำที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมกับสังคม เพื่อให้สังคมผู้สูงวัยยังคงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ

นายกฯ กล่าวต่อว่าการจัดงานในวันนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดก้ม กราบกอดผู้สูงวัยสร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง ทำให้เราเห็นภาพว่าบางครั้งการสานสัมพันธ์ในครอบครัวเริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆเหล่านี้คือการก้ม การกราบและการกอดกันในครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดว่าไม่สำคัญ แต่ในยุคที่พวกเราถือมือถือกันคนละเครื่อง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความอบอุ่นความไว้เนื้อเชื่อใจ ความผูกพันในอดีตที่เราเคยได้รับมากลับมาสู่ความทรงจำของพวกเราอีกครั้ง ทั้งนี้ขอให้ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัว และผู้สูงอายุเนื่องในโอกาสนี้ขออวยพรให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขอให้ทุกครอบครัวเปี่ยมไปด้วยความรักความอบอุ่นและความสามัคคีเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติของเราให้เจริญก้าวหน้าสืบไป ที่พูดมานี้เหมือนกับให้พรตัวเอง เพราะปีนี้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเดียวกับพวกท่านเหมือนกัน ก็เข้าวัยเกษียณเหมือนกัน ปีนี้อายุ 60 ปีแล้ว แต่ตนคิดว่าเดี๋ยวนี้คำว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้นน่าจะมีความหมายกับพวกเรามากขึ้นไปอีกตนเดินเข้ามานึกว่ามางานเยาวชน ไม่ได้รู้สึกว่าเดินเข้ามาในงานสังคมผู้สูงวัย แต่อยากก้ม อยากกราบ และอยากกอดทุกท่าน เพราะกิริยาท่าทางเช่นนี้เป็นกิริยาท่าทางที่จะทำให้เรามีความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่น ซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เราได้แสดงความในใจออกมาด้วยการกอดกัน การแสดงความเคารพนับถือด้วยการกราบ ความจริงก็คือการไหว้ ถ้าอายุมากหน่อยไม่ลังเลที่จะไปกราบ แต่หากอายุใกล้เคียงกันก็ว่าซึ่งกัน

นายกฯ กล่าวอีกว่า สังคมไทยดีอย่างถ้าเราไม่มั่นใจเรียกพี่ไว้ก่อน บางทีอายุน้อยกว่าเรา 20 -30ปีก็เรียกพี่ไว้ก่อน มันเป็นค่านิยมที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่สร้างค่านิยม ถ้าเราเรียกใครพี่จะไปชกหน้าเขา ก็คงไม่กล้า มีความเกรงใจเกิดขึ้นอย่างน้อยมีความปรารถนาดีต่อกันและกันเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นวัฒนธรรม เป็นค่านิยมที่ดีที่เราจงปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก อีกไม่กี่วันเราก็จะได้มีความสุขในครอบครัวรัฐบาลในอดีตได้กำหนดให้วันที่ 13 เม.ย.และวันที่ 14 เม.ย.วันหนึ่งเป็นวันครอบครัว อีกวันเป็นวันผู้สูงอายุ แต่เรารวมกันหมด เพราะต้องถือว่าเป็นวันที่คนไทยทุกคนมีความสุข มีการได้พบกันสร้างความอบอุ่นภายในครอบครัวของเรา ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นบอกว่าชาร์จแบตเตอรี่ เพราะต่างคนต่างมีภารกิจหน้าที่มากมายการที่ได้มาพบกับคนที่เรารักคนที่เรารัก นับถือคนที่เราอยากเจอเป็นการเติมพลัง และหลังจากนั้นเราก็มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปเรามีปัญหาเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าไม่มีปัญหา ก็คงไม่มีปัญหา เพราะเราเป็นประเทศเป็นสังคมที่ใหญ่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรามีพลังมากเพียงพอมีความสามัคคีกันมากเพียงพอที่จะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ไปด้วยกัน สำหรับตนคำตอบคือเราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้แน่ ถ้าเราร่วมมือร่วมใจขอให้ทุกคนมีความสุขสวัสดีปีใหม่ไทย

จากนั้นนายกฯมอบรางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ พุทธศักราช 2569 แก่นายสุทธิชัย หยุ่น และมอบรางวัลให้กับครอบครัวร่มเย็น 

สุริยะ ควงคู่ 2 รัฐมนตรีช่วย ถือฤกษ์ 9 โมง 9 นาที เข้าก.เกษตรฯวันแรก มอบ 5 นโยบายหลัก เพิ่มรายได้เกษตรกร

สุริยะ ควงคู่ 2 รัฐมนตรีช่วย ถือฤกษ์ 9 โมง 9 นาที เข้าก.เกษตรฯวันแรก มอบ 5 นโยบายหลัก เพิ่มรายได้เกษตรกร

สุริยะ ควงคู่ 2 รัฐมนตรีช่วย ถือฤกษ์ 9 โมง 9 นาที เข้าก.เกษตรฯวันแรก มอบ 5 นโยบายหลัก เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.06 น.

“สุริยะ” ควง 2 รมช.เกษตรฯ เข้ากระทรวงวันแรก  ชู 5 นโยบายหลัก 6 มาตรการเร่งด่วน แก้ปัญหาภาคเกษตร รับมือวิกฤติพลังงาน จากผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง เดินหน้าเจรจานำเข้าปุ๋ยจาก รัสเซีย คู่กวาดล้างขบวนการกักตุนในประเทศ หลังพบราคาพุ่งกระทบต้นทุนการผลิตโดยรวมของเกษตรกร  หยอดยาหอม ย้ำข้าราชการกระทรวง ดำเนินนโยบายยึดผลประโยชน์เกษตรกร และประเทศชาติเป็นสำคัญ

วันที่ 8 มีนาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง 2 คน ถือฤกษ์ 09.09 น. เดินทางเข้ากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง 6 จุดสำคัญ บริเวณโดยรอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ในวาระเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการฯ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ ซึ่งบรรยากาศตลอดช่วงเช้าได้มีข้าราชการกระทรวงเกษตรฯอธิบดีกรมต่างๆ คณะทำงานรัฐมนตรี และทีมงานพรรคเพื่อไทย ใส่เชิ้ตขาวไม่สวมสูท รอต้อนรับ และร่วมส่งกำลังใจ 

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เรียกประชุมหน่วยราชการเข้าพูดคุย และหารือถึงแนวทางการดำเนินนโยบายของกระทรวงฯ ที่จะใช้ขับเคลื่อนแผนงาน ทั้งมาตรการแก้ปัญหาภาคเกษตร และการรับมือผลกระทบวิกฤติพลังงานโลกจากการสู้รบตะวันออกกลาง

นาย สุริยะ  กล่าวว่า นโยบายที่จะขับเคลื่อนมี 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย การยกระดับภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมผลักดันบิ็กดาต้า AI เข้ามาช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและส่งเสริมคุณภาพสินค้า ทั้งในระดับชุมชนและภาคเกษตรกรรม /เพิ่มรายได้เกษตรกรผ่านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาและขยายตลาดทางการแข่งขัน/สร้างทักษะเกษตรกรทุกระดับผ่านการให้องค์ความรู้ในการทำเกษตรสมัยใหม่ /ปรับโครงสร้างสินค้าเกษตรให้สอดคล้องตลาดให้ผลิตผลค้าขายได้จริง ซึ่งจะต้องวางแผนตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการหาตลาด การขนส่งเชื่อมโยงไปยังผู้ประกอบการ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นและไม่กลับไปตกต่ำ และจะทำควบคู่กับการปราบสินค้าเกษตรเถื่อนผิดกฎหมาย ตลอดจนจะต้องบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วม/น้ำแล้ง ทำให้น้ำมีเพียงพอต่อภาคเกษตร และภาคครัวเรือน รวมถึงพัฒนาระบบเตือนภัยเพื่อลดความเสี่ยงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่ นโยบายเร่งด่วนจะเดินหน้าขับเคลื่อน 6 มาตรการ ประกอบด้วย การปรับปรุงการใช้ปุ๋ยชีวภาพ 70/30 เร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย ลดปัญหาการขาดคแคลน ควบคู่กับการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เบื้องต้น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะเดินทางไป เจรจากับประเทศรัสเซีย เพื่อนำเข้าปุ๋ย ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการในฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง เพื่อแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่ในขณะนี้ โดยคาดว่า มาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่ ส่วนปัญหาทางด้านราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ หลังจากตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการกักตุน และในขณะนี้ทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่ามีเครือข่ายไหนที่กักตุนปุ๋ย เบื้องต้นจะมีการคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดเอาผิดดำเนินการเอาผิด ทางคดี  เชื่อว่า ทั้ง 2 แนวทางทั้งเจรจานำเข้าและปราบปรามผู้กักตุนจะช่วยทำให้ เสนอสถานการณ์ขาดแคลนปุ๋ยและราคาเข้าสู่สภาวะปกติ

ส่วนเรื่องปัญหาราคาน้ำมันภาคการเกษตรเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการขับเคลื่อน ในส่วนปัญหา เรื่องนี้มันภาคการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสรุปข้อมูลปัญหาทั้งหมดเพื่อ ใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาโดยรวมให้กับเกษตรกรต่อไป นอกจากนี้มาตรการแก้หนี้เกษตรกรที่พรรคเพื่อไทยได้เคยหาเสียงไว้ ซึ่งเป็นนโยบายเหรียญทองที่จะมีการพักหนี้ให้กับเกษตรกรนาน 3 ปีนั้น เบื้องต้นจะมีการหารือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ กำหนดแนวทางร่วมกันต่อไป 

นายสุริยะ ย้ำว่า ทั้ง 3 รัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายอย่างจริงจัง เพราะภาคเกษตรเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ยอมรับ ปัจจุบันภาคเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ซึ่งการทำงานของตน ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะปรับบวนทัพเกษตรกรให้มีความพร้อม ทั้งศักยภาพและพื้นที่การเกษตรที่มีความพร้อมต่อภาคการผลิต

ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาต กกต.ขยายเวลา 15 วัน ส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาต กกต.ขยายเวลา 15 วัน ส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาต กกต.ขยายเวลา 15 วัน ส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.55 น.

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’อนุญาตให้ ‘กกต.’ ขยายเวลา 15 วัน ส่งคำชี้แจงข้อกล่าวหา”คดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด”  พร้อมระบุบัญชีพยานหลักฐานและที่มา

วันที่ 8 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงในศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้ง สส. ที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ซึ่งตามคำร้องระบุว่าบัตรเลือกตั้งดังกล่าว  น่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้  ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และ มาตรา 224

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ กกต. เลขาธิ การ กกต. สำนักงาน กกต. ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และให้ผู้ร้องรวมถึงผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐานภายใน 15 วัน    ซึ่งเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กกต. ขอขยายเวลาการส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติอนุญาตขยายเวลาไป 15 วัน  คาดว่าจะครบกรอบช่วงปลายเดือนเมษายนนี้

นายกฯ โยนถาม ศุภจี หลังหารือเม็ดพลาสติก วราวุธบอกสั้น ๆ ดีเลย Very Good

นายกฯ โยนถาม ศุภจี หลังหารือเม็ดพลาสติก วราวุธบอกสั้น ๆ ดีเลย Very Good

นายกฯ โยนถาม ศุภจี หลังหารือเม็ดพลาสติก วราวุธบอกสั้น ๆ ดีเลย Very Good

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.49 น.

“นายกฯ” โยนถาม “ศุภจี” หลังหารือเม็ดพลาสติก ขณะ“วราวุธ”บอกสั้น ๆ “ดีเลย Very Good” พร้อมทำมือโอเค-นิ้วโป้งคู่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ใช้เวลาหารือกับนายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และนายวรวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูง ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล 

ทั้งนี้ระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกจากทำเนียบรัฐบาลช่วงหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้ลดกระจกรถลง พร้อมโบกมือทักทายผู้สื่อข่าว ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามว่า นางศุภจี ได้รายงานผลการประชุมเม็ดพลาสติกอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้ไปถามนางศุภจี เดี๋ยวตนจะไปงานผู้สูงอายุที่เมืองทองก่อน 

ขณะที่ นายวราวุธ ได้ลดกระจกรถลง ก่อนผู้สื่อข่าวจะถามว่า ประชุมกับนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างไรบ้าง นาย
วราวุธ กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ดีเลย Very Good พร้อมทำมือโอเค และนิ้วโป้งคู่ 

ทั้งนี้ เวลา 08.30 น.ที่ผ่านมา นางศุภจี และ นายวราวุธ ได้ประชุมแนวทางรับมือกับราคาเม็ดพลาสติกที่สูงขึ้น และขาดแคลน เนื่องจากสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง และการเปิดปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังมีความไม่แน่นอน

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.จับโกหก อนุทิน แถลงไม่มี ไอ้โม่ง กักตุนน้ำมัน ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.จับโกหก อนุทิน แถลงไม่มี ไอ้โม่ง กักตุนน้ำมัน ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.จับโกหก อนุทิน แถลงไม่มี ไอ้โม่ง กักตุนน้ำมัน ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.35 น.

‘ศรีสุวรรณ’ร้อง’ ป.ป.ช.’จับโกหก’อนุทิน’ ปมแถลงไม่มี”ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง ชี้หลังจากนั้นพบหลายรายกักตุนน้ำมัน

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ที่สำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนและมีความเห็นเพื่อชี้มูลความผิดกรณีนายกฯแถลงยืนยันว่าไม่มีไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฎว่ามีการจับกุมผู้กักตุนน้ำมันจำนวนมากได้หลายราย ล่าสุดที่คลังสุราษฎร์ ธานีนั้นชี้ให้เห็นว่าเป็นการแถลงให้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ออกมาแถลงถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหน้าสถานีบริการต่างๆทั่วประเทศ โดยประชาชนต่างครหาว่าอาจมีไอ้โม่งคอยกักตุนน้ำมัน เพื่อหวังผลเก็บไว้ขายในช่วงที่น้ำมันมีราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะนายกรัฐฒนตรีที่จะต้องเร่งสั่งการให้มีการตรวจสอบจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว เพื่อมิให้ผู้ใดใช้ช่องทางดังกล่าวแสวงหาประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน แต่ทว่านายกรัฐมนตรีกลับตอบคำถามของผู้สื่อข่าวในประเด็นดังกล่าวว่า “ไม่มีไอ้โม่งที่มากักตุนน้ำมัน มีแต่ประชาชนที่มีความกังวลแล้วมากักตุนน้ำมัน”
 
คำพูดของนายกดังกล่าวกลับย้อนแย้งต่อข้อเท็จจริง เพราะหลังจากนั้นไม่ทันข้ามคืนก็มีการจับกุมบริษัทจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการขนส่ง ว่ามีพฤติการณ์กักตุนสินค้าและฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต ถัดมาอีก 3 วันเจ้าหน้าที่ได้พบรถต้องสงสัย คาดว่าเตรียมส่งน้ำมันดีเซล 2 หมื่นลิตร ข้ามไปฝั่งเมียนมา และยังพบถังน้ำมันที่บรรจุน้ำมันไว้เต็มอัตรา กักตุนไว้อีกหลายร้อยถัง หลังจากนั้นรองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานได้ออกมาเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสต็อกโดยสุ่มตรวจสถานีบริการเกือบ 3,000 แห่ง พบสถานที่เก็บน้ำมันผิดกฎหมายอีก 3 แห่ง ยึดของกลางรวมกว่า 30,000 ลิตร
         
ล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ DSI สนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบความผิดปกติของคลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี จึงได้ตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน จากการตรวจสอบต้นทางมีเรือบรรทุกนํ้ามันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปยังคลังนํ้ามัน 6 แห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งหมด 99 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปบางส่วน มีนํ้ามันไปถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร เท่ากับหายไป 57 ล้านลิตร อันเป็นการบ่งชี้ว่ามีกระบวนการกักตุนน้ำมัน หรือมีไอ้โม่งจริง

นายศรีสุวรรณ กล่าวในตอนท้ายว่า การที่นายอนุทิน ออกมาแถลงต่อสาธารณะก่อนหน้านี้ว่าไม่มีไอ้โม่งคอยกักตุนน้ำมันนั้น จึงเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จต่อประชาชน อันเป็นข้อห้ามในข้อ 15 และข้อ 16 ของมาตร ฐานทางจริยธรรมฯตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 ชอบที่ ป.ป.ช.จะต้องไต่สวนและมีความเห็นชี้มูลความผิด เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาลงโทษต่อไป 

กล้าธรรม รอชำแหละนโยบายรัฐบาล ยันไม่มีออมมือ ทั้งเศรษฐกิจ-สังคม-กฎหมาย จับตาพูดแล้วต้องทำจริง

กล้าธรรม รอชำแหละนโยบายรัฐบาล ยันไม่มีออมมือ ทั้งเศรษฐกิจ-สังคม-กฎหมาย จับตาพูดแล้วต้องทำจริง

กล้าธรรม รอชำแหละนโยบายรัฐบาล ยันไม่มีออมมือ ทั้งเศรษฐกิจ-สังคม-กฎหมาย จับตาพูดแล้วต้องทำจริง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.30 น.

‘กล้าธรรม’ ลับมีดรอชำแหละนโยบายรัฐบาล ยันไม่มีออมมือ เปิดเกมอภิปรายเข้ม 4 ชั่วโมง ชำแหละเศรษฐกิจ-สังคม-กฎหมาย จับตาพูดแล้วต้องทำจริง จี้ทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้กับประชาชน

วันที่ 8 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นำโดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม(กธ.) กล่าวถึงแนวทางการอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ว่า เราชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่า ไม่ว่าเราจะเป็น สส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเราเชื่อมั่นว่า บุคลากรของพรรคกล้าธรรมทั้ง 58 คนมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายในฐานะพรรคฝ่ายค้าน วันนี้เราจะค้านแบบรอตามที่สื่อมวลชนสอบถามมาหรือไม่ ก็อยากจะให้ติดตามในวันอภิปรายว่า เราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและทวงถามนโยบายต่างๆที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงกับพี่น้องประชาชน เขาจะได้ทำตามสัญญาหรือไม่

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางของพรรคกล้าธรรมในการอภิปรายนั้น จากที่เห็นเอกสารในการจัดแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น ก็คงจะเน้นไปที่เรื่องหลัก ๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม ภัยพิบัติ รวมถึงการปฏิรูปการทำงานของภาครัฐ และเรื่องของกฎหมาย ซึ่งเราได้เวลามาประมาณ 4 ชั่วโมง ก็ได้จัดสรรเวลาให้กับ สส.ของพรรคอภิปรายตามเรื่องที่ตนเองสนใจ ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะร่วมอภิปรายหรือไม่นั้น ก็ขอรอดูการอภิปรายของ สส.พรรค ก่อน หากนำเสนอได้ครอบคลุมแล้ว ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องสรุป แต่หากไม่ ร.อ.ธรรมนัส ก็อาจจะเป็นผู้กล่าวสรุป ขอให้รอติดตาม 

“ผมต้องเรียนตามตรงว่า นโยบายของรัฐมนตรีทุกท่านผ่านการคิดและรอบคอบมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีบางประเด็นที่เราเห็นว่า ยังไม่ครบถ้วน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายแล้ว จะทำตามได้หรือไม่ และจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ ข้อนี้ต่างหากที่เราต้องติดตามว่า รัฐบาลจะรักษาสัญญาที่ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยหรือไม่ และหน้าที่ของพรรคกล้าธรรมก็คือ ติดตามและตรวจสอบให้รัฐบาลทำตามสัญญา” นายอรรถกร กล่าว

‘มีเราไม่มีเทา-พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ ในวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้

‘มีเราไม่มีเทา-พอแล้วไม่ไหวแล้ว’  ในวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้

‘มีเราไม่มีเทา-พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ ในวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.28 น.

เวทีแถลงนโยบายของรัฐบาลวันที่ 9-10 เมษายนนี้ เป็นจุดตั้งต้นของการทำงาน แต่ก่อนเวทีจะเริ่ม พรรคประชาชนเลือกหยิบคำว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” มาใช้เป็นธีมหลักในการเคลื่อนไหว

คำนี้ต่อเนื่องมาจากวาทะ “รวยแล้วไม่ไหวแล้ว” ของอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงหาเสียง พอขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย สิ่งที่ต้องรับมือทันทีไม่ใช่แค่โจทย์ในประเทศ แต่เป็นแรงบีบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะเรื่องน้ำมัน

แรงบีบดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของรัฐบาลไทยเพียงอย่างเดียว แต่ผูกกับสถานการณ์โลก ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงของเส้นทางขนส่ง และแรงกระเพื่อมของตลาดพลังงาน เมื่อจุดใดสะดุด ราคาก็ขยับทันที ประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันอย่างไทยจึงหลีกไม่พ้น

อนุทิน ชาญวีรกูล

ต่อให้เป็นรัฐบาลจากพรรคใด ก็ต้องเจอแรงบีบลักษณะเดียวกัน เพราะอยู่นอกเหนือการควบคุม

แม้เงื่อนไขจะเป็นเช่นนี้ แต่ในจังหวะที่ปัจจัยภายนอกกำลังกดทับ คำว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” กลับถูกหยิบมาใช้เพื่อสรุปรัฐบาลทั้งชุด ทั้งที่ยังไม่ได้แถลงนโยบาย และยังไม่ได้เริ่มทำงานจริง

ภาพที่เห็นชัดคือการหยิบความเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพและน้ำมันแพงมาเล่นกับกระแส ให้ความรู้สึกนำหน้า แล้วค่อยตามด้วยเหตุผลในเวทีอภิปราย ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของวาทกรรมชุดนี้

ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนใช้คำว่า “มีเราไม่มีเทา” เป็นแกนหลักในการสื่อสารในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา วางตัวเองให้อยู่เหนือการเมืองแบบเดิม และย้ำภาพความสะอาด ความโปร่งใส

พรรคประชาชน

แนวทางนี้เดินไปในทิศทางเดียวกันกับวิธีสื่อสาร คือใช้คำสั้น กระชับ เล่นกับความรู้สึก และขยายผ่านโซเชียลให้เร็วที่สุด

ช่วงหลังรูปแบบนี้ยิ่งชัดขึ้น วาทกรรมกลายเป็นตัวนำ คำต้องโดน ต้องแชร์ได้ และต้องทำให้คนรู้สึกก่อน

พอใช้วิธีนี้ต่อเนื่อง คำจะเดินนำข้อเท็จจริง และต้องแบกภาพที่สร้างไว้

และเมื่อข้อเท็จจริงเริ่มสวนทาง คำที่เคยใช้จะไม่หายไปไหน แต่จะย้อนกลับมาหาเจ้าของคำทันที และเริ่มไปต่อได้ยาก

จุดนี้เองนำไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่แค่ข้อสังเกต แต่มีข้อเท็จจริงรองรับชัดเจน

29 ธันวาคม 2568 นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร ถูกจับในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

15 มกราคม 2569 นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส. จังหวัดตาก ถูกจับในคดีเว็บพนันออนไลน์และฟอกเงิน

18 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายธีระวัฒน์ พรรณะ อดีตผู้สมัคร สส. จังหวัดมหาสารคาม ในคดีข่มขืนและวางยาสลบ

และ 6 เมษายน 2569 นายนิติภัทร อดีตผู้ช่วย สส. จังหวัดระยอง ถูกจับในคดียาเสพติด ก่อนเวทีอภิปรายเพียงไม่กี่วัน

พรรคประชาชน

จากการเรียงตามลำดับเวลา ภาพที่เห็นคือปัญหาที่เกิดซ้ำ ไม่ใช่เหตุการณ์จุดเดียว และเกี่ยวข้องกับคนที่ผ่านกระบวนการของพรรคมาแล้วทั้งหมด

การอธิบายว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เพียงพอสำหรับการเมือง เพราะสิ่งที่ถูกตั้งคำถามคือกระบวนการคัดเลือกตั้งแต่ต้น และนี่คือจุดที่วาทกรรมเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว

เมื่อภาพทั้งหมดเชื่อมต่อเข้าหากัน ทำให้เห็นชัดว่า วาทกรรมที่พรรคใช้มาตลอด กำลังย้อนศรกลับเข้ามาหาพรรคเอง

“มีเราไม่มีเทา” ที่ใช้สร้างความต่าง กำลังย้อนกลับมาวัดตัวพรรค

“พอแล้วไม่ไหวแล้ว” ที่ใช้สรุปรัฐบาล กำลังสะท้อนกลับเข้ามาหาตัวเองในจังหวะเดียวกัน

พรรคประชาชน

ความต่างที่เคยย้ำ เริ่มแคบลง เมื่อคำอธิบายไม่ต่างจากการเมืองแบบเดิม และความรับผิดชอบทางการเมืองก็ไม่ได้ปรากฏชัดในระดับที่เคยใช้วัดคนอื่น

จุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า นี่คือวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงเดินมาชนตรงหน้าแล้ว

ก่อนจะใช้คำว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” ไปใส่ใคร การเมืองต้องยืนให้ได้ในมาตรฐานเดียวกันก่อน

เพราะในสถานการณ์นี้ คำว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” ไม่ได้พุ่งออกไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่มันย้อนศรกลับเข้ามาหาพรรคประชาชนในเวลาเดียวกัน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

รมว.ทส.สุชาติ เริ่มงานวันแรก ลุยคุมไฟป่า ปราบทรัพยากรผิดกฎหมาย เดินหน้าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

รมว.ทส.สุชาติ เริ่มงานวันแรก ลุยคุมไฟป่า ปราบทรัพยากรผิดกฎหมาย เดินหน้าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

รมว.ทส.สุชาติ เริ่มงานวันแรก ลุยคุมไฟป่า ปราบทรัพยากรผิดกฎหมาย เดินหน้าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“รมว.ทส. สุชาติ” เริ่มงานวันแรก ลุยคุมไฟป่า–ปราบทรัพยากรผิดกฎหมาย ชูสื่อสารรัฐ–ประชาชน เดินหน้าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก โดยนำคณะผู้บริหารระดับสูงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ ก่อนเริ่มภารกิจขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น 

นายสุชาติ รมว.ทส. เปิดเผยว่า พร้อมเดินหน้าทำงานทันที ครอบคลุมทั้งการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยย้ำการทำงานเชิงรุก เน้นแก้ปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรง ควบคู่การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุล และยึดแนวพระราชดำริเป็นหลัก

สำหรับประเด็นเร่งด่วน คือ การควบคุมไฟป่าและหมอกควัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งยังมีความเสี่ยงจากจุดความร้อนสะสม ที่อาจปะทุขึ้นใหม่ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่า ปัญหาไฟป่าไม่ได้เกิดจากธรรมชาติทั้งหมด แต่มีสาเหตุจากพฤติกรรมของคน เช่น การเผาป่า หาของป่า ล่าสัตว์ และใช้ทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้ในการแก้ปัญหาจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แม้กำลังพลจะทำงานอย่างหนัก แต่ยังคงมุ่งมั่นปกป้องผืนป่าอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้เข้มงวดปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการลักลอบตัดไม้ การค้าไม้ การล่าสัตว์ป่า และการลักลอบส่งสัตว์ป่าออกนอกประเทศ ซึ่งยังพบการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง และมีการจับกุมได้เกือบทุกวัน

ทั้งนี้ นายสุชาติ รมว.ทส. ได้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารภาครัฐ โดยระบุว่า ที่ผ่านมาการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชนยังไม่ทั่วถึง จึงต้องเร่งสร้างการรับรู้ผ่านทุกช่องทาง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจนโยบายและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา สำหรับในระยะยาว กระทรวงฯ จะเร่งฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งด้านแหล่งน้ำ การลงทุน และการใช้พื้นที่ พร้อมย้ำว่าทุกโครงการต้องประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่าอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อทรัพยากรในอนาคต

รมว.ทส. ย้ำทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันปกป้องและรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

นิกร ปฏิญาณตน-ทำหน้าที่ สส. แทน ซาบีดา ยอดรวม สส. 499 คน

นิกร ปฏิญาณตน-ทำหน้าที่ สส. แทน ซาบีดา ยอดรวม สส. 499 คน

นิกร ปฏิญาณตน-ทำหน้าที่ สส. แทน ซาบีดา ยอดรวม สส. 499 คน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ได้แจ้งถึงกรณีที่น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ลาออกจากสส. ทำให้ต้องพ้นจากการทำหน้าที่ สส. และได้แจ้งเลื่อนผู้อยู่ในลำดับบัญชีรายชื่อถัดไปของพรรคภูมิใจไทย คือ นายนิกร จำนง ขึ้นมาเป็นสส. แทน

จากนั้นได้ให้นายนิกร กล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาฯ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ สส. พร้อมกับแจ้งยอดสส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ มีจำนวน 499 คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 250 คน

ต่อจากนั้นนายโสภณ ได้แจ้งถึงสวัสดิการอาหารกลางวันในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย. สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยังจัดอาหารไว้ตามปกติ

ยศชนัน ถือฤกษ์สงกรานต์เข้า อว. กำหนดเข้าทางการ มอบนโยบายบริหารงาน 10 เม.ย.นี้

ยศชนัน ถือฤกษ์สงกรานต์เข้า อว.  กำหนดเข้าทางการ มอบนโยบายบริหารงาน 10 เม.ย.นี้

ยศชนัน ถือฤกษ์สงกรานต์เข้า อว. กำหนดเข้าทางการ มอบนโยบายบริหารงาน 10 เม.ย.นี้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569  ที่อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ถนนโยธี  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 พร้อมกับผู้บริหารกระทรวง อว. เพื่อความเป็นสิริมงคลและสืบสานประเพณีไทย จากนั้น ประชุมร่วมกับผู้บริหารเพื่อเตรียมความพร้อมการแถลงนโยบายของรัฐบาล วันนี้เป็นการเข้ากระทรวงอย่างไม่เป็นทางการ 

โดยมีกำหนดการเข้าปฏิบัติหน้าที่ วันแรกอย่างเป็นทางการ พร้อมมอบนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว. ในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์