วันวิชิต เผยตัวละครลับ! กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง

วันวิชิต เผยตัวละครลับ! กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง

วันวิชิต เผยตัวละครลับ! กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความสำเร็จต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกา, อิสราเอล กับ อิหร่าน หลายฝ่ายให้เครดิตว่าจีน อยู่เบื้องหลังทำให้อิหร่านยอมทำตามข้อตกลงหการหยุดยิง ในมุมมองของผม ให้เครดิตกับฝ่ายปากีสถานเป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็นชาติตัวกลาง ซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก สหรัฐ และอิหร่าน รวมไปถึงชาติอาหรับกุญแจสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จนี้ ก็คือจอมพล Syed Asim Munir (ซยิด อซิม มูเนียร์ ) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผู้บัญชาการทหารบก ถือว่ามีความโดดเด่น เรามาแกะร่องรอยเบื้องหลังกันครับ

1. จอมพล มูเนียร์ ผู้นี้ เส้นทางการเติบโตการรับราชการส่วนใหญ่มาจาก ข่าวกรองทหาร และเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนแรก ที่เคยผ่านตำแหน่ง ผบ.ข่าวกรองทหาร และผบ.ข่าวกรองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญการต่อต้านการก่อการร้าย และกลายเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญและแม่นยำแก่ชาติมหาอำนาจ ในการขอข้อมูลติดตามกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ในอัฟกานิสถาน และตะวันออกกลาง ทำให้ทุกชาติในย่านนั้น รวมถึงชาติตะวันตกประเมินไว้ว่า เขาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตัวจริงของปากีสถาน ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี และจะมีอำนาจอีกยาวนาน

2. เป็นผู้บัญชาการทหารต่างชาติ คนเดียว ที่ได้รับเชิญร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ตอนยังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี สมัยที่ 2 สะท้อนถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว และน่าจะจะทำให้ทรัมป์และอเมริกาไว้วางใจได้พอสมควร ประเมินได้ว่า คนอย่างทรัมป์ ต้องการผูกมิตรทำความรู้จักกับ มูเนียร์ย่อมเล็งเห็นผลอะไร

แน่นอน คาดการณ์ไม่ผิด สิ่งที่ตามมาจากนั้น ก็คือเมื่อ ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี สมัยที่ 2 ในเดือนกันยายน ปีที่แล้ว (2025) เขาเชิญ มูเนียร์ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดปากีสถาน ไปเยือนทำเนียบขาว และมูเนียร์ได้นำเสนอ แร่ธาตุหายาก ( rare earth minerals) ต่อหน้าทรัมป์ แลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือต่างๆ

3. ชาติอาหรับให้ความไว้วางใจในระดับสูงมาก โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย และยูเออี เป็นชาติหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งและใกล้ชิดกันมาก หรือแม้แต่ อิหร่าน ที่สถาปนาความเป็นพี่น้อง (Muslim brotherhood) กันอย่างลึกซึ้ง มูเนียร์เป็นนายพลปากีสถาน คนแรกที่จำจำพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน ได้หมดทั้งเล่ม เขาเป็นอิสลามิกชนที่เคร่งครัดรัด ย่อมสร้างภาพลักษณ์ความประทับใจให้กับชาติอาหรับได้ไม่ยาก ประกอบกับโรงเรียนนายร้อยทหารบกปากีสถาน เป็นสถาบันผลิตชนชั้นนำของประเทศ และเปิดรับให้มิตรประเทศในชาติอาหรับ จากจอร์แดน และปาเลสไตน์ ได้เข้ามารวมศึกษาด้วย

4. บทบาทของ มูเนียร์ ที่วางตัวได้อย่างสมดุลความสัมพันธ์ระหว่าง อเมริกา กับจีน และภาพลักษณ์ของเขาและ กองทัพปากีสถาน ได้รับความนิยมอย่างขีดสุดตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ปฏิบัติการทางอากาศ (เครื่องบินรบจากจีน ) มีชัยชนะเหนือกองทัพอากาศอินเดีย ถือเป็นการลบล้างความอัปยศความพ่ายแพ้ทางเวหา เมื่อปี ค.ศ.1971 ได้อย่างยิ่งใหญ่ กระแสชาตินิยมจุดติดเลยสิครับ คราวนี้
กรครับ แม้จะยุติการยิงไปสองอาทิตย์ ช่องแคบฮอร์มุซ น่าจะเปิดให้เรือพาณิชย์ได้เดินทางได้ตามปกติชั่วคราว จากนี้ไปก็ต้อง ดูใจของทรัมป์, อิสราเอล และอิหร่าน ว่าจะพาโลกใบนี้ที่บอบช้ำมาก กลับมาฟื้นฟูตัวเองให้เป็นปกติได้มากน้อยแค่ไหน เบื้องต้นก็ต้องขอบคุณปากีสถาน กันก่อนล่ะครับ

ศาลอาญายกคำร้อง! ไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน คดีชุมนุม 19 กันยาฯ

ศาลอาญายกคำร้อง! ไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน คดีชุมนุม 19 กันยาฯ

ศาลอาญายกคำร้อง! ไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน คดีชุมนุม 19 กันยาฯ

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.09 น.

8 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ยกคำร้อง! ศาลอาญายังไม่ให้ประกันตัว ‘ไผ่’ จตุภัทร์ คดีชุมนุม 19 กันยาฯ ชี้ไม่มีเหตุไต่สวน อ้างศาลอุทธรณ์เคยยกคำร้อง แม้ศาลฎีกาให้ประกันตัวในคดี ม.112 ภูเขียว

ศาลอาญายกคำร้องขอประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในระหว่างพิจารณาคดี ม.112 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง หลังจากครอบครัวยื่นคำร้อง พร้อมขอให้ศาลมีการไต่สวนเพื่อพิจารณาการประกันตัว ไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา

ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนี้ จำเลยเคยกล่าวอ้างไว้ในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฯ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยแสดงเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุไต่สวนและไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้จตุภัทร์ยังคงถูกคุมขังต่อไป กล่าวคือ แม้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกาคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว และอีกคดีหนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย แล้วก็ตาม

แต่เมื่อในคดีนี้ (คดีชุมนุม 19 กันยาฯ) ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ปัจจุบันเขายังคงมีหมายขังในคดีนี้เพียง 1 คดี ซึ่งอยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้จตุภัทร์ก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ แต่ภายหลังจากที่จตุภัทร์ถูกคุมขัง นายประกันได้ยื่นคำร้องขอถอนประกัน แต่เมื่อได้รับการประกันตัวในคดีภูเขียวแล้ว กลับไม่ได้ประกันตัวในคดีนี้

ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 ที่จตุภัทร์เริ่มถูกคุมขัง เขาถูกขังมาแล้ว 218 วัน หรือ 7 เดือน 5 วัน

ยื่นประกันตัวคดีชุมนุม 19 กันยา พร้อมขอไต่สวนและติด EM หลังศาลฎีกาให้ประกันคดี ม.112 ภูเขียวแล้ว แต่ศาลอาญายกคำร้อง

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ครอบครัวของจตุภัทร์ยื่นประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี ม.112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 คำร้องโดยสรุประบุว่า จำเลยยินยอมติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) หรือกำหนดเวลาให้อยู่ภายในเคหสถาน หรือให้ศาลกำหนดเงื่อนไขใด ๆ หากเห็นว่าเพื่อป้องกันมิให้จำเลยหลบหนี เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการพิจารณาคดี หรือเพื่อไม่ให้ก่ออันตรายประการอื่น โดยขอให้ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องประกันตัวจำเลยเพื่อประกอบการพิจารณาใช้ดุลยพินิจ

คดีนี้อยู่ระหว่างการสืบพยาน จำเลยยังคงต่อสู้คดีอยู่และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี กล่าวคือ ตั้งแต่ถูกดำเนินคดีนี้มาตั้งแต่ปี 2564 และได้รับสิทธิประกันตัวมาก่อน แต่เมื่อจำเลยถูกพิพากษาจำคุกในคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จำเลยจึงถอนประกันคดีนี้เอง มิใช่กรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยจะมีพฤติการณ์หลบหนีหรือกระทำผิดเงื่อนไข และไม่ได้มีพฤติการณ์ที่เป็นอุปสรรคในการพิจารณาคดี จนถูกถอนประกันแต่อย่างใด

ปัจจุบันศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 ชุมนุมปราศรัยภูเขียว ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 2569 ซึ่งคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ให้คุมขังจำเลยแล้ว แต่จำเลยยืนยันต่อสู้คดีถึงที่สุด ศาลฎีกาได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีโดยได้รับประกันตัว แต่ในคดีนี้ คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณา จำเลยยิ่งไม่มีความคิดที่จะหลบหนี

จำเลยต้องการที่จะพิสูจน์การกระทำของตนเองต่อกระบวนการยุติธรรม และใช้เวลาในการต่อสู้คดีมาตลอดระยะเวลาหลายปี การคุมขังระหว่างพิจารณาคดีนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์และยังเป็นโทษอย่างร้ายแรงต่อตัวจำเลย

ในวันเดียวกัน ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนี้ จำเลยเคยกล่าวอ้างไว้ในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฯ ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2569 และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยแสดงเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุไต่สวนและไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง แจ้งคำสั่ง”

ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่ง ได้แก่ รัชชา สุทธิมา

ลำดับการยื่นประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดีชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

– 9 ก.พ.2565 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจตุภัทร์ระหว่างพิจารณาคดี

– 16 ก.ย.2568 นายประกันยื่นคำร้องขอส่งตัวและถอนประกันจตุภัทร์ เนื่องจากในระหว่างนั้นถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดี ม.112 เหตุชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว

– 13 มี.ค.2569 ยื่นประกันตัวครั้งที่ 1 ภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกาคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียว และสภ.ภูเขียว โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน รวมทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย เนื่องจากเห็นว่าศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวในคดีที่ภูเขียว

แต่ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องในคดีชุมนุม #19กันยาทวงคืนอำนาจราษฎร นี้ ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ข้อกล่าวหาตามฟ้องมีลักษณะเป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อพิจารณาประกอบข้อคัดค้านของพนักงานอัยการโจทก์ และข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยยังถูกฟ้องดำเนินคดีในลักษณะการกระทำทำนองเดียวกันกับคดีนี้อีกด้วย นอกจากนี้ศาลได้กำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องในคดีนี้ไว้แล้ว หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยอาจหลบหนี หรือจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีในศาลได้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ให้ยกคำร้อง”

– 16 มี.ค.2569 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว – ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง

ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคล อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

– 28 มี.ค.2569 ยื่นประกันตัวครั้งที่ 2 – ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง

– 2 เม.ย. 2569 ยื่นประกันตัวครั้งที่ 3 (ครั้งล่าสุด) – ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง

ทั้งนี้ คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ศาลอาญามีกำหนดนัดสืบพยานต่อไปในวันที่ 7 พ.ค. 2569 พร้อมนัดสืบพยานรวมอีกกว่า 30 นัด ต่อไปจนถึงเดือน พ.ย.ปีนี้

เลขาฯ กกต. แจงคืบหน้าเลือกตั้งเขต2 สุพรรณบุรี รอผลสอบนับคะแนนไม่ถูกหรือไม่สุจริตกันแน่

เลขาฯ กกต. แจงคืบหน้าเลือกตั้งเขต2 สุพรรณบุรี รอผลสอบนับคะแนนไม่ถูกหรือไม่สุจริตกันแน่

เลขาฯ กกต. แจงคืบหน้าเลือกตั้งเขต2 สุพรรณบุรี รอผลสอบนับคะแนนไม่ถูกหรือไม่สุจริตกันแน่

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.55 น.

เลขาฯ กกต. แจงคืบหน้าเลือกตั้งเขต2 สุพรรณบุรี รอผลสอบนับคะแนนไม่ถูกหรือไม่สุจริตกันแน่ ชี้ช้าไม่มีผลกระทบประชุมสภา

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง สส.เขต 2 สุพรรณบุรี ที่ยังไม่ประกาศรับรองสส. ว่า เรื่องดังกล่าวมาถึงกกต. กลางแล้ว ซึ่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องการนับคะแนนแล้วมีผลต่างกันมาก จำนวน 2 หน่วยเลือกตั้ง แล้วทางสำนักงานฯ ได้เสนอกกต. ว่าเป็นการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือการนับคะแนนที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามจริงเคยเสนอเข้าไปยัง กกต. แล้วรอบหนึ่ง แต่ กกต. ขอให้ไปสอบสวนให้ได้ทั้ง 2 ประเด็น ว่าเป็นการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือนับคะแนนไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งถ้าเป็นการนับคะแนนไม่ถูกต้องก็อาจจะเหมือนกรณีที่ผ่านมาว่า มีการกระทำผิดไหม ถ้าทำผิดคนทำผิดก็ต้องรับผิดชอบไป แต่ถ้าเป็นการไม่สุจริตเที่ยงธรรมนั้นอาจต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ตอนนี้เราก็ยังรอผลการสอบสวนอยู่ว่าจะเป็นอย่างไร

นายแสวง กล่าวอีกว่า ส่วนที่ข้อกังวลเรื่องกรอบเวลาในการประกาศรับรองนั้น ตามกฎหมายมาตรา 121 เรื่องการประกาศผลเลือกตั้ง ระบุว่าให้ประกาศผลไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซนต์ ซึ่งนั้นเราได้ประกาศไปแล้ว ดังนั้นไม่มีผลอะไรสภาก็ประชุมกันไปตามปกติถือว่าไม่กระทบอะไร เราก็ยังมีเวลาทำงานอยู่

แสวง เผยคดีฮั้ว สว. อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารกว่า 7 หมื่นแผ่น จ่อบรรจุเข้าวาระประชุม

แสวง เผยคดีฮั้ว สว. อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารกว่า 7 หมื่นแผ่น จ่อบรรจุเข้าวาระประชุม

แสวง เผยคดีฮั้ว สว. อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารกว่า 7 หมื่นแผ่น จ่อบรรจุเข้าวาระประชุม

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.49 น.

“แสวง บุญมี” เผยคดีฮั้วสว.อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารกว่า 70,000 แผ่น เตรียมบรรจุเข้าวาระประชุม ชี้คดีซับซ้อนหลายข้อหา ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ต้องให้ กกต. พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ

วันที่ 8 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการคดีฮั้วสว. ว่า ปัจจุบันเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนธุรการของสำนักงาน กกต. ซึ่งกำลังจัดทำเอกสารเพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม

โดยเฉพาะคดีนี้มีเอกสารจำนวนมาก จากที่ทราบมีประมาณ 70,000 แผ่น และหากแยกเป็นส่วนความเห็นจะมีประมาณ 2,000 แผ่น จึงต้องใช้เวลาจัดทำเอกสารให้เรียบร้อยครบถ้วนก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.

ส่วนที่ กกต. จะพิจารณาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ ซึ่งต้องดูรายละเอียดอย่างละเอียด เนื่องจากคดีฮั้วสว. มีความซับซ้อน มีหลายข้อหา และมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก

ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ด้วยว่า เรื่องคดีฮั้วสว. กกต.ก็รอทางสำนักงานส่งเรื่องมาให้พิจารณา โดยทราบว่ามีข้อมูลจำนวนมาก ทางสำนักงานก็เร่งดำเนินการอยู่ ทั้งนี้กกต.ก็จะดำเนินการให้รอบคอบ ยืนยันว่าไม่ได้มีการประวิงเวลา ก็พร้อมที่จะพิจารณาเมื่อเรื่องขึ้นมาถึงที่ประชุมก็พร้อมที่จะพิจารณา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในสำนวน

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต พร้อมเปิดภาคประชาชน ร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต พร้อมเปิดภาคประชาชน ร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต พร้อมเปิดภาคประชาชน ร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.36 น.

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต กำหนดต่อเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 พร้อมเปิดภาคประชาชนร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการจัดหาเรือฟริเกต ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์หลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศทางทะเล โดยขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดทำ ขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) แล้วเสร็จเรียบร้อย โดยครอบคลุมทั้งด้านยุทธการ เทคโนโลยี ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพเรือในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ ใน TOR ดังกล่าว กองทัพเรือได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการกำหนดให้มีการชดเชยทางด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เช่น สัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในระยะยาว

ภายหลังการจัดทำ TOR แล้วเสร็จ กองทัพเรือได้มีหนังสือเชิญบริษัทที่มีศักยภาพในการต่อเรือฟริเกต และมีประสบการณ์ในระดับสากลจากทั้งยุโรปและเอเชีย จำนวน 11 บริษัท เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ ได้แก่ DAMEN NAVAL (เนเธอร์แลนด์) NAVANTIA (สเปน) FINCANTIERI (อิตาลี) TAIS Shipyards และ ASFAT (ตุรกี) ST Engineering Marine (สิงคโปร์) Hanwha Ocean, SK Oceanplant และ Hyundai Heavy Industries (สาธารณรัฐเกาหลี) CSTC (จีน) และ ROSOBORONEXPORT (รัสเซีย) โดยกำหนดรับข้อเสนอใน 21 เมษายนนี้

การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่มุ่งเน้น ความโปร่งใส เปิดกว้าง และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้กองทัพเรือได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งในด้านขีดความสามารถของเรือ ความคุ้มค่าในระยะยาว และผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ นอกจากนี้ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส โดยได้เปิดให้มี ผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ตามข้อตกลงคุณธรรมที่กองทัพเรือได้ลงนามร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อติดตามกระบวนการจัดหาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR การเชิญชวน การยื่นข้อเสนอ การพิจารณาคัดเลือก ตลอดจนถึงขั้นตอนการบริหารสัญญา เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน

กองทัพเรือขอยืนยันว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ชัดเจน ตรวจสอบได้ และยึดถือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

เต้ มงคลกิตติ์ ยืนหนังสือถึง ผบ.ทบ. เสนอประกาศกฎอัยการศึก คุมบริหารจัดการน้ำมันชั่วคราว

เต้ มงคลกิตติ์ ยืนหนังสือถึง ผบ.ทบ. เสนอประกาศกฎอัยการศึก คุมบริหารจัดการน้ำมันชั่วคราว

เต้ มงคลกิตติ์ ยืนหนังสือถึง ผบ.ทบ. เสนอประกาศกฎอัยการศึก คุมบริหารจัดการน้ำมันชั่วคราว

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

“เต้ มงคลกิตติ์” ยื่นหนังสือถึง “ผบ.ทบ.” เสนอประกาศกฎอัยการศึก คุม บริหารจัดการน้ำมันชั่วคราว ปูด “ผบ.เหล่าทัพ” อยู่ระหว่างหารือ  

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 10.50 น. ที่บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบก มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และความมั่นคงของประเทศ

โดยขอให้พิจารณาประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เนื่องจากเห็นว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก ทั้งราคาน้ำมันและสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึงกำลังพลและครอบครัวของทหาร

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อยู่ระหว่างหารือถึงความจำเป็นในการใช้กฎหมายดังกล่าว โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเปรียบเสมือนภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง และหากไม่เร่งแก้ไขอาจทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเสียหายอย่างหนัก

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งค่าอาหาร ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ทั้งนี้ ยังเสนอให้กองทัพพิจารณาความเป็นไปได้ในการประกาศกฎอัยการศึก เพื่อเข้าควบคุมโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งในประเทศเป็นการชั่วคราว ก่อนที่นายทหารเวรจะรับหนังสือดังกล่าวไว้ดำเนินการตามขั้นตอน และเสนอให้ผู้บัญชาการทหารบกรับทราบต่อไป

อนุทิน สวมบทเตมีย์ใบ้ หลังสื่อรัวคำถามซ้ำ จับตาจ้อสื่อสัปดาห์ละครั้ง

อนุทิน สวมบทเตมีย์ใบ้ หลังสื่อรัวคำถามซ้ำ จับตาจ้อสื่อสัปดาห์ละครั้ง

อนุทิน สวมบทเตมีย์ใบ้ หลังสื่อรัวคำถามซ้ำ จับตาจ้อสื่อสัปดาห์ละครั้ง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.13 น.

‘อนุทิน’สวมบทเตมีย์ใบ้ หลังสื่อรัวคำถามซ้ำ จับตาจ้อสื่อสัปดาห์ละครั้ง 

วันที่ 8 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา เพื่อมาเซ็นชื่อประชุมสภา ในฐานะสส.บัญชีรายชื่อ โดยใช้เวลาอยู่ในสภาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางกลับออกไปทำเนียบรัฐบาล  ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ตกลงที่จะหยุดยิง 2 สัปดาห์ พร้อมกับเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่  โดยนายอนุทินไม่ตอบคำถาม เพียงแค่พยักหน้า 

จากนั้นผู้สื่อข่าวพยายามถามอีกถึงการพูดคุยร่วมกับเอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย ที่เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่ามีการขอซื้อน้ำมันจากรัสเซียหรือไม่ โดยนายอนุทินไม่ตอบคำถามเช่นเดิมเพียงแต่พยักหน้าเท่านั้น ซึ่งระหว่างนี้นายกฯเดินเพื่อไปขึ้นรถ โดยมีผู้สื่อข่าวเดินตามถามคำถามตลอด

ผู้สื่อข่าวจึงถามอีกว่าจะปิดวาจาไม่ให้สัมภาษณ์อะไรสื่อเลยใช่หรือไม่ นายอนุทินขึ้นไปนั่งบนรถยนต์และหันหน้ายิ้ม ให้สื่อมวลชนแต่ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมงานนายกรัฐมนตรีได้แจ้งว่า หลังจากนี้นายกฯจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้นยกเว้นมีสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องชี้แจง

คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

‘คริส โปตระนันทน์’ ไม่จบ !ไล่บี้เลิก ‘บำนาญ สส.’ ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้  จ่อเปิด 1,200 รายชื่อสมาชิกรัฐสภากินบำนาญให้ประชาชนเลี้ยงจนตาย 

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวว่า เนื่องจากสาเหตุที่เกิดการกระทบกระทั่งกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการอภิปรายของตนในรัฐสภาว่า สส.บางคนเป็น สส.เพียงสมัยเดียว เป็น 6 เดือน ทำให้บางคนเป็นสามล้อถูกหวย หลายคนอิงแอบพรรคเข้ามา สุดท้ายคนเหล่านี้จะได้เงินเดือนกว่า  2.4 หมื่นบาท ซึ่งเป็นเงินจากภาษีประชาชนที่นำมาเลี้ยงไปจนตาย บางคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็จะได้ราวๆ 4-5 ล้านบาท ถ้าเป็นคนอายุ 30 ปี ซึ่ง สส.บางพรรคมีคนอายุน้อย เป็น สส.เพียงสมัยเดียวก็จะได้เงินเหล่านี้ไปจนสิ้นลมหายใจ  หรือราวๆ 30 ปี  คิดเป็นเงินไม่รู้เท่าไร อาจจะ 9-10 ล้านบาท ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจจึงขอให้มีการยกเลิกบำนาญ สส. เพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งมาจากงบประมาณของรัฐปีละ 400 กว่าล้านบาท 

“ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง แล้วปรากฏว่ามีชาวโซเชียลตั้งคำถามว่าแล้วคริส ก็ได้บำนาญเหมือนกัน คริส และ สส.พรรคเศรษฐกิจก็เป็นสามล้อถูกหวยหรือเปล่า เพราะสุดท้ายจะได้บำนาญแบบเดียวกัน ดังนั้นวันนี้ผมและ สส.พรรคเศรษฐกิจทั้ง 3 คน ขอประกาศให้กับประชาชนฟังว่า ไม่ว่ารอบหน้าจะได้เป็น สส.หรือไม่ จะสอบตกหรือเปล่า พวกเราจะไม่ไปยื่นของรับสิทธิบำนาญกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาอย่างแน่นอน” นายคริสกล่าว

นายคริส กล่าว ต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้มีผู้ได้รับสิทธิบำนาญ 1,200 คน จากที่มีโอกาสอยู่ 3,000 คน ซึ่งบางคนมีความลำบากเราเข้าใจ แต่บางคนไม่ได้มีความลำบากเลย แต่กลับมายื่นรับรายได้ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เขาเลี้ยงจนกว่าจะตาย ดังนั้นเราจะยื่นขอรายชื่อเหล่านี้จากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เพื่อเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ว่ามีใครบ้าง 

แสวง ยัน กกต. ให้ความเป็นธรรม คดียุบพรรคประชาชน ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน

แสวง ยัน กกต. ให้ความเป็นธรรม คดียุบพรรคประชาชน ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน

แสวง ยัน กกต. ให้ความเป็นธรรม คดียุบพรรคประชาชน ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

เลขา กกต.ยันให้ความเป็นธรรม ปชน. คดียุบพรรค ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน ชี้การสอบ สวนเป็นความลับจะกระจ่างก็ต่อเมื่อมีมติ

วันที่ 8 เมษายน 256 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงคดียุบพรรคประชาชนจากกรณีบริษัทสเปกเตอร์ ซี จำกัด ว่า คดียุบพรรคอยู่ที่ข้อเท็จจริงและขอกฎหมายที่บัญญัติไว้ ตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบเรื่องยุบพรรคกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า องค์ประกอบความผิด คืออะไร ส่วนจะเข้าเหตุกฎหมายหรือไม่ กำลังสอบข้อเท็จจริง โดยได้เชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำแล้ว หลังจากที่กกต.ได้รับเรื่องพิจารณา เมื่อเรื่องเข้าระบบมาแล้วก็ต้องมาให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรค  ต้องดูข้อเท็จจริง ตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ อยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวน

เมื่อถามว่าวันนี้ทางคณะอนุกรรมการกกต. เรียกผู้ร้องมาให้ผู้ร้องมาให้ปากคำทางกกต.ทราบหรือไม่ เลขากกต. กล่าวว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนเป็นความลับตนไม่สามารถล่วงรู้ได้ จะมีความกระจ่างอีกครั้งก็ต้องเมื่อส่งให้กกต.พิจารณาและมีมติแล้ว ถึงจะบอกได้ว่าผลเป็นอย่างไร จะอธิบายทุกเรื่องทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต้องรอ

“พรรคจะได้รับความเป็นธรรม ส่วนความรู้สึกของคนแต่ละฝ่ายก็เป็นการแสดงความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้มีผลกับการทำงาน ความรู้สึกของประชาชน ซึ่งกกต. จะพิจารณาอย่างเดียว คือ เรื่องกฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมาย จะไม่นำความรู้สึกประชาชนมาใส่รวม เพราะต้องกกต. ปฏิบัติตามกฎหมาย”นายแสวง กล่าว

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ผนึกกำลังเรียกร้องรัฐบาล ดัน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาทบทวน

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ผนึกกำลังเรียกร้องรัฐบาล ดัน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาทบทวน

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ผนึกกำลังเรียกร้องรัฐบาล ดัน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาทบทวน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

‘พรรคร่วมฝ่ายค้าน‘ ผนึกแสดงจุดยืน ดัน ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ สู้ฝุ่นพิษเต็มที่ แนะ รัฐแก้ปัญหาระยะสั้น – ยาว ช่วย ‘กลุ่มเปราะบาง’ เตรียมงบประมาณรองรับ ด้าน ‘ปชป.’ ย้ำเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ควรแก้แค่ตามสมัยประชุม – ฤดูกาล 

วันที่ 8 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญแก้ไขปัญหาไฟป่า และฝุ่นPM 2.5

โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า สืบเนื่องจากในการประชุมสภาฯ มีมติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯดังกล่าว ตนเองขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจที่ จ.แพร่ และก่อนหน้านี้ ก็พบที่จ.เชียงใหม่ และจากการลงพื้นที่ของตนเอง ก็มีเจ้าหน้าที่ที่สูญเสียชีวิตจากการปฎิบัติหน้าที่อยู่เป็นประจำเกือบทุกปี เรื่องนี้หากหน่วยงานภาครัฐ มีการวางแผนการจัดทำงบประมาณ หรือการเตรียมกำลังพล อุปกรณ์การป้องกัน สวัสดิการต่าง ๆ ที่ดีเพียงพอ เราอาจสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียแบบนี้ทุกปีได้ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนเองมีโอกาสเข้าพื้นที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในจ.เชียงใหม่ พบว่ากลุ่มเปราะบาง ประชาชนต่าง ๆ ที่อยู่ตามชุมชนหลายคน ยังได้รับผลกระทบจากฝุ่นPM 2.5 ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยติดเตียงตามชุมชนต่าง ๆ สิ่งที่รัฐบาลสามารถสนับสนุนได้ไม่ยาก อย่างการทำมุ้งสู้ฝุ่น ติดตั้งในชุมชน การทำห้องปลอดฝุ่น ห้องแรงดันบวก ที่พบว่าต้นทุนต่อห้องไม่สูงในการติดตั้ง และมีประสิทธิภาพ ตนเองเคยถือเซ็นเซอร์ตรวจวัดจาก 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เหลือ 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นสิ่งที่เราอยากส่งเสียงสะท้อน ว่าหากภาครัฐมีการสนับสนุนที่ดีเพียงพอทั้งท้องถิ่น และสภาผู้แทนราษฎรพร้อมที่จะนำทรัพยากรต่าง ๆ ไปช่วยประชาชนในกลุ่มเปราะบาง  สิ่งที่เราจะนำเสนอเหล่านี้ ในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลายพรรคไปผลักดันต่อกรรมาธิการวิสามัญ เพื่ออุดช่องว่าง ช่องโหว่ต่าง ๆ รวมถึงพยายามผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาดให้เต็มที่ที่สุด ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชนได้ผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว และตนเองเชื่อว่าสิ่งนี้ จะผลักดันได้ประสบผลสำเร็จลำพังโดยพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียวอาจไม่สามารถผลักดันได้อย่างดีเท่าที่ควร ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคที่วันนี้เห็นตรงกันว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด 

ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอบคุณที่ผลักกันเรื่องนี้มาต่อเนื่อง ตนเองเป็น สส.ครั้งแรก เราทุกคนเห็นตรงกันว่า อากาศสะอาด ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน โดยที่ประชุมสภารับรองว่ามีการตัดจั้ง กมธ. แก้ปัญหา ไม่เฉพาะในภาคเหนือตอนบน แต่หมายถึงองค์รวมบองทั้งประเทศ เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เป็นปัญหาตามฤดูกาล สิ่งที่เราเห็นตรงกันทั้งประชาชน พรรคกล้าธรรม เราเห็นตรงกันว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด สำคัญ แม้ว่าวันนี้จะมีข้อถกเถียงถึงความเหมาะสม และความเป็นไปได้ถึงการใช้งานจริง แต่ตนเองคิดว่าเราไม่ควรตีตกสิ่งนี้ไป ขอย้ำ และยืนยันว่า รัฐบาลควรนำ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อเนื่องไปในระดับวุฒิสภา โดยอาจจะยังไม่ต้องมีการแก้ไข แต่อยากให้มีการรับฟังจากทุกคน และสิ่งที่สำคัญคืออยากให้มองปัญหานี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปัญหามลพิษ แต่เรากำลังพูดถึงการเข้าสู่วิกฤตสุขภาพ ความมั่นคงของมนุษย์ และการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมกับประเทศไทยในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่เราต้องการที่จะติดตามว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาดนี้ จะต้องถูกดำเนินการ ไม่สมควรโดนปัดตก และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ควรเริ่มพูดคุยกับทุกฝ่าย และยึดหลักว่า พ.ร.บ. นี้ เป็นเรื่องของสุขภาพความมั่นคงของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มิใช่เป็นประเด็นเรื่องเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น เพราะเราได้ยินข่าวจากว่ารัฐบาลที่อาจจะไม่เห็นด้วยกันหลายเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีความกังวลมากที่สุด” นางการดี กล่าว

นางการดี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องสภาวะอากาศ มลพิษ ไม่ใช่แค่ฝุ่นควันที่เป็นPM 2.5 PM 10 แต่ควรจะลงลึกไปถึงว่าสารพิษที่ในอากาศขณะนี้ ที่จะก่อส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพของเราอยู่ตรงไหนบ้าง สิ่งหนึ่งที่เราต้องการผลักดันผ่านการทำงาน การส่งเสียงร้องของฝ่ายค้าน คือทุกคนเห็นตรงกันว่า เราต้องมีตัวชี้วัดให้ชัดเจนการทำงานของรัฐบาล ไม่ควรเป็นไปตามสมัยประชุม ไม่ควรเป็นไปตามฤดูกาล ที่มีวิกฤต แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ว่าเราต้องมีความยึดมั่นสัญญาว่าภายในปีไหนจะได้สูดอากาศสะอาดตลอดทั้งปี โดยไม่มีสารพิษ เป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐืและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการวัดผลที่แท้จริง รวมถึงความสำคัญที่ต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่การเยียวยาระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นการแก้ไขเชิงระบบ เรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ในการใช้พลังงานอื่น หรือองค์รวมอื่นที่ต้องการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นที่เราไม่อยากทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ร่วมกันผลักดัน และเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่า อากาศสะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน