ผู้ร้อง พิธา ‘ถือหุ้นสื่อไอทีวี’ บี้ กกต.เรียกอดีตผู้สมัครสส.สอบในฐานะพยาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550500

06 มิ.ย. 2566

ผู้ร้อง พิธา 'ถือหุ้นสื่อไอทีวี'  บี้ กกต.เรียกอดีตผู้สมัครสส.สอบในฐานะพยาน

ดราม่าว่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของหัวหน้าพรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” จากปม “ถือหุ้นสื่อไอทีวี” กลายป็นขวากหนามสำคัญ ที่ทำให้เส้นทางไปสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด เจอเส้นทางทางวิบาก โดยล่าสุด อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เสนอให้กกต. เรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำเพิ่ม

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อ  คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ขอให้เชิญนายนิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 17 คลองสามวา กรุงเทพมหานคร เป็นพยานกรณีที่ตนได้ยื่นให้ตรวจสอบการ “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี   การร้องให้ตรวจสอบการถือหุ้นสื่อไอทีวีของนายพิธา เกิดจากนายนิกส์ เป็นผู้ให้สัมภาษณ์คนแรกเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายนิกม์เคยเป็นผู้สมัครสส.ของพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และได้ถือหุ้นไอทีวีเช่นเดียวกับนายพิธา ซึ่งตอนนั้นพรรคอนาคตใหม่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

แต่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  ตัดสิทธินายธนาธร ส่วน นายนิกม์  ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. แต่นายพิธา ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. โดยที่ขณะนั้น นายพิธายังไม่ได้มีการขายหุ้น จึงจำเป็นที่ต้องเอานายนิกม์เข้ามาเป็นพยานบุคคล   เรื่องการ   “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  เพราะถือเป็นพยานปากเอก ซึ่งตนมั่นใจว่า นายนิกม์พร้อมที่จะมาให้ข้อมูลต่อ กกต.ในฐานะพยาน หรือหากไม่สะดวก กกต.สามารถเชิญสื่อมวลชนที่นายนิกม์ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว มาให้ถ้อยคำได้   อย่างไรก็ตาม หากมีกกต.มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.อย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงการรับรองนายพิธา ด้วยนั้น ก็ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติการเป็นแคนดิเดตนายกฯ และสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ผู้ร้อง พิธา 'ถือหุ้นสื่อไอทีวี'  บี้ กกต.เรียกอดีตผู้สมัครสส.สอบในฐานะพยาน

นพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  ยื่นคำร้องต่อ  คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ขอให้เชิญ นิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 17 คลองสามวา กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นพยานกรณีที่ตนได้ยื่นให้ตรวจสอบการ “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

‘กัณวีร์’ เผยเสนอ ‘นพ.สุภัทร’ ร่วมคณะทำงาน แก้ปัญหาชายแดนภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550494

06 มิ.ย. 2566

'กัณวีร์' เผยเสนอ 'นพ.สุภัทร' ร่วมคณะทำงาน แก้ปัญหาชายแดนภาคใต้

‘กัณวีร์’ เผย พรรคเป็นธรรม เสนอชื่อ ‘ฮากิม-นพ.สุภัทร-ซาฮารี’ ร่วมคณะทำงานแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดันสันติภาพปาตานี และปัญหาเร่งด่วนของประชาชน

นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการประสานงานช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบตั้งขึ้น โดยมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธาน และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ประชุมครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทย

จากมติที่ประชุม ที่ติดตามคณะทำงาน 7 ชุด ประกอบด้วยคณะทำงานค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันดีเซล และพลังงาน,คณะทำงานภัยแล้ง และเอลนินโญ,คณะทำงานแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้,แก้ไขรัฐธรรมนูญ,แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ PM 2.5,คณะทำงานเศรษฐกิจ ปากท้อง และ SME และคณะทำงานแก้ไขปัญหายาเสพติด

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธาน และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค เป็นการประชุมครั้งแรก ที่พรรคเพื่อไทยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธาน และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค เป็นการประชุมครั้งแรก ที่พรรคเพื่อไทย

“พรรคเป็นธรรม ยืนยันว่า คณะทำงาน จะเร่งรัดปัญหาประชาชน ซึ่งมีคณะทำงาน 7 ชุดแล้ว จะตั้งเพิ่มอีก 5 ชุด รวม 12 คณะทำงาน ถือเป็นการทำงานให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และพรรคเป็นธรรม เน้นย้ำการสร้างสันติภาพปาตานี การจัดการปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำเรื่องที่มีผลกระทบกับประชาชนเป็นตัวตั้ง”

นายกัณวีร์ เปิดเผยว่า ในส่วนพรรคเป็นธรรม ได้เสนอชื่อคณะทำงานแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นายฮากิม พงตีกอ รองเลขาธิการพรรคเป็นธรรม ,นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และ นายซาฮารี เจ๊ะหลง นักกิจกรรมในพื้นที่ ได้มีส่วนร่วมในการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีมติ ตั้งคณะทำงานเพิ่มอีก 5 ชุด ประกอบด้วย คณะทำงานเศรษฐกิจและรัฐบาลดิจิทัล, คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชั่นต่อต้านส่วย,คณะทำงานสาธารณสุข ,คณะทำงานเพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม และคณะทำงานปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ

สำหรับการทำงานของคณะทำงานแต่ละชุดจะประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 20 มิ.ย. 2566  ซึ่งจะมีการประชุมทั้งในห้องกับการลงพื้นที่ ในส่วนคณะทำงานแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะประชุมกันในวันศุกร์​ที่ 9 มิถุนายนนี้ ก่อนจะลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกัน และวันพรุ่งนี้ 7 มิ.ย.จะมีการประชุมหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ที่พรรคเพื่อไทย

คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล คลอดทีม สานต่อ 5 เรื่อง – พิธา เล็งเดินสายตจว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550489

06 มิ.ย. 2566

คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  คลอดทีม  สานต่อ 5  เรื่อง - พิธา เล็งเดินสายตจว.

ประชุมคณะกรรมการประสานงานช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล โดยมีหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธาน ไฟเขียวเพิ่มคณะทำงานในระดับนโยบายจากเดิม 7 ชุด เพิ่มเติมใหม่อีก 5 ชุด ครอบคลุมต้านคอร์รัปชั่น ส่วย ที่ดินทำกิน ผุดแนวคิดใหม่ คณะกรรมการสัญจร ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาในภูมิภาค

ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์   หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  พร้อมด้วย  น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมการฯ  แถลงผลการประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรก โดยเป็นวาระประชุมติดตามผลการทำงานของ 7 คณะทำงาน มีรายชื่อตัวแทนพรรคการเมือง พรรคละ 1 คน ในแต่ละคณะทำงาน มี 8 รายชื่อ


สำหรับวันนี้ คณะทำงานด้านพลังงานและราคาน้ำมันดีเซล ได้อธิบายผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากรัฐบาลปัจจุบันไม่ลดภาษีสรรพสามิต ราคาพลังงานจะขึ้นไปเท่าใด และยังมีวาระกำหนดบทบาทการทำงาน และ ผลลัพธ์ที่ต้องการเห็นจากคณะทำงานทั้ง 7 ชุด และกำหนดกรอบทำงานให้คณะทำงานชุดที่เหลือเพื่อให้มีเอกภาพ สร้างผลลัพธ์ได้จริง  ที่ประชุมยังกำหนดคณะทำงานเพิ่มเติม เพราะยังประเด็น ที่ประชาชนให้ความสนใจและสร้างผลกระทบ ได้แก่ 

1) คณะทำงานเศรษฐกิจและรัฐบาลดิจิทัล 
2) คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่วย 
3) คณะทำงานสาธารณสุข (เน้นด้านการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล) 
4) คณะทำงานเพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติของสังคมไทย 
5) คณะทำงานปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ

นายพิธา  กล่าวว่า   วันพุธที่  7 มิ.ย. จะมีการประชุมในระดับหัวหน้าพรรค เพื่อนำข้อสรุปที่ได้ในวันนี้ไปพูดคุยหารือต่อไป ในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  จะมีการตั้งคณะกรรมการสัญจร เพื่อลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยด้วย

.

ก้าวไกล ลั่นเดินหน้าทำงาน ทุกปัญหารอไม่ได้ 

.


นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล  รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการฯ  กล่าวว่า
 วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการร่วมงานกัน และใช้ทุกวินาทีอย่างคุ้มค่า   จึงไม่รอ เพราะทุกวินาทีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไป และเป็นความเดือดร้อนของประชาชน


พรรคเพื่อไทยมี 5 ข้อเสนอแนะ เป็นกรอบทำงานใหญ่ คือ

1) ความมั่นคงทางการคลัง การใช้งบประมาณต้องคิดคำนวณผลลัพธ์ให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน ลดการขาดทุนทางการคลังลงเรื่อย ๆ 

.

2) ระบบภาษีต้องมีประสิทธิภาพ มีฐานภาษีที่สูงขึ้น ดึงคนเข้ามาในระบบภาษีได้มากกว่าเดิม ซึ่งจะนำมาสู่รายได้ของรัฐที่เพิ่มขึ้น อัตราภาษีจึงต้องคำนวณอย่างถี่ถ้วนถึงผลกระทบทั้งแง่บวกและแง่ลบ ต้องไม่กระทบทางภาคเอกชนและภาคการระดมทุน

.

3) การออกแบบนโยบาย ต้องคิดถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม 

.

4) ในแต่ละคณะทำงานต้องวางแผนการทำงานในระยะสั้น เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน รวมถึงระยะกลางและระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง

.

5) เปิดให้ประเทศมีการต่างประเทศที่สร้างรายได้ ประเทศไทยต้องเปิดขึ้นเพื่อเชื่อมกับโลกและดึงดูดการค้าการลงทุนซึ่งจะนำมาสู่รายได้มหาศาลที่เพิ่มขึ้น

.

พรรคประชาชาติ มองวาระแก้ไขปัญหาที่ดิน

.

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง  เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะคณะกรรมการฯ  กล่าวว่า ในคณะทำงานเดิม 7 ชุด ได้ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เช่น การทำแผนแม่บทเพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยากจน และปัญหารากเหง้าคือที่ดินทำกิน ต้องกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม เพราะตอนนี้คนไทยกำลังอยู่ในแผ่นดินผิดกฎหมายมายาวนาน เพราะรัฐบาลประกาศแนวเขตภาคพื้นที่ของประชาชน ปัญหาดังกล่าวคงไม่แก้เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา คือไปทวงคืนผืนป่า และทำให้คนถูกจับกุม ป่าลดลง แต่คนเข้าเรือนจำมากขึ้น


นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ   รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ในฐานะคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมรัฐบาลล้วนเห็นตรงกันว่าเป็นวาระเร่งด่วน เช่นเดียวกับราคาพลังงาน ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และคณะทำงานเพื่อความเท่าเทียมด้านเศรษฐกิจและสังคม จะไม่ใช่เพียงให้ความสำคัญกับรัฐสวัสดิการเท่านั้น แต่มุ่งให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันอย่างเท่าเทียม


นายวสวรรธน์ พวงพรศรี  หัวหน้าพรรคเพื่อไทยรวมพลัง ในฐานะคณะกรรมการฯ   กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร รวมถึงแหล่งน้ำ นวัตกรรมเกษตร ซึ่งต้องการต่อยอดพรรคก้าวไกลที่ตั้งใจจะเพิ่มมูลค่าของสินค้าทางการเกษตร ผ่าน พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า รวมถึงติดตามความคืบหน้าของงานด้านต่างๆ ต่อไป


นายวิรัตน์ วรศริน   เลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะคณะกรรมการฯ   กล่าวว่า  สนับสนุนการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ตราไว้ตั้งแต่ปี 2507 แต่ปัจจุบันนี้มีประชากรไทยเพิ่มขึ้น 35 ล้านคน จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อความเป็นธรรมและเท่าเทียม แล้วเป็นนโยบายลำดับแรกของ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  ให้ประชาชนได้มีที่ดินทำกินของตัวเอง


นายกัณวีร์ สืบแสง  เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ในฐานะคณะกรรมการฯ   ยืนยันว่า ทุกคณะทำงานจะต้องทำงานในเรื่องที่เร่งรัดอย่างแท้จริง แม้วันนี้จะมีเพียง 12 คณะทำงาน   แต่จะเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง พรรคเป็นธรรม เน้นย้ำเรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้ หรือปาตานี ในทุกมิติ

 ตัวแทนพรรคพลังสังคมใหม่ เห็นด้วยกับทุกข้อเสนอ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ซึ่งต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

.

พิธา : ย้ำหลักคิดทำการบ้านล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เสียเวลา

.

นายพิธา ชี้ว่า ผลลัพธ์ของการทำงานคณะทำงาน ยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพราะยังมีรัฐบาลรักษาการทำหน้าที่อยู่ จะเกิดการทำงานทับซ้อน ทำให้ข้าราชการเกิดความสับสน แต่หลายเรื่องรัฐบาลเดิมก็โยนมาให้รัฐบาลใหม่แล้ว  จึงต้องทำงานล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องมีการปฐมนิเทศหรือฮันนีมูนกันใหม่ ถือว่าเป็นข้อเสนอแนะของรัฐบาลต่อสื่อมวลชน หากรัฐบาลเดิมไม่คิด ก็จะมีข้อเสนอให้ไปทำต่อได้เป็นเรื่องของการช่วยกันคิด   ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ต้องการคือหลังการจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลชุดที่ 30 จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แม้ทุกพรรคจะเห็นปัญหาเดียวกัน แต่ไม่ใช่มีวิธีแก้เดียวกัน จึงจำเป็นต้องพูดคุยกันเพื่อสงวนจุดต่าง 

คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  คลอดทีม  สานต่อ 5  เรื่อง - พิธา เล็งเดินสายตจว.
คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  คลอดทีม  สานต่อ 5  เรื่อง - พิธา เล็งเดินสายตจว.

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล นำแถลงผลการประชุมคณะกรรมการนัดแรก โดยเป็นวาระประชุมติดตามผลการทำงานของ 7 คณะทำงาน และเห็นชอบการตั้งคณะทำงานเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมในอีก 5 ประเด็น

ชัดเจน! ‘พิธา’ รับโอน ‘หุ้นไอทีวี’ ให้ทายาทแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550478

06 มิ.ย. 2566

ชัดเจน! 'พิธา' รับโอน 'หุ้นไอทีวี' ให้ทายาทแล้ว

‘พิธา’ รับโอน ‘หุ้นไอทีวี’ ให้ทายาทแล้ว พบมีความพยายามคืนชีพไอทีวีกลับมาเป็นสื่อ เพื่อสกัดกั้น ‘ก้าวไกล’ ยัน หากพรรคเช็คบิล ‘ประยุทธ์’ ย้อนหลังไม่เกี่ยวกับพรรค ชี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จะแก้แค้น

ปมถือหุ้นสื่อไอทีวี ของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ยังอยู่ในกระแสความสนใจของคนไทย มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง2566 จนสิ้นสุดเลือกตั้ง และรอ กกต. รับรองผล สส. 500 คน  ล่าสุดมีความชัดเจนในเรื่องนี้จากปาก ‘พิธา’

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ตอบคำถามภายหลังแถลงข่าวการประชุมคณะทำงาน 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล ถึงปมถือหุ้นสื่อไอทีวีได้ขายแล้วหรือไม่ ว่า ไม่ใช่เป็นการขาย แต่เป็นการโอนให้ทายาท สาเหตุเพราะที่ผ่านมาตนมั่นใจในข้อกฎหมายแต่ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะมีความพยายามที่จะฟื้นคืนชีพไอทีวีขึ้นมา

“หากมีการฟื้นฟูไอทีวีขึ้นมาจริงไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ผมจึงตัดสินใจโอนหุ้นให้ทายาท”

ชัดเจน! 'พิธา' รับโอน 'หุ้นไอทีวี' ให้ทายาทแล้ว

ส่วนที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ห่วงเรื่องการเช็คบิลของพรรคก้าวไกล จะทำอย่างไรกับพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้ทำรัฐประหาร พิธา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สามารถอนุมานได้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ควรที่จะยินดีในการเข้าสู่กระบวรการตรวจสอบ 

เนื่องจาก 8-9 ปีที่ผ่านมามีการประพฤติผิดไม่ชอบใดบ้างในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องเรียนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จะต้องมาเช็คบิล แต่ต้องการให้เกิดวัฒนธรรมรับผิด รับชอบ ไม่ว่าจะเรื่องการทำรัฐประหาร หรือการใช้ ม.44 ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและสิทธิมนุษยชน เช่นเรื่อง พระราชบัญญัติแร่ ปี2560 โดยยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จะต้องแก้แค้น

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภา เตรียมพร้อมหลังกกต.รับรองสส. 95%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550470

06 มิ.ย. 2566

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภา เตรียมพร้อมหลังกกต.รับรองสส. 95%

มติครม.ล่าสุด 6 มิ.ย. 66 เห็นชอบ ‘ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา’ โดยยังไม่ได้ระบุวันที่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ระบุเมื่อมี สส.ได้รับเลือกตั้งถึง 95% หรือ 475 คนแล้ว ให้นําร่าง พ.ร.ฎ.ฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ล่าสุด เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2566  โดยยังไม่ได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา 

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงรายละเอียดว่า สำหรับร่างพ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พร้อมมอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละ 95 หรือ 475 คน แล้วให้นําร่าง พ.ร.ฎ. ฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

นายอนุชา กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและที่แก้ไขเพิ่มเติม ม. 83 บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎร จํานวน 500 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จํานวน 400 คน และมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจํานวน 100  คน ม.84  บัญญัติให้ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อมี สส. ได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละ 95 ของจํานวน สส. ทั้งหมดแล้ว (จํานวน 475 คน) หากมีความจําเป็นจะต้องเรียก ประชุมรัฐสภาก็ให้ดําเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้

และ ม.85 วรรคสี่ บัญญัติให้ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95  ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด

โฆษกรัฐบาล อธิบายต่ออีกว่า ซึ่ง กกต. ต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศ ผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง (ภายใน วันที่ 13 ก.ค. 2566) ประกอบกับ ม.121 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ภายใน 15  วัน นับแต่ วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส. อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป (ภายในวันที่ 27 ก.ค. 2566) ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก

และ ม.122 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดําเนินมาทรงทํารัฐพิธี เปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจําปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทํารัฐพิธีก็ได้ 

‘ธนกร’ แนะ ‘พิธา’ ปรามลูกพรรคก้าวไกล ปมไล่เก็บของ ‘ประยุทธ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550461

06 มิ.ย. 2566

‘ธนกร’ แนะ ‘พิธา’ ปรามลูกพรรคก้าวไกล ปมไล่เก็บของ ‘ประยุทธ์’

‘ธนกร’ เชื่อประชาชนจับตาตั้งรัฐบาลใหม่ แนะ ‘พิธา’ ปรามลูกพรรค ไล่เก็บของ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ยืนยัน รักษาการรัฐบาลเดินหน้าทำงานจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ เผย รทสช. พร้อมเลือกตั้งซ่อม

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่าขณะนี้พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ยังคงมีกิจกรรม และดำเนิการประชุมเป็นระยะ โดยมีกรรมการบริหารพรรคและ ว่าที่ สส.36 คน เข้าร่วม ซึ่งบรรดาแกนนำพรรค เลขาธิการพรรคก็ยังคงมีการพูดคุย วิเคราะห์ ติดตามสถานการณ์การเมืองโดยตลอด

สำหรับการตั้งรัฐบาลเชื่อว่าประชาชนจับตาดูว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ แต่ตนอยากฝากถึง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี ไม่เคยพูดพาดพิง หรือก้าวล่วงว่าที่รัฐบาลเลย แต่ขณะเดียวกัน ลูกพรรคของพรรคแกนนำกลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี

“ผมขอชี้แจงว่า รัฐบาลรักษาการ ต้องปฏิบัติงานจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ จึงขอให้ปรามลูกพรรค ที่ทีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ในการไล่นายกรัฐมนตรีไปเก็บของ” นายธนกร กล่าว

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีกับพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง และส่วนตัวหากประชาชนถามก็ตอบ เพราะเรา ให้เกียรติ และเอาใจช่วยอยู่แล้ว แค่จะตั้งได้ไม่ได้อยู่ที่ทางพรรคของท่าน

นายธนกร ยังกล่าวถึง ความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งซ่อมหลังมี กระแสข่าวการรับรอง สส. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจต้องมีการเลือกตั้งใหม่ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อกว่า 20 คน ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีความพร้อมอยู่แล้ว เพราะผู้สมัครที่พ่ายแพ้ก็ยังลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาอะไร

ส่องสมบัติ ‘อนุทินและภรรยา’ เครื่องบินเจ็ท 534 ล. ‘นาฬิกา-พระเครื่อง’ เพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550462

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

06 มิ.ย. 2566

ส่องสมบัติ 'อนุทินและภรรยา' เครื่องบินเจ็ท 534 ล. 'นาฬิกา-พระเครื่อง' เพียบ

ป.ป.ช. เปิดัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล และภรรยา’ ทรัพย์สินรวม 4.4 พันล้านบาท พบถอยเครื่องบินเจ็ทลำใหม่ปี 63 กว่า 534 ล้านบาท และสะสมนาฬิกา-พระเครื่อง จำนวนมาก 

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2566 พบว่า แจ้งมีทรัพย์สิน 4,372,173,094 บาท ได้แก่ 

  • เงินฝาก 1,184,955,902 บาท 
  • เงินลงทุน 721,127,308 บาท 
  • เงินให้กู้ยืม 159,901,401 บาท 
  • ที่ดิน 13 แปลง 34,602,250 บาท 
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นบ้านพักอาศัย ตึกแถว 4 ชั้น 60,601,000 บาท 
  • ยานพาหนะ 749,365,897 บาท 
  • สิทธิและสัมปทาน 1,251,579,334 บาท 
  • ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 210,040,000 บาท 
  • มีหนี้สินทั้งสิ้น 14,592,154 บาท เป็นเงินเบิกเกินบัญชี 215,424 บาท หนี้สินมีหลักฐานเป็นหนังสือ 14,376,730 บาท 

มีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 2,290,040 บาท เป็นเงินเดือนปี 2565 รวม 1,949,040 บาท เบี้ยประชุม 341,000 บาท มีรายจ่ายรวม 19,337,250 บาท โดยจำนวนนี้ระบุว่ามีรายจ่ายจากบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ากับภรรยาเดิม 3 แสนบาท

ภาพนายอนุทิน กับ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ (ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul เมื่อ 30 พฤษภาคม 66)ภาพนายอนุทิน กับ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ (ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul เมื่อ 30 พฤษภาคม 66)

ส่วน น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสอยู่กินกันฉันสามีภริยา (มิได้จดทะเบียน) เจ้าของกิจการ ‘ร้านจ่าจ๋าคอฟฟี่’ มีทรัพย์สิน 39,488,041 บาท ได้แก่

  • เงินฝาก 11,483,141 บาท
  • ยานพาหนะ 499,000 บาท
  • สิทธิและสัมปทาน 4,045,000 บาท
  • ทรัพย์สินอื่น 23,460,900 บาท
  • มีหนี้สินทั้งสิ้น 518,143 บาท เป็นเงินเบิกเกินบัญชี มีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 839,520 บาท จากกิจการร้านจ่าจ๋าคอฟฟี่ มีรายจ่ายรวม 2,778,802 บาท

รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 4,411,661,136 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 15,110,298 บาท

ภาพประกอบ เครื่องบินเจ็ท Embraer Legacy 600 (ที่มาภาพ Wikipedia)ภาพประกอบ เครื่องบินเจ็ท Embraer Legacy 600 (ที่มาภาพ Wikipedia)

ในส่วนของยานพาหนะของนายอนุทิน

  • รถยนต์ 2 คัน ยี่ห้อ Rolls-Royce ได้มา 21 ก.พ. 2557 มูลค่า 11 ล้านบาท Porsche ได้มา 13 ก.ย. 2560 มูลค่า 9.2 ล้านบาท 
  • เรือยนต์ 2 ลำ ชื่อนัยน์ภัค 3 มูลค่า 30 ล้านบาท และเศรณี มูลค่า 2.5 ล้านบาท 
  • เครื่องบิน 3 ลำ คือ Aircraft TBM 930SOCATA TMB 930 (TMB 700 N) ได้มา 28 ธ.ค. 2559 มูลค่า 139,232,432 บาท เครื่องบิน Embraer Legacy 600 ได้มา 29 เม.ย. 2563 มูลค่า 534,734,700 บาท 

ส่วน น.ส.ธนนนท์ ภรรยาของนายอนุทินมีรถยนต์ Mercedes Benz C250 CGI 2010 ได้มา 31 ส.ค. 2559 มูลค่า 499,000 บาท

ทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจของนายอนุทิน

  • สร้อยข้อมือ 1 เส้น มูลค่า 2 แสนบาท
  • แหวน 4 วง 4.7 ล้านบาท
  • นาฬิกา 24 เรือน 65,790,000 บาท
  • พระ 24 องค์ 91,950,000 บาท
  • เครื่องเบญจรงค์ 11 ตู้ 33.4 ล้านบาท
  • รูปภาพติดข้างฝา 8 ภาพ 14 ล้านบาท เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนเงินลงทุน นายอนุทิน ยังคงดำเนินการทำสัญญาจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี เมื่อปี 2562 ในการโอนหุ้นบริษัท เอสทีพีแอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI จำนวน 164,590,285 หุ้น มูลค่า 692,360,608 บาท ให้แก่ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร ดำเนินการอยู่

นายอนุทิน ยังแจ้งมีเงินให้กู้ยืมแก่บุคคล และนิติบุคคลรวม 5 ราย ได้แก่ บริษัท ซิโน-ไทย ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด (มีบริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ จำกัด ของคนตระกูลชาญวีรกูล ถือหุ้นใหญ่) ไม่ระบุวันที่ให้กู้ยืม มียอดหนี้คงเหลือ 30,533 บาท บริษัท เพอร์เพชวล พรอสเพอริตี้ จำกัด (มีนางอนิลรัตน์ นิติสาโรจน์ เป็นกรรมการ) จำนวน 2 ครั้ง ไม่ระบุวันที่ให้กู้ยืม

มียอดหนี้คงเหลือรวม 15,382,136 บาท บริษัท ไทยสเปเชียล สตีล จำกัด (มี น.ส.รัชดา น้อยศิริ และ น.ส.ธัญญาภัทร์ ถึงฝั่ง เป็นกรรมการ) ให้กู้ยืมเมื่อ 13 พ.ย. 2551 ยอดหนี้คงเหลือ 135,988,731 บาท และ น.ส.ปราณี พิริยะมาสกุล ให้กู้ยืมเมื่อ 15 ธ.ค. 2561 ยอดหนี้คงเหลือ 8.5 ล้านบาท
 

อ่านรายละเอียดบัญชีทรัพย์สินด้วยตัวเองที่นี่ คลิก

‘พิธา’ ลั่น ผมพร้อมสู้ปมถือหุ้น ITV ปลุก 14 ล้านเสียงเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550448

06 มิ.ย. 2566

'พิธา' ลั่น ผมพร้อมสู้ปมถือหุ้น ITV ปลุก 14 ล้านเสียงเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊ก แจกยิบไทม์ไลน์ปมถือหุ้น ITV ลั่นพร้อมสู้ พร้อมปลุก 14 ล้านเสียง เดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศไปด้วยกัน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก “Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ปลุก 14 ล้านเสียง และพร้อมสู้กับความพยายามคืนชีพ ITV เพื่อสกัดกั้นพวกเรา ยืนยันจะเดินหน้าทำงานเตรียมการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลที่มีพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีให้สำเร็จจงได้ในที่สุด

โดยการโพสต์เฟซบุ๊กครั้งนี้ของนายพิธา ระบุชื่อเรื่องว่า “ผมพร้อมสู้กับความพยายามคืนชีพ ITV เพื่อสกัดกั้นพวกเรา” โดยเนื้อหารายละเอียดระบุว่า 

ตามที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้แจ้งบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ต่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV) ส่งผลให้สัญญาร่วมงานฯ สิ้นสุดลง เป็นเหตุให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ได้นับแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน

โดยผลของการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวส่งผลให้สิทธิในคลื่นความถี่กลับมาเป็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการให้บริการส่งวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ

โดยผลของมาตรา 57 ส่งผลให้คลื่นความถี่ดังกล่าวตกเป็นของ TPBS กรณีดังกล่าวยังคงเป็นข้อพิพาทเรียกร้องค่าเสียหายระหว่าง ITV กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากการบอกเลิกสัญญาพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

เห็นได้ว่า นับแต่ ITV ถูกยกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ส่งผลให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม สถานะความเป็นสื่อมวลชนจึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 นับแต่นั้นมา มูลค่าหุ้น ITV ก็ต่ำลงจนแทบไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ต่อมา วันที่ 16 มีนาคม 2550 ศาลแต่งตั้งให้ผมเป็นผู้จัดการมรดกของคุณพ่อ และผมได้รับมอบหมายจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของคุณพ่อ ให้รับโอนหลักทรัพย์ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ หุ้น ITV อันเป็นกองมรดกถือครองไว้แทนทายาทเรื่อยมา โดยที่หุ้น ITV ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป และต่อมาปี 2557 หุ้น ITV ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นผลให้ไม่สามารถซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกต่อไป

สำหรับหุ้นตัวนี้ เป็นหนึ่งในหุ้นอันเป็นกองมรดกของคุณพ่อที่ผมถือครองแทนทายาทอื่น ซึ่งมีหุ้นหลายตัวที่ถูกเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ และไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ผมได้รับมอบหมายจากทายาทให้ถือครองหุ้นไว้แทนทายาทอื่น

จนเมื่อผมเข้ามาทำงานการเมืองในฐานะ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. ในเรื่องนี้อย่างเปิดเผย ด้วยความบริสุทธิ์ใจทุกประการ

จนเมื่อมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ผมได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผมและเพื่อ ส.ส. พรรคก้าวไกล ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ และในการเลือกตั้งล่าสุดนี้ ผมได้ลงสมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวของพรรคก้าวไกล นำพาพรรคเข้าสู่การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม จนได้ความไว้วางใจจากประชาชนสูงที่สุด กว่า 14 ล้านเสียง

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาของบทบัญญัติเกี่ยวกับแนวทางการใช้การตีความเรื่องการถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ขณะเดียวกันในทางข้อเท็จจริง เป็นที่ประจักษ์ว่า ITV ไม่ได้เผยแพร่ออกอากาศตั้งแต่ผลของการบอกเลิกสัญญาวันที่ 7 มีนาคม 2550 มีผลใช้บังคับแล้ว แต่ในช่วงเวลาปัจจุบันกลับมีความพยายามฟื้นคืนชีพให้ ITV กลายเป็นสื่อมวลชนเพื่อนำมาใช้เล่นงานผม

ผมจะยกข้อมูลตามแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของ ITV เช่น ปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” ปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ”

ส่วนในปีบัญชี 2565 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งนี้ เนื้อหาในหมายเหตุงบการเงินไม่ปรากฏรายได้จากกิจการสื่อโทรทัศน์และสื่อโฆษณาตามที่ระบุประเภทธุรกิจไว้แต่อย่างใด โดยงบการเงินปีบัญชี 2565 มีการนำส่งงบการเงินต่อ DBD ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 (ก่อนวันเลือกตั้ง เพียง 4 วัน)

แสดงให้เห็นว่า การจัดทำแบบนำส่งงบการเงินและข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินมีความไม่สอดคล้องกัน และเป็นข้อพิรุธที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อความที่ระบุในแบบนำส่งงบการเงิน จากเดิม “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แก้เป็น “สื่อโทรทัศน์” ทั้งๆ ที่ประกอบกิจการไม่ได้ และปีล่าสุดแก้เป็น “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งๆ ที่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินระบุรายได้จากดอกเบี้ยและการลงทุนในตราสารหนี้

และในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ITV เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 มีการตั้งคำถามของผู้ถือหุ้นบางรายว่า “บริษัท ไอทีวี มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่ขอให้ทุกท่านที่มีใจเป็นธรรมพิจารณาว่า เป็นคำถามมีความมุ่งหมายทางการเมืองหรือไม่ และให้ท่านตอบตัวท่านเอง ว่านี่คือพฤติการณ์ความพยายามฟื้นคืนชีพ ITV ให้กลับมาเป็นสื่อมวลชน ใช่หรือไม่?

ด้วยข้อพิรุธหลายประการที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ผมตัดสินใจหารือทายาทที่มอบหมายให้ผมถือครองหุ้น ITV ซึ่งเป็นมรดกของคุณพ่อไว้แทนทายาทอื่น จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ให้ผมจัดการแบ่งมรดกหุ้น ITV ให้แก่ทายาทอื่นไปโดยสิ้นเชิง เพื่อป้องกันปัญหาจากกระบวนการฟื้นคืนชีพความเป็นสื่อมวลชนให้กับบริษัท ITV ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ดังข้อพิรุธดังกล่าวข้างต้น

ผมขอเรียนทุกท่านว่า การต่อสู้คดีนี้ เมื่อพิจารณาตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบคำสั่งศาลฎีกาล่าสุดหลายคดี การพิจารณาว่าบริษัทใดประกอบกิจการสื่อมวลชนหรือไม่ และบุคคลใดมีลักษณะต้องห้ามในการถือหุ้นสื่อหรือไม่ ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายองค์ประกอบด้วยกัน

ในชั้นนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญเดินตามแนวคำวินิจฉัยที่ผ่านมา และรักษาความเป็นเอกภาพในการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องนี้ ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า ผมไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

สำหรับข้อพิจารณาว่า บรรทัดฐานตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 (คดีชาญชัย อิสระเสนารักษ์) และคำสั่งศาลฎีกาล่าสุดหลายคดี อาจไม่ก่อผลผูกพันทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยตามบรรทัดฐานเดียวกันก็ตาม แต่การรักษาความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายเป็นเครื่องค้ำจุนความยุติธรรมของนิติรัฐ เพื่อมิให้การใช้การตีความก่อให้เกิดผลประหลาดในระบบกฎหมาย กล่าวคือ หากปรากฏว่า ผู้ร้องในคดีตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้เป็นบุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (3) แล้ว

ปรากฏว่า ต่อมา ผู้ร้องดังกล่าวได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและยังคงถือหุ้นในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) อยู่ และมีผู้ร้องเสนอเป็นคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของบุคคลดังกล่าวตามมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แล้วปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามมาตราดังกล่าวแล้ว โดยไม่พิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายดังบรรทัดฐานคำสั่งศาลฎีกาข้างต้น กรณีย่อมก่อให้เกิดผลประหลาดและกระทบกระเทือนต่อความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง อันก่อให้เกิดความสั่นคลอนในความเชื่อถือและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่อยู่ภายใต้กฎหมายต่อระบบบรรทัดฐานทางกฎหมายของไทย

ฉะนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งความแน่นอนชัดเจนในระบบกฎหมายและรักษาครรลองการใช้การตีความกฎหมายให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และมาตรา 101 (6) ศาลรัฐธรรมนูญพึงรักษาความเป็นเอกภาพในการใช้และตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเดียวกันให้ก่อตั้งผลในทางกฎหมายที่เหมือนกัน อันเป็นมาตรฐานของระบบกฎหมายในอารยประเทศที่เป็นที่ยอมรับในสากล

และด้วยเหตุดังกล่าว ผมมีความมั่นใจว่า ก่อนที่ผมจะดำเนินการโอนหุ้น ITV นั้น บริษัท ITV ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนใดๆ ผมมั่นใจข้อเท็จจริงในอดีต แต่ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ผมไม่อาจคาดหมายได้ว่า บริษัท ITV จะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพเป็นสื่อมวลชนอีกครั้งหรือไม่ การโอนหุ้นให้แก่ทายาทอื่นจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการโอนหุ้นเพราะหลีกหนีความผิดแต่อย่างใด

กระบวนการถัดจากนี้ ผมขอยืนยันทุกท่านว่า ผมมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการชี้แจงต่อ กกต. ไม่มีความเป็นห่วงหรือกังวลใดๆ ต่อกรณีนี้ และจะไม่เสียสมาธิในการทำงานเด็ดขาด

หลังจากนี้ผมจะเดินหน้าทำงานเตรียมการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลที่มีพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีให้สำเร็จจงได้ในที่สุดไม่มีใครหรืออำนาจไหน มาสกัดกั้นฉันทานุมัติของพี่น้องประชาชน ที่ได้แสดงออกไปเมื่อการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม ถึงกว่า 14 ล้านเสียง ได้อีกแล้ว

ขอให้ทุกท่านสบายใจ และเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปด้วยกันครับ

ร้องถอดถอนรัฐบาลประยุทธ์ คลอด พรก.’อุ้มหาย’ ขัด’รัฐธรรมนูญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550441

06 มิ.ย. 2566

ร้องถอดถอนรัฐบาลประยุทธ์ คลอด พรก.'อุ้มหาย' ขัด'รัฐธรรมนูญ'

เปิดขั้นตอนยื่นคำร้องถอดถอนรัฐบาลประยุทธ์ กรณี ออก พรก.’อุ้มหาย’ ขัด’รัฐธรรมนูญ’ ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต หากศาลชี้ว่าผิดจริง

คณะกรรมการญาติพฤษภา 35 และสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
ยื่นฟ้องรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจในการประวิงเวลาการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการทรมาน/อุ้มหาย ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบการการทุจริต หรือ ปปช.

กล่าวหาว่ารัฐบาลจงใจที่จะฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะ ม.53 จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าไม่สามารถทำได้

การกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชาติบ้านเมือง ระบบนิติรัฐ นิติธรรม  พรก.ที่มีเนื้อหาเลื่อนใช้กฎหมายอุ้มหาย ของรัฐบาลประยุทธ์ มีขั้นตอนการฟ้องร้องอย่างไร ความผิดและต้องรับโทษอย่างไรบ้าง หากศาลมีคำพิพากถึงที่สุด

ข้อกล่าวหาและความผิดรัฐบาลประยุทธ์ กรณี พรก.อุ้มหาย ประกอบไปด้วย

  1. ฝ่าฝืน รธน. ม.172 (ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนให้ออก พรก. ตามรัฐธรรมนูญ )
     
  2. ปปช.ต้องส่งศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองหาก ปปช. มีมติเกินกึ่งหนึ่ง เห็นว่าคำร้องมีมูล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235
     
  3. ผู้ถูกร้องต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิการเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี  หากศาลตัดสินว่ามีความผิด
     
  4. ไม่มีสิทธ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ หากถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

เลขา ‘ก้าวไกล’ มั่นใจ กกต.เด็ดหัว 20 ว่าที่สส. ไม่ระคาย สถานะพรรคอันดับหนึ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550416

05 มิ.ย. 2566

เลขา 'ก้าวไกล' มั่นใจ กกต.เด็ดหัว  20 ว่าที่สส. ไม่ระคาย สถานะพรรคอันดับหนึ่ง

เลขาธิการพรรค “ก้าวไกล” มองโลกในแง่ดี ลิสต์บัญชีดำจากกกต. ที่จะเล่นงานเหล่าว่าที่ สส. ขั้นต่ำ 20 ราย ท้ายที่สุดพรรคก้าวไกลจะอยู่ในสถานะแคล้วคลาด ท่องบทสวดไว้ในใจ “ชนะเลือกตั้งด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม” กัดฟันเผยบรรยากาศพูดคุยกับสว. เพื่อดึงเสียงโหวตมีทิศทางที่ดี

 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล   เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง  หรือ กกต. คาดหมายว่า   อาจจะมีการให้ใบแดงกับว่าที่สส. โดยมีตัวเลขจำนวนผู้ที่อยู่ในข่ายดังกล่าว หรือไม่ได้รับการรับรองให้เป็นสส. รวม 20  คน  ประเด็นดังกล่าว “ก้าวไกล” ไม่กังวล  เพราะพรรคมั่นใจว่า  จำนวนว่าที่สส.ของพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง เป็นการชนะการเลือกตั้งด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม  จะไม่มีผลต่อสถานะของพรรค  อย่างไรก็ตามในภาพรวมคิดไว้ว่า ถ้าเกิดจำนวนสส.ของฝ่ายที่จะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันลดลง ในวันที่จะโหวตนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องเตรียมการไว้ว่า จะต้องใช้เสียงจากสมาชิกวุฒิภา (สว.)  เข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งตอนนี้การพูดคุยกับสว. ก็เป็นไปด้วยดี

หากจำนวนว่าที่สส. 20 คน  อยู่ในฝั่งของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล จะมีผลต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่  ยอมรับว่ากระทบแน่นอน ซึ่งได้คิดไว้ล่วงหน้าแล้วที่จะรับมือ   สำหรับความเป็นไปได้ ที่จะมีสส.จากพรรคอื่น  นอกเหนือจาก 8 พรรค ที่ร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลมาร่วมโหวตให้  หากมีท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้น  ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ออกไปจากความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา   อย่างไรก็ตามในส่วนของ “ก้าวไกล”  จะไม่มีการไปเจรจาพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่น  ขอให้เป็นเรื่องของแต่ละพรรคที่จะตัดสินใจ หรือมีท่าทีกับเรื่องนี้อย่างเป็นอิสระ