Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ได้ใจชาวบ้าน! ขอบคุณทหารสร้าง’สะพานแบริ่ง’ข้ามลำน้ำ หลังน้ำป่าซัดถนนพัง

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682293

ได้ใจชาวบ้าน! ขอบคุณทหารสร้าง'สะพานแบริ่ง'ข้ามลำน้ำ หลังน้ำป่าซัดถนนพัง

ได้ใจชาวบ้าน! ขอบคุณทหารสร้าง’สะพานแบริ่ง’ข้ามลำน้ำ หลังน้ำป่าซัดถนนพัง

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 11.29 น.

25 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่ชาวบ้านและพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่บ้านตลิ่งชัน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมาได้รับความเดือดร้อนจากกรณีถนนข้ามลำน้ำวังกระทะ ที่บ้านตลิ่งชัน ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ถูกกระแสน้ำป่าพังพังเสียหาย และระดับสูงจนรถที่จะใช้ในการบรรทุกผลผลิตทางการเกษตรไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ มานานนับเดือนแล้ว 

ทางกองทัพภาคที่ 2 โดยพลโท สวราชย์ แสงผล แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้กำลังพลทหารกองทัพภาคที่ 2 จากหน่วยกองพันทหารช่างที่ 3 กองพลทหารราบที่ 3 พร้อมด้วย กองพันทหารช่างที่ 202 กรมทหารช่างที่ 2 และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 3 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 รวมกว่า 50 นาย นำเครื่องจักรและอุปกรณ์ ไปดำเนินการก่อสร้างสะพานเหล็กชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรที่ได้ระบุความเดือดร้อนจากกรณีถนนข้ามลำน้ำวังกระทะ ที่บ้านตลิ่งชัน ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

ถูกกระแสน้ำป่าพังพังเสียหาย และระดับสูงจนรถที่จะใช้ในการบรรทุกผลผลิตทางการเกษตรไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ มานานนับเดือนแล้ว ในขณะที่ทางองค์การบริหารส่วนตำบลจระเข้หินได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพื่อมาดำเนินการแล้ว แต่ยังติดปัญหาเนื่องจากสถานการณ์น้ำที่ไหลผ่านยังมีจำนวนมากจึงยังไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้

ทั้งนี้สะพานเหล็กดังกล่าวเป็นสะพานเบรีย์ แบบ M2  มีความยาว 33 เมตร และมีช่องทางการจราจรกว้าง 4.10 เมตร ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ส่งกำลังพลพร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์มาดำเนินการก่อสร้างให้ชาวบ้านได้ใช้ทำการสัญจรไปก่อนชั่วคราวจ นกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและชาวบ้านสามารถใช้เส้นทางสายนี้ในการขนถ่ายผลผลิตทางการเกษตรได้ตามปกติ

ทางด้านนางสาวออระยา เหลืองกระโทก กำนันตำบลจระเข้หิน กล่าวว่า เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่เกษตรกรที่มีพื้นที่ทำกินอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างตำบลจระเข้หิน และตำบลบ้านใหม่ จำนวนหนึ่งต้องใช้ในการสัญจรไปยังแปลงเกษตรและใช้ขนลำเลียงผลผลิตออกสู่ท้องตลาด และในแต่ละปีก็จะเกิดปัญหาน้ำกัดเซาะถนนพังเสียหายและถูกน้ำท่วมสูงจนไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้เป็นช่วงๆ

โดยเฉพาะในปีนี้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายเดือนทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตล่าช้า ทางผู้นำหมู่บ้านจึงประสานขอความช่วยเหลือไปยังกองทัพภาคที่ 2 เพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแก่ชาวบ้าน ซึ่งในฐานะตัวแทนชุมชนต้องขอขอบคุณทางกองทัพภาคที่ 2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำลังพลทุกนายที่มาช่วยในปฏิบัติการครั้งนี้เป็นอย่างดี.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แข่งขัน’ส้มตำลีลา’สุดฮา! งานสืบสานงานประเพณีของดีบ้านฉัน บุญร่วมมิตรสัญจรสุรินทร์

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682288

แข่งขัน'ส้มตำลีลา'สุดฮา! งานสืบสานงานประเพณีของดีบ้านฉัน บุญร่วมมิตรสัญจรสุรินทร์

แข่งขัน’ส้มตำลีลา’สุดฮา! งานสืบสานงานประเพณีของดีบ้านฉัน บุญร่วมมิตรสัญจรสุรินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 10.55 น.

25 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์รายงานว่า ที่วัดบ้านโนนสวรรค์หมู่ที่ 14 ต.พระแก้ว อ.สังขะ จังหวัดสุรินทร์ ได้จัดงานทำบุญร่วมมิตรสัญจร เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงได้มาร่วมทำบุญตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์ในช่วงระหว่างที่เข้าพรรษา สำหรับประเพณีทำบุญร่วมมิตรสัญจรของชุมชนตำบลพระแก้ว จะจัดขึ้นทุกปี โดยมีพี่น้องประชาชนชาวพุทธจาก 18 หมู่บ้าน จำนวน 500 กว่าคน มาร่วมทำบุญสัญจรในครั้งนี้

งานบุญร่วมมิตรสัญจร จะจัดขึ้นทุกทุกเดือน สับเปลี่ยนตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้งหมดของจำนวนวัดในตำบล ซึ่งมีทั้ง พระสงฆ์ ผู้สูงอายุ พ่อบ้าน แม่บ้าน นักเรียนนักศึกษา เด็กเยาวชนชายในพื้นที่ เข้าร่วมงานบุญครั้งนี้เป็นจำนวนมากทุกคนมาด้วยแรงกายแรงบุญจากใจกันเอง ภายในงานได้มีการประกอบอาหารเพื่อเลี้ยงแขกที่มาร่วมทำบุญร่วมกินข้าวด้วยกัน จากนั้นมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม และขับร้องสรภัญญะ ฟังธรรมะจากพระสงฆ์ มีการให้ ทาน ศีล ภาวนา เพื่อเป็นการขัดเกลากิเลสให้กับผู้ร่วมงานได้เป็นอย่างดีต่อไป

ภายในบุญนอกจากผู้มาร่วมงานยังได้บุญ ผู้มาประกอบอาหารโรงทาก็ยังได้บุญอีกด้วย นอกจากจะนำอาหารมาประกอบเลี้ยงธรรมดาๆแล้วยังสร้างสีสันให้กับงานบุญในครั้งนี้ โดยเฉพาะโรงทานส้มตำ ที่บอกว่ามาพร้อมกับลีลาการตำที่ไม่ธรรมดาเพราะคนตำไปเต้นไปพร้อมกับจังหวะเสียงดนตรี เป็นการเรียกจุดสนใจให้กับคนมาทำบุญอย่างสนุกสนานต่างก็มาฟ้อนรำร่วมกันอย่างคครื้นเครง แม้แต่กลองเชียร์ก็อดใจไม่ไหว รางวัลชนะเลิศได้ทีม ตำลีลาวัดรัตนวรา ตำบลพระแก้ว อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งใช้ลีลาการร่ายรำ ใช้วิถีชีวิตของชาวบ้านในการนำเสนอ แหย่ไข่มดแดง.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เที่ยวถนนริมน้ำ สตรีทอาร์ตเมืองเลย แหล่งรวมวัฒนธรรม ‘ตะล้าดไทเลย เลาะห้วยน้ำหมาน’

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682286

เที่ยวถนนริมน้ำ สตรีทอาร์ตเมืองเลย แหล่งรวมวัฒนธรรม 'ตะล้าดไทเลย เลาะห้วยน้ำหมาน'

เที่ยวถนนริมน้ำ สตรีทอาร์ตเมืองเลย แหล่งรวมวัฒนธรรม ‘ตะล้าดไทเลย เลาะห้วยน้ำหมาน’

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 10.50 น.

25 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลิ่งเลาะห้วยน้ำหมาน บ้านแฮ่ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย นายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานในพิธีเปิด ถนนสตรีทอาร์ตถนนสายวัฒนธรรม”ตะล้าดไทเลย เลาะห้วยน้ำหมาน” ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวเพื่อเข้ามาเสพย์งานศิลป์สวยๆ กับสตรีทอาร์ตสุดเจ๋งที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่

ความพิเศษคือการนำศิลปินและเด็กนักเรียน ในท้องถิ่น สะท้อนภาพวัฒนธรรมดั่งเดิมวิถีชีวิตของคนในชุมชน ที่เป็นจุดชุมชนแห่งแรกต่อมาได้กลายเป็นชุมชนใหญ่ จนมาเป็นจังหวัดเลยจะมีภาะสะท้อนตามถนน ฝาบ้าน ข้างรั้วตลอดถนนสายบ้านแฮ่อย่างสวยงาม

นางสาวณัณธิญาจ์ มังคละคีรี วัฒนธรรมจังหวัดเลย เผยว่าการจัดโครงการฯว่า ด้วยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลยหอการค้าจังหวัดเลย เทศบาลเมืองเลย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลยศิลปินเลยตามเลย และชุมชนแฮ ผู้ร่วมจัดกิจกรรม :ต่อยอดตลาดประชารัฐตลาดวัฒนธรรมถนนสายวัฒนธรรม”ตะล้าดไทเลย เลาะห้วยน้ำหมาน” บ้านแฮ่เป็นชุมชนเก่าแก่ของจังหวัดเลย

มีการตั้งรากเป็นชุมชนมากกว่า 300 ปี มีวัดศรีภูมิ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจังหวัดเลยด้วยประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ”พระมิ่งมงคลเมือง”มีบ่อน้ำโบราณ (น้ำส้างหลวง) สำหรับอุปโภคบริโภคมีศาลเจ้าพ่อเมืองแสน ซึ่งเป็นสถานที่แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านแฮอีกทั้งบ้านแฮ่ เคยเป็นชุมชนศูนย์กลางของจังหวัดเลยก่อนย้ายไปชุมชนเมืองใหม่ในปัจจุบัน

จากที่กล่าวมาจังหวัดเลย ได้เล็งเห็นว่าเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับท้องถิ่น และจังหวัดเลยจึงควรส่งเสริมให้เกิดการนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในพื้นที่มาต่อยอดให้เป็นสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ จังหวัดเลยจึงมอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ในลักษณะการสานพลังประชารัฐจัดกิจกรรมต่อยอดตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรมถนนสายวัฒนธรรม ‘ตะล้าดไทเลย เลาะห้วยน้ำหมาน’ขึ้นมา.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อนุรักษ์ไว้! ช่างฝีมือรุ่นปู่ รวมกลุ่มบูรณะ’ล้ออิแอ่ว’ เกวียนโบราณ200ปี

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682282

อนุรักษ์ไว้! ช่างฝีมือรุ่นปู่ รวมกลุ่มบูรณะ'ล้ออิแอ่ว' เกวียนโบราณ200ปี

อนุรักษ์ไว้! ช่างฝีมือรุ่นปู่ รวมกลุ่มบูรณะ’ล้ออิแอ่ว’ เกวียนโบราณ200ปี

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 09.56 น.

25 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดวาลุการาม (วัดโตนด) หมู่ 2 ต.โตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ได้มีชาวบ้านผู้สูงวัยเป็นคุณปู่และคุณตา อายุ 70-90 ปี กว่า 10 คน รวมกลุ่มกันมาช่วยบูรณะซ่อมแซม “ล้ออิแอ่ว” หรือเกวียนโบราณเก่าแก่เกือบ 200 ปี เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น โดยช่างฝีมือหนึ่งในนั้นเป็นคุณปู่ อายุ 92 ปี ถีบจักรยานคู่ใจจากบ้านมาที่วัด ไปกลับวันละ 6 กิโลเมตร เพื่อมาช่วยซ่อมล้ออิแอ่ว

นายประเทือง ชำนาญ อายุ 92 ปี ชาวบ้านโตนด บอกว่า พระครูธำรงบุญเขต เจ้าคณะตำบลโตนด และเจ้าอาวาสวัดวาลุการาม ได้รวบรวมเครื่องมือของใช้โบราณไว้จำนวนมาก และมีความตั้งใจจะอนุรักษ์ “ล้ออิแอ่ว” หรือเกวียนโบราณ อายุเกือบ 200 ปี ไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ดูได้ศึกษา ดังนั้นคนเฒ่าคนแก่ที่พอมีฝีมือช่าง ก็เลยมารวมตัวกันช่วยบูรณะล้ออิแอ่วให้คงสภาพดีดังเดิม โดยใช้เชือกหวายและไม้ประดู่เป็นชิ้นส่วนประกอบ มีซ่อมแซมครั้งแรกจำนวน 3 ลำ

นายประเทือง เล่าให้ฟังว่า คนที่นี่สมัยก่อนจะใช้ควายเทียมล้ออิแอ่ว เป็นยานพาหนะในการเดินทาง และบรรทุกข้าวเปลือก พอเวลาล้อหมุนทำให้เพลาที่เป็นไม้เกิดการเสียดสีกัน จะมีเสียงดังอิแอ่วๆๆๆไปตลอดทาง ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ล้ออิแอ่ว” ส่วนคำว่า “ล้อเกวียน” นั้นมาทีหลังห่างกันเป็นร้อยปี และต่างกันตรงที่ล้อเกวียนจะมีแผ่นเหล็กหุ้มและเพลาก็เป็นเหล็กกลม แต่ล้ออิแอ่วนั้นทำจากชิ้นส่วนไม้ทั้งหมด ไม่มีเหล็กปน ชื่อเรียกกับความหมายจึงแตกต่างกัน

นอกจาก “ล้ออิแอ่ว” ที่วัดวาลุการามแห่งนี้ ก็ยังมีการสานตะข้องยักษ์ กระบุงยักษ์ กระด้งยักษ์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร ตั้งแสดงอยู่บนศาลาการเปรียญ เพื่อให้ญาติโยมและเยาวชนรุ่นหลังได้ดูอีกด้วย.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แก๊งหมาแสบ! โดดขึ้นเก๋งเล็บขีดข่วนเสียหาย เจ้าของรถไม่ตลกเสียเงินทำสีใหม่

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682278

แก๊งหมาแสบ! โดดขึ้นเก๋งเล็บขีดข่วนเสียหาย เจ้าของรถไม่ตลกเสียเงินทำสีใหม่

แก๊งหมาแสบ! โดดขึ้นเก๋งเล็บขีดข่วนเสียหาย เจ้าของรถไม่ตลกเสียเงินทำสีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 09.24 น.

25 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Tongta Somboon นำคลิปวีดีโอภาพจากกล้องวงจรปิด มาโพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว ซึ่งคลิปดังกล่าวเป็นคลิปขณะสุนัขจรจัดจำนวน 5 ตัว ปีนขึ้นลงรถยนต์เก๋งที่จอดเอาไว้หน้าบ้านทำให้กระโปรงหน้ารถยนต์ได้รับความเสียหาย จากการที่ถูกเล็บของสุนัขขีดข่วน สำหรับคลิปดังกล่าวมีความยาว 4 วินาที

นอกจากนี้เจ้าของเฟสบุ๊ค ยังได้เขียนบรรยายเอาไว้ว่า “เหมือนจะตลกนะ แต่ถ้าใครเจอกับตัวไม่ตลกแน่นอนรถน้องชายเราเสียหายหมดเลย คงต้องทำสีใหม่ หมาจรจัดซอยนี้เยอะมากกกกกกก สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว และบางคนก็นะ พอหน่วยงานจะมาจัดการหมาจรจัดก็เอาไปเก็บบ้านตัวเอง และมาปล่อยทีหลัง และชอบมาให้ข้าวให้น้ำหมาจรแถวหน้าบ้านเรา แต่พอเราไปถามว่าจะรับผิดชอบยังไง กลับบอกไม่รู้ไม่ชี้ คือถ้ารักมากนะคะ เอาไปเลี้ยงดีๆในบ้านเลยค่ะ และตอนนี้หน่วยงานไหนดูแลเรื่องหมาจร รบกวนด้วยนะคะ ขอร้องค่ะ #หมาจรจัด #สังขละบุรี”

จากการสอบถามไปยังเจ้าของเฟสบุ๊ค ทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 01.00 น.ของคืนวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยรถยนต์เก๋งของน้องชายได้จอดเอาไว้ที่หน้าบ้านบริเวณตลาดสดเทศบาลตำบลวังกะ ใกล้กับท่ารถตู้โดยสารสายสังขละบุรี-กาญจนบุรี

หลังจากบุคคลดังกล่าวโพสต์คลิปพร้อมภาพนิ่งและข้อความดังกล่าวลงไป ได้มีผู้คนเข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากอำเภอสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับรถยนต์ของนักท่องเที่ยวแล้ว เชื่อว่าจะทำให้อำเภอสังขละบุรี เสียชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวมากกว่านี้อย่างแน่นอน.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ลดเสี่ยง‘ไฟดูด’ยามฝนตก-นํ้าท่วม

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682208

ลดเสี่ยง‘ไฟดูด’ยามฝนตก-นํ้าท่วม

ลดเสี่ยง‘ไฟดูด’ยามฝนตก-นํ้าท่วม

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.15 น.

เมื่อเข้าฤดูฝนสิ่งหนึ่งที่มักหลีกเลี่ยงได้ยากคือ “น้ำท่วม” อย่างในประเทศไทยที่กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดต้องคอยติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดเพราะฝนตกทีไรก็ต้องลุ้นว่าน้ำจะท่วม (หรือผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านก็อยากให้เรียกน้ำขังรอการระบาย) หรือไม่ เพราะท่วมทีไรก็ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทุเล นอกจากนั้นแล้วยังต้องพะวงกับอันตรายที่มากับน้ำ เช่น สัตว์มีพิษ จระเข้หลุดจากฟาร์ม ไปจนถึง “ไฟดูด” ที่มีข่าวพบผู้เคราะห์ร้ายอยู่เนืองๆ

สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายความหมายของถ้อยคำที่ใช้เรียกอันตรายจากไฟฟ้าซึ่งพบบ่อยๆ ในสื่อ โดย “ไฟรั่ว”กับ “ไฟดูด” หมายถึงไฟฟ้าที่รั่วออกจากสายไฟหรือโครงโลหะของอุปกรณ์ที่มีความชำรุดแล้วดูดเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะแตกต่างจาก “ไฟช็อต” หรือ “ไฟฟ้าลัดวงจร” ที่มีสาเหตุจากตัวนำทองแดงภายในฉนวนของสายไฟมีการแตะถึงกัน ซึ่งกระแสไฟฟ้าลัดวงจรนั้นจะช็อตไหลลัดไม่ผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยมีความรุนแรงและมีปริมาณกระแสที่สูงมาก เป็นเหตุให้เกิดอัคคีภัยได้

“ผู้ที่ถูกไฟดูดจากไฟรั่วขณะน้ำท่วมขัง หรือ Electric Shock Drowning (ESD) มักรู้สึกชา ขยับร่างช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงอาจเสียชีวิตจากการจมน้ำได้ด้วย นอกเหนือจากเสียชีวิตเพราะกระแสไฟฟ้าโดยตรง ปกติฉนวนที่หุ้มสายไฟอาจเปื่อยจากอายุการใช้งาน การถูกบาดเสียหายชำรุด หรือการต่อสายไฟภายในเสาไฟส่องสว่างที่ใช้เทปพันไม่ได้มาตรฐานแล้วทองแดงเปิด อาจไปถูกน้ำซึ่งเป็นสื่อนำไฟฟ้ารั่วไปยังเสาไฟยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะเสาไฟที่เป็นโลหะ ถ้ามีไฟเลี้ยงและมือเราไปแตะถูกโดยตรงโดยไม่ใส่สวมรองเท้ากั้นไม่ให้ร่างกายสัมผัสกับพื้น กระแสไฟฟ้าที่รั่วก็สามารถวิ่งเข้าสู่มือผ่านเท้าลงดินหรือเรียกว่าถูกไฟดูดได้แต่ในกรณีน้ำท่วม แม้น้ำจะไม่ได้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีเท่ากับโลหะแต่น้ำที่ท่วมเปียกขาจะเป็นตัวกลางที่ทำให้กระแสไฟรั่วผ่านร่างกายไหล‘ครบวงจรลงดินได้’

ลักษณะไฟฟ้าที่รั่วจะคล้ายการช็อตปลาซึ่งกินบริเวณรัศมี Voltage Gradient ที่ส่งผลราว 1-2 เมตร อันตรายที่เกิดจากไฟรั่วขึ้นอยู่กับระยะเวลา ปริมาณกระแสไฟฟ้า และตำแหน่งที่ไฟฟ้ารั่วเข้าสู่ร่างกาย หากมือซ้ายสัมผัสจุดที่มีไฟรั่วและขายังแช่น้ำอยู่ ไฟฟ้ารั่วจะไหลผ่านหัวใจซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ ปริมาณกระแสเพียง 0.1แอมแปร์เพียง 2 วินาทีก็สามารถทำให้หัวใจหยุดเต้นได้” อาจารย์สุพรรณอธิบาย

ในการลดความเสี่ยง อาจารย์สุพรรณ ย้ำว่า ต้องเตือนตนเองไว้เสมอ สายไฟฟ้าที่เห็นเบื้องหน้านั้นอาจมีไฟเลี้ยงอยู่ บริเวณโคนเสาไฟฟ้า เสาไฟส่องสว่าง หรือ สายไฟที่แช่น้ำ เป็นบริเวณที่ควรหลีกเลี่ยงที่จะเดิน ขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ผ่านเข้าไปใกล้ โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมขังจะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมีสายไฟชำรุดและกระแสไฟฟ้ารั่วเป็นอันตรายได้ ขณะที่เมื่อประสบเหตุพบคนถูกไฟดูด “หากเหตุเกิดในอาคาร” ก่อนอื่นต้องตั้งสติพิจารณาว่าสามารถยกเบรกเกอร์เพื่อตัดวงจรไฟเลี้ยงที่ตำแหน่งนั้นได้หรือไม่

แต่ “หากเหตุเกิดนอกอาคาร” การแจ้งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเพื่อให้มาตัดกระแสไฟฟ้าอาจใช้เวลานาน ดังนั้นหากทำได้ควรสวมรองเท้าบู๊ทยาง หรือ อาจหุ้มด้วยถุงพลาสติกหนาใหญ่ๆ เพื่อไม่ให้เท้าเราสัมผัสเปียกน้ำก่อนเดิน และใช้วัสดุที่ไม่นำไฟฟ้า เช่น ไม้ ผ้า เสื้อเข็มขัด สายยาง เชือก ไม้กวาด ถุงมือยาง เพื่อเกี่ยวผู้ที่ถูกไฟดูดให้ออกไปจากบริเวณนั้นก่อน ทั้งนี้โดยห้ามสัมผัสกับตัวผู้ถูกไฟดูดหรือน้ำในบริเวณนั้น แล้วทำการ CPR หากผู้ถูกไฟดูดหัวใจหยุดเต้นแล้วเรียกฉุกเฉิน 1669 เพื่อนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

“ข้อควรตระหนักสำหรับเจ้าของหรือผู้ดูแลอาคาร” สำหรับอาคารที่มีความเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วม ควรย้ายตำแหน่งปลั๊กเสียบและย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าให้สูงขึ้นพ้นระดับน้ำ ส่วนคอยล์ร้อนของเครื่องปรับอากาศนอกตัวอาคารที่วางบนระดับพื้นดินควรยกติดผนังให้มีระดับสูงขึ้น และงดเสียบปลั๊กหรือกดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าหากตัวเปียกหรือเท้าแช่น้ำ ควรเช็ควงจรเบรกเกอร์ว่าจ่ายไฟให้ปลั๊กเสียบตัวไหน

โดยแยกเบรกเกอร์ที่คุมวงจรไฟฟ้าของชั้นล่างที่เสี่ยงถูกน้ำท่วม กับเบรกเกอร์ที่คุมวงจรไฟฟ้าชั้นบนให้เป็นคนละตัวกัน เพราะจะสามารถยกเบรกเกอร์ตัดวงจรที่ถูกน้ำท่วมชั้นล่างออก เพื่อความปลอดภัยโดยยังใช้งานไฟฟ้าของชั้นบนได้ แต่ถ้าเป็นอาคารชั้นเดียวที่มีน้ำท่วมขังก็ไม่ควรเสี่ยงใช้กระแสไฟฟ้า สำนักงานหรือโรงเรียนที่มีน้ำท่วมขัง ซึ่งจะทำให้คนต้องเดินสัญจรลุยน้ำ ก็ควรพิจารณาปิดทำการหรือหยุดเรียนเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนั้น ควรติดตั้งอุปกรณ์ตัดไฟรั่วที่ได้มาตรฐานด้วย เพื่อเป็นอุปกรณ์เสริมเพิ่มจากระบบดินและเบรกเกอร์ตัดไฟ ซึ่งการทำงานของอุปกรณ์ตัดไฟรั่วจะวัดกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าวงจรเทียบกับกระแสไฟฟ้าที่ไหลออกจากวงจร หากมีค่าที่แตกต่างกัน (ตามมาตรฐานวิศวกรรมไฟฟ้า คือเกินกว่า 0.03 แอมแปร์) ซึ่งหมายถึง
ได้เกิดมีกระแสไฟรั่วไปที่อื่นนอกวงจรปกติ เครื่องตัดไฟรั่วจะทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าออก, ควรมีไขควงเช็คไฟไว้ประจำเพื่อใช้ตรวจวัดไฟรั่วที่โครงอุปกรณ์ เช่น ฝาตู้เย็น เครื่องซักผ้า หากสงสัยว่าจะเกิดไฟรั่ว-ไฟดูด โดยไม่ต้องสัมผัสด้วยมือตนเอง, ตรวจสอบความชำรุดของสายไฟและจุดต่อสายไฟอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไฟรั่ว ยิ่งถ้าโดนแดดมีของกระแทก หนูกัดสายไฟ หรือใช้งานเกินพิกัดจนเกิดความร้อน สังเกตได้จากความร้อน สีเริ่มเปลี่ยน มีกลิ่นไหม้ รอยเขม่าดำอายุการใช้งานของสายไฟอาจลดน้อยกว่า 20 ปีที่กำหนด หากเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสายไฟชำรุด ไม่ควรซ่อมด้วยตัวเอง ควรเรียกช่างที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพช่างไฟฟ้า

สุดท้าย “ข้อควรตระหนักสำหรับผู้รับเหมาติดตั้งเสาไฟส่องสว่าง” ควรเอาใจใส่ในมาตรฐานการติดตั้ง เชื่อมต่อหรือการใช้เทปพันเก็บสายไฟ การตรวจสอบ ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ที่ชำรุดและอยู่ใกล้บริเวณที่น้ำท่วมถึง!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682233

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’  กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้แย้มแผนเตรียมการเลือกตั้งกรณีสภาผู้แทนราษฎรครบวาระในวันที่ 23 มี.ค.2566 แล้ว ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ

โดยเบื้องต้น กกต.กำหนดให้วันที่ 7 พ.ค.2566 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป และเปิดรับสมัครในวันที่ 3-7 เม.ย.2566

ข่าวชิ้นนี้สร้างความคึกคักและสีสันให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้กกต.ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับระยะเวลาในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ขณะนี้ใกล้ถึงระยะเวลา 180 วันก่อนวันครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 23 มี.ค.2566 ซึ่งผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการหาเสียงให้เป็นไปตามมาตรา 68 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. 2561 และต้องมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 73กฎหมายเดียวกัน มีห้วงระยะเวลาหาเสียงเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2565 จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง

และเตรียมจะออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองปฏิบัติ ตามพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ภายในกรอบเวลา 180 วัน ว่าสิ่งใด
ทำได้หรือไม่ได้บ้างในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางให้พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.ได้ปฏิบัติตาม

นักการเมืองทุกคนพร้อมปฏิบัติตาม

แต่อีกมุมมองหนึ่งก็เป็นเรื่องชวนให้คิด???

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่สาขาพรรคประชาธิปัตย์เขต 1 สงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้ช่วยดำเนินงานของ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงสถานการณ์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง ตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยเงื่อนไขระยะเวลา 180 วันนั้น โดยนายสรรเพชญ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ตนพร้อมทีมงานรวมทั้งจิตอาสาต่างๆ ได้ลงพื้นที่ทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลในเขตอำเภอเมืองสงขลา เพื่อช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

โดยสิ่งที่คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งในแง่ของการเป็นอาหารที่จำเป็นของทุกบ้านและมีโภชนาการสูง คือ การแจกไข่ไก่สด ที่นอกจากจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยเสริมสร้างโภชนาการที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนอีกด้วย ซึ่งการแจกไข่ไก่นั้นยังคงทำตลอดจนกว่าเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจะทำไม่ได้ แต่ก็อดเป็นห่วงพี่น้องประชาชนไม่ได้ที่จะได้รับความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่าย

นายสรรเพชญ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การมอบข้าวกล่องปรุงสุกพร้อมทาน โดยนำเอาวัตถุดิบมาจากการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำจำหน่ายไม่ได้ราคาช่วงโควิด โดยได้รับซื้อฟักทอง ฟักเขียว แตงโม พริกสดเป็นต้น มาจากชาวสวนโดยตรงในต่างอำเภอของจังหวัดสงขลาและพื้นที่โดยรอบเพื่อนำผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้นไปปรุงอาหารและแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงโควิด รวมถึงการมอบหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือ ชุด PPE และปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการป้องกันโรคให้แก่พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มาโดยตลอด

นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ เช่น การประสานขอสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนนบริเวณหน้าโรงพยาบาลสงขลา จาก อบจ.สงขลา ซึ่งขณะนี้ได้มีการอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างแล้ว รวมถึงการประสานงานกับองค์การจัดการน้ำเสีย(อจน.) ดูแลระบบน้ำเสียในเขตเทศบาลนครสงขลา เทศบาลเมืองเขารูปช้าง โดยเฉพาะคลองสำโรง อีกด้วย

“ผมเป็นห่วงพี่น้องประชาชน ซึ่งช่วงเลือกตั้งอาจดูแลได้ไม่เต็มที่ แต่ขอยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทุกอย่าง อย่างน้อย
ก็จนกว่าจะถึง 24 ก.ย. ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อห้ามของกกต.” นายสรรเพชญกล่าว

นั่นคือหัวอกจิตอาสาทางการเมืองที่ต้องช่วยประชาชนตลอดไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : สนทนาเตรียมตัวก่อนตาย ใช้สิทธิ Living will ต้องรู้อะไรบ้าง

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682227

สกู๊ปพิเศษ : สนทนาเตรียมตัวก่อนตาย  ใช้สิทธิ Living will ต้องรู้อะไรบ้าง

สกู๊ปพิเศษ : สนทนาเตรียมตัวก่อนตาย ใช้สิทธิ Living will ต้องรู้อะไรบ้าง

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นับเป็นเวลานานที่ประเทศไทยได้รับรอง “สิทธิแสดงเจตนาที่จะรับหรือไม่รับการรักษาที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดความตายในวาระสุดท้ายของชีวิต” หรือ “Living will” ที่กำหนดไว้ในมาตรา 12 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ซึ่งไม่ใช่การปฏิเสธการรักษา แต่เป็นการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) เพื่อลดอาการเจ็บปวด ไม่สุขสบาย เพื่อการจากโลกนี้ไปอย่างสงบ โดยปัจจุบัน พบว่าคนในสังคมให้ความสนใจเรื่องนี้มากขึ้นเพื่อเตรียมตัวเอาไว้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะมีขั้นตอน หรือต้องทำอะไรบ้าง “สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช.” จึงได้จัดเสวนา “ต้องรู้อะไรบ้างเมื่อต้องรับมือกับความตาย”

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า Living will คือ หนังสือแสดงเจตนาที่จะจากไปตามธรรมชาติด้วยดีหรือการตายดี ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ช่วยในการวางแผนชีวิต ในหลายๆ ประเทศก็มีกฎหมายดังกล่าว ซึ่งสาระสำคัญคือ การรับรองสิทธิของบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน ซึ่งผู้ป่วยสามารถทำหนังสือเพื่อบันทึกเจตนาที่จะรับการรักษาที่ตนเองต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิตได้ ซึ่งการรับรองดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงสาธารณสุข โดยคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขที่ได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลที่ได้ทำหนังสือแสดงไว้

“หนังสือแสดงเจตนา เป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยญาติ และผู้ให้การรักษา เมื่อบุคคลคนนั้นไม่สามารถสื่อสารแล้ว และไม่สามารถรักษาได้อีก”

พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร

ปัจจุบัน โครงสร้างประชากรของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสูงวัย ประชาชนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังและโรคที่คุกคามชีวิตมากขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก็ทันสมัยขึ้น หากจัดการเรื่องนี้เข้าไปสนับสนุน นอกจากประชาชนจะได้รับการดูแลที่ดีแล้ว ยังมีส่วนช่วยระบบการเงินการคลัง ระบบการบริหารจัดการ และระบบการบริการต่างๆ ของสถานพยาบาล เพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันท้องถิ่นหลายแห่งได้ตั้งกองทุนดูแลระยะสุดท้ายของชีวิต มีการบริหารจัดการเตียง เงินสวัสดิการ รวมถึงผู้ดูแล (Care Giver) นี่จึงเป็นโอกาสหนึ่งที่จะได้ทำให้คนไทยได้มีสุขภาวะดีขึ้น

ขณะนี้ รัฐสภาได้เอาเรื่องการดูแลระยะยาวไปเป็นเป้าหมายหนึ่งของการดูแลผู้สูงอายุ โดย Living will และการดูแลแบบประคับประคอง จะเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการการดูแลระยะยาว (Long Term Care) ดังนั้นการเมืองก็จะมีทิศทางของนโยบาย รัฐบาลเองก็จะมอบให้กระทรวงสาธารณสุขได้เอาเรื่องราวเหล่านี้เข้าไปในระบบบริการสุขภาพด้วย

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับการรักษาผู้ป่วยระยะท้ายควรให้การรักษาที่ได้ประโยชน์ และควรหยุดการรักษาที่ไม่ได้ประโยชน์ ซึ่งคำว่า “ประโยชน์” ต้องขึ้นกับเป้าหมาย เช่น การรักษาแบบยืดเวลาเพื่อทำเป้าหมายของชีวิตให้สำเร็จ ยกตัวอย่าง คนไข้มะเร็งปอดระยะสุดท้าย ตอนนี้ภาวะหายใจล้มเหลว เมื่อใส่ท่อช่วยหายใจจะมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น แต่จะทรมานกับการใส่ท่อช่วยหายใจ แทบไม่มีโอกาสถอดท่อ กรณีนี้การใส่ท่อฯ จึงมีประโยชน์น้อย จึงต้องมาดูเป้าประสงค์ เช่น เพื่อยืดระยะเวลาออกไปอีก 3 วันเพื่อรอลูกกลับจากต่างประเทศ เป็นต้น

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ 

ในการรักษาจะมีวัตถุประสงค์ของแต่ละช่วง เริ่มตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เกิดโรค และถ้าเป็นโรคก็พยายามรักษาโรคให้หายไว ในขณะเดียวกันเราก็หวังว่าชีวิตเราจะอยู่อย่างดี คือมีความสุขกาย สบายใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสุดท้ายถ้าเราต้องตาย เราก็ต้องการที่จะตายดี ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องการตั้งเป้าหมาย ถ้าได้เริ่มการรักษาไปแล้วไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ มีความทุกข์ทรมานเกิดขึ้น เราสามารถหยุดการรักษานั้นได้ หรือจะไม่เริ่มเลยถ้าคิดว่าการรักษานั้นไม่ได้ผลแน่นอน ซึ่งไม่ใช่การการุณยฆาต แต่เป็นการที่หยุดหรือไม่เริ่มการรักษาที่ไม่ได้ประโยชน์

“การุณยฆาตเป็นการเร่งความตาย แต่การทำ Palliative care เป็นการยอมรับความตาย ซึ่งเราไม่ได้เร่งแต่ไม่ยื้อ และไม่ได้หยุดการรักษา เพียงแต่เปลี่ยนมารักษาแบบประคับประคอง เลือกการรักษาที่เหมาะสมต่อเนื่องจนกระทั่งเสียชีวิต เป็นการเน้นประโยชน์ของผู้ป่วย ไม่ใช่ของญาติ”

นพ.ฉันชาย กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ กรณีผู้ป่วยไม่มีญาติ ทางโรงพยาบาลอาจมีการหารือในรูปแบบคณะกรรมการ และมีมติร่วมกันว่าจะดูแลผู้ป่วยอย่างไร อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งมีกฎเหล็กว่าหากไม่มีหนังสือแสดงเจตนา จะไม่ยอมทำตามที่ผู้ป่วยขอไม่ใส่ท่อฯ เพราะยังมีประเด็นเรื่องการฟ้องร้อง

ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร

ด้าน พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูนกล่าวว่า การดูแลคนไข้ในห้องไอซียู บางครั้งก็ไม่รู้ว่าตรงกับความต้องการของผู้ป่วยจริงๆ หรือไม่ เพราะ ณ จุดนั้นคนไข้ไม่สามารถสื่อสารกับเราได้ ซึ่งญาติเองบางครั้งก็ไม่รู้ว่าคนไข้ต้องการอะไร เพราะไม่เคยคุยเรื่องนี้กันมาก่อน จึงต้องมีการทำ Advance care planหรือเปิดกระบวนการพูดคุยสื่อสารกันในครอบครัวมากขึ้น ทุกคนสามารถทำได้ หากสื่อสารกันไว้ตั้งแต่แรกว่า คนไข้อยากได้หรือไม่อยากได้อะไร ความหมายของการมีชีวิตอยู่หรือคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไข้คืออะไร ซึ่งนิยามของแต่ละคนแตกต่างกัน เมื่อเกิดวิกฤตในชีวิต ทั้งญาติและแพทย์ก็จะสามารถเข้าใจและทำตามความประสงค์ผู้ป่วยได้มากที่สุด

ทั้งนี้ การทำ Living will ไม่จำเป็นต้องทำเมื่ออายุมากแล้วเท่านั้น แม้เป็นคนแข็งแรงก็สามารถวางแผนไว้ล่วงหน้าได้ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเวลาของเราจะมาถึงเมื่อไร แต่ปัจจุบันจำนวนคนทำ Living will ยังมีน้อย เพราะฉะนั้นหลักๆ ที่เราทำคือ Family Meeting คือการนัดคุยในครอบครัวให้ได้มากที่สุด ว่าคนไข้เคยพูดอะไรไว้บ้าง ทุกคนต้องเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนจะยุติการใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่บุคลากรทุกคนจะยุติการใช้เครื่องช่วยหายใจหากไม่มี Living will

“ไม่มีใครอยากตาย แต่ถ้าต้องตายก็อยากตายในแบบที่ดีๆ อยากจากโลกนี้ไปแบบดีๆ แต่ส่วนใหญ่เราไม่ได้เตรียมตัวเพราะเรารู้สึกว่าการพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยาก สื่อสารยาก ไม่รู้ว่าจะคุยอย่างไรดีดังนั้นเราจึงควรปรับทัศนคติเกี่ยวกับการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า พูดคุยกับครอบครัว จะเพิ่มโอกาสที่เราจะจากไปอย่างที่ต้องการได้”

สุทธิพงษ์ วสุโสภาพล

ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้อำนวยการเยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า เราพบว่าผู้สูงอายุเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อาการติดเชื้อ ไตวาย มากที่สุด แต่หากมีความเข้าใจและมีการวางแผนจะทำให้เราไม่หวาดกลัวกับโรคที่เผชิญอยู่ เช่น “โรคมะเร็ง” ซึ่งจะมีระยะเวลาในการดำเนินโรค ซึ่งจะมีทั้งคนที่อยากรักษาก็เข้าสู่กระบวนการ ส่วนคนที่ไม่อยากรักษาก็สามารถเข้าสู่กระบวนการดูแลแบบประคับประคองแทนได้

ปัจจุบัน คนไทยเผชิญกับโรคที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตอย่างรวดเร็วมากขึ้น เช่น โรคหัวใจขาดเลือด, โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ, โรคหลอดเลือดสมอง, อุบัติเหตุ เลือดออกในสมอง เป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดเหตุ มักจะมี 2 ทางเลือก คือ หนึ่ง-ไปโรงพยาบาล ซึ่งอาจจะต้องมีการใส่อุปกรณ์การแพทย์หลายอย่าง โดยผลการรักษาอาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ และหากไม่เสียชีวิตก็อาจจะเป็นผู้ป่วยติดเตียง ต้องใช้เทคโนโลยีพยุงไว้ตลอดก็ได้ หรือ สอง-ไม่ไปโรงพยาบาล แล้วดูแลรักษาแบบประคับประคองที่บ้านเพื่อการจากไปอย่างสงบ ซึ่งการรักษาที่บ้านจะมีขั้นตอน คือ 1.การให้คนในครอบครัวมาคุยกันอย่างพร้อมหน้า 2.การทำเอกสารการ Living will ไว้ให้ 3.เชิญหมอมาดูแลที่บ้านต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะมีทั้งการดูแลให้คำปรึกษาผ่าน LINE หรือโทรศัพท์ 4.การเยี่ยมบ้านซ้ำตามประสงค์ ซึ่งระยะหลังพบคนต้องการ Palliative care เพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีการเตรียมการและระบบไว้รองรับ

“ถ้ามีการทำ Living will ไว้ก่อน แพทย์สามารถดูแลได้ตามความต้องการของผู้ป่วย รวมถึงการพิจารณาถอดเครื่องช่วยหายใจเพื่อให้คนไข้จากไปอย่างสงบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าหมอทุกคนจะทำได้ แต่ถ้าไม่มีเอกสารก็จะเกิดปัญหาว่าแล้วจะเอาอย่างไรดี ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการชวนคุยทั้งครอบครัว เพื่อดูว่าทางออกที่ดีคืออะไร ถ้าคุยแล้วทุกคนเห็นพ้องกัน ซึ่งต้องใช้เวลาเพื่อดูว่าอะไรคือความประสงค์ร่วมกันของครอบครัว”

สำหรับการจัดเสวนา “ต้องรู้อะไรบ้างเมื่อต้องรับมือกับความตาย” เป็นหนึ่งในงาน “มหกรรมสร้างสุขที่ปลายทาง ครั้งที่ 4”ระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2565 โดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กับภาคีเครือข่าย 13 องค์กร เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การวางแผนการดูแลล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างสุขที่ปลายทางช่วยให้ผู้ที่ต้องวางแผนเพื่อตัดสินใจว่าช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต หากเกิดการเจ็บป่วยจะจากไปด้วยวิธีใด จึงจะทำให้คุณภาพชีวิตของเราและครอบครัวดีที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะชีวิตเป็นของพวกเราทุกคน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าศึกษาปรับปรุง ชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682226

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าศึกษาปรับปรุง  ชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าศึกษาปรับปรุง ชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เนื่องจากขาดแคลนน้ำใช้ในการอุปโภค- บริโภค และทำการเกษตร ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลองครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม เพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

เมื่อปี 2562 กรมชลประทาน โดยสำนักบริหารโครงการเร่งทำการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา เนื่องจากโครงสร้างอาคารชลประทานต่างๆ มีอายุเก่าแก่ เกิดการชำรุดเสียหาย มีปัญหาการบริหารจัดการน้ำมีปัญหาการส่งน้ำค่อนข้างมาก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้ที่ดิน ระบบการเพาะปลูกรวมถึงบริบทการใช้น้ำด้านต่างๆ ทำให้โครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวาไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควรมีการศึกษาปรับปรุงโครงการให้ชัดเจน

ต่อมาปี 2564 สำนักบริหารโครงการได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เพื่อดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ได้แนวทางและแผนงานดำเนินการปรับปรุงโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในปัจจุบันอย่างชัดเจน

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุน ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานประมาณ 2.42 ล้านไร่ ใน จ.กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี นครปฐม และบางส่วนของ จ.เพชรบุรี โดยแบ่งเป็นโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งซ้าย และโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา มีปริมาณน้ำจัดสรรเฉลี่ยปีละร่วม 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์

สำหรับการประชุมกลุ่มย่อยและการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วนมีวัตถุประสงค์เพื่อการแก้ไขปัญหาด้านการชลประทานในพื้นที่อย่างโปร่งใส และสร้างการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการบริหารจัดการน้ำ ปรับปรุงองค์กรการบริหารจัดการน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมีระยะเวลาการศึกษาโครงการจำนวน 540 วัน (ประมาณ 18 เดือน) เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน2564 และสิ้นสุดสัญญาจ้างวันที่ 10 ตุลาคม 2565 ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณก่อสร้างปรับปรุงโครงการมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวามีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาพื้นที่ชลประทาน เนื่องจากปัจจุบันการใช้น้ำมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ระบบชลประทานยังใช้แบบเดิม ไม่เป็นไปตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีเท่าเดิม ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้น้ำ ซึ่งกรมฯ จะต้องจัดสรรน้ำเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี และเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำของระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น

และหากรายงานผลการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวาสำเร็จลุล่วง ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่เกษตรกรและทุกภาคส่วนที่ใช้น้ำจากโครงการฯ และสามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้ดียิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 กรมฯ ได้จัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิเจ้าหน้าที่กรมฯ กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ผู้นำท้องถิ่น และตัวแทนเกษตรกรผู้ใช้น้ำ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ณ ห้องประชุม สำนักงานชลประทานที่ 13 อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

นางประคอง บ้านใหม่ อยู่บ้านเลขที่ 27/1 หมู่ 3 ต.บ้านใหม่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรีหนึ่งในตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ชลประทาน มั่นใจว่าเมื่อโครงการดังกล่าวสำเร็จ ประชาชนหลายร้อยครัวเรือนจะได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำในระบบชลประทานอย่างมาก

ด้านนายสนิท พิริยะพงษ์พันธ์ ผู้จัดการโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 18 เดือนของการดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา พบว่ามีการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ทั่วถึงและผิดพลาด เนื่องจากระบบส่งน้ำไม่สมบูรณ์ เกิดการชำรุดเสียหาย ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงระบบใหม่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อให้เกิดการระบายอย่างทั่วถึง

แนวทางการปรับปรุงประกอบด้วย การปรับปรุงสิ่งก่อสร้างจากระบบเดิมให้ดีขึ้น ปรับปรุงระบบส่งน้ำและการจัดสรรน้ำ ปรับปรุงระบบการระบายน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยการเพิ่มแก้มลิง อาคารเก็บกักน้ำ ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การใช้ระบบส่งน้ำที่ทันสมัยโดยใช้ระบบหมุนเวียนเพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำให้มากกว่าเดิม การบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สร้างการรับรู้แก่เกษตรกร เน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย (Smart phone) มาช่วยบริหารจัดการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ซึ่งหากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้น จะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำอย่างแน่นอน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ทำแท้ง’กฎหมายเปิดช่อง ไฉน‘ภาคปฏิบัติ’ยังติดขัด?

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682217

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ทำแท้ง’กฎหมายเปิดช่อง  ไฉน‘ภาคปฏิบัติ’ยังติดขัด?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ทำแท้ง’กฎหมายเปิดช่อง ไฉน‘ภาคปฏิบัติ’ยังติดขัด?

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเป็นมติเสียงข้างมาก ระบุว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ว่าด้วยความผิดฐานทำให้แท้งลูก สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ จากนั้นในวันที่6 ก.พ. 2564 ก็มีการประกาศ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2564 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งสาระสำคัญคือ อนุญาตให้หญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ไม่เกิน 12สัปดาห์ สามารถยุติการตั้งครรภ์หรือ “ทำแท้ง” ได้ ส่วนอายุครรภ์เกินกว่า 12 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ให้อยู่ที่การวินิจฉัยของแพทย์

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ แต่ในทางปฏิบัติยังพบปัญหา ซึ่งเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2565 เครือข่าย RSA Thai ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขตลอดจนสหวิชาชีพอื่นๆ ได้จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “แก้กฎหมายแล้วทำไมหมอหลายคนยังไม่ทำแท้ง” เนื่องในโอกาสวันยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยสากล (Safe Abortion Day) 28 กันยายน ของทุกปี

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช (เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์) โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรกล่าวว่า มีปัจจัยที่ทำให้สังคมไทยไม่ค่อยอยากพูดถึงการทำแท้ง อาทิ 1.ความเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา “สังคมไทยถูกหล่อหลอมด้วยเรื่องบาปบุญคุณโทษมาตลอด” เช่น เชื่อว่าการทำแท้งเป็นบาป อย่างไรก็ตาม นอกจากคนที่มีความเชื่อดังกล่าวแล้ว ในสังคมยังมีคนอีก 2 ประเภท ประเภทแรกคือคนที่มองว่าการทำแท้งก็เป็นสิทธิหรือทางเลือกอย่างหนึ่ง และอีกประเภทคือคนที่กลางๆ ยังไม่ไปทางใดทางหนึ่ง

“กลุ่มตรงกลางนี่แหละ เอ๊ะ!..เราจะไปทางไหนดี? เราใช้เหตุผล เราใช้ความจำเป็น เรามาดูทำไมกฎหมายถึงเปิดกว้างทั้งๆ ที่ดูแล้วมันขัดกับศีลธรรมสิ่งที่เราเชื่อ ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มใหญ่พอสมควรในปัจจุบัน ฉะนั้นสิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำคือให้ข้อมูลว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร กฎหมายออกมาเพื่ออะไร เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายในแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วไม่พร้อม เพื่อป้องกันการไปทำแท้งเถื่อน” นพ.โอฬาริก กล่าว

นพ.โอฬาริก กล่าวต่อไปว่า สาเหตุประการต่อมาที่ทำให้สังคมไทยไม่ค่อยอยากพูดถึงการทำแท้ง 2.ความไม่รู้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ายังมีคนที่ไม่รู้ว่ากฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้ หรือไม่รู้ว่าจุดบริการอยู่ที่ไหน ดังนั้นต้องสร้างความตระหนักรู้ใน 4 กลุ่มคือ หญิงตั้งครรภ์ บุคลากรสาธารณสุข บุคคลทั่วไปในสังคม และผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย หรือก็คือทุกฝ่ายต้องมีความเข้าใจตรงกัน เพื่อให้การเข้าถึงบริการทำได้ง่ายขึ้น

3.สิทธิเด็ก ซึ่งมีข้อถกเถียงกัน เช่น ที่กำหนดว่าอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ (หรือ 12 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์) เพราะถือว่าช่วงดังกล่าวตัวอ่อนยังไม่นับว่าเป็นมนุษย์เต็มที่ แต่ก็มีบางฝ่ายมองว่าความเป็นมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิแล้ว แต่ประเด็นนี้หากมองในอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่ใช่ตามหลักวิชาการ (เพราะยังมีข้อถกเถียง) การให้เด็กเกิดมาแล้วเจอสภาพถูกทอดทิ้งบ้าง ถูกทารุณกรรมบ้าง จากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์หรือจากพ่อแม่ที่ไม่ต้องการ พบว่าโอกาสที่เด็กซึ่งเกิดมาเจอสภาพนี้จะสามารถหลุดพ้นจากขุมนรกไปอยู่ในพื้นที่สดใสดุจสรวงสวรรค์นั้นยากมาก

“เนื่องจากเราเจอเคสแบบนี้เรื่อยๆ มันทำให้ความเป็นเด็กที่เกิดมาจากครอบครัวที่ไม่ต้องการแล้วได้ไปวิ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ ผมไม่เคยเห็น คือเราเห็นวิ่งในขวากหนาม วิ่งในชีวิตที่ถูกทอดทิ้ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอกว่า คือผมรู้สึกว่าอย่างนี้ คนไข้ที่มาตามกระบวนการการเข้าถึง การ Counseling (ให้คำปรึกษา) ต้องบอกอย่างนี้ก่อน เวลาคนไข้มาถึงว่าอยากยุติการตั้งครรภ์ มันจะมี 4 แบบให้เลือก 1.ท้องต่อและเลี้ยงเอง คือมาฟัง คุยกับหมอแล้วเรียบร้อย บางทีเขายังไม่ตัดสินใจแต่เขาอยากมาฟังข้อมูล

2.ท้องต่อญาติเลี้ยง แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย อะไรก็ตามแต่ 3.ท้องต่อส่งสถานสงเคราะห์ และ 4.ยุติการตั้งครรภ์ คนไข้มีตั้งอีก 3 Option (ทางเลือก) ที่ตั้งครรภ์ต่อ คือเราไม่ได้มาถึงปุ๊บ! ยุติการครรภ์เลย มันต้องผ่านกระบวนการการ Counseling แต่อย่างที่บอก โดยส่วนตัวผมไม่เจอเด็กที่ถูกทอดทิ้งแล้วประสบความสำเร็จ คือเจอแต่เคสหนักๆ แย่กว่าเดิม จนเด็กบางคนที่ดูกับคุณพยาบาล พูดไปว่าเด็กเขาพ้นทุกข์แล้ว เพราะเขาผ่านประสบการณ์ที่แย่ๆ มามาก แต่เราก็เห็นตามข่าว ถูกทำร้ายร่างกายถูกอะไร” นพ.โอฬาริก ระบุ

นพ.โอฬาริก ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่แพทย์เองก็มี 3 ประเภทเมื่อมีหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมไปขอคำปรึกษา 1.ให้คำแนะนำและลงมือยุติการตั้งครรภ์ให้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะด้วยยาหรือเครื่องมือใดๆ ก็ตาม 2.ให้คำแนะนำแต่ส่งต่อโดยไม่ลงมือยุติการตั้งครรภ์ให้ด้วยตนเอง ด้วยหลากหลายเหตุผล และ 3.ไม่ให้คำแนะนำใดๆ เพราะไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำแท้ง ดังนั้นหากหญิงรายใดไปเจอแพทย์ในประเภทที่ 3 ก็จะมีความเสี่ยง เพราะหญิงนั้นจะอยู่ในสภาพเคว้งคว้าง อีกทั้งเมื่อกลับมาถึงโรงพยาบาลอายุครรภ์ก็เพิ่มขึ้นแล้ว

แต่ในทางกลับกัน ก็เข้าใจความเชื่อของแพทย์กลุ่มนี้ และไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีข้อกำหนดบังคับให้ต้องทำ เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นตราบาป (Stigma) ในชีวิต ดังนั้นจึงอยู่ที่ว่าจะวางระบบอย่างไรที่ให้แพทย์กลุ่มที่ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ไม่ต้องลำบากใจ ควบคู่ไปกับการไม่ลิดรอนสิทธิของหญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมที่จะมารับบริการ ซึ่งการวางระบบนี้ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่หน้างาน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก เพราะยังมีบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกับแพทย์และอาจไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการทำแท้ง

ด้าน ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ อาจารย์ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวเสริมว่า ในประเด็นสิทธิเด็ก ในทางวิชาการหรือทางกฎหมาย ให้นิยามความเป็นมนุษย์ไว้ว่า เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดาแล้วมีสัญญาณชีพ ซึ่งมุมหนึ่งการมองแบบนี้ดูจะแห้งแล้งเกินไป แต่อีกมุมหนึ่ง ในความเห็นส่วนตัวมองเรื่องสิทธิของผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาจนถึงวันที่ชีวิตผิดพลาดตั้งครรภ์ขึ้น ดังนั้นหากจำเป็นต้องเลือกก็ขอเลือกสิทธิของผู้หญิงคนนี้ก่อน

ส่วนประเด็นความลำบากใจของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาล ทางออกอาจจะอยู่ที่ “คลินิกเฉพาะด้าน” ดังที่ปัจจุบันมีคลินิกเสริมความงามเกิดขึ้นทั่วไป ซึ่งเชื่อว่าหากมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องการยุติการตั้งครรภ์รวมถึงการเข้าถึงบริการที่เป็นมิตร ประกอบกับค่อยๆ ทยอยสร้างคลินิกที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ขึ้นในแต่ละจังหวัด ในอนาคตอันใกล้การเข้าถึงบริการที่ดีก็จะง่ายขึ้น

“อันนี้ต้องใช้เวลา ตรงนี้ภาคสังคมต้องช่วยเพราะหมอทำเรื่องนี้ไม่เก่ง ผมก็เชื่อว่าแพทยสภาก็ทำเรื่องนี้ไม่เก่ง เพราะแพทยสภาเป็นตัว Balance (รักษาสมดุล) ระหว่างหมอกับคนไข้ เขาก็ต้องดูแลหมอของเขาให้อยู่ได้ คือเรื่องความเชื่อเราไม่ว่าอะไร ทุกวันนี้ผมก็ยังกลัวผีอยู่ คือบอกไม่มีผีอย่างไรก็ไม่ได้ผมก็ยังกลัวอยู่ ผมว่าในอนาคตน่าจะมีคลินิกแบบนี้ให้มันเกิดขึ้นได้” ผศ.นพ.ธนพันธ์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,939,695 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

เผยโฉมหน้าเยาวชนต้นแบบเก่งและดี ‘TO BE NUMBER ONE IDOL’ รุ่น 16
คุณแหน : 5 พฤษภาคม 2569
ประสิทธิ์ชัย ชี้ แลนด์บริดจ์แค่บังหน้า เป้าหมายคือสร้าง รัฐอิสระต่างชาติ ผ่าน พ.ร.บ. SEC
ตาค้างทั้งโซเชียล แน๊ต เกศริน อวดหุ่นสุดสะบึ้มในชุดว่ายน้ำ พร้อมเผยที่มา ความอึ๋ม
Lisa ป่าน ณิชาภัทร ใส่ Robert Wun ดันชื่อเสียงไทยพุ่งไกลระดับโลกใน Met Gala 2026
สุนัขทรงเลี้ยง ‘ย่าเหล’ ‘มิตรแท้’ ในพระราชหฤทัย ร.6
ครม.ฉีกMOU44 ลั่นไทยแลนด์เฟิร์ส กัมพูชาแถลงเสียใจ
บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย
อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ
ศรีสุวรรณ บุก ป.ป.ช. ร้องสอบอดีตอธิบดีกรมฝนหลวง ปมซื้อเครื่องบินแพงเกินไปหรือไม่

Recent Posts

  • เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้
  • ไฟไหม้ศูนย์การค้าใกล้กรุงเตหะราน ดับ 8 ชีวิต เจ็บ 36 ราย เร่งสอบสาเหตุ
  • ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เรียกร้องทางการเมียนมาพิสูจน์ว่าแม่ยังมีชีวิต วอนฝรั่งเศสช่วยกดดัน
  • ญาติ “ฮุน มาเนต” ออกแถลงการณ์ยอมรับถือหุ้น 30% ในกลุ่มบริษัท “ฮวยวัน” เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์
  • อิหร่านปาดหน้า พบหารือรัฐมนตรีจีน ถกประเด็นสงคราม-ช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนการเยือนของทรัมป์

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d