‘สุวัจน์’ ยัน ‘กรณ์’ ลาออกชาติพัฒนากล้า จากกันด้วยดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552075

26 มิ.ย. 2566

'สุวัจน์' ยัน 'กรณ์' ลาออกชาติพัฒนากล้า จากกันด้วยดี

‘สุวัจน์’ ยัน ‘กรณ์’ ลาออกชาติพัฒนากล้า จากกันด้วยดี เตรียมประชุมเคาะวันเลือกหัวหน้าใหม่ ย้ำ 2 สส. พรรคพร้อมทำงาน ผลักดันนโยบาย เพื่อประโยชน์ ประชาชน เผย วัชรพล โตมรศักดิ์ รักษาการ หน.ชพก.

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) ได้กล่าวถึงการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ของนายกรณ์ จาติกวณิช ว่า นายกรณ์ได้มาพบและแจ้งให้ทราบว่า เมื่อได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ก็อยากจะเปิดโอกาสให้มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเมือง ที่พรรคชาติพัฒนากล้าจะต้องเดินหน้าต่อไปในการทำงานทางการเมืองของสภาชุดใหม่ เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม

 และผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ได้หาเสียงไว้ ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ จึงขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ซึ่งจะมีผลให้ต้องมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แต่นายกรณ์ยังคงเป็นสมาชิกของพรรคอยู่ ก็ต้องขอขอบคุณในสปิริตทางการเมืองที่เป็นแบบอย่างที่ดี

วัชรพล โตมรศักดิ์ รักษาการหน.ชพ.

จากนี้ไปก็คงจะต้องมีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งทำหน้าที่รักษาการ เพื่อกำหนดวันประชุมใหญ่ ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ต่อไป ซึ่งตามข้อบังคับพรรคกำหนดว่าขณะที่ยังไม่มีหัวหน้าพรรคคนใหม่ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 ก็จะทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า(หน.ชพก.)ไปก่อน คือนายวัชรพล โตมรศักดิ์

สุวัจน์ และ กรณ์ จากกันด้วยดี

กรณ์-กอร์ปศักดิ์-วรวุฒิ ลาออกชพก.

นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้าที่นายกรณ์จะลาออก ทางนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ก็ได้มาแจ้งให้ทราบว่าขอลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้ง นายวรวุฒิ อุ่นใจ ก็ได้ขอลาออกจากรองหัวหน้าพรรค พร้อมกับนายกรณ์

ก็ต้องขอขอบคุณทั้ง 3 คนที่ได้ช่วยกันทำงานให้กับพรรคในช่วงที่มีการเลือกตั้ง รวมทั้งกรรมการบริหารพรรคทุกท่าน ถึงแม้ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคชาติพัฒนากล้า จะมี สส. เพียง 2 คน แต่ก็จะมุ่งมั่นทำงาน เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มที่

'สุวัจน์' ยัน 'กรณ์' ลาออกชาติพัฒนากล้า จากกันด้วยดี

“ภายในสัปดาห์นี้ทางพรรคจะมีการเรียกประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ทำหน้าที่รักษาการ เพื่อกำหนดวันประชุมใหญ่ ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ต่อไป” นายสุวัจน์ กล่าว

‘ก้าวไกล’ เชื่อ สว.มีมาตรฐาน โหวต ‘ประธานสภา’ เหมือนปี62

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552068

26 มิ.ย. 2566

'ก้าวไกล' เชื่อ สว.มีมาตรฐาน โหวต ‘ประธานสภา’ เหมือนปี62

ชัยธวัช เลขาฯก้าวไกล มั่นใจ 28 มิ.ย. นี้ ปม ‘ประธานสภา’ ก้าวไกล-เพื่อไทย หาข้อยุติทางการได้ มั่นใจเพื่อไทยประชุมภายในได้ข้อสรุปที่ดี แม้สมาชิกพรรคต้องการเห็นต่าง-เชื่อสว.มีมาตรฐานเดิมเหมือนปี62

ที่พรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เดินทางเข้ามาที่ทำการพรรค พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าเรื่องประธานสภา ทางพรรคก้าวไกลจะไปพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ เพราะพรรคเพื่อไทยจะประชุม สส.วันที่ 27 มิ.ย.ก่อน และวันที่ 28 มิ.ย.นี้จะได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ เพื่อนำไปเสนอกับแกนนำ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 29 มิ.ย. 2566

ตามหลักการพรรคอันดับ1เป็นประธานสภา

ส่วนแนวทางที่จะเสนอให้พรรคก้าวไกลเป็นประธานสภานั้น ยังเสนออยู่ว่า โดยหลักการทั่วไปประธานสภาเป็นของพรรคอันดับที่1 ทั้งนี้ก็คงต้องให้เวลากับพรรคเพื่อไทยพูดคุยกระบวนการในพรรค

ทั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขสำคัญอะไร ที่จะต้องให้ก้าวไกลได้ตำแหน่งประธานสภา เพราะเป็นหลักการทั่วไปของระบบรัฐสภา ที่ควรจะช่วยกันฟื้นฟูระบบประชาธิปไตย เพื่อให้การเมืองกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยปกติ

ชัยธวัช ตุลาธน  เลขาธิการพรรคก้าวไกลชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล

ส่วนกรณีที่ ทางสมาชิกพรรคเพื่อไทย บางส่วนกล่าวว่า เก้าอี้ประธานสภาต้องเป็นของพรรคเพื่อไทย เท่านั้น จะมีผลต่อการเจรจาหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ต้องให้ผ่านการประชุมภายในของพรรคเพื่อไทยวันที่ 27 มิ.ย. ก่อน แต่ตนคิดว่าน่าจะได้ข้อสรุปที่ดี ที่จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันประสบความสำเร็จ และยังเชื่อว่าพรรเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลยังคงมุ่งมั่นที่จะทำตามเจตนารมณ์ของประชาชน ที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง อยากให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมมาบริหารประเทศ แทนรัฐบาลชุดที่ผ่านมา

เชื่อสว.มีมาตรฐานเหมือนปี62

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการเจรจากับ สว. นายชัยธวัช กล่าวว่า สว.ส่วนใหญ่จะรอดูขั้นแรก คือการเลือกประธานสภา เราเชื่อว่าสว.ยังมีมาตรฐานเหมือนเดิมอย่างในปี 2562 ว่า ถ้าพรรคการเมืองใดสามารถรวบรวมเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาได้ ก็สมควรที่จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ดังนั้นการเลือกประธานสภาก็จะสะท้อน การจับมือร่วมกันของ 8 พันธมิตรที่มีก้าวไกลเป็นแกนนำ มีความเหนียวแน่นเหมือนเดิม หากผ่านเรื่องนี้แล้วก็จะทำให้ สว.จำนวนมากมีความเชื่อมั่นว่า พรรคก้าวไกลยังเป็นแกนนำในการรวมรวบเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรได้

ส่วนการที่ สว.ขอให้ก้าวไกลลดเพดานมาตรา 112 ตนมองว่า ทางด้านนโยบายและความเหมาะสมของแคนดิเดตนากฯ แต่ละพรรค ทุกคนที่เป็นคนไทยได้แสดงออก ตัดสินใจไปแล้วพร้อมกันผ่านการเลือกตั้ง ในฐานะประชาชนที่มี 1 สิทธิ์ 1 เสียง เพราะฉะนั้นขั้นตอนการเลือกนายกฯ ในสภา เรายังหวังว่าทุกฝ่ายที่ปรารถนาดีกับบ้านเมืองจะยึดมั่นว่า ถ้าพรรคการเมืองไหนรวมรวบเสียงส่วนใหญ่ได้ก็ควรเป็นนายกฯ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ควรจะเป็นในระบบรัฐสภา ตนหวังว่า สว.จำนวนมากจะยึดตามหลักการนี้เช่นกัน

ส่วนข้อกังวลในอนาคต นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมตรี รวมถึงพรรคก้าวไกล จะไปสร้างปัญหาอะไรหรือไม่ในอนาคต เรื่องนี้ตนคิดว่า ไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ ใครเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรที่ฝืนความเห็นชอบของสังคมส่วนใหญ่ได้ หากไปสร้างความขัดแย้งในสังคมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ก็อยู่ไม่ได้ มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารเองหรือในสภาผู้แทนราษฎรก็มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลอยู่แล้ว ร่างกฎหมายต่างๆ แม้จะมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่กระบวนการหาข้อยุติในสภาผู้แทนราษฎร เป็นทางออกที่ดีที่สุด ให้กระบวนการทางประชาธิปไตยหาข้อยุติ

เมื่อถามว่า ทางพรรคก้าวไกลมองฉากทัศน์ไว้กี่แบบในวันโหวตนากยกฯ นายชัยธวัช กล่าวว่า หวังว่าจะมีเพียงฉากทัศน์เดียว เพราะหากมีฉากทัศน์อื่นก็อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองได้ ทั้งที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา ส่วนฉากทัศน์ที่วางไว้จะจบภายในครั้งเดียวหรือไม่ ตนมองว่าอันที่จริงควรเป็นเช่นนั้น หลายฝ่ายเองก็กังวลว่ากระบวนการดำเนินไปแบบไม่ปกติ ไม่มีความชัดเจนทางการเมือง ก่อให้เกิดความกังวลในเสถียรภาพทางการเมือง ก็จะกระทบกับหลายๆ ส่วน ประชาชนที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ปัญหา ไม่ว่าจเป็นภาคธุรกิจ ที่วันนี้เป็นเรื่องแปลกที่มีการเลือกตั้งชัดเจนแล้ว แต่เศรษฐกิจก็ตอบรับในทางลบเพราะมีความกังวลใจในเรื่องความชัดเจนว่า ผลในการจัดตั้งรัฐบาลจะสอดคล้องเป็นไปตามเสียงของประชาชนหรือไม่ ดังนั้นดีที่สุดกับทุกฝ่ายคือดำเนินไปตามผลของการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า หากเกมพลิกให้พรรคเพื่อไทย ได้ตำแหน่งนายกฯ พรรคก้าวไกลสามารถรวมกับพรรคเพื่อไทย ได้หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทย มีความมุ่งมั่น จริงใจ ที่จะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคก้าวไกล เราได้ผ่านการต่อสู้เพื่อทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประชาธิปไตยมาแล้ว เราเคยไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เราก็ไม่เห็นด้วยในปี 2562 ที่พรรคที่ไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง แต่ใช้เงื่อนไขพิเศษไปรวบรวมเสียงข้างมากขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทน

“ดังนั้นผมยังเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทย ยังมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตยร่วมกับก้าวไกล” นายชัยธวัชกล่าว

ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จะเสนอให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ จะกระทบต่อเสียง สว.หรือไม่ นายชัยธวัช ระบุว่า เรื่องนี้ตนเข้าใจว่าเป็นการพูดถึงประวัติศาสตร์ ว่าวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้ว มีหลายฝ่ายเคยเสนอให้วันสำคัญทางการเมืองในทางประชาธิปไตยเป็นวันหยุด เพื่อให้เห็นความสำคัญและคุณค่าของประชาธิปไตย เรื่องนี้มีความเห็นที่หลากหลาย ตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอามาถกเถียงกัน

เพื่อไทยมีแผนเดียว ‘นพดล’ มั่นใจ 28 มิ.ย.นี้ ได้ข้อสรุป ‘ประธานสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552062

26 มิ.ย. 2566

เพื่อไทยมีแผนเดียว 'นพดล' มั่นใจ 28 มิ.ย.นี้ ได้ข้อสรุป 'ประธานสภา'

‘นพดล’ มั่นใจ 28 มิ.ย.นี้ ได้ข้อสรุป ‘ประธานสภา’ ไม่กระทบจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคร่วม ลั่นไม่มีแผนสำรอง เพื่อไทยมีแผนเดียว คือดัน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

ที่อาคารรัฐสภา นายนพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานถอดบทเรียนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาของพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการรายงานตัว สส.ถึงการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีการหารือกันในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ว่าการที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีการแสดงความคิดเห็นหลากหลาย ถือเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง

“แต่เชื่อมั่นว่าวันที่ 28 มิ.ย.นี้ จะมีข้อยุติที่เป็นประโยชน์ เพราะพรรคเพื่อไทยคิดอยู่เสมอ ว่าไม่ต้องการให้ประชาชนผิดหวัง ดังนั้นข้อสรุปที่ได้ในวันนั้น จะเอื้อ ให้การจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง 8 พรรคดำเนินการต่อไป และมั่นใจว่าจะเป็นทางออกที่ดี จะไม่มีปัญหาที่ประชาชนฟังแล้วรู้สึกผิดหวัง”

ส่วนถ้าพรรคก้าวไกลไม่ยอมถอย ในตำแหน่งประธานสภาให้กับพรรคเพื่อไทย นายนพดล กล่าวว่าตนไม่อยากให้สมมุติเพราะยังไงก็ต้องมีทางออก ไม่เป็นของก้าวไกลก็เป็นของเพื่อไทย ดังนั้นคณะเจรจาและ สส.ของพรรค จะต้องมีการพูดคุยกัน ยืนยันว่าจะมีทางออกแน่นอน และจะไม่มีปัญหาจนกระทบ ต่อความมุ่งมั่นในการจัดตั้งรัฐบาล

นพดล ปัทมะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนพดล ปัทมะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

“ตอนนี้จุดยืนของพรรคเพื่อไทย ยังคงมั่นคงในแถลงการณ์ของพรรค ในการสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วพรรคก้าวไกล เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จึงไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า ถ้านายพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคก้าวไกลหวังตำแหน่งประธานสภาเพื่อดำเนินการอะไรต่อไป ก็เป็นเหตุผลส่วนตัวของพรรค ”นายนพดลกล่าว

หนุน‘พิธา’นายกฯ

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าว สว.จะไม่โหวตสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่รู้ว่าจะมี สว.โหวตให้นายพิธาเท่าไหร่ แต่ในฐานะ สสและ สมาชิกพรรคเพื่อไทย มั่นใจว่าพรรคมีความผูกพันกับ MOU จึงขอย้ำจุดยืนว่าสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องรอดู ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ แต่หวังว่านายพิธา และ 8  พรรคร่วมจะสามารถตั้งรัฐบาลได้

พท.มีแผนเดียวหนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

ทั้งนี้ หากการตั้งรัฐบาลยืดเยื้อจะกระทบต่อภาพรวมโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดรัฐบาลโดยเร็วที่สุด ในส่วนแผนสำรองพรรคเพื่อไทยยังไม่มี มีเพียงแผ่นเดียวคือการผูกพันกับ MOU ในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำซึ่งในต่างประเทศ หลังการเลือกตั้งไม่กี่วันก็สามารถจะตั้งรับบาลได้แล้ว แต่นี่ผ่านไปเดือนกว่าแล้ว ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เลย

ย้อนที่มา ‘บ้านหลวง’ บิ๊กตู่ ทำไมอยากอยู่ต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552059

26 มิ.ย. 2566

ย้อนที่มา 'บ้านหลวง' บิ๊กตู่ ทำไมอยากอยู่ต่อ

เมื่อ ‘บิ๊กตู่’ ขออยู่ต่อ ย้อนที่มา ‘บ้านหลวง’ ใน ‘ร.1 รอ.’ ขึ้นชื่อว่าเป็น รังของบูรพาพยัคฆ์ ทำไมถึงไม่อยากย้ายออก

“บ้านหลวง” กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใกล้จะหมดวาระ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นอกจากต้องเก็บข้าวของออกจากทำเนียบรัฐบาลแล้ว ทางพรรคเพื่อไทย ก็ยังออกมาจี้ให้ย้ายออกจากบ้านพักรับรอง ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หรือ ที่รู้จักในนาม ร.1 รอ. ซึ่งเป็นบ้านพักรับรอง ที่ พล.อ.ประยุทธ์ อาศัยอยู่มานานเกินกว่า 10 ปี และ ล่าสุดก็ยังยืนยันว่า จะขออยู่บ้านหลวงต่อ

ก่อนหน้านี้ “บ้านหลวง” เคยเป็นประเด็นมาแล้ว หลังมีการร้องเรียนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงหรือไม่ จากเหตุยังพักอาศัยในบ้านพักรับรองของกองทัพบก หลังจากเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. แต่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2563 ด้วยมติเอกฉันท์ 9-0 เสียงว่า บิ๊กตู่ สามารถอยู่บ้านพักรับรองของกองทัพบกได้ ไม่ผิด คมชัดลึก ย้อนที่มาบ้านหลวง ทำไม บิ๊กตู่ ขออยู่ต่อ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ย้อนรอย “บ้านหลวง”

1. “บ้านหลวง” เป็นบ้านพักรับรอง ของกองทัพบก ที่อยู่ภายใน ร.1 รอ. จัดให้ข้าราชการประจำการสังกัดกองทัพบก ที่มีชั้นยศพล.อ., เป็นอดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก ซึ่งทำคุณประโยชน์ให้กองทัพบก และเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาแล้ว อยู่อาศัย โดยไม่ต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่ง “บิ๊กตู่” อยู่ในเงื่อนไขนั้น และอยู่มานานร่วม 10 ปี

2. จากเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ นั่นหมายความว่า นายกรัฐมนตรี ที่เป็น “พลเรือน” จึงไม่ได้สิทธินี้ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้

3. บ้านหลวงเป็นประเด็น ในปี 2563 ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พรรคเพื่อไทย จี้ถาม ทำไมยังอาศัยอยู่ในบ้านหลวง โดยไม่ต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ทั้งที่เกษียณอายุราชการ จากตำแหน่ง ผบ.ทบ. ตั้งแต่ปี 2557 พร้อมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170

4. แต่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัย เมื่อปี 2563 ด้วยมติเอกฉันท์ 9-0 เสียงว่า พล.อ.ประยุทธ์ สามารถอยู่บ้านหลวงได้ ไม่ผิดแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของกองทัพบก ว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก ที่ระบุถึงผู้มีสิทธิเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบกไว้อย่างชัดเจน

  • ต้องเป็นข้าราชการประจำการสังกัดกองทัพบก ที่มีชั้นยศ พล.อ.
  • เป็นอดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก ซึ่งทำคุณประโยชน์ให้กองทัพบก
  • เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาแล้ว

5. นอกจากนั้น ยังชี้ว่า รัฐพึงจัดสรรที่พำนักให้ผู้นำประเทศ เพื่อ “สร้างความพร้อมทั้งสุขภาพกายและจิตใจในการปฏิบัติภารกิจในการบริหารประเทศล้วนเป็นประโยชน์ส่วนรวม”

   บ้านหลวงบ้านหลวง

ที่มา “บ้านหลวง” รังของบูรพาพยัคฆ์

6. บ้านหลังนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีการออกแบบเอง คุมงานเอง บนเนื้อที่เกือบ 2 ไร่ เป็นบ้านพักหลังใหญ่ ปลูกต้นไม้สูง เพื่อบังสายตาผู้คน และยังมีทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

7. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “บ้านหลวง” แห่งนี้ ล้วนมีนักการเมือง เป็นอาคันตุกะ และเป็นที่ประชุมลับมาตลอดในช่วงวิกฤตเรื่อยมา โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ระหว่างสู้ศึกกับคนเสื้อแดง ที่กลายเป็นแขกขาประจำ ไม่นับรวมนักการเมืองอีกหลายคน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ “บ้านหลวงบิ๊กตู่” กลายเป็นวอร์รูมปฏิบัติการลับ ตลอดเวลาที่ผ่านมา

8. ในหนังสือ ลับ ลวง พราง 5 ศึกชิงอำนาจ ผ่าแผนปฏิวัติเลือด ตีพิมพ์เมื่อเดือน เม.ย. 2555 ของ วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหาร ระบุว่า “ร.1 รอ.” ถือเป็นจุดศูนย์ดุลสำคัญของฝ่ายกองทัพ เพราะเป็นที่พักของ 3 ป. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิต วงษ์สุวรรณ และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “รังของบูรพาพยัคฆ์”

เมื่อพ้นตำแหน่งนายกฯ ขออยู่บ้านหลวงต่อ

9. ปี 2566 ”วันนี้ผมอยู่เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย บ้านผมก็มี แต่มันไม่ปลอดภัย” เป็นประโยคที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าว เมื่อถูกถามถึงการอยู่ต่อในบ้านหลวง โดยยืนยันว่า เป็นเรื่องของกติกาเดิม ถ้าวันหน้าจะแก้ไขก็ต้องไปแก้กฎกระทรวง มันเป็นระเบียบของกองทัพบกอยู่แล้ว ดังนั้น การที่จะดูแลผู้บังคับบัญชามันเป็นกติกาเดิม แต่ถ้าอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป ผมก็พร้อมออก

10. สรุปง่ายๆ ก็คือ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะพ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลวง ใน “ร.1 รอ.” ได้ตามระเบียบของกองทัพบก ไม่ผิดกฎหมายอะไร เพราะไม่มีระเบียบข้อไหน ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากบ้านพักได้ ยกเว้นจะออกจากบ้านหลวงด้วยตัวเอง

11. กรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกมองว่า ไม่ต่างกับกรณีที่เคยให้สิทธิกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในการอยู่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ มานานกว่า 40 ปี

ไม่แตกแถว ‘อนุทิน’ ลั่นโหวต ‘ประธานสภาฯ’ ภูมิใจไทยไปในทิศทางเดียวกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552055

26 มิ.ย. 2566

ไม่แตกแถว ‘อนุทิน’ ลั่นโหวต ‘ประธานสภาฯ’ ภูมิใจไทยไปในทิศทางเดียวกัน

‘อนุทิน’ ลั่น ภูมิใจไทย ไม่แตกแถว โหวต ‘ประธานสภาฯ’ ฟาดกลับกระแสซื้องูเห่าตัวละ 100 ล้าน ต้องใช้ 60 ตัว มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท มีแต่ควายเท่านั้นที่ซื้อ ย้ำไม่มีรัฐบาลเสียงน้อยแน่

ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำและ สส.ของพรรคกว่า 50 คน ได้เดินทางเข้ามารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยก่อนเข้ารายงานตัว นายอนุทิน และแกนนำจำนวนหนึ่ง เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา 

หลังจากเมื่อวานนี้มีการปฐมนิเทศ สส. และระบุว่าวันนี้วันดี จากนั้นได้กล่าวก่อนเข้ารายงานตัว ว่า วันนี้ไม่ได้หรือฤกษ์อะไรแต่ถือฤกษ์สะดวกในการนำ สส.ของพรรคเข้ารายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎร หลังจากเมื่อวานนี้ได้ประชุม สส.ใหม่ วันนี้จึงนัดกันมารายงานตัวที่สภาเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

สำหรับ สส.ในพรรคเมื่อวานนี้รู้จักกันหมดแล้วทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น เพราะเมื่อวานนี้มีการละลายพฤติกรรมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แม้จะมีสส.ใหม่เกือบ 30 คน ต้องให้คุ้นเคยกับวัฒนธรรม วิธีการทำงาน และแนวคิดของพรรค

ทั้งนี้ ไม่ต้องถึงกับต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับ สส.ใหม่ ส่วนใหญ่รู้จักใกล้ชิดกันอยู่แล้ว ไม่รู้จักเจ้าตัวก็รู้จักคุณพ่อคุณแม่กันอยู่แล้ว และวันนี้ไม่ได้ย้ำอะไรกับ สส.ใหม่ แค่ต้องนึงความสามัคคีและคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของบ้านเมืองและประชาชน

ภท. โหวต ‘ประธานสภาฯ’ไปทิศทางเดียวกัน

ส่วนตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฏร จะเป็นการวัดความสามัคคีของพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยโหวตไปในทิศทางเดียวกันแน่นอน เพราะพรรคมีความสามัคคีอยู่แล้ว แต่เราต้องการสร้างความสามัคคีกับทุกพรรคและสร้างความสามัคคีกับชาติบ้านเมืองให้มากที่สุด

อนุทิน อนุทิน

ซื้องูเห่าตัวละ 100 ล้าน มีแต่ควายจ่าย

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องซื้อ สส.งูเห่า ตัวละ 100 ล้านบาท นายอนุทิน กล่าวว่า “ซื้อสส.งูเห่าร้อยล้าน คนรับเป็นงูเห่า แต่คนจ่ายเป็นอะไรไม่รู้ที่มีสองเขา”

เมื่อถามย้ำว่าการซื้องูเห่าต้องใช้เงินตัวละ 100 ล้าน ต้องใช้ 60 ตัวมูลค่ารวม 6 พันล้านบาท จะมีคนจ่ายหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะก่อนตอบว่า “ คงไม่มีคนจ่ายมีแต่ควายจ่าย” และหัวเราะตบท้ายอีกครั้งก่อนจะบอกว่าพอแล้วไปก่อน

เมื่อถามย้ำว่า ในพรรคมีการติดต่อมาหรือไม่ หรือมั่นใจในตัว สส.หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นหนึ่งเดียวตลอดอยู่แล้ว เพราะเป็นเอกลักษณ์ของพรรค ที่มีการจัดประชุมและจัดประถมนิเทศก็เพื่อสร้างให้ทุกคนมีความมีเอกลักษณ์ของตนเองและเอกลักษณ์ของพรรคที่มีความเป็นปึกแผ่นไม่ว่าอยู่ในบทบาทไหน

แล้วมีบทลงโทษหรือไม่ถ้า สส.ของพรรคประพฤติตัวเป็นงูเห่า นายอนุทินกล่าวว่าคุยกันรู้เรื่องอยู่แล้ว อย่างมากก็แค่หยิกท้องนิดหน่อย

สำหรับรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับรัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคภูมิใจไทยไม่มีแนวคิดและไม่เชื่อเรื่องนี้คงไม่ไปในแนวทางนั้น

ให้กำลังใจตั้งรัฐบาล

ถ้าสุดท้ายรัฐบาลพรรคก้าวไกลตั้งไม่ได้เป็นพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทยจะไปร่วมหรือไม่ นายอนุทิน อุทานทันที ว่า “อุ้ย เค้าจะประชุมกันอยู่แล้ววันสองวันนี้แล้ว ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ออกมาในลักษณะความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลต้องให้กำลังใจพรรคภูมิใจไทยก็ทำหน้าที่ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”

สำหรับนายอนุทินเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯรัฐมนตรี เช่นกัน จะเสนอชื่อแข่งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าตนเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น

ส่วนกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปที่ประเทศอังกฤษ ได้พูดคุยกันหรือไม่หลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะเดินทางไปพบใคร โดยเฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร ที่มีรายงานว่าอยู่ในโซนประเทศยุโรปช่วงที่ผ่านมา นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่ได้พูดคุยกับพล.อ.ประวิตรแต่ทราบว่าได้เดินทางไปท่องเที่ยวและพักผ่อน

รู้จัก ‘รธน. มาตรา 121 122 175’ กับ รัฐพิธีสำคัญ ‘เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552046

26 มิ.ย. 2566

รู้จัก ‘รธน. มาตรา 121 122  175’ กับ รัฐพิธีสำคัญ 'เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก'

ทำความรู้จัก ‘รัฐธรรมนูญมาตรา 121 122 และ 175’  กับ 1 ในรัฐพิธีสำคัญใน ‘การเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งแรก’

หลังจากวันที่ 24 มิ.ย. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ “พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2566” ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2566 เป็นต้นไป 

ซึ่งเนื้อหาโดยสรุประบุว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๖

โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 แล้ว และตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ มีการเรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป

คมชัดลึก พาไปทำความรู้จักรัฐธรรมนูญมาตรา 121  มาตรา 122 และมาตรา 175 ในการเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกว่ามีวิธีการและขั้นตอนอย่างไร 

รัฐธรรมนูญมาตรา 121

ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก

ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ขยายเวลาออกไปก็ได้

การปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันจะกระทำได้ก็แต่โดยความเห็นชอบของรัฐสภา

วันประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ส่วนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดแต่ในกรณีที่การประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่งมีเวลาจนถึงสิ้นปีปฏิทินไม่เพียงพอที่จะจัดให้มีการประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง จะไม่มีการประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สองสำหรับปีนั้นก็ได้

รัฐธรรมนูญ มาตรา 122

พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม

พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้

เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญก็ได้

ภายใต้บังคับมาตรา 123 และมาตรา 126 การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และการปิดประชุมรัฐสภา ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

รัฐธรรมนูญ มาตรา 175

ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ความเป็นมารัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาไทย

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาไทย เป็นพิธีที่รัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติจัดขึ้นหลังมีการเลือกตั้งและสรรหาสมาชิกสภาเสร็จสิ้นลงและมีการเรียกประชุมสภาสมัยสามัญขึ้นครั้งแรก ปัจจุบันมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 122 ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดําเนินมาทรงทํารัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจําปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทํารัฐพิธีก็ได้

เดิมที่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงพระพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งสภากรรมการองคมนตรีขึ้น และมีการประชุมขึ้นครั้งแรกในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสให้เจ้าพระยามหิธร ราชเลขาธิการ อัญเชิญไปอ่านในการเปิดประชุมในครั้งนั้น โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

…ท่านย่อมทราบแล้วว่าตำนานของกรุงสยามตั้งแต่โบราณกาลมาการปกครองประเทศย่อมอยู่ในพระราชอำนาจอันสิทธิ์ขาดของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว แต่เมื่อบ้านเมือง เจริญขึ้น มีราชการมากขึ้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ทรงตั้งแต่งผู้ที่ทรงวางพระราชหฤทัยเป็นเสนาบดี ให้บังคับบัญชากระทรวง ทบวงการต่าง ๆ เพื่อปลดเปลื้องพระราชภาระ…

กระทั่งเกิดการการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งใช้เป็นธรรมนูญปกครองแผ่นดินชั่คราวในขณะนั้นมิได้บัญญัติในเรื่องดังกล่าว กระนั้นก็ตาม จึงได้อาศัยประเพณีข้างต้นมาปฏบัติโดยอนุโลม เมื่อมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรขึ้นครั้งแรกในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุมสภาขึ้นชั่วคราว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร อัญเชิญพระราชดำรัสไปอ่านเปิดการประชุม ความว่า

วันนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นการสำคัญอันหนึ่งในประวัติการณ์ของประเทศอันเป็นที่รักของเรา ข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านทั้งหลายคงจะตั้งใจที่จะช่วยกันปรึกษาการงานเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศสยามสืบไป และเพื่อรักษาความอิสรภาพของไทยไว้ชั่วฟ้าและดิน ข้าพเจ้าขออำนวยพร แก่บรรดาผู้แทนราษฎรทั้งหลายให้บริบูรณ์ด้วยกำลังกาย กำลังปัญญา เพื่อจะได้ช่วยกันทำการให้สำเร็จตามความประสงค์ของเราและของท่านซึ่งมีจุดมุ่งหมาย อันเดียวกันทุกประการเทอญ

กระทั่งมีการกำหนดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 มาตรา 30 วรรคสอง ว่า “พิธีเปิดประชุม จะทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนิรมาทรงทำ หรือจะโปรดเกล้าฯ ให้รัชชทายาทที่บรรลุนีติภาวะแล้วหรือนายกรัฐมนตรีกระทำพิธีแทนพระองค์ก็ได้” นับเป็นครั้งแรกที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับพิธีนี้

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อมีการเรียกประชุมรัฐสภาหรือสภาอันใดที่มีความหมายเดียวกันขึ้นเป็นสมัยแรกของสภานั้น พระมหากษัตริย์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธี หรืออาจทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดเกล้ากระหม่อมให้ผู้แทนพระองค์ไปในพิธีดังกล่าวเสมอ

แม้ต่อมาจะมีการสร้างอาคารรัฐสภาขึ้นใหม่ทดแทนการใช้โถงพิธีพระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว แต่ยังคงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ โถงพิธีพระที่นั่งอนันตสมาคมเช่นเดิม เว้นแต่จะกำหนดเป็นที่อื่นเป็นครั้้ง ๆ ไป

ตัวอย่างรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาที่ผ่านมา

รัฐพิธีเปิดประชุมสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2519 ภาพจากสำนักข่าวเอพี

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 ภาพจากสำนักข่าวเอพี

รัฐพิธีเปิดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557 ถ่ายทอดโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ภาพจากไทยพีบีเอส)

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ถ่ายทอดโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ภาพจากช่อง 9 MCOT HD)

‘หมอวรงค์’ ถูก ‘พิธา’ ฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552021

25 มิ.ย. 2566

‘หมอวรงค์’ ถูก ‘พิธา’ ฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม โพสต์ล่าสุด ถูก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฟ้องความผิดฐานหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ถูก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฟ้องร้องความผิดฐานหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

โดยโพสต์ล่าสุด นพ.วรงค์ เผยว่า ก้าวไกลโดยพิธา ฟ้องผมหมิ่นเรื่องล้มล้างเรียก 24 ล้าน ฟังพิพากษา 28 มิ.ย.นี้ เวลา9.00น. ที่ศาลรัชดา #นิติสงคราม

ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ ได้โพสต์เผยว่าผู้มีอำนาจตื่นได้แล้วทำไมประเทศไทยของเรา จึงปล่อยเรื่องสิทธิเสรีภาพ มากเสียจนสร้างปัญหา ก่อนหน้านี้ก็มีการจัดที่ภาคใต้ ถึงขนาดจะทำประชามติ แยกเอกราชที่ปัตตานี และมีแผนจะไปทำต่อที่ล้านนาล่าสุดก็ปล่อยให้ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดค่าย Why we reform? ปฏิรูปอย่างไรที่ทำให้สถาบันกษัตริย์ยืนได้อย่างสง่า

‘หมอวรงค์’ ถูก ‘พิธา’ ฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาท

ที่สำคัญเขารับสมัครเยาวชนไปเข้าค่ายนี้ ฟรีทั้งหมด ในเวลา 3 คืน 4 วัน วันที่ 6-9 ก.ค.นี้ ที่เขาใหญ่ ทั้งๆที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่า การปฏิรูป เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองฯ ขอย้ำว่ากิจกรรมแบบนี้ ไม่ใช่สิทธิหรือเสรีภาพ แต่นี่คือการปลุกปั่นเยาวชน เพื่อไปสู่การล้มล้างการปกครองฯ ผู้รับผิดชอบมัวทำอะไรอยู่ หรือจะรอให้เกิดสงครามกลางเมืองเสียก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกโซเซียลได้มีการเผยแพร่คลิปการจัดอบรมเยาวชน ในหลายพื้นที่และมีนักการเมืองปรากฏในภาพด้วย ทำให้คนที่เสพข่าวคาดการณ์ไปต่างๆ นานา แต่ล่าสุดยังไม่มีใคร หรือหน่วยงานไหนออกมายืนยันว่าเป็นเหตุการณ์จริงหรือไม่

ไม่หวังส้มหล่น ‘อนุทิน’ ปิดประตู ‘รัฐบาลเสียงข้างน้อย’ ไปไม่รอดรอวันตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552018

25 มิ.ย. 2566

ไม่หวังส้มหล่น ‘อนุทิน’ ปิดประตู 'รัฐบาลเสียงข้างน้อย' ไปไม่รอดรอวันตาย

ไม่หวังส้มหล่น ‘อนุทิน’ ปิดประตูรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่น่ารอด-รอวันตาย ย้ำยุคนี้ไม่มีงูเห่าแล้ว ทำการเมืองแบบเก่าคงลำบาก ยันไม่ร่วมงานพรรคแก้ม.112 ยอมยุบพรรคดีกว่า ท่องคาถา 3 ข้อ ‘อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้’

ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค แถลงภายหลังจัดประชุม สส.พรรคครั้งแรก โดยมี สส. หน้าใหม่ 27 คน จาก 71 คน แต่ขาดบางส่วนที่ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้แค่ละลายพฤติกรรม ทำความรู้จักกัน ทำความเข้าใจการทำงานของพรรค เพื่อความเป็นเอกภาพ และพร้อมเข้าไปทำงานในฐานะ สส. ตั้งแต่ 3 ก.ค. นี้ ซึ่งจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา และปฏิทินการเมืองหลังจากนั้น คิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามครรลอง

ไม่หวังส้มหล่น ‘อนุทิน’ ปิดประตู 'รัฐบาลเสียงข้างน้อย' ไปไม่รอดรอวันตาย

โดยยังไม่ได้หารือทิศทางการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกันนี้ ยังขอฉันทามติให้หัวหน้าพรรคและเลขาฯพรรค ตัดสินใจในการดำเนินการใดๆ ที่จะขับเคลื่อนงานทางการเมืองหลังจากนี้ และยังไม่ได้ประชุมถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คงต้องรอหลังตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว
 

รวมทั้งยังไม่ได้คุยแนวคิดที่จะให้ 50 สส. ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

นายอนุทิน ย้ำอีกว่า ไม่ได้หารือเรื่องการเลือกประธานสภาฯ เพราะภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ได้เสียงอันดับ 3 ดังนั้นเป็นเรื่องที่พรรคอันดับ1 จะนำเสนอรายชื่อประธานและจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอชื่อคนของพรรคภูมิใจไทยเป็นประธานสภาฯ นั้น ยืนยันว่า จะไม่ทำอะไรที่จะบล็อก หรือเป็นอุปสรรคทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านจัดตั้งรัฐบาล คงเป็นข่าวลือ

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาดูว่าใครเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานและรองประธาน โดยจะไม่เปิดฟรีโหวต คงต้องหารือกันก่อน แม้จะเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่พรรคจะมีการหารือ ซึ่งทุกอย่างอยู่ที่สถานการณ์

ส่วนกระแสข่าวสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย-พลังประชารัฐ นั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า เป็นสูตรของผู้สื่อข่าว ไม่ใช่สูตรของพรรคภูมิใจไทย ตอนนี้พรรคต้องท่อง 3 บท คือ “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” แต่ไม่ได้รอส้มหล่น อาจจะรอเป็นผู้นำฝ่ายค้านก็ได้ 

“แต่สิ่งสำคัญคือการเป็นผู้แทนราษฎร อะไรที่นอกเหนือจากนี้คือบริบทการเมือง ซึ่งพรรคอยู่บทบาทไหนก็ได้หมด เพราะเคยเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล” นายอนุทิน กล่าว

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าจะฉีกแถลงการณ์พรรค ที่ระบุว่าจะไม่ร่วมงานทางการเมืองกับพรรคที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 นั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงจุดยืนดังกล่าวเพราะถือเป็นธรรมนูญของพรรค ถ้าจะเปลี่ยนแปลง ยุบพรรคดีกว่า ไม่เช่นนั้นตนและเลขาธิการพรรค ก็ไม่สามารถอยู่ตรงนี้ได้ เพราะเราเป็นพรรคการเมือง จะทำอะไรลับๆ ล่อๆ ไม่ได้ ยิ่งออกแถลงการณ์ไปแล้วก็ต้องทำ เหมือนนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้

ส่วนกรณีที่มี สว. พร้อมสนับสนุน พรรครัฐบาลเดิม 181 เสียงนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า การตั้งรัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง รัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่น่ารอด ต้องรอวันตาย ใครจะไปทำสิ่งเหล่านั้น ทำเพื่อสะใจใคร ทำอะไรต้องยั่งยืน เพราะเป็นเรื่องบ้านเมือง ไม่สนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และยุคสมัยนี้ไม่มีงูเห่าแล้ว ทำการเมืองแบบเก่า คงลำบาก

เมื่อถามย้ำว่าสูตรในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย-พรรคพลังประชารัฐ-พรรคเพื่อไทย นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่มี

ถามต่อว่า สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาแสดงว่าสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยได้มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน บอกว่า ทุกพรรคก็มีแฟนคลับของตัวเอง และต้องขอบคุณแฟนคลับพรรคภูมิใจไทยที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด เราไม่สูญเสียกำลังใจ เราแพ้เพียง 10% ซึ่งมีเหตุผลหลายๆอย่าง เราจะต้องทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น

แต่สิ่งที่ดีใจคือเรามี สส.เขตเพิ่มขึ้นจำนวนมาก นี่คือจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทใด สส.เหล่านี้เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน และพวกเขาจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย เป็นกำลังใจให้ทำหน้าที่สส.อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าดีใจหรือไม่ ที่ได้เป็นพรรคอันดับ3 นายอนุทิน กล่าวว่า “ดีใจสิ” ก่อนบอกว่า “นึกว่าจะได้เป็นพรรคอันดับ2”

‘สหายแสง’ ชี้ ‘ประธานสภาฯ’ ไม่เกี่ยวอายุ อยู่ที่ สส.ยอมรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552006

25 มิ.ย. 2566

‘สหายแสง’ ชี้ ‘ประธานสภาฯ’ ไม่เกี่ยวอายุ อยู่ที่ สส.ยอมรับ

‘สหายแสง’ ศุภชัย โพธิ์สุ บอกคุณสมบัติประธานสภาฯ ไม่เกี่ยวกับอายุ อยู่ที่ สส.ยอมรับ และไม่ทราบพรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อเข้าชิงหรือไม่

ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรและ สส.นครพนม ปฏิเสธตอบถึงความเหมาะสมของอายุ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีการเลือกในวันที่ 4 กรกฎาคม นี้ ว่าตนไม่ขอออกความเห็นในเรื่องนี้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่สส. และเพื่อน ๆ ยอมรับก็ถือว่าโอเค

ส่วนการทำหน้าที่ของประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ในสถานการณ์การเมืองนี้ จะหนักขึ้นหรือไม่ นายศุภชัย ระบุว่า ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของประธานสภาและรองประธานสภา

สหายแสง หรือ นายศุภชัย โพธิ์สุ

เมื่อถามว่าหากพรรคก้าวไกล ที่มีความเห็นจุดยืนชัดเจน หากได้เป็นประธานสภา จะเป็นอย่างไรนั้น นายศุภชัย ระบุ สส. เก่งทุกคน พร้อมย้ำปฏิเสธตอบคำถาม เรื่องอายุของประธานสภา ว่าไม่ขอออกความเห็น เพราะตนสอบตก ไม่ได้เป็น สส.ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อแข่งหรือไม่ ตนไม่ทราบ

ชีวิต ‘กรณ์ จาติกวณิช’ ต้องล้มลุก? ในวัย 59 ตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่อีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551997

25 มิ.ย. 2566

ชีวิต 'กรณ์ จาติกวณิช' ต้องล้มลุก? ในวัย 59 ตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่อีกครั้ง

ไม่ว่าความล้มเหลวจากศึกเลือกตั้ง หรือเพราะถูกถล่มในโซเชียล ‘กรณ์ จาติกวณิช’ ในวัย 59 ก็ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ‘กรณ์’ จะเอาอย่างไรต่อบนเส้นทางการเมือง ไปย้อนทำความรู้จักนักการเมืองที่โดดเด่นด้วยส่วนสูง 193 ซม. คนนี้กันอีกรอบ

1) ชื่อ “กรณ์ จาติกวณิช” ฮือฮาและถูกกล่าวถึงกันค่อนประเทศ หลังจากแฮชแท็ก #มีกรณ์ไม่มีกู ติดเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ ภายหลังมีข่าวแกนนำพรรคก้าวไกลทาบทาม 2 เสียงจากพรรคชาติพัฒนากล้าเข้าร่วมรัฐบาลด้วย จากนั้นมาดูเหมือน “กรณ์” จะไม่จอยกับสิ่งที่เกิดขึ้นนัก เพราะเจ้าตัวบอกไม่รู้เรื่องด้วย และดีลนั้นก็มีอันล่มไป แต่ที่น่าปวดใจกว่าคงเป็นผลการเลือกตั้ง เมื่อ 14 พ.ค. 2566 เนื่องจากพรรคใหม่ที่เขาไปสังกัดล้มเหลวไม่เป็นท่า 

2) “กรณ์” มีชื่อเล่นว่า “ดอน” แต่มักไม่ค่อยมีคนเรียกชื่อนี้ นอกจากคนใกล้ชิด เขาออกมาดูโลกเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2507 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เดินทางกลับมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่อายุ 3 ขวบ “กรณ์” เป็นบุตรของ “ไกรศรี จาติกวณิช” อดีตอธิบดีกรมศุลกากร และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กับ “รัมภา จาติกวณิช” หรือนามสกุลเดิม “พรหโมบล” บุตรีพระยาบุเรศผดุงกิจ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ

3) ย้อนไปดูเทือกเถาเหล่ากอของเขาเพิ่ม “กรณ์ จาติกวณิช” เป็นบุตรชายคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน พี่ชายคือ อธิไกร และน้องชายคือ อนุตร ซึ่งว่ากันว่ารูปร่างหน้าตาคล้ายกับกรณ์มาก หากย้อนไปมากกว่านั้น “กรณ์” โตมาในครอบครัวข้าราชการ อาทิ คุณปู่ พระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช หรือ ซอเทียนหลุย) เป็นอธิบดีกรมตำรวจ คนที่ 2 ของไทย และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี ในสภากรรมการองคมนตรี สมัยรัชกาลที่ 7 คุณตา คือ พระยาบุเรศผดุงกิจ (รวย พรหโมบล) อดีตอธิบดีกรมตำรวจ คนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งต่อจากพระยาอธิกรณ์ประกาศ

4) คุณลุง ศ.นพ.กษาน จาติกวณิช เป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (สมรสกับท่านผู้หญิงสุมาลี (ยุกตะเสวี) จาติกวณิช มีบุตรสาวคือ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมี คุณลุง เกษม จาติกวณิช หรือเจ้าของฉายา “ซูเปอร์เค” ผู้ก่อตั้งและผู้ว่าการคนแรกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และเคยเป็นประธานกรรมการบริษัท BTSC สมรสกับ คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช (ล่ำซำ) ผู้บริหารกลุ่ม “ล็อกซเล่ย์”

5) สำหรับชีวิตครอบครัว “กรณ์” สมรสกับ “วรกร จาติกวณิช” (สกุลเดิมสูตะบุตร) มีบุตรธิดาด้วยกัน คือ กานต์ จาติกวณิช (แจม) และไกรสิริ จาติกวณิช (จอม) นอกจากนี้ยังมีลูกจากการสมรสครั้งก่อนอีก 2 คนของ “วรกร” คือ พงศกร มหาเปารยะ (แต๊งค์) และพันธมิตร มหาเปารยะ (ติ๊งค์) ในแง่ฐาะความร่ำรวย “กรณ์” คือเศรษฐีพันล้าน!

พิจารณาจากทรัพย์สินที่ “กรณ์” เคยยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2563 เขามีทรัพย์สิน 674,865,893 บาท ด้าน “วรกร จาติกวณิช” คู่สมรสมีทรัพย์สิน 388,013,166 บาท รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 1,062,879,060 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 6,526,198 บาท

6) ในวัยเด็ก “กรณ์” เรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสมถวิล และต่อประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ปทุมวัน) จากนั้นไปเรียนต่อมัธยมฯ ที่วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) ประเทศอังกฤษ และจบปริญญาตรี สาขาปรัชญาการเมือง และเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) ประเทศอังกฤษ

7) “กรณ์” เข้าสู่สนามการเมืองจากการชักชวนของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เพื่อนสมัยเรียนด้วยกันที่อังกฤษ โดยลงสมัคร สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ครั้งแรก ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2548 และก็ชนะได้เป็น สส. เขต 7 (ยานนาวา) กรุงเทพมหานคร ในวัย 41 ปี หลังจากนั้น “กรณ์” ได้เป็น สส.ต่อเนื่องอีก 4 สมัย (2548, 2550, 2554, 2562)

8) “กรณ์” เข้าสภาฯ ไปทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการการเงินการคลังและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนฯ 2 สมัย และขยับขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรค ปชป. ต่อมาปี 2551 รัฐบาลอภิสิทธิ์ถูกทำคลอด “กรณ์” ได้นั่ง รมว.คลัง ซึ่งไทยกำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจจากวิกฤต “แฮมเบอร์เกอร์” ซึ่งเขาสามารถนำพาไทยผ่านพ้นวิกฤตการเงินโลกมาได้รวดเร็วอันดับ 2 ของโลก กระทั่งปลายปี 2553 มาตรการไทยเข้มแข็งที่กรณ์ริเริ่มไว้ก็ประสบความสำเร็จ 

9) ความโดเด่นของ “กรณ์” ทำให้ The Banker นิตยสารชั้นนำของอังกฤษ คัดเลือกให้ “กรณ์ จาติกวณิช” เป็น “รัฐมนตรีคลังโลก” ปี 2010 และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี 2010” เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2553 ซึ่งคัดเลือกจากรัฐมนตรีคลังในประเทศต่างๆ ทั่วโลก 5 ภูมิภาค ได้แก่ อเมริกา ยุโรป เอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง จึงถือเป็น “รัฐมนตรีคลังโลก” คนแรกของประเทศไทย 

10) ก่อนเข้าสู่การเมือง “กรณ์” เป็นวานิชธนกิจ เขาเคยเป็นประธาน บริษัท เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ปี 2544 – 2547 ประธานบริษัท หลักทรัพย์เจเอฟ ธนาคม ปี 2531 – 2543 (นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทด้วยวัย 28 ปี ช่วงปี 2535-2543) ปี 2528 เริ่มงานด้วยตำแหน่งผู้จัดการกองทุน บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ (2528-2530

11) ต่อมาปี 2544 “กรณ์” ขายหุ้น เจเอฟ ธนาคม ในมือทั้งหมดให้กับ JP Morgan Chase และตั้งใจจะวางมือ ก่อนตัดสินใจรับข้อเสนอเป็นประธาน บริษัทเจพี มอร์แกน ประเทศไทย โดยทำงานในฐานะผู้บริหารมืออาชีพแบบเต็มตัว (ปี 2544-2548) จากนั้นในปี 2548 ได้ลาออกจาก JP Morgan กระโดดเข้าสู่สนามการเมืองในวัย 40 ปี

12) เส้นทางของ “กรณ์ จาติกวณิช” ถือเป็นนักการเมืองดาวรุ่งที่มีความมั่นใจสูง ว่ากันว่าถ้าเขาไม่ใจร้อนรีบตัดสินใจออกจาก ปชป. เมื่อปี 2563 เพื่อไปตั้งพรรคกล้ากับ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ที่รับเป็นเลขาธิการพรรค เขามีโอกาสเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หรืออาจจะรับไม้ต่อจาก จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็ยังได้ และอาจได้ลุ้นหากการตัดสินใจเส้นทางชีวิตรอบนี้ เขาจะหันหัวมุ่งหน้าเข้า ปชป. อีกครั้ง

13) แต่ตอนนั้นเขาเลือกออกไปตั้งพรรคกล้าได้เพียง 2 ปี แต่เป็นได้แค่พรรคขนาดเล็ก ในเดือน ก.ย. 2565 “กรณ์” จึงได้ตัดสินใจแถลงยกทีมไปรวมกับพรรคชาติพัฒนา จากการประสานเบื้องหลังโดย “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” อดีตแกนนำ ปชป.ที่สนิทสนมกับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ในฐานะ “ทายาททางการเมืองซอยราชครู” ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และนั่นเป็นที่เป็นที่มาของ “พรรคชาติพัฒนากล้า” พรรคชื่อแปลกๆ ที่ไม่เหมือนคนอื่น

14) เดือนถัดมา วันที่ 16 ต.ค. 2565 “กรณ์” ได้รับเลือกด้วยมติเอกฉันท์ให้นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เขาประกาศจะนำพาพรรคลงลุยสนามเลือกตั้ง โดยตั้งใจขายความเป็นขุนพลเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน เช่น นโยบายยกเลิกแบล็กลิสต์บูโร รวมถึงนโยบายอื่นๆ ที่โดดเด่น ทำให้ผู้สมัครระบบเขตที่เขาไปช่วยลงพื้นที่หาเสียงมีความฮึกเหิม ด้วยมั่นใจว่ามีโอกาสเบียดคู่แข่งเข้าสู่สภาได้

15) ทว่าถึงวันเปิดรับสมัครเลือกตั้ง กลับไม่มีชื่อ “กรณ์” ซึ่งเดิมตั้งใจจะลงสมัครระบบเขตในกรุงเทพฯ ทั้งที่มีฐานเสียงแน่นหนามาก่อน ท้ายที่สุดผลโพลภายในทำให้พรรคชาติพัฒนากล้าปรับทัพ เพราะมีแต่ชื่อพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลใน กทม. ชื่อ “กรณ์” ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า แทนที่จะได้ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ก็ไม่ถูกเลือก ได้แค่แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเท่านั้น ซึ่งพอเข้าใจได้เนื่องจาก “กรณ์” เป็นเพียงผู้ขออาศัย 

เป้าหมายที่ “กรณ์” หมายมั่นจะเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศในฐานะมือเศรษฐกิจผู้มากความสำเร็จ จึงสวนทางกับความเป็นจริง สุดท้ายเขาตัดสินใจแบกความล้มเหลวเดินคอตกออกจากพรรคชาติพัฒนากล้า เพื่อไปหาเส้นทางใหม่ในวัย 59 

อ้างอิง:
https://www.bbc.com/thai/thailand-51116235
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1069443
https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2536741