คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

คุยกัน 7 วันหน : เบื้องลึกเบื้องหลัง ‘Epic Fury’ ทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีอิหร่าน ?

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มีหลายสื่อหลายสำนักมากมายลงบทวิเคราะห์ถึงที่มาต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในการสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการสนธิกำลังร่วมกันกับอิสราเอล แต่ผู้เชียนของหยิบยกเนื้อหาจาก The Guardian ที่ใช้ชื่อว่า “Inside Trump’s decision to attack Iran: A window of opportunity” (https://www.theguardian.com/us-news/2026/feb/28/trump-attack-iran-opportunity) ที่เปิดเผยเบื้องลึกการตัดสินใจในการสั่งการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ของทรัมป์ในครั้งนี้ ที่น่าสนใจในหลายแง่มุม

หน้าต่างแห่งโอกาส

ชื่อบทความอ้างถึงข้อมูลกรองชุดสำคัญที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หรือ CIA และหน่วยข่าวกรองอิสราเอล หรือมอสซาด ได้รับมาว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมด้วยผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC มีกำหนดการประชุมร่วมกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานเมื่อเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นได้ ต้องขอบคุณอิสราเอล ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างระบบที่ซับซ้อนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เรียกว่า “เครื่องจักรสร้างเป้าหมาย” ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากกล้องวงจรปิดตรวจสภาพการจราจรในกรุงเตหะรานของอิหร่านตั้งแต่หลายปีก่อน ทำให้ทราบความเคลื่อนไหว ข่าวกรอง การดักฟัง ภาพถ่ายดาวเทียม และอื่น ๆ ในกรุงเตหะราน แล้วสร้างตำแหน่งที่อยู่ของเป้าหมาย ด้วยระบบพิกัดกริดที่มีความแม่นยำสูงในระดับตัวเลข 14 หลัก อิสราเอลได้นำระบบนี้มาใช้อีกครั้งในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านที่อิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ เปิดฉากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป้าหมายสังหารหลักคือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ที่ อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเคยระบุว่า ไม่มีโอกาสจัดการในครั้งก่อนเพราะคาดว่าลงไปหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดินและเก็บตัวไม่เคลื่อนไหว

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจก่อนหน้านั้น คือนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หารือส่วนตัวกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง และมีการเผยแพร่ข่าวเป็นภาพถ่ายเพียงภาพเดียว เนื้อหาการหารือไม่ใช่เรื่องการเจรจากับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ แต่เป็นเรื่องสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อการเจรจาล้มเหลว ผู้นำอิสราเอลได้แบ่งปันข่าวกรองล่าสุดเกี่ยวกับศักยภาพทางทหารของอิหร่าน หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายมีการประชุมเจ้าหน้าที่ทหารและข่าวกรองระดับสูงหลายครั้งมุ่งเน้นไปที่การร่วมกันโจมตีอิหร่าน

เป็นเวลามากกว่า 1 เดือนที่ทั้ง CIA และมอสซาด จับตาและเฝ้าติดตาม อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อย่างลับๆ รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมซึ่งก็คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยจุดสำคัญ คือหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ พบว่าคาเมเนอีจะเข้าร่วมการประชุมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านในช่วงเที่ยงวันเสาร์ในสถานที่แห่งหนึ่งในเตหะราน เครื่องบินรบของอิสราเอลจึงได้เปิดฉากโจมตีโดยใช้อาวุธระยะไกลที่มีความแม่นยำสูง ส่งผลให้คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงเสียชีวิตพร้อมกันกว่า 40 คน โดยโฆษกกองทัพอิสราเอลระบุว่าใช้เวลาเพียง 1 นาที

ปฏิบัติการ Epic Fury

การโจตีและสังหารคณะผู้นำอิหร่าน เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ Epic Fury กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (USCENTCOM) ที่ดูแลปฏิบัติการสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเปิดเผยว่า ปฏิบัติการ Epic Fury ที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 แห่งด้วยขีปนาวุธร่อน Tomahawk ยิงจากเรือพิฆาต, เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit บรรทุกระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์, เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 และยุคที่ 5 เช่น F-35 Lightning II ที่เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหน และ F-22 Raptor, โดรนต่อสู้และสอดแนม MQ-9 Reaper และโดรนพลีชีพ LUCAS ที่ถอดแบบจากโดรน Shahed ของอิหร่านหวังให้อิหร่านได้รับกรรมคืนสนอง

นอกจากนี้ยังเสริมการโจมตีด้วยระบบยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจร (HIMARS) ที่สามารถยิงได้ทั้งจรวดนำวิถีและขีปนาวุธ และเรือบรรทุกเครื่องบินที่เป็นฐานลอยน้ำให้แก่เครื่องบินขับไล่  F/A-18 Super Hornetและ F-35C ขณะที่ฝูงบินฝ่ายสนับสนุนปฏิบัติการประกอบด้วยเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ เครื่องบินสอดแนม และเครื่องบินส่งกำลังบำรุง ส่วนอาวุธหลายอย่างใช้สำหรับการป้องกันการโต้กลับขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่าน เช่น Patriot ที่เป็นระบบขีปนาวุธยิงจากพื้นสู่อากาศ และ THAAD ที่เป็นระบบป้องกันภัยในบรรยากาศชั้นสูง

ปฏิบัติการ Epic Fury ถือเป็นการยกระดับจากปฏิบัติการ Midnight Hammer ในเดือนมิถุนายน 2025 หรือสงคราม 12 วันที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีทางอากาศอิหร่าน เพื่อมุ่งทำลายโรงงานนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายของ Epic Fury ไม่ใช่แค่การป้องปราม แต่คือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) โดยมุ่งทำลายกองทัพเรือ คลังแสงขีปนาวุธ และกลุ่มติดอาวุธเครือข่ายตัวแทนของอิหร่านให้สิ้นซาก

เบื้องหลังการตัดสินใจ

บทความใน The Guardian ระบุว่ามีปัจจัยหลัก 3-4 ประการที่ทำให้ทรัมป์สั่งลุย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลระบุว่า อิหร่านแอบฟื้นฟูโรงงานนิวเคลียร์ที่เคยถูกทำลายไปเมื่อปี 2025 ตามมาด้วยการเจรจากับอิหร่านที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ล้มเหลว หลังจาก สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ตัวแทนของทรัมป์ สรุปว่าอิหร่านไม่มีความจริงใจในการทำลายคลังนิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ และกำลังเล่นเกมถ่วงเวลาเพื่อแอบสร้างนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่

แต่เหตุผลที่น่าสนใจ คือการที่ทรัมป์ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ โจนาธาน คาร์ล ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ ABC News เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม เป็นครั้งแรกที่ทรัมป์ยอมรับอย่างเปิดเผยถึงแรงจูงใจส่วนตัวในการโจมตีอิหร่าน โดยกล่าวว่า “They tried twice. Well, I got him first before he got me” (พวกเขาพยายามมาแล้ว 2 ครั้ง และผมก็จัดการเขาก่อนที่เขาจะจัดการผม) พร้อมกับอ้างถึงข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านอยู่เบื้องหลังแผนลอบสังหารทรัมป์ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 เพื่อล้างแค้นให้กับการสังหารนายพล กอเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน เมื่อปี 2020

ทรัมป์ยังอ้างว่า มีข้อมูลว่าอิหร่านเตรียมโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในวงกว้าง การโจมตีครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันตัวล่วงหน้า เขายังบรรยายถึงคาเมเนอีว่าเป็น “หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์” และมองว่าปฏิบัติการนี้คือความยุติธรรมสำหรับชาวอเมริกันและชาวอิหร่านที่ถูกกดขี่ และหวังให้ประชาชนชาวอิหร่านยึดประเทศคืน

ผลกระทบของปฏิบัติการครั้งนี้ ก็อย่างที่เราๆ ท่านเห็นกันอยู่ ว่าความขัดแย้งทำท่าจะลากยาวเป็นสงครามทั่วทั้งภูมิภาค เพราะอิหร่านไม่ยอมถูกถล่มฝ่ายเดียว ยิงขีปนาวุธตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียและหัวเมืองต่าง ๆ ในอิสราเอลต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องกับการเดินทางอากาศจากเที่ยวบินจำนวนมหาศาลต้องยกเลิกเพราะสนามบินหลักในตะวันออกกลางปิดให้บริการและน่านฟ้าถูกปิดตาย

ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านครั้งนี้ เป็นสงครามที่ทรัมป์เลือกเองโดยอาศัยจังหวะ “หน้าต่างแห่งโอกาส” จากข้อมูลกรอง เพื่อหวังปิดฉากปัญหาอิหร่านอย่างถาวร สะท้อนถึง “หลักการของทรัมป์” (Trump Doctrine) ในการใช้กำลังทหารแบบท่วมท้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เบ็ดเสร็จ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความแตกแยกภายในสหรัฐฯ อย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ที่เริ่มกังวลว่าสงครามจะทำให้พรรคพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม แถมยังต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตทหารอเมริกันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกออนไลน์ในบ้านเราพากันแชร์บทความจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) ซึ่งลงไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่มีชื่อว่า Parents are going broke from their kids’ sushi obsession (https://www.wsj.com/lifestyle/parenting-food-diet-kids-sushi-8ff64063) เนื้อหาว่าด้วยกระแสนิยมในปัจจุบันของพ่อแม่ผู้ปกครองในสหรัฐฯ ที่พาลูกๆ เข้าร้านอาหารซูชิสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องของความสะดวกสบาย หรือตามใจลูกหลานที่ร้องขออยากกิน จนทำให้ตอนนี้ ซูชิกลายมาเป็นอาหารโปรดอันดับหนึ่งของเด็กยุคใหม่ เข้ามาแทนที่พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือไก่ทอด ในงานปาร์ตี้วันเกิดและมื้อเย็นปกติ

แต่ข้อเท็จจริงคือ คือซูชิและเมนูอาหารญี่ปุ่น มักมีราคาแพงกว่าอาหารมื้อปกติที่อเมริกันชนเคยบริโภคกันหลายเท่า อีกทั้งเมื่อเด็กๆ กินกันบ่อยๆ ก็ถูกปากถูกจนใจ จนลืมและมองข้ามเมนูอาหารเดิมๆ อย่างพิซซ่าหรือเบอร์เกอร์ ไม่พอใจกับอาหารราคาประหยัดแบบเดิมอีกต่อไป แต่กลับเรียกร้องซูชิเกรดพรีเมียม หรือ “โอมากาเสะ” ในทุกๆ ครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารพร้อมกับครอบครัว ซึ่งแน่นอว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ขัดใจลูกไม่ได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อมื้อพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว กระทบต่อฐานะทางการเงินของหลายครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ

ในบทความยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่จัดงานวันเกิดให้ลูกสาววัย 10 ขวบ โดยเลือกเข้าร้านซูชิแทนพิซซ่า ปรากฏว่าค่าอาหารพุ่งไปถึง 600 ดอลลาร์ (ประมาณ 21,000 บาท) สำหรับเด็กเพียงไม่กี่คน มากกว่าการสั่งพิซซ่าถึง 5-6 เท่า บางครอบครัวเปรียบเปรยลูกๆ ว่าเหมือน “คนป่า” (Savages) เพราะแทบจะทันทีที่ถาดซูชิวางลง เด็กๆ จะรุมกินอย่างรวดเร็วเหมือนแร้งลง หรือฝูงปลาปิรันยา สามารถกินแซลมอนและทูน่าดิบหมดเกลี้ยงในพริบตา จนพ่อแม่แทบไม่ได้คีบสักชิ้นเดียว แถมต้องจ่ายค่าอาหารจนกระเป๋าฉีก

เด็กสมัยนี้ไม่ได้หยุดแค่แคลิฟอร์เนียโรลพื้นฐาน แต่ลามไปถึงเมนูระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็น Sashimi Platter เด็กๆ ชอบสั่งปลาล้วนไม่มีข้าว โดยเฉพาะ Salmon และ Hamachi ซึ่งมีราคาสูงและไม่อิ่มท้อง ทำให้ต้องสั่งหลายจาน เช่นเดียวกับ Spicy Tuna Roll เมนูเริ่มต้นสำหรับเด็กที่เริ่มทานรสจัดได้ และกลายเป็นเมนูประจำที่สั่งกันทุกครั้ง ตามด้วยไข่ปลาแซลมอน (Ikura) ความสนุกเวลาไข่ปลาแตกในปากทำให้เป็นเมนูโปรด แต่ราคาต่อคำนั้นสูงจนพ่อแม่ต้องกุมขมับ ส่วนปลาไหลย่าง (Unagi) ก็อร่อยด้วยรสชาติหวานนำและซอสเข้มข้น ทำให้เด็กๆ ติดใจได้ง่ายกว่าปลาดิบธรรมดา

ปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งมาจากสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้การกินซูชิดูคูลดูเท่ แสดงถึงรสนิยมที่เหนือกว่าในหมู่เด็กและวัยรุ่น สำหรับเด็ก Gen Alpha การรู้จักชื่อปลาอย่าง Hamachi หรือ Unagi กลายเป็นเครื่องหมายแสดงความมีฐานะและมีการศึกษาในโรงเรียน ไม่ต่างจากการมีรองเท้าผ้าใบราคาแพง และเนื่องจากซูชิถูกมองว่าเป็นอาหารที่สะอาด มีระเบียบ และมีระดับ การที่วัยรุ่นสั่ง Crispy rice tuna squares ราคา 30 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 กว่าบาท) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความหิว แต่เป็นเรื่องของการแสดงออกทางตัวตนบนโซเชียลมีเดียด้วย

ขณะที่ตัวของพ่อแม่เอง แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของหลายครอบครัว (รวมถึงครอบครัวผู้เขียนต้นฉบับ) ล้วนอยากให้ลูกได้กินของดีๆ เวลาออกไปกินข้าวนอกบ้านช่วงสุดสัปดาห์ อีกทั้งอาจอยากให้ลูกเป็นคนกินง่าย ไม่งอแงโยเย หรืออยากให้เด็กๆ ดูดีมีรสนิยม จึงเป็นฝ่ายเริ่มให้เด็กๆ กินอาหารเหล่านี้ พวกเด็กๆ ไม่ได้ร้องขออยากกินเองแต่ต้น แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งนี้กำลังทำให้พ่อแม่หลายคนในหลายครอบครัวเสียใจ เพราะกลับกลายเป็นว่า ทำให้เด็กๆ กลายเป็นคน ‘ลิ้นสูง’ (Refined Palates) ไม่สามารถกลับไปสั่งอาหารราคาถูกให้ลูกกินได้อีกแล้ว

ไม่เพียงแต่ปัญหาการเงินเท่านั้น ในบทความนี้ ยังพูดถึงนักโภชนาการและแพทย์ได้เตือนพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกกินซูชิจนเหมือนบุฟเฟต์ ว่าอาจส่งผลต่อสุขภาพหลายอย่างตามมา ปลาที่เด็กๆ ชอบอย่าง Tuna มีสะสมสารปรอทสูง หากเด็กกินบ่อยเกินไปอาจส่งผลต่อการพัฒนาของระบบประสาทและสมองที่กำลังเติบโต ส่วนโชยุและซอสราด เช่น Spicy Mayo หรือ Eel Sauce เด็กๆ มักจะจุ่มซูชิลงในซีอิ๊วเข้มข้น ซึ่งส่งผลเสียต่อไตและเพิ่มความดันโลหิตได้ ขณะที่แม้ซูชิเกรดพรีเมียมจะปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การกินปลาดิบปริมาณมากเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิ นอกจากนี้ หลายคนยังลืมไปว่า ข้าวในซูชิมีการผสมน้ำตาลและน้ำส้มสายชูปริมาณมากเพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม ถือเป็นพลังงานส่วนเกินที่เด็กไม่จำเป็นต้องได้รับมากขนาดนั้น

กลยุทธรับมือ ‘วิกฤตซูชิ’ ในครอบครัว

เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ให้ล้มละลายจากค่าอาหาร ในบทความนี้นำเสนอเทคนิคหลากหลายที่พ่อแมหลายครอบครัวนำมาใช้เป็น “จิตวิทยาอาหาร” รับมือเด็กๆ สั่งเมนูอาหารในร้านซูชิแบบเป็นพายุ เริ่มจากสั่งเมนูเรียกน้ำย่อยที่มีแป้งเยอะๆ เช่น ข้าวผัด เกี๊ยวซ่า หรือถั่วแระญี่ปุ่น มาดักหน้าให้เด็กๆ อิ่มท้องก่อนที่จานปลาพรีเมียมจะมาถึง ตามด้วยการบังคับหรือจูงใจให้สั่งเมนูจำพวก Special Rolls เช่น แคลิฟอร์เนียโรล หรือคัดเลอร์โรล ที่มีข้าวและซอสเยอะๆ แทนการสั่งซาชิมิ หรือนิกิริ ซึ่งเป็นเนื้อปลาเพียวๆ และมีราคาสูงกว่ามาก

นอกจากนี้ ยังอาจสั่งเมนูแบบถาดรวม (Platter) ซึ่งมักจะได้ราคาต่อคำที่ถูกกว่าการสั่งแยกทีละอย่าง หรือสั่งแบบกรวยสาหร่าย เพราะปริมาณข้าวและสาหร่ายจะทำให้เด็กอิ่มเร็วกว่าการคีบกินเป็นคำๆ ขณะที่พ่อแม่หลายครอบครัว ยอมรับว่าให้ลูกกินขนมหรืออาหารรองท้องจากบ้านไปก่อน เพื่อให้ความหิวลดลงเมื่อถึงร้าน

ปรากฏการณ์ ‘ซูชิฟีเวอร์’

ไม่เพียงแต่ร้านอาหารระดับหรูเท่านั้น อเมริกาและอีกหลายประเทศแถบตะวันตกกำลังเกิดปรากฎการณ์ ‘ซูชิฟีเวอร์’ ตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ต ผลสำรวจเมื่อเดือน พ.ย. 2025 พบว่ายอดขายในซูเปอร์มาร์เก็ตถึงพุ่งสูงถึง 2,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซูชิในซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งมียอดขายแซงหน้าไก่หมุน (Rotisserie Chicken) ซึ่งเคยเป็นแชมป์อาหารสำเร็จรูปมาอย่างยาวนานไปแล้ว

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองว่าซูชิเป็นอาหารที่ต้องไปกินที่ร้านหรูๆ เท่านั้น แต่มันกลายเป็นอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นที่สะดวกและดูดี (Healthy & Trendy) ในราคาที่จับต้องได้มากกว่าการเข้าร้านอาหารเต็มรูปแบบ อีกทั้งในปี 2025 และปีนี้ คอนเทนต์ประเภท Sushi Mukbang หรือการรีวิวซูชิในซูเปอร์มาร์เก็ตราคาประหยัดยังคงเป็นไวรัลในหมู่ Gen Z และ Gen Alpha ส่งผลโดยตรงต่อยอดขายปลีกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาโลกแตกเรื่องซูชิ อาจไม่ใช่ปัญหาหนักอกสำหรับหลายครอบครัว หากมีการพุดคุยตกลงกันก่อนออกจากบ้าน เช่น กินกันเดือนละ 1 ครั้ง หรือปรับตัวเปลี่ยนแปลงร้านอาหารและเมนูที่หลากหลาย และบอกให้เด็กๆ เข้าใจถึงสถานการณ์เงินในบ้าน ว่าบางครั้ง อาจไม่สามารถกินซูชิกันได้ทุกมื้อที่ออกไปรับประทานอาหารร่วมกัน

เพราะสำหรับเด็กๆ (ส่วนใหญ่) แล้ว การได้กินอาหารร่วมกันพร้อมหน้าถือเป็นความสุขที่หาได้ง่ายๆ ไม่ว่าเมนูมื้อนั้นจะเป็นซูชิ หรือพิซซ่ากับไก่ทอดบ้านๆ ก็ตาม

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์

คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์

คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในช่วงที่ผ่านมา กำลังเกิดกระแสการออกกฎหมายระดับโลกที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน เริ่มจากผู้นำเทรนด์อย่างออสเตรเลีย ที่ได้บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นประเทศแรกของโลก ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2025 โดยกำหนดข้อบังคับที่เด็ดขาด ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Instagram, X และ Snapchat อย่างไม่มีข้อยกเว้น แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง แต่เด็กที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ก็ไม่สามารถใช้งานได้ พร้อมบทลงโทษบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์มที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบคัดกรองอายุที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจถูกปรับเป็นเงินมหาศาล สูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) กฎหมายมุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยี โดยไม่มีบทลงโทษสำหรับเด็กหรือผู้ปกครอง

ความเคลื่อนไหวของออสเตรเลีย ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปเริ่มขยับตัวเดินตามรอยออสเตรเลียด้วยมาตรการที่แตกต่างกันไป เช่น

  • สเปน ประกาศแผนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่จะสั่งห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงโซเชียลมีเดีย พร้อมบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวด
  • ฝรั่งเศส สมาชิกสมัชชาแห่งชาติได้อนุมัติกฎหมายในเดือนมกราคม 2026 ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับเด็กอายุ 13-15 ปี นอกจากนี้ ยังมีการทดลองนโยบาย “พักเบรกดิจิทัล” (Digital Pause) ด้วยการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนสำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 15 ปี และกำลังผลักดันกฎหมาย Digital Majority เพื่อให้เด็กต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหากอายุต่ำกว่า 15 ปี
  • นอร์เวย์ อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเพื่อกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการใช้โซเชียลมีเดียที่ 15 ปี เพื่อคุ้มครองเด็กจากอัลกอริทึมที่มุ่งเน้นการสร้างผลกำไร
  • สหราชอาณาจักร บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องใช้ระบบยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อป้องกันเด็กเข้าถึงเนื้อหาอันตรายและสื่อลามก และกำลังมีการถกเถียงเรื่องการแบนสมาร์ทโฟนสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปีเช่นกัน
  • สหภาพยุโรป หรืออียู รัฐสภายุโรปได้มีมติในเดือนพฤศจิกายน 2025 เรียกร้องให้กำหนดอายุขั้นต่ำในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียที่ 16 ปี

ทั่วทั้งภูมิภาคส่วนประเทศในเอเชีย ก็เริ่มเดินหน้าดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายนี้เช่นกัน

  • มาเลเซีย เป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่ขยับตัวอย่างชัดเจน โดยประกาศกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Bill) ที่กำหนดแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปี ในปี 2026 ซึ่งควบคู่ไปกับการบังคับให้แพลตฟอร์มต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (Licensing Framework) หากมีผู้ใช้เกิน 8 ล้านคนในประเทศ
  • อินเดีย ที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้ความเห็นที่สะท้อนความกังวลเรื่องของผลิตภาพ (Productivity) และสุขภาพจิตของประชากรวัยแรงงานในอนาคต จากผลกระทบของการใช้สื่อออนไลน์โดยขาดการควบคุม โดยรัฐกัวกำลังเป็นโมเดลนำร่องที่พยายามใช้กฎหมายแบบเดียวกับ eSafety Commissioner ของออสเตรเลีย
  • จีน ใช้มาตรการที่เรียกว่า Minor Mode ที่เข้มงวดที่สุด โดยบังคับระดับตัวเครื่อง (Device-level) ให้ตัดการทำงานอัตโนมัติ เช่น เด็กอายุ 8-16 ปี เล่นได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และห้ามเข้าใช้งานในช่วงเวลา 22.00 – 06.00 น. ตามแนวทางของ Cyberspace Administration of China (CAC)

ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Literacy)

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สาเหตุที่รัฐบาลทั่วโลกไม่อาจปล่อยเกียร์ว่างต่อปัญหานี้ได้อีกต่อไป สืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสุขภาพจิตในเด็ก ข้อมูลในปี 2025-2026 ชี้ชัดว่า อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อ “ดึงดูดความสนใจ” กำลังทำลายสมาธิและสร้างภาวะซึมเศร้าในเยาวชนอย่างรุนแรง รวมถึงปัญหารการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ รัฐบาลมองว่า นี่คือ “การทดลองที่ควบคุมไม่ได้กับสมองเด็ก” จึงเป็นที่มาของการออกกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย

ขณะเดียวกัน ยุคนี้ถูกมองว่ายุคแห่งความจริงที่ถูกบิดเบือนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพราะเมื่อ AI สามารถสร้างวิดีโอเลียนแบบคนดังได้แนบเนียน 100% ความฉลาดทางดิจิทัลแบบเดิม (Digital Literacy) ซึ่งหมายถึงความตระหนักรู้ ใช้งานสื่อออนไลน์อย่างรู้ลึกเท่าทัน สร้างสรรค์ผลงานและคอนเทนต์ที่รับผิดชอบ ไม่สร้างข่าวปลอม รวมถึงมีความเข้าใจเรื่อง Cybersecurity การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และการรักษาจิตใจไม่ให้เสพติดอัลกอริทึม นั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมเพื่อป้องกันการปั่นป่วนในการเลือกตั้งและความมั่นคงของชาติ

ที่สำคัญ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ดูแลและควบคุมกันเอง ผลลัพธ์คือปัญหาข่าวปลอม คลิป AI ที่เหมือนจริงจนแยกไม่ออก และการล่วงละเมิดเด็กกลับพุ่งสูงขึ้น ในปี 2026 นี้ เราจึงเห็นกระแสของการที่รัฐบาลเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์เองด้วยไม้แข็งมากขึ้นทั่วโลก

เสียงสะท้อนและความท้าทาย

แน่นอนว่า บริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎและคำสั่งของรัฐบาลประเทศต่างๆ แต่ก็ไม่วายโต้แย้งว่า กฎหมายเหล่านี้อาจละเมิดความเป็นส่วนตัว เพราะต้องมีการสแกนใบหน้าหรือใช้ข้อมูลรัฐเพื่อยืนยันอายุ และอาจทำให้เด็กหนีไปใช้เว็บมืดหรือเว็บใต้ดินที่อันตรายกว่าเดิม เพราะไม่มีการควบคุมเนื้อหาใดๆ เช่นเดียวกับกลุ่มสิทธิเด็กบางกลุ่ม มองว่าการแบนไม่ใช่ทางออก แต่ควรเน้นการให้ความรู้และการบังคับให้แพลตฟอร์มปรับปรุงการออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็กแทน

ขณะที่บทความใน The Economist มองแบบโต้แย้งว่า ความพยายามของรัฐบาลในเรื่องนี้ยังมีน้ำหนักไม่มากพอ และผลลัพธ์ที่ปรากฎหลังจากนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นเพียงความสัมพันธ์เล็กน้อยระหว่างเวลาที่ใช้งานสื่อออนไลน์กับปัญหาสุขภาพจิต และข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการรายงานด้วยตนเอง (Self-report) ซึ่งมักไม่แม่นยำ การที่ภาครัฐสั่งแบนแบบเหมาเข่ง อาจทำให้เด็กหันไปใช้แพลตฟอร์มที่อันตรายกว่าเดิมหรือหาทางเลี่ยงกฎหมาย ทำให้ผู้ใหญ่สอดส่องดูแลได้ยากขึ้น นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญสำหรับเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่ม LGBTQ+ หรือเด็กที่เข้าสังคมยาก ให้ได้พบปะพูดคุยและหาความรู้ แทนที่จะออกกฎควบคุม รัฐบาลควรบังคับให้แพลตฟอร์มปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ที่ทำให้เสพติด เช่น การไถหน้าจอแบบไม่มีที่สิ้นสุด (Endless Scrolling) หรือบังคับให้ใช้บัญชีใช้งานสำหรับเด็ก (Teen Accounts) ที่มีระบบป้องกันสูงขึ้น และเน้นไปที่การระบุอายุผู้เข้าใช้งานที่แม่นยำเพื่อติดตั้งการป้องกันให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย

แต่ภาพรวมปี 2026 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตสำหรับเด็กและเยาวชน จากยุคที่ปล่อยให้ใช้งานได้อย่างอิสระ สู่ยุคที่รัฐบาลเข้ามากำกับดูแลใกล้ชิด เพื่อปกป้องคนรุ่นใหม่จากภัยเงียบของหน้าจอ

แล้วประเทศไทยของเราล่ะ ขยับตัวเรื่องนี้ได้แล้วหรือยัง ?

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รายการเรียลลิตี้โชว์หาคู่ที่ติดตามชีวิตคนโสดวัยกลางคนจำนวน 5 คู่ กำลังกลายเป็นกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียจีนเมื่อไม่นานมานี้ จุดขายสำคัญของรายการคือการเจาะลึกความซับซ้อนทางอารมณ์ของกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งเป็นมุมที่หาดูได้ยาก ทำให้ผู้ชมหันมาทำความเข้าใจคนรุ่นก่อนและสิทธิในการมีความรักของพวกเขาใหม่อีกครั้ง

รายการ “ฟอเอเวอร์ บาย ยัวร์ ไซด์” (Forever By Your Side) ดำเนินเรื่องท่ามกลางทิวทัศน์โรแมนติกของเมืองต้าหลี่ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ผู้เข้าร่วมรายการอายุระหว่าง 46-53 ปี รวม 10 คน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานกว่า 10 วัน ขณะร่วมทริปเดินทางจากต้าหลี่ไปยังประเทศไทย

จุดที่ต่างจากการนัดบอดของคนทั่วไปในวัยเดียวกัน คือการที่แขกรับเชิญในรายการ ให้ความสำคัญกับการตามหา “คู่ชีวิต” มากกว่าเน้นเรื่องหลักประกัน เช่น เงินบำนาญ บ้าน การรักษาพยาบาล หรือความคาดหวังแบบพิมพ์นิยมเดิมๆ

เส้นทางรักของพวกเขาก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างบนโลกออนไลน์จีน นับตั้งแต่เริ่มออกอากาศเมื่อปลายเดือนธันวาคม จนติดอันดับหัวข้อยอดนิยมในโซเชียลมีเดียชื่อดังของจีนอย่างเวยโป๋ ข้อมูลระบุว่ารายการนี้ดึงดูดความสนใจจากคนรุ่นใหม่ได้อย่างล้นหลาม โดยผู้ชมถึงร้อยละ 70 มีอายุระหว่าง 24-29 ปี

ความสำเร็จนี้ส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากกระแสการเพิ่มขึ้นของ “ผู้สูงวัยรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แขกรับเชิญในรายการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ฉีกกฎความชราแบบเดิมๆ ด้วยความสง่างาม มีชีวิตชีวา และที่สำคัญที่สุดคือความปรารถนาในรักแท้ที่ร้อนแรงไม่แพ้หนุ่มสาว ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นว่า พวกเขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่จะสามารถออกเดทในรูปแบบนี้ได้

เผยความปรารถนาของผู้สูงวัย

รายการใช้รูปแบบ “ซิตี้ เลิฟ” (City love) ที่เน้นการออกทริปด้วยกัน โดยจะเชิญผู้เข้าร่วมรายการมาแสดงความรู้สึกส่วนลึกในใจ ผ่านจดหมายในขวดแก้ว สื่อสารกับอีกฝ่ายในระดับที่ลึกซึ้ง และเกิดเป็นความสัมพันธ์ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเติมตัวละครใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ดราม่าสุดเข้มข้น

บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่างเสี่ยวหงซู (Rednote) มีกลุ่มแชตผุดขึ้นเพื่อให้ชาวเน็ตรุ่นใหม่ร่วมแชร์ความรู้สึกขณะดูรายการนี้ บางคนถึงขนาดยกให้เป็นรายการวาไรตี้แห่งปี

หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความนิยมให้กับรายการ คือความตั้งใจที่จะลบภาพจำเชิงลบเกี่ยวกับคนรุ่นเก่า เราจะเห็นว่าบรรดาแขกรับเชิญในรายการไม่ได้ดูหัวโบราณหรือน่ารำคาญ แต่พวกเขากลับเผชิญปมความรู้สึกซับซ้อนเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไป เช่น ความกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตา และการชิงรักหักสวาท ผู้ชมรุ่นใหม่จำนวนมากเปลี่ยนท่าทีจากความสงสัยไปเป็นความหลงใหลในการดูสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “กลยุทธ์รักฉบับผู้ใหญ่”

บางคนตั้งข้อสังเกตว่า รายการนี้สะท้อนเทรนด์ประชากรใหม่หลังจีนก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับปานกลาง โดยจวบจนถึงสิ้นปี 2024 จีนมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปมากถึง 310 ล้านคน เกิดเป็น “กลุ่มคนผมสีดอกเลา” (Silver generation) รุ่นใหม่ ที่มีสุขภาพค่อนข้างดี มีการศึกษาดีขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงิน และพวกเขาเหล่านี้นี่เองที่กำลังเขียนนิยามของความชราขึ้นใหม่

ในรายการฟอเอเวอร์ บาย ยัวร์ ไซด์ หลิวอวี้กัง ดีไซเนอร์อิสระวัย 53 ปี กล่าวว่าเขา “พอใจสุดๆ” กับชีวิตหลังลูกๆ เข้ามหาวิทยาลัย เพราะสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้ ตื่นนอนตามธรรมชาติได้ทุกวัน “มันเหมือนได้รับตั๋วเข้าสู่ชีวิตใหม่อีกครั้งเลยครับ” เขาพูดติดตลก

ความรักไม่จำกัดวัย

แขกรับเชิญอีกคนคือ หม่าชิง อดีตผู้อำนวยการฝ่ายแฟชั่นของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ เธอเผยกับผู้ชมว่าคนที่เด็กที่สุดที่เธอเคยเดทด้วย มีอายุน้อยกว่าเธอถึง 18 ปี

คนสูงอายุรุ่นใหม่ในจีนจำนวนมากที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาท่ามกลางยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนเช่นเดียวกับหลิวและหม่า มีแนวโน้มที่จะโฟกัสความต้องการทางจิตใจและคุณค่าของตนเองมากขึ้นหลังเกษียณ

เสียงตอบรับจากคนหนุ่มสาวยังเผยให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่ในส่วนลึกลงไปของผู้คน ที่มักถูกละเลยหรือถูกปิดกั้นมานาน เจียงหลิงซวง ผู้กำกับรายการกล่าวกับสื่อว่า “ความรักไม่เคยจำกัดวัย” เขาชี้ว่า “เช่นเดียวกันกับคนหนุ่มสาว คนรุ่นพ่อแม่ของเราก็โหยหาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดไม่ต่างกัน แต่ความต้องการนั้นมักถูกลดทอนความสำคัญลงด้วยหน้าที่การงาน ลูกหลาน และเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวัน”

สำหรับผู้สูงอายุจำนวนมาก วัยเกษียณเคยหมายถึงการเข้าสังคมที่ลดลงและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความเหงาและความสูญเสียทางใจในช่วงบั้นปลายชีวิต โดยการสำรวจระดับชาติในปี 2021 พบว่าร้อยละ 14.2 ของผู้สูงอายุชาวจีนอาศัยอยู่เพียงลำพัง

แม้จะยังไม่สามารถสะท้อนตัวตนของคนกลุ่มนี้ทั้งหมด แต่รายการนี้ก็ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าด้านทัศนคติที่คนในสังคมมีต่อความชรา “ในสังคมที่เข้าสู่ภาวะสูงวัยอย่างรวดเร็ว สิ่งที่คนต้องการมากที่สุดไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่คือการที่ได้มีคนอยู่เคียงข้างและความผูกพันทางใจที่ลึกซึ้ง” เจียงกล่าว

กระตุ้นเศรษฐกิจสีเงิน

รายการได้ฉายภาพของคนสูงวัยกลุ่มใหม่ที่มีความต้องการในด้านสังคม นันทนาการ การศึกษา และวัฒนธรรม เพิ่มมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประชากรสูงวัยในจีน ทำให้ความต้องการทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ด้วยศักยภาพของคนกลุ่มนี้ “เศรษฐกิจสีเงิน” (silver economy) จึงกำลังสร้างช่องทางใหม่ๆ ให้แก่การเติบโตของภาควัฒนธรรมและความบันเทิง

คลิปวิดีโอจากรายการหาคู่ดังกล่าวที่มีการโพสต์ลงบน “โต่วอิน” (ติ๊กต็อกจีน) มียอดวิวสะสมทะลุ 650 ล้านครั้ง ตลาดละครสั้นที่กำลังเฟื่องฟูของจีนก็กำลังกอบโกยรายได้จากเทรนด์นี้ ด้วยการผลิตผลงานละครที่เจาะกลุ่มผู้ชมสูงวัย ข้อมูลชี้ว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ผู้ชมละครสั้นในจีนเกือบครึ่งมีอายุ 40 ปีขึ้นไป

ข้อมูลทางการระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 รายได้จากบริการด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.7 เมื่อเทียบเป็นรายปี เศรษฐกิจสีเงินโดยรวมของจีนมีมูลค่าราว 7 ล้านล้านหยวน (ราว 31.78 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 และคาดว่าจะพุ่งแตะ 30 ล้านล้านหยวน (ราว 136.2 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

เศรษฐกิจสีเงินถูกผนวกเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาของจีน เห็นได้จากเมื่อต้นปี 2024 สำนักงานทั่วไปแห่งคณะรัฐมนตรีจีนได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจผู้สูงวัย และปรับปรุงความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้จัดหาบริการด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงสำหรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น นอกจากนี้ ข้อเสนอสำหรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ก็มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจผู้สูงวัยด้วยเช่นกัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกเผชิญ ‘สุญญากาศนิวเคลียร์’

คุยกัน 7 วันหน : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกเผชิญ ‘สุญญากาศนิวเคลียร์’

คุยกัน 7 วันหน : จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกเผชิญ ‘สุญญากาศนิวเคลียร์’

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบกว่า 50 ปี เพราะนับตั้งแต่เที่ยงคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 ก.พ.) ตามเวลามาตรฐานสากล หรือ 19.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เป็นต้นไป สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NEW START (Strategic Arms Reduction Treaty) ซึ่งเป็นเหมือนปราการด่านสุดท้ายของการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย จะหมดอายุสิ้นสุดการบังคับใช้อย่างเป็นทางการ พูดง่ายๆ ก็คือ สหรัฐฯ และรัสเซีย สองประเทศมหาอำนาจที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์กว่า 80% ของโลก จะไม่มีข้อจำกัดใดๆ เหลืออยู่อีกต่อไป

ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 โลกได้รับรู้ถึงอานุภาพทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์สองลูก ที่เมืองฮิโรชิมะ และนางาซากิ จนญี่ปุ่นต้องขอยอมแพ้จากการทำลายล้างที่สุดแสนจะบรรยาย หากเกิดขึ้นซ้ำอีก คงเป็นครั้งสิ้นสุดมนุษยชาติ

จนเมื่อปี 1969 หรือกว่า 50 ปีก่อน สหรัฐกับสหภาพโซเวียต คู่ศัตรูในยุคสงครามเย็นที่ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่เกือบทั้งโลก ได้เริ่มเจรจาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์กันหลายรอบ นำไปทำข้อตกลงจำกัดอาวุธเป็นครั้งแรกในปี 1972 ต่อมาได้พัฒนามาเป็น สนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ หรือ START

ปี 2010 บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น และ ดมิทรี เม็ดเวเดฟ ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ร่วมลงนามสนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ใหม่ หรือ New START โลกต่างสรรเสริญกลไกควบคุมอาวุธนิวเคลียร์  ที่มีเนื้อหาหลักให้สองฝ่ายจำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายละ 1,550 หัวรบ และจำกัดระบบส่ง อันหมายถึงขีปนาวุธข้ามทวีป  เรือดำน้ำ และเครื่องบินทิ้งระเบิดไว้ที่ 800 ชุด พร้อมกับมีกลไกตรวจสอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ช่วยลดความหวาดระแวงและความเข้าใจผิดเชิงยุทธศาสตร์ New START จึงเรียกได้ว่าเป็นเสาหลักความมั่นคง ช่วยรักษาเสถียรภาพและป้องกันการเผชิญหน้าที่อาจลุกลามเป็นสงครามนิวเคลียร์ จากจุดสูงสุดที่มีอาวุธนิวเคลียร์หลายหมื่นหัวรบลดลงเหลือหลักพัน

สหรัฐฯ และรัสเซียต่ออายุสนธิสัญญา New START ครั้งสุดท้ายในปี 2021 ตามด้วยรัสเซียทำสงครามรุกรานยูเครนในปีถัดมา ทำให้ที่ผ่านมา New START อยู่ในสภาพลูกผีลูกคน เพราะกลไกตรวจสอบหยุดชะงักลง จนกระทั่งผ่านเส้นตายโดยไม่มีการต่ออายุหรือดำเนินการใดๆ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1972 ที่สหรัฐฯ และรัสเซีย ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายใดๆ ในการจำกัดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ ในเวลาที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงในเวลานี้ แถมด้วยผู้นำที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธขึ้นอีก เพราะหัวใจของ New START ไม่ใช่แค่การลดจำนวนอาวุธ แต่คือการแลกเปลี่ยนข้อมูล การที่ต่างฝ่ายต่างส่งคนไปตรวจบ้านอีกฝ่ายได้ ช่วยลดความระแวง หากไม่มีระบบนี้ แต่ละประเทศจะเริ่มวางแผนรับมือด้วย  Worst-case scenarios ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดสงครามจากความเข้าใจผิดได้ อย่าลืมว่าในประวัติศาสตร์ ความเข้าใจผิด คือสิ่งที่เกือบทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์มาแล้วหลายครั้ง

ที่ผ่านมา มีสัญญาณบวกของสองฝ่ายออกมาเช่นกัน แต่ยังไม่สอดประสานกัน เมื่อเดือนกันยนยนปีที่แล้ว ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้เสนอขยายเวลา New Start ออกไปอีก 1 ปี แต่ดูเหมือน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ตอบรับ เขากล่าวว่าต้องการสนธิสัญญาใหม่ที่ดีกว่าเดิม โดยน่าจะรวมจีนเข้ามาเป็นไตรภาคี เพราะจีนกำลังขยายลังนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาคือ จีนปฏิเสธการเจรจาแบบ 3 ฝ่ายมาโดยตลอด ชี้ว่าป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล เพราะคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนยังเล็กกว่าสหรัฐฯ และรัสเซียมาก เชื่อว่าจีนมีหัวรบนิวเคลียร์ราว 600 ลูกเท่านั้น เทียบกับสหรัฐฯ และรัสเซียที่มีอยู่ฝ่ายละกว่า 4,000 ลูก

นั่นทำให้รัฐบาลมอสโกประกาศชัดว่า เมื่อสนธิสัญญา New Start  หมดอายุ รัสเซียจะไม่ถูกผูกมัดด้วยข้อจำกัดใดๆ อีกต่อไป แม้จะย้ำว่าจะดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ แต่ก็เตือนว่า พร้อมใช้มาตรการเด็ดขาด หากความมั่นคงของตัวเองถูกคุกคาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในต่างประเทศเตือนว่า รัสเซียมีความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมกว่าสหรัฐฯ ด้วยสายการผลิตหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งาน สามารถเพิ่มอาวุธได้เร็วกว่า ขณะที่สหรัฐฯ ยังต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อม

ความเสี่ยง ‘สงครามเย็น’ รูปแบบใหม่

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โลกมีแนวโน้มเข้าสู่ “สงครามเย็นมิติใหม่ ในโลกหลายขั้ว” โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความขัดแย้งระดับภูมิภาค ซึ่งอาจมีมหาอำนาจนิวเคลียร์ประจำภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง การไม่มี NEW START ยังอาจเป็นข้ออ้างให้ประเทศอื่นๆ เร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตัวเองบ้าง เพราะเมื่อมหาอำนาจยังไม่มีกติกาผูกมัด ก็ยากจะคาดหวังให้ประเทศอื่นยับยั้งตัวเอง นั่นหมายถึงอาจทำให้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NPT สั่นคลอน

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า หากเกิดการสะสมอาวุธรอบใหม่ในยุค 2026 นี้ รูปแบบความขัดแย้งจะเปลี่ยนไปจากยุคสงครามเย็นอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้สู้กันที่จำนวนหัวรบเพียงอย่างเดียว แต่สู้กันที่ความเร็วและการหลบหลีกด้วย เพราะในยุคสงครามเย็น ขีปนาวุธข้ามทวีปจะบินเป็นเส้นโค้งออกไปนอกอวกาศ ซึ่งเรดาร์สามารถคำนวณทิศทางและส่งขีปนาวุธไปดักสกัดได้ แต่ตอนนี้ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก เช่น Avangard ของรัสเซีย หรือ DF-17 ของจีนสามารถบินเร็วมากกว่า 5 เท่าของเสียง แถมยังร่อนในชั้นบรรยากาศได้เหมือนเครื่องบิน ระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่ในปัจจุบันเกือบทั้งหมดสกัดไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่ามันจะเลี้ยวไปทางไหน ทำให้เวลาในการตัดสินใจของผู้นำประเทศลดลงจาก 30 นาที เหลือเพียงไม่กี่นาที

เมื่ออาวุธเร็วขึ้นจนมนุษย์ตอบโต้ไม่ทัน กองทัพจึงเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยตัดสินใจ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง เพราะหากระบบ AI ตรวจจับผิดพลาดและตัดสินใจยิงสวนกลับอัตโนมัติ อาจทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมาในทันที นั่นแปลว่า การแข่งขันสะสมอาวุธรอบนี้อาจกลายเป็นการแข่งกันพัฒนา ‘AI ทางทหาร’ ที่ฉลาดและรวดเร็วที่สุด ซึ่งควบคุมยากกว่าการนับจำนวนหัวรบแบบเดิมหลายเท่า

ภาวะสุญญากาศทางนิวเคลียร์ จากการหมดอายุของ New START จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเปิดทางให้สร้างหัวรบเพิ่ม แต่เป็นการเปิดประตูสู่การนำเทคโนโลยีอันตรายเหล่านี้มาติดตั้งบนหัวรบนิวเคลียร์ได้อย่างเสรี ซึ่งจะทำให้โลกเข้าสู่ภาวะที่เปราะบางและซับซ้อนกว่ายุคสงครามเย็นหลายเท่า

ถึงเวลาใช้ ‘กติกาใหม่’ คุมนิวเคลียร์

ก่อนหน้าที่ New START จะหมดอายุ ผู้สันทัดกรณีหลายคนเสนอรูปแบบใหม่ของ ‘สัญญาประชาคมโลกด้านนิวเคลียร์’ ที่กติกาเดิมมีแค่สหรัฐฯ กับรัสเซีย เปลี่ยนไปเป็นบังคับใช้กับทุกรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear-Armed States) ประเทศในกลุ่มมหาอำนาจเก่า อย่าง สหรัฐฯ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ต้องมีเพดานการถือครองที่ชัดเจนและสัมพันธ์ โดยดึงประเทศอย่างอินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ หรืออิสราเอล เข้ามาในระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการคำนวณพลาดในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ ยังต้องกำหนดกติกาอย่างชัดเจนเป็นกฎหมายระหว่างประเทศว่า ห้ามใช้ AI ตัดสินใจยิงนิวเคลียร์โดยอัตโนมัติ ต้องมีมนุษย์ในฐานะผู้นำระดับสูงเป็นผู้ยืนยันในขั้นตอนสุดท้ายเสมอ มีการแบ่งปันข้อมูลเบื้องต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ AI ของประเทศหนึ่ง เข้าใจผิดว่าการทดสอบทางทหารปกติของอีกประเทศหนึ่งคือการโจมตี

ภาพรวมในเนื้อหาอาจดูเข้าที แต่ในความเป็นจริง กติกานี้คงเกิดได้ยาก จากการที่แต่ละประเทศยังไม่ไว้วางใจกันและกัน อีกทั้งกลัวตนเองเสียประโยชน์ในช่วงที่กำลังเร่งแข่งขันกันเพื่อหวังเป็นเจ้าโลก

หรือเราต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ที่เกือบจะเกิดสงครามก่อน โลกถึงจะยอมหันหน้ามาคุยกัน ?

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รู้สึกเหมือนกันไหมว่า คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้มีข้อดีอยู่อย่างนึง คือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากำลังกลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในบ้านเราด้วย จากข้อมูลของ Gallup Polling พบว่า คนอายุ 18-34 ปีในสหรัฐฯ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงมาก จาก 72% เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ลดลงมาอยู่ที่ 62% ในปัจจุบัน และตัวเลขนี้มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ซึ่งอาจสะท้อนว่า การที่ Gen Z (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1997–2012) ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดไม่ใช่แค่เรื่องของ “เทรนด์สุขภาพ” ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง และบ่งบอกได้ว่า คนรุ่นนี้กำลังสร้างนิยามใหม่ให้กับการเข้าสังคมและการดูแลตัวเอง

ทำไม Gen Z ถึงเมินแอลกอฮอล์?

ในยุค 2000s ยุคของ Millennials และ Gen X การดื่มแอลกอฮอล์คือบัตรผ่านเข้าสู่สังคม ใครที่ไม่ดื่มมักถูกมองว่าแปลกหรือไม่สนุก สำหรับ Gen Z การไม่ดื่ม (Teetotalism) กลายเป็นเรื่องเท่และแสดงถึงวินัยในการดูแลตัวเอง แรงกดดันเปลี่ยนจากการต้องดื่มตามเพื่อน เป็นการแข่งขันกันว่าใครจะมี Life-work balance หรือสุขภาพที่ดีกว่ากัน

ว่ากันว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตที่ดีมากกว่าคนรุ่นก่อน พวกเขาตระหนักถึงอาการที่เรียกว่า Hangxiety (Hangover + Anxiety) หรือภาวะวิตกกังวลหลังการดื่ม ซึ่งเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุลหลังแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์ การต้องเสียเวลาหนึ่งวันเต็มๆ ไปกับการนอนซมและรู้สึกดิ่งคือ “ต้นทุนที่สูงเกินไป” สำหรับพวกเขา

ขณะเดียวกัน ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย “ภาพลักษณ์” คือสิ่งสำคัญที่สุด Gen Z เติบโตมากับการเห็นความผิดพลาดของคนอื่นที่กลายเป็นไวรัล พวกเขาจึงระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่ให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูแย่หรือขาดสติในโลกออนไลน์ การเมาจนครองสติไม่ได้ถูกมองว่าน่าอาย (Cringe) มากกว่าที่จะเป็นเรื่องตลก อีกอย่าง คน Gen Z ที่เติบโตมาในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารล้นหลาม พวกเขามองแอลกอฮอล์ว่าเป็นสารพิษ (Toxin) มากกว่าเครื่องดื่มให้ความบันเทิง งานวิจัยใหม่ๆ ที่ระบุว่าไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ถูกแชร์อย่างแพร่หลายใน TikTok และ Instagram ทำให้ความเชื่อเรื่อง ‘ดื่มไวน์วันละแก้วช่วยให้หัวใจแข็งแรง’ ถูกมองว่าเป็นข้อมูลเก่าไปแล้ว

อีกปัจจัยสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ ภายใต้สภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในยุคสมัยนี้ แอลกอฮอล์ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประสบการณ์อื่นๆ เช่น การไปคาเฟ่เก๋ๆ ไปเที่ยวหรือไปเข้ายิม หรือแม้แต่การซื้ออาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การจ่ายเงินหลายร้อยบาทเพื่อเครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพเริ่มไม่สมเหตุสมผลสำหรับคนรุ่นที่ต้องบริหารเงินอย่างระมัดระวัง

แม้จะดื่มน้อยลงหรือเลิก แต่คน Gen Z ไม่ได้เลิกสังสรรค์ พวกเขาแค่เปลี่ยนทั้งสิ่งที่ดื่มและพฤติกรรมในการดื่ม แทนที่จะดื่มเบียร์ราคาถูกหลายๆ ขวดหรือยกลังในคืนวันศุกร์ Gen Z ยินดีที่จะจ่ายเงินก้อนเดิมเพื่อซื้อค็อกเทลดีๆ เพียงแก้วเดียว หรือเลือกดื่มไวน์ธรรมชาติ (Natural Wine) ที่มีเรื่องราวและดีต่อสุขภาพมากกว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Less but Better ขณะเดียวกัน นอกจากคาเฟ่ทั่วไปแล้ว Gen Z ยังมีตัวเลือกอย่าง Functional Drinks หรือเครื่องดื่มผสมสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยให้ผ่อนคลายแต่ไม่เมา หรือในบางประเทศคือการเปลี่ยนไปใช้กัญชา ที่ถูกมองว่าส่งผลกระทบต่อร่างกายน้อยกว่าในวันรุ่งขึ้น ยิ่งคนดังอย่าง ทอม ฮอลแลนด์ และ แคที แพร์รี ร่วมส่งเสริมด้วยการทำตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เข้ามาเป็นตัวเร่งให้กระแสดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกอุตสาหกรรม

ในอดีต ผับบาร์คือสถานที่พักผ่อนหลักนอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน แต่เมื่อกลุ่มผู้บริโภคหลัก คือคนอายุ18-34 ปีดื่มน้อยลง บรรดาผับบาร์และร้านอาหารจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ หากคุณไปบาร์ในนิวยอร์กหรือลอนดอนตอนนี้ เมนูเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ (Zero-Proof) จะมีหน้ากระดาษเป็นของตัวเอง ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลือกท้ายเมนูอีกต่อไป ผับบาร์หลายแห่งยังเริ่มหันไปเก็บเงินจากกิจกรรมหรือค่าประสบการณ์อื่นๆ เช่น บาร์เกมกระดาน, บาร์ปาเป้า หรือบาร์ที่มีกิจกรรมเวิร์กชอป มากกว่าจะหวังพึ่งยอดขายเหล้าเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว ขณะที่เครื่องดื่มอย่างค็อกเทลที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่น้ำหวานผสมโซดาอีกต่อไป แต่ต้องมีกรรมวิธีที่ซับซ้อน ใช้เทคนิคการกลั่น และมีรสสัมผัสที่ลุ่มลึกไม่แพ้เหล้าจริง

นอกจากนี้ เรายังเห็นการเกิดของบาร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (Sober Bars) หรือการที่ร้านกาแฟเปิดให้บริการจนดึกเพื่อรองรับกลุ่มคนที่ต้องการพื้นที่พูดคุยโดยไม่ต้องพึ่งน้ำเมา

ส่วนในไทย เทรนด์นี้เริ่มเห็นชัดในกลุ่มคนเมืองผ่านกระแส Sober Curious หรือการตั้งคำถามกับการดื่ม เราจะเห็นการเติบโตของคราฟต์โซดา (Craft Soda), คอมบูชา (Kombucha) และบาร์ลับที่มีเมนู Mocktail โดดเด่นขึ้นมาเทียบเท่ากับเมนูแอลกอฮอล์

ในส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพราะพฤติกรรมการดื่มของผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนไป จนหุ้นกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วโลก เช่น Diageo Plc เจ้าของแบรนด์ Johnnie Walker และ Smirnoff, หุ้นของ Brown-Forman Corp. เจ้าของ Jack Daniel’s ตามด้วย Pernod Ricard SA และ Remy Cointreau SA ต่างร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบอย่างน้อย 10 ปี สูญเสียมูลค่ารวมกว่า 830,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเพียง 4 ปี

บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ทั่วโลกต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ควบรวมกิจการ และปรับโครงสร้างองค์กร เริ่มตั้งแต่ Carlsberg A/S และ Davide Campari-Milano NV ต่างกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ 0.0% พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกผู้บริโภคและให้ความสำคัญกับรสชาติที่เหมือนจริงมากขึ้น จนทำให้ยอดขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ (Low) หรือไม่มีเลยพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว

แน่นอนว่าในระยะยาว เทรนด์นี้อาจช่วยลดภาระทางสาธารณสุขที่เกิดจากโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ทั้งโรคตับ มะเร็ง และอุบัติเหตุบนท้องถนน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังส่งสัญญาณว่า แอลกอฮอล์กำลังสูญเสียสถานะการเป็น “กาวทางสังคม” (Social Glue) เพียงหนึ่งเดียวไปแล้ว สังคมในอนาคตจะมีความหลากหลายในแง่ของกิจกรรมสังสรรค์มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องมีใครตื่นมาพร้อมกับอาการปวดหัวในเช้าวันถัดไป

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเฝ้าระวังว่า Gen Z จะหันไปติดอย่างอื่นแทนหรือไม่ เช่น การเสพติดหน้าจอ หรือการใช้สารเสพติดประเภทอื่นแทน แต่ที่แน่ๆ สำหรับ Gen Z แล้ว  การไม่ดื่มไม่ใช่เรื่องเชย แต่เป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจควบคุมตัวเอง ความใส่ใจในสุขภาพ และความฉลาดในการเลือกใช้ชีวิตต่างหาก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า ‘บรู๊คลิน’ แฉเบื้องหลัง Brand Beckham

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า 'บรู๊คลิน' แฉเบื้องหลัง Brand Beckham

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า ‘บรู๊คลิน’ แฉเบื้องหลัง Brand Beckham

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สร้างความฮือฮาไม่น้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา กับข่าวที่ บรู๊คลิน เพลท์ซ เบ็คแฮม (Brooklyn Peltz Beckham) ลูกชายคนโตของ เดวิด และ วิคตอเรีย เบ็คแฮม ประกาศตัดสัมพันธ์กับครอบครัวอย่างเป็นทางการ ผ่านแถลงการณ์ความยาว 6 หน้าบน Instagram Story บรู๊คลิน ยืนยันชัดเจนต่อผู้ติดตามกว่า 16 ล้านรายว่า ว่าเขาไม่ต้องการคืนดีกับครอบครัว จากปัญหาความขัดแย้งที่สั่งสมมานานหลายปี

บรู๊คลินกล่าวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาถูกพ่อแม่ควบคุมภาพลักษณ์และสร้างเรื่องราวลวงในสื่อ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของ Brand Beckham จนทำให้เขาต้องเผชิญกับภาวะวิตกกังวลมาโดยตลอด และตอนนี้เขารู้สึกมีอิสระเป็นครั้งแรกหลังจากเดินออกมา ลูกชายคนโตผู้นี้วิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวของตนว่าให้ความสำคัญกับ “การโปรโมตตัวเองต่อหน้าสาธารณะและสัญญาโฆษณาเหนือสิ่งอื่นใด” “แบรนด์เบ็คแฮมต้องมาก่อน” เขาเขียน พร้อมเสริมว่า “ความรักของครอบครัวถูกตัดสินจากว่าคุณโพสต์ลงโซเชียลมีเดียมากแค่ไหน”

อีกเรื่องที่ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก คือการที่ วิคตอเรีย ผู้เป็นแม่ ยกเลิกการตัดชุดแต่งงานให้ นิโคล่า เพลท์ซ เจ้าสาวของเขาในนาทีสุดท้าย และยังแย่งซีนช่วงการเต้นรำครั้งแรกของบ่าวสาว โดยเข้าไปเต้นกับเขาแทนในลักษณะที่เขารู้สึกว่าไม่เหมาะสมและน่าอับอาย

สำหรับนิโคล่า เป็นนักแสดงหญิงชาวอเมริกัน บุตรสาวของเนลสัน เพลท์ซ นักธุรกิจมหาเศรษฐี ซึ่งต่อมา เธอให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ (The Times) ว่า แม่สามีของเธอทราบว่า ทีมงานในห้องเสื้อไม่สามารถตัดชุดให้เสร็จได้ทันเวลา พร้อมปฏิเสธกระแสคาดเดาว่ามีความบาดหมางระหว่างกัน

บรู๊คลินระบุว่า ครอบครัวของเขาไม่เคยให้เกียรตินิโคล่า ภรรยาของเขาเลย และมีการจงใจเชิญแฟนเก่าของเขาไปร่วมงานครอบครัวเพื่อสร้างความอึดอัดใจ เขาอ้างด้วยว่า ก่อนแต่งงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ พ่อแม่พยายามกดดันและติดสินบนให้เขาเซ็นสัญญาละทิ้งสิทธิ์ในชื่อสกุลของตัวเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และอนาคตของลูกๆ ของเขา

บรู๊คลินยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เป็นเชื้อไฟให้กับข่าวลือเรื่องความร้าวฉานของครอบครัว ซึ่งก็คืองานวันเกิดครบรอบ 50 ปี ของ เดวิด เบ็คแฮม เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว บรู๊คลินบอกว่า ตัวเองและภรรยาได้เดินทางไปยังกรุงลอนดอนเพื่อร่วมงานวันเกิดของเดวิด แต่ถูกปฏิเสธเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ตอนที่พวกเขากำลังรออยู่ที่ห้องในโรงแรม พยายามที่จะวางแผนให้ได้ใช้เวลาที่มีค่ากับเขา พ่อปฏิเสธความพยายามทั้งหมดของเขา เว้นแต่ถ้านั่นจะเป็นงานปาร์ตี้วันเกิดของเขาที่มีแขกนับร้อยและกล้องทุกที่

เขาเล่าต่อว่าในที่สุด พ่อก็ตอบตกลงที่จะเจอเขา โดยมีเงื่อนไขว่าภรรยาของเขาต้องไม่อยู่ด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่บรูคลินบอกว่าเป็นการตบหน้า พร้อมเสริมว่า ต่อมาครอบครัวของเขาก็ปฏิเสธที่จะพบกับบรูคลินในทริปถัดไปที่นครลอสแอนเจลิส

แถลงการณ์นี้ของบรู๊คลิน ยังเกิดขึ้นหลังจากที่บรู๊คลินและนิโคล่าจัดงานแต่งงานใหม่ ในปี 2025 เพื่อสร้างความทรงจำใหม่ที่ไม่มีความเจ็บปวดจากงานครั้งแรก และว่าในตอนนี้ เขาและภรรยาต้องการเพียงชีวิตที่มีความสุขเป็นส่วนตัว ห่างจากการรบกวนของบรรดาสื่อ

มีรายงานว่าปัจจุบันนี้ บรู๊คลินได้ขอให้พ่อแม่ติดต่อเขาผ่านทีมกฎหมายเท่านั้น และได้บล็อกช่องทางโซเชียลมีเดียของคนในครอบครัวเกือบทั้งหมด ขณะที่ครูซ น้องชายของเขาได้ออกมาโต้ตอบว่า พ่อแม่ไม่ได้เลิกติดตามบรู๊คลิน แต่เป็นฝ่ายบรู๊คลินเองที่บล็อกทุกคน และน้องๆ ก็รู้สึกผิดหวังในตัวพี่ชาย ก่อนหน้านี้ เขาเคยบอกกับสื่อว่า พ่อแม่ของเขาไม่มีทาง “เลิกติดตามลูกของตัวเอง”

ผลกระทบ Brand Beckham

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา จุดแข็งที่สุดของแบรนด์เบ็คแฮมคือ ความกลมเกลียวและการเป็นต้นแบบครอบครัวสมัยใหม่ (Modern British Family) ที่ประสบความสำเร็จและรักกันมาก แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ คือวิกฤตแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดของครอบครัวเบ็คแฮม เนื่องจากภาพลักษณ์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ (The Perfect Family) ที่สร้างมาหลายสิบปีถูกทำลายลงด้วยคำพูดของลูกชายตัวเอง ข้อมูลจาก CARMA ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านชื่อเสียง ระบุว่า หลังจากการโพสต์ของบรู๊คลิน ความรู้สึกเชิงลบต่อแบรนด์เบ็คแฮมพุ่งสูงถึง 46.9% จากเดิมที่มีเพียง 21.4%

คำว่า “สร้างภาพ” (Performative) ที่บรู๊คลินใช้เรียกโพสต์ในโซเชียลมีเดียของพ่อแม่ ทำให้ผู้คนทั่วไปเริ่มสงสัยว่าความสัมพันธ์ที่เห็นมาตลอด 20 กว่าปีนั้นเป็นความจริงหรือแค่แผนการตลาด โดยเฉพาะการที่บรู๊คลินแฉว่า พ่อแม่พยายาม “ติดสินบน” ให้เขาเซ็นสัญญาโอนสิทธิ์ในชื่อตัวเองให้เป็นของบริษัทครอบครัว ซึ่งหากเป็นจริง จะทำให้ภาพลักษณ์ของเดวิดและวิกตอเรีย จากพ่อแม่ที่รักลูก กลายเป็นนักธุรกิจที่มองลูกเป็นทรัพย์สิน

ขณะเดียวกัน วิกตอเรีย เบ็คแฮม สร้างแบรนด์แฟชั่นโดยมีตัวเองและครอบครัวเป็นพรีเซนเตอร์หลัก แต่การที่บรู๊คลินยืนยันว่าวิกตอเรียถอนตัวจากการตัดชุดให้นิโคล่าในนาทีสุดท้าย (11th hour) ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและความเห็นอกเห็นใจในฐานะดีไซเนอร์ อีกทั้งการแตกหักกับครอบครัวมหาเศรษฐีอย่าง เพลท์ซ ครอบครัวของนิโคล่า ยังหมายถึงการสูญเสียเครือข่ายคอนเนกชันระดับมหาเศรษฐีในอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของวิกตอเรีย กลายเป็นศึกระหว่าง Team Beckham กับ Team Peltz-Beckham  ส่งผลต่อฐานแฟนคลับและการร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ในอนาคต

นักสื่อสารมวลชนมองว่า หากยังมีการตอบโต้กลับไปกลับมา จะยิ่งทำให้แบรนด์เสียหายหนักขึ้น เพราะจะเปลี่ยนจากความขัดแย้งในครอบครัว กลายเป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือ แต่บางส่วนมองว่า ถ้าเดวิดและวิกตอเรียใช้ความนิ่งและความเป็นผู้ใหญ่ในการแก้ปัญหา เหมือนที่เดวิดพยายามตอบโต้ผ่านสื่อว่า “ลูกๆ ผิดพลาดกันได้” อาจจะช่วยประคองแบรนด์ให้ดูเป็นมนุษย์ที่มีปัญหาจริงมากกว่าการสร้างภาพเป๊ะทุกระเบียดนิ้ว

ล่าสุด เดวิด เบ็คแฮม ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียตอบโต้ลูกชายคนโตเป็นครั้งแรก ซึ่งปกติแล้วตระกูลเบ็คแฮมมักจะใช้นโยบายความเงียบในการจัดการข่าวลือเสมอ

เดวิดได้โพสต์ภาพย้อนวัยขาวดำ ที่เป็นรูปเขากำลังอุ้มบรู๊คลินตอนเด็ก พร้อมข้อความที่เขียนอย่างระมัดระวังแต่กินใจความลึกซึ้งว่า “ความจริงมีความหมายสำหรับพ่อเสมอ และครอบครัวคือทุกอย่างสำหรับเรา… พ่อเสียใจที่คุณรู้สึกแบบนั้น แต่ประตูบ้านและหัวใจของพ่อกับแม่ยังเปิดรอคุณอยู่เสมอ ความกตัญญูและการให้เกียรติคือรากฐานที่เราสร้างมาด้วยกัน อย่าให้คนอื่นมาเปลี่ยนตัวตนที่คุณเป็นจริงๆ”

การตอบโต้ครั้งนี้ถูกสื่ออังกฤษเรียกว่าเป็นการ “สั่งสอนแบบผู้ใหญ่” (Fatherly rebuke) อีกทั้งมองว่าข้อความของเดวิดมีการแฝงนัยสำคัญไว้ ทั้งข้อความ “อย่าให้คนอื่นมาเปลี่ยนตัวตน”: ที่เชื่อว่า เดวิดกำลังพุ่งเป้าไปที่ ตระกูลเพลท์ซ หรือนิโคล่า ภรรยาของบรู๊คลิน ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนทัศนคติของลูกชาย และมีเนื้อหาตำหนิอย่างสุภาพเกี่ยวกับการนำเรื่องในบ้านมาแฉต่อสาธารณะ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ขาดความเคารพต่อบุพการี อีกทั้งการโพสต์รูปย้อนวัยที่ดูอบอุ่น เป็นการพยายามดึงภาพลักษณ์ “ครอบครัวที่รักกัน” กลับคืนมาเพื่อสยบข่าวเรื่องการ “จัดฉาก” ที่บรู๊คลินกล่าวอ้าง

เรื่องราวหลังจากนี้จะดำเนินต่อไปยังไงไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ บรู๊คลินยังไม่ได้ลบโพสต์แฉเดิม และยังไม่ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับในโพสต์ของพ่อ แสดงให้เห็นว่า รอยร้าวครั้งนี้อาจจะลึกกว่าที่หลายคนคิด

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านเผชิญการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งในช่วงปีแรกๆ เป็นการชุมนุมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในสังคมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายและการดำเนินชีวิต โดยบททดสอบใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1999 หลังการปิดหนังสือพิมพ์หัวปฏิรูปจุดชนวนให้นักศึกษารวมตัวประท้วงในกรุงเตหะราน ก่อนจะกระจายไปตามมหาวิทยาลัยในหลายเมืองและจบลงด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในปี 2009 ชาวอิหร่านหลายล้านคนลงถนนเพื่อแสดงพลังคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผู้นำสายแข็งได้รับชัยชนะ ซึ่งค้านสายตาของประชาชนและจบด้วยด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เช่นกัน ส่วนปี 2022 การเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ขณะถูกควบคุมตัวจากการแต่งกายผิดระเบียบ ทำให้อิหรานเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ

ล่าสุด ปลายปี 2025 ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหม่ เริ่มปะทุจากความไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงเป็นสถิติใหม่ ตามด้วยปัญหาเงินเฟ้อและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันขาดแคลนและราคาพุ่ง จนกลายเป็นการแสดงออกเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประท้วงรัฐบาลในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นหลายพันคน บางสื่อบอกว่ายอดพุ่งไปถึงหลักหมื่นคน แล้วแต่ว่าติดตามจากสื่อฝั่งไหน และมีผู้ถูกจับกุมอีกจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ปราบปรามเท่านั้น รัฐบาลอิหร่านยังตัดอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารทั่วประเทศ หวังป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ประท้วงออกไปสู่โลกภายนอก

ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กลายเป็นความท้าทายภายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดต่อผู้นำศาสนาอิหร่านในรอบอย่างน้อย 3 ปี และเกิดขึ้นในช่วงที่แรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มขึ้น หลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีเมื่อปีที่แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป เข้ายึดครองหน่วยงานต่างๆ และย้ำว่าความช่วยเหลือกำลังไปถึง โดยที่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าความช่วยเหลือนั้นคืออะไร เขากล่าวด้วยว่า ได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผลจะยุติลง แสดงถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคณะผู้นำอิหร่าน รวมถึงการข่มขู่ว่าอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ประท้วง ทรัมป์ยังได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 25 กับสินค้าจากทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ด้วย

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงหรือยัง ?

เมื่อประเมินจากสถานการณ์ในอิหร่านปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ขณะนี้ ยังชี้ขาดไม่ได้ว่าการประท้วงครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในอิหร่านได้บ้างหรือไม่ ซึ่งต้องมองปัจจัยสำคัญอีกหลายข้อ แม้ชาวอิหร่านมีความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพล และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคน้ำมันและก๊าซ การก่อสร้าง ไปจนถึงโทรคมนาคม

แต่การขาดแกนนำที่ชัดเจนในการประท้วงและขับเคลื่อนฝ่ายต่อต้านในประเทศ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้พลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมีจำกัด การประท้วงในอิหร่านมักเกิดขึ้นแบบไร้หัวขบวน แม้จะควบคุมยาก แต่ก็ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างเป็นระบบ เพราะไม่มีใครสามารถก้าวขึ้นมาเจรจาหรือแทนที่โครงสร้างเดิมได้ทันที ขณะที่การก้าวออกมาของ เรซา ปาห์ลาวี โอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้าย ในทุกๆ ครั้ง รวมถึงในครั้งนี้ ก็ดูจะไม่มีน้ำหนักมากพอ

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม  และกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหาร (Basij) ยังคงซื่อสัตย์ต่อระบอบ เพราะผลประโยชน์และสถานะของพวกเขาผูกติดอยู่กับความอยู่รอดของรัฐบาล ที่ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ‘เดินเกม’ เป็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมการประท้วง เช่น การตัดอินเทอร์เน็ต และการใช้ AI ตรวจสอบใบหน้า และการใช้การทูตในภูมิภาคเพื่อลดแรงกดดัน

นั่นทำให้ยังมีโอกาสน้อยที่จะได้เห็นรอยร้าวในหมู่ชนชั้นนำ เพราะทั้งรัฐสภาอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ยังคงจับมือกันเหนียวแน่นและแสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกัน

ล่มแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’

อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ของ เจเรมี โบเว่น บรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศของ BBC ที่เผยแพร่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดยใช้ประโยคคลาสสิกที่ว่า “ระบอบเผด็จการมักจะล่มสลายแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วจึงพังทลายลงอย่างฉับพลัน” ซึ่งท่อนนี้หยิบยืมมาจากบทประพันธ์ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่พูดถึงวิกฤต ‘ถังแตก’ หมดเนื้อหมดตัว ว่า gradually then suddenly.

โบเว่นบอกว่า แม้สถานการณ์ในอิหร่าน ณ ปัจจุบัน จะ ‘ยังไปไม่ถึงจุดนั้น’ แม้จะดูเหมือนมีความสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการประท้วงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอิหร่าน แสดงให้เห็นวิกฤตความชอบธรรมของคณะผู้นำ และสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ตัดขาดจากอุดมการณ์ของรัฐอิสลามอย่างสิ้นเชิง ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศเผชิญมาต่อเนื่องอันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ นำมาซึ่งปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง และอัตราว่างงานพุ่ง ส่งผลต่ออำนาจและความสามารถของรัฐบาลในการดูแลสวัสดิการประชาชนลดลง

ที่ต้องจับตาคือเรื่องของ ‘วิกฤตผู้นำ’

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 2 นับตั้งแต่อิหร่านปฏิวัติอิสลามและโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าชาห์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี เมื่อปี 1979 โดยเข้ารับตำแหน่งหลังการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี ผู้นำสูงสุดคนแรกในปี 1989 ปัจจุบัน ยังคงมีอำนาจสูงสุดในการสั่งการนโยบายสำคัญของประเทศทั้งหมด

ขณะนี้ คาเมเนอีอายุ 86 ปี แม้สุขภาพจะยังคงแข็งแรง แต่เริ่มมีการพูดถึงผู้นำคนต่อไปที่จะมารับไม้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิสราเอลลอบสังหารแกนนำคนสำคัญของอิหร่านและยกระดับการโจมตีนับตั้งแต่เปิดฉากทำสงครามในกาซาเมื่อปี 2023 ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้นำสูงสุด ย่อมทำให้อิหร่านเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย และในตอนนี้ ก็มีสัญญาณของความไม่ลงรอย เริ่มมีการเห็นต่างกันในกลุ่มผู้ปกครองว่าจะใช้วิธีปราบปราม หรือผ่อนปรน เพื่อรักษาอำนาจเอาไว้

หากเกิดความขัดแย้งภายในแย่งชิงอำนาจกันเอง นั่นอาจเป็นชนวนเหตุ ยิ่งหากทหารระดับล่างเริ่มปฏิเสธที่จะยิงประชาชน นั่นคือสัญญาณสุดท้ายของการล่มสลาย เหมือนที่โบเว่นเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตอย่าง การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน หรือ อาหรับสปริง ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะมั่นคงดีจนกระทั่ง ‘วินาทีที่มันไม่ใช่’

“ระบอบเผด็จการจะดูเหมือนแข็งแกร่งไร้เทียมทาน จนกระทั่งถึงวันที่มันดูเหมือนไม่เคยมีความมั่นคงเลย” คือมุมมองของโบเว่น ที่เห็นว่า อิหร่านในตอนนี้เหมือน ‘เขื่อนที่มีรอยร้าวซึมอยู่ทั่ว’ แม้แรงดันน้ำจะมหาศาลและรอยร้าวจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวโครงสร้างหลักยังคงยันเอาไว้ได้อยู่ และเรายังไม่เห็นสัญญาณของ ‘การพังทลายของเขื่อน’ ในเร็ววันนี้

แต่อนาคตข้างหน้า…ไม่แน่

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา 'สาธารณรัฐกอทูเลย์' อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา มีข่าวสำคัญเกิดขึ้นใกล้กับบ้านเรา เมื่อมีการจัดพิธีประกาศเอกราช สถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเลย์” (Republic of Kawthoolei) ที่ฐานที่มั่นชายแดนไทย-เมียนมา ในค่ายอูเกอคี บ้านชูกะลี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนตรงข้ามกับตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมี พล.อ. เนอดา เมียะ (Nerdah Mya) ผู้นำกองทัพกอทูเลย์ หรือ KTLA และบุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำระดับตำนานของชาวกะเหรี่ยง เป็นประธานในพิธีประกาศเอกราชและสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลย์อย่างเป็นทางการ

ในพิธีมีการเดินสวนสนามของกองกำลังทหารกอทูเลย์และการเปิดตัวคณะผู้นำรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสายตาของประชาชนและผู้นำทางทหารรวมกว่า 400 คนที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกับมีการประกาศโครงสร้างรัฐบาลและการประกาศตัวเป็นประธานาธิบดี พล.อ. เนอดา เมียะ ได้ประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลกอทูเลย์” (Government of Kawthoolei – G.O.K.) หมายถึง “ดินแดนที่ปราศจากความมืดมน” พร้อมรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก มีการแต่งตั้งคณะบริหารชุดสำคัญเพื่อขับเคลื่อนรัฐใหม่ ประกอบด้วย ซอ ฮซาร์ เกย์ โป (Saw Sa Ge Po / Saw Sa Hsar Gay Po)ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ซอ เดวิด ทาเคอร์พอว์ (Saw David Takabo)เป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 2 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการพันธมิตร, ซอ โพว์ ทูเลย์ (Saw Po Tu Le) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการศาสนา และ ซอ เดวิด ลอว์ดู (Saw David Law Du / David Lawdoo) เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

รัฐบาลใหม่กอทูเลย์ ตั้งเป้าที่จะสร้างระบบการปกครองที่เป็นรูปธรรม เริ่มจากประกาศว่าจะใช้ระบอบประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี มีแผนจะจัดตั้งกระทรวงรวมทั้งสิ้น 16 กระทรวง ครอบคลุมด้านมหาดไทย, การคลัง, ป่าไม้, เกษตรกรรม, การทำเหมืองแร่ และสาธารณสุข การออกบัตรประจำตัวประชาชนชนชาติกะเหรี่ยง การวางโครงสร้างการบริหารตามลำดับขั้น และการกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก 4 ปี โดยยึดถือหลักประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี และอ้างอิงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นฐานในการประกาศเอกราช

รัฐบาลกอทูเลย์ยังอ้างสิทธิใน “การกำหนดชะตากรรมตนเอง” (Right to Self-Determination) อ้างอิงถึงกฎหมายสากลและอนุสัญญาสำคัญของสหประชาชาติอย่างละเอียด ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) พล.อ. เนอดา เมียะ ระบุว่า ชาวกะเหรี่ยงในดินแดนบรรพบุรุษแห่งนี้ต้องเผชิญกับการกดขี่ การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงอย่างเป็นระบบจากรัฐบาลทหารเมียนมามาอย่างยาวนานกว่า 77 ปี นับตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งในสภาวะที่รัฐบาลเมียนมาปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะล่มสลาย การจัดตั้งรัฐอิสระจึงเป็นหนทางเดียวที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสันติภาพของประชาชนได้

พล.อ. เนอดา เมียะ ประธานาธิบดีแห่งกอทูเลย์เน้นย้ำว่า รัฐใหม่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักนิติรัฐ และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่เปิดกว้างต่อความร่วมมือกับนานาชาติ และยังได้ส่งสัญญาณไปยังมหาอำนาจและประชาคมโลกให้ร่วมรับรองสถานะและสนับสนุนด้านมนุษยธรรมและการทูต พร้อมทั้งแสดงจุดยืนไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยบอกว่าประชาชนไม่อยากเข้าร่วมการเลือกตั้ง เพราะมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือของเผด็จการทหารที่ประชาชนไม่เชื่อมั่น และหากยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ความไม่สงบก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีทางสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้กลับถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองหลักของชาวกะเหรี่ยง โฆษก KNU ระบุว่าสิ่งที่ พล.อ. เนอดา เมียะ ทำเป็นเรื่องที่ “ไร้น้ำหนักและน่าอับอาย” เนื่องจากกลุ่ม KTLA แยกตัวออกจาก KNU ไปแล้ว และไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ KNU ยังคงยึดมั่นในแนวทาง ‘สหพันธรัฐประชาธิปไตย’ ที่ต้องการอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของเมียนมา มากกว่าการแยกตัวเป็นเอกราชเด็ดขาดแบบที่ KTLA ทำอยู่ในตอนนี้

ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมาถือว่าการกระทำนี้เป็นการกบฏและท้าทายอำนาจรัฐอย่างร้ายแรง และได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเริ่มปฏิบัติการทางอากาศในพื้นที่ใกล้ค่ายอูเกอคี เพื่อกวาดล้างกลุ่ม KTLA ของพลเอกเนอร์ดาห์ เมีย โดยมองว่ากลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่ขัดขวางกระบวนการสร้างเอกภาพของชาติ ขณะที่ พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำสูงสุดของเมียนมา ย้ำว่ากองทัพคือผู้พิทักษ์ความมั่นคงเพียงหนึ่งเดียว และประณามกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการแยกตัวว่าเป็น “ลัทธิสุดโต่ง” ที่ทำลายโอกาสในการจัดเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารกำลังพยายามผลักดันในช่วงมกราคม 2026 นี้

ด้านนักวิชาการบางคนมองว่า นี่อาจเป็นกลยุทธ์ “โหนกระแส” สถานการณ์โลกเพื่อพื้นที่สื่อและดึงงบประมาณสนับสนุนจากต่างชาติ ในช่วงที่การเมืองในเมียนมาและโลกกำลังผันผวน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนสถานะทางการเมืองที่แท้จริงในทันที เนื่องจากในทางปฏิบัติ KTLA ยังขาดการควบคุมพื้นที่และการบริหารที่เป็นระบบอย่างแท้จริง ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การยอมรับในระดับสากลยังเป็นเรื่องยาก เนื่องจากยังขาดการกำหนดอาณาเขตที่ชัดเจน ไม่มีระบบการบริหารจัดการประชากรและทรัพยากรที่ครอบคลุม และความแตกแยกภายในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการเจรจาระดับสากล

แน่นอนว่า การประกาศเอกราชของกอทูเลย์ มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรัฐกะเหรี่ยงมีพื้นที่ทอดยาวตลอดแนวชายแดนตะวันตกของไทย ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ไปจนถึงเพชรบุรี ซึ่งเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารและเส้นทางค้าขายสำคัญ การประกาศเป็นรัฐเอกราชและการยกระดับการสู้รบ กำลังสะท้อนความแตกแยกภายในกลุ่มการเมืองกะเหรี่ยงที่ชัดเจนขึ้น ระหว่างฝ่ายที่ต้องการสหพันธรัฐ คือ KNU และฝ่ายที่ต้องการเอกราชสมบูรณ์ หรือ KTLA และอาจนำมาซึ่งวิกฤตมนุษยธรรมจากผู้หนีภัยสงคราม ปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดน และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความขัดแย้งกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

รัฐบาลอิหร่านเผชิญแรงต้านรอบใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมา ต่อเนื่องเข้าสู่ศักราชใหม่ 2026 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนชาวอิหร่านพร้อมใจออกมารวมตัวประท้วง ทั้งในกรุงเตหะรานเมืองหลวงและอีกหลายจังหวัดใหญ่ทั่วประเทศ เช่น อิสฟาฮาน (Isfahan), ชีราซ (Shiraz), มาชฮัด (Mashhad) และเคอร์มานชาห์ (Kermanshah) โดยมีกลุ่มนักศึกษาจากกว่า 10 มหาวิทยาลัยเข้าร่วม จนถึงขณะนี้ล่วงเลยมาแล้วเกือบ 1 สัปดาห์ มีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งจากฝั่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและกลุ่มผู้ประท้วง หลังจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตายิงใส่เพื่อสลายผู้ชุมนุมในหลายจังหวัด รวมถึงมีรายงานกลุ่มผู้ประท้วงพยายามจะบุกเข้าไปยังที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดฟาร์สด้วย

การประท้วงเริ่มต้นจากกลุ่มพ่อค้าในตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar) กรุงเตหะราน ที่ปิดร้านประท้วงเพราะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และออกมาเดินขบวน พร้อมคำขวัญเชิงสัญลักษณ์อย่าง “No Gaza, no Lebanon, my life for Iran” เพื่อสื่อว่ารัฐบาลควรเลิกนำงบประมาณไปสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในต่างประเทศและหันมาดูแลคนในชาติ ก่อนจะขยายตัวไปยังกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยและประชาชนทั่วไปในกว่า 12 จังหวัด

การประท้วงระลอกนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ มาห์ซา อามินี ในปี 2022 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากปากท้อง หลักๆ คือ ค่าเงินเรียลอิหร่านร่วงลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะลุไปถึง 1.42 – 1.45 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับปี 2015 ที่เคยอยู่ที่ 32,000 เรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือร่วงลงกว่า 95% ตามด้วยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 42-50% โดยเฉพาะราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เนื้อสัตว์และข้าว ที่พุ่งขึ้นถึง 72% ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นได้

รัฐบาลอิหร่านเร่งรับมือ

เริ่มจากมาตรการความมั่นคง กองกำลังความมั่นคงและบาสิจ (Basij) ได้เพิ่มกำลังในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น จัตุรัสสำคัญในเตหะราน และมีการคุมเข้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่เพื่อสกัดกั้นการนัดรวมตัว ส่วนอัยการสูงสุดเตือนว่ารัฐบาลจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด ต่อความพยายามใดๆ ที่จะสร้างความไร้เสถียรภาพในประเทศ

ขณะที่รัฐบาลประกาศให้วันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) เป็นวันหยุดธนาคารและหน่วยงานรัฐ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “สภาพอากาศหนาวเย็นเพื่อประหยัดพลังงาน” แต่ถูกมองว่าเป็นความพยายามขัดขวางไม่ให้ผู้คนรวมตัวกันประท้วง ด้านประธานาธิบดี มาซูด เปเซสเคียน ได้สั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลาง และแต่งตั้ง อับดอลนัสเซอร์ เฮมมาตี กลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางอีกครั้ง เพื่อกู้สถานการณ์ค่าเงิน หลังจากเคยดำรงตำแหน่งนี้ปี 2018-2021 โดยมีภารกิจหลักคือการ “รื้อระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบหลายชั้น” (Multi-tier exchange rate) ที่เป็นช่องว่างให้เกิดการคอร์รัปชัน ขณะเดียวกัน มีการจัดตั้งศูนย์เจรจากับตัวแทนพ่อค้าในตลาดเพื่อขอความร่วมมือในการพยุงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านพยายามหาทางรับมือปัญหานี้มาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสนอแผนงบประมาณที่ ปรับขึ้นภาษีถึง 62% เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณเนื่องจากรายได้จากน้ำมันลดลงเหลือเพียง 16% ของเป้าหมายในปี 2025 แต่นโยบายนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่สร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนเพราะซ้ำเติมเงินเฟ้อที่พุ่งเกิน 50% ส่วนรัฐสภาได้อนุมัติแผนการเปลี่ยนหน่วยเงินจาก “เรียล” เป็น “โตมัน” (Toman) โดยการตัดศูนย์ออก 4 ตัว (10,000 เรียลเดิม = 1 โตมันใหม่) เพื่อลดความซับซ้อนของธุรกรรมและผลกระทบทางจิตวิทยาจากเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าเกิดรอยร้าวระหว่างสำนักงานของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และฝ่ายประธานาธิบดี โดยฝ่ายอนุรักษนิยมวิจารณ์ว่ารัฐบาลของเปเซสเคียน “อ่อนแอเกินไป” ในการรับมือกับผู้ประท้วง ขณะที่ฝ่ายประธานาธิบดีพยายามเน้นย้ำสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ

วิกฤตซ้อนวิกฤต

นับว่าน่าเห็นใจรัฐบาลอิหร่านไม่น้อย เพราะวิกฤตเศรษฐกิจของอิหร่านในปีที่ผ่านมานี้ ถือว่ามีความซับซ้อนอย่างมากเนื่องจากเป็นการบรรจบกันของปัจจัยภายนอก อันได้แก่นโยบายของมหาอำนาจต่างชาติ และปัจจัยภายใน ซึ่งก็คือความขัดแย้งในภูมิภาค

นโยบาย “Maximum Pressure 2.0” ของทรัมป์

ภายหลังการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รื้อฟื้นนโยบายกดดันขั้นสูงสุดต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินเรียล สหรัฐฯ ได้ผลักดันให้มีการใช้กลไก “Snapback” เพื่อรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติทั้งหมดต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงการอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศและการห้ามซื้อขายอาวุธ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ยกระดับการตรวจสอบเครือข่ายธนาคารเงาที่อิหร่านใช้หลบเลี่ยงการคว่ำบาตรเพื่อทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ทำให้กระแสเงินตราต่างประเทศ อันหมายถึงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะไหลเข้าสู่อิหร่านถูกตัดขาดเกือบสมบูรณ์

อีกมาตรการสำคัญ คือสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดกับบริษัทต่างๆ ที่ยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยเฉพาะในจีน ทำให้รายได้หลักของอิหร่านลดลงอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2025 อิหร่านจัดเก็บรายได้จากน้ำมันได้เพียง 16% ของเป้าหมายเท่านั้น ขณะที่ทรัมป์ออกมาให้สัมภาษณ์ระหว่างพักผ่อนปลายปี ที่รีสอร์ตส่วนตัว มาร์-อา-ลาโก เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม โดยระบุว่า “เศรษฐกิจอิหร่านพังพินาศแล้ว” และเน้นย้ำเรื่องเงินเฟ้อที่รุนแรง ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของตลาดและทำให้นักลงทุนเทขายเงินเรียล

ส่วนปัจจัยหนุนจากความขัดแย้งในภูมิภาค หนีไม่พ้นสงคราม 12 วันกับอิสราเอลในช่วงกลางปี 2025 ทำให้งบประมาณด้านกลาโหมของอิหร่านพุ่งสูงขึ้นถึง 145% เพื่อเตรียมการป้องกันประเทศ ส่งผลให้งบประมาณที่จะนำมาพยุงเศรษฐกิจถูกดึงไปใช้ในกิจการทหารแทน ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกเพราะหวาดกลัวภัยสงคราม และพยายามเปลี่ยนเงินเก็บจากสกุลเรียลไปเป็น ทองคำ เงินดอลลาร์ หรือคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินเรียลดิ่งเหวลงอย่างรวดเร็วจากแรงเทขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Selling)

นอกจากปัญหาเงินเฟ้อ อิหร่านยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานและน้ำอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาจากปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงรุนแรง เป็นตัวเร่งให้ความไม่พอใจของประชาชนปะทุขึ้นในวงกว้าง

ล่าสุดทรัมป์ระบุว่าเขายัง “ไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง” (No regime change) ในตอนนี้ แต่เน้นย้ำว่าเขาจะรอดูว่าอิหร่านจะจัดการกับเศรษฐกิจที่ล่มสลายอย่างไร ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นท่าทีที่กดดันให้ปฏิวัติจากภายใน

สถานการณ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินว่า นโยบายการเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ ธนาคารกลางของประธานาธิบดีเปเซสเคียนจะช่วย “ห้ามเลือด” เศรษฐกิจได้ทันเวลาหรือไม่ และถือเป็นบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอิหร่าน ว่าจะสามารถพยุงค่าเงินและลดอุณหภูมิความโกรธแค้นของประชาชนได้ทันเวลาก่อนที่การจลาจลจะบานปลายหรือไม่

โดย ดาโน โทนาลี