คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า ‘บรู๊คลิน’ แฉเบื้องหลัง Brand Beckham

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า 'บรู๊คลิน' แฉเบื้องหลัง Brand Beckham

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า ‘บรู๊คลิน’ แฉเบื้องหลัง Brand Beckham

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สร้างความฮือฮาไม่น้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา กับข่าวที่ บรู๊คลิน เพลท์ซ เบ็คแฮม (Brooklyn Peltz Beckham) ลูกชายคนโตของ เดวิด และ วิคตอเรีย เบ็คแฮม ประกาศตัดสัมพันธ์กับครอบครัวอย่างเป็นทางการ ผ่านแถลงการณ์ความยาว 6 หน้าบน Instagram Story บรู๊คลิน ยืนยันชัดเจนต่อผู้ติดตามกว่า 16 ล้านรายว่า ว่าเขาไม่ต้องการคืนดีกับครอบครัว จากปัญหาความขัดแย้งที่สั่งสมมานานหลายปี

บรู๊คลินกล่าวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาถูกพ่อแม่ควบคุมภาพลักษณ์และสร้างเรื่องราวลวงในสื่อ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของ Brand Beckham จนทำให้เขาต้องเผชิญกับภาวะวิตกกังวลมาโดยตลอด และตอนนี้เขารู้สึกมีอิสระเป็นครั้งแรกหลังจากเดินออกมา ลูกชายคนโตผู้นี้วิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวของตนว่าให้ความสำคัญกับ “การโปรโมตตัวเองต่อหน้าสาธารณะและสัญญาโฆษณาเหนือสิ่งอื่นใด” “แบรนด์เบ็คแฮมต้องมาก่อน” เขาเขียน พร้อมเสริมว่า “ความรักของครอบครัวถูกตัดสินจากว่าคุณโพสต์ลงโซเชียลมีเดียมากแค่ไหน”

อีกเรื่องที่ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก คือการที่ วิคตอเรีย ผู้เป็นแม่ ยกเลิกการตัดชุดแต่งงานให้ นิโคล่า เพลท์ซ เจ้าสาวของเขาในนาทีสุดท้าย และยังแย่งซีนช่วงการเต้นรำครั้งแรกของบ่าวสาว โดยเข้าไปเต้นกับเขาแทนในลักษณะที่เขารู้สึกว่าไม่เหมาะสมและน่าอับอาย

สำหรับนิโคล่า เป็นนักแสดงหญิงชาวอเมริกัน บุตรสาวของเนลสัน เพลท์ซ นักธุรกิจมหาเศรษฐี ซึ่งต่อมา เธอให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ (The Times) ว่า แม่สามีของเธอทราบว่า ทีมงานในห้องเสื้อไม่สามารถตัดชุดให้เสร็จได้ทันเวลา พร้อมปฏิเสธกระแสคาดเดาว่ามีความบาดหมางระหว่างกัน

บรู๊คลินระบุว่า ครอบครัวของเขาไม่เคยให้เกียรตินิโคล่า ภรรยาของเขาเลย และมีการจงใจเชิญแฟนเก่าของเขาไปร่วมงานครอบครัวเพื่อสร้างความอึดอัดใจ เขาอ้างด้วยว่า ก่อนแต่งงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ พ่อแม่พยายามกดดันและติดสินบนให้เขาเซ็นสัญญาละทิ้งสิทธิ์ในชื่อสกุลของตัวเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และอนาคตของลูกๆ ของเขา

บรู๊คลินยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เป็นเชื้อไฟให้กับข่าวลือเรื่องความร้าวฉานของครอบครัว ซึ่งก็คืองานวันเกิดครบรอบ 50 ปี ของ เดวิด เบ็คแฮม เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว บรู๊คลินบอกว่า ตัวเองและภรรยาได้เดินทางไปยังกรุงลอนดอนเพื่อร่วมงานวันเกิดของเดวิด แต่ถูกปฏิเสธเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ตอนที่พวกเขากำลังรออยู่ที่ห้องในโรงแรม พยายามที่จะวางแผนให้ได้ใช้เวลาที่มีค่ากับเขา พ่อปฏิเสธความพยายามทั้งหมดของเขา เว้นแต่ถ้านั่นจะเป็นงานปาร์ตี้วันเกิดของเขาที่มีแขกนับร้อยและกล้องทุกที่

เขาเล่าต่อว่าในที่สุด พ่อก็ตอบตกลงที่จะเจอเขา โดยมีเงื่อนไขว่าภรรยาของเขาต้องไม่อยู่ด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่บรูคลินบอกว่าเป็นการตบหน้า พร้อมเสริมว่า ต่อมาครอบครัวของเขาก็ปฏิเสธที่จะพบกับบรูคลินในทริปถัดไปที่นครลอสแอนเจลิส

แถลงการณ์นี้ของบรู๊คลิน ยังเกิดขึ้นหลังจากที่บรู๊คลินและนิโคล่าจัดงานแต่งงานใหม่ ในปี 2025 เพื่อสร้างความทรงจำใหม่ที่ไม่มีความเจ็บปวดจากงานครั้งแรก และว่าในตอนนี้ เขาและภรรยาต้องการเพียงชีวิตที่มีความสุขเป็นส่วนตัว ห่างจากการรบกวนของบรรดาสื่อ

มีรายงานว่าปัจจุบันนี้ บรู๊คลินได้ขอให้พ่อแม่ติดต่อเขาผ่านทีมกฎหมายเท่านั้น และได้บล็อกช่องทางโซเชียลมีเดียของคนในครอบครัวเกือบทั้งหมด ขณะที่ครูซ น้องชายของเขาได้ออกมาโต้ตอบว่า พ่อแม่ไม่ได้เลิกติดตามบรู๊คลิน แต่เป็นฝ่ายบรู๊คลินเองที่บล็อกทุกคน และน้องๆ ก็รู้สึกผิดหวังในตัวพี่ชาย ก่อนหน้านี้ เขาเคยบอกกับสื่อว่า พ่อแม่ของเขาไม่มีทาง “เลิกติดตามลูกของตัวเอง”

ผลกระทบ Brand Beckham

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา จุดแข็งที่สุดของแบรนด์เบ็คแฮมคือ ความกลมเกลียวและการเป็นต้นแบบครอบครัวสมัยใหม่ (Modern British Family) ที่ประสบความสำเร็จและรักกันมาก แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ คือวิกฤตแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดของครอบครัวเบ็คแฮม เนื่องจากภาพลักษณ์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ (The Perfect Family) ที่สร้างมาหลายสิบปีถูกทำลายลงด้วยคำพูดของลูกชายตัวเอง ข้อมูลจาก CARMA ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านชื่อเสียง ระบุว่า หลังจากการโพสต์ของบรู๊คลิน ความรู้สึกเชิงลบต่อแบรนด์เบ็คแฮมพุ่งสูงถึง 46.9% จากเดิมที่มีเพียง 21.4%

คำว่า “สร้างภาพ” (Performative) ที่บรู๊คลินใช้เรียกโพสต์ในโซเชียลมีเดียของพ่อแม่ ทำให้ผู้คนทั่วไปเริ่มสงสัยว่าความสัมพันธ์ที่เห็นมาตลอด 20 กว่าปีนั้นเป็นความจริงหรือแค่แผนการตลาด โดยเฉพาะการที่บรู๊คลินแฉว่า พ่อแม่พยายาม “ติดสินบน” ให้เขาเซ็นสัญญาโอนสิทธิ์ในชื่อตัวเองให้เป็นของบริษัทครอบครัว ซึ่งหากเป็นจริง จะทำให้ภาพลักษณ์ของเดวิดและวิกตอเรีย จากพ่อแม่ที่รักลูก กลายเป็นนักธุรกิจที่มองลูกเป็นทรัพย์สิน

ขณะเดียวกัน วิกตอเรีย เบ็คแฮม สร้างแบรนด์แฟชั่นโดยมีตัวเองและครอบครัวเป็นพรีเซนเตอร์หลัก แต่การที่บรู๊คลินยืนยันว่าวิกตอเรียถอนตัวจากการตัดชุดให้นิโคล่าในนาทีสุดท้าย (11th hour) ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและความเห็นอกเห็นใจในฐานะดีไซเนอร์ อีกทั้งการแตกหักกับครอบครัวมหาเศรษฐีอย่าง เพลท์ซ ครอบครัวของนิโคล่า ยังหมายถึงการสูญเสียเครือข่ายคอนเนกชันระดับมหาเศรษฐีในอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของวิกตอเรีย กลายเป็นศึกระหว่าง Team Beckham กับ Team Peltz-Beckham  ส่งผลต่อฐานแฟนคลับและการร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ในอนาคต

นักสื่อสารมวลชนมองว่า หากยังมีการตอบโต้กลับไปกลับมา จะยิ่งทำให้แบรนด์เสียหายหนักขึ้น เพราะจะเปลี่ยนจากความขัดแย้งในครอบครัว กลายเป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือ แต่บางส่วนมองว่า ถ้าเดวิดและวิกตอเรียใช้ความนิ่งและความเป็นผู้ใหญ่ในการแก้ปัญหา เหมือนที่เดวิดพยายามตอบโต้ผ่านสื่อว่า “ลูกๆ ผิดพลาดกันได้” อาจจะช่วยประคองแบรนด์ให้ดูเป็นมนุษย์ที่มีปัญหาจริงมากกว่าการสร้างภาพเป๊ะทุกระเบียดนิ้ว

ล่าสุด เดวิด เบ็คแฮม ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียตอบโต้ลูกชายคนโตเป็นครั้งแรก ซึ่งปกติแล้วตระกูลเบ็คแฮมมักจะใช้นโยบายความเงียบในการจัดการข่าวลือเสมอ

เดวิดได้โพสต์ภาพย้อนวัยขาวดำ ที่เป็นรูปเขากำลังอุ้มบรู๊คลินตอนเด็ก พร้อมข้อความที่เขียนอย่างระมัดระวังแต่กินใจความลึกซึ้งว่า “ความจริงมีความหมายสำหรับพ่อเสมอ และครอบครัวคือทุกอย่างสำหรับเรา… พ่อเสียใจที่คุณรู้สึกแบบนั้น แต่ประตูบ้านและหัวใจของพ่อกับแม่ยังเปิดรอคุณอยู่เสมอ ความกตัญญูและการให้เกียรติคือรากฐานที่เราสร้างมาด้วยกัน อย่าให้คนอื่นมาเปลี่ยนตัวตนที่คุณเป็นจริงๆ”

การตอบโต้ครั้งนี้ถูกสื่ออังกฤษเรียกว่าเป็นการ “สั่งสอนแบบผู้ใหญ่” (Fatherly rebuke) อีกทั้งมองว่าข้อความของเดวิดมีการแฝงนัยสำคัญไว้ ทั้งข้อความ “อย่าให้คนอื่นมาเปลี่ยนตัวตน”: ที่เชื่อว่า เดวิดกำลังพุ่งเป้าไปที่ ตระกูลเพลท์ซ หรือนิโคล่า ภรรยาของบรู๊คลิน ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนทัศนคติของลูกชาย และมีเนื้อหาตำหนิอย่างสุภาพเกี่ยวกับการนำเรื่องในบ้านมาแฉต่อสาธารณะ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ขาดความเคารพต่อบุพการี อีกทั้งการโพสต์รูปย้อนวัยที่ดูอบอุ่น เป็นการพยายามดึงภาพลักษณ์ “ครอบครัวที่รักกัน” กลับคืนมาเพื่อสยบข่าวเรื่องการ “จัดฉาก” ที่บรู๊คลินกล่าวอ้าง

เรื่องราวหลังจากนี้จะดำเนินต่อไปยังไงไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ บรู๊คลินยังไม่ได้ลบโพสต์แฉเดิม และยังไม่ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับในโพสต์ของพ่อ แสดงให้เห็นว่า รอยร้าวครั้งนี้อาจจะลึกกว่าที่หลายคนคิด

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านเผชิญการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งในช่วงปีแรกๆ เป็นการชุมนุมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในสังคมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายและการดำเนินชีวิต โดยบททดสอบใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1999 หลังการปิดหนังสือพิมพ์หัวปฏิรูปจุดชนวนให้นักศึกษารวมตัวประท้วงในกรุงเตหะราน ก่อนจะกระจายไปตามมหาวิทยาลัยในหลายเมืองและจบลงด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในปี 2009 ชาวอิหร่านหลายล้านคนลงถนนเพื่อแสดงพลังคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผู้นำสายแข็งได้รับชัยชนะ ซึ่งค้านสายตาของประชาชนและจบด้วยด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เช่นกัน ส่วนปี 2022 การเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ขณะถูกควบคุมตัวจากการแต่งกายผิดระเบียบ ทำให้อิหรานเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ

ล่าสุด ปลายปี 2025 ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหม่ เริ่มปะทุจากความไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงเป็นสถิติใหม่ ตามด้วยปัญหาเงินเฟ้อและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันขาดแคลนและราคาพุ่ง จนกลายเป็นการแสดงออกเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประท้วงรัฐบาลในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นหลายพันคน บางสื่อบอกว่ายอดพุ่งไปถึงหลักหมื่นคน แล้วแต่ว่าติดตามจากสื่อฝั่งไหน และมีผู้ถูกจับกุมอีกจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ปราบปรามเท่านั้น รัฐบาลอิหร่านยังตัดอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารทั่วประเทศ หวังป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ประท้วงออกไปสู่โลกภายนอก

ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กลายเป็นความท้าทายภายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดต่อผู้นำศาสนาอิหร่านในรอบอย่างน้อย 3 ปี และเกิดขึ้นในช่วงที่แรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มขึ้น หลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีเมื่อปีที่แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป เข้ายึดครองหน่วยงานต่างๆ และย้ำว่าความช่วยเหลือกำลังไปถึง โดยที่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าความช่วยเหลือนั้นคืออะไร เขากล่าวด้วยว่า ได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผลจะยุติลง แสดงถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคณะผู้นำอิหร่าน รวมถึงการข่มขู่ว่าอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ประท้วง ทรัมป์ยังได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 25 กับสินค้าจากทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ด้วย

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงหรือยัง ?

เมื่อประเมินจากสถานการณ์ในอิหร่านปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ขณะนี้ ยังชี้ขาดไม่ได้ว่าการประท้วงครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในอิหร่านได้บ้างหรือไม่ ซึ่งต้องมองปัจจัยสำคัญอีกหลายข้อ แม้ชาวอิหร่านมีความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพล และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคน้ำมันและก๊าซ การก่อสร้าง ไปจนถึงโทรคมนาคม

แต่การขาดแกนนำที่ชัดเจนในการประท้วงและขับเคลื่อนฝ่ายต่อต้านในประเทศ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้พลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมีจำกัด การประท้วงในอิหร่านมักเกิดขึ้นแบบไร้หัวขบวน แม้จะควบคุมยาก แต่ก็ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างเป็นระบบ เพราะไม่มีใครสามารถก้าวขึ้นมาเจรจาหรือแทนที่โครงสร้างเดิมได้ทันที ขณะที่การก้าวออกมาของ เรซา ปาห์ลาวี โอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้าย ในทุกๆ ครั้ง รวมถึงในครั้งนี้ ก็ดูจะไม่มีน้ำหนักมากพอ

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม  และกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหาร (Basij) ยังคงซื่อสัตย์ต่อระบอบ เพราะผลประโยชน์และสถานะของพวกเขาผูกติดอยู่กับความอยู่รอดของรัฐบาล ที่ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ‘เดินเกม’ เป็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมการประท้วง เช่น การตัดอินเทอร์เน็ต และการใช้ AI ตรวจสอบใบหน้า และการใช้การทูตในภูมิภาคเพื่อลดแรงกดดัน

นั่นทำให้ยังมีโอกาสน้อยที่จะได้เห็นรอยร้าวในหมู่ชนชั้นนำ เพราะทั้งรัฐสภาอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ยังคงจับมือกันเหนียวแน่นและแสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกัน

ล่มแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’

อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ของ เจเรมี โบเว่น บรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศของ BBC ที่เผยแพร่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดยใช้ประโยคคลาสสิกที่ว่า “ระบอบเผด็จการมักจะล่มสลายแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วจึงพังทลายลงอย่างฉับพลัน” ซึ่งท่อนนี้หยิบยืมมาจากบทประพันธ์ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่พูดถึงวิกฤต ‘ถังแตก’ หมดเนื้อหมดตัว ว่า gradually then suddenly.

โบเว่นบอกว่า แม้สถานการณ์ในอิหร่าน ณ ปัจจุบัน จะ ‘ยังไปไม่ถึงจุดนั้น’ แม้จะดูเหมือนมีความสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการประท้วงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอิหร่าน แสดงให้เห็นวิกฤตความชอบธรรมของคณะผู้นำ และสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ตัดขาดจากอุดมการณ์ของรัฐอิสลามอย่างสิ้นเชิง ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศเผชิญมาต่อเนื่องอันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ นำมาซึ่งปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง และอัตราว่างงานพุ่ง ส่งผลต่ออำนาจและความสามารถของรัฐบาลในการดูแลสวัสดิการประชาชนลดลง

ที่ต้องจับตาคือเรื่องของ ‘วิกฤตผู้นำ’

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 2 นับตั้งแต่อิหร่านปฏิวัติอิสลามและโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าชาห์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี เมื่อปี 1979 โดยเข้ารับตำแหน่งหลังการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี ผู้นำสูงสุดคนแรกในปี 1989 ปัจจุบัน ยังคงมีอำนาจสูงสุดในการสั่งการนโยบายสำคัญของประเทศทั้งหมด

ขณะนี้ คาเมเนอีอายุ 86 ปี แม้สุขภาพจะยังคงแข็งแรง แต่เริ่มมีการพูดถึงผู้นำคนต่อไปที่จะมารับไม้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิสราเอลลอบสังหารแกนนำคนสำคัญของอิหร่านและยกระดับการโจมตีนับตั้งแต่เปิดฉากทำสงครามในกาซาเมื่อปี 2023 ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้นำสูงสุด ย่อมทำให้อิหร่านเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย และในตอนนี้ ก็มีสัญญาณของความไม่ลงรอย เริ่มมีการเห็นต่างกันในกลุ่มผู้ปกครองว่าจะใช้วิธีปราบปราม หรือผ่อนปรน เพื่อรักษาอำนาจเอาไว้

หากเกิดความขัดแย้งภายในแย่งชิงอำนาจกันเอง นั่นอาจเป็นชนวนเหตุ ยิ่งหากทหารระดับล่างเริ่มปฏิเสธที่จะยิงประชาชน นั่นคือสัญญาณสุดท้ายของการล่มสลาย เหมือนที่โบเว่นเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตอย่าง การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน หรือ อาหรับสปริง ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะมั่นคงดีจนกระทั่ง ‘วินาทีที่มันไม่ใช่’

“ระบอบเผด็จการจะดูเหมือนแข็งแกร่งไร้เทียมทาน จนกระทั่งถึงวันที่มันดูเหมือนไม่เคยมีความมั่นคงเลย” คือมุมมองของโบเว่น ที่เห็นว่า อิหร่านในตอนนี้เหมือน ‘เขื่อนที่มีรอยร้าวซึมอยู่ทั่ว’ แม้แรงดันน้ำจะมหาศาลและรอยร้าวจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวโครงสร้างหลักยังคงยันเอาไว้ได้อยู่ และเรายังไม่เห็นสัญญาณของ ‘การพังทลายของเขื่อน’ ในเร็ววันนี้

แต่อนาคตข้างหน้า…ไม่แน่

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา 'สาธารณรัฐกอทูเลย์' อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา มีข่าวสำคัญเกิดขึ้นใกล้กับบ้านเรา เมื่อมีการจัดพิธีประกาศเอกราช สถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเลย์” (Republic of Kawthoolei) ที่ฐานที่มั่นชายแดนไทย-เมียนมา ในค่ายอูเกอคี บ้านชูกะลี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนตรงข้ามกับตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมี พล.อ. เนอดา เมียะ (Nerdah Mya) ผู้นำกองทัพกอทูเลย์ หรือ KTLA และบุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำระดับตำนานของชาวกะเหรี่ยง เป็นประธานในพิธีประกาศเอกราชและสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลย์อย่างเป็นทางการ

ในพิธีมีการเดินสวนสนามของกองกำลังทหารกอทูเลย์และการเปิดตัวคณะผู้นำรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสายตาของประชาชนและผู้นำทางทหารรวมกว่า 400 คนที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกับมีการประกาศโครงสร้างรัฐบาลและการประกาศตัวเป็นประธานาธิบดี พล.อ. เนอดา เมียะ ได้ประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลกอทูเลย์” (Government of Kawthoolei – G.O.K.) หมายถึง “ดินแดนที่ปราศจากความมืดมน” พร้อมรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก มีการแต่งตั้งคณะบริหารชุดสำคัญเพื่อขับเคลื่อนรัฐใหม่ ประกอบด้วย ซอ ฮซาร์ เกย์ โป (Saw Sa Ge Po / Saw Sa Hsar Gay Po)ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ซอ เดวิด ทาเคอร์พอว์ (Saw David Takabo)เป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 2 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการพันธมิตร, ซอ โพว์ ทูเลย์ (Saw Po Tu Le) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการศาสนา และ ซอ เดวิด ลอว์ดู (Saw David Law Du / David Lawdoo) เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

รัฐบาลใหม่กอทูเลย์ ตั้งเป้าที่จะสร้างระบบการปกครองที่เป็นรูปธรรม เริ่มจากประกาศว่าจะใช้ระบอบประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี มีแผนจะจัดตั้งกระทรวงรวมทั้งสิ้น 16 กระทรวง ครอบคลุมด้านมหาดไทย, การคลัง, ป่าไม้, เกษตรกรรม, การทำเหมืองแร่ และสาธารณสุข การออกบัตรประจำตัวประชาชนชนชาติกะเหรี่ยง การวางโครงสร้างการบริหารตามลำดับขั้น และการกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก 4 ปี โดยยึดถือหลักประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี และอ้างอิงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นฐานในการประกาศเอกราช

รัฐบาลกอทูเลย์ยังอ้างสิทธิใน “การกำหนดชะตากรรมตนเอง” (Right to Self-Determination) อ้างอิงถึงกฎหมายสากลและอนุสัญญาสำคัญของสหประชาชาติอย่างละเอียด ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) พล.อ. เนอดา เมียะ ระบุว่า ชาวกะเหรี่ยงในดินแดนบรรพบุรุษแห่งนี้ต้องเผชิญกับการกดขี่ การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงอย่างเป็นระบบจากรัฐบาลทหารเมียนมามาอย่างยาวนานกว่า 77 ปี นับตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งในสภาวะที่รัฐบาลเมียนมาปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะล่มสลาย การจัดตั้งรัฐอิสระจึงเป็นหนทางเดียวที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสันติภาพของประชาชนได้

พล.อ. เนอดา เมียะ ประธานาธิบดีแห่งกอทูเลย์เน้นย้ำว่า รัฐใหม่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักนิติรัฐ และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่เปิดกว้างต่อความร่วมมือกับนานาชาติ และยังได้ส่งสัญญาณไปยังมหาอำนาจและประชาคมโลกให้ร่วมรับรองสถานะและสนับสนุนด้านมนุษยธรรมและการทูต พร้อมทั้งแสดงจุดยืนไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยบอกว่าประชาชนไม่อยากเข้าร่วมการเลือกตั้ง เพราะมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือของเผด็จการทหารที่ประชาชนไม่เชื่อมั่น และหากยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ความไม่สงบก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีทางสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้กลับถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองหลักของชาวกะเหรี่ยง โฆษก KNU ระบุว่าสิ่งที่ พล.อ. เนอดา เมียะ ทำเป็นเรื่องที่ “ไร้น้ำหนักและน่าอับอาย” เนื่องจากกลุ่ม KTLA แยกตัวออกจาก KNU ไปแล้ว และไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ KNU ยังคงยึดมั่นในแนวทาง ‘สหพันธรัฐประชาธิปไตย’ ที่ต้องการอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของเมียนมา มากกว่าการแยกตัวเป็นเอกราชเด็ดขาดแบบที่ KTLA ทำอยู่ในตอนนี้

ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมาถือว่าการกระทำนี้เป็นการกบฏและท้าทายอำนาจรัฐอย่างร้ายแรง และได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเริ่มปฏิบัติการทางอากาศในพื้นที่ใกล้ค่ายอูเกอคี เพื่อกวาดล้างกลุ่ม KTLA ของพลเอกเนอร์ดาห์ เมีย โดยมองว่ากลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่ขัดขวางกระบวนการสร้างเอกภาพของชาติ ขณะที่ พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำสูงสุดของเมียนมา ย้ำว่ากองทัพคือผู้พิทักษ์ความมั่นคงเพียงหนึ่งเดียว และประณามกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการแยกตัวว่าเป็น “ลัทธิสุดโต่ง” ที่ทำลายโอกาสในการจัดเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารกำลังพยายามผลักดันในช่วงมกราคม 2026 นี้

ด้านนักวิชาการบางคนมองว่า นี่อาจเป็นกลยุทธ์ “โหนกระแส” สถานการณ์โลกเพื่อพื้นที่สื่อและดึงงบประมาณสนับสนุนจากต่างชาติ ในช่วงที่การเมืองในเมียนมาและโลกกำลังผันผวน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนสถานะทางการเมืองที่แท้จริงในทันที เนื่องจากในทางปฏิบัติ KTLA ยังขาดการควบคุมพื้นที่และการบริหารที่เป็นระบบอย่างแท้จริง ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การยอมรับในระดับสากลยังเป็นเรื่องยาก เนื่องจากยังขาดการกำหนดอาณาเขตที่ชัดเจน ไม่มีระบบการบริหารจัดการประชากรและทรัพยากรที่ครอบคลุม และความแตกแยกภายในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการเจรจาระดับสากล

แน่นอนว่า การประกาศเอกราชของกอทูเลย์ มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรัฐกะเหรี่ยงมีพื้นที่ทอดยาวตลอดแนวชายแดนตะวันตกของไทย ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ไปจนถึงเพชรบุรี ซึ่งเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารและเส้นทางค้าขายสำคัญ การประกาศเป็นรัฐเอกราชและการยกระดับการสู้รบ กำลังสะท้อนความแตกแยกภายในกลุ่มการเมืองกะเหรี่ยงที่ชัดเจนขึ้น ระหว่างฝ่ายที่ต้องการสหพันธรัฐ คือ KNU และฝ่ายที่ต้องการเอกราชสมบูรณ์ หรือ KTLA และอาจนำมาซึ่งวิกฤตมนุษยธรรมจากผู้หนีภัยสงคราม ปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดน และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความขัดแย้งกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

รัฐบาลอิหร่านเผชิญแรงต้านรอบใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมา ต่อเนื่องเข้าสู่ศักราชใหม่ 2026 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนชาวอิหร่านพร้อมใจออกมารวมตัวประท้วง ทั้งในกรุงเตหะรานเมืองหลวงและอีกหลายจังหวัดใหญ่ทั่วประเทศ เช่น อิสฟาฮาน (Isfahan), ชีราซ (Shiraz), มาชฮัด (Mashhad) และเคอร์มานชาห์ (Kermanshah) โดยมีกลุ่มนักศึกษาจากกว่า 10 มหาวิทยาลัยเข้าร่วม จนถึงขณะนี้ล่วงเลยมาแล้วเกือบ 1 สัปดาห์ มีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งจากฝั่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและกลุ่มผู้ประท้วง หลังจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตายิงใส่เพื่อสลายผู้ชุมนุมในหลายจังหวัด รวมถึงมีรายงานกลุ่มผู้ประท้วงพยายามจะบุกเข้าไปยังที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดฟาร์สด้วย

การประท้วงเริ่มต้นจากกลุ่มพ่อค้าในตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar) กรุงเตหะราน ที่ปิดร้านประท้วงเพราะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และออกมาเดินขบวน พร้อมคำขวัญเชิงสัญลักษณ์อย่าง “No Gaza, no Lebanon, my life for Iran” เพื่อสื่อว่ารัฐบาลควรเลิกนำงบประมาณไปสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในต่างประเทศและหันมาดูแลคนในชาติ ก่อนจะขยายตัวไปยังกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยและประชาชนทั่วไปในกว่า 12 จังหวัด

การประท้วงระลอกนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ มาห์ซา อามินี ในปี 2022 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากปากท้อง หลักๆ คือ ค่าเงินเรียลอิหร่านร่วงลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะลุไปถึง 1.42 – 1.45 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับปี 2015 ที่เคยอยู่ที่ 32,000 เรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือร่วงลงกว่า 95% ตามด้วยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 42-50% โดยเฉพาะราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เนื้อสัตว์และข้าว ที่พุ่งขึ้นถึง 72% ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นได้

รัฐบาลอิหร่านเร่งรับมือ

เริ่มจากมาตรการความมั่นคง กองกำลังความมั่นคงและบาสิจ (Basij) ได้เพิ่มกำลังในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น จัตุรัสสำคัญในเตหะราน และมีการคุมเข้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่เพื่อสกัดกั้นการนัดรวมตัว ส่วนอัยการสูงสุดเตือนว่ารัฐบาลจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด ต่อความพยายามใดๆ ที่จะสร้างความไร้เสถียรภาพในประเทศ

ขณะที่รัฐบาลประกาศให้วันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) เป็นวันหยุดธนาคารและหน่วยงานรัฐ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “สภาพอากาศหนาวเย็นเพื่อประหยัดพลังงาน” แต่ถูกมองว่าเป็นความพยายามขัดขวางไม่ให้ผู้คนรวมตัวกันประท้วง ด้านประธานาธิบดี มาซูด เปเซสเคียน ได้สั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลาง และแต่งตั้ง อับดอลนัสเซอร์ เฮมมาตี กลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางอีกครั้ง เพื่อกู้สถานการณ์ค่าเงิน หลังจากเคยดำรงตำแหน่งนี้ปี 2018-2021 โดยมีภารกิจหลักคือการ “รื้อระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบหลายชั้น” (Multi-tier exchange rate) ที่เป็นช่องว่างให้เกิดการคอร์รัปชัน ขณะเดียวกัน มีการจัดตั้งศูนย์เจรจากับตัวแทนพ่อค้าในตลาดเพื่อขอความร่วมมือในการพยุงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านพยายามหาทางรับมือปัญหานี้มาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสนอแผนงบประมาณที่ ปรับขึ้นภาษีถึง 62% เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณเนื่องจากรายได้จากน้ำมันลดลงเหลือเพียง 16% ของเป้าหมายในปี 2025 แต่นโยบายนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่สร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนเพราะซ้ำเติมเงินเฟ้อที่พุ่งเกิน 50% ส่วนรัฐสภาได้อนุมัติแผนการเปลี่ยนหน่วยเงินจาก “เรียล” เป็น “โตมัน” (Toman) โดยการตัดศูนย์ออก 4 ตัว (10,000 เรียลเดิม = 1 โตมันใหม่) เพื่อลดความซับซ้อนของธุรกรรมและผลกระทบทางจิตวิทยาจากเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าเกิดรอยร้าวระหว่างสำนักงานของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และฝ่ายประธานาธิบดี โดยฝ่ายอนุรักษนิยมวิจารณ์ว่ารัฐบาลของเปเซสเคียน “อ่อนแอเกินไป” ในการรับมือกับผู้ประท้วง ขณะที่ฝ่ายประธานาธิบดีพยายามเน้นย้ำสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ

วิกฤตซ้อนวิกฤต

นับว่าน่าเห็นใจรัฐบาลอิหร่านไม่น้อย เพราะวิกฤตเศรษฐกิจของอิหร่านในปีที่ผ่านมานี้ ถือว่ามีความซับซ้อนอย่างมากเนื่องจากเป็นการบรรจบกันของปัจจัยภายนอก อันได้แก่นโยบายของมหาอำนาจต่างชาติ และปัจจัยภายใน ซึ่งก็คือความขัดแย้งในภูมิภาค

นโยบาย “Maximum Pressure 2.0” ของทรัมป์

ภายหลังการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รื้อฟื้นนโยบายกดดันขั้นสูงสุดต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินเรียล สหรัฐฯ ได้ผลักดันให้มีการใช้กลไก “Snapback” เพื่อรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติทั้งหมดต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงการอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศและการห้ามซื้อขายอาวุธ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ยกระดับการตรวจสอบเครือข่ายธนาคารเงาที่อิหร่านใช้หลบเลี่ยงการคว่ำบาตรเพื่อทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ทำให้กระแสเงินตราต่างประเทศ อันหมายถึงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะไหลเข้าสู่อิหร่านถูกตัดขาดเกือบสมบูรณ์

อีกมาตรการสำคัญ คือสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดกับบริษัทต่างๆ ที่ยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยเฉพาะในจีน ทำให้รายได้หลักของอิหร่านลดลงอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2025 อิหร่านจัดเก็บรายได้จากน้ำมันได้เพียง 16% ของเป้าหมายเท่านั้น ขณะที่ทรัมป์ออกมาให้สัมภาษณ์ระหว่างพักผ่อนปลายปี ที่รีสอร์ตส่วนตัว มาร์-อา-ลาโก เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม โดยระบุว่า “เศรษฐกิจอิหร่านพังพินาศแล้ว” และเน้นย้ำเรื่องเงินเฟ้อที่รุนแรง ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของตลาดและทำให้นักลงทุนเทขายเงินเรียล

ส่วนปัจจัยหนุนจากความขัดแย้งในภูมิภาค หนีไม่พ้นสงคราม 12 วันกับอิสราเอลในช่วงกลางปี 2025 ทำให้งบประมาณด้านกลาโหมของอิหร่านพุ่งสูงขึ้นถึง 145% เพื่อเตรียมการป้องกันประเทศ ส่งผลให้งบประมาณที่จะนำมาพยุงเศรษฐกิจถูกดึงไปใช้ในกิจการทหารแทน ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกเพราะหวาดกลัวภัยสงคราม และพยายามเปลี่ยนเงินเก็บจากสกุลเรียลไปเป็น ทองคำ เงินดอลลาร์ หรือคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินเรียลดิ่งเหวลงอย่างรวดเร็วจากแรงเทขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Selling)

นอกจากปัญหาเงินเฟ้อ อิหร่านยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานและน้ำอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาจากปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงรุนแรง เป็นตัวเร่งให้ความไม่พอใจของประชาชนปะทุขึ้นในวงกว้าง

ล่าสุดทรัมป์ระบุว่าเขายัง “ไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง” (No regime change) ในตอนนี้ แต่เน้นย้ำว่าเขาจะรอดูว่าอิหร่านจะจัดการกับเศรษฐกิจที่ล่มสลายอย่างไร ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นท่าทีที่กดดันให้ปฏิวัติจากภายใน

สถานการณ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินว่า นโยบายการเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ ธนาคารกลางของประธานาธิบดีเปเซสเคียนจะช่วย “ห้ามเลือด” เศรษฐกิจได้ทันเวลาหรือไม่ และถือเป็นบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอิหร่าน ว่าจะสามารถพยุงค่าเงินและลดอุณหภูมิความโกรธแค้นของประชาชนได้ทันเวลาก่อนที่การจลาจลจะบานปลายหรือไม่

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : Tilly Norwood นางเอกสร้างจาก AI การปะทะกันระหว่าง ‘นวัตกรรม’ กับ ‘สิทธิแรงงาน’

คุยกัน 7 วันหน : Tilly Norwood นางเอกสร้างจาก AI การปะทะกันระหว่าง 'นวัตกรรม' กับ 'สิทธิแรงงาน'

คุยกัน 7 วันหน : Tilly Norwood นางเอกสร้างจาก AI การปะทะกันระหว่าง ‘นวัตกรรม’ กับ ‘สิทธิแรงงาน’

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุยกัน 7 วันหน : Tilly Norwood นางเอกสร้างจาก AI การปะทะกันระหว่าง ‘นวัตกรรม’ กับ ‘สิทธิแรงงาน’

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของ ทิลลี นอร์วูด (Tilly Norwood) นักแสดงสาวดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดในขณะนี้ เธอไม่ใช่มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ แต่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นผลงานสร้างสรรค์ของ อีไลน์ ฟาน เดอร์ เฟลเดน (Eline Van der Velden) นักแสดงชาวดัตช์ ภายใต้บริษัทโปรดักชัน AI ชื่อ Particle6 ซึ่งอวดอ้างว่า ทิลลี นอร์วูด เป็นนักแสดงสาวหน้าใหม่ที่รวมเอาความสวยงามของนางเอกสาวสวยหลายคนมาไว้ในคนๆ เดียว และทางผู้สร้างตั้งใจจะให้เธอเป็น สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน หรือ นาตาลี พอร์ตแมน คนต่อไปเลยทีเดียว

ทิลลี นอร์วูด เธอปรากฏตัวผ่านรูปภาพและคลิปวิดีโอทางอินสตาแกรม ทั้งคลิปแนะนำตัวเอง คลิปตัวอย่างการแสดงในภาพยนตร์และซีรีส์ และคลิปขณะเดินพรมแดง จนมียอดผู้ติดตามกว่า 68,000 คน เธอถูกวางตัวให้เป็น “นักแสดงสังเคราะห์” (Synthetic Performer) คนแรกๆ ที่มีเอเจนซี่จำนวนมากให้ความสนใจจะเซ็นสัญญา

ผู้สร้างอย่าง ฟาน เดอร์ เฟลเดน คุยว่า นักแสดงสร้างจาก AI เปรียบเสมือน “พู่กันดิจิทัล” ที่ช่วยให้ผู้กำกับสร้างสรรค์ตัวละครที่มนุษย์ทำไม่ได้ การใช้งาน ทิลลี นอร์วูด จะช่วยให้ผู้จ้างประหยัดต้นทุนที่ปกติจ่ายให้ดารานักแสดงที่เป็นมนุษย์จริงๆ ได้ถึง 90% ช่วยให้โปรดักชัน หรือทีมสร้างภาพยนตร์ขนาดเล็กสามารถสร้างผลงานคุณภาพสูงได้ในราคาที่ถูกลง อีกทั้งนางเอก AI ผู้นี้มีน้ำอดน้ำทน ไม่มีการขาดลามาสาย ไม่เหนื่อย ไม่ป่วย ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้การทำงานของผู้ว่าจ้างมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

แน่นอนว่าข่าวนี้ทำให้ดารานักแสดงชั้นนำจำนวนมากออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านการใช้นักแสดง AI ในภาพยนตร์และซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็น เอมิลี่ บลันต์, วูพี โกลด์เบิร์ก, นาตาชา ลียง และอีกหลายคน พวกเธอบอกว่าการใช้นักแสดง AI มาแสดงแทนมนุษย์เป็นอะไรที่น่ากลัวและน่ากังวลมาก นักแสดงที่ไหนจะไปสู่ดารา AI ที่สร้างใบหน้าและรูปร่างจากจุดเด่นของดาราสาวสวยมากมายมารวมกัน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ บรรดานักแสดงคนจริงๆ ทั้งหลายมีหวังตกงาน ถูกพวกนักแสดง AI แย่งงานไปหมด เพราะสตูดิโอผู้สร้างสามารถใช้งานนักแสดง AI แทนนักแสดงประกอบหรือนักแสดงสมทบเพื่อเลี่ยงการจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการ

นอกจากนี้ การเลียนแบบรูปลักษณ์และท่าทางของคนจริงโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่นกรณีที่ บริโอนี มอนโร อ้างว่า ทิลลี นอร์วู้ หน้าเหมือนเธอ อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องของจริยธรรมด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้ยังสร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักในอุตสาหกรรม โดยสหภาพนักแสดง หรือ SAG-AFTRA ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า ทิลี นอร์วูด ‘ไม่ใช่คน’ แต่เป็นซอฟต์แวร์ การนำเธอมาใช้งานถือเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของข้อตกลงที่ทำไว้หลังการประท้วงหยุดงานปี 2023 ที่เรียกว่า Guardrails against AI ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ใช้โต้ตอบกรณีอย่างทิลลี นอร์วูด หลักใหญ่ใจความคือ สตูดิโอไม่สามารถสร้าง ‘นักแสดงดิจิทัล’ จากรูปลักษณ์ของนักแสดงคนใดคนหนึ่งได้ หากไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และหากมีการใช้ AI สร้างตัวละครที่จำลองนักแสดงคนใดคนหนึ่งขึ้นมา นักแสดงคนดังกล่าวจะต้องได้รับค่าจ้างเสมือนว่าเขาไปทำงานจริงตามจำนวนวันที่ AI นั้นถูกใช้งาน

ทำไม ‘ทิลลี นอร์วูด’ ถึงได้น่ากลัว

ทิลลี นอร์วูด ไม่ได้เกิดจากการขยับปากแบบ Robot ทั่วไป แต่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงที่รวมกันหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น Generative AI & Deepfakes ซึ่งใช้โครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) วิเคราะห์ข้อมูลภาพใบหน้าของนักแสดงจริงหลายพันคน เพื่อสร้างโครงสร้างใบหน้าที่ “สมบูรณ์แบบ” และดูมีความเป็นมนุษย์สูง

ตามด้วย Motion Capture & AI Retargeting มีการนำนักแสดงจริงมาเคลื่อนไหว แล้วใช้ AI สวมทับใบหน้าของทิลลี นอร์วูด ลงไป ทำให้การขยับสายตา การสั่นของริมฝีปาก หรือความรู้สึกในดวงตาดูเป็นธรรมชาติมาก นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยี Synthetic Voice เสียงของเธอไม่ได้เกิดจากการบันทึก แต่เกิดจาก AI ที่สามารถสังเคราะห์อารมณ์ในน้ำเสียงได้ ทำให้เธอสามารถพูดบทไหนก็ได้ในโลก เพียงแค่พิมพ์ข้อความลงไปเท่านั้นเอง

ไม่ใช่แค่นักแสดงที่หนาวสั่น แต่กรณีนี้กระทบทั้งระบบนิเวศของฮอลลีวูด ทั้งทีมเทคนิคพิเศษ Visual Effects (VFX) หาก AI สามารถสร้างตัวละครที่สมจริงได้ในคลิกเดียว ทีมงาน VFX หลายร้อยคนที่ต้องทำหน้าที่สร้างโมเดลตัวละคร (3D Modeling) หรือทำพื้นผิวผิวหนัง (Texturing) อาจตกงาน

ตามเอเจนซี่นักแสดง หากเอเจนซี่หันไปเป็นเจ้าของ AI Talent เอง พวกเขาจะได้ค่าตัว 100% โดยไม่ต้องแบ่งให้นักแสดงที่เป็นคนจริงๆ นี่คือจุดที่คนในวงการมองว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ร้ายแรง ทำให้นักแสดงแถวหน้าหลายคนถึงกับออกมาเรียกร้องให้คว่ำบาตรเอเจนซี่นักแสดงใดก็ตามที่พยายามจะเซ็นสัญญากับตัวละคร AI เพราะถือเป็นการทรยศต่อนักแสดงที่เป็นมนุษย์ ในส่วนของนักแสดงแถวหน้าเองอาจจะยังพอเอาตัวรอดไปได้ เพราะคนยังอยากดู ‘ตัวจริง’ แต่นักแสดงตัวประกอบ หรือนักแสดงหน้าใหม่ จะถูกแทนที่ด้วยนักแสดง AI อย่าง ทิลลี นอร์วูด แน่นอน เพราะราคาถูกกว่าและไม่เรื่องมาก

อนาคตของอุตสาหกรรมจะเป็นอย่างไร?

การเกิดขึ้นของ ทิลลี นอร์วูด ยังมาพร้อมกับประเด็นเรื่องการใช้ Generative AI ในภาพยนตร์ที่มีเทคนิคพิเศษสูง (Effects-heavy films) ซึ่งในแวดวงภาพยนตร์กังวลว่า บรรดาสตูดิโอผู้สร้างอาจใช้การสแกนร่างกาย (Digital Scan) เพื่อนำไปสร้างผลงานใหม่ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องไปปรากฏตัวในสนามจริง ทำให้นักแสดงสูญเสียอำนาจควบคุมอัตลักษณ์ (Loss of Identity Control) จน เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับ Avatar ออกมาให้สัมภาษณ์ในเดือนนี้ ว่าเขารู้สึกสยองกับแนวคิดที่จะสร้างการแสดงขึ้นมาจากคำสั่งพิมพ์ (Text Prompt) โดยไม่มีมนุษย์จริงๆ อยู่เบื้องหลัง เพราะมันทำลายจิตวิญญาณของการแสดง

ปัจจุบัน ฮอลลีวูดกำลังอยู่ในช่วง “ทดลองและต่อสู้” (Trial and Battle) กับประเด็นนี้ แน่นอนว่ากระแสส่วนใหญ่จากผู้กำกับและนักสร้างสรรค์ประกาศว่าจะไม่ทำงานกับค่ายที่มีการใช้ AI แทนคน เพื่อรักษาจิตวิญญาณของศิลปะ แต่บางส่วนเริ่มมองถึงการใช้งาน AI ในรูปแบบ Hybrid Model มีแนวโน้มว่าเราจะเห็น AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ๆ เช่น การทำ Digital De-aging ช่วยให้ดารานักแสดงดูเด็กลง ซึ่งเห็นได้ชัดในโปรเจกต์ใหญ่ๆ ของ Disney และหนังภาคต่อหลายเรื่องในปีนี้ หรือทำหน้าที่สตันท์เสี่ยงตาย มากกว่าการเข้ามาแทนที่ตัวเอกทั้งเรื่องในระยะอันใกล้นี้

สุดท้ายแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การมาถึงของ ‘นักแสดงที่ไม่ใช่มนุษย์’ อย่าง ทิลลี นอร์วูด กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และทีวี ท่ามกลางความกังวลเรื่องการแย่งงานและลดคุณค่าของการแสดงที่ใช้มนุษย์จริงๆ อีกทั้งกรณีนี้ ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ ‘อำนาจการต่อรอง’ ในอนาคตว่า ใครจะเป็นเจ้าของภาพลักษณ์และการแสดง ระหว่างมนุษย์ผู้สร้างหรือบริษัทเทคโนโลยี

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT

คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT

คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นกระแสฮือฮาในญี่ปุ่นอีกครั้ง เมื่อหญิงชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้จัดพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการกับ “คู่รักเสมือนจริง” (Virtual Partner) ที่เธอระบุว่าเป็นชายในฝัน

สาวผู้นี้คือ ยูรินะ โนกุชิ หรือที่รู้จักในสื่อช่วงแรกภายใต้นามแฝงว่า คาโนะ (Kano) วัย 32 ปี อาชีพพนักงานคอลเซ็นเตอร์จากกรุงโตเกียว เธอเล่าว่าเมื่อ 1 ปีก่อน เธอเพิ่งผ่านการเลิกรากับคู่หมั้นที่เป็นมนุษย์จริงๆ หลังจากคบกันมานาน 3 ปี จึงเริ่มหันมาใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำและระบายความรู้สึกในช่วงที่จิตใจอ่อนแอ

โนกุชิเริ่มปรับแต่งการตอบโต้ของ AI โดยตั้งชื่อให้ว่า ‘ลูน เคลาส์ เวอร์ดูร์’ (Lune Klaus Verdure) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครหนุ่มรูปงามในวิดีโอเกม พร้อมกับปรับแต่งบุคลิกภาพ รูปลักษณ์ และน้ำเสียงให้ตรงตามอุดมคติของเธอทุกประการ โนกุชิสอนให้ AI พูดจาในแบบที่เธอชอบ อ่อนโยน และเป็นผู้รับฟังที่ดี ทั้งคู่ส่งข้อความหากันวันละกว่า 100 ข้อความ เธอยังจ้างศิลปินวาดภาพประกอบเพื่อให้เคลาส์มีรูปร่างหน้าตาที่ชัดเจนในจินตนาการของเธออีกด้วย โนกุชิบอกว่า AI ตัวนี้สามารถให้ความสนับสนุนทางอารมณ์ รับฟัง และเข้าใจเธอได้ดีกว่ามนุษย์

“เขาไม่เคยตัดสินฉัน และพร้อมจะอยู่เคียงข้างฉันตลอด 24 ชั่วโมง”

จนเมื่อความรักสุกงอม โนกุชิได้จัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการที่โถงจัดงานในจังหวัดโอคายามะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เธอสวมชุดแต่งงานสีขาวและมงกุฎ มีพิธีการครบถ้วนเหมือนงานแต่งงานทั่วไป ส่วนเจ้าบ่าวอยู่ในรูปแบบหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ตั้งอยู่บนขาตั้ง โนกุชิยังสวมแว่นตา Augmented Reality (AR) เพื่อให้มองเห็นภาพเสมือนของเคลาส์ยืนอยู่ข้างๆ ระหว่างแลกเปลี่ยนแหวน

แม้ในตอนแรกครอบครัวจะคัดค้าน แต่สุดท้าย พ่อแม่ของเธอก็มาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการแต่งงานเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ขณะที่โนกุชิยอมรับว่า กังวลว่าวันหนึ่ง ระบบ ChatGPT อาจจะล่มหรือปิดตัวลง ซึ่งจะทำให้สามีของเธอหายไปตลอดกาล อย่างไรก็ดี แต่บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ได้มอบ “ทะเบียนสมรสฉบับจำลอง” เพื่อเป็นการรับรองความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ ซึ่งในญี่ปุ่นเริ่มมีบริษัทเอกชนให้บริการออกใบรับรองประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น

กระแส Digisexuality ในญี่ปุ่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปรากฏการณ์ ‘การหลงรักตัวละครสมมติ’ (Fictoromantic) ที่กำลังเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการแต่งงานลดลงอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นหันมาครองตัวเป็นโสดมากขึ้น บางส่วนเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับตัวละครเสมือนจริง (2D หรือ AI) แทน หรือเริ่มมองหาความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องใช้ความอดทนเหมือนการคบกับมนุษย์จริงๆ

ขณะเดียวกัน ด้วยความสามารถของ Generative AI ทำให้การสนทนาระหว่างมนุษย์กับ chatbot ดูเป็นธรรมชาติและมีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้น จนผู้ใช้งานเกิดความผูกพันทางจิตใจ (Emotional Attachment) อย่างรุนแรง จึงไม่น่าแปลกใจว่า เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจในญี่ปุ่นพบว่า ผู้คนในญี่ปุ่นนิยมใช้ ChatGPT เป็นที่ปลดปล่อยหรือระบายความอัดอั้นตันใจมากกว่าคุยกับเพื่อนสนิทหรือกับแม่ และว่าชาวญี่ปุ่นอายุตั้งแต่ 12-69 ปี ใช้ ChatGPT อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

คนญี่ปุ่นมองเรื่องนี้อย่างไร

การตอบรับของคนญี่ปุ่นต่อเรื่องนี้ค่อนข้างมีความหลากหลายและซับซ้อน อาจสามารถแบ่งมุมมองออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามสภาพสังคมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

เริ่มจากกลุ่มที่มองว่าเป็น “เรื่องปกติใหม่” (The New Normal) ในญี่ปุ่นมีวัฒนธรรม “โอตาคุ” (Otaku) ที่ฝังรากลึกมานาน ซึ่งให้การยอมรับการมีความรักกับตัวละคร 2 มิติ (2D) หรือที่เรียกว่า “นิจิเก็น” (Nijigen) อยู่แล้ว คนกลุ่มนี้มองว่าความรักไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ การแต่งงานกับ AI จึงถูกมองว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อมาของความรักในจินตนาการ นอกจากนี้ ยังมีคำศัพท์อย่าง “โอชิ” (Oshi) ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนคนที่รักอย่างสุดตัว ไม่ว่าจะเป็นไอดอลหรือตัวละคร การแต่งงานคือการแสดงความซื่อสัตย์ต่อ “โอชิ” ของตนเอง

ต่อมา เป็นกลุ่มที่มองด้วยความ “กังวลและเห็นใจ” (Concern & Sympathy) คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยมองเรื่องนี้ผ่านเลนส์ของปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาความโดดเดี่ยว (Kodoku) หลายคนมองว่าการที่คนหันไปหา AI สะท้อนถึงความล้มเหลวของสังคมญี่ปุ่นที่บีบคั้นเกินไป ทั้งทำงานหนัก ค่าครองชีพสูง ความคาดหวังทางสังคม จนคนหาความสุขจากการสร้างสัมพันธ์กับคนจริงๆ ได้ยาก แต่สังคมเริ่มรู้สึกว่า “ถ้าสิ่งนี้ทำให้เขามีความสุขและไม่เดือดร้อนใคร ก็ดีกว่าปล่อยให้เขาซึมเศร้าหรือคิดสั้น”

อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ต่อต้านหรือมองว่า “แปลกประหลาด” (Stigma & Skepticism) เพราะแม้ญี่ปุ่นจะดูทันสมัย แต่ในเชิงอนุรักษ์นิยม สถาบันครอบครัวยังคงถูกให้ความสำคัญมาก คนรุ่นเก่าหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมยังมองว่านี่เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือผิดแปลก (Hentai) และกังวลว่าจะยิ่งทำให้อัตราการเกิดที่ต่ำอยู่แล้ววิกฤตหนักขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการหนีออกจากโลกความเป็นจริง และกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีจะเข้ามาบงการความรู้สึกส่วนตัวของมนุษย์เพื่อผลกำไร

ย้อนรอย อากิฮิโกะ คอนโดะ

หากหลายคนยังจำกันได้ อากิฮิโกะ คอนโดะ (Akihiko Kondo) ถือเป็นกรณีศึกษาต้นแบบที่ทำให้โลกหันมามองความรักระหว่างมนุษย์และสิ่งเสมือนจริง ในปี 2018 เขาแต่งงานกับ ฮัตสึเนะ มิกุ (Hatsune Miku) ซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงซอฟต์แวร์สังเคราะห์เสียงและโฮโลแกรมที่มีบทพูดจำกัด การตอบโต้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า เป็นความสัมพันธ์ทางเดียวที่เจ้าตัวเลือกแล้วหลังจากเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน (Power Harassment) โดยเพื่อนร่วมงานหญิง จนทำให้เขาเกิดภาวะกลัวผู้หญิงในชีวิตจริง และมิกุคือผู้ที่ดึงเขาออกจากภาวะซึมเศร้า

สิ่งที่คอนโดะและโนกุชิโหยหาเหมือนกัน คือ ‘พื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีการตัดสิน’ (Non-judgmental Safe Space) ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยทางอารมณ์ (Emotional Safety) แน่นอนว่าคุยกับ AI แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทิ้งหรือถูกนอกใจ ตัวผู้ใช้สามารถควบคุมสถานการณ์และความรู้สึกได้ 100% และ AI พร้อมรับฟังเสมอ ไม่ว่าผู้ใช้จะมีอารมณ์แบบไหน

สะท้อนถึงเทรนด์ “ความรักที่ออกแบบได้” ซึ่งไม่ใช่แค่การหนีจากความเจ็บปวด แต่เป็นการเลือก “ความสมบูรณ์แบบ” ตั้งแต่แรก เพื่อตัดปัญหาความขัดแย้งที่มักเกิดในความสัมพันธ์แบบมนุษย์

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกสาเหตุ ‘อาเซียนจมน้ำ’

คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกสาเหตุ 'อาเซียนจมน้ำ'

คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกสาเหตุ ‘อาเซียนจมน้ำ’

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปกติแล้ว ในช่วงนี้ของปี ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กำลังอยู่ในช่วงฤดูฤดูมรสุม ฝนจะตกหนักมากเป็นพิเศษ แต่มรสุมปีนี้รุนแรงหนักหน่วงที่สุด ส่งผลกระทบรุนแรงต่อหลายล้านชีวิต เฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาของไทย เผชิญฝนตกกระหน่ำไม่หยุดแบบไม่ลืมหูลืมตา เรียกว่าฝน 300 ปี เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคเหนือของมาเลเซีย ที่มีพรมแดนติดกับไทย รวมถึงที่เกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย และอาจนับรวมหลายพื้นที่ของเวียดนาม ที่เผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมครั้งใหญ่ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนนี้ จนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยราย ก็ล้วนมาจากสภาพอากาศสุดขั้ว ที่ไม่ได้มาแค่ฝนตกหนักตามฤดูกาล แต่รวมถึงร่องมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พาดตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิกไปถึงมหาสมุทรอินเดีย พายุน้อยใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นถี่มาก และปรากฎการณ์ลานิญา จากภาวะโลกร้อน ที่ล้วนเป็นตัวแปรให้สถานการณ์เลงร้ายมากขึ้น

เริ่มจากสภาพอากาศสุดขั้วกันก่อน

ต้องยอมรับว่าฝนที่ตกในช่วงนี้ในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่าหนักมากผิดปกติ จากร่องมรสุมที่ทรงพลังและคงที่ ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำ ได้นำความชื้นจำนวนมหาศาลเข้าสู่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยและคาบสมุทรมาเลเซีย

สำนักอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซียบอกด้วยว่า ฝนที่ตกหนักจากมรสุมมีความเชื่อมโยงกับการเสริมกำลังของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นผลกระทบที่เกิดจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน 2 ลูก คือพายุโคโตะ หรือเวอร์เบนา ที่ก่อตัวนอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ และทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคกลางของฟิลิปปินส์แล้ว ส่วนพายุอีกลูกคือไซโคลนเขตร้อนเซนยาร์ ซึ่งได้พัดถล่มพื้นที่บางส่วนของอินโดนีเซียมาตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. ประกอบกับปรากฏการณ์ลานีญา ที่ทวีความรุนแรงขึ้น มักจะนำมาซึ่งปริมาณน้ำฝนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยสำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของมาเลเซียและอินโดนีเซียในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มความเสี่ยงและความรุนแรงของฝนตกหนักและน้ำท่วมอย่างมาก

ฝนที่ตกต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำฝนเกิน 630 มิลลิเมตร ในช่วงเวลาเพียง 3 วัน ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน สูงกว่าสถิติของน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 และเป็นปริมาณน้ำฝนรายวันที่หนักที่สุดในรอบ 300 ปีในบางพื้นที่ ทำให้ระบบระบายน้ำที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับได้

ขณะที่ลักษณะฝนที่ตก สังเกตได้ว่าเป็นการตกกระหน่ำแบบไม่ลิมหูลืมตา และตกแช่ในพื้นที่แคบๆ ไม่เคลื่อนตัวไปที่อื่น แบบที่เราเรียกกันในภาษาปากว่า Rain Bomb อันมีความหมายตรงกับปรากฎการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่เรียกว่า Wet Microburst หรือ Cloudburst ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกระแสลมพุ่งลงอย่างแรงจากพายุฝนฟ้าคะนอง ทำให้ฝนตกกระหน่ำอย่างฉับพลัน ในเวลาสั้นๆ และในพื้นที่เล็ก ๆ ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตรภายในหนึ่งชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20-30 ตารางกิโลเมตร

ฟาม ที ทัน งา ผู้อำนวยการสถาบันอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเวียดนาม วิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ลานีญา หรือภาวะที่น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางเย็นตัวลง ส่งผลให้ความร้อนแผ่ไปทางตะวันตกและเสริมความแรงของฝนมรสุมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังปรากฏชัดต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แม้จะไม่รุนแรงเท่าปีก่อนๆ แต่ก็เพียงพอที่จะเพิ่มปริมาณน้ำฝนและทำให้รูปแบบมรสุมรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ฤดูมรสุมปีนี้มีความแปลกอย่างชัดเจน เพราะแม้พื้นผิวน้ำทะเลในแปซิฟิกตอนกลางจะเย็นลง แต่ทะเลจีนใต้ด้านตะวันออกของเวียดนาม และทะเลฟิลิปปินส์ฝั่งตะวันออกกลับยังอุ่นผิดปกติ เกิดเป็นเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบให้พายุสร้างฝนหนักผิดปกติ

ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและภูมิประเทศ

การรวมกันของฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง กับภูมิประเทศที่มีความลาดชัน โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะสุมาตราของอินโดนีเซียและมาเลเซีย กระตุ้นให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มที่อันตราย ส่วนพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นแอ่งกระทะตามธรรมชาติ รับน้ำจากเทือกเขาและที่สูงรอบตัวเมืองจนเกิดน้ำท่วมมาแล้วหลายรอบ แต่รอบนี้ปริมาณน้ำฝนมหาศาล มลน้ำป่าไหลบ่ามาจากทุกทิศทาง จนระบบระบายน้ำที่มีอยู่แตกพ่าย ไม่สามารถระบายน้ำออกไปได้ทันเวลา

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความอิ่มตัวของพื้นดิน น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังปีที่มีฝนตกชุกอยู่แล้ว น้ำท่วมก่อนหน้านี้ในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงช่วงเวลาที่มีฝนตกก่อนหน้าในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทำให้พื้นดินอิ่มตัวไปด้วยน้ำแล้ว ส่งผลให้น้ำไหลบ่าสู่ผิวดินเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาพรวมของทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเผชิญปรากฎการณ์ลานิญาที่ยืดเยื้อไปถึงต้นปีหน้า เป็นตัวแปรสำคัญต่อความเสี่ยงที่จะเกิดปริมาณฝนแบบฟ้ารั่วอีก แนวโน้มระยะยาวของภูมิภาคนี้เต็มไปด้วยความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ครั้งหนึ่งเคยถือว่า “หายาก” กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ

ภาวะโลกร้อนก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ปรากฎการณ์ลานิญาหนักหน่วงยิ่งขึ้น ซ้ำเติมกับที่มันทำให้ชั้นบรรยากาศเก็บกักความชื้นไปสะสมได้มากขึ้น เปลี่ยนแปลงระบบหมุนเวียนอากาศทั่วโลก จึงเกิดสภาพอากาศสุดขั้วถี่ขึ้น

เซลินา ไซตอน อิบราฮิม รองศาสตราจารย์จากคณะวนศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซีย กล่าวว่า ชุมชนมีเวลาเตรียมตัวน้อยลงมาก และประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่พร้อมเรื่องการเตรียมตัวอพยพ หรือประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่จำนวนไต้ฝุ่นอาจไม่เพิ่มขึ้น แต่ความรุนแรงของพายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามหลักวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝนจะไม่สม่ำเสมอมากขึ้น เหตุการณ์รุนแรงจะเกิดถี่กว่าเดิม และมีความเสี่ยงซ้อนทับหลายรูปแบบ ทำให้ระบบพยากรณ์อากาศของประเทศต่างๆ ถูกกดดันอย่างหนัก

ส่วน  เฟรโดลิน ถังกัง นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ศาสตราจารย์กิตติคุณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติของมาเลเซีย เสนอแนะว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ ในภูมิภาคควรลงทุนมากขึ้นในการปรับตัวทางภูมิอากาศ เพื่อบรรเทาผลกระทบและเพิ่มความพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งรวมถึงการยกเครื่องระบบคลองและการระบายน้ำ การเพิ่มพื้นที่ธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บน้ำ การป้องกันชายฝั่ง การพัฒนาระบบพยากรณ์แบบชาญฉลาด และการสร้างศักยภาพให้ชุมชนพร้อมรับมือ

อย่างไรก็ดี หากไม่สามารถจัดการกับปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเพื่อลดโลกร้อนได้ ทั้งโลกยังจะต้องเผชิญกับหายนะจากสภาพอากาศสุดขั้วเช่นนี้บ่อยครั้งขึ้น

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน: ญี่ปุ่นเจ็บตัวหนัก จากข้อพิพาทปมไต้หวันกับจีน

คุยกัน 7 วันหน: ญี่ปุ่นเจ็บตัวหนัก  จากข้อพิพาทปมไต้หวันกับจีน

คุยกัน 7 วันหน: ญี่ปุ่นเจ็บตัวหนัก จากข้อพิพาทปมไต้หวันกับจีน

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.32 น.

ข้อพิพาททางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่ลุกลามจากคำพูดของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เรื่องการตอบโต้ทางทหารหากจีนบุกไต้หวัน กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพราะจีนเอาจริงด้วยการตอบโต้ทางเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ จนญี่ปุ่นตั้งตัวแทบไม่ทัน

ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำหญิงของญี่ปุ่น กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า หากจีนเปิดฉากโจมตีทางทหารต่อไต้หวัน อาจสร้างสถานการณ์เสี่ยงที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น และอาจทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจใช้กำลังทหารได้

คำพูดนี้ส่งผลให้ทางการจีนไม่พอใจอย่างหนัก เริ่มจากกระทรวงต่างปรเทศจีนเรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบ เพื่อประท้วงคำกล่าวดังกล่าวและเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นถอนคำพูด พร้อมทั้งเตือนให้ญี่ปุ่นหยุดเล่นกับไฟ และเสริมว่า หากญี่ปุ่นกล้าแทรกแซงสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน จะถือเป็นการรุกรานและต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ หนังสือพิมพ์พีแอลเอ เดลี (PLA Daily) กระบอกเสียงของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเตือนว่า ญี่ปุ่นเสี่ยงทำให้ทั้งประเทศกลายเป็นสมรภูมิ หากเข้าแทรกแซงทางทหารในช่องแคบไต้หวัน

จีนเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น

ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ จากกรณีผู้นำญี่ปุ่นได้แสดงความเห็นยั่วยุเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ส่งผลให้บรรยากาศการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนเสื่อมถอยลงอย่างมาก และสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของชาวจีนในญี่ปุ่นอย่างยิ่ง จึงขอแนะนำอย่างยิ่งให้ประชาชนชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงอนาคตอันใกล้ ส่วนผู้ที่อยู่ในญี่ปุ่นอยู่แล้วขอให้ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและเพิ่มการดูแลตนเอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบแจ้งตำรวจและขอความช่วยเหลือจากสถานทูตและสถานกงสุลจีน

ส่วนสายการบินใหญ่ 6 แห่งของจีน ประกอบด้วยแอร์ไชนา, ไชนาเซาเทิร์นแอร์ไลน์, ไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์, ไห่หนานแอร์ไลน์, เสฉวนแอร์ไลน์ และเซี่ยเหมินแอร์ ออกประกาศให้ผู้โดยสารสามารถขอเงินคืนหรือเปลี่ยนตั๋วโดยสารที่เดินทางไปญี่ปุ่นก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่งผลให้สายการบินจีนมียอดยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นแล้วเกือบ 5 แสนที่นั่ง ขณะที่จำนวนการยกเลิกตั๋วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีมากกว่าการจองใหม่ถึง 27 เท่า

แน่นอนว่ามาตรการนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงปลายปีอันเป็นช่วงไฮซีซั่น ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากถึงเกือบ 7.5 ล้านคน สูงที่สุดในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 31.65 ล้านคนที่ไปญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวจีนมักนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นเนื่องจากเที่ยวบินสั้น แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และราคาที่ดึงดูดใจจากการอ่อนค่าของเงินเยน เฉพาะเดือนกรกฎาคม-กันยายนปีนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนใช้จ่ายในญี่ปุ่นรวม 590,000 ล้านเยน (ราว 123,390 ล้านบาท) สูงที่สุดเมื่อเทียบเป็นรายประเทศหรือรายภูมิภาค

ผู้บริหารบริษัททัวร์แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวเปิดเผยว่า มีกรุ๊ปทัวร์จากจีนขอยกเลิกการเดินทางเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของบริษัททัวร์ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 10 ของยอดขายทั้งหมดจนถึงสิ้นปีนี้ จนถึงขณะนี้มีกรุ๊ปทัวร์ขอยกเลิกไปแล้วถึง 20 กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 80 ของยอดขายตลอดทั้งปี การถูกยกเลิกทัวร์ทำให้บริษัทเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะการยกเลิกแบบกะทันหัน เพราะทางบริษัทได้ดำเนินการติดต่อโรงแรม ร้านอาหาร ไกด์นำเที่ยว และการจัดการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเอาไว้แล้ว ผู้บริหารบริษัททัวร์แห่งนี้ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนบอกว่า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้สัก 1-2 เดือนก็พอจะรับมือไหว แต่ถ้าหากลากยาวไปกว่านี้คงได้รับความเสียหายหนัก

สั่งระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น

จีนยังสั่งห้ามการนำเข้าอาหารทะเลของญี่ปุ่นทั้งหมด อ้างเรื่องความกังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจของญี่ปุ่นที่ปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่ประสบความเสียหายลงสู่ทะเลในปี 2566 ทั้งที่เมื่อช่วงต้นปีนี้ จีนเพิ่งผ่อนคลายมาตรการจำกัดการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นบางส่วน หลังจากเคยแบนอาหารทะเลบางส่วนจากญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เปิดเผยว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นจะส่งออกมายังจีน แต่จีนไม่มีตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้

การระงับคำสั่งซื้อนี้กระทบญี่ปุ่นอย่างหนัก เพราะจีนเป็นตลาดหลักของอาหารทะเลญี่ปุ่น รองรับการส่งออกอาหารทะเลทั้งหมดของญี่ปุ่นมากกว่า 1 ใน 5 หากจีนระงับคำสั่งซื้อทั้งหมด ชาวประมง อุตสาหกรรมแปรรูป และผู้ส่งออกอาหารทะเลในญี่ปุ่นจะเดือดร้อน โดยรวมส่งออกอาหารทะเลญี่ปุ่นปี 2566 มูลค่า 3.9 ล้านล้านเยน (ราว 858,000 ล้านบาท) ญี่ปุ่นอาจต้องหาตลาดใหม่ แต่การแข่งขันสูงและต้นทุนเพิ่มจะฉุดกำไรลง

ขัดแย้งลามถึงการฉายภาพยนตร์

ข้อพิพาทล่าสุดระหว่างญี่ปุ่นกับจีนยังส่งผลกระทบลามไปถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ หลังจากบริษัทผู้นำเข้าและบริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในจีนแจ้งว่า ภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2 เรื่องคือ “เครยอนชินจังเดอะมูฟวี่ ตอน ร้อนแรงแซ่บเวอร์! แดนเซอร์แห่งคาซึคาเบะ” (Crayon Shin-chan the Movie: Super Hot! Scorching Kasukabe Dancers) และ “เซลล์ขยันพันธุ์เดือด” (Cells at Work!”) จะยังไม่ฉายในจีนตามกำหนด จากเดิมที่มีกำหนดฉายในอีกไม่กี่สัปดาห์  โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะกระแสสังคมในหมู่ผู้ชมชาวจีนกำลังต่อต้านญี่ปุ่นอย่างหนัก เช่นเดียวกับภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง “ดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต” (Demon Slayer: Infinity Castle) ที่มีกระแสตอบรับดีในช่วงแรก กลับมียอดจำหน่ายตั๋วลดลง เนื่องจากผู้ชมชาวจีนมีความไม่พอใจอย่างมากจากคำพูดของผู้นำญี่ปุ่น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ญี่ปุ่นพยายามจะรอมชอมกับจีนในอีกมุมหนึ่ง ขณะที่ในมุมของประชาชนทั่วไป ชาวจีนในกรุงปักกิ่งมองว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนมากขนาดนั้น เพราะมองว่าการเมืองก็คือการเมือง บางคนระบุว่าไม่ได้สนใจความขัดแย้งทางการทูตมากเป็นพิเศษ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของกลุ่มที่มีอำนาจสูงกว่า จึงมองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวบุคคลในระดับประชาชนมากเท่าใดนัก

แต่สำหรับผู้ประกอบการในบางธุรกิจและอุตสาหกรรม แน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โดยเฉพาะกับบริษัทญี่ปุ่นบางแห่งคงอยู่ไม่ได้หากไม่มีแรงซื้อจากชาวจีน จึงอยากจะให้ทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้อย่างเร่งด่วนและไม่ให้กระทบสัมพันธ์

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ที่อาจกระทบเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน :  ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.35 น.

บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ หรือบีบีซี สถานีโทรทัศน์สาธารณะชื่อดังของอังกฤษ กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งจดหมายขู่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 36,000 ล้านบาท จากกรณีสารคดีที่ออกอากาศในปี 2567 ซึ่งมีการตัดต่อคำพูดจากสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2564 ทำให้ดูเหมือนทรัมป์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนใช้ความรุนแรงบุกอาคารรัฐสภา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมผู้ผลิตรายการ BBC Panorama อันเป็นรายการระดับ ‘เรือธง’ของตนเอง นำคลิปเสียงและภาพจากสุนทรพจน์ของทรัมป์ในวันชุมนุม มาตัดต่อโดยนำเนื้อหา 2 ช่วงของสุนทรพจน์ที่ทรัมป์กล่าวห่างกัน 54 นาทีมาตัดต่อรวมเป็นก้อนเดียวกัน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าเขากำลังยุยงให้เกิดการจลาจล

ประโยคเจ้าปัญหาที่ว่า คือ “We’re going to walk down to the Capitol… and I’ll be there with you. And we fight. We fight like hell.” จนเกิดความเข้าใจผิดว่า ทรัมป์พูดคำว่า “ต่อสู้อย่างสุดชีวิต” (Fight like hell) เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้บรรดาผู้สนับสนุนของเขาเดินไปยังอาคารรัฐสภา ทั้งที่ในสุนทรพจน์จริง คำว่า Fight like hell ที่ทรัมป์พูด อยู่ในอีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ ห่างจากส่วนแรกถึง 54 นาที อีกทั้งทรัมป์ยังพูดประโยคนี้ ในบริบทของการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องประเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงกับการใช้ความรุนแรงโดยตรง

ข้อผิดพลาดนี้ถูกเปิดโปงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อรายงานภายในของ ไมเคิล เพรสคอตต์ อดีตที่ปรึกษาด้านบรรณาธิการของ BBC รั่วไหลไปถึงสื่อ The Telegraph รายงานดังกล่าวระบุว่า การตัดต่อดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของคำพูดและทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร ข่าวนี้ขยายวงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การร้องเรียนหลายร้อยกรณี กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ และนำไปสู่วิกฤตการณ์ของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้

หลังจากกระแสข่าวรุนแรงขึ้น ทิม เดวีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC และ เดโบราห์ เทอร์เนสส์ หัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการข่าว ประกาศลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมคำขอโทษจากประธาน BBC ซาเมียร์ ชาห์ ที่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจ และยอมรับว่าการตัดต่อดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง แต่ยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเรื่องการมีอคติอย่างเป็นระบบในการรายงานข่าวของ BBC

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทางสถานีโทรทัศน์ ฟอกซ์ นิวส์ ยืนยันจำเป็นต้องยื่นฟ้องและดำเนินการทางกฎหมายต่อ BBC เนื่องจากสุนทรพจน์ที่เขากล่าวในปี 2564 และถูกตัดต่อและออกอากาศผ่านรายการสารคดีของ BBC เป็นการทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดว่าเขาสนับสนุนให้มีการใช้กำลังก่อความรุนแรง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมเรียกร้องให้ BBC ออกแถลงการณ์แก้ไข ขอโทษอย่างเป็นทางการ และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 พ.ย.) หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีการฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทในศาลสหรัฐฯ

โฆษกของ BBC บอกว่ารับทราบจดหมายดังกล่าวแล้ว และจะตอบกลับโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม แม้ BBC ยังไม่เปิดเผยแนวทางทางกฎหมาย แต่ภายในองค์กรเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแต่ต้องเผชิญการโจมตีจากทรัมป์ หากยังถูกฝ่ายการเมืองในอังกฤษ โดยเฉพาะพรรคอนุรักษนิยม ใช้เป็นเครื่องมือโจมตีต่อเนื่อง

ลิซ ทรัสส์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยม โพสต์ลงบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ว่า ถึงเวลาที่โลกจะได้เห็น BBC ในมุมที่แท้จริง การบิดเบือนและอคติในการรายงานทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนมานาน เสียงวิจารณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ BBC ต้องตกอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างที่สุด ขณะที่ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยมอีกคน บอกว่าจะหยุดจ่ายค่าธรรมเนียมโทรทัศน์ (Licence Fee) จนกว่า BBC จะออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับคลิปที่เป็นข้อถกเถียงนี้

ข่าวอื้อฉาวนี้ เกิดขึ้นในระหว่างที่รัฐบาลอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบโครงสร้างค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ BBC และพระราชบัญญัติหลวงที่คุ้มครององค์กรกำลังจะหมดอายุในสิ้นปี 2570 ฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนไม่น้อยใช้เหตุการณ์นี้เรียกร้องให้ ยุติการออกอากาศที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ขณะที่นักข่าวและบุคลากร BBC จำนวนมากออกมาปกป้ององค์กร โดยยืนยันว่านี่เป็น “ข้อผิดพลาดทางงานข่าว” ไม่ใช่ความตั้งใจทางการเมือง และกำลังต่อสู้จริงจังเพื่อปกป้องการสื่อสารสาธารณะ ที่กำลังถูกคุกคามอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่หนแรกที่ BBC ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำเสนอข่าว ที่หลายคนเรียกว่า ‘ในแบบที่อยากให้ผู้ชมเห็น’ แทนที่จะเป็นการนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และปราศจากอคติ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการนำเสนอสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา BBC อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถูกกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์มองว่านำเสนอข่าวเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง การนำเสนอข่าวหรือประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มคนข้ามเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ ที่ BBC ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องว่ามีอคติต่อคนบางกลุ่ม รวมถึงการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับฝ่ายขวา (อนุรักษ์นิยม) และฝ่ายซ้าย (หัวก้าวหน้า) หรือกลุ่ม woke ที่ BBC ถูกกล่าวหาว่า มีความโอนเอียงเข้าหากระแส woke อย่างชัดเจน

ในส่วนของบ้านเรา ถ้ายังจำกันได้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา BBC ก็เพิ่งนำเสนอสารคดีเรื่อง Thailand: The Dark Side of Paradise ที่บอกเล่าถึงด้านมืดของประเทศไทย เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และปัญหาทุจริต โดยพยายามนำเสนอข้อมูล หรือบทสัมภาษณ์ผู้คนที่สนับสนุนเรื่องนี้แต่เพียงด้านเดียว จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนเป็นสารคดืที่ตั้งธงไว้แล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อันตราย จนทำให้เกิดกระแสตีกลับ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย หรือเคยมาเที่ยวไทยก็บอกว่า เมืองไทยไม่ได้เป็นแบบนี้ ไม่ได้อันตรายอย่างที่เห็นในสารคดี รวมทั้งแขกรับเชิญในรายการต่างก็บอกด้วยว่า พวกเขาถูกตัดต่อเสียงสัมภาษณ์จากการพูดอย่างหนึ่ง แต่ถูกตัดต่อจนคำพูดของแขกรับเชิญถูกบิดเบือนให้หมายความอีกอย่างหนึ่ง

BBC มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี ได้รับการยกย่องมาตลอด เรื่องมาตรฐานการรายงานข่าวที่มีความรับผิดชอบและจริยธรรม อีกทั้งมีสถานะพิเศษในอังกฤษและทั่วสหราชอาณาจักร เพราะเป็นสื่อสาธารณะที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ที่เก็บจากครัวเรือนในสหราชอาณาจักร เรียกได้ว่า BBC ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชนโดยตรง จึงมีความรับผิดชอบในการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะโดยตรง และต้องรักษาความเป็นกลางในการรายงานข่าว

ผู้เชี่ยวชาญสื่อหลายคนมองว่า วิกฤตที่ BBC เผชิญตอนนี้ สะท้อนรอยร้าวที่ลึกกว่าข้อผิดพลาดในการตัดต่อ หรือการนำเสนอแบบมีอคติ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามความเชื่อมั่นต่อสื่อสาธารณะในยุคที่ความจริงถูกตีความตามมุมมองการเมือง ไม่เพียงแต่ BBC ต้องพิสูจน์ความถูกต้อง แต่ยังต้องต่อสู้เพื่อคงอยู่ในสังคมที่ความไว้วางใจต่อสื่อกำลังสั่นคลอน

ที่สำคัญ BBC ยังดูไม่แน่นอนว่าตัวเองอยากจะเป็นสื่อแบบไหน แม้ BBC จะเป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชน แต่ก็มีแนวทางที่อยากจะแข่งขันอุตสาหกรรมสื่อ ซึ่งเป้าหมายสองอย่างนี้ บางครั้งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งในแนวทางการทำงาน ที่ทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความเฉียบขาด ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน รวมถึงความต้องการนำเสนอ ‘ความจริง’ ในแบบที่ BBC ต้องการ เพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อรีพับลิกันถูกน็อค ฝ่ายซ้ายแจ้งเกิดสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อรีพับลิกันถูกน็อค ฝ่ายซ้ายแจ้งเกิดสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อรีพับลิกันถูกน็อค ฝ่ายซ้ายแจ้งเกิดสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

การเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในพรรคเดโมแครตที่กำลังหาทางปรับตัวให้เข้ากับฐานเสียงรุ่นใหม่และชนชั้นกลางล่างที่เริ่มหันหลังให้กับนักการเมืองสายกลางเก่าแก่และระบอบนักการเมืองอุปถัมป์ที่ผูกขาดมานาน

ล่าสุด ชัยชนะของ โซห์ราน มัมดานี ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงการพลิกผันนี้ เพราะมัมดานีไม่ใช่แค่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ที่ฝ่ายซ้ายเฝ้ารอคอยมานาน

รู้จัก ‘โซห์ราน มัมดานี’

ย้อนดูประวัติของมัมดานี จะเห็นภาพชายหนุ่มที่เติบโตมาจากรากฐานที่ห่างไกลจากอำนาจการเมืองแบบดั้งเดิม เขาเกิดเมื่อปี 1993 ในกรุงคัมปาลา เมืองหลวงของยูกันดา ประเทศในแอฟริกาตะวันออก ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และการเมืองไม่มั่นคง

พ่อของมัมดานีเป็นชาวอินเดียเชื้อสายกุจราตีที่ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในยูกันดา ขณะที่แม่เป็นชาวยูกันดาเชื้อสายอินเดียเช่นกัน ครอบครัวมัมดานีเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มน้อยในสังคมยูกันดาที่ส่วนใหญ่เป็นคริสเตียนและมุสลิมนิกายซุนนี เมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบ ครอบครัวต้องอพยพหนีภัยสงครามและความยากจน มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ โดยตั้งรกรากในย่านอัพเปอร์ เวสต์ ไซด์ ของนครนิวยอร์ก ย่านที่เต็มไปด้วยผู้อพยพจากทั่วโลก

ชีวิตวัยเด็กของมัมดานีในนิวยอร์กไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางล่าง พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูลูก 4 คน โดยพ่อเป็นวิศวกรโยธา ส่วนแม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ มัมดานีเคยเล่าว่า เขาได้เรียนรู้เรื่องความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เด็ก จากการเห็นเพื่อนบ้านที่เป็นผู้อพยพต้องดิ้นรนกับค่าเช่าบ้านที่พุ่งสูงและระบบการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม

มัมดานีจบมัธยมจากโรงเรียนสาธารณะในย่านบรองซ์ ก่อนเข้าศึกษาที่วิทยาลัยโบวดวง คอลเลจ (Bowdoin College) ในรัฐเมน หลังจบปริญญาตรี มัมดานีทำงานเป็นครูสอนเด็กยากจนในบรูคลิน และเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาปัญหาบ้านถูกยึด ช่วยเหลือผู้อพยพในย่านควีนส์ให้เข้าถึงที่พักอาศัยราคาถูก ประสบการณ์ในเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้มัมดานีลงสู่สนามการเมือง เพื่อหวังแก้ไขวิกฤตเรื่องที่อยู่อาศัยในนิวยอร์ก

เริ่มจากทำงานเป็นอาสาสมัครและผู้ช่วยให้นักการเมืองท้องถิ่นหลายคน สั่งสมประสบการณ์พักใหญ่ จนในปี 2019 มัมดานีชิงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาของรัฐนิวยอร์ก เขต 36 และชนะแบบถล่มทลายด้วยคะแนนกว่าร้อยละ 80 ตั้งแต่นั้นมา มัมดานีกลายเป็นดาวรุ่งของฝ่ายซ้ายในเดโมแครต โดยผลักดันกฎหมายขยายสิทธิสตรี การดูแลสุขภาพฟรีสำหรับเด็ก และการลดภาษีสำหรับชนชั้นกลางล่าง ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้เขาเป็นนักการเมืองที่จริงใจ และไม่ยอมประนีประนอมตามคำนิยมจากเพื่อนร่วมพรรค

จากโนเนม สู่นายกเล็กนิวยอร์ก

การหาเสียงชิงนายกเทศมนตรีครั้งนี้เริ่มต้นแบบ ‘ใต้ดิน’ ในปี 2024 มัมดานีไม่มีชื่อเสียง ไม่มีเงินทุนจากกลุ่มทุนใหญ่ และไม่มีตระกูลการเมืองคอยหนุนหลัง ต่างจากคู่แข่งอย่าง แอนดรูว์ คูโอโม ผู้เคยดำรงผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กระหว่างปี 2011-2021 ที่มีเครือข่ายกว้างขวาง

มัมดานีเริ่มจากฐานเสียงในย่านผู้อพยพ ใช้โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Instagram สร้างคลิปสั้น ๆ อธิบายนโยบายแบบเข้าใจง่าย เช่น ทำไมค่าเช่าบ้านในนิวยอร์กถึงแพงขนาดนี้ ? ซึ่งกลายเป็นไวรัลและดึงดูดคนรุ่นใหม่ และเหล่า Gen-Z ได้นับล้านๆ วิว

มัมดานีเน้นนโยบายแบบหัวก้าวหน้า (progressive) ชัดเจน เช่น ดูแลเด็กฟรี รถบัสโดยสารฟรี ขยายรถไฟฟ้า ลดอิทธิพลทุนเอกชนในที่อยู่อาศัย เพิ่มการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับคนรายได้น้อย และขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นชั่วโมงละ 30 ดอลลาร์ภายในปี 2030 เขาไม่กลัวที่จะประกาศตัวเป็น “สังคมนิยมประชาธิปไตย” (democratic socialist) ซึ่งเป็นคำที่รีพับลิกันใช้โจมตี แต่สำหรับฐานเสียงของเขา มันคือ “ความหวัง” แม้หลายฝ่ายจะตั้งข้อสังเกตว่า มัมดานีจะนำงบประมาณจำนวนมหาศาลมาจากไหนมาสนับสนุนโครงการในฝันทั้งหลาย

ชัยชนะถล่มทลายของมัมดานี ที่เอาชนะคูโอโมร้อยละ 50.3 ต่อ ร้อยละ 42 กวาดคะแนนเสียงเกิน 1 ล้านคะแนนเป็นคนแรกนับตั้งแต่ปี 1969 สะท้อนว่าไม่ใช่แค่นิวยอร์ก แต่เป็นจุดเปลี่ยนของเดโมแครต พรรคที่กำลังเผชิญวิกฤตหลุดฐานชนชั้นแรงงาน หลังทราบผลเลือกตั้ง มัมดานีประกาศชัยชนะต่อผู้สนับสนุน บอกว่าทุกคนในนิวยอร์กได้โค่นระบอบการเมืองแบบเดิมๆ ที่กำหนดโดยกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม แต่หลังจากนี้นิวยอร์กจะเป็นของทุกคน การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นทันที

มัมดานียังสามารถพิสูจน์ว่า ฝ่ายซ้ายสามารถดึงกลุ่มนี้กลับได้ โดยโฟกัสเศรษฐกิจจริง ๆ เช่น เสนองานพลังงานสะอาดที่สร้าง 100,000 ตำแหน่งในพลังงานหมุนเวียน เขายังเป็นสัญลักษณ์ความหลากหลาย เพราะเป็นชาวมุสลิมคนแรกจากแอฟริกาที่อายุน้อยสุดตั้งแต่ ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์เดโมแครตต่อฐานผู้อพยพและคนรุ่นใหม่

ฝ่าด่านการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายรออยู่อีกมาก ประการแรก อำนาจนายกเทศมนตรีจำกัด ต้องผ่านสภาเมืองที่สายกลาง และ แคธี โฮเคิล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ที่ไม่เห็นด้วยกับขึ้นภาษีเพื่อทุนโครงการใหญ่ มัมดานีเคยวิจารณ์ทุนวอลล์สตรีตดุเดือด แต่ตอนนี้ต้อง ‘เจรจา’ เพื่องบประมาณ หากล้มเหลวจะคล้าย บิล เดอ บลาซิโอ อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กคนเก่าอีกราย ที่ถูกวิจารณ์ว่าทำงานครึ่ง ๆ กลาง ๆ ในปี 2560

ประการสอง ศึกกับทรัมป์ ในสุนทรพจน์หลังคว้าชัยชนะ มัมดานีประกาศ ‘นิวยอร์กคือต้นแบบล้มทรัมป์’ และล้อทรัมป์ว่า ‘เปิดเสียงโทรทัศน์ให้ดังๆ’ ซึ่งจะจุดชนวนโจมตีจากฝ่ายขวาพวกเขาจะวาดภาพเป็น “สังคมนิยมสุดโต่ง” ที่นำพาเมืองสู่ล้มละลาย โดยขุดสถิติอาชญากรรมหรือเศรษฐกิจติดลบ

อีกประเด็นคือประเด็นต่างประเทศ มัมดานีเคยประณามอิสราเอลในสงครามกาซา และสัญญาจะจับกุมเนทันยาฮูหากมาเยือน ซึ่งอาจจุดชนวนต่อต้านจากชุมชนยิวในนิวยอร์ก ที่มีจำนวนประชากรราวร้อยละ 10 และสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ ฐานเสียงของเขายังแคบอีกด้วย ผลสำรวจจาก CBS ชี้ร้อยละ 46 ชาวอเมริกันไม่รู้จักเขาเลย ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีช่องโจมตีง่าย และข้อเท็จจริงที่ว่า นักการเมืองหน้าใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์อย่างเขา จะรับมือกับฝ่ายตรงข้ามอย่างรัฐบาลกลางของทรัมป์ที่เขี้ยวลากดินได้อย่างไร

แต่โอกาสก็มีมหาศาล เพราะมัมดานีไร้ประวัติเก่า ไม่มีข้อกล่าวหาแบบคูโอโม ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กถึงสามสมัย แต่ลาออกในปี 2021 หลังมีรายงานจากอัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์กที่สรุปว่า เขาได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง 11 คน ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย  มัมดานีสามารถสร้างแบรนด์ใหม่ได้ เริ่มจากนโยบายเร่งด่วนอย่าง “ที่อยู่อาศัยราคาถูก” ซึ่งตอบโจทย์วิกฤตคนไร้บ้านในนิวยอร์ก หากประสบความสำเร็จ จะเป็นโมเดลสำหรับเลือกตั้งชิงวุฒิสมาชิกหรือผู้ว่าฯ ในปี 2570 และช่วยฝ่ายซ้ายเดโมแครต ‘รีแบรนด์’ จากภาพสุดโต่งสู่ปฏิบัติได้จริง

ทรัมป์เดือด-ขู่จัดการ

ชัยชนะถล่มทลายของมัมดานี ทำให้ทรัมป์เดือดจัด เพราะรีพับลิกันแพ้เรียบทั้ง 3 สนามใหญ่ ทั้งสนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก รวมถึงศึกชิงผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและรัฐนิวเจอร์ซีย์ ท่ามกลางยอดผู้มาใช้สิทธิ์ทะลุ 2 ล้านคน สูงสุดในรอบ 40 ปี เป็นสัญญาณชัดว่าประชาชนนิวยอร์ก ‘ตอกกลับ’ ทรัมป์แบบไม่เกรงใจ หลังรู้ผลเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ทรัมป์ถึงกลับจาบจ้วงคนยิวที่เลือกมัมดานี เรียกมัมดานีว่าเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ ระบุว่า ฝ่ายตรงข้ามของเขากำลังพยายามเปลี่ยนอเมริกาให้เป็นคิวบาหรือเวเนซุเอลา และขู่ตัดงบกลาง ซึ่งก็จะทำให้รัฐบาลกลางอาจทำได้แค่ตั้งงบให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ตามกฎหมายกำหนด เพื่อกดดันนายกเทศมนตรีคนใหม่

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่เป็นผลดีสำหรับพรรครีพับลิกัน แต่ก็ยังแก้ต่างว่า ถ้ามีชื่อเขาให้กาในบัตรเลือกตั้ง รีพับลิกันก็ชนะไปแล้ว! และโยนความผิดให้การสถานการณ์ชัตดาวน์ ที่ตอนนี้ลากยาวเป็นสถิติใหม่ ทำให้ประชาชนไม่พอใจ และเร่งสั่งรีพับลิกันให้กลับสภาคองเกรส ดันกฎหมายฝ่าวิกฤตชัตดาวน์โดยเร็วที่สุด