คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ คนแรกถูกข้อหาอาญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721441

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ คนแรกถูกข้อหาอาญา

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ คนแรกถูกข้อหาอาญา

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกส่งท้ายปลายเดือนมีนาคม เมื่อคณะลูกขุนใหญ่แมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ลงมติครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งข้อหาทางอาญาต่ออดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 มี.ค.) กรณีทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า จ่ายเงินเงินค่าปิดปากให้กับนักแสดงหญิงที่เล่นหนังผู้ใหญ่คนหนึ่ง เพื่อไม่ให้เปิดเผยถึงสัมพันธ์สวาทของทั้งสองคนในปี 2006 ดาราสาวคนนี้ คือ สตอร์มมีแดเนียลส์ หรือชื่อจริง สเตฟานี คลิฟฟอร์ดการจ่ายเงินค่าปิดปากเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2016 ซึ่งทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เธอเคยเปิดเผยว่า มีความสัมพันธ์กับทรัมป์ในปี 2006 หลังจากที่เมลาเนีย ภรรยาของทรัมป์เพิ่งให้กำเนิดลูกชายชื่อบาร์รอน ได้ไม่นาน แต่ทรัมป์ปฏิเสธมาโดยตลอด

รายงานระบุว่า การชำระเงินนั้นให้แดเนียลส์นั้นถูกต้องตามกฎหมาย แต่บันทึกว่าเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ ซึ่งการปลอมบันทึกทางธุรกิจเป็นสิ่งผิดกฎหมายในนิวยอร์ก

สำหรับรายละเอียดของข้อหาทางอาญาที่ทรัมป์ถูกตั้งข้อหา ยังไม่ได้เปิดเผย ออกมาอย่างชัดเจน นิวยอร์ก ไทมส์ คาดว่าจะมีการประกาศข้อหาของทรัมป์อย่างชัดเจนในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ และทรัมป์ก็น่าจะถูกจับกุมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตัวเขาระบุว่าจะให้ความร่วมมือกับทางการ

ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกา ยังไม่เคยมีการตั้งข้อหาทางอาญาต่อประธานาธิบดีทั้งที่อยู่ในตำแหน่ง หรือที่เป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯมาก่อนเลย นี่จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ที่อดีตประธานาธิบดีต้องกลายเป็นผู้ต้องหาทางอาญา และในกรณีของทรัมป์ เขายังถูกตั้งข้อหาในขณะที่กำลังจะลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งด้วย

การตั้งข้อหาทรัมป์ครั้งนี้ นับเป็นการสิ้นสุดการสอบสวนเขาในคดีนี้ โดยคณะลูกขุนใหญ่แมนฮัตตันมานานกว่า2 เดือน โดยคณะลูกขุนใหญ่ซึ่งอัยการอัลวิน แบรกก์ อัยการแมนฮัตตัน เป็นผู้แต่งตั้งมาจากพลเรือนที่อาศัยอยู่ในแมนฮัตตัน ได้เริ่มการสอบสวนพิจารณาหลักฐานมาตั้งแต่กลางเดือนมกราคมปีนี้ เพื่อตัดสินว่ามีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ที่จะตั้งข้อหาทางอาญาต่อทรัมป์

ล่าสุด สตอร์มี แดเนียลส์ อดีตดาราหนังผู้ใหญ่ ทวีตข้อความว่า ขอบคุณทุกคนสำหรับการสนับสนุนและความรักของคุณ ฉันมีข้อความเข้ามามากมายจนไม่สามารถตอบกลับได้และฉันก็ไม่อยากทำแชมเปญหกด้วย พร้อมระบุว่า มีคำสั่งซื้อสินค้าและลายเซ็นของเธอ หลั่งไหลเข้ามามากมาย หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไป

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ขณะนี้ทรัมป์อยู่ที่รัฟลอริดาจะต้องเดินทางไปมอบตัวยังศาลแมนฮัตตันในนครนิวยอร์กในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขาจะต้องถูกพิมพ์ลายนิ้วมือ และถ่ายภาพเก็บประวัติอาชญากร เช่นเดียวกับที่ทำกับคนที่เป็นจำเลยในศาล อย่างไรก็ตามซูซาน เนเคลีส ทนายความส่วนตัวของทรัมป์บอกว่า ได้รับแจ้งเรื่องทรัมป์ถูกตั้งข้อหาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทรัมป์จะต้องมอบตัวเมื่อใด

แอนโธนี เซอร์เชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำอเมริกาเหนือ มองว่า ด้วยคดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ บวกกับความกังวลด้านความปลอดภัย แนวทางที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่แน่นอน อาจจะมีการเจรจาระหว่างสำนักงานอัยการเขตกับทีมของทรัมป์

เมื่อคดีถูกกำหนดวันพิจารณาและเลือกผู้พิพากษาแล้ว รายละเอียดอื่นๆ จะถูกนำมาใช้ เช่น ระยะเวลาของการพิจารณาคดีและข้อจำกัดในการเดินทางที่เป็นไปได้ รวมถึงข้อกำหนดในการประกันตัวสำหรับจำเลย หากทรัมป์ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาจะต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางคนคาดการณ์ว่า น่าจะต้องจ่ายค่าปรับมากกว่าการถูกคุมขังก็ตาม

ด้านปฏิกิริยาของทรัมป์ โพสต์ลง Truth Social โซเชียล มีเดียที่เขาก่อตั้งขึ้นเอง ด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า การตั้งข้อหาเขาครั้งนี้ เป็นการกระทำของพวก “อันธพาลและอสุรกายฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง” เป็นการดำเนินคดีทางการเมือง และเป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง พร้อมกับออกแถลงการณ์ยืนยันความบริสุทธิ์ของเขาในคดีนี้ ทรัมป์กล่าวในแถลงการณ์ว่าเขา เป็นผู้บริสุทธิ์ และได้ขอให้ผู้สนับสนุนเขา จัดหาเงินสำหรับการต่อสู้คดี สามารถระดมทุนได้กว่า 2 ล้านดอลลาร์ หรือ กว่า 68 ล้านบาท ขณะที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวหาว่า การสอบสวนเขาในคดีนี้ เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เป็นการล่าแม่มด

ด้านผู้สนับสนุนทรัมป์ได้มารวมตัวกันที่นอกที่พักของเขาในปาล์มบีช มาร์-อา-ลาโก รัฐฟลอริดา ในวันพฤหัสบดี เพื่อแสดงการสนับสนุนทรัมป์หลังจากที่เขาถูกตัดสินโดยคณะลูกขุนใหญ่แห่งแมนฮัตตัน ผู้สนับสนุนหลายคนโบกธงทรัมป์ 2024 ขณะที่รถที่ผ่านไปมาบีบแตรเป็นการสนับสนุน เช่นเดียวกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐฯ มีความเห็นที่หลากหลายเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางคนมองว่าการตัดสินใจของคณะลูกขุนเป็นแรงจูงใจทางการเมืองที่ป้องกันไม่ให้ทรัมป์ลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้า ขณะที่บางคนมองว่าเป็นความมืดมนของประวัติศาสตร์อเมริกัน ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายควรถูกดำเนินคดี ไม่ว่าคุณจะนั่งอยู่ตำแหน่งหรือเป็นอดีตประธานาธิบดีก็ตาม

อย่างไรก็ตามยังไม่มีกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ออกมาประท้วงต่อเรื่องนี้ เนื่องจากมองว่า พวกเขาอาจถูกผู้ไม่หวังดี ฉวยโอกาสแทรกแซงและสร้างสถานการณ์ด้านลบแล้วโยนความผิดให้พวกเขาได้

ส่วนปฏิกิริยาของพรรครีพับลิกันบรรดาเบอร์ใหญ่ของพรรคในรัฐสภาสหรัฐฯตั้งแต่ เควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนสหรัฐฯ, รอน ดีแซนทิส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ซึ่งเสนอตัวเป็นตัวแทนพรรคแข่งกับทรัมป์ ด้วย และสมาชิกระดับสูงของพรรค ต่างรีบออกมาแสดงการสนับสนุนทรัมป์ ส่วน ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯระบุว่า การฟ้องอดีตเจ้านายของเขาว่าเป็น “ความชั่วร้าย” และ “ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศ” แต่ไม่มีเหตุผลใดที่เรียกร้องให้ผู้คนออกมาประท้วง พร้อมชี้ว่าทรัมป์สามารถดูแลตัวเองในห้องพิจารณาคดีได้ และเขาควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในตอนนี้ เช่นเดียวกับสมาชิกพรรครีพับลิกันคนอื่นๆ พากะนเรียกสิ่งนี้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากอัยการ และ “คนอเมริกันจะมองเห็นได้ถูกต้อง”

ทั้งนี้ ทรัมป์ยังคงรั้งตำแหน่งตัวเก็งที่จะได้เป็นตัวแทนพรรคลงเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอสเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (27 มี.ค.) ทรัมป์ยังคงได้คะแนนสนับสนุนร้อยละ 44 จากประชาชนที่สนับสนุนรีพับลิกัน ซึ่งมากกว่าดีแซนทิส ที่ตามมาอย่างห่างที่ร้อยละ 30 แต่สำนักข่าวรอยเตอร์วิเคราะห์ว่า การถูกตั้งข้อหาของทรัมป์นี้ จะส่งผลกระทบในทางลบต่อความพยายามของทรัมป์ ที่ต้องการจะเป็นตัวแทนพรรคชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้ง และจะส่งกระทบต่อศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในปีหน้า 2024 อย่างแน่นอน แม้ว่าก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศล่วงหน้าแล้วว่า เขาจะยังคงเดินหน้าหาเสียงเพื่อชิงตัวแทนพรรครีพับลิกันต่อไป หากถูกตั้งข้อหาก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายในสหรัฐฯบอกว่า ทกคนกำลังได้เป็นประจักษ์พยานและได้ร่วมอยู่ในนาทีแห่งประวัติศาสตร์ของอเมริกา เพราะไม่เคยมีอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใด ที่เคยถูกตั้งข้อหาทางอาญามาก่อน

คดีนี้เป็นเพียง 1 ในหลายคดีที่ทรัมป์กำลังเผชิญอยู่ โดยอัยการพิเศษ แจ๊ค สมิธ กำลังสอบสวนเขา กรณีการจัดการเอกสารชั้นความลับของรัฐบาลหลังจากที่ทรัมป์สิ้นสุดการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2021 รวมทั้งสอบสวนทรัมป์กรณีพยายามพลิกผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ที่เขาพ่ายแพ้ให้แก่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ยูเครนเผชิญศัตรู 2 ด้าน : รัสเซียและการทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712040

คุยกัน 7 วันหน : ยูเครนเผชิญศัตรู 2 ด้าน : รัสเซียและการทุจริต

คุยกัน 7 วันหน : ยูเครนเผชิญศัตรู 2 ด้าน : รัสเซียและการทุจริต

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์อัล จาซีรา รายงานว่า ในขณะที่รัฐบาลยูเครนมุ่งมั่นในการต่อสู้ต้านกองทัพรัสเซีย แต่รัฐบาลยูเครนเอง กำลังเผชิญศัตรูอีกด้านที่กัดกร่อนยูเครนมานานหลายปี นั่นก็คือ การทุจริต

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทางการยูเครนได้บุกค้นบ้านพักของอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย และสั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลหลายคน ที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบน ขณะที่ โอเลกซีเรซนิคอฟ รัฐมนตรีกลาโหม กำลังจะถูกเปลี่ยนตัวด้วยเช่นเดียวกัน หลังมีการเปิดโปงว่า กระทรวงกลาโหมยูเครนสั่งซื้ออาหารสำหรับทหารในราคาที่สูงลิ่ว

แม้สหรัฐฯ สหภาพยุโรปและองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโตจะให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือยูเครนต่อไป แต่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่กลาโหมของชาติตะวันตกส่วนหนึ่งกังวลปัญหาการทุจริตในยูเครน และตั้งคำถามแล้วว่ายูเครนใช้ความช่วยเหลือที่รับไป ได้ดีจริงหรือไม่

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ตระหนักดีในเรื่องนี้ ทั้งการวิจารณ์จากชาติตะวันตก และความสำคัญของความช่วยเหลือที่หลั่งไหลเข้ามา ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาเขาจึงประกาศจัดการกับการทุจริต

โวโลดิมีร์ ดูโบวิค นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเมคนิคอฟในเมืองโอเดซาของยูเครน กล่าวว่า เซเลนสกีเข้าใจดีว่า เขาต้องแก้ปัญหานี้โดยเร็ว และเด็ดขาดอย่างไม่ล่าช้า เพราะมีผู้คนในสหรัฐฯและชาติตะวันตกที่กำลังมองว่ายูเครนเป็นชาติที่ทุจริตมากเกินไป สิ่งที่ยูเครนกลัวมากที่สุดคือการถูกสหรัฐฯและชาติตะวันตกทอดทิ้ง และหยุดส่งอาวุธมาให้

ทั้งนี้ ในปี 2022 สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางการทหาร การเงิน และมนุษยธรรมแก่ยูเครนรวมกันมูลค่า 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ1.7 ล้านล้านบาท ทำให้นักการเมืองฝ่ายขวาจัดในพรรครีพับลิกันตั้งคำถามเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อเดือนที่แล้ว มาร์จอรี เทย์เลอร์กรีน สส.รีพับลิกันขวาจัด เรียกยูเครนว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทุจริตมากที่สุดในโลก และตั้งคำถามว่าทำไมเงินจากภาษีของคนอเมริกันที่หามาอย่างยากลำบากต้องถูกขโมยไป และก่อนหน้านี้ เธอได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสมีมติให้มีการตรวจสอบความช่วยเหลือทั้งหมดที่ส่งให้แก่ยูเครน ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์จูเนียร์ บุตรชายคนโตของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตข้อความช่วงปลายปีที่แล้วว่า“เซเลนสกี คือราชินีสังคมสงเคราะห์ระดับโลกที่น่ารังเกียจ”

แน่นอนว่า รัฐบาลเซเลนสกีเฝ้าติดตามการเมืองสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยดูโบวิค กล่าวว่า รัฐบาลยูเครนมีความกังวลว่าฝ่ายขวาของทรัมป์ในพรรครีพับลิกันจะได้อำนาจและถอนการสนับสนุนยูเครน

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปยังคงให้คำมั่นสนับสนุนยูเครนต่อไป โดยได้มีการให้ความช่วยเหลือยูเครนแล้วรวมมูลค่า 67,000 ล้านยูโร หรือราว 2.5 ล้านล้านบาทนับตั้งแต่เกิดสงคราม โดย WitoldWaszczykowski นักการเมืองโปแลนด์และประธานสมาคมสมาชิกรัฐสภาอียู-โปแลนด์ เผยว่า ในเวลานี้ ประเด็นอื่นๆ กลายเป็นเรื่องรองไป สิ่งสำคัญสุดคือ ยูเครนต้องชนะสงครามนี้กับรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม การปราบปรามการทุจริต คือ เสาหลักสำคัญสำหรับยูเครนในการได้เป็นสมาชิกอียู โดยในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อียูได้ให้สถานะผู้สมัครแก่ยูเครนแล้ว ซึ่งเป็นการปูทางสู่การได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในอนาคต แต่ชาติที่ได้รับสถานะจะต้องปฏิรูปโครงสร้างในหลายด้าน เช่น การเมือง เศรษฐกิจ และหลักแห่งกฎหมาย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอียู

ผู้เชี่ยวชาญระบุกับอัล จาซีราว่า การปราบปรามการทุจริตของรัฐบาลยูเครนในเวลานี้ คือประเด็นสำคัญ เมื่อต้องหารือเรื่องอนาคตของยูเครนในอียู ซึ่งยูเครนจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า จะไม่มีการผ่อนปรนเรื่องการทุจริต ไม่ว่าบุคคลคนนั้นจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็ตาม

ขณะที่หลังการประชุมสุดยอดระหว่างอียูและยูเครนต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสิ้นสุดลงชาร์ลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป และ เออร์ซูลา ฟอน เดอเลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงการรับรู้ว่ายูเครนพยายามอย่างหนักในการดำเนินการตามเป้าหมายเพื่อให้ได้เป็นสมาชิกอียู แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่มีการส่งสัญญาณใดๆ ว่าจะลัดขั้นตอนการเข้าเป็นสมาชิกอียูให้แก่ยูเครน

ทั้งนี้ ในปี 2022 องค์กร Transparency International เผยดัชนีการทุจริตโลก พบว่า ยูเครนอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ไม่ต่างจากรัสเซียมากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้การปราบปรามทุจริต เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งของเซเลนสกีในปี 2019 แต่กลับพบว่า การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ของเขามีความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น คะแนนนิยมของเขาลดต่ำลงไปอยู่ที่เพียง 27% เท่านั้นแต่เมื่อเกิดสงคราม คะแนนนิยมของเซเลนสกี พุ่งกลับมาอยู่ที่เกือบ84% ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สถานการณ์นี้จะทำให้เซเลนสกีมีอำนาจในการปราบปรามการทุจริตมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน

แต่ในเวลานี้ที่ ยูเครนกำลังต่อสู้กับการทุจริต การสู้รบต้านรัสเซียก็ยังคงดุเดือดต่อไปเช่นกัน


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : คิม จู-แอ ผู้สืบทอดอำนาจ คิม จอง-อึน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710462

คุยกัน 7 วันหน : คิม จู-แอ ผู้สืบทอดอำนาจ คิม จอง-อึน

คุยกัน 7 วันหน : คิม จู-แอ ผู้สืบทอดอำนาจ คิม จอง-อึน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.15 น.

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA สื่อทางการเกาหลีเหนือ รายงานในสัปดาห์นี้ว่า เกาหลีเหนือจัดงานฉลองครบ 75 ปีแห่งการสถาปนากองทัพประชาชนเกาหลี (เคพีเอ) อย่างยิ่งใหญ่ มีการโชว์แสนยานุภาพทางการทหาร และจัดแสดงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป ICBM ฮวาซอง-17 จำนวนมากที่สุดที่เคยมีมา หรือมากถึง 17 ลูกซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า หากมีการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ ไอซีบีเอ็มรุ่นนี้มีพิสัยทำการไกลเพียงพอโจมตีได้ทุกที่บนโลกใบนี้

แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจได้มากที่สุด คือ คิม จู-แอ เด็กหญิงอายุ9 ขวบ ที่เชื่อกันว่าเป็นลูกคนที่ 2 ของคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่มาร่วมชมพิธีนี้ด้วย นี่เป็นการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน ครั้งที่ 5 ของเธอ และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน

ก่อนหน้านี้ จู-แอ เคยปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก โดยไปร่วมชมการทดสอบฮวาซอง-17 กับนายคิมเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ขณะที่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (7 ก.พ.) ก่อนถึงวันสวนสนาม 1 วัน นายคิมและนางรี ซอล จู ภริยาและสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีเหนือ ได้นำจู-แอ ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำของกองทัพที่กรุงเปียงยางด้วย เธอนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างแม่และพ่อของเธอ และล้อมรอบด้วยเจ้าหน้าที่กองทัพ KCNA ยังรายงานว่า คิม จู-แอ บอกว่า การได้เข้าร่วมงานเลี้ยงของกองทัพ คือหนึ่งในความฝันของเธอ ซึ่งกลายเป็นจริงในที่สุด

จู-แอได้รับการแนะนำตัวครั้งแรกจากสื่อทางการของรัฐ ที่เรียกเธอว่า เป็น “ลูกสาวที่รัก” และ “ลูกสาวที่เคารพ” ของท่านผู้นำ มีภาพเธอเดินจูงมือกับพ่อ ในขณะที่แม่ของเธอเดินตามหลังพวกเขา

ชอง ซองชาง นักวิจัยจากสถาบันเซจองของเกาหลีใต้มองว่า สิ่งนี้บ่งชี้ว่าเกาหลีเหนือเริ่มสร้าง “ลัทธิบูชาบุคคล” รอบๆ ตัวจู-แอ บ่งชี้ว่า เธอ จะกลายเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพในอนาคต และเป็นการส่งสัญญาณว่าเธอถูกกำหนดให้เป็นผู้สืบทอดโดยพฤตินัย แม้จะยังไม่มีสถานะ “ผู้สืบทอด” อย่างเป็นทางการก็ตาม

ลูกสาวที่ “น่าเคารพ” เป็นคำที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่ได้รับการเคารพนับถือมากที่สุดเท่านั้น แม้แต่ คิม จอง-อึนเอง ยังถูกเรียกว่าเป็น “สหายที่เคารพ” หลังได้รับรองสถานะ ว่าเป็นว่าที่ผู้นำในอนาคตแล้ว

มีคำถามตามมาว่า แม้ จู-แอ จะเป็นทายาทที่คิม จอง-อึน ตั้งใจให้สืบทอดอำนาจต่อจากตนจริง เหตุใดจึงต้องแนะนำเธอต่อสาธารณะเร็วขนาดนี้เพราะคิมเองเพิ่งอายุเพียง 39 ปี และลูกสาวของเขาก็ยังเด็ก

มีรายงานว่า คิม จอง-อึน ได้รับการเปิดเผยว่า จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากนายคิม จอง-อิล บิดาของเขาเมื่อเขาอายุได้ 8 ขวบ แต่เป็นการแนะนำส่วนตัวต่อผู้นำทางทหารเท่านั้น และมีเปิดเผยต่อสาธารณชนเพียงหนึ่งปีก่อนที่พ่อของเขาจะเสียชีวิต สิ่งนี้ทำให้เขาเริ่มงานได้อย่างยากลำบาก ในขณะที่เขาต้องทำงานหนักอย่างไร้ความปรานีเพื่อรวบรวมอำนาจให้ได้ นั่นทำให้นักวิเคราะห์มองว่า บางทีเขาอาจกำลังพยายามให้ลูกสาวขึ้นครองอำนาจง่ายขึ้น โดยทำให้แน่ใจว่าตำแหน่งของเธอมั่นคงขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องรับช่วงต่อ หรืออาจเป็นเพราะสุขภาพของเขาไม่ค่อยดีนักก็เป็นได้

นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ เกาหลีเหนือถูกปกครองโดยตระกูลคิมมาสามชั่วอายุคนแล้วประชาชนได้รับการบอกเล่าว่าครอบครัวนี้มาจากสายเลือดอันศักดิ์สิทธิ์นั่นหมายความว่า พวกเขาเท่านั้นที่จะเป็นผู้นำประเทศได้ และคิม จอง-อึน ต้องการแน่ใจว่า จะส่งต่ออำนาจไปสู่รุ่นที่ 4

นักวิเคราะห์บางคนมองว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ คิม จอง-อึน อาจต้องใช้เวลามากสักหน่อย นั่นคือการเอาชนะอคติของสังคมปิตาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากเกาหลีเหนือไม่เคยมีผู้หญิงเป็นผู้นำ แม้จะมีผู้หญิงบางคนได้ดำรงตำแหน่งสูงในรัฐบาลก็ตาม เช่น โช ซอน-ฮุยรัฐมนตรีต่างประเทศ และ คิม โย-จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของ คิม จอง-อึน ในฐานะโฆษกหญิงของรัฐบาล

เจมส์ เฟรตเวลล์ นักวิเคราะห์ของ NK News ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตรวจสอบเกาหลีเหนือ คิดว่า เป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะมีผู้นำเป็นผู้หญิง เขาระบุว่า ในขณะที่เกาหลีเหนือเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ แต่ก็เป็นสังคมที่มีคิมเป็นใหญ่ด้วยเหนือสิ่งอื่นใด สายเลือดของ คิม จู-แอ จะทำให้เธอมีศักยภาพในการชิงตำแหน่งผู้นำ และคงจะน่าแปลกใจกว่านี้ หากมีคนนอกตระกูลคิมเป็นผู้ปกครองประเทศ

อัน ชาน-อิล ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ ที่ผันตัวมาเป็นนักวิจัยที่สถาบันโลกเพื่อการศึกษาด้านเกาหลีเหนือระบุว่า เป็นไปไม่ได้ที่ผู้หญิงจะเป็นผู้นำเกาหลีเหนือในตอนนี้ ไม่มีใครยินดีกับความคิดนี้ หากคิม จอง-อึน หายตัวไปในทันที และจู-แอ ต้องรับตำแหน่งแทน อย่างไรก็ตาม เขามองว่า การแนะนำเธออย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อสาธารณะในช่วงทศวรรษหรือ อีกสองปี ควบคู่ไปกับการศึกษาเชิงอุดมการณ์ น่าจะช่วยได้ พร้อมทิ้งท้ายว่า “ชาวเกาหลีเหนือไม่ค่อยตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้ปกครอง”

นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าคิม จอง-อึน กำลังสร้างโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับสถานะใหม่ของผู้หญิง ขณะที่บทบาทสำคัญที่สุดของผู้หญิงเกาหลีเหนือทุกคนยังคงเป็น “การอุทิศตนต่อ “บิดา”ของพวกเธอ นั่นคือ คิม จอง-อึน ซึ่ง จู-แอแสดงให้เห็นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แม้ว่าการรับประกันว่า คิม จู-แอจะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำคนต่อไปของเกาหลีเหนือ จะยังคงห่างไกล แต่จากการปรากฏตัวแต่ละครั้งของเธอ ต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอน และไม่ว่าเธอจะเป็นทายาทของคิมหรือไม่ก็ตาม แต่การปรากฏตัวทุกครั้งของเธอ แสดงให้เห็นว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเสมอ


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เริ่มหาเสียง 2024 ท่ามกลางความท้าทาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/708876

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เริ่มหาเสียง 2024 ท่ามกลางความท้าทาย

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เริ่มหาเสียง 2024 ท่ามกลางความท้าทาย

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.30 น.

“เมื่อตอนที่ผมหงายไพ่ และบอกว่า เอาล่ะ ไปกัน

พวกเขาก็บอกว่า “ไม่ เขาจะไม่หาเสียง”

มันแค่ประมาณเดือนที่แล้วนี่เอง ที่ผมประกาศ

อย่างที่คุณทราบ ผมมีเวลาอีก 2 ปี

พวกเขาบอกว่า “เขาไม่ได้ทำการชุมนุม

เขาไม่ได้หาเสียง บางทีเขาอาจจะข้ามขั้นตอนไปเลย”

ไม่ใช่ครับ ตอนนี้ผมเริ่มโมโหแล้ว และตอนนี้ผมมุ่งมั่นยิ่งกว่าที่เคยมีมาด้วยซ้ำ”

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มเดินหน้าหาเสียงในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันในการสู้ศึกกลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปี 2024 โดยเขาได้ปราศรัยที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเซาท์แคโรไลนา เป็น 2 รัฐแรก พร้อมกล่าวโจมตีความอ่อนแอ และไม่เด็ดขาดของ โจ ไบเดน ผู้นำคนปัจจุบัน ว่ากำลังนำเราเข้าสู่ขอบเหวแห่งสงครามโลกครั้งที่ 3 จากการสนับสนุนยูเครนในสงครามกับรัสเซียแต่ตัวเขาจะนำสันติสุขกลับมาด้วยความเข้มแข็ง จะทำให้เกิดข้อตกลงสันติภาพในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง

ทรัมป์กล่าวขณะแนะนำทีมบริหารของเขาในรัฐเซาท์แคโรไลนาว่า จะร่วมสะสางเป้าหมายที่ยังทำไม่เสร็จในการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยกัน และยังได้ประกาศนโยบายการหาเสียง ซึ่งมีประเด็นของผู้อพยพและอาชญากรรม พร้อมกับบอกอีกว่า นโยบายของเขาจะตรงข้ามกับประธานาธิบดีไบเดน ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2เช่นกัน

การเปิดฉากหาเสียงของทรัมป์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการลบล้างเสียงวิจารณ์ที่ว่าทรัมป์เริ่มต้นการหาเสียงล่าช้า โดยเขากล่าวโต้เสียงวิจารณ์ต่างๆ ว่า เขาได้เตรียมการหาเสียงครั้งใหญ่ไว้แล้ว และจะใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีเริ่มมีความท้าทายเกิดขึ้นกับอดีตผู้นำที่ต้องการกลับสู่ตำแหน่งอีกครั้งคนนี้ เมื่อกระแสความเชื่อมั่นจากฝั่งรีพับลิกันได้ค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับคู่แข่งคนอื่นๆ ของพรรครีพับลิกันที่เริ่มแสดงตัวมากขึ้นด้วย

ทรัมป์บอกว่า ขอให้คู่แข่ง ปราศรัยถึงเขาบ้าง เพราะเราจะไม่เล่นแค่เกมรับเหมือนที่เล่นในกีฬาฟุตบอล และเราจะชนะ และจะชนะอย่างยิ่งใหญ่เสียด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า ทรัมป์ได้เริ่มต้นเส้นทางการหาเสียงในปีนี้ ด้วยภูมิทัศน์ที่แตกต่างไปจากสมัยก่อน ด้วยการจัดงานที่เล็กกว่าเอกลักษณ์เดิมของเขา ที่มักเป็นงานใหญ่และมีผู้สนับสนุนนับพันคนมาร่วมงาน แต่การหาเสียงที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเซาท์แคโรไลนา กลับเกิดขึ้นต่อหน้าบรรดาผู้สนับสนุนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่ร้อยคน

ทอม ราธ อดีตอัยการทั่วไปรัฐนิวแฮมป์เชียร์ บอกว่า ทรัมป์ยังเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นอยู่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของพรรครีพับลิกันอีกต่อไป และหากเขาจะทำในสิ่งที่เขาเคยทำไว้เมื่อ6 ปีก่อน เขาก็อาจจะคิดผิด

ขณะที่ผลสำรวจความเห็นของมหาวิทยาลัยนิวแฮมป์เชียร์ พบว่า กลุ่มผู้สนับสนุนชาวรีพับลิกันกำลังมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่นอกจากทรัมป์ โดยมี รอน ดีซานติส
ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา อยู่ในอันดับต้นๆและมีคะแนนแซงทรัมป์ไปอยู่ที่ 42% ต่อ 30% ส่วนผลสำรวจของเซาท์แคโรไลนา พบว่า ผู้ว่าการดีซานติส มีคะแนนนำทรัมป์ มากถึง 52% ต่อ 33%

นอกจากนี้ ผู้ที่อาจร่วมสนามแข่งเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน ก็คาดว่าจะมี นิกกี้ ฮาเลย์อดีตผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา และเอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ, ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดี, ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ, อาซาฮัทชินสัน อดีตผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอส์และ ทิม สก็อตต์ วุฒิสมาชิกรัฐเซาท์แคโรไลนา ด้วย

อย่างไรก็ตาม การหาเสียงของทรัมป์ ที่รัฐเซาท์แคโรไลนาไม่พบการปรากฏตัวของ นิกกี ฮาเลย์อดีตผู้ว่าการรัฐ และ ทิม สก็อตต์ วุฒิสมาชิกของรัฐนี้ ซึ่งสำหรับฮาเลย์แล้ว เธอเคยกล่าวว่า จะไม่ลงแข่ง หากทรัมป์ลง แต่เมื่อไม่นานมานี้ เธอระบุว่า กำลังพิจารณาลงชิงเก้าอี้ทำเนียบขาวในปี 2024 ด้วย

ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่า สนามหาเสียงที่รัฐนี้ของทรัมป์ ค่อนข้างเงียบเหงาเบาบาง เพราะนิกกี้ ฮาเลย์เป็นคนที่ได้รับความนิยมจากชาวเซาท์แคโรไลนา เป็นอย่างมาก และเมื่อเธอประกาศตัวจะลงสมัคร ก็ทำให้กระแสของทรัมป์เงียบลง

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายความท้าทายที่ล้วนเป็นอุปสรรคของทรัมป์ ในการกลับมาชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสหรัฐฯ อีกสมัย

หลักๆ คือเรื่องของภาพลักษณ์ที่ถูกโยงเข้ากับเหตุจลาจลบุกยึดอาคารรัฐสภา เมื่อ 6 ม.ค. 2021ก่อนเขาจะลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีที่หลายคนคงไม่ลืมภาพผู้สนับสนุนทรัมป์ที่โบกธงรูปเขาขณะบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเร็วๆ นี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นภาพสะท้อนของผลพวงจากเหตุการณ์นั้นได้ มีผู้สมัครพรรครีพับลิกันหลายคนที่ออกมาเห็นด้วยกับการที่ทรัมป์ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้แพ้การเลือกตั้งเมื่อปี 2020 ที่ต้องพบกับความพ่ายแพ้

ขณะเดียวกัน เหตุผลหนึ่งที่ดูทรัมป์อยากจะลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำประเทศอีกครั้ง คือการเปิดทางให้เขาบอกว่าการสอบสวนทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาที่เขาเผชิญอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามจะแก้แค้นทางการเมือง

ตอนนี้ ทรัมป์โดนไต่สวนคดีอาญาว่าไปแทรกแซงการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจีย คดีแพ่งว่าเขาฉ้อโกงในการทำธุรกิจตัวเองในนิวยอร์ก คดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับข้อกล่าวล่วงละเมิดทางเพศ, การสอบสวนโดยรัฐบาลกลางถึงส่วนร่วมของเขาในเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 ม.ค. และการดูแลเอกสารลับทางราชการหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้ว

การสืบสวนคดีใดๆ ก็ตามอาจนำไปสู่การพิจารณาคดีที่จะกลายเป็นข่าวใหญ่ และอย่างน้อยก็จะทำให้การหาเสียงของเขาต้องเสียหลักไปเป็นการชั่วคราว ประเด็นเหล่านี้จะทำให้เขาเสียสมาธิ แต่สถานการณ์ก็อาจเลวร้ายถึงขั้นที่เขาต้องชดเชยเงินเป็นจำนวนมหาศาลหรือไม่ก็อาจต้องจำคุกเลยก็เป็นได้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เหตุใดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯจึงเพิ่มขึ้นทุกวัน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707323

คุยกัน 7 วันหน : เหตุใดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯจึงเพิ่มขึ้นทุกวัน?

คุยกัน 7 วันหน : เหตุใดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯจึงเพิ่มขึ้นทุกวัน?

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.37 น.

“Tragedy upon tragedy” : 44 hours. 3 mass shootings. 19 dead – เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ทวีตข้อความว่า “โศกนาฏกรรม บนโศกนาฏกรรม” เมื่อเกิดเหตุกราดยิงหมู่ 3 เหตุการณ์ในเวลาเพียง 44 ชั่วโมง และทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 19 ศพ… และ “มีเพียงอเมริกา ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้” .. “นี่คือค่าตอบแทนของ “เสรีภาพ” อย่างนั้นหรือ?”

3 เหตุการณ์ที่ว่านี้ เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย ลำดับเหตุการณ์ดังนี้

1.เสาร์ 21 มกราคม – ที่สตูดิโอเต้นรำใน มอนเทอเรย์ ปาร์ค ชานนครลอสแองเจลิส ที่มีเหยื่อถูกยิงเสียชีวิตรวม 11 ศพ ก่อนคนร้ายซึ่งเป็นชายสูงวัยเชื้อสายเอเชีย จะหลบหนีไป และยิงตัวเองเสียชีวิตในรถ

2.จันทร์ 23 มกราคม – ก่อนที่ตำรวจจะเปิดเผยรายชื่อของเหยื่อทั้ง 11 ศพ จากเหตุการณ์แรก ก็เกิดเหตุกราดยิงอีกครั้ง ในย่านชนบท ฮาล์ฟ มูน เบย์ ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย เสียชีวิต 7 ศพ ทั้งหมดเป็นแรงงานอพยพในฟาร์มเห็ด -ผู้ต้องสงสัยเป็นชายเชื้อสายเอเชียเช่นกัน

3.อังคาร 24 มกราคม – เกิดเหตุกราดยิงครั้งที่ 3 ในเวลา 3 วัน เกิดขึ้นในเมืองโอ๊คแลนด์ มี 8 คนถูกยิง และเสียชีวิต 1 ศพ

นั่นทำให้ ในเวลาไม่ถึง 1 เดือนของปี 2023 สหรัฐฯ เกิดเหตุกราดยิงหมู่แล้ว 40 ครั้ง สูงที่สุดของสถิติที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม สะท้อนแล้วว่า ไม่ว่าจะชุมชนเล็ก ชุมชนใหญ่ทั่วสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับเหตุกราดยิงหมู่ที่มีขึ้นรายวัน ทั้งในสถานที่ทำงาน, สถานศึกษา หรือแม้แต่สถานประกอบพิธีทางศาสนา

จากข้อมูลพบว่า ทุกรูปแบบของความรุนแรงจากปืน ทั้งการฆาตกรรม-ฆ่าตัวตาย ไปจนถึงกราดยิงหมู่ เพิ่มขึ้นทั้งหมด ปี 2019 มีตัวเลขของการเสียชีวิตจากอาวุธปืน
ที่ 33,599 ศพ ปี 2022-44,290 ศพเพิ่มขึ้น 31% ส่วนใหญ่ของตัวเลขนี้เป็นการฆ่าตัวตายด้วยปืน ตามมาด้วยเหตุฆาตกรรม ส่วนกราดยิงหมู่ ปี 2020 พบว่ามีตัวเลขที่ 1.1% ของเหตุเสียชีวิตจากอาวุธปืนทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังเป็นการยากที่จะระบุชัดเจนว่าสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขสูงขึ้นนั้นเป็นเพราะอะไร? เพราะเหตุกราดยิงหมู่ยังเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้ อย่างไรก็ดีปัจจุบันพบว่า ชาวอเมริกันมีการครอบครองอาวุธปืนมากกว่าที่เคยมียอดจำหน่ายอาวุธปืนแตะ 23 ล้านกระบอก ในปี 2020 สูงกว่าปี 2019 ถึง 65%

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางหรือ FBI ได้ดำเนินการตรวจสอบปูมหลังของผู้ครอบครองปืนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการล็อกดาวน์โควิด ตามมาด้วยเหตุสังหาร จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำ และเหตุจลาจลรัฐสภา ที่ทำให้ชาวอเมริกันต้องการมีปืนไว้ป้องกันตัวมากขึ้น

จอช โฮโรวิตซ์ ผู้อำนวยการศูนย์แก้ปัญหาความรุนแรงจากปืน มหาวิทยาลัย Johns Hopkins บอกว่า มีปืนเพื่อให้พวกเราปลอดภัยโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่ปลอดภัย และเมื่อผู้คนรู้สึกหวาดกลัว พวกเขาก็ต้องการขจัดความกลัว ด้วยการซื้อปืน

ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า ความกดดันของชีวิต, สภาพสังคมที่ไม่เป็นมิตร รวมถึงความเครียดจากโรคระบาด ที่ทำให้เกิดผลพวงด้านการเงิน, การงาน, ครอบครัว หรือความสัมพันธ์เสื่อมถอย ก็ทำให้เกิดความเครียดได้ จนอาจทำให้บางคนเลือกที่จะตอบสนองความเครียดเหล่านั้นด้วยความรุนแรง ซึ่งก็สอดคล้องกับรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร พบว่า เกือบ 93% ของผู้ก่อเหตุ มีปัญหาส่วนตัวก่อนก่อเหตุ ทั้งเรื่องการหย่าร้าง, ปัญหาสุขภาพ หรือประเด็นขัดแย้งกับที่โรงเรียน-ที่ทำงาน และอีกราว 10% ของผู้ก่อเหตุกราดยิงหมู่ จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย

อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีอยู่ 1 เทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือ ShotSpotter ซึ่งทางการตั้งความหวังว่าจะมาช่วยลดอาชญากรรมจากปืนได้ ShotSpotter เป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทสัญชาติอเมริกันที่มีชื่อเดียวกัน ซึ่งจะคอยตรวจจับเสียงปืน ก่อนที่จะส่งตำรวจลงพื้นที่จุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีระบบนี้ติดตั้งอยู่ในมากกว่า 130 เมือง ซึ่งรวมถึงในเมืองโอคแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เพิ่งเกิดเหตุกราดยิงไปเมื่อ 24 ม.ค.เกิดขึ้นกลางปั๊มน้ำมัน แต่กลับไม่มีใครโทรแจ้งตำรวจ แต่ไม่เป็นไร เพราะด้วยระบบแจ้งเตือนผ่านเทคโนโลยี ShotSpotter ก็ทำให้ตำรวจทราบเหตุและสามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุได้ แม้ว่าเมื่อไปถึง จะเจอเพียงปลอกกระสุนตกอยู่ เพราะผู้บาดเจ็บถูกส่งไปโรงพยาบาลแล้วก็ตาม

ข้อมูลจากรายงานของทางการท้องถิ่นในเมืองโอคแลนด์ ชี้ว่าเมื่อปี 2020 ทั้งปี ระบบ ShotSpotterแจ้งเตือนตำรวจเกี่ยวกับเหตุจากการใช้ปืนมากถึง 6,053 ครั้ง ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่า 5 ,500 ครั้ง หรือคิดเป็นร้อยละ 91 ของการแจ้งเตือนทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่คนในพื้นที่ไม่ได้โทรแจ้งตำรวจ และตำรวจจะไม่มีทางทราบเลยว่าเกิดเรื่องขึ้น ถ้าไม่ได้มีการใช้งานเทคโนโลยีแจ้งเตือนที่ว่านี้

งานวิจัยหลายชิ้น ชี้ว่าจริงๆ แล้ว ความรุนแรงจากอาวุธปืนในสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นมากกว่าที่มีการรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการ ซึ่งมากกว่าร้อยละ 80 เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้มีการโทรแจ้งตำรวจ ดังนั้น ทางการท้องถิ่นในหลายเมืองจึงหันไปหาตัวช่วยอย่าง ShotSpotter

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาระบบนี้ต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการต่อต้านจากชาวอเมริกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่า ระบบ ShotSpotter เข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพของประชาชน เพราะเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงจะไปติดตั้งในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจถูกใช้ในการดักฟังได้

ขณะที่จุดที่จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ก็กลายเป็นอีกประเด็นร้อน เพราะเมื่อทางการท้องถิ่นจะใช้งานระบบนี้ ก็มักจะนำอุปกรณ์ไปติดตั้งในย่านที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูง ที่ตามปกติแล้วจะเป็นย่านชุมชนคนผิวดำ ผิวน้ำตาลและชาวอเมริกัน เชื้อสายละติน ยิ่งเป็นการเพิ่มความตึงเครียดและนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและสีผิว ท่ามกลางการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุของตำรวจต่อชาวอเมริกันกลุ่มนี้เป็นทุนเดิม

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน จากปฏิบัติการทางทหารสู่อาณาจักรธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705818

คุยกัน 7 วันหน : กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน  จากปฏิบัติการทางทหารสู่อาณาจักรธุรกิจ

คุยกัน 7 วันหน : กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน จากปฏิบัติการทางทหารสู่อาณาจักรธุรกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักข่าว IRNA สื่อทางการอิหร่าน รายงานว่า เจ้าหน้าที่ประสานงานกิจกรรมระหว่างกองทัพและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน เตือนสหภาพยุโรป หรืออียู เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ม.ค.) ว่า ห้ามนำกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านไปใส่ในบัญชีผู้ก่อการร้าย หลังจากเมื่อวันพุธ รัฐสภายุโรปเรียกร้องให้สหภาพยุโรปขึ้นบัญชีกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน หรือ IRGC ให้เป็นองค์กรก่อการร้าย โดยกล่าวโทษว่าเป็นเพราะการปราบปรามผู้ประท้วงในประเทศ และการจัดหาโดรนให้กับกองทัพรัสเซียที่ปฏิบัติหน้าที่ในยูเครน

IRGC เป็นกองกำลังทหารที่ทรงพลัง โดดเด่น และเป็นกองกำลังชั้นดีที่สุดของอิหร่าน มีกำลังพลกว่า 150,000 นาย มีทัพบก ทัพเรือทัพอากาศ และหน่วยข่าวกรองเป็นของตนเอง ก่อตั้งขึ้นไม่นาน หลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อปี 1979 เพื่อทำหน้าที่ปกป้องระบอบการปกครองของผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ และคานอำนาจกับกองกำลังทหารอื่นๆ ในประเทศ เป็นกองกำลังทหารที่ทรงอิทธิพลทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจในอิหร่าน มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอยาตอลเลาะห์ อาลี คาห์เมเนอีผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และผู้นำระดับสูงหลายคนในประเทศ

นอกจากนี้ IRGC ยังสามารถสั่งการกองกำลังต่อต้านบาซิจ (Basij Resistance Force) ซึ่งเป็นกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหารที่จงรักภักดีต่อสถาบันนักบวชได้ บาซิจ มักถูกใช้เพื่อปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาล อีกทั้งเคยโจมตีกองทัพอิรักในช่วงสงครามปี 1980 ส่วนในยามสงบก็จะทำหน้าที่บังคับใช้หลักปฏิบัติทางสังคมอิสลามของอิหร่าน นักวิเคราะห์คาดว่าอาสาสมัครของบาซิจ อาจมีจำนวนหลายล้านคน โดยมีสมาชิกที่กำลังทำงานอยู่ 1 ล้านคน

บาซิจ ยังเป็นกำลังหลักในการปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา สำนักข่าวของนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Activists’ News Agency หรือ HRANA) ซึ่งอยู่ในสหรัฐฯ บอกว่า มีคนอย่างน้อย522 รายที่ถูกสังหาร

IRGC พยายามแผ่ขยายอิทธิพลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในตะวันออกกลาง โดยใช้วิธีสนับสนุนเงินทุน อาวุธ เทคโนโลยี การฝึกฝนและให้คำแนะนำแก่รัฐบาลชาติพันธมิตร และกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ผ่านปฏิบัติการของหน่วยงานลับที่ชื่อ คูดส์ ฟอร์ซ (Quds Force)

กองกำลังคูดส์ Quds เป็นหน่วยจารกรรมต่างชาติและกองกำลังกึ่งทหารของ IRGC ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อกองทหารอาสาสมัครพันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง ตั้งแต่เลบานอนไปจนถึงอิรัก และเยเมนไปจนถึงซีเรีย

IRGC ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายและถูกสหรัฐฯคว่ำบาตร ได้พยายามเป็นเวลาหลายปีในการทำให้ตะวันออกกลางสนับสนุนอิหร่าน เช่น ก่อตั้งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนในปี 1982 เพื่อส่งออกแนวความคิดของตน และเพื่อต่อสู้กับกองกำลังอิสราเอลที่รุกรานเลบานอนในปีเดียวกัน ปัจจุบันฮิซบอลเลาะห์เป็นกองกำลังทหารสำคัญที่มีบทบาทในความขัดแย้งระดับภูมิภาค

IRGC ดูแลโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งได้รับการยกย่องจากผู้เชี่ยวชาญว่าใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางและเคยใช้ขีปนาวุธโจมตีกลุ่มติดอาวุธมุสลิมสุหนี่ในซีเรีย และกลุ่มต่อต้านชาวเคิร์ดอิหร่านทางตอนเหนือของอิรัก นอกจากนี้ IRGC มีความสามารถทางด้านการรบแบบดั้งเดิม และได้แสดงฝีมือให้เห็นจากการมีส่วนร่วมในความขัดแย้งที่ซีเรียและอิรัก

สำหรับตำแหน่งของ IRGC ในระบบการเมืองอิหร่าน มีอดีตเจ้าหน้าที่ IRGC ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมือง ตั้งแต่รัฐบาลไปจนถึงรัฐสภา คณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดี อิบราฮิม ไรซี ส่วนใหญ่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ IRGC บุคคลเหล่านี้ที่ได้รับการปลูกฝังให้ปกป้องการปกครองอิหร่าน จะออกมาพูดหรือแสดงความเห็น หากรู้สึกว่าระบอบการปกรองถูกต่อต้านหรือถูกคุกคาม

นอกจากนี้ IRGC ยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอิหร่าน เนื่องจากหลังจากสงครามอิรักในทศวรรษที่ 1980 สิ้นสุดลง IRGC ได้มีส่วนร่วมอย่างมากในการฟื้นฟูประเทศอิหร่าน และได้ขยายเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวาง ตั้งแต่โครงการน้ำมันและก๊าซไปจนถึงการก่อสร้างและโทรคมนาคม ผลประโยชน์ทางธุรกิจของ IRGC มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ก่อนหน้านี้ ในปี 2019 สหรัฐฯได้ขึ้นบัญชีดำ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน เป็นองค์กรก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ นับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ จัดให้กองทัพชาติอื่นอยู่ในบัญชีดำองค์กรก่อการร้าย ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศให้กองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการในตะวันออกกลางเป็นองค์กรก่อการร้ายเช่นกัน

การประกาศให้ IRGC เป็นองค์กรก่อการร้าย เปิดทางให้สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านได้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เพราะ IRGC มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของอิหร่านอีกทั้งประชาชนและบริษัทในประเทศนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้เงินสนับสนุนพวกเขาได้

ดร.ซานาม วิคัล จากสถาบันศึกษานโยบายต่างประเทศแชตธัม เฮาส์ (Chatham House) บอกว่าการมุ่งเป้าไปที่กองกำลังสังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติจะทำให้อิหร่านได้รับผลกระทบมาก เพราะพวกเขาพึ่งกองกำลังนี้เป็นอย่างมากในการปฏิบัติการทั้งในประเทศและต่างประเทศแต่ก็เตือนเช่นกันว่า อิหร่านก็อาจจะประกาศให้กองกำลังของประเทศสหภาพยุโรปเป็นองค์กรก่อการร้ายเหมือนกัน และพวกเขาก็จะตกเป็นเป้าในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี ศ.มาร์ยัม อเล็มซาเดห์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด บอกว่ามาตรการนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากในเชิงปฏิบัติเพราะพวกเขาก็ปฏิบัติการได้อยู่แล้วทั้งๆ ที่อิหร่านโดนมาตรการคว่ำบาตรมากมาย จึงดูเหมือนเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ของสหภาพยุโรปมากกว่า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704248

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน  หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.10 น.

หลังจากญี่ปุ่นประกาศแผนเดินหน้ายกเครื่องนโยบายด้านกลาโหมขนานใหญ่ด้วยการเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายของกองทัพและด้านป้องกันประเทศครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ดูเหมือนว่ามันกำลังส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนที่ง่อนแง่นอยู่ก่อนแล้วดูจะยิ่งเสื่อมทรามลงไปอีก เพราะยิ่งทำให้ทั้งสองประเทศไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากเมื่อเดือนที่แล้ว ญี่ปุ่นออกรายงานด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับปรับปรุง และเผยในรายงานฉบับดังกล่าวว่าจีนคือภัยคุกคามใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

ขณะที่นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ย้ำว่าแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมของประเทศเป็น 2 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ด้วยการระบุว่า ประชาชนและประเทศญี่ปุ่นมาถึงจุดที่ไม่อาจถอยกลับได้อีกโดยย้ำถึงความขัดแย้งทางทหารเหนือช่องแคบไต้หวัน ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างญี่ปุ่นกับจีนในประเด็นเกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก และการที่จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารมากขึ้นในทะเลจีนใต้

แอนดรูว์ โหย่ว ศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษา จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งอเมริกา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บอกว่า จีนมองว่าการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและยกเครื่องด้านการทหารและความมั่นคงของญี่ปุ่นเป็นทั้งภัยคุกคามและกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติของจีน แต่เขามองว่า ยังพอจะเหลือช่องว่างให้ญี่ปุ่นและจีนผ่อนคลายความขัดแย้งลงได้ หากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่นดีขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักจะดำเนินตามรอยทางสหรัฐฯ มาโดยตลอด แม้ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีนกับสหรัฐฯ จะย่ำแย่ต่อเนื่องจากหลายความขัดแย้ง ทั้งเรื่องการค้าเทคโนโลยี ประเด็นโควิด-19 สงครามยูเครน และเรื่องไต้หวัน

การพบปะกันแบบเห็นหน้าค่าตาครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำ จี-20ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ทำให้หลายฝ่ายใจชื้นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยแต่สุดท้าย เหตุการณ์เครื่องบินขับไล่ของทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันเหนือทะเลจีนใต้เมื่อช่วงปลายปีก็ส่งผลให้อุณหภูมิความสัมพันธ์เดือดขึ้นอีกครั้ง

อากิโตชิ มิยาชิตะ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนลบอกว่ากิจกรรมด้านการทหารและความมั่นคงของทั้งสองประเทศยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายแย่ลง เป็นสิ่งที่น่าอึดอัดและน่าหงุดหงิดใจอย่างมาก เพราะอาจทำให้กลุ่มคนรักชาติหัวรุนแรงผลักดันให้รัฐบาลของแต่ละฝ่ายหันมาดำเนินนโยบายแข็งกร้าว เพื่อตอบโต้อีกฝ่าย นั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนจะไม่มีทางพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ แต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้ความสัมพันธ์ดิ่งเหว หากทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยั่วยุ หรือกระทบต่อสถานภาพเดิมที่เป็นอยู่ในตอนนี้

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์นากีมองว่า แม้ญี่ปุ่นจะเดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม จนกลายเป็นประเทศที่มีงบด้านการทหารสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ญี่ปุ่นก็ยังเปิดประตูเพื่อสานสัมพันธ์กับจีนในด้านอื่นๆ ได้ ทั้งด้านสุขภาพ ป้องกันโรคระบาด สิ่งแวดล้อม การศึกษา และการร่วมมือกันให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ พร้อมกับมองด้วยว่า ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ต่างมองว่าญี่ปุ่นเป็นสมาชิกที่ดีบนเวทีระหว่างประเทศ การที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเป็นสิ่งสมควรแล้ว เพราะมันมีส่วนช่วยคานอำนาจด้านการทหารกับจีน ทำให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคมากขึ้น

ศาสตราจารย์มิยาชิตะมองว่าความพยายามในการสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลด้านการทหารของจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือเหตุผลหลักของการก่อตั้งกลุ่มควอด (Quad) ที่มีญี่ปุ่นเป็นสมาชิกพร้อมกับอินเดีย ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ แต่อีกหนึ่งแง่มุมที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่นเป็นกังวลที่สุด หากสหรัฐฯ ถอนตัวจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นสิ่งที่ชาติสมาชิกควอดยินดี แต่ญี่ปุ่นก็หวังที่จะเห็นประเทศสมาชิกอื่นๆ ทำแบบเดียวกันพร้อมกับแสดงความเห็นว่า เกาหลีใต้อาจเพิ่มความระแวดระวังเรื่องที่ญี่ปุ่นปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงให้แข็งกร้าวขึ้น เพราะเกรงว่าญี่ปุ่นอาจตัดสินใจโจมตีเกาหลีเหนือ โดยไม่ปรึกษาเกาหลีใต้ก่อน จนอาจทำให้ความขัดแย้งในแถบเอเชียตะวันออกลุกลามบานปลายได้

อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์นากีมองว่า ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย-แปซิฟิก ยังคงสนับสนุนแนวทางการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่นที่ใช้การทูตนำ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะของญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ เป็นผู้ผลักดัน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้เสนอแนวคิดการก่อตั้งกลุ่มควอดในปี 2007 และสนับสนุนแนวทางของกลุ่มนี้มาโดยตลอด แต่อาเบะก็ประกาศว่า เขาก็สนับสนุนแนวคิด “เอเชียแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” เพื่อให้เกิดการเดินเรือและการค้าในภูมิภาคอย่างเสรีและเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ กับความท้าทายปี 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700383

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ กับความท้าทายปี 2023

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ กับความท้าทายปี 2023

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.25 น.

จนถึงเวลานี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า จีน คือหนึ่งในประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทบนเวทีโลกมากที่สุด และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ก็คือประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งเพิ่งจะได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 3 อย่างเป็นทางการ หลังจากที่สิ้นสุดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และก็คาดว่าไม่น่าจะมีอะไรพลิกโผ ที่เขาจะได้รับการไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนต่อในสมัยที่ 3 ซึ่งจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติประจำปีที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมปีหน้า จึงไม่แปลกที่เขาจะถูกยกย่องจากสื่อต่างๆ ทั่วโลกให้เป็นผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สมัยของประธานเหมา เจ๋อตุง ที่เป็นผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน หลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 18 ในเดือนพฤศจิกายนปี 2012 และได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนในเดือนมีนาคมปี 2013 สืบจนมาถึงปัจจุบัน

ว่ากันว่า ผลงานที่โดดเด่นและได้ใจผู้คนชาวจีนมากที่สุดนั้นมีอยู่ 2 เรื่อง นั่นก็คือ ความพยายามในแก้ปัญหาความยากจนในประเทศ ที่ก่อนหน้านี้มีความพยายามในการแก้ปัญหานี้มาตลอด แต่สุดท้ายก็มาสำเร็จในสมัยที่นายสี จิ้นผิง เป็นผู้นำเมื่อปี 2021 ส่วนอีกเรื่องคือ การปราบปรามการทุจริตที่ไม่สนใจว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลัง หรือเป็นผู้มีอำนาจมากแค่ไหน

สิ่งที่เขาได้ใจคนจีนทั่วไปเลยคือ เขาสามารถทำสิ่งที่ยากที่สุดของการชำระประวัติศาสตร์ครั้งที่ 2 ได้ นั่นก็คือทำให้คนจีนไม่มีคนจนอีกต่อไป ในอดีตก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจจีนสมัยก่อนค่อยๆ เริ่มเปิดและขยายตัวจึงดูเหมือนจะอนุญาตให้คนบางคนรวยก่อนได้โดยเฉพาะบรรดาเจ้าสัวและคนในเมืองใหญ่ แต่ทำยังไงให้คนจนพ้นจากเส้นขีดความยากจน เป็นจุดตายที่จีนพยายามทำมาตลอด แต่ผ่านไป 3-4 ผู้นำก็ยังทำไม่ได้จนมาสำเร็จได้ในสมัยของนายสีจิ้นผิง ในปี 2021

กับอีกเรื่องหนึ่งที่คิดว่าได้ใจประชาชนชาวจีนจำนวมากมากด้วยก็คือเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยไม่เลือกว่าจะเป็นการปราบคอร์รัปชั่นของผู้มีอิทธิพลขนาดใหญ่ที่มองว่าเป็นเสือ หรือการทุจริตเล็กๆ น้อยๆ ที่ สี จิ้นผิงบอกว่าเป็นแมลงวัน แต่สี จิ้นผิงไม่สนหน้าอินทร์ หน้าพรหม เขาปราบทั้งเสือ ปราบทั้งแมลงวัน แล้วมันเป็นสิ่งที่คนจีนเองก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครทำได้ แต่เขากลับเอาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาแล้วก็ทำได้

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน 2 สมัยแรกของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นั้นคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงเวลาการชำระประวัติศาสตร์หรือ มติครั้งประวัติศาสตร์ครั้งที่ 2 ของจีน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1981 ในสมัยที่นายเติ้ง เสี่ยวผิง เป็นผู้นำจีน ต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งสิ้นสุดลงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2021 ในสมัยของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เป็นการเริ่มต้นมติครั้งประวัติศาสตร์ครั้งที่ 3

ส่วนแนวทางการพัฒนาประเทศของจีนนับจากนี้นั้น ตามบทสรุปการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ก็ระบุชัดเจนว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ต้องการนำพาจีนเข้าสู่การเป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่แบบรอบด้าน ด้วยการปฏิรูปและปรับใช้แนวคิดใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวจีนทุกคนในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาความท้าทายใหม่ๆ และแน่นอนว่าทุกอย่างที่ดำเนินการต้องเป็นไปตามแนวคิดพลังงานสีเขียวที่จะช่วยให้มนุษย์และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันได้ในอนาคต

สำหรับความท้าทายที่ผู้นำจีนต้องเผชิญในปีหน้านั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่จีนต้องตระหนักมากที่สุดก็คือ ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลก ที่ยังคงตึงเครียดอยู่ในปัจจุบัน โดยมีชนวนมาจากหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน หรือเรื่องที่สหรัฐฯ ประกาศให้จีนเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญจนนำไปสู่การแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนก็มองว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้าที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาจบรรลุเป้าหมายได้ยาก หากความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังไม่ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพยายามรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องน่ากังวล ที่ สี จิ้นผิง และคณะผู้บริหารพรรคคอมมิวนิสต์ต้องคิดและวางแผนอย่างรอบคอบ หลังจากตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จีนใช้มาตรการคุมเข้มตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ ปิดประเทศ จนผู้คนชาวจีนเดือดร้อนกันทั้งหย่อมหญ้า กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก จนช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ชาวจีนจำนวนมากทนไม่ไหวออกมารวมตัวประท้วงต่อต้านมาตรการคุมเข้ม และบางส่วนส่งเสียงขับไล่สี จิ้นผิง ในเวลาเดียวกัน ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้ในที่สุด รัฐบาลจีนก็ยอมผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มด้วยการลดข้อบังคับต่างๆ ลงเกือบทั้งหมด เป็นไปในแนวทางการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิดเหมือนกับประเทศอื่นๆทั่วโลก

แต่เพราะไม่มีการควบคุมแล้ว นั่นทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจีนพุ่งขึ้น จนผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลในหลายเมืองทั่วประเทศช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความกังวลว่าจีนจะมีความสามารถรับมือการแพร่ระบาด ที่อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากโควิดนับล้านๆ คนในปีหน้า ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์หรือไม่

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ที่สี จิ้นผิง จะต้องเร่งหาทางออกให้ได้โดยเร็ว


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : สหรัฐฯ จ่อมอบ ‘แพทริออต’ ให้ยูเครน รับมือรัสเซียโจมตีระลอกใหม่รับหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698809

คุยกัน 7 วันหน : สหรัฐฯ จ่อมอบ ‘แพทริออต’ ให้ยูเครน  รับมือรัสเซียโจมตีระลอกใหม่รับหนาว

คุยกัน 7 วันหน : สหรัฐฯ จ่อมอบ ‘แพทริออต’ ให้ยูเครน รับมือรัสเซียโจมตีระลอกใหม่รับหนาว

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 ราย ซึ่งไม่ประสงค์เอ่ยนาม ระบุว่า สหรัฐฯ ใกล้ได้ข้อสรุปแผนส่งมอบระบบป้องกันขีปนาวุธ “แพทริออต” แก่ยูเครนและแถลงการณ์ในเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดช่วงสุดสัปดาห์ รอเพียงการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน และ ลอยด์ออสติน รัฐมนตรีกลาโหม ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนทากอนปฏิเสธแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบแพทริออตระหว่างการแถลงสรุปประจำวัน แต่ Reuters อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่กองกำลังยูเครนจะได้รับการฝึกฝนการใช้งานแพทริออตในเยอรมนี ก่อนจัดส่งระบบแพทริออตไปยังยูเครน แต่คาดว่าฝึกฝนอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน

แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาจะผ่านพ้นไปแล้ว โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นนี้ แต่ พ.ท.อเล็กซานเดอร์ ไวนด์แมน นายทหารปลดเกษียณแห่งกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นแกนนำในด้านนโยบายยูเครนของทำเนียบขาว สมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า ระบบแพทริออตสำคัญอย่างมากต่อปฏิบัติการทางทหารของยูเครน เพราะมันมีศักยภาพจัดการกับความท้าทายต่างๆ มากมายที่ยูเครนต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่ารัสเซียนำขีปนาวุธแบบทิ้งตัวพิสัยใกล้เข้ามาจากอิหร่าน

ขณะเดียวกัน รายละเอียดต่างๆ ของระบบขีปนาวุธแพทริออตที่สหรัฐฯ เตรียมส่งมอบให้แก่ยูเครนนั้นยังคงไม่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรุ่น พิสัยทำการหรือจำนวน และยังไม่ชัดเจนเช่นกันว่าสหรัฐฯ จะมีแนวทางจำกัดยูเครนจากการใช้ระบบขีปนาวุธนี้อย่างไร หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยจำกัดยูเครนให้ใช้ระบบจรวดหลายลำกล้องเคลื่อนที่เร็ว (High Mobility Artillery Rocket System-HIMARS) เล็งเป้าหมายเฉพาะภายในยูเครนเท่านั้น

สำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศยิงจากภาคพื้น เช่น ระบบแพทริออตของบริษัทเรย์เธียน เทคโนโลยี ถูกสร้างขึ้นเพื่อสกัดขีปนาวุธที่พุ่งตรงเข้ามา ถูกมองว่า
เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ล้ำสมัยที่สุดระบบหนึ่งของสหรัฐฯ และปกติแล้วมักขาดตลาด เนื่องจากพันธมิตรทั่วโลกต่างแข่งขันเพื่อแย่งชิงเพื่อให้ได้มันไปครอบครอง

กระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ หรือเพนตากอน ระบุก่อนหน้านี้ว่า ปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกแล้วระลอกเล่าในยูเครนของรัสเซีย ได้รับการออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อกำจัดเสบียงระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน เพื่อที่รัสเซียจะสามารถครองน่านฟ้าเหนือยูเครนได้ทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ได้จัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมแก่ยูเครน ส่งมอบทุกอย่างไล่ตั้งแต่ระบบสมัยอดีตสหภาพโซเวียต ไปจนถึงระบบที่มีความทันสมัยมากกว่าของฝั่งตะวันตก โดยจนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ มอบความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครนไปแล้วกว่า 19,300 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์

ขณะที่ ดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย เคยเตือนนาโตเกี่ยวกับการมอบระบบป้องกันขีปนาวุธแพทริออตแก่ยูเครน และบอกว่ามีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะมองความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าเป็นการยั่วยุ แต่ย้ำว่า ฝ่ายรัสเซียมีความชอบธรรมในการโจมตีระบบแพทริออต

แผนการส่งมอบระบบแพทริออตของสหรัฐฯ ให้ยูเครน เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียพุ่งเป้าโจมตีระบบสาธารณูปโภคทางภาคใต้ ภาคตะวันออกและในกรุงเคียฟของยูเครน ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนต้องดำรงชีวิตโดยไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา รวมถึงระบบทำความร้อน ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด นอกจากนี้ รัสเซียยังไม่มีแผนที่จะระงับการโจมตียูเครนในช่วงเทศกาลคริสต์มาส หลังสงครามยืดเยื้อมากว่า 10 เดือน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเจรจาแลกเปลี่ยนตัวนักโทษกับสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างกันของ 2 ชาติ

ล่าสุดในวันศุกร์ที่ผ่านมา รัสเซียเปิดฉากระดมยิงขีปนาวุธโจมตียูเครนครั้งใหม่ โดยที่เมืองคาร์คีฟทางตะวันออก เกิดขึ้นเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้รับความเสียหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ของเมืองโอเดสซา ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญและมีพรมแดนติดทะเลดำ เผยว่า มีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเมืองได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างผู้เห็นเหตุการณ์ในกรุงเคียฟที่ระบุว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายด้วยหรือไม่ และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีดังกล่าว

ขณะเดียวกัน นายไครีโล ไทโมเชนโก รองหัวหน้าสำนักประธานาธิบดียูเครน เผยผ่านเทเลแกรมแอปพลิเคชั่นสนทนาออนไลน์แบบเข้ารหัสว่า เขาขอให้ประชาชนอย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณแจ้งเตือนภัยทางอากาศ และขอให้ทุกคนเก็บตัวอยู่ในที่หลบภัย ส่วนนายวิตาลี คิม ผู้ว่าการแคว้นไมโคลาอีฟ ทางตอนใต้ของยูเครน ระบุว่า ขณะนี้ทางการท้องถิ่นตรวจพบขีปนาวุธมากถึง 60 ลูกที่ถูกยิงมายังยูเครน ด้านผู้ว่าการแคว้นซูมีทางตอนเหนือของยูเครน เผยว่า แคว้นซูมีกำลังประสบปัญหาไฟดับ เนื่องจากถูกรัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตี

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป หรืออียู ได้ข้อสรุปกันในสองเรื่องสำคัญ การประชุมสัปดาห์นี้ คือ อนุมัติเงินช่วยเหลือยูเครนรอบใหม่ มูลค่า 1,800 ล้านยูโร(ประมาณ 66, 000 ล้านบาท) โดยจะส่งให้ปีหน้าเพื่อสนับสนุนงานบริการสาธารณะที่จำเป็นและซ่อมแซมระบบโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ เหล่าผู้นำอียูยังอนุมัติมาตรการคว่ำรัสเซียรอบใหม่เป็นรอบที่ 9 เข้าไปแล้ว รอบนี้ รวมทั้งการสั่งห้ามสินค้านำเข้าจากรัสเซียหลายรายการ และควบคุมราคาขายน้ำมันของรัสเซียในตลาดโลก แม้จะยังเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องสำคัญหลายเรื่อง เช่น ด้านพลังงานและเศรษฐกิจ เนื่องจากการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งที่ผ่านๆ มา ได้ส่งผลกระทบต่อยุโรปด้วยทั้งเรื่องพลังงานราคาแพง และเงินเฟ้อสูง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : กฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน อาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697358

คุยกัน 7 วันหน : กฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน  อาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย

คุยกัน 7 วันหน : กฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน อาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

รัฐสภาอินโดนีเซียผ่านกฎหมายใหม่ เช่น ร่างกฎหมายห้ามบุคคลมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และนอกสมรส ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี รวมถึงห้ามการอยู่กินฉันสามีภรรยาของคู่รักที่ยังไม่แต่งงาน อาจมีโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน นอกจากนี้ยังผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นประธานาธิบดีและหน่วยงานของรัฐและการแสดงความเห็นขัดต่ออุดมการณ์ของรัฐ

ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่นี้ จะมีผลบังคับใช้ภายในสามปี ต่อทั้งพลเมืองอินโดนีเซีย และชาวต่างชาติในอินโดนีเซีย ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

ยาซอนนา เลาลี รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมายและสิทธิมนุษยชนประกาศต่อรัฐสภาที่สนับสนุนร่างกฎหมายฉบันนี้ล้นหลามว่า อินโดนีเซียพยายามตอบสนองกับทุกฝ่าย และรับฟังทุกความคิดเห็นแต่ถึงเวลาแล้วที่จะตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ถึงการปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญา และทิ้งประมวลกฎหมายเดิมยุคอาณานิคมที่ประเทศสืบทอดมา ไว้ข้างหลัง ซึ่งจะส่งผลให้ประมวลกฎหมายเก่าที่เป็นมรดกของเนเธอร์แลนด์.จะไม่มีผลอีกต่อไป

กลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้เตือนว่ากฎหมายดังกล่าวอาจทำลายภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว และการลงทุนของอินโดนีเซีย อีกทั้งยังมีความกังวลว่ากฎหมายเหล่านี้อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ ด้วย ขณะที่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ว่าเปรียบเสมือนตำรวจศีลธรรมเมื่อวันจันทร์ (5 ธ.ค.) ประชาชนกว่า100 คน ได้ออกมาชุมนุมต่อต้านการผ่านร่างกฎหมายและปรับแก้กฎหมายดังกล่าว โดยชูธงสีเหลือง มีข้อความว่า “คัดค้านการอนุมัติแก้ประมวลกฎหมายอาญา” รวมถึงการแสดงเชิงสัญลักษณ์โปรยกลีบดอกไม้ลงบนแผ่นผ้า เพื่อไว้อาลัยถึงกฎหมายอินโดนีเซีย

ขณะที่ผู้สังเกตการณ์บางคนมองว่า กฎหมายอาญาใหม่นี้ ไม่น่าจะกระทบการท่องเที่ยว เพราะการจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้นั้นต้องมีผู้ร้องเรียนเป็น บุตร บิดามารดา และคู่สมรสของผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญจากHuman Rights Watch มองว่าอาจจะมีบางสถานการณ์ที่กฎหมายนี้อาจเป็นปัญหาได้ เช่น หากพลเมืองออสเตรเลีย มีแฟนเป็นคนอินโดนีเซีย แล้วพ่อแม่ หรือพี่น้องของแฟน แจ้งความต่อตำรวจ ก็จะเกิดปัญหาได้

เมื่อปี 2019 ทางการอินโดนีเซียเคยเตรียมผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้มาแล้วครั้งหนึ่งแต่ประชาชนนับหมื่นคนทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ มีนักศึกษารวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ออกมาชุมนุมต่อต้าน จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ในกรุงจาการ์ตา

ข่าวการผ่านกฎหมายนี้ของอินโดนีเซีย มีการรายงานอย่างกว้างขวางตามสื่อออสเตรเลีย ในขณะที่การท่องเที่ยวของอินโดนีเซียพึ่งพาตลาดออสเตรเลียอย่างหนักโดยก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19ชาวออสเตรเลียคือนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของอินโดนีเซีย และมักจะบินมาที่เกาะบาหลี เนื่องจากบรรยากาศดี อากาศอบอุ่น และสามารถจัดปาร์ตี้ริมชายหาดได้ตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ การมาจัดงานแต่งงานที่เกาะบาหลี ยังเป็นเรื่องปกติของชาวออสเตรเลีย ตลอดจน นักเรียนนักศึกษาบินมาเที่ยวเพื่อฉลองเรียนจบการศึกษา

ข้อมูลจากสถาบันอินโดนีเซียเผยว่า ในปี 2019 ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเดินทางมากว่า 1.23ล้านคน จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียกังวลเป็นอย่างมากกับร่างกฎหมายใหม่นี้ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร อย่างไรก็ตามโฆษกกระทรวงยุติธรรมของอินโดนีเซียระบุว่า ขอให้นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียไม่ต้องเป็นกังวล เนื่องจากความเสี่ยงต่ำ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวอินโดนีเซียเองมากกว่าที่ถูกบังคับใช้กฎหมายนี้

หนึ่งในไกด์นำเที่ยวที่อยู่ที่เกาะบาหลีมาตั้งแต่ปี 2017บอกกับสื่อมวลชนว่า กฎหมายใหม่ที่เตรียมบังคับใช้นี้ เป็นการทำลายอินโดนีเซียอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะที่เกาะบาหลีแห่งนี้ เนื่องจากประเทศต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก

แน่นอนว่าไม่ได้กระทบแค่ชาวออสเตรเลีย แต่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวแคนาดารายหนึ่งที่ย้ายมาอยู่ที่เกาะบาหลีได้ 18 เดือนแล้ว บอกกับสื่อมวลชนว่า เธอรู้สึกช็อกเมื่อเห็นข่าว และบอกว่านักท่องเที่ยวจะหนีไปที่อื่นแน่นอน ดีกว่าต้องมาเสี่ยงติดคุก เมื่อกฎหมายเริ่มบังคับใช้

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ“สตาทิสตา” (Statista) เผยว่าเมื่อปี 2021 มีนักท่องเที่ยวเพียง 51 คนเท่านั้นที่มาเที่ยวที่เกาะบาหลี เนื่องจากโควิด-19 ระบาดแต่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซียเผย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 470,000 คน เดินทางเข้ามาในประเทศ เป็นสถิติสูงที่สุดหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2021

อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการตรวจสอบร่างกฎหมายของกระทรวงกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ชี้ว่า การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้ จะช่วยพิทักษ์สถาบันครอบครัวและความศักดิ์สิทธิ์ของการสมรสของประชาชนในอินโดนีเซีย

โดย ดาโน โทนาลี