Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

อาฟเตอร์ช็อก!ผู้ปลูกกัญชาเผยกม.ถูก‘แช่แข็ง’ วิสาหกิจชุมชนเคว้ง-เสี่ยง‘เถื่อน’

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680799

อาฟเตอร์ช็อก!ผู้ปลูกกัญชาเผยกม.ถูก‘แช่แข็ง’ วิสาหกิจชุมชนเคว้ง-เสี่ยง‘เถื่อน’

อาฟเตอร์ช็อก!ผู้ปลูกกัญชาเผยกม.ถูก‘แช่แข็ง’ วิสาหกิจชุมชนเคว้ง-เสี่ยง‘เถื่อน’

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 08.17 น.

อาฟเตอร์ช็อก!ผู้ปลูกกัญชาเผยกม.ถูก‘แช่แข็ง’ วิสาหกิจชุมชนเคว้ง-เสี่ยง‘เถื่อน’

18 กันยายน 2565 ดร.โยธิน ไชยธงยศ อายุ 70 ปี ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เกษตรอุตสาหกรรม 61 บ้านหนองแซง ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม เปิดเผยว่า กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เกษตรอุตสาหกรรม 61 บ้านหนองแซง ถือเป็นวิสาหกิจชุมชนแห่งเดียวของ จ.นครพนม หรือแห่งเดียวของประเทศไทยก็เป็นได้ ที่มีการขับเคลื่อนเสนอขออนุญาตปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์มาตั้งแต่ปี 2562 โดยการลงนามความร่วมมือกับ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์ เพื่อนำผลผลิตทั้ง ใบ ช่อดอก ราก ลำต้น นำส่งวิจัยผลิตเพื่อทางการแพทย์เป็นหลัก

จนกระทั่งได้รับหนังสืออนุญาต ให้ดำเนินการเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 เกี่ยวกับการมีไว้ครอบครองเมล็ดกัญชา รวมถึงผลิตปลูก ยาเสพติดประเภท 5 กัญชา ภายใต้การขออนุญาต ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และเป็นไปตามกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวของ จ.นครพนม และของประเทศไทย ที่สามารถขออนุญาตได้ถูกต้องตามขั้นตอน

“ส่วนรายอื่นๆ จากการศึกษาข้อมูลพบว่ายังเป็นวิสาหกิจชุมชนเถื่อน มีจำนวนมากกว่า 300 แห่งทั้งประเทศ โดยเฉพาะ จ.นครพนม มีมากเกือบ 100 แห่ง ที่ยังไม่มีการรองรับทางกฎหมาย บางรายมีการลงทุนล่วงหน้าไปก่อน อาทิ สร้างโรงเรือน เตรียมพื้นที่ปลูก รวมถึง ดำเนินการปลูกนำร่องล่วงหน้า ถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมด” ดร.โยธิน กล่าว

ดร.โยธิน กล่าวอีกว่า ล่าสุด พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่จะเสนอเข้าสภาถูกคว่ำไม่สามารถพิจารณาออกกฎหมายรองรับได้ชัดเจน ยิ่งส่งผลกระทบหนัก ถือว่ากัญชาที่ไม่ได้รับการขออนุญาต เพื่อผลิตทางการแพทย์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมที่ปลูกตามครัวเรือนด้วย ถือเป็นความผิดพลาดของหน่วยงานที่ออกกฎหมาย รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องที่ไม่มีความชัดเจน ไม่มีความรัดกุม ในการดำเนินการ ปล่อยให้ เกษตรกรดำเนินการเอง เป็นโครงการขายฝัน สุดท้ายไม่สามารถดำเนินการได้ ประชาชนต้องแบกภาระ

ดร.โยธิน กล่าวด้วยว่า ในส่วนของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เกษตรอุตสาหกรรม 61 บ้านหนองแซง ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ เพราะลงนามความร่วมมือชัดเจน และได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายนิรโทษกรรม ส่งผลผลิตให้มหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์ วิจัยเพื่อการแพทย์ เริ่มการผลิตในรอบต้นปี 2565 ขออนุญาตผลผลิต 2 รอบการผลิตต่อปี ครั้งละประมาณ 3,200 ต้น เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ภายในโรงเรือนมาตรฐาน สามารถส่งผลผลิตขาย ทั้งใบ ราก ช่อดอก และลำต้น รวมมูลค่ารอบละ 3 -4 ล้านบาท  มีสมาชิกประมาณ 30 ราย ส่วนราคาช่อดอกกิโลกรัมละประมาณ 15,000 บาท รากกิโลกรัมละประมาณ 20,000 บาท ใบกิโลกรัมละประมาณ 10,000 บาท และลำต้นประมาณกิโลกรัมละ 1,000 บาท ถือว่ามีราคาที่ชัดเจนตามกลไกของตลาด แต่หากมีการปล่อยให้มีการผลิตแบบผิดกฎหมาย จะส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาด ส่งขายยากแน่นอน

“ฝากถึงรัฐบาลจะต้องหาทางออก ช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ยังไม่สามารถขออนุญาตปลูกได้ และยังเป็นวิสาหกิจชุมชนเถื่อน รวมถึงชาวบ้านที่ปลูกตามครัวเรือน เพราะตนเชื่อว่าหากปล่อยไว้จะเป็นนโยบายขายฝัน เพราะสุดท้ายประชาชนไม่ได้ประโยชน์  และยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จะต้องไปศึกษาหาทางออกประกาศกฎกระทรวงมารองรับ และเน้นส่งเสริมการผลิตเพื่อการแพทย์เท่านั้น เพราะสำคัญที่สุดกัญชาจะต้อง ผ่านการขออนุญาตตามข้อตกลงจากสหประชาชาติ หรือยูเอ็นด้วย เพราะยังถือว่าเป็นยาเสพติด ยิ่งร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ถูกคว่ำตกจากการพิจารณาจากสภาฯ ทำให้ส่งผลกระทบหนัก สำหรับเกษตรกรที่มีการดำเนินการลงทุนล่วงหน้าไปก่อน ต้องแบกภาระต้นทุน และประสบปัญหาขาดทุนตามมา เพราะความไม่ชัดเจนของกฎหมาย กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนเถื่อน” ดร.โยธิน กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘กสม.’แนะแก้ปัญหาจ่ายเบี้ยคนชรา ปรับปรุงระเบียบ-เชื่อมฐานข้อมูลปชช.

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680705

‘กสม.’แนะแก้ปัญหาจ่ายเบี้ยคนชรา  ปรับปรุงระเบียบ-เชื่อมฐานข้อมูลปชช.

‘กสม.’แนะแก้ปัญหาจ่ายเบี้ยคนชรา ปรับปรุงระเบียบ-เชื่อมฐานข้อมูลปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ในปีนี้เรามีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ และอีก 9 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด คือมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีมากกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศ” เป็นการเปิดเผยของ สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในงาน “มหกรรมสร้างสุขที่ปลายทาง ครั้งที่ 4”ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมาถึงโครงสร้างสังคมที่ปัจจุบันเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” ที่สัดส่วนประชากรวัยเกษียณเพิ่มขึ้น และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อีกในไม่กี่ปีข้างหน้า

เมื่อพูดถึงผู้สูงอายุ “เบี้ยยังชีพ” คือหนึ่งในสวัสดิการสำคัญที่รัฐไทยจัดให้ โดยแบ่งตามเกณฑ์อายุดังนี้, อายุ 60-69 ปี เดือนละ 600 บาท, อายุ 70-79 ปี เดือนละ 700 บาท, อายุ 80-89 ปี เดือนละ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป เดือนละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราสูงสุด ด้านหนึ่งมีความพยายามจากภาคประชาสังคมเรียกร้องให้เพิ่มเบี้ยยังชีพให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง (เช่น เดือนละ 3,000 บาท) ซึ่งก็มีข้อถกเถียงกันว่ารัฐไทยมีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ในการดำเนินการเรื่องนี้ แต่อีกด้าน ลำพังการจ่ายเบี้ยยังชีพ ณ ปัจจุบันก็ยังพบปัญหา

ดังกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หยิบยกมานำเสนอในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2565 ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีมีผู้สูงอายุร้องเรียนเข้ามาเรื่องจำนวนเบี้ยยังชีพที่ได้รับ โดยเหตุที่ร้องเรียนเพราะอายุ 70 ปีแล้ว ควรจะได้รีบเดือนละ 700 บาท แต่ยังได้ในอัตราอายุ 60-69 ปีอยู่ คือเดือนละ 600 บาท โดยเป็นการขยายผลจาการตรวจสอบข้อร้องเรียนสู่การทำข้อเสนอแนะแก้ปัญหาเชิงระบบ ซึ่ง กสม. มีข้อสังเกตถึงปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่บังคับใช้ในปัจจุบัน อาทิ

“สิทธิในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ที่ก่อนปีงบประมาณ 2562 จะเริ่มจ่ายเบี้ยให้ในเดือนแรกของปีงบประมาณหลังจากที่ผู้สูงอายุมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และยังคงใช้บังคับกับกรณีผู้สูงอายุซึ่งไม่ได้ลงทะเบียนภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ขณะที่ผู้ที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 เป็นต้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในเดือนถัดไป

เช่นเดียวกับการปรับเบี้ยผู้สูงอายุตามอัตราขั้นบันได เนื่องจากแนวปฏิบัติที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะไม่มีการปรับอัตราเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุระหว่างปีงบประมาณ ทำให้ผู้สูงอายุบางส่วนเสียสิทธิที่ตนพึงจะได้รับในระหว่างนั้น อันอาจเกิดจากความเข้าใจต่อระเบียบการลงทะเบียนที่คลาดเคลื่อน และการขาดการประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีผู้สูงอายุซึ่งถูกสวมสิทธิการรับเบี้ยยังชีพจากบุคคลที่ตนมอบอำนาจให้รับเงินแทน กลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพไม่ครบถ้วน หรือล่าช้า หรือกรณีผู้สูงอายุโยกย้ายภูมิลำเนาและไม่ได้ไปลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นภูมิลำเนาใหม่ หรือกรณีถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน จนเป็นเหตุทำให้เสียสิทธิการได้รับเบี้ยยังชีพหลังขึ้นปีงบประมาณใหม่ อันส่งผลต่อการดำรงชีพ

กรณีเหล่านี้สะท้อนปัญหาการบังคับใช้ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 และวิธีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้สูงอายุบางกลุ่มที่อาจถูกลิดรอนสิทธิที่ตนพึงได้รับ ตลอดจนปัญหาการเชื่อมโยงระบบของหน่วยงานรัฐด้วยกัน ที่สร้างขั้นตอนและภาระเกินความจำเป็น

โดยในคราวประชุม กสม. ด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2565 ได้มีข้อเสนอแนะให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2552 และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นหลักเกณฑ์การลงทะเบียนและกระบวนการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันปัญหาผู้สูงอายุที่อาจถูกลิดรอนสิทธิในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ตนพึงมี โดยให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546

นอกจากนี้ กสม. ยังมีข้อเสนอแนะให้คณะรัฐมนตรีโดยกระทรวงมหาดไทย ต้องเร่งรัดการดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของประชาชนทุกส่วนราชการกับฐานข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรให้เป็นระบบเดียวกันให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด และนำไปปรับใช้กับการลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การปรับจ่ายเบี้ย การย้ายสิทธิจากการโยกย้ายภูมิลำเนา และการตรวจสอบการสวมสิทธิในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วย

ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจถึงแนวทางการลงทะเบียนและกระบวนการจ่ายรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแก่ประชาชน พร้อมดำเนินการเชิงรุกด้านการสำรวจจำนวนประชาชนที่มีสิทธิลงทะเบียนผู้สูงอายุในแต่ละปี เพื่อให้ความช่วยเหลือในการลงทะเบียนเพื่อป้องกันปัญหาการเสียสิทธิ

รวมถึงดำเนินการตรวจสอบกระบวนการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้ถูกต้อง โปร่งใส และครบถ้วนตามสิทธิที่ผู้สูงอายุพึงได้รับ!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680709

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดโครงการเสวนาเชิงวิชาการ ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมด้านการสร้างองค์ความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้ดีกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เรื่อง “เปลี่ยนให้ผ่าน กระบวนการยุติธรรมไทย” โดยหนึ่งในนั้นคือการเสวนา หัวข้อ “เปลี่ยนผ่านกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างไร ไม่ให้ซ้ำรอยเดิม” เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมาณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าจะไปเกี่ยวข้องกับประเด็นใด เพียงแต่สิ่งที่รู้สึกถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องยากหรือง่ายในการปรับเปลี่ยนโดยเชื่อว่าสิ่งที่หนักใจกันก็คือแม้จะมีความพยายามปฏิรูปแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม “เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องวิธีการดำเนินการหรือเรื่องของอำนาจ ก็ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของหัวหรือส่วนบน..แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย” ซึ่งเป็นเรื่องของ “กระบวนการในการเปลี่ยนแปลงสังคม” อีกทั้งไม่อาจมองได้จากมุมกฎหมายเพียงด้านเดียว “ปัญหาของสังคมไทยคือปัญหาของญาณวิทยา” หมายถึงปัญหาว่าด้วยอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริง อะไรคือสิ่งที่เป็นองค์ความรู้แท้ๆ

“เรายังมีปัญหา เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้ในระบบการศึกษา ระบบการศึกษาเราไม่ได้สอนเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ระบบการศึกษาเราสอนให้จำว่าอะไรคือสิ่งที่ดีแล้วพยายามเอาไปใช้ ซึ่งทำให้เราสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริงว่า แรงที่จะทำให้มีความคุ้มกัน หรือว่าทำให้เราสามารถพัฒนาสังคม พัฒนาตัวเราเองได้มีข้อจำกัด อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น

เพราะฉะนั้นเวลาเราโทษว่าผู้นำไม่ยอมเปลี่ยน ผู้นำเป็นพวกอำนาจนิยม ผมว่าเราลองกลับไปคิดดูว่าผู้นำอย่างเดียวมันอยู่ไม่ได้ มันต้องมีประชาชนที่มาสนับสนุนผู้นำด้วย มันถึงจะอยู่กันได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริง ฉะนั้นเวลาเราเถียงกันว่าอะไรผิด-ถูก มันเป็นมุมหนึ่ง-มิติหนึ่ง เราเถียงกันในเชิงเหตุเชิงผลได้ แต่พอปัญหาในทางปฏิบัติก็ต้องมาดูอีกสภาพหนึ่ง” ศ.ดร.อุดม กล่าว

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่ยังขาดในกระบวนการยุติธรรมของไทย คือ “หลักการด้านสิทธิมนุษยชน” เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปได้อย่างดี เกิดความเป็นธรรมและได้มาตรฐานสากล โดยสิทธิมนุษยชนนั้นมีหลายประเด็น 1.สิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้ (non-derogablerights) หมายถึงไม่ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะใด รัฐก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อละเมิดสิทธิบางประเภทได้

เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกฆ่านอกกฎหมาย สิทธิจะไม่ถูกทรมานหรือปฏิบัติหรือลงโทษอย่างโหดร้ายที่ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหาย (อุ้มหาย) ซึ่งต้องบอกว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากในอดีตที่มีข้อถกเถียง อาทิ การอุ้มหายหรือการฆ่าอาชญากรโดยวิธีนอกกฎหมาย หรือการทรมานอาชญากรเพื่อรีดเอาข้อมูลสามารถทำได้หรือไม่ มาล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ที่รัฐสภาไทยเพิ่งผ่านร่างกฎหมายป้องกันการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งนำหลักสิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้นี้ไปใส่ไว้ด้วย

2.ความเป็นอิสระของตุลาการ เพราะฝ่ายบริหารมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงจำเป็นต้องจำกัดหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพบ้างตามกรอบของกฎหมาย จึงคาดหวังให้ฝ่ายตุลาการทำหน้าที่พิทักษ์เสรีภาพของประชาชน แต่จะทำหน้าที่เช่นนั้นได้ตุลาการต้องเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซงไม่ว่าทางหนึ่งทางใดทั้งนี้ ในยุโรปมีการกล่าวถึงการแทรกแซงทั้งจากแนวราบ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร และแนวตั้ง เช่น หัวหน้าหรือผู้บริหารศาล

3.สิทธิที่จะพบกับศาลภายหลังถูกควบคุมตัว กฎหมายไทยกำหนดให้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง (หากเป็นเด็กหรือเยาวชนคือไม่เกิน 24 ชั่วโมง) จากนั้นต้องไปขออำนาจศาลเพื่อฝากขัง เรื่องนี้มีที่มาจากหลักสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดให้ผู้ถูกจับกุมต้องถูกนำไปปรากฏตัวต่อศาลโดยไม่ชักช้า อย่างไรก็ตามหลักสิทธิมนุษยชนข้อนี้ ยังมีเจตนารมณ์ให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบด้วยว่าระหว่างการควบคุมตัวนั้นมีการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง (เช่น ทรมานผู้ต้องหา ควบคุมตัวไว้เกินเวลาที่กำหนด) หรือไม่

“สิทธิมนุษยชนควรจะเข้ามาอยู่ในตัวกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ควรจะเข้ามาอยู่ในทางปฏิบัติ และแนวปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม คราวนี้ทำอย่างไรที่จะให้สิทธิมนุษยชนเข้ามามันก็มีอยู่ 2 แบบ 1.เราเรียกร้องคณะนิติศาสตร์ เรียกร้องการศึกษากฎหมายสอนกันเข้าไป เพิ่มบทบาทเรื่องพวกนี้เข้าไปเพื่อให้ได้นักกฎหมายที่คำนึงถึงเรื่องพวกนี้ 2.ไปปฏิรูประบบ ไปแก้กฎหมายเพื่อให้พวกนี้มันเข้าไปอยู่ในกฎหมาย นิติศาสตร์จะได้สอน ผมว่ามันเหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี แต่ความเห็นผมคือทั้งคู่” รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา (สำนักข่าวอิศรา) ให้ความเห็นว่า สังคมเสียโอกาสมาแล้วหลายครั้งเช่น คดีเพชรซาอุที่เชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมนักการทูต ผู้เกี่ยวข้องเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งถูกดำเนินคดีจนพ้นโทษออกมาแล้ว แต่ระบบตำรวจก็ยังไม่ถูกปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง, คดีเชอรี่แอนที่มีการจับผู้ต้องหาผิดคน กว่าจะทราบความจริงบางคนก็เสียชีวิตในคุกไปแล้ว ปัญหาอยู่ที่ศาลไม่สามารถไต่สวนข้อเท็จจริงได้เองเพราะไทยใช้ระบบกล่าวหา, คดีบอสเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ถูกตั้งคำถามในการทำหน้าที่ขึ้นมาจนถึงระดับอัยการ เป็นต้น

“ถามว่า 1 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา ตั้งแต่อาจารย์วิชา มหาคุณสอบข้อเท็จจริงมา พลิกข้อเท็จจริงทั้งระบบเลยว่าบกพร่องตรงไหนถามว่าได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว? ได้แตะต้องระบบตรงไหนบ้าง? ยกเว้นบอกว่าถ้าร้องขอความเป็นธรรมต้องมีตัวผู้ร้องความเป็นธรรมเท่านั้นที่แก้ แต่ก่อนไม่มีตัวผู้ร้องขอความเป็นธรรม อยู่ต่างประเทศก็ร้องได้ถึง 14 ครั้ง เราไม่ได้แก้อะไรเลย” ประสงค์ กล่าว

พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาไว้หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ “เมื่อผู้เสียหายจะใช้สิทธิฟ้องคดีโดยตรงด้วยตนเองในกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง..ต้องขอสำนวนที่ตำรวจและอัยการรวบรวมไว้มาใช้ได้” เพราะผู้เสียหายไม่สามารถมีข้อมูลมากพอเมื่อเทียบกับสำนวนการสอบสวนที่ตำรวจส่งต่อไปยังอัยการ หริอสำนวนที่อัยการสั่งให้ตำรวจไปสอบสวนเพิ่มเติม

“ถ้าจะแก้ตรงนี้ต้องให้ผู้เสียหาย ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้เสียหายต้องสามารถขอสำนวนการสอบสวนจากอัยการ เพื่อประกอบในการที่เขาจะฟ้องเองได้” อดีต รมว.ยุติธรรม กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680723

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ  ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันก่อน นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุรัฐสภา เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการฉ้อโกงในอดีต ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรง

ย้อนไปดูสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ยังไม่มีปัญหาแชร์ลูกโซ่ มีแต่การปล้นสะดมซึ่งโทษสูงมาก และการลักทรัพย์ฉ้อโกงก็มีกฎหมายบัญญัติโทษไว้สูง ซึ่งความผิดฉ้อโกงของไทยเริ่มมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีการตรากฎหมายเรื่อง “ฉ้อ” ไว้ในพระไอยการอาญาหลวง ซึ่งประกาศใช้เมื่อพ.ศ. ๑๘๙๕ แต่ต่อมาถูกยกเลิกโดยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ รวมเวลาใช้กฎหมายนี้ประมาณ ๕๕๖ ปี

สำหรับเนื้อหาของความผิดฐานฉ้อโกงตามกฎหมายลักษณะอาญาร.ศ. ๑๒๗ นี้ ยังคงใช้ตามที่บัญญัติไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่มีการจัดปรับปรุงใหม่ให้มาอยู่ในที่เดียวกันไม่ให้กระจัดกระจายออกไป เช่น ในพระไอยการลักษณะโจร บทที่ ๑๑๒ บัญญัติว่า “เจ้าของทองเงินเขาตกเขาหล่น ผู้ใดเก็บได้และผู้อื่นมิใช่ของตนมาว่าเป็นของตนตก หายก็ดี ฝังไว้ก็ดี มาอธิบายเอาทรัพย์นั้นไป อยู่มามีเจ้าของแท้ออกมาว่าก็ดี เมื่อพิจารณาเป็น สัตย์ว่ามิใช่ทรัพย์ของตนและตนเองเท็จมุสาวาทว่า ดังนั้น ท่านว่าคือคนร้ายฉ้อเอาทรัพย์ท่านและให้เอาทรัพย์นั้นตั้งไหมทวีคูณทำเป็น ๓ ส่วน และให้เป็นของหลวงส่วนหนึ่ง ให้เจ้าของส่วนหนึ่งและให้แก่ผู้ได้อีกส่วนหนึ่ง”

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ออกประกาศลักษณะ ฉ้อ ร.ศ. ๑๑๙ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายอาญาที่มีการวางแนวทางของความผิดฐานฉ้อโกงให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยผู้ร่างได้แนวความคิดมาจากหลักกฎหมายอังกฤษ มีการแบ่งแยกความ รับผิดทางแพ่งและทางอาญาออกจากกัน เช่น มีการลงโทษผู้ฉ้อในทางอาญาและในขณะเดียวกันผู้เสียหายอาจเรียกค่าชดใช้ในส่วนที่ตนเสียไปในทางแพ่งได้อีก ไม่ใช่ให้ผู้เสียหายได้รับเงินส่วนแบ่งจากเงินปรับไหมเข้าหลวงเช่นแต่ก่อน

ตามประกาศฉบับนี้วางหลักไว้ในมาตรา 1 ว่า ผู้ใดหลอกลวงเอาเงินหรือของจากผู้อื่น โดยจงใจที่จะฉ้อ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔ เท่าหรือทั้งจำ ทั้งปรับ และอธิบายคำว่า “หลอกลวง” ไว้ในมาตรา ๒ ว่า หมายถึง การกระทำโดยวาจาก็ดี โดย หนังสือก็ดี กิริยาก็ดี ให้เขาเข้าใจว่าการอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นไปหรือเกิดขึ้นหรือมีอยู่ ผิดไปจาก ความเป็นจริง แต่การหลอกลวงในการที่ตั้งใจว่าจะทำอะไรในเบื้องหน้านั้น ไม่เรียกว่าหลอกลวงแต่เรียกว่าไม่ทำตามปฏิญาณ นอกจากนี้ ในมาตรา ๓ ยังได้อธิบายคำว่า “เอามาได้จากผู้อื่น” ว่า เป็นการเอาไปเองหรือหลอกให้เขาไปให้ผู้อื่น และมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าของได้คืนไปเลย

ดังนั้นผมขออนุญาตหยิบยกกฎหมาย ร.ศ.119 มาประกอบ โดยผมขออนุญาตใช้คำโบราณ โดยไม่ตัดแต่งข้อความ เพื่อให้เพื่อนๆ พ่อแม่พี่น้องได้อ่านกฎหมายและเข้าใจ (บางคำอาจจะใช้ไม่เหมือนปัจจุบัน) โดยมีการประกาศใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5

ประกาศลักษณฉ้อ มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ด้วยแต่ก่อน ถ้าราษฎรผู้ใดได้หลอกฉ้อทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยประการต่างๆ แล้ว ผู้ที่ต้องเสียทรัพย์ทั้งหลายก็ฟ้องร้องเรียกเงินปรับเปนสินไหมพินัย ถ้าผู้ฉ้อไม่มีเงินให้ ก็มีวิธีจำเร่งซึ่งเปนโทษอาญากลายๆ ครั้นได้มีพระราชบัญญัติยอมอนุญาตให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ การจำเร่งเงินก็เปนอันเลิกไป ผู้ฉ้อผู้โกงจึงมีใจกำเริบขึ้น ถือว่า ถ้าฉ้อเขามาได้ โทษก็เพียงแต่ต้องให้ของเขาคืน ไม่ต้องถูกเร่งจำจองเปนโทษอาญาอย่างไร สมควรที่จะให้มีกฎหมายทำโทษผู้ร้ายเช่นนี้ไว้บ้าง จึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป ถ้าผู้ใดประพฤติตนดังจะได้กล่าวต่อไปนี้ ให้มีโทษดังที่ได้บ่งไว้

มาตรา ๑ ถ้าผู้ใดหลอกลวงเอาเงินฤๅของมาได้จากผู้อื่นโดยจงใจที่จะฉ้อแล้ว ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปีฤๅปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒ คำที่ว่า หลอกลวง นั้น คือ หลอกลวงโดยวาจาก็ดี โดยหนังสือก็ดี โดยกิริยาก็ดี ให้เขาเข้าใจว่า การอย่างใดอย่างหนึ่งได้เปนไป ฤๅเกิดขึ้น ฤๅมีอยู่ผิดจากที่เปนจริง แต่หลอกลวงในการที่ว่า ตั้งใจจะทำอะไรในเบื้องน่านั้น ไม่เรียกว่า หลอกลวง เรียกแต่ว่า ไม่ทำตามคำปฏิญาณ

มาตรา ๓ เอามาได้จากผู้อื่น นั้น คือ จะเอามาเอง ฤๅหลอกให้เขาให้ไปแก่ผู้อื่น แลมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าของได้คืนไปเลย

มาตรา ๔ ถ้าผู้ใดหลอกขาย หลอกแลก ฤๅหลอกให้เปนประกัน เช่น จำนำ แลขายฝาก เปนต้น ที่ดินโรงเรือนซึ่งพึงเคลื่อนจากที่ไม่ได้ โดยที่ทราบว่า ที่ดินโรงเรือนนั้นหาใช่ของตนไม่ แลโดยที่มีความประสงค์จะฉ้อเอาผลประโยช แลได้รับผลประโยชนมาบ้างแล้ว ดังนี้ ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี ฤๅให้ปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๕ ถ้าผู้ใดหลอกขาย หลอกแลก หลอกให้เปนประกัน เช่น จำนำ ฤๅขายฝาก เปนต้น ที่ดินโรงเรือนซึ่งพึงเคลื่อนจากที่ไม่ได้ แต่ที่ดินโรงเรือนนั้นตนได้ให้เปนประกัน เช่น จำนำ ฤๅขายฝาก ไว้แก่ผู้อื่นครั้งหนึ่งแล้ว หาบอกความสำคัญนี้ ให้ผู้ซื้อ ผู้แลก ผู้รับประกัน จำนำ ขายฝาก ภายหลังทราบไม่ โดยที่มีความประสงค์จะฉ้อผลประโยชน์ แลได้รับผลประโยชน์มาบ้างแล้ว ดังนี้ ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี ฤๅปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๖ ผู้ที่ถูกฉ้อมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์ที่มันได้ฉ้อไปได้ แต่จะต้องฟ้องครั้งเดียว จะเป็นความอาญาอย่างเดียวก็ดี ฤๅแพ่งเรียกทรัพย์คืนก็ดี ฤๅทั้งอาญาแลแพ่งรวมกันก็ดี แต่ถ้ากรมอัยการฟ้องทางอาญาแล้ว ผู้ที่ถูกฉ้อจะฟ้องแพ่งรวมสำนวนกับสำนวนกรมอัยการก็ได้ ฤๅจะฟ้องเปนคดีของตนต่างหากก็ได้ อย่างไรก็ดี จะเปนแพ่งฤๅอาญา ต้องฟ้องภายในกำหนด ๖ เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้ทราบความ มาตรา ๗พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้ได้แต่เรื่องที่ได้ฉ้อกันภายหลังวันนี้ไป

ประกาศมา ณ วันที่ ๒๕ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ เปนวันที่ ๑๑๖๔๑ ในรัชกาลปัตยุบันนี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสมัยก่อนนั้นเป็นหนี้ ฉ้อโกง หลอกลวงมาต้องใช้เงินคืน และ ถูกปรับ ไม่งั้นติดคุกติดตะรางไม่ได้ออกมา

สัปดาห์หน้าพบกับการปราบปรามขบวนการแชร์ลูกโซ่ ขบวนการหลอกลวง ที่ภาครัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหามากกว่าเดิม ???

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : sacit ปลื้มหัตถกรรมไทยบูม ปิดฉากงานใหญ่รายได้ทะลุเป้าเฉียด 157 ล้าน

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680745

สกู๊ปพิเศษ : sacit ปลื้มหัตถกรรมไทยบูม  ปิดฉากงานใหญ่รายได้ทะลุเป้าเฉียด 157 ล้าน

สกู๊ปพิเศษ : sacit ปลื้มหัตถกรรมไทยบูม ปิดฉากงานใหญ่รายได้ทะลุเป้าเฉียด 157 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 13 และ Crafts Bangkok 2022 ซึ่งทางสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) หรือ sacit ได้เดินหน้าผลักดันอย่างเต็มที่ ส่งผลให้หัตถกรรมไทยขึ้นแท่นสินค้าเนื้อหอม กวาดรายได้ทะลุเป้า

นายพรพล เอกอรรถพร รักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ sacit เปิดเผยว่าการจัดงานในปีนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าชมงานและเลือกซื้อสินค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ สะท้อนให้เห็นว่า เทรนด์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและคราฟต์ไทยในขณะนี้ได้รับการตอบรับอย่างแพร่หลาย และทำให้การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศหลังผ่านผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

ตลอด 4 วันของการจัดงาน ตั้งแต่วันที่ 8-11 กันยายน 2565มีผู้เข้าชมงานรวม 32,430 คน และมียอดการจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมไทยและงานคราฟต์สูงเกือบ 157 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นผลบวกจากความนิยมสินค้าหัตถกรรมและงานคราฟต์เพิ่มขึ้น ประกอบกับการจัดงานในปีนี้โดดเด่นในคอนเซ็ปต์street art ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และการประชาสัมพันธ์งานปีนี้ sacit สร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้ผู้สนใจสินค้าหัตถกรรมและงานคราฟต์เลือกซื้อสินค้าได้ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์

ขณะที่ภายในงานมีผลิตภัณฑ์ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อ อาทิ เครื่องเงิน, เครื่องทอง, ผ้าไหม, ผ้าฝ้าย, งานจักสานและเครื่องไม้โดยเฉพาะสินค้างานคราฟต์จาก Crafts Bangkok 2022 ได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มลูกค้าชาวต่างประเทศ ซึ่งพบว่าสินค้า 5 อันดับแรกที่ต่างชาติให้ความสนใจเลือกซื้อ ได้แก่ ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ จักสาน เครื่องประดับ เซรามิก และของตกแต่งบ้าน ตามลำดับ

ขณะที่ 5 อันดับร้านค้ายอดขายสูงสุด ในปีนี้แบ่งเป็นงานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 13 ได้แก่ ร้านอุษาคเนย์ประเภทสินค้าเครื่องเงินและเครื่องทอง, บ้านทองสมสมัยประเภทสินค้าเครื่องเงินและเครื่องทอง, ร้านคำปุนอุบลราชธานีประเภทสินค้าผ้าไหมผ้าฝ้าย,ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และกลุ่มอาชีพสตรีจักสานป่านศรนารายณ์ประเภทสินค้างานจักสาน

ส่วนงาน Crafts Bangkok 2022 มี 5 อันดับร้านค้ายอดขายสูงสุด ได้แก่ ร้านบุตรระย้า ประเภทสินค้าเครื่องเงินและเครื่องทอง, ร้าน Dhanu ประเภทสินค้าเครื่องเงินและเครื่องทอง, ร้านจันทร์หอมประเภทสินค้าผ้าไหมผ้าฝ้าย, ร้านรังแตน ประเภทสินค้าผ้าไหมผ้าฝ้ายและร้านเชียงใหม่ ประเภทสินค้าเครื่องไม้

สำหรับทั้ง 2 งานดังกล่าวเป็นงานที่ sacit จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นงานหัตถศิลป์ไทยและงานคราฟต์ร่วมสมัยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เพราะรวบรวมฝีมือการสร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลปกรรมไทยตั้งแต่ชั้นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม รวมถึงผู้ประกอบการงานคราฟต์รุ่นใหม่ไว้ในงานเดียวกัน

โดยปีนี้ sacit นำผู้ประกอบการร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ากว่าหมื่นรายการ จาก 650 ร้านค้าทั่วประเทศและตั้งเป้าว่าในปีต่อไปจะผลักดันการจัดงานและส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการจัดงานในปีนี้ยังเห็นการตอบรับจากผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นว่า ตลาดงานหัตถกรรมและคราฟต์ไทยยังได้รับความสนใจจากคนไทยในการต่อยอดองค์ความรู้สร้างเอกลักษณ์แก่ผลิตภัณฑ์และต่อยอดเป็นรายได้อย่างยั่งยืนโดย sacit มีแผนที่จะผลักดันสมาชิกให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมแข่งขันในเวทีสากล

สำหรับแผนสนับสนุนศักยภาพช่องทางการตลาดให้กับสมาชิกเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ sacit จะมุ่งเน้นสร้างโอกาสทั้งช่องทางออฟไลน์จากการจัดงานแฟร์และออนไลน์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดต่างชาติที่ปัจจุบันสนใจผลงานที่มีเอกลักษณ์ นวัตกรรม และความละเอียดในชิ้นงานแบบไทยมากขึ้น เช่น สินค้าประเภทงานไม้งานจักสานและงานผ้าไหมได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มลูกค้าจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป

“แผนในปีหน้าเราจะผลักดันผู้ประกอบการออกงานแฟร์ต่างประเทศ และจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อสร้างตลาดการค้าแบบไร้พรมแดนโดยตลาดสำคัญขณะนี้ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง และยุโรป เริ่มนิยมในสินค้าจากไทย ซึ่งคาดหวังว่าจะสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเติบโตได้เป็นเท่าตัว” นายพรพล
กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ sacit เน้นย้ำคือการอนุรักษ์ สืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่คู่คนไทยโดยดำเนินการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์ เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย ด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาประยุกต์ใช้ สู่การผลิตที่ได้มาตรฐาน เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย กระจายรายได้สู่กลุ่มชาวบ้าน ชุมชนผู้ผลิตงานหัตถกรรม ให้เกิดรายได้สม่ำเสมอ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง

สำหรับการจัดงานในปีนี้ มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ซึ่งนำมายกตัวอย่างได้ดังนี้

วิทวัส ปิยะชัยวุฒิ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Another Cup งานปั้นแก้วจากเนื้อดินพอร์ซเลน เผยว่า หลังคลุกคลีในวงการเซรามิกมา 7-8 ปี ก็เริ่มมาทำร้าน Another Cup เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะอยากสื่อสารงานศิลปะให้คนเข้าถึงได้ง่ายและราคาไม่สูงมาก จึงนำเทคนิคการปั้นมาพัฒนาเป็นงานถ้วย ซึ่งสามารถนำมาเป็นของใช้ หรือของตกแต่งก็ได้ โดยสินค้าเซตแรก มีชื่อว่า Someone ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงโควิด-19 ที่เราแทบไม่ได้พบปะผู้คน ไม่ได้เจอไม่ได้สัมผัส จึงอยากสร้างงานที่เป็นตัวแทนของใครสักคน โดยปั้นถ้วยที่มีโทนสี 16 สีตามเฉดสีผิวของมนุษย์

ภาคภูมิ นรังศิยา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ W.K. Studio แบรนด์ของตกแต่งบ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการมู โดยเอาความชอบในคาแร็กเตอร์ท่าทางของเทพที่ขึงขังมาปั้นแต่งให้ดูน่ารัก ผ่อนคลาย เข้าถึงได้ง่าย โดยช้างมีต้นแบบมาจากพระพิฆเนศ แมวจากแมวกวัก และเสือจากศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งลูกค้าสายมูที่ซื้อแล้วนำไปปลุกเสกเอง และสายนักสะสมที่ซื้อไปตกแต่งบ้าน แต่ละคอลเลคชั่นจะมีจำนวนจำกัด 30-50 ชิ้นต่อแบบเท่านั้น และจะมีตัวเลขกำกับ ทำให้ผู้ที่ซื้อไปรู้สึกพิเศษที่ได้ครอบครอง

สุพัจนา ลิ่มวงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ La Orr ผู้ซึ่งเรียนออกแบบเครื่องประดับ แต่ไม่อยากทำเครื่องประดับเหมือนคนอื่นๆ จึงสร้างสรรค์หาความแตกต่างของตัวเอง ด้วยการนำผ้าไหมปักธงชัยมาออกแบบประยุกต์เป็นเครื่องประดับร่วมสมัยที่มีสีสันสวยงามสะดุดตา อาทิ แหวน ต่างหู เข็มกลัด สร้อยคอ และกำไลข้อมือ

มัลลิกา สงเคราะห์ และ จิตราพร อุดมก้านตรงผู้ก่อตั้ง แบรนด์ Mullika Handmade จำหน่ายตุ๊กตาผ้ายีนส์ยัดไส้ด้วยใยสังเคราะห์ เล่าว่า เริ่มจากความชอบตุ๊กตา เคยเปิดร้านกิฟต์ช็อปซื้อมาขายไป บ่อยเข้าก็เริ่มเบื่อ ที่ตุ๊กตาซ้ำแบบเดิม ก็เลยลองทำเองแล้วเอาไปแจกให้คนอื่น จากนั้นเริ่มมีคนขอซื้อ จึงทำเป็นธุรกิจ โดยมีแนวคิดคือ ต้องมีสตอรี่สร้างความแตกต่าง ให้แต่ละตัวมีชื่อ เราเริ่มจากช้าง เพราะสุพรรณบุรีเป็นแดนยุทธหัตถี ต่อมาเป็นควาย เพราะเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แล้วมาเป็นหมา แมว ที่เป็นกลุ่มสัตว์เลี้ยงแสนรัก จากนั้นก็แตกไลน์ตามที่ลูกค้าร้องขอเข้ามาด้วย วัสดุที่เป็นผ้ายีนส์เนื่องจากต้องการความแตกต่าง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแปลงวัตถุที่เหมือนทิ้งแล้วให้มันมีมูลค่า สินค้ามีความคงทน ยิ่งทำความสะอาดยิ่งดูน่าใช้ การตอบรับดีมาก ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะตุ๊กตาน้องควายที่มาแรงในขณะนี้

พิมพ์แก้ว กิติรัตน์ธนโชติ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Pimya แห่งบ้านผักตบชวา ที่อยู่ใน ต.ไม้ตรา อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตุ๊กตาจากผักตบชวา เล่าว่าด้วยความที่จบเพาะช่าง รู้จักงานศิลปะ บวกกับโดยมีแนวคิดนำวัชพืชอย่างผักตบชวามาสร้างมูลค่า ผลิตภัณฑ์เริ่มจากตุ๊กตาชาวเขา ตุ๊กตานักรบ ตุ๊กตา 12 นักษัตร ชาวนา นักมวย ตอนนี้ก็มีร่วม 100 รายการ ใน 1 ปี จะออก3 คอลเลคชั่น และยังมีที่ลูกค้าสั่งเข้ามา ซึ่งทำได้หมด เราเอาศิลปะ ภูมิปัญญา เรื่องเล่าใส่เข้าไปในงาน เพื่อสร้างสตอรี่ สร้างจุดขาย อย่างมวยไทย นายขนมต้ม เราก็ยกเรื่องของท่านมา เอาท่าทางแม่ไม้มวยไทยมาใช้ งานก็มีหลายขนาดตั้งแต่ตัวเล็ก เป็นพวงกุญแจ เป็นดินสอ ราคาเริ่มต้นที่ 60 บาท ไปจนถึงตัวใหญ่ราคาเป็นหมื่น ส่วนลูกค้ามีทั้งคนไทยและต่างประเทศ ทั้งเอกชนและภาครัฐ บางรายเหมาสินค้าไปเป็นลอตใหญ่เลยก็มี

รุ่งรักษ์ เสรีโรจน์ วิทยากรร้านของเล่นพื้นบ้านจากธรรมชาติ และของเล่นพื้นบ้านจากงานวัด อธิบายว่า ของเล่นพื้นบ้านจากธรรมชาติ มีที่มาจาก ไม้ ใบไม้ ก้อนหิน ส่วนของเล่นจากงานวัดจะเน้นในเรื่องของกระดาษเพราะมีสีสันที่สวยงาม เช่น ว่าว ป๋องแป๋ง จักจั่น พัดดอกไม้ ไม้มายากล กังหันไม้ไผ่ ฯลฯ สำหรับแนวคิดของร้านคือ อนุรักษ์สินค้าที่เป็นของเล่นเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเด็กยุคก่อนอาศัยสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาเป็นของเล่นได้ทั้งหมด ไม่ต้องเสียเงินซื้อ เช่น ไม้ ก้อนหิน ผัก ผลไม้แล้วส่งต่อแนวคิดนี้ไปยังเด็กยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะนำของใกล้ตัวมาเป็นของเล่น และพัฒนาไปเป็นรูปแบบเฉพาะตามจินตนาการของตนเองได้เช่นกัน ทำให้เกิดความอบอุ่น เกิดสายใยในครอบครัว ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมการเล่นในอดีต เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงถึงรากเหง้า ความเป็นอยู่ตั้งแต่อดีต ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ปฏิบัติจริง เป็นการเรียนรู้โดยไม่ต้องมีตัวหนังสือ

สำหรับภาพรวมของการจัดงานอัตลักษณ์แห่งสยามครั้งที่ 13 และ Crafts Bangkok 2022 นั้น ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของจำนวนผู้เข้าชมงาน และรายได้จากการจำหน่ายสินค้า ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความนิยมในสินค้าหัตถกรรมและงานคราฟต์ไทย ที่สามารถต่อยอดไปได้อีกไกล และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ผีวัดไทรใหญ่’ ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องคล้ายกับเจ็บหนักอยู่ในกุฏิร้าง โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680734

'ผีวัดไทรใหญ่' ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องคล้ายกับเจ็บหนักอยู่ในกุฏิร้าง โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

‘ผีวัดไทรใหญ่’ ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องคล้ายกับเจ็บหนักอยู่ในกุฏิร้าง โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.42 น.

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” วัดท่าซุง (วัดจันทาราม) บ้านท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี เล่าเรื่อง “หลวงพ่อจง พุทฺธสโร หรือพระอธิการจง พุทฺธสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอก ให้หวยแม่น วันนี้มาถึงตอน “ผีวัดไทรใหญ่” โดยมีเนื้อหาดังนี้  

ทีนี้มาคุยกันถึงวัดไทรใหญ่ วัดไทรใหญ่นี่อาตมาจำไม่ได้นะ ว่าเป็น พ.ศ. เท่าไหร่ ปีนั้นเขาฝังลูกนิมิต เขานิมนต์ไป เอารูปหล่อหลวงพ่อปานไป แล้วก็นิมนต์หลวงพ่อจงไป แล้วก็มีอาจารย์เกิด แกไปหุงน้ำมัน อยู่จังหวัดนนทบุรี ไปหุงน้ำมันแจก แกคุยว่าน้ำมันของแกเดือนแล้วไม่ร้อน ความจริงเครื่องสมุนไพรมันค่อนกระทะ ตามปกติเท่าที่เคยสังเกต ถ้ามีสมุนไพรมากๆ ไอ้เจ้าน้ำมันนี่มันเดือดง่าย ไม่ทันจะร้อนเท่าไรก็มีเดือดปุดๆ ถ้าเราเอามือจุ่มลงไปละก็มันจะเพียงแค่อุ่นๆ ร้อนไม่มาก แต่ห้ามเอามือถูกก้นกระทะ ก้นกระทะมันจะร้อนมาก แต่ว่าท่านว่ามันเป็นวิชาการของท่าน ก็เป็นเรื่องของท่านไป

ขณะที่เขานิมนต์ไป เอารูปหล่อของหลวงพ่อปานไปตั้งไว้ มีคนไปปิดทอง ปีนั้นปรากฏว่าได้เงินหมื่นแปดพันบาท กว่าจะหมดเวลา นี่รูปหล่อหลวงพ่อปานนะ หลวงพ่อจงนั่งลงนะหน้าทอง ก็ได้เงินหมื่นแปดพันเหมือนกัน ได้เท่ากัน หลวงพ่อจงหัวเราะชอบใจใหญ่ บอกว่าหลวงพ่อปานนั่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรก็ได้หมื่นแปดพันบาท ฉันลงนะหน้าทองเกือบตาย ได้หมื่นแปดพัน ฉันสู้หลวงพ่อปานไม่ได้ ท่านว่ายังงั้น

ทีนี้ ในระหว่างที่พักอยู่ด้วยกัน เขาให้อยู่กุฏิ 2 ชั้น อยู่ชั้นสอง คืนหนึ่งอาตมานอนตื่นขึ้นประมาณตีสอง งานเขาก็เงียบไปแล้ว ลิเกละครก็เลิกหมดแล้ว ไฟฟ้าจุดสว่างก็เดินไปส้วม ส้วมอยู่ไกลกุฏิสักหน่อย ผ่านหน้ากุฏิร้างหลังหนึ่งไป ความจริงเป็นกุฏิสะอาดสวยและเป็นกุฏิใหม่ แต่ไม่รู้ว่าร้าง ขณะขาเดินไปก็ไม่มีอะไร

ขากลับมาทั้งๆ ที่ไฟฟ้าสว่าง ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องครวญครางคล้ายกับเจ็บหนักอยู่ในกุฏิ ก็เดินเข้าไปดูเห็นกุฏิใส่กุญแจพอไปถึงหน้าประตู เสียงนั้นก็เงียบไป แต่พอถอยห่างออกมาเสียงนั้นก็ครางอีกเป็นเสียงผู้หญิง เห็นกุฏิใส่กุญแจก็นึกในใจว่าเอ๊ะใครมันจะเอาผู้หญิงมาทำมิดีมิร้ายในนี้กระมัง คนเลวๆ ก็มีอยู่เหมือนกัน เห็นกุฏิพระว่างๆ อาจจะทำปู้ยี่ปู้ยำก็ได้ ก็เลยหาทางเข้า เดินไปดูรอบๆ นอกเห็นหน้าต่างเปิดอยู่บานหนึ่ง ก็เลยเอาไม้พาดปีนขึ้นไปดูบนหน้าต่างแล้วก็เข้าไปในห้องนั้น ปรากฏว่าไม่มีอะไรเลย หาคนสักคนก็ไม่มี สิ่งที่มีชีวิตไม่มี ของที่มีค่าก็ไม่มี เป็นกุฏิว่าง ก็สงสัยว่าเอ๊ กุฏิว่างอยู่ทั้งหลัง มีงานใหญ่ๆ แบบนี้น่าจะจัดให้คนพัก ทำไมเจ้าอาวาสไม่จัดให้คนพัก ก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกัน

ทีนี้เมื่อลงมาห่างกุฏิ ได้ยินเสียงครางอีก ก็เลยเข้าใจว่าอีคราวนี้ไม่ใช่คนแน่ ผีแน่ ก็เลยไม่สนใจ เดินกลับมาที่นอนพอขึ้นไปถึงชั้นบนปรากฏว่าหลวงพ่อจงตื่นขึ้นแล้ว ลุกขึ้นมานั่งคอย พอขึ้นไปท่านก็ถามว่านี่ เมื่อกี้นี่พบนักเลงโตใช่ไหม ก็ถามว่าอะไรขอรับหลวงพ่อ เมื่อกี้นี้ได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง ใช่ไหม ความจริงกุฏินั่นอยู่ไกลกันมากนะ แกร้องไม่ดังนัก ถ้าจะคิดว่าหลวงพ่อจงได้ยินละ ไม่ได้ยินแน่ แต่ว่าท่านรู้และท่านได้ยิน ก็เลยบอกว่า ขอรับได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง กระผมเข้าไปดูแล้วขอรับ ไม่เห็นมีผู้หญิง ผู้ชายก็ไม่มีผู้หญิงก็ไม่มี คนก็ไม่มี กุฏิใส่กุญแจ แต่ว่าหน้าต่างเปิดไฟฟ้าสว่าง ถ้าบังเอิญคนจะลงไปผมต้องเห็น พอผมเห็นกุฏิใส่กุญแจผมก็เดินออกมา ยังได้ยินเสียงครางอยู่ เดินอ้อมไปทางหลัง ถ้าเขาจะลงตอนนั้นผมต้องเห็นแน่ เพราะไฟฟ้าสว่าง

ท่านก็บอกว่าดูไม่พบหรอก เพราะว่าคนที่ร้องนั่นไม่ใช่คนเป็นนางไม้ กุฏินั้นก็มีเสาตกน้ำมันไม่มีพระกล้าอยู่ เขากลัวกัน ก็เลยถามว่าหลวงพ่อทราบได้ยังไง ท่านก็เลยบอกว่าเมื่อกี้นี้เธอไปส้วม ฉันก็เลยตามไปด้วย ก็เลยสงสัยไม่เห็นท่านตามไปสักนิดหนึ่ง เห็นท่านนอนหลับสนิท แต่ความจริงอาจจะไม่หลับก็ได้ หลับตาไว้ แต่ไอ้ตอนเดินตามนี่ไม่มีแน่ ก็เลยกราบเรียนท่านว่าหลวงพ่อตามผมไปยังไงขอรับ ผมเห็นหลวงพ่อนอนอยู่นี่ แล้วก็ไฟฟ้าสว่างคนทั้งคนถ้าตามผมไปผมต้องเห็นท่านก็บอกว่าฉันไม่ได้เอาตัวไปหรอก ฉันเอาใจไป ฉันเอาใจตามเธอไป ฉันจึงรู้เรื่อง ก็เลยกราบเรียนถามท่านว่า เรื่องเสาตกน้ำมันนี่จะแก้ไขได้ไหม ท่านบอก ไม่ยากเป็นของไม่ยาก แต่ว่าเจ้าวัดเขาโง่ ปล่อยให้กุฏิร้างเฉยๆ ได้ ทำเสียนิดเดียว รับรองเขาเสียหน่อยเดียว พูดกันให้รู้เรื่องพระเจ้าก็จะอยู่อย่างเป็นสุข ถ้าใครปฏิบัติชอบเขาอาจจะสนับสนุนให้รวยก็ได้

เอาละเรื่องนี้ผ่านไปนะ เท่านี้แหละ ไม่วิพากษ์วิจารณ์อะไรเล่าสู่กันฟัง

……………………………

โดยพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” วัดท่าซุง (วัดจันทาราม) บ้านท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี คัดลอกจากลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=39746

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผู้จัดเอาจริง!! แก้เผ็ดพวกห้าว ตีกันหน้าเวที ฟ้องเรียก5ล้าน

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680701

ผู้จัดเอาจริง!! แก้เผ็ดพวกห้าว ตีกันหน้าเวที ฟ้องเรียก5ล้าน

ผู้จัดเอาจริง!! แก้เผ็ดพวกห้าว ตีกันหน้าเวที ฟ้องเรียก5ล้าน

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.12 น.

ผู้จัดเอาจริง! แก้เผ็ดพวกห้าว วัยรุ่นตีกันหน้าคอนเสิร์ต ฟ้องเรียก 5 ล้าน หารมาจ่ายเท่าๆกัน 

ถูกใจโซเชียล! เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก ท็อป ศราวุธ พลอยประดับ ได้เผยว่ามีการจัดงานคอนเสิร์ตที่ ต.ประเวศ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีศิลปินที่ขึ้นแสดงคือ วงคาราบาว แต่เมื่อคอนเสิร์ตดำเนินไปเรื่อยๆ พบว่ามีกลุ่มวัยรุ่นปะทะเดือด ตีกันหน้าเวที แต่ก็ไม่รอดเพราะวัยรุ่นประมาณ 30 คนถูกควบคุมตัวไว้ได้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงาน ซึ่งทั้งหมดถูกควบคุมตัวส่งดำเนินคดีที่ สภ.แสนภูดาษ 

โดย คุณท็อป ศราวุธ พลอยประดับ ผู้จัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ ได้โพสต์ภาพขณะกลุ่มวันรุ่นถูกควบคุมตัวไว้ได้ พร้อมระบุข้อความว่า ” เราเตือนแล้ว ก่อการวิวาท ปรับค่าเสียหายการจัดงาน 5 ล้าน หารเท่าๆกันเนอะ มีหลักฐาน กล้อง CCTV  8 ตัว ทุกมุม ไม่มีจ่าย พ่อแม่เดือดร้อน ขายที่ ขายบ้าน ไปกู้มาจ่าย คืนนี้ ไปห้องกรงนะ พรุ่งนี้พี่ไปเยี่ยม พร้อมดำเนินคดี รายตัว “


คุณท็อป ศราวุธ ยังชี้แจงเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ประเด็นการเรียกค่าเสียหาย 5 ล้าน คอนเสิร์ต ล้อมวงมันส์ เฟสติวัล ใช้บรรทัดฐานอะไรมาวัด

งานแต่ละงานผู้จัดลงทุนงานละ 5 ล้านอย่างน้อย ทั้งเรื่องสถานที่ ขออนุญาต ค่าตัวศิลปินระดับเกรด A
ค่าโปรดักชั่น เวทีแสงเสียง แบบคอนเสิร์ตมาตรฐาน จำนวน 9 คืน ค่าเจ้าหน้าที่ คืนละ 60 นาย เพื่อความปลอดภัย 100 % ทุกโซนแบ่งแยกชัดเจนเรื่อง โซนดื่มได้ และโซนไม่ดื่ม แบ่งกำลังเต็มที่ ทำให้ระงับเหตุได้อย่างเร็วภายใน 30 วินาที

ความไม่เชื่อมั่นของคนที่จะมาเข้าชมในคืนต่อๆไป ทำให้เสียโอกาสในทางธุรกิจ

คนที่เข้าตีกัน ตั้งใจเข้าก่อการวิวาทชัดเจน ดูจากกล้อง CCTV โดยไม่ใช่คนที่เข้ามาชมคอนเสิร์ตแล้วกระทบกระทั่งกัน ดังนั้น เมื่อคุณตั้งใจใช้พื้นที่งานของเรา มาเป็นสนามตีกัน เข้ามาปุ๊บ ตีกันเลย เจตนาชัดเจน

ความเชื่อมั่นของลูกค้า ที่มีต่อแบรนด์ ล้อมวงมันส์ที่ผมสร้างมา มันพังทลายด้วยพวกคุณ ลูกค้าขอระงับ การสนับสนุน ในงานต่อไป

ดังนั้น ทางผู้จัดจึงขอดำเนินคดี เรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นมูลค่าดังกล่าว ซึ่งจริงๆ มากกว่านั้น หากมาประเมินกันแบบละเอียดยิบ

ขอขอบคุณ พี่น้องสื่อทุกช่อง ทุกสำนัก ที่เสนอข่าว แจงความจริงให้สังคมรับรู้ครับ 

ขอบคุณ

ประชาชนคนที่มีดนตรีในหัวใจ ที่เข้าใจผู้จัดงาน ที่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราป้องกัน ดูแลอย่างเต็มที่แล้วครับ -009

ขอบคุณภาพ : ท็อป ศราวุธ พลอยประดับ

ขอบคุณภาพ : ท็อป ศราวุธ พลอยประดับ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดใจ’น้องบอส’ช่วยชีวิตนักเรียนถูกไฟช็อต ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งพลเมืองดี-ฝันอยากเป็นตำรวจ

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680696

เปิดใจ'น้องบอส'ช่วยชีวิตนักเรียนถูกไฟช็อต ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งพลเมืองดี-ฝันอยากเป็นตำรวจ

เปิดใจ’น้องบอส’ช่วยชีวิตนักเรียนถูกไฟช็อต ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งพลเมืองดี-ฝันอยากเป็นตำรวจ

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.50 น.

เปิดใจน้องบอส ฮีโร่ชุดนักเรียนวัยเพียง  17 ปี นร.ชั้นม. 5 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ปั๊มหัวใจน้องนร.หญิงม.3 จนฟื้นรอดปาฏิหาริย์ เจ้าตัวเผย ดีใจได้ช่วยน้องรอดชีวิตมาได้ ในใจภาวนาเชื่อว่าน้องต้องรอด ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองดี ฝันโตขึ้นอยากเป็นตำรวจ

วันที่ 17 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีฮีโร่ช่วยเด็กนักเรียนถูกไฟรั่วจากเสาไฟฟ้าดูดที่ถนนศรีชมชื่น ด้านหลังโรงเรียนสตรีราชินูทิศ เขตเทศบาลนครอุดรธานี ก่อนเหตุการณ์ที่น้องบาสอายุ 19 ปี ฮีโร่จากวิทยาลัยเทคนิคคือ นายอรรคชัย อาจอุดม จะเข้าไปช่วยน้องโซดา นักเรียนชั้นม.1 โรงเรียนอุดรพิทยานูกูล ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เสาไฟส่องสว่างตรงจุดนี้ก็มีน้องนักเรียนชั้นม.3 คือ น.ส. จิดาภา  ถูกไฟดูดนอนหมดสตินอนตะแคงข้างจมน้ำตรงจุดเสาไฟฟ้าส่องสว่างตรงนี้ด้วย จนชาวเน็ตตั้งชื่อให้เป็นฮีโร่ชุดนักเรียน ที่มีภาพปั๊มหัวใจช่วยน้องผู้หญิงนักเรีย.ม.3 จนชีพจรกลับคืนมารอดอย่างปาฏิหาริย์และถูกนำตัวส่งรพ.ศูนย์อุดรธานี เพื่อให้การช่วยเหลือ ล่าสุดอาการของน้องจิดาภา ปลอดภัยแล้ว

ต่อมาวันนี้ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้าน ต.บ้านเลื่อม อ.เมือง จ.อุดรธานี พบกับครอบครัวของน้องบอส นายปรัชญา ใจบุญ อายุ 17 ปี เด็กนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ มีคุณพ่อคุณแม่น้องสาวและย่าร่วมพูดคุยด้วย โดยคุณพ่อและคุณแม่ดีใจและชื่มชนน้องบอสลูกชายคนที่ 2 ที่มีสติเข้าไปปั๊มหัวใจน้องผู้หญิงจนฟื้นกลับคืนมา  

โดยน้องบอส เปิดเผยว่า  เมื่อวานฝนตกหนักจนน้ำท่วมขณะกำลังจะกลับบ้านพอขับรถมอเตอร์ไซค์มาถึงจุดเกิดเหตุ เห็นผู้ใหญ่ยืนมุงดูไกลๆ ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้พร้อมตะโกนโวยวาย บอกว่า ให้ช่วยด้วย ตนก็มองไปเห็นแขนน้องคนนึงตอนนั้นยังไม่รู้ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย จึงจูงรถไว้ข้างทางจากนั้นก็มีพี่คนนึงดึงแขนน้องขึ้นมา ตนเองจึงรีบเข้าไปดึงช่วยลากท้องขึ้นมาและก็ปั๊มหัวใจให้น้องทันที ต่อมามีป้าผู้หญิงแกคงตกใจเหมือนคนสติแตกคนหนึ่งใช้มือตบที่หน้าอกน้องพยายามปลุกให้น้องตื่น ตนก็บอกว่า ทำแบบนั้นไม่ใช่ เลยบอกป้าว่าเดี๋ยวทำเอง ตนก็ปั๊มหัวใจสักพักจากนั้นน้องก็รู้สึกตัวขึ้นมา ตอนนั้นน้องหมดสติไม่หายใจ ตาน้องค้างเลือดออกปาก ตอนนั้นในหัวคิดว่าอย่างเดียวต้องช่วยให้รอด หลังจากช่วยชีวิตน้องได้รู้สึกโล่งใจภูมิใจที่ตนเองสามารถช่วยชีวิตคนขึ้นมาได้ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำในประสบการณ์จริง สาเหตุที่ตนปฐมพยาบาลเบื้องต้นเป็นเพราะว่า เคยเรียน รด.

โดยตอนเรียนหลักสูตรนั้นมีการสอนอีกทั้งทางโรงเรียนก็ได้สอนมาและตามโซเชียลมีเดียต่างๆจึงทำเป็นยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับการเรียนนั้นต่างกันมากดูในคลิปที่เขาสอนเหมือนจะง่ายแต่พอทำจริงมันไม่ง่ายเหมือนที่ตามคลิปและความคิดเรา เมื่อน้องมีสติขึ้นมาน้องก็บอกว่า เสาไฟมีไฟรั่ว ตนเองก็รู้อย่างนั้นก็ทันทีก็โดดปีนขึ้นกำแพงทันทีเลย จากนั้นก็มีรถพยาบาลมารับน้องไป ดีใจมากที่ได้ช่วยน้องให้เขารอดชีวิตกลับมา ในอนาคตน้องบอสบอกว่า ปีที่แล้วผมไปสอบนายร้อยครับ แต่ไม่ติดก็สู้ต่อไป ปีหน้าจะลองไปสอบนายสิบครับพี่. ในอนาคต โตขึ้นฝันอยากเป็นตำรวจ

ขณะที่คุณพ่อเฉลิมชัย ใจบุญ อายุ 48 ปีพ่อของน้องบอส บอกว่า ดีใจที่ลูกชายช่วยน้องผู้หญิงรอดชีวิตมาได้ ตนเองมีลูก 3 คนเขาเป็นลูกชายคนที่ 2 ปกติเป็นคนร่าเริงนิสัยดี  ขณะที่นางกัลยา ใจบุญ อายุ 46 ปีแม่ของน้องบอส บอกว่า เมื่อวานนี้ลูกชายวิ่งหน้าตื่นเข้ามาที่บ้าน บอกว่า แม่ๆ ผมช่วยคนไฟดูดรอดชีวิตมาได้ เราก็ตกใจสอบถามเหตุการณ์ เกิดอะไรขึ้นลูก เขาก็เล่าให้ฟังว่า ฝนตกน้ำท่วม เห็นน้องผู้หญิงจมน้ำหมดสติ ลูกชายก็เข้าไปช่วยปั๊มหัวใจจนชีพจรคืนมา ดีใจที่ลูกชายเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองดีที่ช่วยคนรอดชีวิตมาได้

ขณะเดียวกัน นายสมดุล โฉมหาญ ผอ.โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ และคณะครูได้เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจน้องบอสฮีโร่คนเก่งของโรงเรียน โดยได้มอบเงินช่วยเหลือน้องบอสจำนวนหนึ่งเพื่อให้กำลังใจในความกล้าและความดีที่กระทำ และกล่าวว่า มีทางผู้ใหญ่ใจดีในจ.อุดรธานี ยินดีจะมอบทุนการศึกษาให้แก่ทางน้องบอสและทางโรงเรียนจะออกประกาศเกียรติคุณในความดีของน้องบอสเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

มอร์รีเทิร์น ประกาศความพร้อมเต็มพิกัด จัดงาน “Rolling Loud Thailand”

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680692

มอร์รีเทิร์น ประกาศความพร้อมเต็มพิกัด จัดงาน “Rolling Loud Thailand”

มอร์รีเทิร์น ประกาศความพร้อมเต็มพิกัด จัดงาน “Rolling Loud Thailand”

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.46 น.

เทศกาลดนตรีฮิปฮอปสุดยิ่งใหญ่ระดับโลก ครั้งแรกในเอเชีย ที่เมืองพัทยา คาดเงินสะพัดกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท โชว์จุดยืนนำไทยก้าวสู่เป้าหมาย “World Music Destination”

บริษัท มอร์รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ประกาศความพร้อมเดินหน้าจัดงาน “Rolling Loud Thailand” เทศกาลดนตรีฮิปฮอปสุดยิ่งใหญ่ระดับโลกเป็นครั้งแรกในเมืองไทยและที่แรกของเอเชีย บนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงของไทย อย่างเมืองพัทยา คาดการณ์คนร่วมงานกว่า 80,000 คน สามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวและเงินสะพัดทั่วพัทยาและชลบุรีกว่า 16,450 ล้านบาท โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเมืองพัทยา ในฐานะเจ้าของพื้นที่ที่มีความมุ่งมั่นเต็มร้อย พร้อมทั้งพันธมิตรมาร่วมจัดงานใหญ่ บ่งบอกถึงศักยภาพการบริหารจัดการที่แข็งแกร่ง ซึ่งทุกฝ่ายมีเป้าหมายสำคัญในการเป็น “World Music Destination” ผ่านงาน Rolling Loud ปฐมบทความบันเทิงระดับโลก หนุนการท่องเที่ยวไทย พร้อมตอกย้ำความสนุกจัดหนักในงานกับ 66 ศิลปินระดับโลกและเอเชียมั่นใจสาวกฮิปฮอปต้องไม่พลาด 

ประเทศไทยกำลังจะเป็นจุดหมายสำคัญของเหล่าฮิปฮอป เมื่อ Rolling Loud จะถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและที่แรกในเอเชีย โดย บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ประกาศทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์และจัดงาน Rolling Loud ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี 2023 ถึงปี 2028 พร้อมสิทธิ์ขาดในการจัดงานในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ มอร์ รีเทิร์น พร้อมแล้วที่จะจัดงาน “Rolling Loud Thailand 2023” ขึ้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยรูปแบบจัดงานเทียบเท่ากับเวทีแม่ที่สหรัฐฯ พบกับศิลปินระดับโลกและเอเชียมากกว่า 66 ชีวิต พร้อมคาดการณ์จำนวนผู้เข้าชมประมาณ 80,000 คน ซึ่งงานนี้นับเป็นก้าวแรกของการเริ่มเทศกาลดนตรีระดับโลกให้กับประเทศไทยและเอเชีย

ดร.อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะกลับมาเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยว โดยมี Entertainment Content เป็นแกนหลักในการเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทย และเทศกาลดนตรีฮิปฮอปสุดยิ่งใหญ่ระดับโลกที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเอเชียนี้ จะช่วยผลักดันให้ไทยสามารถผงาดกลับมาเป็นผู้นำการท่องเที่ยวโลก ช่วยปลุกกระแสประเทศไทยสู่การเป็น “World Music Destination” ที่นักท่องเที่ยวต้องนึกถึงช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของไทยให้กลายเป็น MICE HUB ในภูมิภาคอาเซียนได้

“ปัจจุบันหลายประเทศในเอเชียมีการผ่อนคลายด้านการท่องเที่ยวช่วงโควิดมากขึ้น ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นทำให้การท่องเที่ยวจะมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าโอกาสของไทยนั้นมีมากกว่า ทั้งด้านความสะดวกสบายและมีสมดุลด้านความปลอดภัย และสุขอนามัยที่ดี คนในประเทศก็ได้รับวัคซีน และเข็มกระตุ้นแล้วเป็นส่วนมาก จึงทำให้ไทยมีความพร้อมอย่างมากสำหรับการจัดงานคอนเสิร์ตระดับโลก และพร้อมที่จะเป็นประตูเปิดประเทศสู่นานาชาติ”

ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะกลับมาเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยว โดยมี Entertainment Content เป็นแกนหลักในการเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทย และเทศกาลดนตรีฮิปฮอปสุดยิ่งใหญ่ระดับโลกที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเอเชียนี้ จะช่วยผลักดันให้ไทยสามารถผงาดกลับมาเป็นผู้นำการท่องเที่ยวโลก ช่วยปลุกกระแสและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “World Music Destination” ที่นักท่องเที่ยวต้องนึกถึง ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยได้เป็นจำนวนมากตอบโจทย์การท่องเที่ยวของไทยให้กลายเป็น MICE HUB ในภูมิภาคอาเซียนได้

ด้านสถานที่การจัดงานนั้น คุณทิฐิพันธ์ เพ็ชรตระกูล รองนายกเมืองพัทยา กล่าวว่า งานเทศกาลดนตรี ฮิปฮอปสุดยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง Rolling Loud คือหนึ่งกำลังสำคัญในแผนความร่วมมือระหว่างเมืองพัทยา กับ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ในการเปิดรับนักท่องเที่ยว และช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจเมืองพัทยา และจังหวัดชลบุรี ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ในหลายๆ ธุรกิจตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และพื้นที่โดยรอบ รวมถึงการเพิ่มรายได้สำหรับประชาชนทั่วไปด้วยเช่นกัน 

“ทางพัทยามีความยินดีมากที่เทศกาลเพลงฮิปฮอป Rolling Loud ซึ่งเป็นอีเวนต์ใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ จะถูกจัดขึ้นที่เมืองพัทยา ซึ่งเรามีความพร้อมทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นที่พัก การเดินทางความสะดวกสบายต่างๆ ในการรองรับนักท่องเที่ยวไทย และต่างชาติที่คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงานกว่า 80,000 คน และเรามีความยินดีที่ได้ทำงานร่วมกับบริษัท มอร์รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนงาน Rolling Loud ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยที่ได้จัดงานระดับโลก และงานนี้ยังสะท้อนเจตนารมย์ชัดเจนในการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ช่วยเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ รวมถึงเล็งเห็นถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ให้ความสนใจในธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ เมืองพัทยามีการปรับปรุงและพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ มีการปรับปรุงทัศนียภาพ มีโครงการนำสายไฟลงดินซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงาน มีการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความสวยงามของชายหาดตลอดพัทยาเหนือ-ใต้ ตามแนวทาง NEO Pattaya จะช่วยส่งเสริมให้เมืองพัทยาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาให้เกิดความสมดุลยั่งยืนระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นการดึงดูดการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ตลอดจนธุรกิจร้านค้าและที่พักต่างได้รับการปรับปรุงและเตรียมพร้อมเพิ่มการจ้างพนักงานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

คุณชัชวาล ตรีเนตร ผู้ช่วยกลุ่มประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ CMO ได้เป็นผู้จัดงานร่วมกับ มอร์ รีเทิร์น ในการสร้างสรรค์เทศกาลดนตรีฮิปฮอป สุดยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง Rolling Loud ที่จะมาจัดที่ประเทศไทยในปี 2023 ซึ่งเป็นครั้งแรกของเอเชีย การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นการยกระดับประเทศไทยให้เป็น Music & Lifestyle Destination และ Production ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเอเชีย เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการจัดงานระดับโลก มีสถานที่ที่สามารถจุคนจำนวนกว่า 100,000 คน รวมไปถึงมีความพร้อมในเรื่องของโปรดักชั่นที่เทียบเท่าระดับสากล ทั้งนี้ CMO ในฐานะผู้จัดงานและสร้างสรรค์งานโปรดักชั่นทั้งหมดเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเวที ระบบภาพแสงเสียง การทำ Graphic Motion และมัลติมีเดียต่างๆ พร้อมด้วยเอฟเฟกต์ตระการตา ซึ่งเราในฐานะผู้จัดงานมีความมั่นใจในคุณภาพของ Equipment และมีทีมงานที่เชี่ยวชาญในแวดวง Music Production ที่จะมาร่วมกันสร้างสรรค์งาน “Rolling Loud Thailand 2023” ให้เป็นไปตามมาตรฐานของทางอเมริกามากที่สุด และร่วมกันสร้างมาตรฐานการจัดงาน Music Festival ของไทย ไปสู่งานระดับเอเชีย และระดับโลกต่อไป”

คุณศิริญา เทพเจริญ กรรมการบริหาร บริษัท ณุศา ซีเอสอาร์ จำกัด ในฐานะพันธมิตรผู้จัดงาน กล่าวตอกย้ำถึงความพร้อมและศักยภาพของสถานที่จัดงาน “Rolling Loud Thailand 2023” ว่า “คอนเสิร์ตนี้จะถูกจัดขึ้นที่ Legend Siam สวนสนุกเชิงวัฒนธรรม (Thai Cultural Theme Park) ของบริษัท ณุศา ซีเอสอาร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของพัทยา โดยเราได้ทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมกับงาน Rolling Loud Thailand 2023 โดยปรับปรุงพื้นที่ภายใน Legend Siam อีก 150 ไร่ เพื่อให้สามารถรองรับผู้ร่วมงานได้ถึง 150,000 คน อาทิ ความสะดวกสบาย การรักษาความปลอดภัย ห้องน้ำ ห้องพยาบาล จุดบริการฉุกเฉิน ฯลฯ ตามข้อกำหนดใน Requirement ของ Rolling Loud ทุกประการ

Legend Siam ยังมี Character ของยักษ์ที่ถูกออกแบบมาวางเป็น สัญลักษณ์ของ Rolling Loud Thailand และ สินค้า Merchandise ที่จะรวมมาอยู่ใน Legend กับองค์ประกอบของวัฒนธรรมไทยที่พร้อมในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ในด้านสุขภาพเราก็มี Morhello ที่คอยดูแลสุขภาพ มี SAFT T application ที่จะเชื่อมต่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาในงาน สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่อได้เลย ไม่ว่าจะจองโรงแรม หรือจองตั๋วเพื่อไปท่องเที่ยวในจุดต่างๆทั่วประเทศสามารถทำได้ครบทุกสิ่งในที่นี้ โดย Legend Siam พร้อมแล้วที่จะทำให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและจากทั่วโลกประทับใจ ได้เห็นความเป็นไทยในทุกมิติ 

หลังจากนี้เราวางอนาคตของ Legend Siam เป็น Show room ของประเทศไทยด้าน Entertainment เพื่อรองรับงานด้านบันเทิงอย่างเต็มที่ ทั้งคอนเสิร์ตระดับชาติ และระดับโลก เพื่อจะรองรับนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและในประเทศไทย รวมถึงแฟนคลับของ Rolling Loud โดยเราเชื่อมั่นว่า Legend Siam เป็นสถานที่ที่มีความพร้อมในการจัดงานระดับโลกได้เป็นอย่างดี” โดย Rolling Loud Thailand จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2566 ที่ Legend Siam เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จะมาในรูปแบบเต็ม Festival ประกอบด้วย 2 เวทีใหญ่ ร่วมด้วย 66 ศิลปินระดับโลก จากประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเอเชีย จากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา

มานำเสนอให้เกิดความประทับใจและสร้างชื่อเสียงให้กับ Rolling Loud Thailand แบบจัดหนักจัดเต็มไม่แพ้เวทีแม่อย่างแน่นอน เริ่มจำหน่ายบัตร Early Bird ราคาพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม นี้! ทาง http://www.thaiticketmajor.com และแบบแพ็กเกจ พร้อมห้องพัก จำหน่ายผ่านทาง Safe-T Application โดยบัตร GA ราคา 8,500 บาท และบัตร VIP ราคา 12,000 บาท หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ผ่านทาง FB Fanpage : Rolling Loud Thailand และ IG : rollingloud.th – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ข่าวปลอม! ปล่อยให้กรดยูริกในเลือดสูง มีโอกาสเกิดไตวายสูง

Posted on September 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680671

ข่าวปลอม! ปล่อยให้กรดยูริกในเลือดสูง มีโอกาสเกิดไตวายสูง

ข่าวปลอม! ปล่อยให้กรดยูริกในเลือดสูง มีโอกาสเกิดไตวายสูง

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.33 น.

ข่าวปลอม อย่าแชร์!! ผู้หญิงมีโอกาสเกิดไตวายสูงมาก หากปล่อยให้กรดยูริกในเลือดสูง

ตามที่มีการแชร์คลิปในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องผู้หญิงมีโอกาสเกิดไตวายสูงมาก หากปล่อยให้กรดยูริกในเลือดสูง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

จากกรณีที่มีผู้ให้ข้อมูลโดยระบุว่าผู้หญิงมีโอกาสเกิดไตวายสูงมาก หากปล่อยให้กรดยูริกในเลือดสูง ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่ากรดยูริกทำให้เกิดโรคไตวาย จะกล่าวโดยละเอียด คือ เกิดโรคไตได้แต่อาจจะไม่ใช่ไตวาย เช่น เป็นนิ่วในท่อไต หรือ ถ้าเป็นโรคไตวายก็มักจะเป็นไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมีโอกาสหายได้ แต่โอกาสเกิดโรคไตวายเรื้อรังโดยตรงมีได้แต่น้อยมาก อีกประเด็น คือ กรดยูริกที่สูงทำให้ไตเรื้อรังที่มีอยู่เสื่อมเร็วขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยขับกรดยูริก ซึ่งกรดยูริกในผู้หญิงวัยประจำเดือนต่ำกว่าผู้ชาย และเกิดโรคเก๊าท์น้อยกว่าผู้ชาย แต่ในวัยหมดประจำเดือนกรดยูริกจะสูงขึ้นเท่าผู้ชาย ทำให้เกิดโรคเก๊าท์สูงขึ้นแต่ไม่ได้ทำให้เกิดโรคไตวายมากขึ้น

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่ http://www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : กรดยูริกในผู้หญิงวัยประจำเดือนจะต่ำกว่าผู้ชายและเกิดโรคเก๊าท์น้อยกว่าผู้ชาย แต่ในวัยหมดประจำเดือนกรดยูริกจะสูงขึ้นเท่าผู้ชาย ทำให้เกิดโรคเก๊าท์สูงขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้เกิดโรคไตวายมากขึ้น  -009

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,939,972 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ
ครม.ฉีกMOU44 ลั่นไทยแลนด์เฟิร์ส กัมพูชาแถลงเสียใจ
เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ๑๐๓ ปี วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์’
ส่องอาฟเตอร์ปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลิซ่า BLACKPINK กระทบไหล่เซเลบระดับโลก
นราพัฒน์ ตั้งคำถาม แลนด์บริดจ์ ดีจริงแค่ไหน? หวั่นคุ้มทุนไม่จริง-กลายเป็นภาระยาว
ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เรียกร้องทางการเมียนมาพิสูจน์ว่าแม่ยังมีชีวิต วอนฝรั่งเศสช่วยกดดัน
ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’
กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง
อิหร่านปาดหน้า พบหารือรัฐมนตรีจีน ถกประเด็นสงคราม-ช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนการเยือนของทรัมป์

Recent Posts

  • เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้
  • ไฟไหม้ศูนย์การค้าใกล้กรุงเตหะราน ดับ 8 ชีวิต เจ็บ 36 ราย เร่งสอบสาเหตุ
  • ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เรียกร้องทางการเมียนมาพิสูจน์ว่าแม่ยังมีชีวิต วอนฝรั่งเศสช่วยกดดัน
  • ญาติ “ฮุน มาเนต” ออกแถลงการณ์ยอมรับถือหุ้น 30% ในกลุ่มบริษัท “ฮวยวัน” เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์
  • อิหร่านปาดหน้า พบหารือรัฐมนตรีจีน ถกประเด็นสงคราม-ช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนการเยือนของทรัมป์

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d