ชูวิทย์ ลุยต่อฟัด ว่าที่นายกฯตัวสูง ๆ นัดสื่อ 15 ส.ค. ปูเสื่อรอ แฉเพื่อชาติ EP2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555853

11 ส.ค. 2566

ชูวิทย์ ลุยต่อฟัด ว่าที่นายกฯตัวสูง ๆ นัดสื่อ 15 ส.ค. ปูเสื่อรอ แฉเพื่อชาติ EP2

ชีวิตกับสู้เป็นของคู่กัน สุดยอดจอมแฉ ” แฉเพื่อชาติ” ชูวิทย์ ประกาศโปรแกรมเดือด อังคารที่ 15 ส.ค. ได้เวลาเปิดศึกราวี ว่าที่นายกรัฐมนตรีตัวสูง ๆ งานนี้พร้อมเปิดประเด็นว่าด้วยกลโกงทีมีผลต่อผู้ถือหุ้น ลงท้าย ปูเสื่อรอได้เลย ถึงใจพระเดชพระคุณเหมือนเดิม รับประกับความเดือด

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์  อดีตนักการเมือง ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ ประกาศที่จะกลับมาเคลื่อนไหวต่อ ” แฉเพื่อชาติ ep2 ”    โดยนัดแนะกับสื่อมวลชน ที่จะออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ ในวันอังคารที่ 15   ส.ค. โดย สิ่งที่นายชูวิทย์ จะนำมาอธิบาย เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย  ซึ่งนายชูวิทย์  ใช้คำเรียกถึงนายเศรษฐา ว่า    นายกฯ ตัวสูงๆ

แฉเพื่อชาติ Ep.2  “ปั่น บวม ตัดตอน”

.

วันอังคารหน้าจะมีการแถลงข่าวเปิดเผยพร้อมหลักฐานเอกสาร

.

โดยผมจะนำข้อมูลเชื่อมโยงให้เห็นว่า พฤติการณ์ของ “ว่าที่นายกฯ ตัวสูงๆ” มีเล่ห์เหลี่ยมของนายทุนอย่างไร?

.

ให้สังคมได้ตัดสินเอง

.

ข้อมูลที่มีหลักฐาน วิธีการที่น่าเคลือบแคลงสงสัย ผิดทั้งกฎหมาย จริยธรรม และธรรมาภิบาล มาให้สาธารณชนได้เห็น

.

แต่เกริ่นไว้ว่าการขยายผลในเรื่องใหม่ตอนนี้ จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน เป็นวงกว้างรุนแรงดั่งสึนามิ

.

เป็นการโกงผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกับ “คนกินฉี่” เพียงแต่ซับซ้อนกว่า

.

ไม่ใช่แค่ไปปลอมรายงานการประชุมโง่ๆ แบบคนไม่มีกึ๋น

.

ข้อมูลชุดใหม่นี้ไม่เกี่ยวกับตอนแรก 12 คน 12 วัน

.

หากคนเป็น “นายกรัฐมนตรี” มีพฤติการณ์ซ่อนเร้นอำพรางเช่นนี้ สังคมจะรับได้หรือไม่?

.

บรรดา ส.ว. ที่เห็นดีเห็นงามจะยอมโหวตให้หรือไม่?

.

EP นี้ รวบมาจาก “การแฉเพื่อชาติ” ให้กระชับขึ้น เนื่องจากเวลาผมเริ่มหมด

.

เชิญสื่อมวลชนทุกสำนัก อังคารที่ 15 สิงหาคมนี้ เวลาบ่ายโมง สถานที่เดิม

.

ปูเสื่อรอเลยครับถึงใจพระเดชพระคุณเหมือนเดิม

.

รับประกันยี่ห้อชูวิทย์

กกต.เคาะปฏิทิน ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง 15 ส.ค.’รับสมัคร’ 10 ก.ย. ‘เลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555851

11 ส.ค. 2566

กกต.เคาะปฏิทิน ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง 15 ส.ค.'รับสมัคร' 10 ก.ย. 'เลือกตั้ง'

ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงนามในประกาศ ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง เขต3 เป็นวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ย. 66 เปิดรับสมัครระหว่าง 15-16 ส.ค.นี้ แทน ‘นครชัย ขุนณรงค์’ พรรคก้าวไกล ที่ลาออกไป พร้อมเปิดหลักฐานผู้สมัครสส. เช็ครายละเอียดที่นี่

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ประธาน กกต.) ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งและวันรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง

โดยกำหนดให้มีการรับสมัครสส.ระหว่างวันอังคารที่ 15 สิงหาคม- วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตกำหนด โดยกำหนดให้วันอาทิตย์ 10 กันยายน  2566 เป็นวันเลือกตั้ง ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

ผู้สมัคร สส.ต้องเตรียมหลักฐานอะไรบ้าง

โดยผู้ที่สนใจจะลงสมัครรับเลือกตั้งสส. ให้ยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐาน ประกอบด้วย 

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 
  • สำเนาทะเบียนบ้าน 
  • ใบรับรองแพทย์ 

  • หนังสือรับรองการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตของหัวหน้าพรรคการเมืองที่ต้องมีคำรับรองว่าได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
  • หลักฐานการเสียภาษีปีภาษี 2563 2564 และ 2565 ของผู้สมัคร 
  • รูปถ่ายหน้าตรง 
  • เอกสารสรุปประวัติของผู้สมัครและหลักฐานอื่นที่แสดงว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้าม 
  • หลักฐานว่าเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา 
  • หลักฐานว่าเคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่ลงสมัครเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • และเงินค่าธรรมเนียมการสมัครคนละ 10,000 บาท

สำหรับการเลือกตั้งเขต 3 จังหวัดระยอง เป็นการ “เลือกตั้งซ่อม” แทนตำแหน่งที่ว่างหลัง นายนครชัย ขุนณรงค์ สส. พรรคก้าวไกล ที่ได้ลาไป เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2566

ชัยธวัช’ โต้กลับไม่เคยขอให้ ‘ไผ่ ลิกค์’ โหวตพิธา โบ้ยหมอเก่ง วาโยคุยส่วนตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555836

11 ส.ค. 2566

ชัยธวัช' โต้กลับไม่เคยขอให้ 'ไผ่ ลิกค์' โหวตพิธา โบ้ยหมอเก่ง วาโยคุยส่วนตัว

‘ชัยธวัช’ ยัน ไม่เคยขอให้ ‘ไผ่ ลิกค์’ โหวตพิธา เป็นนายก โบ้ยหมอเก่ง วาโย โทรคุยส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับมติพรรค พร้อระบุประชุม สส.ครั้งหน้า จะกางความเห็นประชาชน ควรโหวตให้แคนดิเดต ฯ เพื่อไทยหรือไม่

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณี นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ โดยระบุว่า พรรคก้าวไกลไม่เคยมีการพูดคุย เพื่อขอให้พรรคพลังประชารัฐ มาโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการพูดคุยของ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ที่ยอมรับว่าคุยกับนายไผ่จริง ซึ่งอาจจะเป็นการพูดคุยกันเล่น ๆ ไม่ได้เป็นสาระ ซึ่ง ไม่ถือเป็นในนามพรรค

ชัยธวัช ยันไม่เคยขอให้ไผ่ลิกค์โหวตพิธาชัยธวัช ยันไม่เคยขอให้ไผ่ลิกค์โหวตพิธา

  ส่วนการพูดคุยกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นเพียงการรับฟัง แต่ยังไม่ได้มีข้อสรุปอะไร คงจะได้พูดคุยอีกทีก็ในการประชุม สส. วันอังคารที่ 15 ส.ค.66

เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยด้วยว่า การที่ สส. พรรคก้าวไกลลงพื้นที่สอบถามความเห็นประชาชน และโพสต์สอบถามความเห็นทางโซเชียล ส่วนใหญ่มีเสียงตอบรับจากประชาชนว่า พรรคก้าวไกลไม่ควรโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งประเด็นนี้ ต้องไปพูดคุยในการประชุม สส. และยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะนำความเห็นของประชาชนมาประกอบการตัดสินใจของพรรคเป็นร้อยละเท่าใด ไปคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ แต่มองว่า ทุกพรรคการเมืองก็ควรฟังเสียงประชาชน

ชัยธวัช ระบุประชุม สส.ครั้งหน้า จะกางความเห็นประชาชน ควรโหวตให้แคนดิเดต ฯ เพื่อไทยหรือไม่  ชัยธวัช ระบุประชุม สส.ครั้งหน้า จะกางความเห็นประชาชน ควรโหวตให้แคนดิเดต ฯ เพื่อไทยหรือไม่

ส่วนกรณีที่ สส.พรรคพลังประชารัฐ ยอมยกมือโหวตให้พรรคเพื่อไทย โดยไม่ร่วมรัฐบาล เป็นการวางเกมกันหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องดูหลังการเลือกนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งครม.ก่อน จึงจะรู้

สำหรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยไปขอขมาพรรคก้าวไกล จะเปิดทางไปสู่การจับมือพรรค 2 ลุงหรือไม่ นายชัยธวัช ตอบเพียงว่า ก็มีหลายมุมมอง เราเองก็รับฟังเท่านั้น เรื่องนี้ก็คงต้องไปหารือในที่ประชุม สส.อีกครั้ง และหากมีการบอกว่าถ้าพรรคก้าวไกลไม่โหวตให้พรรคเพื่อไทย ก็ยิ่งเป็นข้ออ้าง ให้ไปจับมือกับพรรค 2 ลุง เรื่องนั้น สังคมคงเป็นคนตัดสิน จะมองว่าเป็นนั่งร้านหรือเป็นข้ออ้างอย่างไร ก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

นายชัยธวัช ยังยืนยันว่า ทิศทางการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล จะต้องออกมาเป็นมติพรรคในทิศทางเดียวกัน และคงไม่มีความจำเป็น จะต้องแจ้งให้พรรคเพื่อไทยทราบก่อน เพราะแต่ละพรรคก็มีมติของตนเองเป็นเอกสิทธิ์อยู่แล้ว

ส่วนการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 จังหวัดระยอง ที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมถอยให้ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมาสู้กับพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช กล่าวว่า คงต้องดูความชัดเจนในสัปดาห์หน้า ว่าจะมีพรรคใดส่งผู้สมัครบ้าง ส่วนพรรคก้าวไกลก็จะสู้อย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ออกมาบอกว่า ตอนนี้มีพรรคแกนนำ ที่เป็นตัวแปรในการเลือกนายกรัฐมนตรี 3 พรรค คือพรรคภูมิใจไทย พรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย หากจะปิดสวิตช์ สว. ใน 3 พรรคควรจะช่วยกันโหวตกันเองให้ได้ เพื่อไม่ให้ไปถึง สว. ใช้อำนาจ นายชัยธวัช ระบุว่า คำถามก็คือทำไมตอนนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงไม่ช่วยปิดสวิตช์ สว. ในตอนที่พันธมิตร 8 พรรคจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล

‘นริศร’ อดีต สส.เพื่อไทย อ่วม ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุกอีก 12 เดือน เสียบบัตรแทนกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555845

11 ส.ค. 2566

'นริศร' อดีต สส.เพื่อไทย อ่วม ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุกอีก 12 เดือน เสียบบัตรแทนกัน

“นริศร ทองธิราช” อดีต สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทยนอนคุกยาว องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกอีก 12 เดือน คดีเสียบบัตรแทนกัน ในการประชุมสภาฯ พรบ.เงินกู้กกระทรวงการคลัง ก่อนหน้านี้โดนคุกไปแล้ว 16 เดือน ไม่รอลงอาญา

11 ส.ค. 2566  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายนริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลย คดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยถูกฟ้องว่า จำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2556 เวลากลางคืนหลังเที่ยง สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 24 ปีที่ 3 ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ ประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ…. ในการพิจารณา มาตรา 6 และมาตรา 20 จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ

นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่นหลายใบอันเกินกว่าจำนวนบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเลยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งจะพึงมีและใช้ได้เพียงคนละ 1 ใบ คนละ 1เสียง มาใช้แสดงตนและออกเสียงลงคะแนน โดยเสียบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวหมุนเวียนใส่เข้าไปในเครื่องออกเสียงลงคะแนนและกดปุ่มเพื่อแสดงตน แล้วลงมติคราวละหลายใบในการออกเสียงลงคะแนนในคราวเดียวกัน เป็นการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเกินกว่า 1 เสียง ในการลงคะแนนมติในแต่ละครั้ง

นายนริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย นายนริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 15-18/2556 ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172, 192 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อม.36/2562 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำเลยให้การรับสารภาพ
 

ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี

คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.22/2565 ของศาลนี้

จำเลยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2566 องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมากเห็นว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องในสาระสำคัญอ้างเลขคดีและชื่อคู่ความของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น

ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในชั้นพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 8 วรรคสาม 

เมื่อฟ้องของโจทก์ระบุถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 แล้ว

แม้บรรยายฟ้องอ้างเลขคดีและชื่อคู่ความของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคลาดเคลื่อน ก็เป็นเพียงรายละเอียด ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ อีกทั้งในวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรก จำเลยแต่งตั้งทนายความเข้ามา ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังต่อหน้าจำเลยและทนายจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ

จากนั้นก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมจากปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมีรายละเอียดชัดเจนอันเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยเข้าใจข้อหาและพฤติการณ์การกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องแล้ว 
   

ทั้งฟ้องโจทก์ยังบรรยายถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 8 วรรคสาม และมาตรา 26

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการกำหนดโทษหรือลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยต้องคำพิพากษาจำคุก 16 เดือน ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ.10/2566 ของศาลนี้ และคดีถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงไม่อาจรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้

และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงโทษจำคุกจำเลยในอัตราขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด จึงพิพากษายืน

‘บิ๊กตู่’ แจง ‘แต่งตั้งโยกย้าย’ ขรก. ดำเนินการตามห้วงเวลาที่กำหนดไว้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555842

11 ส.ค. 2566

‘บิ๊กตู่’ แจง 'แต่งตั้งโยกย้าย' ขรก. ดำเนินการตามห้วงเวลาที่กำหนดไว้แล้ว

นายกรัฐมนตรี ‘บิ๊กตู่’ แจกแจง ‘แต่งตั้งโยกย้าย’ ข้าราชการ ดำเนินการตามปกติ ตามห้วงเวลาที่กำหนดไว้แล้ว-เผย รวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้มาขอความเห็นในการเข้าร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ กับพรรคเพื่อไทย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการ ควรรักษามารยาทตามธรรมเนียมปฏิบัติ และปฏิบัติตามข้อกำหนดของบทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย ด้วยการยุติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ทุกตำแหน่ง ที่จะมีผลต่อการผลักดันนโยบายของรัฐบาลใหม่ โดยระบุเพียงว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดแถลงการณ์ดังกล่าว และยืนยันว่า การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นไปตามระยะเวลา และห้วงเวลาที่กำหนดไว้อยู่

นายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังยืนยันด้วยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้มาขอความเห็น และไม่ได้มาพูดคุยใด ๆ กับตน ถึงการไปจะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

‘บิ๊กตู่’ แจง 'แต่งตั้งโยกย้าย' ขรก. ดำเนินการตามห้วงเวลาที่กำหนดไว้แล้ว
‘บิ๊กตู่’ แจง 'แต่งตั้งโยกย้าย' ขรก. ดำเนินการตามห้วงเวลาที่กำหนดไว้แล้ว

นายกรัฐมนตรี ยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นใด ๆ ถึงการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ด้วย พร้อมปฏิเสธที่จะเปิดเผยด้วยว่า เนื่องในวันเกิดของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐได้มีการอวยพรวันเกิดกันอย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของประเทศไทยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของประเทศไทย

‘สาวเพื่อไทย’ ฟาด ‘ศิธา ธิวารี’ ควรถอดวิญญาณนักปั่น ‘วันๆคิดแต่เสี้ยม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555833

11 ส.ค. 2566

‘สาวเพื่อไทย’ ฟาด ‘ศิธา ธิวารี’ ควรถอดวิญญาณนักปั่น 'วันๆคิดแต่เสี้ยม'

‘ตรีชฎา’ แนะ ‘ศิธา ธิวารี’ ถอดวิญญาณสิงนักปั่น วันๆ คิดแต่เสี้ยมให้ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ แตกคอ ไล่เรียนรู้การเมืองมิติใหม่ ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’ มุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชน สร้างประชาธิปไตย ไม่ต้องเป็นศัตรูกันให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา

ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ น.ต.ศิธา ธิวารี สมาชิกพรรคไทยสร้างไทย แสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ให้รอไปอีก 10 เดือนให้ สว. หมดวาระ แล้วค่อยจัดตั้งรัฐบาล ว่า พรรคเพื่อไทยมองสถานการณ์ต่างๆ ตามที่เกิดขึ้นจริง วิกฤตและปัญหาของประเทศ ตลอดเวลา 9 ปีภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นหนักหนาสาหัส พี่น้องประชาชนยากลำบากอย่างแสนสาหัส พรรคเพื่อไทยมีความหวังว่าหลังจากการตั้งรัฐบาลสำเร็จประเทศมีนายกรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถ ทำนโยบายเพื่อประชาชนแก้ปัญหาที่สั่งสมมา 9 ปี กระตุ้นเศรษฐกิจแก้ปัญหาปากท้องประชาชน คือ เป้าหมายใหญ่

ขณะนี้พรรคเพื่อไทยกำลังประสานกับพรรคการเมืองเพื่อให้ได้เสียง สส. เกิน 250 เสียง และจะหาเสียง สว.มาเพิ่มให้เพียงพอต่อการโหวตเลือก นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย การเดินหน้าฟอร์มรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย แม้จะไม่มีพรรคก้าวไกลมาร่วมด้วยก็ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า บนกระดานการเมืองที่มีพรรคการเมืองต่างๆ และภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ ทำให้พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่มีทางเลือกมากนัก ซึ่งเรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนจากกรณีที่พรรคก้าวไกลได้พยายามเป็นแกนนำแล้ว แต่ก็ไม่สามารถหาเสียงสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดหรือความบกพร่องของพรรคเพื่อไทย ซึ่ง น.ต.ศิธา ก็ทราบดีว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและอะไรคืออุปสรรค ดังนั้นจึงไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใด น.ต.ศิธา พยายามทำเหมือนไม่เข้าใจเรื่องนี้และพยายามปั่นกระแสเพื่อกวนน้ำให้ขุ่นตลอดเวลา

ทั้งนี้ พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีแนวทางของตัวเองในการแก้ไขอุปสรรคจากกติกาของรัฐธรรมนูญ มีการปรับตัว ยืดหยุ่นเมื่อเผชิญภาวะคับขันเมื่อถึงทางตัน ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยเปิดใจกว้าง แต่ไม่เคยทิ้งหลักการในการแก้ปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชน เพื่อให้ประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มใบ โดยเรามุ่งมั่นที่จะเดินหน้าไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย โดยจัดให้มีการออกเสียงประชามติ มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาดำเนินการ ซึ่งต้องทำให้สำเร็จ ทุกพรรคทุกฝ่ายต้องมาช่วยกันอย่างเต็มที่ ระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ทำไม่ได้เพราะถูกสกัดขัดขวาง ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มจึงจะไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ

การจับมือกับพรรคก้าวไกลดังที่ น.ต.ศิธา เรียกร้องต้องการนั้น พรรคเพื่อไทยไม่เคยมองว่าพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือเป็นศัตรูที่จะต้องหักโค่นทำลายกัน แม้แต่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยไม่เคยหาเสียงโจมตีพรรคก้าวไกลเลยสักครั้ง เพราะไม่ใช่วิสัยของพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกันก็แปลกใจเหตุใด น.ต.ศิธา จึงพยายามอย่างมากที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล เป็นศัตรูกัน น.ต.ศิธา เอง ก็ทำงานการเมืองมานาน ควรเข้าใจว่าการเมืองระยะเปลี่ยนผ่านมีความยุ่งยากซับซ้อน มีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากและมีความไม่แน่นอน แต่การเมืองในมิติใหม่ ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล บางเรื่องอาจต้องร่วมมือกัน เพราะมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างประชาธิปไตยและการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนกลับมากินดีอยู่ดี โดยไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันให้ประชาชนผิดหวังหรือเสื่อมศรัทธา การเป็นมิตรที่ดีในทางการเมือง ร่วมกันพิทักษ์ประชาธิปไตย แก้ปัญหาให้ประชาชนให้ได้โดยเร็ว คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและทุกพรรคควรคำนึงถึง

“การจะเดินไปสู่ประชาธิปไตย 100% นั้นแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่พรรคเพื่อไทยมองว่าจะต้องทำให้สำเร็จ แม้จะเดินช้าแต่ก็ต้องค่อยๆ เดินไปข้างหน้า เราต้องทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยึดติดอยู่กับอำนาจมานาน 9 ปีหลุดออกไปไปจากสมการทางการเมืองก่อน นั้นคือความสำเร็จในก้าวแรก ฝ่าฟันให้ผ่านพ้นจุดนี้ไปได้ให้ประเทศและประชาชนกลับคืนสู่ความสุขกินดีอยู่ดีบนเส้นทางประชาธิปไตย และสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ ส่วน น.ต.ศิธา ควรถอดวิญญาณสิงนักปั่น หันมาเสนอทางแก้ไขปัญหาให้ประชาชนและสร้างประชาธิปไตยได้แล้ว” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำ

‘ชาติไทยพัฒนา’ รับมี สว.เตือนระวัง ‘โหวตนายกฯ’ ถูกหลอก ยันเชื่อในสัจจะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555827

11 ส.ค. 2566

‘ชาติไทยพัฒนา’ รับมี สว.เตือนระวัง ‘โหวตนายกฯ’ ถูกหลอก ยันเชื่อในสัจจะ

ผู้อำนวยการ ‘ชาติไทยพัฒนา’ ยอมรับ มีสว. เตือนให้ระวัง ‘โหวตนายกฯ’ อาจจะถูกหลอก ลั่นเชื่อในสัจจะ ย้ำจุดยืนพรรคหนุน ตั้ง ส.ส.ร. แก้รัฐธรรมนูญ ให้ได้ฉบับประชาชน ก้าวข้ามความขัดแย้ง

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทยทาบทามพรรคชาติไทยพัฒนาเข้าร่วม “จัดตั้งรัฐบาล” ว่า มีการเน้นย้ำนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้มายาวนาน ตั้งแต่สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งประสบความสำเร็จเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี2540 ที่มีการตั้ง ส.ส.ร. มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ส่วนเนื้อหาในรัฐธรรมนูญก็เป็นเนื้อหาที่เปลี่ยนไปตามเวลา แต่การมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือสาระสำคัญ

ดังนั้นที่มีการเสนอนโยบายรัฐบาล ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ มีเรื่องรัฐธรรมนูญขึ้นมา เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความขัดแย้ง วิกฤติรัฐธรรมนูญเป็นปัญหามาก วิธีการแก้ก็คือการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับประชาชน ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของ จะดีที่สุดคือมี ส.ส.ร. 

นายนิกร จำรง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา นายนิกร จำรง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา

ในรายละเอียดที่พรรคชาติไทยพัฒนา นำเสนอ คือ อย่าแตะหมวดหนึ่ง หมวดสอง และทำประชามติต่างหาก ไม่ใช่ทำประชามติโดยใช้ความเห็นแก้ทั้งฉบับ แล้วทำเป็นเนียนควบหมวดหนึ่งหมวดสองอย่างนี้ไม่ได้ หลักการนี้สำคัญ ส่วนที่เหลือก็ต้องให้แก้ได้ง่าย เพราะโลกขณะนี้หมุนเร็ว ดังนั้นหากรัฐธรรมนูญแก้ยากจะมีปัญหา ซึ่งทีมของพรรคเพื่อไทยที่ทำเรื่องนี้ ก็ได้พูดคุยหารือกันบ้างแล้ว เราทำงานด้านนี้ร่วมกันมานานกว่า 20 ปี

ขณะนี้มีประเด็นว่า สว.เป็นกังวลเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แบบทะลุไปตลอดซอย เรื่องนี้ผมเห็นว่าไม่น่ากังวล เพราะเราเชื่อใจกันได้ เนื่องจากเคยทำร่วมกันมาก่อน และเราใช้รัฐสภาในการตัดสิน ดังนั้น สว.ไม่ว่าจะชุดนี้หรือชุดหน้า ก็ยังสามารถระงับยับยั้งได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าตั้งขึ้นมาแล้วสภาผู้แทนราษฎรจะไปในทางเดียว และที่สำคัญคือเราให้ประชาชนเป็นคนยกร่าง ไม่ใช่ยกร่างกันเอง 

ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรกังวล เราควรเดินไปข้างหน้า เพื่อไปเชื่อมกับการดำรงอยู่ของประชาชน หากประเทศไม่มีความขัดแย้ง ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย ถือเป็นเรื่องดีที่มีรัฐบาลที่อาจเรียกได้ว่า รัฐบาลสมานฉันท์ ซึ่งสโลแกนก้าวข้ามความขัดแย้ง จริงๆแล้ว เป็นสโลแกนของพรรคชาติไทยสมัยนายบรรหาร เพื่อสร้างความปรองดอง คำเต็มๆคือ ก้าวข้ามความขัดแย้ง ร่วมแรงปฏิรูปประเทศ 

ดังนั้นคุณูประการที่จะเกิดขึ้นขณะนี้คือความขัดแย้งที่เคยมีหนักหนาสาหัสมานาน จะจบแล้ว ผมเห็นว่ารัฐบาลต่อจากนี้ น่าจะถูกที่ถูกเวลา จะได้เดินหน้าต่อไป ซึ่งก็รู้สึกยินดี

สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะมีขึ้น จากที่สัมผัสกับสว.มาหลายคน บางคนก็เตือนว่าระวังจะถูกหลอก เรากำหนดคนอื่นไม่ได้ แต่ด้วยความที่เรามีสัจจะ เราก็ต้องเชื่อด้วยว่าคนอื่นก็มีสัจจะด้วย ถึงเวลาที่เราต้องเชื่อกันบ้าง เพราะถ้าหากเราไม่เชื่อใครเลย สุดท้ายเราก็ไม่เชื่อตัวเอง พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อตัวเองก่อนแล้วไปเชื่อคนอื่น

‘ทิพานัน’ สวมบทองค์รักษ์ ป้อง ‘พล.อ.ประยุทธ์’   แต่งตั้ง-โยกย้ายขรก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555830

11 ส.ค. 2566

'ทิพานัน' สวมบทองค์รักษ์ ป้อง 'พล.อ.ประยุทธ์'   แต่งตั้ง-โยกย้ายขรก.

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ทิพานัน ศิริชนะ เกินจะนิ่งเฉย หลังมีประเด็นมาจากรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ภูมิธรรม เวชยชัย ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลรักษาการณ์ แต่ไปวุ่นวายกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ โดยองค์รักษ์พิทักษ์นายกฯ เคลียร์ชัด การดำเนินการอยู่บนหลักการความจำเป็น

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   เปิดเผยว่า  การที่นายภูมิธรรม เวชยชัย  รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  แสดงความเห็น  โดยระบุถึงรัฐบาลรักษาการ ควรมีมารยาทในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ  เรื่องนี้ขอชี้แจงว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ทุกกลไกสามารถขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้ อย่างต่อเนื่อง โดยระมัดระวังในการดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมายด้วยความรอบคอบและรอบด้าน อะไรทำได้ และอะไรทำไม่ได้  บนหลักการของความจำเป็นเร่งด่วน  ที่สำคัญยึดประโยชน์สูงสุดไม่ใช้การเมืองนำ  เป็นแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ คำนึงถึง

 เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (2) กำหนดไว้ว่า ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือ พนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน  ฉะนั้น การแต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงในขณะที่ยังไม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นั้น  มีแนวทางให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ในการแต่งตั้งปลัดกระทรวงในสังกัด ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในขณะนี้ สามารถเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่เพื่อมาทำหน้าที่แทนปลัดกระทรวงที่เกษียณอา ยุเสนอเข้ามาให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาได้

แต่สามารถแต่งตั้งได้เฉพาะปลัดกระทรวงที่จะเกษียณเท่านั้น ไม่สามารถแต่งตั้งอธิบดีในกรมต่าง ๆ ที่จะเกษียณอายุราชการ โดยรายชื่อปลัดกระทรวงที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว    จากนั้นจะส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (หรือกกต.) เพื่อพิจารณาให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 169 (2) ต่อไป  ที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต.  ขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจ ต่อการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลรักษาการ


“หากมีการเสนอชื่อโยกย้าย ที่เป็นไปตามกฎหมายและผ่านกลไกต่างๆที่ถูกต้อง มายังพล.อ.ประยุทธ์ นั้น ก็จะมีดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมารยาท และธรรมเนียมปฏิบัติ  โดยไม่มีวาระแอบแฝงอื่นใด พยายามระมัดระวังไม่ให้การดำเนินการใด  ๆ หรือละเว้นการดำเนินการ จนกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นฟูประเทศ เพื่อส่งต่อให้กับรัฐบาลชุดใหม่  “น.ส.ทิพานัน กล่าว

‘ภูมิธรรม’ สวนกลับ ‘ทิพานัน’ ยันแค่เตือนโยกย้ายขรก.- ควรรอ ‘รัฐบาลใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555818

11 ส.ค. 2566

'ภูมิธรรม' สวนกลับ 'ทิพานัน' ยันแค่เตือนโยกย้ายขรก.- ควรรอ 'รัฐบาลใหม่'

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘อ้วน ภูมิธรรม’ สวนกลับ ‘อ้น ทิพานัน’ ยันแค่เตือน ‘บิ๊กตู่’ รัฐบาลรักษาการ ขออย่าแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในช่วงนี้ควรรอ ‘รัฐบาลใหม่’ ชี้ในคำแถลงการณ์ของเพื่อไทยประกาศเอาไว้ชัดเจน

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2566 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  หนึ่งในแกนนำเจรจาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เปิดเผย ถึงกรณีที่ ‘อ้น’ ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรับมนตรี แจกแจงเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหมแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศ ว่า ก็เป็นความเห็นของ น.ส.ทิพานัน ตนไม่ได้ว่าอะไร ตนไม่ได้คัดค้านหรือบีบบังคับอะไรทั้งสิ้น

ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้ออกคำแถลงโดยมีประเด็นหลักอยู่ 2 เรื่อง คือ

1.ต้องการให้รัฐบาลรักษาการเข้าใจในกฎระเบียบ ข้อบังคับและธรรมเนียมปฏิบัติ

2.เสนอให้ปลัดทุกกระทรวง หากมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้น ก็ควรจะรอรับนโยบายรัฐบาลใหม่ซึ่งจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ดังนั้นต้องระมัดระวัง ไม่อนุมัติโครงการใหญ่หรืองบประมาณที่จะเป็นปัญหาในอนาคต รวมทั้งไม่แต่งตั้งข้าราชการด้วย

“ผมไม่ได้ไปสั่งปลัดกระทรวงหรือสั่งใคร ผมเพียงแต่เสนอท่านปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ว่าวันนี้รัฐบาลใหม่กำลังจะมาแล้ว จะต้องมีนโยบายใหม่ที่แถลงต่อสภาฯ ดังนั้นพวกท่านคือหัวขบวนของกลไกใหญ่ ท่านสามารถชะลอเพื่อให้กลไกนั้นสอดรับกับนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ที่ชอบด้วยเหตุผลและหลักการทางกฎหมาย”
 

และเป็นสิ่งที่น่าสบายใจว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่ง “รัฐบาลใหม่” ก็น่าจะพอใจ ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดไม่ได้อยู่ที่พรรคการเมืองแต่เกิดกับประชาชน ว่านโยบายที่แถลงต่อสภาฯ จะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อประชาชน

เมื่อถามว่ามีการวิเคราะห์ว่าการที่พรรคเพื่อไทย ต้องนำพรรคสองลุงเข้ามาร่วม “จัดตั้งรัฐบาล” เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกับการประชุมสภากลาโหมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ส.ค.2566 นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ตนพูดไม่ได้เฉพาะเจาะจงคนใดหรือที่ไหน สิ่งที่เราร้องขอเป็นการเสนอแนะและเป็นข้อย้ำเตือนเท่านั้น ว่ารัฐบาลรักษาการไม่ควรแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชาราชการในช่วงนี้

ย้อนที่มา ‘นาฬิการัฐสภา’ 10 ปี นาฬิกา หรู เคียงคู่ รัฐสภา ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555810

11 ส.ค. 2566

ย้อนที่มา 'นาฬิการัฐสภา' 10 ปี นาฬิกา หรู เคียงคู่ รัฐสภา ไทย

ย้อนที่มา ‘นาฬิการัฐสภา’ 10 ปี นาฬิกา หรู เคียงคู่ รัฐสภา ไทย หลัง ป.ป.ช. สั่งฟัน ‘สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย’ กับพวก 16 ราย จัดซื้อ นาฬิการัฐสภา แพง 15 ล้าน

จากมติ ป.ป.ช. สั่งฟัน ทั้งอาญา และวินัย “สุวิจักขณ์ นาควัชระชัยท์” อดีตเลขาฯ สภา พร้อมพวกรวม 16 ราย ปมจัดซื้อ “นาฬิการัฐสภา” แพง 15 ล้าน หลังจากนาฬิกาแขวนเหล่านี้ ถูกนำมาติดตั้งไว้ทั่วบริเวณรัฐสภา ทั้งภายนอก ภายใน และเกือบจะทุกซอก ของอาคาร ในปี 2556 นับตั้งแต่ “สัปปายะสภาสถาน” กำลังมีการปรับปรุง ย้าย และซ่อมแซม ก่อสร้างใหม่

คมชัดลึก ย้อนที่มา ดราม่า “นาฬิการัฐสภา” ราคาเรือนละ 75,000 บาท จำนวน 200 เรือน ที่สุดท้าย ป.ป.ช. ก็ชี้มูลคดีทุจริต ลงดาบไปในที่สุด

         ย้อนที่มา นาฬิการัฐสภาย้อนที่มา นาฬิการัฐสภา

ย้อนที่มา “นาฬิการัฐสภา”

1. ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ประเด็นฉาว “นาฬิการัฐสภา” เริ่มต้นขึ้น ในปี 2556 เมื่อที่ประชุมสภาฯ นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดซื้อนาฬิกาติดผนังยี่ห้อ Bodet ของอังกฤษ รุ่น Cristalys Date จำนวน 200 เรือน โดยใช้งบประมาณกว่า 15 ล้านบาท หรือคิดเป็นราคาเรือนละ 75,000 บาท

2. หลังจากนั้น เกิดกระแสวิจารณ์ การใช้งบทันที ชาวเน็ตร่วมตรวจสอบราคานาฬิกา จากเว็บไซต์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนพบว่า นาฬิการัฐสภา รุ่นนี้ มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 16,800-25,000 บาทเท่านั้น แถมมีการแห่แชร์ เพลง “รัฐแค่อ้างนาฬิกา” ล้อเลียนสภาฯ ที่ซื้อนาฬิกาเรือนละ 75,000 บาท โดยดัดแปลงมาจากเพลง “รักไม่ต้องการเวลา” ของหนูนา หนึ่งธิดา โสภณ

  ดราม่า นาฬิการัฐสภาดราม่า นาฬิการัฐสภา

3. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ก็โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ไม่เห็นเหตุผลใดที่จะต้องซื้อนาฬิกาเรือนละ 75,000 บาท เพื่อเอามาแขวนเหนือประตูห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องสูบบุหรี่ หรือห้องน้ำ นาฬิกาไซโก้ ราคา 1,500 บาท ก็ใช้แขวนได้ เดินตรงเวลาและทนทาน

4. ผ่านไปไม่กี่วัน เสียงหัวเราะดังขึ้นมา เมื่อ “นาฬิการัฐสภา” ที่ถูกนำมาแขวนไปทั่ว อาคารรัฐสภา ก็ตายในเวลาไม่กี่วัน 75,000 คุ้มมั้ย เป็นคำถามกระแทกใจจากหลายคนอีกครั้ง

           ที่มา นาฬิการัฐสภาที่มา นาฬิการัฐสภา

คุณสมบัติ “นาฬิการัฐสภา”

5. ตัวเรือนแสดงยี่ห้อชื่อโบเด็ท นอกจากบอกเวลา ยังบอกวันเดือนปี และอุณหภูมิ ส่วนที่บริเวณเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ อาคารรัฐสภา ที่ติดตั้งไว้ทั้งสิ้น 7 เรือน จะเทียบเวลากับประเทศต่างๆ ด้วย

6. นาฬิกายี่ห้อ โบเด็ท มีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง เช่น มีเรือนหลัก และเรือนรอง ปรับเวลาเรือนหลักเพียงเรือนเดียว สามารถเชื่อมถึงเรือนอื่นๆ ได้ทั้งหมด ควบคุมโดยใช้ระบบไร้สาย เป็นต้น

7. เว็บไซต์ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาหลายเว็บไซต์ ได้แสดงราคาแตกต่างกัน ซึ่งราคาขายที่แพงที่สุด อยู่ที่ ราคาเรือนละ 499 ยูโร หากเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินไทย 41 บาทในขณะนั้น จะอยู่ที่ราคาเรือนละ 20,459 บาท

          นาฬิการัฐสภานาฬิการัฐสภา

เริ่มต้นชี้แจงที่มาดราม่า “นาฬิการัฐสภา”

8. หลังเป็นประเด็นดราม่า นายนุกูล สัญฐิติเสรี รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่โฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงการจัดซื้อนาฬิกาแขวนผนังจำนวน 200 เรือน มูลค่า 15 ล้านบาท คิดแล้วตกราคาเฉลี่ยเรือนละ 75,000 บาท ว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยงบประมาณ 15 ล้านบาทนี้ ไม่ใช่แค่ค่านาฬิกาเท่านั้น แต่ยังมีค่าอื่นๆ ด้วย

9. การชี้แจงงบประมาณ การจัดซื้อนาฬิกา รัฐสภา แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่าจัดซื้อนาฬิกา จำนวน 240 เรือน ราคา 8,000,000 บาท เฉลี่ยแล้วตกเรือนละ 33,333 บาท ส่วนอีก 7,000,000 บาท เป็นค่าระบบสนับสนุนอุปกรณ์ และยืนยันถึงความจำเป็น เหมาะสม ที่ควรจะมี

10. หลังเริ่มมีรายงานความไม่โปร่งใส ในปี 2559 ผู้รับเหมาจากบริษัท อิควิป แมน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้ามารื้อถอนนาฬิกา ที่ติดตั้ง ทั้งภายใน และภายนอก อาคารรัฐสภา ออกทั้งหมด 240 เรือน เพราะไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ตั้งแต่กลางปี 2558

11. จากนั้นที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) มีมติให้ทางเลขาธิการสภาฯ “สุวิจักขณ์ นาควัชระชัยท์” ทบทวนผลการตรวจสอบความโปร่งใส ในโครงการจัดซื้อนาฬิกาดังกล่าว เนื่องจากส่งผลกระทบภาพลักษณ์ของสภาฯ

12. ดราม่า “นาฬิการัฐสภา” กินเวลายืดเยื้อมานาน 10 ปี ในที่สุด ป.ป.ช. ก็มีมติชี้มูลความผิด นายวัชระชัยย์ หรือสุวิจักขณ์ นาควัชระชัยท์ หรือ นาควัชระชัย อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมพวก 16 ราย กรณีจัดจ้างโครงการปรับปรุงระบบนาฬิการัฐสภา (Clock system) เมื่อปี 2556 โดยมิชอบ จากการไต่สวนพบว่า ติดตั้งโดยจ้างบริษัทเอกชน และมีการแก้ไขคุณสมบัติของนาฬิกา ให้เป็นไปตามที่ต้องการ ซึ่งไม่ตรงกับ TOR

แต่ทั้งนี้ การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหาทุกราย ยังมีสิทธิต่อสู้คดี เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก