เศรษฐา ห่วงตั้งรัฐบาลล่าช้าดึงเศรษฐกิจซบเซา – ย้ำจุดยืนโหวต ‘พิธา’ เป็นนายก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551886

23 มิ.ย. 2566

เศรษฐา ห่วงตั้งรัฐบาลล่าช้าดึงเศรษฐกิจซบเซา - ย้ำจุดยืนโหวต 'พิธา' เป็นนายก

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เศรษฐา ทวีสิน วิพากษ์การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า ทำให้การลงทุนที่ควรจะเกิดขึ้นชะลอตัวออกไป ภาคการค้าซบเซา ระบุแนวทางของพรรคเห็นควรปรับขึ้นค่าแรง โดย 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทย และก้าวไกลต้องไปหารือกัน เพื่อหาความเหมาะสม

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  เปิดเผยว่า การจัดตั้งรัฐบาลซึ่งเหมือนจะล่าช้าออกไป  ทำให้การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจกับประชาชนล่าช้าตามไปด้วย  ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะทำให้การลงทุนชะลอ นโยบายหลักที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจก็ถูกพักไป  ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่  ตนเรียกร้องมาตลอดว่าอยากให้รีบจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ตนได้คุยกับคนในวงการธุรกิจทราบว่ายอดขายหลายอย่างซบเชา 

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะหารือกันว่า  เมื่อร่วมรัฐบาลอะไรบ้างที่พร้อมจะเดินหน้าเลย เช่น การขึ้นค่าแรง ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ  เพราะเป็นรายได้พื้นฐานของประชาชนทุกคน แต่จะขึ้นเท่าไหร่อย่างไร เชื่อว่าคณะทำงานทั้ง 2 พรรค    คือก้าวไกล และเพื่อไทย  คงเป็นคนกำหนด โดยพรรคเพื่อไทยต้องเตรียมการเรื่องนี้ให้ดี แต่คณะทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลนั้นตนไม่ทราบรายละเอียด ทั้งนี้ตนเป็นห่วงประชาชน เรื่องปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องรอง แต่ทุกวันนี้มีแต่เรื่องการเมืองทั้งนั้น จึงขอเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว 

ผู้สื่อข่าว  ถามว่ามองอย่างไรกับการที่มีความพยายามบอกว่า สว. ที่พรรคก้าวไกล พยายามเจรจาด้วยเปลี่ยนใจจะไม่เลือกหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมตรีพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ แต่อยากให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว และอยากให้มีการโหวตให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี  “วันนี้จุดยืนของผมชัดเจน อยากให้มีการเลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ วันนี้เศรษฐกิจบอบช้ำเยอะมาก ต้องพักเรื่องการเมืองไปก่อน เอาเรื่องประชาชนดีกว่า  ” นายเศรษฐา ระบุ

สายข่าวตร.ไว รายงานรมว.กลาโหม ม็อบมาแน่กดดัน สว. ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551824

22 มิ.ย. 2566

สายข่าวตร.ไว รายงานรมว.กลาโหม ม็อบมาแน่กดดัน สว. 'โหวตนายกรัฐมนตรี' 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รายงานต่อที่ประชุมสภากลาโหม ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ฟันธงมวลชนมาแน่ “โหวตนายกรัฐมนตรี” 15 ก.ค. เป้าหมายกดดันสว. ให้เทเสียงหนุนฝ่ายที่ต้องการ ส่วนบรรยากาศหารือในที่ประชุมหน่วยขึ้นตรงกลาโหม กำชับให้ตระหนักลดอัตรากำลังพล

ในการประชุมกระทรวงกลาโหม  โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  เป็นประธาน    ในที่ประชุมสภากลาโหม พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รายงานแผนรักษาความสงบเรียบร้อยอาคารรัฐสภา และพื้นที่โดยรอบช่วงการประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่า การ “โหวตนายกรัฐมนตรี”  ที่จะอยู่ในรอยต่อคือวันที่   15 ก.ค. 
จะมีมวลชนมาชุมนุมเพื่อกดดันให้สมาชิกวุฒิสภา  ( สว.) เลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุน   โดยในส่วนของการดูแลจะมีการจัดพื้นที่ไว้รองรับ ซึ่งเป็นแผนเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามข้อมูลข่าวสารในขณะนั้นด้วย เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถรับมือได้ 


พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี   กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของมวลชน   ที่จะมากดดันระหว่างมีการ “โหวตนายกรัฐมนตรี”  เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง   ซึ่งมีกระบวนการอยู่แล้ว ถ้าชุมนุมโดยสงบก็ไม่ขัดข้อง  แต่ถ้าใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น หรือเข้าไปในเขตที่หวงห้าม ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย   ซึ่งไม่ต้องการให้เกิดบรรยากาศแบบนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า  ในการประชุมหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ  โดยมีพล.ประยุทธ์ เป็นประธาน  ที่ประชุมหารือถึงการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหม ตามแผนการปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหมระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน และนําไปสู่การมีโครงสร้างอัตราการจัดหน่วยที่มีขนาดกะทัดรัดอย่างสมดุล มีจํานวนกําลังพลที่เหมาะสม รวมทั้งมียุทโธปกรณ์เทคโนโลยีที่เพียงพอและทันสมัย สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย รองรับภัยคุกคามได้ทุกรูปแบบ สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ตลอดจนพิจารณาปรับ ลด ยุบเลิก หน่วยที่มีความซ้ำซ้อนหรือหมดความจําเป็น ทั้งนี้การดําเนินการดังกล่าวให้ยึดถือและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขอัตราของหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ ที่กําหนดอย่างเคร่งครัด

‘ประยุทธ์’ เผยเก็บของออกจาก ‘ทำเนียบฯ’ แล้ว แต่ขออยู่ ‘บ้านหลวง’ ต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551823

22 มิ.ย. 2566

‘ประยุทธ์’ เผยเก็บของออกจาก ‘ทำเนียบฯ’ แล้ว แต่ขออยู่ 'บ้านหลวง' ต่อ

‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’นายกฯ ยอมรับเก็บของออกจาก ‘ทำเนียบรัฐบาล’ แล้ว แต่ขออยู่ ‘บ้านหลวง’ ต่อ พน้อมให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัย

ตลอดสัปดาห์ มีกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย ได้ขนย้ายสิ่งของออกจากทำเนียบรัฐบาล หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ประกาศรับรองสส.ครบ 100 % ทั้ง 500 คน แล้ว ล่าสุดมีความเคลื่อนไหนจากนายกฯ แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงทิศทางการโหวตตำแหน่งประธานสภา ว่าอย่าเอาผมไปเกี่ยวข้อง ยืนยันไม่เกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น 

ยืนยันว่าผมยังอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ และไม่ได้เจรจาอะไรกับใคร ไม่ได้ดีลกับใคร อยู่รวมไทยสร้างขาติในเวลานี้ยังไม่ได้ไปไหน 

ผมไม่ได้เจรจากับใคร ไม่ได้ไปดีลกับใครทั้งสิ้น เรื่องนี้เราต้องเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ขบวนการทางการเมือง รวมพรรครวมกลุ่ม รวมฝ่ายอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ยุ่ง ตรงนี้นะจ้ะ

เมื่อถามว่า เรื่องการเก็บของออกจากทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า อ้าว ทำไม ไม่เก็บไม่ได้เหรอ สนใจแต่เรื่องเก็บไม่เก็บ ก่อนจะยอมรับว่าทยอยเก็บของไปบ้างแล้วเพราะต้องทำตามระยะเวลาที่ควรจะทำ ห้องเรามันก็รกเพราะเอกสารเยอะมาก อยากจะรื้อตั้งนานแล้ว เดินยังสะดุด เอกสารก็เยอะเพราะอยู่มาหลายปี

เมื่อถามว่ากองทัพแสดงความเป็นห่วงหรือไม่ถ้าพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็น นายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่าห่วงเรื่องอะไร เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่า ห่วงจะมีการลงถนน พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงเขาจะดำเนินการมีกระบวนการอยู่แล้ว ถ้าชุมนุมโดยสงบก็ว่าไป แต่ถ้าใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น หรือเข้าไปในเขตที่หวงห้ามก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย อย่าให้เกิดเลย

เลือก‘ประธานสภา’หัวหน้า รทสช. ดูแลอยู่

เมื่อถามว่าจะมีการประชุมเพื่อเลือกประธานสภา ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ จะกำหนดให้พรรคเลือกอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผมไม่ยุ่ง ผมไม่ตอบ เพราะผมไม่ได้ยุ่ง ก็จบแล้วว่าไม่ยุ่งสักอย่าง จบไหมล่ะ ดังนั้นการออกมาพูดว่านายกฯเห็นชอบตรงนั้น ตรงนี้ ผมไม่เห็นชอบกับใครสักคน ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติจะโหวตให้ใครเดี๋ยวเขาก็หารือกันเอง ตนมอบหมายให้หัวหน้าพรรคดูแลตรงนี้อยู่ ไม่จำเป็นต้องสั่งเขา ส่วนจะฟรีโหวตหรือเป็นมติพรรคแต่ละพรรคก็มีมติของเขา

ขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ ของนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ออกมาโพสต์ว่าจะอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ จนวินาทีสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ดูกฎหมายแล้วมันทำได้

เมื่อถามว่า มีความสุ่มเสี่ยงหากมีคนร้อง พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะไม่เคยมี แต่เรื่องนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีบอก ว่าไม่มีปัญหาอะไรได้ตรวจสอบแล้วก็สามารถทำหน้าที่ได้จนถึงวันปฏิญาณตน

ปัดไม่เกี่ยว ‘ประวิตร’ อาจจะนายกฯ คนต่อไป

ส่วนกระแสข่าวมีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น นายกรัฐมนตรีคนต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผมไม่ทราบ เห็นในข่าววันนี้ แล้วเอาผมไปเกี่ยวพันด้วย ผมไม่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าเป็นพี่น้องกัน อาจจะอ่านใจกันได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่ามาถามผมทำไม คงไม่ถึงกับอ่านใจกันได้ขนาดนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองก็ให้กลไกการเมืองว่ากันไป 

เมื่อถามย้ำว่า คิดว่าพล.อ.ประวิตรเป็นได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเสียงสูงว่า “ไม่เอา ผมไม่ตอบตรงนี้ เป็นเรื่องของการลงคะแนนเสียง เรื่องของกลไก ว่าใครจะรวมกับใคร ผมยังไม่รู้เลย ตอนนี้รู้เพียงแค่ว่ามีพรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 อันดับ 2 ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามนี้ อย่าไปสงสัยกันมากนักเลย ผมก็ทำแบบนี้มาตลอด”

ไม่ก้าวล่วงรัฐบาลใหม่

เมื่อถามย้ำว่า ถ้ามีนายกฯมาใหม่จริงๆ จะใจหายหรือไม่เพราะอยู่ตรงนี้มา 8 ปีพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าไม่หรอก เพราะผมถือว่าทำดีที่สุดแล้ว ถึงจะไม่ 100% แต่ผมก็ทำไว้เยอะ ซึ่งถ้าได้รับการสานต่อก็จะแก้ปัญหาได้ บางอย่างไม่ได้แก้ภายในปี 2 ปีอยู่แล้ว จะเห็นว่าเราใช้เวลาถึง 8-9 ปีที่ผ่านมา ก็ทำได้เยอะพอสมควร แต่ก็ต้องทำต่อ

เมื่อถามว่าอยากให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายอะไรทันที พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลายอย่างเป็นโครงการที่วางไว้แล้ว ตามแผนงานที่มีอยู่แล้วตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทุกอย่างทำให้เกิดความต่อเนื่อง ถ้าหยุดมันก็จะไม่ยั่งยืน ผมเข้าใจพี่น้องประชาชนต้องการแต่เราต้องมองในภาพใหญ่ นี่คือหลักการในการทำงานของตน รัฐบาลใหม่ผมไม่ไปก้าวล่วง

เมื่อถามว่า ท่านยังไม่ประกาศวางมืออย่างชัดเจน พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ถึงเวลาผมก็ว่าของผมเองผม ไม่จำเป็นต้องไปตอบใคร ทำไมอยากรู้มากมายนักเหรอ ทำไมต้องชัด แต่ชัดอย่างเดียว ว่าตนไม่ไปยุ่งกับเขา

เมื่อถามว่า เมื่อพ้นจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะต้องย้ายออกจากบ้านพักใน ร.1 รอ.หรือไม่พลเอกประยุทธ์กล่าวว่าเป็นเรื่องของกติกาเดิม ถ้าวันหน้าจะแก้ไขก็ต้องไปแก้กฎกระทรวง มันเป็นระเบียบของกองทัพบกอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะดูแลผู้บังคับบัญชามันเป็นกติกาเดิม แต่ถ้าอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป ผมก็พร้อมออก

ขออยู่บ้านหลวงต่อ

เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่าอยู่ได้ในฐานะ อดีต ผบ.ทบ. ใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าอดีตผบ.ทบ.และนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลายประเทศก็ดูแลกันอยู่ มีหลายประเทศเขาไล่คนเก่าไหมล่ะ เขาก็มี รปภ.ดูแลตลอดแต่ประเทศไทยไม่ได้เลยต้องเท่าเทียม ผมก็เคารพกติกา“วันนี้ผมอยู่เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เข้าใจไหมเล่า บ้านผมก็มี แต่มันไม่ปลอดภัย”

เมื่อถามว่าเขาไม่เข้าใจในเรื่องความมั่นคง พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า “ไม่รู้เขา ก็เรื่องของเขา” เมื่อถามต่อว่าห่วงว่าใครจะมาทำอะไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่ใช่ห่วง โธ่ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นสากลเข้าใจไหม ก่อนจะบอกว่า “ผมก็มีแรงดูแลตัวเองอยู่เหมือนกันแหละ ผมจะต้องไปอะไรกับคนอื่นเขาเล่า”

เมื่อถามย้ำว่าทำไมคิดว่า ตัวเองจะไม่ปลอดภัย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่ เขาพูดถึงหลักการ ผู้นำ อดีตผู้นำ วันนี้ถ้าทุกคนเท่าเทียมกันหมด วันนี้ผมมาก็ไม่ต้องมีใครมากับผมสิ ทำได้ไหม ไปไหนคนเดียว เดินอยู่คนเดียวได้ไหม เขาก็ต้องให้เกียรติ คุ้มครอง ดูแล เป็นหน้าที่ของเขา เดี๋ยวรัฐบาลหน้าเขาก็ได้รับการดูแลเหมือนกันแหละ แต่เขาไม่ใช่ทหารแบบผมเท่านั้นเอง”

เมื่อถามว่ากลัวจะโดยเช็คบิลย้อนหลังหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “กลัวอะไรเล่า เออ ผมกลัวอะไรล่ะ”

เมื่อบอกว่าพรรคเพื่อไทย บอกว่าจะมีการดำเนินคดีย้อนหลังเรื่องการทำรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เรื่องของเขา ก็สู้ตามกฎหมายเอา ก็แจ้งไป มันจบไปตั้งนานแล้ว เมื่อบอกว่าเขาจะดำเนินการเอาผิดย้อนหลังพล.อ.ประยุทธ์บอกว่ามันย้อนได้ไหม เขาพยายามแต่มันทำได้หรือไม่ มันผิดหลักการทางกฎหมายหรือเปล่า แก้รัฐธรรมนูญมีผลย้อนหลังได้หรือไม่

เมื่อถามว่ามั่นใจ จะไม่โดนเช็คบิลย้อนหลังหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบ ก่อนจะเดินขึ้นรถ และบอกว่าข่าวลือคือข่าวลือ ไม่ฟังขี้เกียจฟัง

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไร พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่ฝาก เมื่อถามอีกว่า ถ้าพล.อ.ประวิตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ จะให้กำลังใจอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่ทราบรวมถึงเมื่อถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะไปร่วมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ โบกมือไล่ บอกไปเลือกประธานสภาให้ได้ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวัน กระแสเลือกประธานสภา ระหว่างพรรคก้าวไกล ที่เป็นพรรคอันดับ1 และพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคอันดับ2 ว่าควรจะเป็นโควตาพรรคไหน ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่อง

แต่ท่าทีของพรรคก้าวไกลสงบนิ่ง ส่วนเพื่อไทย มีสส.รุนเก๋าออกมาขย่มพรรคก้าวไกล อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เรียกสติขอให้ยึดหลักการ ประธานสภา ควรเป็นของพรรคที่มีเสียงอันดับ1 อย่างพรรคก้าวไกล

พิราบขาว 2006 รุก กกต. บี้ ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อไอทีวี เล็ง สว.เป็นแนวร่วมสู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551812

22 มิ.ย. 2566

พิราบขาว 2006  รุก กกต. บี้  'พิธา'  ถือหุ้นสื่อไอทีวี  เล็ง สว.เป็นแนวร่วมสู้

อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  “นพรุจ วรชิตวุฒิกุล” เดินหน้าต่อกับการตรวจสอบการ “ถือหุ้นสื่อไอทีวี” ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชี้ด้วยตัวเรื่องครบองค์ประกอบ ที่กกต. จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ระบุหากกกต.ไม่ดำเนินการ จะขอให้ฝั่งสว.รับไม่ต่อ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006   ได้ยื่นเรื่องใหม่ต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบการถือหุ้นบริษัท tiv จำกัด (มหาชน) และการโอนหุ้นหลังการเลือกตั้ง “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล  เพื่อให้กกต.ตรวจสอบ ซึ่งมีองค์ประกอบครบในการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรม ซึ่งเป็นการยื่นเรื่องใหม่อีกครั้งหลังกกต.รับรองเป็น สส. โดยจะให้กกต.ดำเนินการภายในวันที่ 28 มิ.ย. นี้ ในการพิจารณาและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากยังไม่ดำเนินการจะไปใช้ช่องทางให้สว. และส.ส. เข้าชื่อ 

นายนพรุจ กล่าวว่า  ประเด็น  “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”    ข้อสังเกตุคือ   การถือหุ้น 42,000   การบอกว่าหุ้นน้อย หุ้นมาก ก็ต้องไปถามคนอื่นที่ถือหุ้น   อีกทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกมายืนยันแล้วว่า ยังไม่เลิกกิจการ ยังดำเนินธุรกิจอยู่ มีการส่งงบการเงิน ส่วนที่จอดำ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทระหว่างสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีและบริษัท itv ซึ่งไม่ใช้การฟื้นไอทีวี  และนายพิธาต้องถือหุ้น ถึงโอนหุ้นได้ จึงขอให้นายพิธาเปิดเผยข้อมูลมา    เพื่อให้สังคมรับรู้ว่าตนเองเป็นผู้จัดการมรดก เป็นการตกลงภายใน หรือเป็นผู้จัดการโดยศาล  

ตามกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 1732 กำหนดให้โอนหุ้นภายใน 1 ปี แต่ที่สำคัญนายพิธาโอนหลังการเลือกตั้งก็ชัดเจนว่าหากไม่ถือหุ้นก็โอนไม่ได้ หากกิจการเลิกแล้วก็จะไม่มีการถือหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว  ทั้งนี้อยากให้กรณีนี้สิ้นสุด เพราะหากส่งแคนดิเดตนายกฯ ที่มีปัญหาไม่จบ นำขึ้นทูลเกล้า  ย่อมไม่เหาะสม เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นสว. จึงต้องทำหน้าที่ โดยตนได้นัดหมายกับนายสมชาย แสวงการ และนายเสรี สุวรรณภานนท์   สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) เพื่อมอบเรื่องและหลักฐานให้สว. ให้เข้าชื่อเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และจะส่งเอกสารไปยังรัฐบาลเก่า โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการเปิดสภา 

“ขณะนี้องค์ประกอบการส่งศาลรัฐธรรมนูญครบแล้ว กกต.ไม่ใช่ศาล การมานั่งรอ เหมือนเป็นการประวิงเวลาให้ใคร วันนี้เลยมาร้องใหม่  หากภายในวันที่ 28 มิ.ย.  ยังไม่ได้ดำเนินการ  ก็จะส่งสว.ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป   การต่อสู้ของผม  เพื่อต้องการให้รู้ว่าทุกคนเสมอภาคกัน นายพิธาไม่สามารถได้อภิสิทธิ์ใด ๆ จากรัฐธรรมนูญเหนือคนอื่น ”  เขา กล่าว

พิราบขาว 2006  รุก กกต. บี้  'พิธา'  ถือหุ้นสื่อไอทีวี  เล็ง สว.เป็นแนวร่วมสู้

นพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006   ได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบการถือหุ้นบริษัท tiv จำกัด (มหาชน) และการโอนหุ้นหลังการเลือกตั้ง “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล

ดึงสติเพื่อไทย ‘ณัฐวุฒิ’ ชี้หลักการ ‘ประธานสภา’ เป็นของพรรคอันดับ1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551799

22 มิ.ย. 2566

ดึงสติเพื่อไทย ‘ณัฐวุฒิ' ชี้หลักการ ‘ประธานสภา’ เป็นของพรรคอันดับ1

‘ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ’ หนึ่งในทัพใหญ่สู้ศึกเลือกตั้ง66 ดึงสติ ‘เพื่อไทย’ เป็น ‘พรรคอันดับ2’ อาจได้หรือไม่ได้เก้าอี้สักตัว แต่ต้องไม่สูญเสียเก้าอี้ ในหัวใจประชาชน แนะ 2 พรรคต้องหาข้อยุติก่อนวันเลือก ‘ประธานสภา’ ถ้าฟรีโหวตฝ่ายรัฐบาลเดิมแทรกเข้ามาแน่!!

เก้าอี้ ‘ประธานสภา’ วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล มีทั้งหนุนและต้าน ‘พรรคอันดับ2’ อย่างพรรคเพื่อไทย ควรจะได้โควตาตำแหน่งนี้ไปครอง เช่นเดียวกับพลพรรครุ่นเก๋าของพรรคเพื่อไทย เรียงหน้ากันมาอัดพรรคก้าวไกลที่เป็น พรรคอันดับ1 ชนิดที่เรียกได้ว่า 2 พรรคการเมืองนี้ เหมือนไม่เคยทำ MOU เป็นหนึ่งใน 8 พรรคร่วมจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจากขุนพลร่วมรบขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงทั่วประเทศ แต่ไม่มีสิทธิ์ลงสมัคร สส.เพื่อไทย

เต้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย แสดงท่าทีต่อตำแหน่ง ประธานสภา ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สื่อมวลชนถามาทุกทิศทาง ขอตอบตรงนี้ เรื่องประธานสภา ผมเห็นด้วยกับหลักการของทีมเจรจาพรรรคเพื่อไทย คือประธานเป็นของพรรคอันดับ 1 หลักคิดคือ คะแนนน้อยกว่า แต่ใจไม่ได้เล็กกว่า แพ้ให้คม แล้วสร้างชัยชนะขึ้นใหม่

แต่จะให้วิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทย หรือพี่น้องในพรรคที่เห็นต่าง ผมไม่ทำ เพราะเราเพิ่งผ่านศึกสำคัญ บาดเจ็บมาด้วยกัน และผมเป็นคนหนึ่งในทัพใหญ่ ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ดึงสติเพื่อไทย ‘ณัฐวุฒิ' ชี้หลักการ ‘ประธานสภา’ เป็นของพรรคอันดับ1

เป้าหมายใหญ่อยู่ที่การตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย และจะตั้งได้ 2 พรรคหลักต้องจับมือกัน จะด้วยเหตุใดก็ตามหากนำมาสู่การแตกหักแยกทางถือว่าผิด ซึ่งประชาชนจะตัดสินในที่สุด

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้ง2566 ของพรรคเพื่อไทยณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้ง2566 ของพรรคเพื่อไทย

คณะเจรจา 2 พรรคต้องหาข้อยุติกันให้ได้ก่อนวันเลือกประธานสภา ถ้าฟรีโหวตฝ่ายรัฐบาลเดิมจะแทรกเข้ามา แต่ละก้าวเต็มไปด้วยกับดัก ฝ่ายประชาธิปไตยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย แต่ถ้าแพ้ทางการเมือง โดยเพื่อไทย ก้าวไกลไม่ได้ตั้งรัฐบาล หรือ 2 พรรคแตกกัน ชัยชนะของประชาชนจะลับหาย

ผมคงขัดตา ขัดใจเพื่อนมิตรหลายคนในเรื่องนี้ แต่ด้วยความปรารถนาดี เราอยู่ด้วยกันตั้งแต่วันรุ่งเรือง ทุกครั้งพรรคมีเรื่องผมก็ไม่เคยถอยหนี

เพื่อไทยอาจได้หรือไม่ได้เก้าอี้ตัวใด แต่ต้องไม่สูญเสียเก้าอี้ในหัวใจประชาชน

Cr:ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

‘พีระพันธุ์​’ รวมไทยสร้างชาติ ยันชัด ช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ ถึงนาทีสุดท้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551790

22 มิ.ย. 2566

'พีระพันธุ์​' รวมไทยสร้างชาติ   ยันชัด ช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ ถึงนาทีสุดท้าย

“พีระพันธุ์​” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีบทบาทอีกด้านในฐานะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยืนยัน ยังคงทำหน้าที่ข้างกายนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนวาระสุดท้ายของการทำงาน เปรียบเป็น เป็นกำไรของชีวิตที่ได้ซึมซับและได้เรียนรู้เรื่องดี จากคนดี

นายพีระพันธุ์​ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค​ส่วนตัว​ พีระพันธุ์​ สาลีรัฐวิภาค​ มีข้อความระบุว่า ”  เมื่อวานนี้  (21 มิ.ย. 66) มีการรายงานข่าวทางสื่อมวลชนบางฉบับว่าผม  “ทิ้งลุงตู่” หรือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่ก็ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และมีการสอบถามผมมาอย่างเข้าใจผิดมากมาย ว่าผม “ทิ้ง ”  ท่านนายกรัฐมนตรีทำไม    ผมขออนุญาตเรียนให้ทราบกันครับว่าคนอย่างผมไม่มีวันที่จะทิ้งคนดี  ๆ อย่างท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  โดยเด็ดขาด


วันนี้ผมยังอยู่กับท่านและยังคงทำงานให้ท่านในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตามปกติทุกวัน   ผมพูดอยู่เสมอว่าผมมีความสุขที่ได้ทำงานกับท่านและมันก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น    การได้เจอคนดีนับเป็นโชคดีของชีวิต การได้เจอและได้ทำงานกับคนดีๆยิ่งต้องถือว่าทั้งโชคดี  และเป็นกำไรของชีวิตที่ได้ซึมซับและได้เรียนรู้เรื่องดี ๆ จากคนดี  ๆ ยิ่งเป็นคนดีที่รักชาติบ้านเมือง รักสถาบันยิ่งชีวิตก็ยิ่งต้องถือว่าเป็นโชคมหาศาลของชีวิต  ผมขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันนะครับว่าผมเลือกที่จะอยู่กับท่านจนวินาทีสุดท้ายของท่านในการทำงานและการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยและประเทศไทย  ตามนี้นะครับ ” นายพีระพันธุ์ ระบุ 

ประเด็นนายพีระพันธุ์​ สาลีณัฐวิภาค​ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี   ต่อการออกจากตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี​ เพราะเป็นตำแหน่งทางการเมือง​ ซึ่งส่งผลให้ขาดคุณสมบัติ​การ​เป็น สส.​ ตามรัฐธรรมนูญ​มาตรา​ 184 และมาตรา 185   ภายหลังจาก นายพีระพันธุ์​ สาลีณัฐวิภาค​   หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มีสถานะเป็น สส.บัญชีรายชื่อ  ดังนั้นจึงต้องลาออก  ทั้งนี้  นายวิษณุ​ เครืองาม​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาระบุว่า ไม่ถือเป็นการขาดคุณสมบัติ สามารถดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้​  จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน แต่ก็สุ่มเสี่ยงหากมีการร้องให้ตีความ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์    รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า   นายพีระพันธุ์​ สาลีณัฐวิภาค สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  จะยังไม่เดินทางมารายตัว  เนื่องจากติดเงื่อนไขการเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจึงจะเดินทางมารายงานตัว เพื่อทำหน้าที่สส. ต่อไป 


อนึ่งวานนี้ ( 21  มิ.ย.  ) มีรายงานความเคลื่อนไหวของ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)   ระบุว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค นัด สส.พรรค ทั้ง 36 คน ของพรรคที่รัฐสภา เพื่อรายงานตัวพร้อมกัน ที่อาคารรัฐสภา ในเวลา 11.30 น. วันที่ 22   โดย นายพีระพันธ์ เตรียมยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อไปรายงานตัวเป็นสส.  ของพรรครวมไทยสร้างชาติ  แต่มีการปฏิเสธเรื่องดังกล่าวในที่สุด 

'พีระพันธุ์​' รวมไทยสร้างชาติ   ยันชัด ช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ ถึงนาทีสุดท้าย
'พีระพันธุ์​' รวมไทยสร้างชาติ   ยันชัด ช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ ถึงนาทีสุดท้าย

พีระพันธุ์​ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค​ส่วนตัว​ พีระพันธุ์​ สาลีรัฐวิภาค​  ยืนยันที่จะทำหน้าที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จนนาทีสุดท้ายของการทำงาน

‘เดชอิศม์’ เปิดสเปก ‘หัวหน้าปชป.คนใหม่’ ต้องกล้าเปลี่ยนแบบ 360 องศา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551780

22 มิ.ย. 2566

'เดชอิศม์' เปิดสเปก 'หัวหน้าปชป.คนใหม่' ต้องกล้าเปลี่ยนแบบ 360 องศา

‘เดชอิศม์’ ขุนพลภาคใต้ประชาธิปัตย์ เปิดสเปก ‘หัวหน้าปชป.คนใหม่’ ต้องกล้าหาญเปลี่ยนแปลงแบบ 360 องศา ไม่เช่นนั้นเลือกตั้งครั้งหน้าอาจไม่ชนะ เชื่อคนในพรรค มีความรู้ ความสามารถมาก

ประชาธิปัตย์(ปชป.) พรรคการเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการเมืองอยู่คู่สังคมไทยมาร่วม 77 ปี และก้าวสู่ปีที่ 78 ถึงเวลาต้องผลัดเปลี่ยนผู้นำพรรคคนใหม่ หลัง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ประกาศลาออก เมื่อพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้ง66 ชนิดจากพรรคที่มีสส.หลักร้อยเหลือเพียงหลักสิบ ส่วน ‘หัวหน้าปชป.คนใหม่’ จะเป็นใครนั้น ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากขุนพลภาคใต้ของปชป.

นายกชาย หรือ เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และรักษาการรองหัวหน้าปชป. เข้ารายงานตัวต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงการเลือก ‘หัวหน้าปชป.คนใหม่’ และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่าตอนนี้เรากำลังหารือกันอยู่ เป็นการภายใน ยังไม่มีข้อสรุป แต่เรากำหนดวันเลือกตั้งแล้วคือวันที่ 9 ก.ค. 2566 นี้

ใน ปชป. มีคนที่เก่งกว่าตนเองหลายท่าน และเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถมากกว่า

ส่วนที่มีชื่อว่าจะถูกสนับสนุนให้เป็น เลขาธิการพรรคด้วยนั้น ก็ยังไม่มีการคุยอะไรกันมาก ตอนนี้ในพรรคเรายังไม่ได้คุยกับผู้ใหญ่ในพรรค คุยเฉพาะ สส.เขตที่เราเจอกันบ่อยมาก ดังนั้นต้องคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคให้ครบทุกคนด้วย

เปิดสเปก หัวหน้าปชป.คนใหม่

สเปก ‘หัวหน้าปชป.คนใหม่’ คนต่อไปต้องเป็นคนที่กล้าเปลี่ยนแปลงพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทุกวันนี้โลกเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน วิธีคิดของประชาชนก็เปลี่ยนไปเยอะ

ฉะนั้น ประชาธิปัตย์ต้องปรับตัวและเปลี่ยนให้ทันด้วย ถ้าเราปรับตัวและเปลี่ยนไม่ทันเลือกตั้งรอบหน้า เราอาจจะไม่ชนะเลือกตั้งอีก

“ความเห็นส่วนตัวผม คิดว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ น่าจะเอาคนที่ใหม่ๆ ความคิด และความเห็นใหม่ๆ เพราะทุกวันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากแล้ว เรารู้ตัวเที่ยวนี้ว่าเราควรปรับแบบ 360 องศาไปเลย”

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีผู้ได้รับเลือกตั้งให้เป็น สส. จำนวน  25 คน แยกเป็น สส.แบบแบ่งเขต 22 คน และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ 3 คน

10 ประเด็นร้อนบทบาท ‘ประธานสภาฯ’ คีย์แมนคุมเกมโหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ คนที่ 30

21 มิ.ย. 2566

10 ประเด็นร้อนบทบาท 'ประธานสภาฯ' คีย์แมนคุมเกมโหวต 'พิธา' นั่งนายกฯ คนที่ 30

ที่ผ่านมาคนทั่วไปมักไม่ให้ความสนใจบทบาท ‘ประธานสภาฯ’ ว่าตำแหน่งนี้ความสำคัญอย่างไรต่อการบริหารประเทศ แต่หลังจาก พรรคก้าวไกลส่งสัญญาณขอตำแหน่ง ประมุขฝ่ายนิบัญญัติ ทำให้เก้าอี้นี้ถูกจับตามากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทหลักในการคุมเกมโหวต ‘พิธา’ นั่ง นายกฯ คนที่ 30

1) ประธานสภาฯ มาจาก สส.ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าจะต้องมาจาก สส.ฟากรัฐบาล ในการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ก็จะต้องมาจาก 8 พรรคร่วม และเหตุผลที่ตำแหน่ง ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ มีความสำคัญก็เพราะจะมีบทบาทหลักในกระบวนการโหวตเลือก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” นั่ง นายกฯคนที่ 30 นั่นเอง 

2) ที่มาของนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ต้องได้เสียงจากสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นในกระบวนการนี้จะต้องมีประธานรัฐสภามาทำหน้าที่นี้ (การประชุมร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะมีประธานรัฐสภาทำหน้าที่) ด้วยเหตุนี้ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องมาจากพรรคตัวเองเท่านั้น ซึ่ง ณ เวลานี้ดูเหมือนล่าสุด (21 มิ.ย.) การต่อรองระหว่างพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย ในการกำหนดตัวประธานสภาฯ ยังไม่ลงตัว

ภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทยภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย

3) แม้ก่อนนี้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ไว้ชัด เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ จะเป็นของพรรคก้าวไกล แต่พรรคเพื่อไทยขอตำแหน่งรองประธานสภา ทั้ง 2 คน โดยมี ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาตอกหมุดย้ำประเด็นนี้เพื่อให้ได้ข้อยุติ และการจัดตั้งรัฐบาลจะได้เดินหน้าต่อไปได้ 

4) ผ่านมา 4 วัน สถานการณ์ป่วนอีก โดยการประชุม สส. 141 คน ของพรรคเพื่อไทยในหัวข้อ “เพื่อไทยเปิดใจ เพื่ออนาคตไทย”  เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ปรากฏว่า สส.ของพรรคส่วนใหญ่กว่า 90% ที่เข้าร่วม เห็นว่า เก้าอี้ประธานสภาฯ ควรอยู่กับพรรคเพื่อไทย เพราะได้ สส.น้อยกว่าพรรคก้าวไกลเพียง 10 เสียงเท่านั้น แต่การประชุมครั้งนี้ไร้เงาของ สุชาติ ตันเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะเป็นม้ามืดคว้าเก้าอี้ประธานสภาฯ โดยมีคนนอกพรรคร่วมให้การสนับสนุน 

ปดิพัทธ์ สันติภาดา ว่าที่ สส.พรรคก้าวไกล แคนดิเดตประธานสภาฯ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ว่าที่ สส.พรรคก้าวไกล แคนดิเดตประธานสภาฯ

5) สองพรรคหลักจะต่อรองกันนานแค่ไหนก็ตาม แต่ไทม์ไลน์การเปิดประชุมสภาฯ ถูกกำหนดคร่าวๆ เพื่อเลือกประธานสภาฯ แล้ว รวมถึงวันที่จะโหวตนายกฯ คนที่ 30 โดยล่าสุดมีรายงานว่า แคนดิเดตผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อให้ทำหน้าที่ประธานสภาฯ ของพรรคก้าวไกลมีอยู่ 4 คน คือ ปดิพัทธ์ สันติภาดา อายุ 42 ปี จบการศึกษาสัตวแพทย์ จุฬาฯ คนต่อมา ธีรัจชัย พันธุมาศ อายุ 59 ปี ปริญญาโทนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง คนที่ 3 ณัฐวุฒิ บัวประทุม อายุ 46 ปี จบปริญญาโทนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง และ พริษฐ วัชรสินธุ อายุ 30 ปี จบปริญญาโทปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยเซนต์จอห์ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด  

6) ว่ากันตามคุณสมบัติและการทำหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมา คนในพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมจำนวนไม่น้อยเห็นว่าคนที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคือ “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา ซึ่งที่ผ่านมา “หมออ๋อง” เคยสร้างเซอร์ไพรส์ในการ เลือกตั้งเมื่อปี 2562 หลังจากคว้าชัย สส.พิษณุโลก เขต 1 ด้วยคะแนนเสียง 35,579 คะแนน ล้ม นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นอดีต สส. 3 สมัย ซึ่งครั้งนั้นได้ไปเพียง 18,613 คะแนน 

สุชาติ ตันเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยสุชาติ ตันเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

7) การทำหน้าที่ สส.ในสภาของ “หมออ๋อง” ถือเป็น “สตาร์” ของพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะการตีแผ่โครงการกู้บ้านพักทหาร ซึ่งเป็นต้นตอของเหตุการณ์กราดยิงโคราช โศกนาฏกรรมที่ไม่มีผู้นำเหล่าทัพคนไหนออกมาแสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งยังได้อภิปรายในอีกหลายประเด็นร้อน เช่น การปฏิรูปกองทัพ

8) อย่างไรก็ตาม การโหวตเลือกประธานสภาฯ ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-12 ก.ค. ที่จะถึงนี้ บางพรรคการเมืองได้ส่งสัญญาณว่าจะต้องฟรีโหวต ซึ่งแน่นอนว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วย เพราะจะกระทบความเชื่อมั่นของรัฐบาลหรือพรรคร่วม 8 พรรค หรืออาจเกิดความหวาดระแวงต่อกัน เพราะในฐานะคนร่วมรัฐนาวาเดียวกัน อาจทำให้รัฐบาลพิธาเกิดสะดุดไม่ราบรื่นได้ (ทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะราบรื่น)


9) ย้อนมาส่องบทบาทของประธานสภาฯ ที่จะทำหน้าที่ประธานรัฐสภานั้นสำคัญตรงที่การโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 30 เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องได้เสียงหนุนมาจาก 2 สภา หรือต้องได้เสียงจาก สว.ด้วย โดยเสียงรวมกันไม่น้อยกว่า 376 เสียง ที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ ผู้ทำหน้าที่กำหนดกติกาในการโหวตอยู่ที่คนทำหน้าที่ประธาน เพราะต้องเข้าใจว่า ถึงเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า สว. 250 เสียง จะเทใจมายกมือสนับสนุนให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกฯ สักกี่เสียง

10) หาก “พิธา” ได้เสียงโหวตรอบแรก (สส.+สว.) ไม่มากพอ หรือไม่ถึง 376 เสียง เกมการโหวตจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ถ้าประธานสภาฯ มาจากพรรคอื่น พรรคก้าวไกลจะถูกเบี้ยวกลางสภาหรือไม่ หรือไม่มั่นใจการคุมเกมเพื่อเปิดทางให้มีการโหวต “พิธา” รอบสอง นอกจากนั้นต้องชิงไหวชิงพริบเพื่อแก้เกมไม่ให้สมาชิกป่วน ซึ่งทราบกันดีว่า การป่วนสภาของบรรดา สส.นั้นเป็นของคู่กันที่เห็นกันจนชินตา  

นอกจากประธานสภาฯ มีหน้าที่คุมเกมในสภาแล้ว บทบาทที่สำคัญมากไม่แพ้กันก็คือ การกำหนดวาระการประชุม หรือการมีอำนาจผลักดันวาระสำคัญของพรรคหรือของพรรคร่วมรัฐบาล เช่น การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นที่เร่งด่วน หรือนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เดินหน้าได้อย่างราบรื่นตามที่หาเสียงไว้ เช่น การปฏิรูปโครงสร้างประเทศด้านต่างๆ 

…นี่คือความสำคัญของประมุขฝ่ายนิติบัญญัติหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตยของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 

ที่มา:
ข้อมูล : https://web.parliament.go.th/view/7/nationalassembly/TH-TH
https://www.ilaw.or.th/node/6541

‘เศรษฐา’ มั่นใจเลือกตั้งหน้า ‘เพื่อไทย’ มาที่ 1 ตั้งคณะทำงานใหม่เริ่มวันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551717

21 มิ.ย. 2566

'เศรษฐา' มั่นใจเลือกตั้งหน้า 'เพื่อไทย' มาที่ 1 ตั้งคณะทำงานใหม่เริ่มวันนี้

‘เศรษฐา’ ยืนยันยังจับมือ ‘ก้าวไกล’ ตั้งรัฐบาลสกัดขั้วเก่า ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง ‘เพื่อไทย’ ตั้งคณะทำงานเริ่มตั้งแต่วันนี้ มั่นใจเลือกตั้งหน้ามาที่ 1

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พูดติดตลกในการสัมมนา สส.พรรคเพื่อไทย หลังน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง ตรวจพบติดโควิด ว่า ติดโควิดตามนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะคงคุยดีลลับกัน ก่อนจะบอกว่า “ล้อเล่นนะครับ”

จากนั้นนายเศรษฐา กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลต้องร่วมมือกัน “จัดตั้งรัฐบาล” ให้ได้ จะไม่ยอมให้ขั้วเก่าที่มีรากเหง้ามาจากรัฐประหารกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เชื่อว่าประชาชนเลือกเราเข้ามา ก็เพราะอยากให้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า 

สส.พรรคเพื่อไทยสส.พรรคเพื่อไทย

ซึ่งพรรคเพื่อไทยผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 6 ครั้ง ทั้งสมัยพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน มาจนถึงเพื่อไทย ยอมรับว่าเลือกตั้งครั้งล่าสุดเราแพ้ครั้งแรก ซึ่งความคาดหวังว่าจะได้ที่ 1 แต่ได้ที่ 2 ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำไหนที่สบายใจ แต่ตนมีความชัดเจนในการสื่อสารว่า ที่ผ่านมาเรา แพ้ ไม่มาก และทุกคนในที่นี้มีส่วนให้ทำให้เราได้คะแนน 141 และมีส่วนที่ทำให้เราไม่ได้มากกว่านี้ รวมถึงตัวเองด้วย

“รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้ ถ้ารู้งี้จะทำอีกหลายอย่างที่จะทำให้คะแนนเพิ่มยิ่งขึ้น ดังนั้นเราต้องเรียนรู้จากอดีต ข้อดีของเรา คือ การยึดโยงและต่อสู้เพื่อประชาชน ไม่มีใครสามารถมากล่าวหาได้ว่า ไม่เอาประชาชนเป็นที่ต้้ง ไม่ว่าพวกเราจะชื่อพรรคอะไรก็แล้วแต่” นายเศรษฐากล่าว 

นอกจากนี้มั่นใจ ที่ผ่านมา สส.เพื่อไทย ลงพื้นที่อย่างหนัก พูดคุยกับประชาชน เอาปัญหาเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าพรรคไหนที่พยายามจะเอาชนะ เชื่อว่าหากเราไม่ลงพื้นที่ แม้มีเทคโนโลยีอย่างเดียวก็ไม่ชนะ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นปรากฎการณ์ครั้งพิเศษ ประชาชนประสบทุกข์มานานมาก มีพรรคไหนสัญญาจะให้เยอะมากๆพูดจาโดนใจ ก็เป็นสิ่งที่โน้มน้าวจิตใจได้ดี ทำให้ประชาชนไม่เลือกเรา ซึ่งหลังจากวันนี้ไปจะมีการตั้งคณะทำงานไปจนถึงเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย 

ส่วนที่หลายวันมานี้ นายเศรษฐา ลงพื้นที่ต่างจังหวัด ก็ยืนยันไม่ได้ทาบรัศมีนายกฯ พิธา แต่เพราะ เราจะบอกว่าเริ่มต้นทำงานตั้งแต่วันนี้แล้ว ไม่ใช่อีก 3 เดือนข้างหน้า 

นายเศรษฐา เชื่อว่า เวลาที่ดีที่สุดที่ต้องเปลี่ยนแปลง คือ ช่วงที่แพ้ เราจะกลับมาใหม่ในเลือกตั้งครั้งต่อไปหากรวมใจหนึ่งเดียวเราที่ 1 แน่

ขณะที่บรรยากาศหลังจากปิดการสัมมนา สส.ใหม่ของพรรคเพื่อไทย รวมถึงสมาชิกและกรรมการบริหารพรรค ได้รับแจกเสื้อยืดสีขาวสกรีนลายปูสีรุ้งที่หน้าอก เนื่องในวันเกิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

'เศรษฐา' มั่นใจเลือกตั้งหน้า 'เพื่อไทย' มาที่ 1 ตั้งคณะทำงานใหม่เริ่มวันนี้
'เศรษฐา' มั่นใจเลือกตั้งหน้า 'เพื่อไทย' มาที่ 1 ตั้งคณะทำงานใหม่เริ่มวันนี้

55 สสรายงานตัวที่สภาฯ ‘พท.-รทสช.’ จ่อเข้าเช็กอินพรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551714

21 มิ.ย. 2566

55 สสรายงานตัวที่สภาฯ ‘พท.-รทสช.’ จ่อเข้าเช็กอินพรุ่งนี้

คึกคัก!! 55 สสรายงานตัวที่สภาฯ เฝ้าจับตา 2 พรรคต่างขั้ว ‘เพื่อไทย-รวมไทยสร้างชาติ’ พากันจองคิวเช็กอินพรุ่งนี้

วันที่ 21 มิ.ย. ที่รัฐสภา เกียกกาย มีรายงานสำหรับภาพรวมการรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ชุดที่ 26 เป็นวันที่2 ที่บริเวณห้องสัมมนาชั้น บี1 ตั้งแต่เวลา 08.30น. – 16.30น. โดยตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่าย ยังคงมีสส.ทยอยเดินทางมารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาฯอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยซีก8พรรคร่วมรัฐบาลมารายงานตัว อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายวันมูหะมัดนอร์มะทา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่นำ สส.ของพรรคทั้งอีก8คน มารายงานตัว รวมถึงพรรคไทยสร้างไทย ที่นำมาโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย สส.ในสังกัดอีก5คน 

ด้านกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลเดิม อาทิ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายชัยชนะ เดชเดโชสส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นายอนันต์ ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ เป็นต้น 

นอกจากนี้ พรรคเล็กอย่าง พรรคเพื่อไทรวมพลัง (นายสมศักดิ์ บุญประชม สส.อุบลราชธานี) พรรคพลังสังคมใหม่(นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส.บัญชีรายชื่อ) ที่เป็น2พรรคเล็กใน8ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคประชาธิปไตยใหม่ (นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ) และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน (นายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ) มารายงานตัวอีกด้วย

ส่วน สส.คนที่มารายงานตัวคนสุดท้ายก่อนเวลา 16.30 น. คือนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา สรุปยอด สส.มารายงานตัวในวันที่2 รวมทั้งสิ้น 55 คน จาก แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย 9 คน พรรคพลังประชารัฐ13 คน พรรคภูมิใจไทย 2 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 11 คน พรรคประชาชาติ 9 คน พรรคไทยสร้างไทย 6 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน พรรคเพื่อไทรวมพลัง 1 คน พรรคพลังสังคมใหม่ 1 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 คน ทั้งนี้ รวม2วัน (20-21มิ.ย.) มีส.ส.มารายงานตัวรวมทั้งสิ้น 86 คน จากทั้งหมด 500 คน

ทั้งนี้มีรายงานว่า ในพรุ่งนี้(22มิ.ย.) พรรคเพื่อไทย จะนำส.ส.ที่เหลือทั้งหมดเดินทางมารายงานตัวในช่วงเช้า ด้านพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็จะนำส.ส.ทั้ง36คน มารายงานตัวด้วยเช่นกัน รวมถึงพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย