‘ญาติวีรชนฯ’ เล็งยื่น ป.ป.ช. ถอดถอน ‘นายกฯ’ และ ครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550268

02 มิ.ย. 2566

'ญาติวีรชนฯ' เล็งยื่น ป.ป.ช. ถอดถอน ‘นายกฯ’ และ ครม.

‘ญาติวีรชน พฤษภา 35’ เตรียมยื่น ป.ป.ช. 6 มิ.ย.นี้ ถอดถอน ‘นายกฯ’ และ ‘ครม.’ เหตุออก พ.ร.ก. เลื่อนใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย ขัดรัฐธรรมนูญ น่าห่วงไม่รู้มีคนถูกอุ้มหายไปแล้วกี่ราย ‘อดุลย์’ จี้ลาออกแสดงความรับผิดชอบ

ที่ห้องประชุมด้านหลัง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กทม. นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และญาติผู้สูญหายในเหตุการณ์พฤษภา 35,นายพิภพ ธงไชย ประธานที่ปรึกษาญาติวีรชนฯ ,พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ,นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. 

และคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 แถลงข่าว เตรียมยื่นคำร้องต่อ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ให้ถอดถอนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณี “จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” เป็นการ “ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ในการออก พ.ร.ก.เลื่อนการใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ สี่มาตราออกไปโดยไม่มีอำนาจทำได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

ญาติวีรชน พฤษภา 35ญาติวีรชน พฤษภา 35

โดยนายเมธา กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า การออกพ.ร.ก. ของพล.อ.ประยุทธ์ และครม. ขัดรัฐธรรมนูญเป็นการออกพระราชกำหนดโดยไม่ชอบ ซึ่งรัฐบาลปกติจะต้องมีการรับผิดชอบทางการเมืองไม่ยุบสภาก็ลาออก แต่กลับมีคำแก้ตัวของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า “ยุบสภาไปแล้วไม่รู้จะรับผิดชอบยังไง”

แม้จะยุบสภาไปแล้ว ความรับผิดชอบทำได้หลายกรณีไม่ว่าจะเป็นการลาออก หรือการหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยออกแถลงการณ์ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบแต่ก็ไม่มีท่าทีใดๆ

ด้านนายอดุลย์ กล่าวว่า การออก พ.ร.บ.อุ้มหาย เป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพราะญาติวีรชนผู้สูญหายจำนวนหนึ่งมากกว่าที่รัฐบาลประกาศไว้ จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้กลับคืนมา เราเรียกร้องมาตลอดหลายปี แต่ก็ถูกเพิกเฉย ญาติวีรชนจึงได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ แต่ที่สำคัญคือความเสียหายของประชาชนควรจะได้รับความคุ้มครองจากพ.ร.บ.อุ้มหาย

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35

“อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนแทนที่รัฐบาลจะส่งเสริม แต่กลับขัดขวาง แม้จะไม่กี่เดือนแต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว” นายอดุลย์ ระบุ

โดยเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2566 ได้เรียกร้องให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์รับผิดชอบ ร่วมกับนายวิษณุ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ถึงแม้พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี แต่สามารถลาออกได้ เพื่อหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวแล้วให้คนอื่นมาทำแทน

ขณะที่ พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวว่า ไม่คิดว่ารัฐบาลกล้าที่จะออกพ.ร.ก.เพื่อมาเลื่อนการใช้พ.ร.ก.4 มาตรา จึงขอประณามการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ที่เป็นความผิดอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นการจงใจกระทำความผิดฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นอกจากไม่แสดงความรับผิดชอบแล้วก็ยังท้าทายอีกว่าให้ไปยื่น ป.ป.ช. ซึ่งวันที่ 6 มิ.ย. 2566 จะไปยื่น ป.ป.ช. ที่มีหน้าที่ในการไต่สวน และส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไป และเมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้องคณะรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ส่วนนายพิภพ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำไปในขณะเป็นรัฐบาล หากลาออกเจ้าหน้าที่ข้าราชการก็ยังคงรักษาการได้ และเรียกร้องให้นักการเมืองชุดใหม่ต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.อุ้มหาย อย่างเต็มที่

“เรื่องอุ้มหายไม่ใช่เรื่องเล่นของ สังคมไทยเป็นเรื่องจริงจังระดับโลกที่เรียกว่าสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยจะเดินได้ พื้นฐานสิทธิมนุษยชนต้องยังคงอยู่ เพราะตลอดเวลาที่ พ.ร.บ.อุ้มหายไม่ได้ถูกบังคับใช้ เราไม่รู้หรอกว่ามีคนถูกอุ้มหายไปแล้วกี่ราย” นายพิภพกล่าว

‘ราชกิจจาฯ’ ประกาศบัญชี ‘เงินค่าตอบแทน’ใหม่ กรรมการ ป.ป.ท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550267

02 มิ.ย. 2566

‘ราชกิจจาฯ’ ประกาศบัญชี ‘เงินค่าตอบแทน’ใหม่ กรรมการ ป.ป.ท.

ราชกิจจาฯ เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ประโยชน์ตอบแทน กรรมการ ป.ป.ท. รับเดือนละ 61,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 41,550 บาท ส่วน ‘ประธานกรรมการ’ เงินเดือน 62,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,550 บาท รวม เป็น 104,550 บาท

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2566 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น ของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ พ.ศ. 2566 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดยระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

‘ราชกิจจาฯ’ ประกาศบัญชี ‘เงินค่าตอบแทน’ใหม่ กรรมการ ป.ป.ท.

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ พ.ศ. 2566”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป


มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทน อย่างอื่นของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง พ.ศ. 2555

มาตรา 4 ในพระราชกฤษฎีกานี้ “กรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง โดยไม่รวมถึงกรรมการโดยตำแหน่ง

“การเดินทาง” หมายความว่า การเดินทางไม่ว่าภายในประเทศหรือต่างประเทศเพื่อประโยชน์ ของทางราชการหรือในฐานะที่เป็นประธานกรรมการหรือกรรมการ

“ค่ารับรอง” หมายความว่า ค่าเลี้ยงรับรอง ค่าของขวัญ ค่าพิมพ์เอกสารและค่าใช้จ่ายอื่น ที่จำเป็นเกี่ยวกับการรับรองเพื่อเกียรติแห่งกรรมการ หรือเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติภารกิจของคณะกรรมการ ป.ป.ท. และหมายความรวมถึงค่าที่พักและค่าพาหนะภายในประเทศ ของผู้ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ท. เชิญมาเยือนหรือมาประชุม

“ค่าเลี้ยงรับรอง” หมายความว่า ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มทั้งประเภทที่มีและไม่มีแอลกอฮอล์ ค่าเครื่องใช้ในการเลี้ยงรับรอง ค่าสถานที่ และค่าบริการ

มาตรา 5 ให้กรรมการได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามอัตราในบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

มาตรา 6 ให้กรรมการมีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น ดังต่อไปนี้

(1) บำเหน็จตอบแทน

(2) การประกันสุขภาพ

มาตรา 7 กรรมการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่าหนึ่งปีมีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทน เป็นเงินซึ่งจ่ายครั้งเดียวเมื่อพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) ครบกำหนดออกตามวาระ

(2) มีอายุครบเจ็ดสิบห้าปี

(3) ลาออก

ในการคำนวณบำเหน็จตอบแทน ให้นำอัตราเงินเดือนในบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ คูณด้วยระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง

การนับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งเพื่อคำนวณบำเหน็จตอบแทนตามวรรคสอง ให้นับตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่สิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ โดยให้นับจำนวนปี รวมทั้งเศษของปีด้วย การคำนวณเศษของปีที่เป็นเดือนหรือเป็นวันให้เป็นปีนั้น ให้นำเศษที่เป็นเดือน หารด้วยสิบสองและเศษที่เป็นวันหารด้วยสามสิบได้ผลลัพธ์เท่าใดจึงหารด้วยสิบสอง ในการคำนวณให้ใช้ทศนิยมสองตำแหน่ง สิทธิในบำเหน็จตอบแทนเป็นสิทธิเฉพาะตัว จะโอนไม่ได้

‘ราชกิจจาฯ’ ประกาศบัญชี ‘เงินค่าตอบแทน’ใหม่ กรรมการ ป.ป.ท.

มาตรา 8 ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุถึงแก่ความตายไม่ว่าผู้นั้นจะดำรงตำแหน่งครบหนึ่งปีหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทนเป็นเงินซึ่งจ่ายครั้งเดียว ตามเกณฑ์ในมาตรา 7 โดยให้จ่ายแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 9 ให้กรรมการมีสิทธิเบิกค่าเบี้ยประกันสุขภาพตามที่จ่ายจริงในอัตราเบี้ยประกัน คนละไม่เกินสี่หมื่นบาทต่อปีให้สำนักงานดำเนินการเบิกค่าเบี้ยประกันสุขภาพตามวรรคหนึ่งให้แก่ผู้รับประกันได้โดยตรง

มาตรา 10 ให้นำพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ และระเบียบ กระทรวงการคลังที่ออกตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มาใช้บังคับกับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ของกรรมการตามพระราชกฤษฎีกานี้ด้วยโดยอนุโลม โดยให้กรรมการได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับปลัดกระทรวง

มาตรา 11 ให้สำนักงานจัดหารถประจำตำแหน่งพร้อมพนักงานขับรถให้แก่กรรมการ เป็นรายบุคคล โดยวิธีการจัดซื้อหรือเช่าในขนาดและอัตราที่ไม่สูงกว่ารถประจำตำแหน่งของปลัดกระทรวง

มาตรา 12 ค่ารับรองของกรรมการ ให้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นโดยอนุมัติ ของประธานกรรมการหรือผู้ทำหน้าที่ประธานกรรมการ ภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายประเภทค่ารับรองของกรรมการ

มาตรา 13 ให้สำนักงานจัดหาอุปกรณ์สื่อสารให้กรรมการพร้อมทั้งชำระค่าบริการแบบรายเดือน ในการใช้อุปกรณ์ดังกล่าว โดยให้จ่ายได้ในอัตราที่ไม่สูงกว่าปลัดกระทรวง

ค่าใช้บริการแบบรายเดือนตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความถึง ค่าเช่าเลขหมาย ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายที่ต้องช าระพร้อมกับค่าใช้บริการ เช่น ค่าบริการเสริมทุกประเภท

มาตรา 14 ให้กรรมการซึ่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นตามพระราชกฤษฎีกานี้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่นั้น

มาตรา 15 ให้กรรมการซึ่งพ้นจากต าแหน่งตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติ มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทนตามมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกานี้ด้วย

มาตรา 16 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ทั้งนี้ อัตราเงินเดือนและเงินประจำแหน่งของ กรรมการ ป.ป.ท. ดังนี้ ประธานกรรมการ เงินเดือน 62,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,550 บาท รวม เป็น 104,550 บาท กรรมการ เงินเดือน 61,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 41,500 บาท รวมเป็น 102,500 บาท

ปัจจุบัน มีกรรมการ ป.ป.ท.ทั้งสิ้น 7 คน

‘สนธิญา’ มีหนาว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  ใส่เกียร์เดินหน้า ปัดยอมความคดีหมิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550259

02 มิ.ย. 2566

'สนธิญา' มีหนาว  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  ใส่เกียร์เดินหน้า ปัดยอมความคดีหมิ่น

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แจงที่มาในการเผยแพร่หนังสือกราบขอโทษ ของ “สนธิญา” ที่เอกสารระบุข้อมูลส่วนบุคคล จนอีกฝ่ายถูกผู้ไม่หวังดีรังควาน เป็นเพราะเนื้อหาในเอกสารที่เผยแพร่ไม่ได้เป็นเอกสารลับ ส่วนคดีระหว่างกัน เดินหน้าเต็มสูบไม่มีรอมชอม

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวน กองกำกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน กรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือกราบขอโทษ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ซึ่งระบุ ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และรายละเอียดในหนังสือโดยที่ไม่ปกปิดข้อมูลส่วนตัวของนาย“สนธิญา”  จนทำให้มีผู้ไม่หวังดีโทรศัพท์มารบกวน ข่มขู่คุกคาม  เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะลงบันทึกประจำวัน และจะดำเนินการตามกระบวนกฎหมายในลำดับต่อไป

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์   กล่าวว่า  การที่ตนได้โพสต์หนังสือดังกล่าวนั้น ตนมองว่า เอกสารไม่ได้ระบุว่า เป็นเอกสารลับ ก็ถือว่ายินยอมให้เปิดเผยได้ และข้อมูลชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ที่ปรากฏในหนังสือนั้น นาย “สนธิญา” เคยโพสต์ ในสื่อสังคมออนไลน์ของตัวเองหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจุบัน ก็ถือว่าเป็นข้อมูลสาธารณะแล้ว  ส่วนที่นายสนธิญา ได้ร้องขอให้ทางเพจ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และทางสื่อต่างๆ  ลบข้อมูลส่วนตัวที่ถูกโพสต์ เพราะถูกก่อกวน

คำถามคือ   นายสนธิญา  รู้ได้อย่างไรว่าผู้ที่ติดต่อไป  มาจากการโพสต์ของตนอาจเป็นโพสต์ที่นายสนธิญา เคยโพสต์ในเพจของตนเองที่เคยโพสต์ก็เป็นได้ และยืนยันไม่ลบโพสต์  “เป็นนักร้องแล้วจะกลัวประชาชนทำไม อยากเป็นนักร้องก็ต้องกล้า พี่น้องประชาชนโทรมาก็รับสิ คนอย่างสนธิญากลัวใครด้วยหรือ ขนาดเสรีพิศุทธ์ เขายังไม่กลัวเลย”  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

สำหรับการที่นายสนธิญา ยินดีที่จะเข้ามาขอโทษ แต่หากต้องเข้ามากราบเท้าไม่สามารถทำได้นั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ใครบอกให้กราบเท้า  ตนไม่เคยให้ใครมากราบ  มีแต่มากราบกันเอง   ส่วนกรณีที่นายสนธิญา ไปร้องตนที่ปอท.วันนี้ตัดสินใจแล้วว่า  ดังนั้นไม่ขอไกล่เกลี่ย ไม่ยกโทษให้

สำหรับการร้องเรียนของกลุ่มต่าง ๆ เพื่อที่จะร้องพรรคที่มีการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อสกัดแข้ง สกัดขา ไม่ให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ตนมองว่า  กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นคนของพรรคการเมือง มีหน้าที่ไปร้องพรรคอื่น เพื่ออะไร ก็เพื่อสกัดขาให้พรรคฝ่ายตรงข้าม เกิดอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาล บุคคลเหล่านี้รับงานมา    ขอฝากไปถึงคนที่ถูกร้องถูกทำร้ายชื่อเสียง ให้เอาแบบอย่างตนเอง โดยให้ดำเนินคดีไปเลย ฟ้องไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งความเท็จหรือการหมิ่นประมาท ใครถูกละเมิด ใช้กฎหมายเล่นงานไปเลย คนพวกนี้จะได้หยุด

ย้อนคดีความเป็นมา สนธิญา ชน หน.พรรคเสรีรวมไทย

.

อนึ่งความเป็นมาในเรื่องนี้   พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวพรรคเสรีรวมไทย เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ฯลฯ  กรณีเมื่อวันที่ 9 เม.ย.64 นายสนธิญา จำเลย ได้ยื่นคำร้องอันเป็นเท็จต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวหาว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ปอ. ม.137, 326 และ 328  เบื้องต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างการพิจารณาเปลี่ยนให้การรับสารภาพ ศาลสั่งสืบเสาะก่อนมีคำพิพากษา

โดยศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 การกระทําของจําเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จำคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจําคุก 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และรายงานการสืบเสาะแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจําคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยในการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจําคุก ให้รอไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามมาตรา 29, 30  ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ศาลอาญา คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1010/2564 นั้น คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา และคดีของศาลแขวงดุสิตที่ อ.590/2563 คดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษ จึงไม่อาจนับโทษต่อจากคดีดังกล่าวได้ ยกคําร้องขอในส่วนนี้  ศาลแพ่งพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายอีก 2 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

'สนธิญา' มีหนาว  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  ใส่เกียร์เดินหน้า ปัดยอมความคดีหมิ่น

สนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

‘พิธา’ แจงปม ‘ถือหุ้นสื่อ’ กกต.ยังไม่เรียกเข้าชี้แจง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550241

02 มิ.ย. 2566

‘พิธา’ แจงปม ‘ถือหุ้นสื่อ’ กกต.ยังไม่เรียกเข้าชี้แจง

‘พิธา’ แจงปม ‘ถือหุ้นสื่อ’ กกต.ยังไม่เรียกเข้าชี้แจง ย้ำหากตัดสินอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ทั้งเรื่องหลักฐาน-กฎหมาย คิดว่าไม่มีอะไรน่ากังวล

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล กล่าวถึงความคืบหน้าในกรณีถูกร้องให้ตรวจสอบในเรื่องการถือหุ้นสื่อไอทีวี ว่า ได้ตรวจสอบกับทางพรรคแล้ว ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่มีการเรียกเข้าชี้แจง พร้อมย้ำว่า หากตัดสินกันอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ทั้งเรื่องหลักฐาน และเรื่องทางกฎหมาย คิดว่าไม่มีอะไรน่ากังวล

ส่วนที่คาดการณ์ว่า กกต.จะรับรอง สส.ได้ ในกลางเดือนมิถุนายนนี้ หาก กกต.ไม่สามารถรับรอง สส.ของพรรคก้าวไกลทั้ง 151 คนได้ จะส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เข้าใจว่าตามกฎหมายจะรับรองได้ช้าสุดในวันที่ 13 ก.ค. 2566 หากช้าไป ก็ติดกระดุมเม็ดแรกไม่ได้ ไม่สามารถเปิดสภาฯ และเลือกประธานและรองประธานสภาฯได้ ก็จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ทำให้ประชาชนเรียกร้องให้กกต. ทำให้เร็วมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกรณี ว่าที่สส.ของพรรคก้าวไกลถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่อาจส่งผลให้ กกต.ไม่ประกาศรับรองบ้างหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ตัวเลข สส. ไม่ถึง 151 คน นายพิธา กล่าวว่า เท่าที่เห็นมีเรื่องของ น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว ว่าที่ สส.ปทุมธานี แต่น่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งตนยังไม่ได้ดูรายละเอียดกับทีมกฎหมาย ว่ามีประเด็นอะไรบ้าง แต่ก็ต้องให้กำลังใจกับ น.ส.ชลธิชา ที่ต้องขึ้นศาล โดยไม่มีทนายในเรื่องมาตรา 112 และหวังว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ได้เข้าไปทำงานรับใช้ชาวปทุมธานี ร่วมกับเพื่อน สส.คนอื่นๆ ที่ได้รับเลือกตั้งมา

ส่วนกรณี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตเลขาธิการกกต. โพสต์กรณีตัวอย่างว่า หากเป็นหัวหน้าพรรค แต่พ้นสมาชิกภาพความเป็น สส.จะไม่มีผลสืบเนื่องต่อการรับรองการส่ง สส.ของพรรค นายพิธา กล่าวว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดเรื่องนี้ อาจจะยังให้ความเห็นไม่ได้ แต่ฟังจากความเห็นของนักวิชาการ และอดีต กกต. บอกว่ามีกฎหมายที่สามารถพูดได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าใครผิดพลาดอะไร แล้วที่เหลือจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ยังมั่นใจในรายละเอียดของตัวเอง และมั่นใจจะตั้งรัฐบาลได้ ทุกอย่างมีความสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มที่ดี หาก กกต. รับรองได้เมื่อไหร่คาดว่าจะประชุมสภาได้โดยเร็ว และตามเวลาก็จะตั้งรัฐบาลได้

สำหรับกระแสข่าวว่า มีการพูดคุยในเรื่องประธานสภาผู้แทนราษฏร ได้ข้อสรุปแล้วว่าเป็น น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) นายพิธา กล่าวว่า น.พ.ชลน่าน ได้ออกมาบอกผ่านทวิตเตอร์แล้วว่า คำว่าจบแล้วมีนิยามของมันอยู่ ไม่ได้หมายความว่าจบที่ตัวบุคคล แต่ในความขัดแย้งมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาว่าจะทำอย่างไร ให้เป็นประธานสภาฯของประชาชน 

ดังนั้น คงมีการพูดคุยกัน โดยยังคงยืนยันการให้สัมภาษณ์ของนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ที่เป็นทีมเจรจาบอกไว้ว่าจะมีความชัดเจนในช่วงกลางเดือน มิ.ย.2566 และสิ่งที่นายมงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์เอาไว้ ไม่เป็นความจริง

‘เลขาฯก้าวไกล’ โต้ สว. ปม ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ลดความขัดแย้ง หาก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550239

02 มิ.ย. 2566

‘เลขาฯก้าวไกล’ โต้ สว. ปม ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ลดความขัดแย้ง หาก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

‘ชัยธวัช’ มองต้นแบบ ‘นายกฯ’ ที่ดี ต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก โต้ สว. ปมตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ลดความขัดแย้ง หาก ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ เป็นนายกฯ ติงขออย่าดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องการเมือง ชี้ประชาชน ก้าวข้ามความขัดแย้งและไม่อยากกลับสู่จุดเดิม

ที่พรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงกรณีนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แนะนำนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้ดูพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแบบอย่างของนายกฯ ที่ดี โดยประเด็นดังกล่าวส่วนตัวเห็นว่า นายกรัฐมนตรีที่ดีต้องเป็นคนที่ฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก และขอไม่พูดถึงพล.อ.ประยุทธ์

ส่วนกรณี ที่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ออกมาเปิดเผยว่า หากนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟนั้น นายชัยธวัช บอกว่า ไม่อยากให้มองไปถึงจุดนั้น แต่ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัว และยังมีสมาชิกวุฒิสภาอีกหลายคนที่เราจะเข้าไปพูดคุยก็เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกล และตอนนี้ประชาชนก้าวข้ามความขัดแย้งมาแล้ว 

“หลังการเลือกตั้ง ประชาชนได้แสดงออกถึงความต้องการลดความขัดแย้ง มาตลอด 10 ถึง 20 ปี นอกจากนี้สมาชิกวุฒิสภา หลายคนก็เห็นด้วยกับนโยบายที่พรรคก้าวไกล เตรียมจะดำเนินการผลักดัน ที่ล้วนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้ง เรื่องการปฏิรูประบบข้าราชการ การกระจายอำนาจแต่ละท้องที่ และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ”

วอนอย่าดึงสถาบันมายุ่งกับการเมือง

ขณะที่ความเห็นในเรื่องของกลุ่มจงรักภักดีเตรียมจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพมหานครหากนายพิธาได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นายชัยธวัช ระบุว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและไม่ควรดึงเอาสถาบันเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และความขัดแย้ง ซึ่งสังคมก็ไม่มีความต้องการให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก และไม่ได้มองว่าเป็นการชี้นำ แต่อาจเป็นความห่วงใย ซึ่งต้องระวังอาจทำให้มวลชนเกืดความสับสน และแตกแยก

ยังไม่มีความจำเป็นต้องมี ‘รัฐบาลแห่งชาติ’

สำหรับเรื่องการควรมีรัฐบาลแห่งชาติตามที่นายจเด็ด อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ออกมาให้ความเห็นนั้น นายชัยธวัช บอกว่า ประเทศ ยังไม่มีความจำเป็นจะต้องมี ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ และจะไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ และคาดว่าเป็นการเพิ่มความขัดแย้งเข้ามาอีก

8 พรรคต้องเห็นชอบใครนั่ง ‘ประธานสภาฯ’

ขณะที่เรื่องของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฏร ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลนั้น นายชัยธวัช บอกว่า ยังไม่มีการพูดคุยกัน แต่คาดว่าช่วงกลางเดือนมิถุนายนจะได้ความชัดเจน ส่วนคนที่เคยปรากฎเป็นข่าวบุคคลในพรรคก้าวไกลจะมานั่ง ตำแหน่ง ประธานสภาฯ นั้นเป็นเพียงการคาดเดาของสื่อมวลชน หลังจากนี้จะต้องมีการพูดคุยกันระหว่าง 2 พรรคอีกครั้ง และหากจะต้องมีการเสนอชื่อก็ต้องได้รับความเห็นชอบในที่ประชุมจากทั้งหมด 8 พรรคร่วมด้วย

ปมถือหุ้นสื่อITV มั่นใจไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

“ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังไม่ได้เรียกนายพิธาและฝ่ายกฎหมายของพรรค เข้าไปให้ข้อมูลจากคำร้องถือหุ้นสื่อ ITV 

แต่คาดว่าน่าจะเรียกเข้าไปชี้แจงในช่วงหลังจากที่ได้รับรอง สส. ไปแล้ว จำเป็นต้องติดต่อเป็นการภายในเพื่อให้ทราบกำหนดเวลาที่ชัดเจน ทุกอย่างมีกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ทั้งนี้ ไม่มีความกังวลใดๆ พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง และมั่นใจจะไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นจากเรื่องนี้”

ส่วนกรณีที่ แรมโบ้ หรือนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า พรรคก้าวไกล อย่าเพิ่งฝันหวาน นายชัยธวัช มองว่า การทำใจ ยอมรับมติจากประชาชน เป็นทางออกที่ดีที่สุด จะทำให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ส่วนตัวคิดว่านายเสกสกล ยังคงทำใจไม่ได้ ไม่เป็นไรยังมีเวลา

เปลี่ยนผ่านรัฐบาลสุดคึก ‘เพื่อไทย’ นัด 7 มิ.ย. จัดประชุมหัวหน้า 8 พรรคร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550238

02 มิ.ย. 2566

เปลี่ยนผ่านรัฐบาลสุดคึก 'เพื่อไทย'  นัด 7  มิ.ย. จัดประชุมหัวหน้า  8 พรรคร่วม

รอยต่อเพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ในฟาก 8 พรรคร่วมจัดตั้ง เดินหน้าทำงานแบบไม่มีวันหยุด อังคารที่ 6 มิ.ย. “เพื่อไทย” เจ้าภาพนัดประชุมคณะทำงานชุดเล็ก 7 คณะ ที่จัดตั้งขึ้นตามมติพรรคร่วม ติดตามความคืบหน้าหลังมอบภารกิจ ส่วนวันพุธที่ 8 ถึงคราว 8 หัวหน้าพรรคร่วมประชุม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  เลขาธิการพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่าคณะทำงานชุดเล็ก 7 คณะ  ที่ตั้งขึ้นตามมติ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล จะประชุมในวันอังคารที่ 6 มิ.ย.  เวลา  10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย  และจะแถลงข่าวเวลา 13.00 น. โดยวาระหลัก ๆ คือพิจารณาเรื่องต่อเนื่องจากที่ประชุมใหญ่ 8 พรรค ตามที่คณะทำงานประสานงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ได้มอบหมายภารกิจให้ และในวันประชุมดังกล่าว ( 6 )  คณะทำงานแต่ละคณะทั้ง 7 คณะ  จะสรุปสาระเพื่อนำข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง  ๆ  เสนอต่อคณะกรรมการประสานงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ที่จะมีการประชุมกันพร้อมกับประชุมหัวหน้าพรรคการเมือง 8 พรรค ร่วมจัดตั้งรัฐบาล  วันพุธที่ 7 มิ.ย.  เวลา 10.30 น.  เพื่อติดตามความคืบหน้า ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย 


คณะทำงาน  7  คณะ  ที่จะหารือกันในวันอังคารที่ 6  มิ.ย. 7  คณะประกอบไปด้วย คณะทำงานที่ 1 : คณะทำงานด้านค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันดีเซล และราคาพลังงาน  คณะทำงานที่ 2 : คณะทำงานด้านภัยแล้ง เอลนีโญ   คณะทำงานที่ 3 : คณะทำงานด้านการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  คณะทำงานที่ 4 : คณะทำงานด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  คณะทำงานที่ 5 : คณะทำงานด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมและ PM2.5  คณะทำงานที่ 6 : คณะทำงานด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและ SME   คณะทำงานที่ 7 : คณะทำงานด้านการแก้ปัญหายาเสพติด

‘นายกสมาคมทนายความ’ ฟันธง คดีหุ้นสื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ มีผลเฉพาะตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550227

02 มิ.ย. 2566

'นายกสมาคมทนายความ' ฟันธง คดีหุ้นสื่อ 'พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' มีผลเฉพาะตัว

‘นายกสมาคมทนายความ’ ออกแถลงการณ์ ฟันธง คดี ถือหุ้นสื่อ ITV ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ว่าที่นายกรัฐนตรี มีผลเฉพาะตัว กรณีวินิจฉัยเป็นลบ ไม่กระทบต้องเลือกตั้งใหม่

กว่าครึ่งเดือนหลังการเลือกตั้งใหญ่ กกต. ยังไม่รับรองผลเลือกตั้ง2566 ขณะเดียวกัน คดีหุ้นสื่อ ITV ของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ยังอยู่ในกระแสความสนใจของสังคม โดยเฉพาะ ‘ด้อมส้ม’ ใจคอไม่ดีไปตามๆ กัน หวั่นจะมีผลไม่ดีเกิดกับ ‘พิธา’ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้จากองค์กรผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ

นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นข้อกฎหมายความว่า ตามที่ได้เกิดประเด็นถกเถียงกรณี ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกยื่นคำร้องกล่าวหาว่า เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) เพราะถือหุ้นของ ITV ซึ่งประกอบกิจการสื่อ อันอาจนำไปสู่การถอดถอนและมีผลกระทบทางกฎหมายหลายประเด็น นั้น สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยมีความเห็น ดังนี้

1.ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การถือหุ้นไอทีวีเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) จะมีผลทางกฎหมายต่อการดำรงตำแหน่งของหัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นการเฉพาะตัวเท่านั้น ได้แก่ ถูกถอดถอนจากการเป็น สส. ของการเลือกตั้งในปี 2562 ซึ่งจะต้องถูกเรียกเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินอื่นๆ ที่ได้ไปจากการดำรงตำแหน่งคืน แต่จะไม่กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำไปก่อนพ้นตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง

2.นอกจากนี้ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลมีลักษณะต้องห้าม มิให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเช่น สส. ของปี 2566 และขาดคุณสมบัติที่จะเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) อันจะทำให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่สามารถดำรงตำแหน่ง สส. และนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

3. ส่วนการมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวที่อาจมีผลต่อการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น เห็นว่าการที่บุคคลใดขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งจะไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกและกิจการที่บุคคลนั้นได้กระทำไปโดยสุจริตในขณะดำรงตำแหน่ง เช่น กรณี สส. หรือรัฐมนตรี เป็นต้น ตามนัยของรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง

ดังนั้น กิจการที่หัวหน้าพรรคก้าวไกลได้กระทำไปในฐานะเป็นหัวหน้าพรรค เช่น การลงชื่อส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ของพรรคก้าวไกล จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ถูกกระทบ เพราะการขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามของหัวหน้าพรรคแต่อย่างใด จึงไม่ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม หรือเลือกตั้งใหม่ตามที่หลายฝ่ายมีความวิตกจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว

‘พิธา’ เผยมี 2 เพลง ที่กำลังซ้อมกีตาร์ เตรียมร้องกับ ‘หมอชลน่าน-อุ๊งอิ๊ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550226

02 มิ.ย. 2566

‘พิธา’ เผยมี 2 เพลง ที่กำลังซ้อมกีตาร์ เตรียมร้องกับ ‘หมอชลน่าน-อุ๊งอิ๊ง’

‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯพรรคก้าวไกล’ เผยเตรียมซ้อมกีตาร์ ร้อง 2 เพลง กับ ‘หมอชลน่าน-อุ๊งอิ๊ง’ 

เพลง ‘เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ’ และ เพลง ‘ขอให้เหมือนเดิม’ เป็น 2 เพลงที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เตรียมร้องให้กับหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย


โดย นายพิธาให้สัมภาษณ์หลังออกรายการ ‘กรรมกรข่าวคุยนอกจอ’ และบอกว่าถ้ามีโอกาสจะร้องเพลงคู่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังจากถูกแซวภาพการแถลงข่าวที่พรรคประชาชาติ 

โดยนายพิธา บอกว่า  “เพลงเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ ถ้าเป็นรุ่นผมต้องเรียกว่า ของ SCRUBB และหลังจากนี้จะไปซ้อมมา และแกะคอร์ดกีตาร์พอได้แล้ว  เพื่อจะมาร้องกับหมอชลน่าน”

นายพิธา ยังแซวอีกว่า “หรือจะร้องเพลง ขอให้เหมือนเดิม กับ คุณอุ๊งอิ๊งดี เพราะเพลงนั้นก็เล่นได้ ขอให้เหมือนเดิมไม่น่ายาก”

นักข่าวแซวว่า ให้ร้องวันที่ 6 มิ.ย. ที่จะมีการประชุม8พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทย นายพิธา ยิ้มพร้อมพยักษ์หน้า

รู้จักทนาย ‘อานนท์ นำภา’ เปิดหน้าท้าชน ‘รัฐบาลแห่งชาติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550217

02 มิ.ย. 2566

รู้จักทนาย 'อานนท์ นำภา' เปิดหน้าท้าชน 'รัฐบาลแห่งชาติ'

เปิดหน้าชน’รัฐบาลแห่งชาติ’ ด้วยโพสต์ดุเดือด ‘อานนท์ นำภา’ ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แนวต้านจเด็จ อินสว่าง บุคคลต้นคิด

อานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เกิดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2527 ที่อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เริ่มอาชีพทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนในปี พ.ศ. 2551 ชื่อว่า ทนายเสื้อแดง

เพราะรับว่าความให้จำเลยนักเคลื่อนไหวคนสำคัญ ทั้งอำพล ตั้งนพกุล และ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ระหว่างการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553

อานนท์ เริ่มดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเองด้วย เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและดูแลกองทุนราษฎรประสงค์ในปี 2558 เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มพลเมืองโต้กลับ นับแต่นั้นเขาถูกทางการตั้งข้อหาว่าละเมิดกฎหมายหลายข้อหา

ในการประท้วงในประเทศไทย พ.ศ. 2563 ถูกมองเป็นหนึ่งในแกนนำของผู้ประท้วง เป็นผู้ปราศรัยในการชุมนุมหลายครั้ง วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563 อานนท์เริ่มเป็นที่รู้จักอีกครั้งจากการชุมนุม เสกคาถาปกป้องประชาธิปไตย ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยกลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มมอกะเสด และมีการพูดถึงข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นครั้งแรก

อานนท์ นำภา ปราศรัยในม็อบแฮรี่พ๊อตเตอร์ อานนท์ นำภา ปราศรัยในม็อบแฮรี่พ๊อตเตอร์

เคยถูกคุมขังอยู่ระยะหนึ่ง จากคดีอาญามาตรา 112  และติดเชื้อโควิด จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดระหว่างถูกคุมขัง

หลังได้รับการประกันตัวโดยคำสั่งของศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ในคดีม็อบแฮรี่พอตเตอร์บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนาธรรมกรุงเทพฯ และคดีการฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินในการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 บริเวณแแยกราชประสงค์ 

ต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไลEM และต้องรายงานตัวต่อศาลทุก 30 วันและกำหนดเงื่อนไข 7 ข้อ ห้ามปลุกระดม ห้ามก่อความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ห้ามออกนอกราชอาณาจักร ห้ามออกนอกบ้านพักยามวิกาล

ได้รับรางวัลควังจูเพื่อสิทธิมนุษยชนประจำปี ค.ศ. 2021 เมื่อ18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 จากมูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก หรือ May 18 Memorial Foundation องค์กรส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ประเทศเกาหลีใต้

รางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ประจำปี 2563 โดย สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2563

รางวัลควังจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ประเทศเกาหลีใต้ หรือ 518기념재단 May 18 Memorial Foundation พ.ศ. 2564

1 ใน 100 บุคคลสร้างแรงกระเพื่อมในสังคม Time 100 Next นิตยสาร TIME ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2564

รางวัล Person of The Year สาขา Social Movement โดย Thailand Zocial Awards 2021 พ.ศ. 2564

ข้อมูลจาก วีกิพีเดีย

‘ทักษิณ’ ยืนยันผ่าน ‘มดดำ’ ก.ค.นี้กลับไทยแน่นอน รอให้ ‘อุ๊งอิ๊ง’ บอกวันเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550205

02 มิ.ย. 2566

‘ทักษิณ’ ยืนยันผ่าน 'มดดำ' ก.ค.นี้กลับไทยแน่นอน รอให้ ‘อุ๊งอิ๊ง’ บอกวันเวลา

ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ คุยแหลก แดกดึก ของ มดดำ-คชาภา ตันเจริญ ยืนยันกลับไทยแน่นอน ก.ค.นี้ รายละเอียด อุ๊งอิ๊งจะเป็นคนบอกว่าวันไหน เวลาเท่าไร ยันไม่กลับมาเป็นนายกฯอีกเพราะแก่แล้ว

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ คุยแหลก แดกดึก ของ มดดำ-คชาภา ตันเจริญ ถึงกระแสกลับบ้าน แต่ถ้ากลับมาต้องติดคุก

โดยนายทักษิณ กล่าวตอบยืนยันทันทีว่า “ยังไงก็ได้ ยังไงก็กลับ”

ถามว่ากรกฎาคมนี้ นายทักษิณตอบว่า พูดไปแล้ว ยืนยันไปแล้ว รอน้องอิ๊ง(นส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว) เป็นคนบอก วันที่เท่าไหร่ เวลาเท่าไหร่

‘ทักษิณ’ ยืนยันผ่าน 'มดดำ' ก.ค.นี้กลับไทยแน่นอน รอให้ ‘อุ๊งอิ๊ง’ บอกวันเวลา

นอกจากนี้มดดำได้ถามอีกว่า เพราะอะไร เหตุผลถึงอยากกลับ นายทักษิณ กล่าวว่า หลาน 7 คนแล้ว ถึงเวลาต้องไปเลี้ยงหลานแล้ว พ่อแม่ เป็นวัยต้องไปทำงาน ปู่ย่าตายาย มีหน้าที่ต้องเลี้ยงหลาน เพื่อให้พ่อแม่ ได้ทำงานได้เต็มที่

ถามว่ามีโอกาสกลับมาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า แก่แล้ว หมดสมัย วันนี้เป็นยุคคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ยุคคนแก่ คนแก่บางทีแนะนำก็อย่าไปบังคับ เพราะเราไม่ทันเด็ก คนแก่แม้เข้าใจเด็ก แต่เข้าใจแบบคนเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย มันสู้คนโตเมืองนอก ที่รู้ภาษาอังกฤษ แล้วพูดภาษาอังกฤษแตกฉานไม่ได้ คล้ายๆอย่างนั้น ไม่ใช่เอาคนแก่ มาบอกเข้าใจคนรุ่นใหม่ แล้วบอกเข้าใจ แต่เข้าใจไม่ลึกซึ้ง

ถามว่าน้องอิ๊งบอกว่า พ่อไม่ต้องมายุ่งแล้ว นายทักษิณ ตอบทันทีว่า ใช่ พ่อแก่แล้ว ให้คนรุ่นใหม่เขาคิด เราให้คำแนะนำจากประสบการณ์ ให้ไปมีสติเอาเอง แต่อย่าไปบังคับ สมัยพ่อทำอย่างนี้ ลูกต้องทำอย่างนี้ ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเจ๊งเลย เพราะมันไม่เหมือนกัน วิธีคิด ภาษาพูด อยากเห็นอนาคตแบบไหนของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าไม่เหมือนกัน

“เราประวัติเยอะ อดีตเยอะ อนาคตสั่นจุ๊ดจู๋ คนรุ่นใหม่อดีตน้อย แต่อนาคตยาวนาน เขาจะมองอนาคตเขา ได้ดีกว่าที่เรามอง เพราะอนาคตเรามันสั้น” นายทักษิณ กล่าว

ขอบคุณคลิปจากรายการ คุยแหลกแดกดึก