อิ่มอารมณ์ชิกๆ ควินซ์ อีทเทอรี่ & บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2558 เวลา 14:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/404482

อิ่มอารมณ์ชิกๆ ควินซ์ อีทเทอรี่ & บาร์

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ควินซ์ อีทเทอรี่ & บาร์ (Quince Eatery & Bar) ร้านอาหารและบาร์สุดชิกย่านซอยสุขุมวิท 45 ที่ตกแต่งได้ใจในสไตล์โรงนาฝรั่งแถบชนบท ตัวร้านโปร่งโล่งสบายตา แม้จะใช้โครงเหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ก็เบรกด้วยโต๊ะไม้และการจัดวางที่ได้สัดส่วนกำลังเหมาะ เพิ่มเติมมุมสบายๆ นอกจากโซนด้านหน้าเคาน์เตอร์แล้ว ยังมีโซนด้านหลังและห้องส่วนตัวด้านบน พร้อมมุมโซฟาบริเวณเอาต์ดอร์ให้ได้นั่งเล่นชิลๆ

สำหรับอาหารที่นี่เน้นให้แชร์กัน เพื่อจะได้ลิ้มลองความอร่อยที่หลากหลาย อาหารจะเป็นสไตล์ Pan Mediterranean ที่ผสมความเป็นยุโรปและเอเชียเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เน้นวัตถุดิบที่หาได้ในเมืองไทย พร้อมมีเมนูพิเศษในแต่ละวัน เรียกว่าครบเครื่องทั้งบรรยากาศ อาหาร และเครื่องดื่มอันหลากหลายทีเดียว

เริ่มต้นเมนูแรกกับ Beef Carrot Salad ที่นำเอาเนื้อวัว แครอต พร้อมสมุนไพรต่างๆ ไปอบ 15 นาที เพิ่มความสดชื่นด้วยส้มซันคิสต์และอโวคาโด ปรุงรสด้วยเครื่องเทศจากอินเดีย เป็นสลัดที่มีรสชาติน่าจดจำไม่เบา

 

เมนูต่อมา Spaghetti Crab ที่ใช้ซอสมะเขือเทศปรุงรสอย่างดี ราดมาบนเส้นสปาเกตตีกรุบๆ แล้วใส่เนื้อปูลงไปผัดเบาๆ ปรุงรสด้วย เกลือ พริกไทยและมะนาว

ตบท้ายด้วย Organic Roast Chicken ใช้ไก่ที่หมักด้วยเฮิร์บจนซึมเข้าเนื้อ 3 วัน นำมาอบแบบพอดีๆ จนหนังกรอบนอกข้างในฉ่ำ นุ่ม กินคู่กับคีนัวตาบูเลห์และซอสปรุงรส เป็นการตบท้ายมื้อที่มีความสุขยิ่ง

ควินซ์ อีทเทอรี่ & บาร์ สุขุมวิท 45 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.30–24.00 น. โทร. 02-662-4478

 

ร้านอาหารสไตล์โฮมไดนิ่ง “สโตร์เฮาส์ ไดนิ่ง” อบอุ่นในโกดังส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2558 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403742

ร้านอาหารสไตล์โฮมไดนิ่ง "สโตร์เฮาส์ ไดนิ่ง" อบอุ่นในโกดังส่วนตัว

โดย…พาแลง

ยากจะคาดคิดว่าอาคารพาณิชย์ 3 คูหาในซอยโชคดี บนถนนพระราม 4 จะเป็นร้านอาหารสไตล์โฮมไดนิ่ง ที่เสิร์ฟอาหารชั้นดีชื่อ สโตร์เฮาส์ ไดนิ่ง (Storehouse Dining) ทันทีที่เจ้าของร้านเชื้อเชิญให้เราเข้าไปในร้าน ก็ต้องเซอร์ไพรส์กับการตกแต่งด้านใน ที่มีเพียง 1 ห้อง กับโต๊ะตัวเดียวตั้งอยู่ตรงกลาง ผู้ที่มารับประทานอาหารสามารถชมเชฟทำอาหารที่ห้องครัวที่เชื่อมอยู่ถัดไป ในความน้อยแต่มากด้วยความรู้สึกอบอุ่นจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ สีอิฐ และแสงสีส้มจากดวงไฟที่เปิดอยู่ ให้อารมณ์เหมือนได้มาเยือนบ้านของคนคุ้นเคย เพราะเดิมทีกุ๊กม้อ-พรทิพย์ อภิสิทธิ์เสรีกุล เชฟและเจ้าของร้านตั้งใจตกแต่งให้เป็นที่พักอาศัย กลิ่นอายจึงเหมือนได้มาเยี่ยมบ้านคนคุ้นเคย

Storehouse แปลเป็นภาษาไทยว่า “โกดังเก็บของ” แต่คอนเซ็ปต์ของร้านจะเป็นแบบไพรเวทดินเนอร์ ในสไตล์เชฟส์เทเบิ้ล (Chef’s Table) ที่เสนออาหารแบบเซต โดยไม่ต้องเปิดเมนูเลือกอาหารเอง เพราะเชฟจะรังสรรค์อาหารมื้อพิเศษตามวัตถุดิบที่ดีที่สุดที่หาได้ในฤดูนั้นๆ Storehouse Dining  สามารถรับรองแขกได้ตั้งแต่ 4-8 คน ที่จองล่วงหน้า (ไม่รับวอล์กอิน) ราคาสำหรับเซตเมนูนั้นมีราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาท สำหรับ 5 คอร์ส/คน และ 1,900 บาท สำหรับ 8 คอร์ส/คน รวมอาหารเรียกน้ำย่อย และของหวาน

อาหารเซตที่เชฟเสิร์ฟให้พาแลงในบ่ายนี้ เริ่มต้นจากหอยเชลล์จากฮอกไกโด (Hokkaido Scallop) มาในจานหิน มีมันเทศบดมาในจานเพิ่มระดับความหวานของหอยเชลล์ให้สดชื่นไปอีก จานต่อมาเป็นอาหารรับประทานง่ายอย่างเกี๊ยวเป๋าฮื้อนึ่ง (Steam Abalone Dumplings) แผ่นแป้งบางนุ่ม อุ้มเนื้อเห็ดที่ผัดซอสด้านใน เผลอแป๊บเดียวหมดจานซะงั้น! ถัดมาคั่นด้วยอาหารจานง่ายด้วยสลัดกับหมูย่าง ก่อนจะเสิร์ฟจานปูจากแรงบันดาลใจ (Crab a La Chef Mood) เนื้อปูคำโตโปะด้วยชีสแล้วนำไปอบ หอมกรุ่นที่แม้จะมีชีสแต่รสกลับไม่เลี่ยน เพราะได้รสพริกเม็กซิกันติดลิ้นมาด้วย

ก่อนจะถึงจานหลัก เชฟเสิร์ฟซุปเป๋าฮื้อ (Hot Bowl Abalone Soup) จากนั้นก็ถึงคิวเมนคอร์สที่มีให้เลือกทั้งสเต๊กเนื้อวากิว (Wagyu) ซี่โครงหมูย่าง หรือสเต๊กปลา แล้วค่อยตบท้ายด้วยของหวานที่ผสมผสานความน่ารัก ไอศกรีม เบเกอรี่ คุกกี้ และผลไม้ไว้ในจานเดียวครบ

แม้ทางเข้าของร้านไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านการค้าที่หนาแน่น แต่คอนเซ็ปต์ที่ยั่วยวนใจทำให้การมาเยือนสโตร์เฮาส์ ไดนิ่ง ไม่ลำบากนัก แต่แอบกระซิบว่าร้านเปิดเฉพาะวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ โดยเปิดบริการวันละ 1 รอบเท่านั้น และต้องจองโต๊ะล่วงหน้า 3-4 วัน ส่วนเวลานัดหมายเชฟบอกว่าแล้วแต่คุณลูกค้าสะดวก ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์การดินเนอร์ส่วนตัว แบบ Chef’s Table สามารถติดต่อได้ที่โทร. 08-6384-3400 หรือเฟซบุ๊ก : Storehouse-Dining

 

ไฉไลกว่าเดิม กั้งบ้านเพ ซีฟู้ด คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2558 เวลา 17:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403737

 

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สำหรับคนชอบกินเส้น ร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเพ จ.ระยอง ได้ติดอันดับร้านโปรดแน่ และเพื่อเอาใจคนชอบเส้น รวมถึงหลงรักในรสชาติของอาหารทะเลสดๆ เจ้าตำรับ “มงคล ทรัพย์อนันต์กุล” จึงจำลองบรรยากาศท่าเรือบ้านเพ และนำเมนูอาหารมาเสิร์ฟถึงใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ในชื่อใหม่ “กั้งบ้านเพ” ไฉไลกว่าเดิมในรูปแบบ ซีฟู้ด คาเฟ่ ที่ไม่ใช่มานั่งโซ้ยก๋วยเตี๋ยวเดี๋ยวเดียวแล้วจากไป แต่ยังมีเมนูอื่นๆ ให้ได้นั่งกินดื่มกันต่ออย่างชิลๆ

วัตถุเน้นดิบอาหารทะเลสดๆ ทั้งกุ้ง ปู หอย ปลา ปลาหมึก และ กั้ง ที่เป็นพระเอกชูอยู่ในหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ยำกั้งดอง ที่เนื้อสดดองด้วยหัวน้ำปลาอย่างดีข้ามคืนเสิร์ฟมาในน้ำยำรสแซ่บผัดไทยกั้งกุ้งปู กั้งเนื้อเด้งสุกกำลังดีได้กลิ่นมะขามเปียกและรสหวานหอมกำลังดี แม้จะมีอาหารหลายอย่าง แต่ทีเด็ดหนีไม่พ้น ก๋วยเตี๋ยว มีทั้งน้ำใส น้ำข้นน้ำข้นมันกุ้ง เครื่องทะเลก็เลือกใส่ได้ตามความชอบและกำลังทรัพย์ แต่ที่ออกครัวบ่อยสุด คือ บะหมี่กั้งทะเลเนื้อปูต้มยำน้ำข้นมันกุ้ง ที่เครื่องตูม รสชาติซี้ดจัดจ้านถูกใจคนชอบกินเผ็ด ได้ความหอมมันหวานของมันกุ้ง ไม่เลี่ยนอย่างที่คิด มากั้งบ้านเพ เมนูนี้ต้องลอง

ส่วนการตกแต่งให้ความรู้สึกน่านั่งอันดับแรก เพราะความโอ่โถง ร้านดูปลอดโปร่ง เป็นสัดส่วน เหมาะกับนั่งแฮงเอาต์พร้อมกินกับแกล้มอร่อยๆ โทนสีและวัสดุไม้เก่าให้อารมณ์ความคลาสสิกของท่าเรือ บนผนังติดบทกลอนของสุนทรภู่ ย้ำเอกลักษณ์ของ จ.ระยอง ให้เด่นขึ้น แถมด้วยอาพารพื้นถิ่น เช่น หมูชะมวง หมูผัดกะปิ ส้มตำกะปิ เป็นต้น

ร้านกั้งบ้านเพ ตั้งอยู่ที่ ร่วมฤดีวิลเลจ ซอยร่วมฤดี ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิตประมาณ 150 เมตร เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. มีพื้นที่จอดรถบริเวณหน้าร้าน โทร. 02-019-0588

ของขวัญเพื่อบุคคลพิเศษในช่วงสิ้นปี “เมลท มี” เดอะ เมจิก ออฟ ช็อกโกแลต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2558 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403735

ขวัญเพื่อบุคคลพิเศษในช่วงสิ้นปี “เมลท มี” เดอะ เมจิก ออฟ ช็อกโกแลต

โดย…มีนา

เทศกาลแห่งความสุขที่กำลังเข้ามาใกล้นี้ หากใครกำลังมองหาของขวัญเพื่อมอบให้บุคคลพิเศษในช่วงสิ้นปี สำหรับผู้ที่ชื่นชอบช็อกโกแลต “เมลท มี” ได้รังสรรค์คอลเลกชั่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ประจำปี 2015-2016 ด้วยชอกโกแลต เดอะ เมจิก ออฟ ช็อกโกแลต 2 ซีรี่ส์ ได้แก่ “The Magic of Origin” และ “The Magic of Taste” เดอะ เมจิก ออฟ ออริจิน คือ พรีเมียมดาร์กช็อกโกแลตแท้ปราศจากการเบลนด์ หรือ “Single Origin” จาก 4 ประเทศ ได้แก่ เวเนซุเอลา, เซนต์ ดอมินิก, แทนซาเนีย และอีเควเตอร์ ส่วนเดอะ เมจิก ออฟ เทสต์ คือ พราลีนดาร์กช็อกโกแลตสอดไส้คอกเทล 12 เฉดรสชาติบรรจุในกล่องหรู ซึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ช็อกโกแลตทั้งสองแบบ อิง ภาสกรนที ได้เล่าว่า เมลท มี คิดสร้างสรรค์ช็อกโกแลตทุกปีเพื่อความแปลกใหม่ที่ดีที่สุด เพื่อร่วมเฉลิมเทศกาลแห่งความสุข ทั้งรสชาติ การคิดคอนเซ็ปต์ และการออกแบบหีบห่อที่ปีนี้ อิงได้เชิญเชฟเฟรดเดอริค บอร์ส เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ช็อกโกแลชื่อดังแห่งเมืองฝรั่งเศส ผู้ปรุงช็อกโกแลตส่งไปถวายควีนเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรเป็นประจำทุกปี มาช่วยออกแบบรสชาติให้ได้รสชาติดาร์กช็อกโกแลตแท้ๆ และปรุงรสให้ถูกปากคนไทยมากที่สุด

“ของขวัญปีนี้พิเศษมากๆ เพราะเราเชิญเฟรดเดอริค บอร์ส ซึ่งมีชื่อเสียงมากด้านช็อกโกแลตระดับโลก โดยเราคิดคอนเซ็ปต์รวมทั้งออกแบบรสชาติมานานกว่า 6 เดือน ก็แล้วเสร็จออกมา เพราะด้วยเชฟเชี่ยวชาญด้านช็อกโกแลตมากๆ  เขาจึงรู้แหล่งว่า แหล่งไหนมีช็อกโกแลตรสชาติอร่อย สายพันธุ์นี้กินกับอะไรจึงจะมีรสชาติที่ลงตัว ถือเป็นการทำงานที่พิเศษจริงๆ ค่ะ”

ช็อกโกแลตทั้งสองรูปแบบบรรจุในกล่องสวยงามซึ่งออกแบบอย่างประณีตไม่แพ้รสชาติ และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 กล่องเท่านั้น

“ช็อกโกแลตทั้ง 4 แหล่งที่เราเอามาใช้ ล้วนมาจากแหล่งปลูกช็อกโกแลตที่หากินยาก กว่าจะเข้าไปถึงแต่ละแหล่งปลูกก็ยาก แต่ละแหล่งก็ปลูกได้รสชาติช็อกโกแลตไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุผลนี้เราจึงผลิตเป็น
ลิมิเต็ด เอดิชั่น เพราะวัตถุดิบก็หายาก เราอยากให้คนที่เป็นคอช็อกโกแลตจริงๆ ได้ลิ้มลองในรสชาติที่แตกต่างจากที่เคยชิมกัน ซึ่งเมจิก ออฟ ออริจิน มี 4 แหล่ง 4 สายพันธุ์ ก็จะให้กลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นแตกต่างกัน อาทิ Saint Dominique จะเป็นช็อกโกแลตที่มีรสชาติขม มีกลิ่นหอมของดอกไม้และผลไม้ หรือ Venezuela คือโกโก้ชั้นเลิศรสเข้มข้นจากประเทศที่จัดจ้านด้วยความเย้ายวนแห่งวัฒนธรรมหลากสีสัน มีกลิ่นหอมของเนื้อไม้ เป็นต้น ซึ่งเชฟได้ผสมแล้วว่า ช็อกโกแลตจากแหล่งนี้กินกับอะไรก็อร่อยครบรส เข้ากันได้ในสัดส่วนของช็อกโกแลตที่เรานำมาผสมกันให้กลมกล่อมมากขึ้น เพราะดิฉันเชื่อว่าการได้กินช็อกโกแลตดีๆ ก็เหมือนกับการได้ดื่มไวน์รสชาติดีๆ บวกกับการเรียนรู้แหล่งที่มาของช็อกโกแลต ได้ดื่มด่ำกับรสชาติ อินกับบรรยากาศ ก็จะช่วยเสริมการกินช็อกโกแลตให้อร่อยมากขึ้น”

เมื่อรสชาติของช็อกโกแลตดีแล้ว อิงยังใส่ใจกับการออกแบบหีบห่อให้สวยงามเหมาะกับการเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่นี้ ยกตัวอย่างหีบห่อของเมจิก ออฟ ออริจิน 1 กล่อง บรรจุ 4 ชิ้น ซึ่งกระดาษช็อกโกห่อตัวช็อกโกแลตเป็นแผนที่โลก เหมือนการปักหมุดช็อกโกแลตที่คุณกินอยู่นั้นมาจากมุมไหนของโลก ดังนั้นช็อกโกแลตแต่ละชิ้นจึงมีเรื่องราว หีบห่อต้องสวย จะได้ภูมิใจทั้งผู้ให้และผู้รับ สนนราคาอยู่ที่ชนิดละ 590 บาท ขอย้ำว่า ผลิตจำนวนจำกัดเพียงชนิดละ 1,000 ชุดเท่านั้น หาซื้อได้ที่ เมลท มี เฟรช ฮอกไกโด ช็อกโกแลต แอนด์ เจลาโต้ ทุกสาขา หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 09-0880-9567

 

Spaghetti Kitchen สปาเกตตีลาบหมูคั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2558 เวลา 13:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403559

Spaghetti Kitchen สปาเกตตีลาบหมูคั่ว

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ไอเดียของจานนี้เกิดขึ้นจากการทำพาสต้าสไตล์อิตาเลียนแบบที่มีน้ำมันมะกอกเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแบบผัดไส้กรอก ผัดกระเทียมแบบ Aglio Olio แม้แต่ Vongole หอยลาย รับรองว่าต้องมีการผัดกระเทียมกับน้ำมันใหัหอมฟุ้งๆ ที่ไฟอ่อนๆ จนกว่ากระเทียมจะนุ่ม ผลพลอยได้คือน้ำมันที่มีกลิ่นกระเทียม ผัดกับเส้นพาสต้าแบบไหนก็อร่อยถูกใจ

สอดคล้องกับกระบวนการปรุง “ลาบคั่ว” แบบทางเหนือ ที่จะใช้น้ำมันเจียวมันหมูจนได้เป็นกากหมูกรอบๆ เก็บเอาไว้โรยหน้าลาบทีหลัง จากนั้นใช้น้ำมันเดิมเจียว กระเทียม หอมแดง และทอดพริกจนกรอบเหลือง ก่อนใช้น้ำมันเดิมผัดน้ำพริกลาบคั่วและเนื้อหมูสับ เคล็ดลับน้ำมันหอมๆ นี่แหละช่วยชูรสลาบคั่วให้เด็ดขาด ถ้านำมาผัดกับเส้นสปาเก็ตตีแล้วละก็ รับรองว่าเข้มข้นถึงใจ

น้ำพริกลาบคั่ว ผู้เขียนขอแนะนำให้ซื้อจากร้านที่ขายอาหารเหนือที่ถูกใจจะสะดวกกว่า เพราะน้ำพริกลาบคั่วซับซ้อนทั้งในเรื่องของส่วนผสมและกรรมวิธีในการทำน้ำพริก ไม่เพียงแต่หอม กระเทียม พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ เท่านั้น ยังมีเครื่องเทศอย่างยี่หร่า ลูกผักชี กระวาน พริกไทยดำ ดีปลี มะแขว่น เร่ว หรือยากๆ บอกชื่อไปก็นึกภาพไม่ออก อย่าง บ่าแหลบหรือเมล็ดเทียนตาตั๊กแตน สัดส่วนแต่ละอย่างขึ้นกับที่มาที่ไปอีก แต่ละจังหวัดก็สัดส่วนต่างกันออกไป ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นำมาโขลกโป๊กๆ ก็ได้เป็นน้ำพริกลาบคั่ว หากต้องนำไปหมกขี้เถ้า เผาไฟ ปิ้ง ตามแต่ชนิดของวัตถุดิบ ก่อนนำมาโขลกกับเกลือ เพื่อช่วยให้เก็บได้นานขึ้นอีกนิด สรุปว่าซื้อเอาจะง่ายกว่า อาจจะซื้อเก็บไว้สักขีดหรือสองขีด ใส่ช่องแช่แข็งไว้ ใช้เป็นวัตถุดิบยามยาก

ขั้นตอนของการทำลาบคั่วทางแบบฉบับทางเหนือแท้ๆ ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์นำมาหั่นชิ้นเล็กๆ สับเป็นชิ้นย่อยๆ กระบวนการนี้แหละเรียกว่า “ลาบ” ใครชอบเลือดก็สามารถเติมลงไปขั้นตอนนี้ได้เลย จากนั้นถึงจุดที่แตกต่างจากลาบแบบอีสานที่หลายท่านคุ้นเคย เพราะจะต้อง “ยำลาบ” หรือ “ก่นลาบ” ก่อนที่เนื้อสัตว์จะสุก โดยนำเอาเนื้อที่สับไว้มาเคล้ากับน้ำพริกลาบคั่ว ปรุงรสไปเลย ตามด้วยสมุนไพรสับหลายๆ ชนิด อย่างผักไผ่ หรือผักแพว ตามด้วยต้นหอม ผักชีซอย เมื่อเคล้าเข้ากันแล้ว จึงค่อยนำลงไปผัดกับน้ำมันที่เจียวหอมแดงและกระเทียมไว้ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมๆ เนื้อสัตว์ที่เลือกมา จะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัวก็ย่อมได้ หรือจะเลี่ยงไปเป็นเนื้อปลาสับก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

วิธีการผัดสปาเกตตีของเราก็ลอกทางเหนือมาเลย โดยใช้น้ำมันมะกอกเจียวหอมแดงและกระเทียมไว้ใช้สำหรับโรยหน้า แน่นอนว่า “ยำลาบ” ไว้เลยเพื่อรสชาติต้นตำรับ ผัดให้สุกหอม ก่อนเคล้ากับเส้นพาสต้าที่เลือกใช้ จริงๆได้หลายชนิด เพราะรสชาติเข้มข้นแบบนี้ผัดกับเส้นแบบไหนก็อร่อย

เสิร์ฟกับผักสด ผักสลัดก็เข้าท่า ยิ่งใครไม่กินรสจัดมา คลุกกับกะหล่ำปลีซอยฝอยและบีบมะนาว ช่วยบรรเทาความจัดจ้านไปได้บ้าง อย่าลืมว่าเส้นสปาเกตตีผัดที่อร่อยต้องไม่เละ ดังนั้นเผื่อเวลาต้มเส้นจากเวลาที่บอกไว้ข้างถุงสัก 2-3 นาที เพื่อให้เส้นมาสุกต่อได้ในกระทะเวลาผัดต่อ เส้นหนึบๆ จะเข้ากับสูตรนี้ที่สุด รับประกัน

สปาเกตตีลาบหมูคั่ว สูตร Cookool

ส่วนผสม

– หมูสับติดมัน 1 ถ้วย

– ตับหมู 0.5 ขีด

– น้ำมันมะกอก 2-3 ช้อนโต๊ะ

– น้ำพริกลาบคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

– กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา

– หอมแดงซอยบาง 2 ลูก

– พริกแห้งทอด 2-3 เม็ด

– น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

– ต้นหอมซอยสั้น 2 ช้อนโต๊ะ

– ผักเคียงลาบ เช่น กะหล่ำปลี

– ถั่วฝักยาว สะระแหน่ มะนาว

– เส้นสปาเกตตี หรือเส้นแองเจิลแฮร์

วิธีทำ

– ต้มเส้นสปาเกตตีในน้ำเกลือเดือดประมาณ 6-7 นาที

– ลวกตับหมูในน้ำต้มเส้นพาสต้า

– ตั้งกระทะอีกใบให้ร้อน เติมน้ำมันมะกอกลงไป เจียวกระเทียมให้เหลือง ตักขึ้น เจียวหอมแดงให้เหลือง ตักขึ้นพักไว้

– เคล้าหมูสับ น้ำพริกลาบคั่วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลนิดหน่อยขยำให้เข้ากัน

– ใส่หมูสับที่ “ยำลาบ” ไว้แล้ว ลงไปผัดให้หอม ใส่เส้นลงไปผัดให้เข้ากันให้แห้ง

– ตักใส่จานโรยต้นหมและผักเคียงแนะนำให้เสิร์ฟพร้อมมะนาวสักเสี้ยวหนึ่งจะยิ่งครบรสมากขึ้น

 

นายแกละ ก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2558 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403425

นายแกละ ก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึง

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ก๋วยเตี๋ยวหมูไม่ว่าจะเป็นแบบก๋วยเตี๋ยวน้ำธรรมดาหรือจะแบบต้มยำ แม้จะเป็นเมนูง่ายๆ แต่ก็เรียกว่าหาร้านที่ปรุงรสชาติกลมกล่อมได้ค่อนข้างยากมากในปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูดั้งเดิมในรสชาติคุ้นเคยอย่าง “ร้านนายแกละ” หรือจะเรียกว่า “ร้านประสพลาภ” ก็ได้ ในย่านบางขุนนนท์จึงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ชื่นชอบเมนูเส้นทั้งขาประจำและขาจรในทุกวันที่เปิดให้บริการ โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่บรรดาขาประจำที่เป็นคนท้องถิ่นและคนต่างถิ่นเข้ามารับประทานจำนวนมาก

สำหรับร้านนายแกละ หรือร้านประสพลาภ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงที่เปิดขายที่ย่านบางขุนนนท์มานานกว่า 50 ปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่มาตั้งอยู่ที่นี่เป็นร้านแรกๆ ตั้งแต่ถนนเส้นนี้ยังเป็นสวนและปูลูกรังเลยก็ว่าได้ โดยคนส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นเคยกับชื่อร้านประสพลาภ เพราะบรรดาขาประจำจะนิยมเรียกกันว่าก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงนายแกละมากกว่า

 

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงของร้านนายแกละ คือ ทำแบบน้ำขลุกขลิก รสชาติกลมกล่อม ซึ่งแม้แต่เมนูต้มยำก็จะไม่เผ็ดเกินไป เพื่อให้กินได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่งถ้าใครได้เคยลองชิมก็จะรู้ว่าแทบไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเลย เพราะรสชาติกลมกล่อมลงตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าใครชอบรสจัดไปทางไหนก็ปรุงเพิ่มได้ตามใจชอบ

สูตรเด็ดเคล็ดลับของร้านนี้ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นก๋งสู่ทายาทรุ่นหลาน รสชาติเป็นแบบดั้งเดิมตั้งแต่สมัยรุ่นก๋งที่ยังพายเรือขายในคลองจนกลายเป็นร้านใหญ่โต 2 คูหาในปัจจุบัน จะสั่งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ บะหมี่ ก็มีหมด จะสั่งแบบหมูล้วนหรือใส่ทุกอย่างรวมทั้งเครื่องในอย่าง ตับ กระเพาะ ไส้ เซี่ยงจี๊ ที่ทำความสะอาดอย่างดี ไม่มีกลิ่นคาวก็ได้ ถ้าใครชอบกากหมูเจียวก็ขอเพิ่มได้ ราคาก็ถือว่ากันเองประมาณ 40-45 บาท

 

ร้านนายแกละปัจจุบันนอกจากจะมีก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงแล้ว ก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของลูกค้า ซึ่งในแต่ละวันจะมีไม่มาก วันละประมาณ 100 ชามเท่านั้น ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ประมาณ 10 โมงก็หมดแล้ว แล้วยังมีของทานเล่นอื่นๆ ให้เลือกระหว่างรอก๋วยเตี๋ยวอีกด้วย ซึ่งใครที่อยากชิมต้องรีบมาก่อนเวลาหิวจัด เพราะเดี๋ยวนี้มีลูกค้าบอกต่อในโลกออนไลน์ เลยมีคนต่อคิวเพียบ

ก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงนายแกละ “ร้านประสพลาภ” เปิดให้บริการทุกวัน (หยุดเฉพาะวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ที่ 4 ของเดือน) เปิดตั้งแต่เวลา 07.30-15.30 น. โทร. 02-433-1582 ราคาต่อหัวประมาณ 30–50 บาท

 

จัดจ้านได้ใจ เย็นตาโฟทรงเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2558 เวลา 18:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403343

จัดจ้านได้ใจ เย็นตาโฟทรงเครื่อง

โดย…พี่เวส ภาพ กีกี้

วันนี้ขอเอาใจคนรักเส้นเช่นเคยครับ พี่เวสจะพาไปชิมเย็นตาโฟรสเจ็บที่หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี นั่นคือ เย็นตาโฟเครื่องทรง ของ อ.มัลลิการ์ วันนี้พามาชิมกันที่สาขาในปั๊ม ปตท. แยกเกษตร-นวมินทร์

อย่างที่รู้กันดีว่า เย็นตาโฟของร้านนี้จะรสชาติจัดจ้าน มีให้เลือกหลายรสชาติแล้วแต่จะสั่ง ทั้งเผ็ดน้อย เผ็ดมาก ถึงเผ็ดแบบที่สุด ที่เรียกกันว่าเย็นตาโฟฟ้าผ่า ถ้าไม่ใช่คอจัดจ้านอย่าริอาจสั่ง เพราะของเขาเผ็ดจริงๆ แถมยังให้เครื่องมาแบบแน่นชาม ทางร้านจะมีซอสเพิ่มรสเป็นของตัวเอง และยังใส่พริกตามแบบฉบับของทางร้านมาให้เสร็จสรรพ จะจัดจ้านมากน้อยขนาดไหนก็แล้วแต่จะสั่ง และก็ชามใหญ่โตเรียกว่าชามเดียวอิ่มเลยล่ะ ชามหนึ่งก็สมราคาตกอยู่ที่ชามละ 80 บาท

 

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอาหารตามสั่งอีกหลายเมนู อย่างเมนูผัดไทยกุ้งสด เส้นเขาเหนียวนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมกุ้งตัวโตกำลังดี ที่ชอบใจคือ เขาเสิร์ฟมาพร้อมกับผักและมะนาวฝานซีกเอาไว้ปรุงรส และที่ชอบใจสุดก็คือ หัวปลีสดที่เสิร์ฟมาพร้อม ผมว่าผัดไทยกับหัวปลีเป็นของคู่กัน ถ้าร้านไหนขาดผัดไทยแล้วลืมเสิร์ฟหัวปลี ผมว่าทำให้รสชาติของผัดไทยจานนั้นดร็อปลงไปเลยนะครับ หรือใครที่ชอบกินเมนูกินเล่นก็มีให้ลิ้มลอง อย่างหมูสะเต๊ะ หมูไม้ชิ้นกำลังดี หอมเครื่องเทศ และก็อร่อยไม่แพ้กันครับ

ร้านตั้งอยู่ที่ ปั้ม ปตท. แยกเกษตร-นวมินทร์ ประมาณตอม่อที่ 248 ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. โทร. 02-508-1182

 

อังแกปบอป กบยัดไส้ เมนูเด็ดคนอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2558 เวลา 11:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403181

อังแกปบอป กบยัดไส้ เมนูเด็ดคนอีสานใต้

โดย…นพรัตน์ กิ่งแก้ว

การประกอบอาหารพื้นบ้านในแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดหรือแต่ละภูมิภาคจะมีวิธีการปรุงไม่เหมือนกัน และต้องหารับประทานได้เฉพาะในพื้นที่นั้นๆ โดยเฉพาะอังแกปบอป หรือกบยัดไส้ อาหารย่างพื้นบ้านของชาวพื้นถิ่นเมืองสุรินทร์ ที่หากินได้เฉพาะในพื้นที่จังหวัดทางอีสานใต้ ซึ่งจะมีวางขายตามตลาดสด หรือตามร้านขายอาหารย่างข้างทางจะขายดิบขายดีมากเป็นพิเศษ เพราะอังแกปบอปมีรสชาติหอมมันอร่อย ยั่วน้ำลาย จะกินเป็นกับแกล้มก็ได้ หรือจะรับประทานเป็นกับข้าวก็ยิ่งดี

หากแวะเวียนผ่านมาที่ร้านขายของชำและอาหารย่างของ บุปผา คงถือมั่น หรือยายเต๊าะ อายุ 68 ปี ที่บ้านตราดระบอบพัฒนา อ.เมือง จ.สุรินทร์ จะเห็นคุญยายเต๊าะทำอังแกปบอปขายอยู่หน้าบ้านทุกวัน

 

คุณยายเต๊าะ บอกว่า อังแกปบอป หรือกบยัดไส้ เป็นอาหารพื้นบ้านที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยวิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากนัก นำกบมาถลกหลังออก ตัดแขนขาและหัวออกให้เหลือแต่ตัว แล้วก็เอาไส้ออกก่อนมาล้างทำความสะอาด

จากนั้นก็เอาแขนขาน่องกบต่างๆ ไปสับหรือบดให้ละเอียดผสมกับเครื่องเคียง เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระเทียม หอม พริกแกง มะพร้าว ใบกะเพรา แล้วปรุงรสนำมาคลุกกันก่อนยัดไปในท้องกบ จากนั้นก็นำไม้ไผ่มาเสียบหนีบตัวกบไว้ ก่อนจะนำไปชุบกับน้ำยาปรุงรสอีกครั้งแล้วนำขึ้นไปปิ้งย่างให้สุก เนื่องจากกบหายากและราคาแพงบางพื้นที่ก็มีการนำไก่มาสับผสมยัดไส้แทน

 

อย่างไรก็ตาม ที่ร้านของยายเต๊าะยัดไส้ด้วยกบล้วนๆ และจะต้องเป็นกบนา หรือกบธรรมชาติ เพราะเวลานำมาย่างจะสวยเนื้อจะเหนียว ไม่แตกยุ่ยและเละเหมือนกบเลี้ยง ซึ่งทุกครั้งนี้จะสั่งพ่อค้าคนกลางที่ไปรับซื้อกบธรรมชาติมาจากพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเขารับลอกหนังกบไว้ให้แล้ว หลังจากย่างเสร็จก็ขายไม้ละ 30 และ 50 บาท แล้วแต่ขนาดกบ ครั้งนี้ทำถึง 90 ไม้ ขายดิบขายดีและไม่มีเหลือ ใครมาช้าก็อด บางคนสั่งไว้ไม่ทันย่างก็มี โดยอังแกปบอปไม่ได้มีขายทุกวัน เพราะกบนาหรือกบธรรมชาติหายาก นานๆ ครั้งจะได้ทำขาย

 

ขณะที่ จ.ส.อ.สนิท คงถือมั่น อายุ 71 ปี อดีตทหารเกษียณอายุราชการ สามีคุณยายเต๊าะ ก็จะเป็นคนคอยย่างกบให้คุณยายที่ทำหน้าที่ยัดไส้กบและเสียบไม้ เพื่อนำให้คุณยายเต๊าะไปย่างขายซึ่งแต่ละวันขายหมด

หากใครอยากชิมรสชาติอังแกปบอป หรือกบยัดไส้ อาหารย่างพื้นบ้านชาวสุรินทร์ก็แวะเวียนมารับประทานได้ทุกวัน

 

Spaghetti Kitchen Cold Capellini with Tuna Black Pepper

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/402288

Spaghetti Kitchen Cold Capellini with Tuna Black Pepper

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ถ้าพูดถึงการรับประทานปลาดิบ วูบแรกที่เข้ามาในสมองทุกคนต้องตอบว่าญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นซูชิ ซาชิมิ แต่ยังมีอีกประเทศอ้อมมาอีกซีกโลกหนึ่งที่รับประทานอาหารทะเลดิบเก่งไม่แพ้คนญี่ปุ่น ชาวเปรูเวียนนิยมรับประทานปลาดิบหั่นเต๋า หากเมืองอยู่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ฝั่งภาคตะวันออกของประเทศ ชาวเปรูแถบนั้นจะรับประทาน Ceviche หรือยำปลากับน้ำมะนาว ทรงเครื่องด้วยหอมแดง พริกสับ ถั่วเคล้ากัน ชิมแล้วเกือบๆ คล้ายยำบ้านเรา หากแต่ไม่ปรุงด้วยน้ำปลา แต่ถ้าอยู่ในโซนเทือกเขาแอนดีส ห่างจากทะเลไม่ไกลนักแต่เดินทางยากลำบากต้องข้ามเทือกเขาสูง เขาก็ยังรับประทานปลาดิบ แต่เป็นลักษณะของปลาเทราต์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามน้ำตก แหล่งน้ำไหล หั่นเนื้อปลาเป็นลูกเต๋ายำแบบเกลือ มะนาว หอมแดงหรือหอมขาวซอยบางๆ ใส่ข้าวโพดเม็ดใหญ่ยักษ์ต้มสุก เนื้อเหนียวหนับ เข้ากันดีกับเนื้อปลานุ่มๆ ปราศจากกลิ่นคาว

ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของเปรูอุดมไปด้วยปลาหลากหลายสายพันธุ์ เพราะมีกระแสน้ำเย็น Humboldt ซึ่งถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกแหล่งหนึ่ง ถือได้ว่า 1 ใน 4 ของการประมงของโลกเรา เกิดขึ้นในบริเวณกระแสน้ำเย็น Humboldt ส่วนนี้ เพราะปลาชุกชุมมากแถมยังมีหลากหลายไม่แพ้มหาสมุทรแปซิฟิกในโซนกระแสน้ำKuroshio และ Oyashio ของญี่ปุ่น นี่เองจึงเป็นสาเหตุให้เชฟชื่อดังของญี่ปุ่นหลายคนมาฝึกหัดและเรียนรู้หลากหลายของสายพันธุ์ปลา ที่กรุงลิมาของเปรู แม้กระทั่งเชฟชื่อดังอย่าง Nobu Matsuhina ที่เปิดร้าน Nobu ไปหลายสาขาทั่วโลก ยังเคยมาทำงานที่เปรูเป็นเวลานาน กว่าจะได้ไปเปิดร้านของตัวเองแห่งแรกที่แอลเอ

นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้อาหารลูกครึ่งผสมระหว่างญี่ปุ่นและเปรูเวียน หรือ Nikkei เริ่มเป็นที่รู้จักทั่วโลก ลีลาของอาหารสไตล์นี้ กล่าวคือ มีรากเหง้าของความเป็นญี่ปุ่นอยู่เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานปลาที่มีทั้งดิบและสุก รสชาติการใช้น้ำสต๊อกดาชิ โชยุ แต่ผสานไว้ด้วยเครื่องเทศที่เป็นอเมริกาใต้ ทำให้รสชาติ “จังงัง” ในปากเมื่อรับประทานเข้าไป ถ้าคุณเข้าใจและชอบลองของใหม่ๆ รับรองว่าต้องถูกใจกับรสชาติอาหารสไตล์ Nikkei เพราะลิ้นคนไทยอย่างเรา อย่างไรเสียก็ชอบรสชาติที่สมดุลระหว่างเค็ม เผ็ด เปรี้ยว หวาน รวมไปถึงเครื่องเทศและความจัดจ้าน

ฉบับนี้เป็นสูตรของผู้เขียนที่ทดลองทำอาหารที่มีกลิ่นอายระหว่างความเป็นโลกตะวันออกของญี่ปุ่นและความเป็นโลกตะวันตกด้วยเครื่องปรุงอย่างเส้นพาสต้า น้ำมันมะกอกและพริกไทยดำ ผสมกับความเป็นญี่ปุ่นอย่างปลาทูน่าสด ที่ต้องเป็นซาชิมิเกรด เพราะอย่างแรก คือเป็นทูน่าชนิดที่เรียกว่า Blue Fin Tuna หรือถ้าใครมี Spanish Mackerel ยิ่งเจ๋ง แต่บ้านเราตามซูเปอร์มาร์เก็ตจะหาแบบแรกได้ง่ายกว่ามากๆ ซื้อมาแช่เย็นไว้ หั่นใช้ได้ง่ายสำหรับสูตรนี้

วิธีทำสูตรนี้ ไม่ต่างอะไรกับ Cold Pasta ทั่วไป คือ เริ่มจากทำน้ำสลัด ซึ่งของเราแม้ว่าจะตั้งต้นด้วยการผัดหอมใหญ่ และพริกไทยดำในน้ำมันมะกอกร้อนๆ แต่ก็ต้องรอให้เย็นสนิทเสียก่อนจะคลุก เพื่อให้ได้ลักษณะของพาสต้าเย็น หากไม่รับประทานปลาดิบ แนะนำให้ทดลองจี่ทูน่ากับกระทะเคลือบเล็กน้อยเพื่อให้สุกด้านนอก เท่านี้ก็พอจะช่วยให้ปลาสุกภายนอก อร่อยได้เหมือนกัน หรือจะเปลี่ยนเป็นปูอัดหรือกุ้งต้มสุกก็สามารถเอนจอยสูตรนี้ได้ เพราะ Dressing เข้ากับเนื้อสัตว์ได้หลายชนิดแถมยังเพิ่มผักสลัดเคล้าไปได้รสชาติเข้ากัน

Cold Cappelliniwith Tuna Black Pepper

ปลาทูน่า ซาชิมิเกรด หั่นเต๋า 200 กรัม

ถั่วเอดามาเมะ หรือถั่วแระญี่ปุ่น 3 ช้อนโต๊ะ (แกะเม็ด)

Black Pepper Shoyu Dressing

หัวหอมใหญ่ 6 ช้อนโต๊ะ

กระเทียม ½ ช้อนชา

พริกไทยดำ ½ ช้อนชา

น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะ

มิริน 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำส้มหมักจากข้าว 4 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

เส้น Angel Hair 200 กรัม

ตกแต่งด้วย : หัวไช้เท้าขูดฝอย ต้นหอม ไควาเระ

• สำหรับ Dressing : ตั้งกระทะขนาดเล็กให้ร้อน เติมน้ำมันมะกอก ผัดหัวหอมใหญ่ กระเทียมผัดให้นุ่ม เติมพริกไทยดำลงไป ผัดให้หอม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วญี่ปุ่น มิริน น้ำส้มหมัก และน้ำตาลทรายรอให้เย็นสนิทก่อนใช้

• ตั้งน้ำสะอาดประมาณ 2 ลิตรให้เดือด เติมเกลือป่นลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต้มเส้น AngelHair ประมาณ 3 นาทีตักขึ้นมาแช่น้ำเย็นลอยน้ำแข็ง เพื่อให้เส้นเย็นสนิท

• หั่นปลาทูน่าให้เป็นเต๋าเล็ก ขนาด 1.5×1.5 ซม.

• เคล้ากับเส้นและปลากับเดรสซิ่ง โรยด้วยพริกป่นญี่ปุ่น ตกแต่งด้วยไช้เท้า ต้นหอม ไควาเระ

 

เชียงรายแดนสงบและอาหารเลิศรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/402161

เชียงรายแดนสงบและอาหารเลิศรส

โดย…มิสเตอร์กันดั้ม

จ.เชียงราย เป็นจังหวัดหนึ่งที่ส่วนตัวผมชอบเดินทางไปเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวอย่างวัดวาอารามต่างๆ นั้นมีมนตร์เสน่ห์ทางสถาปัตยกรรมที่งดงาม แต่ที่ชอบมากกว่านั้นก็คือวิถีชีวิตผู้คนและร้านอาหารอร่อยที่มีให้เลือกรับประทานหลายร้าน แต่วันนี้ผมจะเลือกร้านซึ่งไปเชียงรายทุกครั้งก็ต้องหาโอกาสแวะรับประทานทุกครั้งครับ

ร้านแรกเริ่มตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ ผมแนะนำให้ไปที่ “ร้านสหรส” เป็นอีกหนึ่งร้านในตัว อ.เมือง ที่พลาดไม่ได้เลยครับ การได้รับประทานข้าวเปล่ากับเกาเหลาเลือดหมูกับใบจิงจูฉ่าย เป็นอารมณ์ฟินอย่างมาก ครั้งแรกที่ได้เข้าไปรับประทานก็ไม่ได้รู้เลยว่าร้านนี้เขาดัง เห็นคนเดินเข้า-ออกร้านอยู่ตลอด แต่พอได้รับประทานคำแรกเข้าไปเท่านั้นล่ะติดใจเลยร้านนี้ตั้งอยู่ริมถนนบรรพปราการใกล้กับหอนาฬิกา มีเมนูเด็ดประจำร้านเห็นจะเป็นเกาเหลาเลือดหมูใส่ใบจิงจูฉ่าย เป็นสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณบำรุงสุขภาพเลือดลมมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน เนื้อหมูหมักรสชาติหวานกลมกล่อม ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น. โทรสอบถามได้ที่เบอร์ 053-712-573

 

ออกจากตัวเมืองไปต่อกันที่ “ร้านสลุงคำ” ร้านนี้ผมเจอระหว่างการเดินทางไปเที่ยวรอบๆ จังหวัด การเดินทางไปร้านนี้แนะนำให้ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าไป อ.แม่สาย วิ่งเลย ห้าแยกพ่อขุน ก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำกก จะเห็นเรือนทรงไทยล้านนาอยู่ทางขวามือเมนูอาหารของทางร้านจะเป็นไส้อั่ว,แกงฮังเล, แกงโฮะ, น้ำพริกหนุ่ม โดยเฉพาะไส้อั่วนั้นรสชาติกลมกล่อม เนื้อแน่น อร่อยจนต้องบอกต่อ ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.30-22.30 น. โทรสอบถามได้ที่เบอร์ 053-717-192

ถึงร้านสุดท้ายของ จ.เชียงรายที่ผมอยากแนะนำก็คือ “ร้านราชบุรี” ณ เชียงราย อยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านสหรสตั้งอยู่ริมถนนบรรพปราการ ร้านนี้เป็นร้านขายข้าวแกง ข้าวหน้าเป็ด และข้าวหมูแดง เปิดตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. มีอาหารให้เลือกรับประทานหลายอย่าง รสชาติอร่อยแบบมาตรฐาน ที่รับประทานแล้วต้องร้องอืมอยู่ในลำคอว่าใช้ได้ ไม่เสียดายค่าอาหาร ที่แนะนำให้ลองสั่งมารับประทานก็คือข้าวหมูแดงและข้าวหน้าเป็ด ที่รับประทานแล้วติดใจเป็นที่สุด ลูกค้าต่อคิวสั่งจนย่างกันไม่ทันเลยทีเดียว เนื้อเป็ดนุ่มได้รสชาติ ไม่เหนียว เคี้ยวง่าย หอมเครื่องสมุนไพร สนใจโทรสอบถามทางร้านได้ที่เบอร์ 053-714-633

ทั้ง 3 ร้านนี้เป็นร้านอาหารทั่วไปที่ขึ้นชื่อที่สุดใน จ.เชียงราย ซึ่งผมเองก็โชคดีที่เลือกเดินเข้าถูกร้านอาศัยเคล็ดลับหากินที่ใช้ได้ผลมาตลอดก็คือ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนให้มองหาร้านที่ลูกค้าดูแน่นร้านไว้ก่อนช่วยลดโอกาสผิดหวังกับรสชาติอาหารได้เกินครึ่ง