คุยกัน 7 วันหน : กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน จากปฏิบัติการทางทหารสู่อาณาจักรธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705818

คุยกัน 7 วันหน : กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน  จากปฏิบัติการทางทหารสู่อาณาจักรธุรกิจ

คุยกัน 7 วันหน : กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน จากปฏิบัติการทางทหารสู่อาณาจักรธุรกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักข่าว IRNA สื่อทางการอิหร่าน รายงานว่า เจ้าหน้าที่ประสานงานกิจกรรมระหว่างกองทัพและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน เตือนสหภาพยุโรป หรืออียู เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ม.ค.) ว่า ห้ามนำกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านไปใส่ในบัญชีผู้ก่อการร้าย หลังจากเมื่อวันพุธ รัฐสภายุโรปเรียกร้องให้สหภาพยุโรปขึ้นบัญชีกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน หรือ IRGC ให้เป็นองค์กรก่อการร้าย โดยกล่าวโทษว่าเป็นเพราะการปราบปรามผู้ประท้วงในประเทศ และการจัดหาโดรนให้กับกองทัพรัสเซียที่ปฏิบัติหน้าที่ในยูเครน

IRGC เป็นกองกำลังทหารที่ทรงพลัง โดดเด่น และเป็นกองกำลังชั้นดีที่สุดของอิหร่าน มีกำลังพลกว่า 150,000 นาย มีทัพบก ทัพเรือทัพอากาศ และหน่วยข่าวกรองเป็นของตนเอง ก่อตั้งขึ้นไม่นาน หลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อปี 1979 เพื่อทำหน้าที่ปกป้องระบอบการปกครองของผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ และคานอำนาจกับกองกำลังทหารอื่นๆ ในประเทศ เป็นกองกำลังทหารที่ทรงอิทธิพลทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจในอิหร่าน มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอยาตอลเลาะห์ อาลี คาห์เมเนอีผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และผู้นำระดับสูงหลายคนในประเทศ

นอกจากนี้ IRGC ยังสามารถสั่งการกองกำลังต่อต้านบาซิจ (Basij Resistance Force) ซึ่งเป็นกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหารที่จงรักภักดีต่อสถาบันนักบวชได้ บาซิจ มักถูกใช้เพื่อปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาล อีกทั้งเคยโจมตีกองทัพอิรักในช่วงสงครามปี 1980 ส่วนในยามสงบก็จะทำหน้าที่บังคับใช้หลักปฏิบัติทางสังคมอิสลามของอิหร่าน นักวิเคราะห์คาดว่าอาสาสมัครของบาซิจ อาจมีจำนวนหลายล้านคน โดยมีสมาชิกที่กำลังทำงานอยู่ 1 ล้านคน

บาซิจ ยังเป็นกำลังหลักในการปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา สำนักข่าวของนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Activists’ News Agency หรือ HRANA) ซึ่งอยู่ในสหรัฐฯ บอกว่า มีคนอย่างน้อย522 รายที่ถูกสังหาร

IRGC พยายามแผ่ขยายอิทธิพลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในตะวันออกกลาง โดยใช้วิธีสนับสนุนเงินทุน อาวุธ เทคโนโลยี การฝึกฝนและให้คำแนะนำแก่รัฐบาลชาติพันธมิตร และกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ผ่านปฏิบัติการของหน่วยงานลับที่ชื่อ คูดส์ ฟอร์ซ (Quds Force)

กองกำลังคูดส์ Quds เป็นหน่วยจารกรรมต่างชาติและกองกำลังกึ่งทหารของ IRGC ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อกองทหารอาสาสมัครพันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง ตั้งแต่เลบานอนไปจนถึงอิรัก และเยเมนไปจนถึงซีเรีย

IRGC ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายและถูกสหรัฐฯคว่ำบาตร ได้พยายามเป็นเวลาหลายปีในการทำให้ตะวันออกกลางสนับสนุนอิหร่าน เช่น ก่อตั้งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนในปี 1982 เพื่อส่งออกแนวความคิดของตน และเพื่อต่อสู้กับกองกำลังอิสราเอลที่รุกรานเลบานอนในปีเดียวกัน ปัจจุบันฮิซบอลเลาะห์เป็นกองกำลังทหารสำคัญที่มีบทบาทในความขัดแย้งระดับภูมิภาค

IRGC ดูแลโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งได้รับการยกย่องจากผู้เชี่ยวชาญว่าใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางและเคยใช้ขีปนาวุธโจมตีกลุ่มติดอาวุธมุสลิมสุหนี่ในซีเรีย และกลุ่มต่อต้านชาวเคิร์ดอิหร่านทางตอนเหนือของอิรัก นอกจากนี้ IRGC มีความสามารถทางด้านการรบแบบดั้งเดิม และได้แสดงฝีมือให้เห็นจากการมีส่วนร่วมในความขัดแย้งที่ซีเรียและอิรัก

สำหรับตำแหน่งของ IRGC ในระบบการเมืองอิหร่าน มีอดีตเจ้าหน้าที่ IRGC ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมือง ตั้งแต่รัฐบาลไปจนถึงรัฐสภา คณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดี อิบราฮิม ไรซี ส่วนใหญ่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ IRGC บุคคลเหล่านี้ที่ได้รับการปลูกฝังให้ปกป้องการปกครองอิหร่าน จะออกมาพูดหรือแสดงความเห็น หากรู้สึกว่าระบอบการปกรองถูกต่อต้านหรือถูกคุกคาม

นอกจากนี้ IRGC ยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอิหร่าน เนื่องจากหลังจากสงครามอิรักในทศวรรษที่ 1980 สิ้นสุดลง IRGC ได้มีส่วนร่วมอย่างมากในการฟื้นฟูประเทศอิหร่าน และได้ขยายเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวาง ตั้งแต่โครงการน้ำมันและก๊าซไปจนถึงการก่อสร้างและโทรคมนาคม ผลประโยชน์ทางธุรกิจของ IRGC มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ก่อนหน้านี้ ในปี 2019 สหรัฐฯได้ขึ้นบัญชีดำ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน เป็นองค์กรก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ นับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ จัดให้กองทัพชาติอื่นอยู่ในบัญชีดำองค์กรก่อการร้าย ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศให้กองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการในตะวันออกกลางเป็นองค์กรก่อการร้ายเช่นกัน

การประกาศให้ IRGC เป็นองค์กรก่อการร้าย เปิดทางให้สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านได้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เพราะ IRGC มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของอิหร่านอีกทั้งประชาชนและบริษัทในประเทศนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้เงินสนับสนุนพวกเขาได้

ดร.ซานาม วิคัล จากสถาบันศึกษานโยบายต่างประเทศแชตธัม เฮาส์ (Chatham House) บอกว่าการมุ่งเป้าไปที่กองกำลังสังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติจะทำให้อิหร่านได้รับผลกระทบมาก เพราะพวกเขาพึ่งกองกำลังนี้เป็นอย่างมากในการปฏิบัติการทั้งในประเทศและต่างประเทศแต่ก็เตือนเช่นกันว่า อิหร่านก็อาจจะประกาศให้กองกำลังของประเทศสหภาพยุโรปเป็นองค์กรก่อการร้ายเหมือนกัน และพวกเขาก็จะตกเป็นเป้าในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี ศ.มาร์ยัม อเล็มซาเดห์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด บอกว่ามาตรการนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากในเชิงปฏิบัติเพราะพวกเขาก็ปฏิบัติการได้อยู่แล้วทั้งๆ ที่อิหร่านโดนมาตรการคว่ำบาตรมากมาย จึงดูเหมือนเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ของสหภาพยุโรปมากกว่า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704248

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน  หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

คุยกัน 7 วันหน : สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่หวนคืน หลังญี่ปุ่นยกเครื่องกลาโหม

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.10 น.

หลังจากญี่ปุ่นประกาศแผนเดินหน้ายกเครื่องนโยบายด้านกลาโหมขนานใหญ่ด้วยการเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายของกองทัพและด้านป้องกันประเทศครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ดูเหมือนว่ามันกำลังส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนที่ง่อนแง่นอยู่ก่อนแล้วดูจะยิ่งเสื่อมทรามลงไปอีก เพราะยิ่งทำให้ทั้งสองประเทศไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากเมื่อเดือนที่แล้ว ญี่ปุ่นออกรายงานด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับปรับปรุง และเผยในรายงานฉบับดังกล่าวว่าจีนคือภัยคุกคามใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

ขณะที่นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ย้ำว่าแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมของประเทศเป็น 2 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ด้วยการระบุว่า ประชาชนและประเทศญี่ปุ่นมาถึงจุดที่ไม่อาจถอยกลับได้อีกโดยย้ำถึงความขัดแย้งทางทหารเหนือช่องแคบไต้หวัน ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างญี่ปุ่นกับจีนในประเด็นเกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก และการที่จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารมากขึ้นในทะเลจีนใต้

แอนดรูว์ โหย่ว ศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษา จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งอเมริกา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บอกว่า จีนมองว่าการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและยกเครื่องด้านการทหารและความมั่นคงของญี่ปุ่นเป็นทั้งภัยคุกคามและกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติของจีน แต่เขามองว่า ยังพอจะเหลือช่องว่างให้ญี่ปุ่นและจีนผ่อนคลายความขัดแย้งลงได้ หากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่นดีขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักจะดำเนินตามรอยทางสหรัฐฯ มาโดยตลอด แม้ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีนกับสหรัฐฯ จะย่ำแย่ต่อเนื่องจากหลายความขัดแย้ง ทั้งเรื่องการค้าเทคโนโลยี ประเด็นโควิด-19 สงครามยูเครน และเรื่องไต้หวัน

การพบปะกันแบบเห็นหน้าค่าตาครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำ จี-20ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ทำให้หลายฝ่ายใจชื้นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยแต่สุดท้าย เหตุการณ์เครื่องบินขับไล่ของทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันเหนือทะเลจีนใต้เมื่อช่วงปลายปีก็ส่งผลให้อุณหภูมิความสัมพันธ์เดือดขึ้นอีกครั้ง

อากิโตชิ มิยาชิตะ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนลบอกว่ากิจกรรมด้านการทหารและความมั่นคงของทั้งสองประเทศยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายแย่ลง เป็นสิ่งที่น่าอึดอัดและน่าหงุดหงิดใจอย่างมาก เพราะอาจทำให้กลุ่มคนรักชาติหัวรุนแรงผลักดันให้รัฐบาลของแต่ละฝ่ายหันมาดำเนินนโยบายแข็งกร้าว เพื่อตอบโต้อีกฝ่าย นั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนจะไม่มีทางพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ แต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้ความสัมพันธ์ดิ่งเหว หากทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยั่วยุ หรือกระทบต่อสถานภาพเดิมที่เป็นอยู่ในตอนนี้

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์นากีมองว่า แม้ญี่ปุ่นจะเดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม จนกลายเป็นประเทศที่มีงบด้านการทหารสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ญี่ปุ่นก็ยังเปิดประตูเพื่อสานสัมพันธ์กับจีนในด้านอื่นๆ ได้ ทั้งด้านสุขภาพ ป้องกันโรคระบาด สิ่งแวดล้อม การศึกษา และการร่วมมือกันให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ พร้อมกับมองด้วยว่า ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ต่างมองว่าญี่ปุ่นเป็นสมาชิกที่ดีบนเวทีระหว่างประเทศ การที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเป็นสิ่งสมควรแล้ว เพราะมันมีส่วนช่วยคานอำนาจด้านการทหารกับจีน ทำให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคมากขึ้น

ศาสตราจารย์มิยาชิตะมองว่าความพยายามในการสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลด้านการทหารของจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือเหตุผลหลักของการก่อตั้งกลุ่มควอด (Quad) ที่มีญี่ปุ่นเป็นสมาชิกพร้อมกับอินเดีย ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ แต่อีกหนึ่งแง่มุมที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่นเป็นกังวลที่สุด หากสหรัฐฯ ถอนตัวจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นสิ่งที่ชาติสมาชิกควอดยินดี แต่ญี่ปุ่นก็หวังที่จะเห็นประเทศสมาชิกอื่นๆ ทำแบบเดียวกันพร้อมกับแสดงความเห็นว่า เกาหลีใต้อาจเพิ่มความระแวดระวังเรื่องที่ญี่ปุ่นปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงให้แข็งกร้าวขึ้น เพราะเกรงว่าญี่ปุ่นอาจตัดสินใจโจมตีเกาหลีเหนือ โดยไม่ปรึกษาเกาหลีใต้ก่อน จนอาจทำให้ความขัดแย้งในแถบเอเชียตะวันออกลุกลามบานปลายได้

อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์นากีมองว่า ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย-แปซิฟิก ยังคงสนับสนุนแนวทางการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่นที่ใช้การทูตนำ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะของญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ เป็นผู้ผลักดัน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้เสนอแนวคิดการก่อตั้งกลุ่มควอดในปี 2007 และสนับสนุนแนวทางของกลุ่มนี้มาโดยตลอด แต่อาเบะก็ประกาศว่า เขาก็สนับสนุนแนวคิด “เอเชียแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” เพื่อให้เกิดการเดินเรือและการค้าในภูมิภาคอย่างเสรีและเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ กับความท้าทายปี 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700383

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ กับความท้าทายปี 2023

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ กับความท้าทายปี 2023

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.25 น.

จนถึงเวลานี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า จีน คือหนึ่งในประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทบนเวทีโลกมากที่สุด และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ก็คือประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งเพิ่งจะได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 3 อย่างเป็นทางการ หลังจากที่สิ้นสุดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และก็คาดว่าไม่น่าจะมีอะไรพลิกโผ ที่เขาจะได้รับการไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนต่อในสมัยที่ 3 ซึ่งจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติประจำปีที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมปีหน้า จึงไม่แปลกที่เขาจะถูกยกย่องจากสื่อต่างๆ ทั่วโลกให้เป็นผู้นำจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สมัยของประธานเหมา เจ๋อตุง ที่เป็นผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน หลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 18 ในเดือนพฤศจิกายนปี 2012 และได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนในเดือนมีนาคมปี 2013 สืบจนมาถึงปัจจุบัน

ว่ากันว่า ผลงานที่โดดเด่นและได้ใจผู้คนชาวจีนมากที่สุดนั้นมีอยู่ 2 เรื่อง นั่นก็คือ ความพยายามในแก้ปัญหาความยากจนในประเทศ ที่ก่อนหน้านี้มีความพยายามในการแก้ปัญหานี้มาตลอด แต่สุดท้ายก็มาสำเร็จในสมัยที่นายสี จิ้นผิง เป็นผู้นำเมื่อปี 2021 ส่วนอีกเรื่องคือ การปราบปรามการทุจริตที่ไม่สนใจว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลัง หรือเป็นผู้มีอำนาจมากแค่ไหน

สิ่งที่เขาได้ใจคนจีนทั่วไปเลยคือ เขาสามารถทำสิ่งที่ยากที่สุดของการชำระประวัติศาสตร์ครั้งที่ 2 ได้ นั่นก็คือทำให้คนจีนไม่มีคนจนอีกต่อไป ในอดีตก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจจีนสมัยก่อนค่อยๆ เริ่มเปิดและขยายตัวจึงดูเหมือนจะอนุญาตให้คนบางคนรวยก่อนได้โดยเฉพาะบรรดาเจ้าสัวและคนในเมืองใหญ่ แต่ทำยังไงให้คนจนพ้นจากเส้นขีดความยากจน เป็นจุดตายที่จีนพยายามทำมาตลอด แต่ผ่านไป 3-4 ผู้นำก็ยังทำไม่ได้จนมาสำเร็จได้ในสมัยของนายสีจิ้นผิง ในปี 2021

กับอีกเรื่องหนึ่งที่คิดว่าได้ใจประชาชนชาวจีนจำนวมากมากด้วยก็คือเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยไม่เลือกว่าจะเป็นการปราบคอร์รัปชั่นของผู้มีอิทธิพลขนาดใหญ่ที่มองว่าเป็นเสือ หรือการทุจริตเล็กๆ น้อยๆ ที่ สี จิ้นผิงบอกว่าเป็นแมลงวัน แต่สี จิ้นผิงไม่สนหน้าอินทร์ หน้าพรหม เขาปราบทั้งเสือ ปราบทั้งแมลงวัน แล้วมันเป็นสิ่งที่คนจีนเองก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครทำได้ แต่เขากลับเอาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาแล้วก็ทำได้

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน 2 สมัยแรกของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นั้นคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงเวลาการชำระประวัติศาสตร์หรือ มติครั้งประวัติศาสตร์ครั้งที่ 2 ของจีน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1981 ในสมัยที่นายเติ้ง เสี่ยวผิง เป็นผู้นำจีน ต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งสิ้นสุดลงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2021 ในสมัยของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เป็นการเริ่มต้นมติครั้งประวัติศาสตร์ครั้งที่ 3

ส่วนแนวทางการพัฒนาประเทศของจีนนับจากนี้นั้น ตามบทสรุปการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ก็ระบุชัดเจนว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ต้องการนำพาจีนเข้าสู่การเป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่แบบรอบด้าน ด้วยการปฏิรูปและปรับใช้แนวคิดใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวจีนทุกคนในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาความท้าทายใหม่ๆ และแน่นอนว่าทุกอย่างที่ดำเนินการต้องเป็นไปตามแนวคิดพลังงานสีเขียวที่จะช่วยให้มนุษย์และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันได้ในอนาคต

สำหรับความท้าทายที่ผู้นำจีนต้องเผชิญในปีหน้านั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่จีนต้องตระหนักมากที่สุดก็คือ ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลก ที่ยังคงตึงเครียดอยู่ในปัจจุบัน โดยมีชนวนมาจากหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน หรือเรื่องที่สหรัฐฯ ประกาศให้จีนเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญจนนำไปสู่การแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนก็มองว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้าที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาจบรรลุเป้าหมายได้ยาก หากความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังไม่ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพยายามรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องน่ากังวล ที่ สี จิ้นผิง และคณะผู้บริหารพรรคคอมมิวนิสต์ต้องคิดและวางแผนอย่างรอบคอบ หลังจากตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จีนใช้มาตรการคุมเข้มตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ ปิดประเทศ จนผู้คนชาวจีนเดือดร้อนกันทั้งหย่อมหญ้า กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก จนช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ชาวจีนจำนวนมากทนไม่ไหวออกมารวมตัวประท้วงต่อต้านมาตรการคุมเข้ม และบางส่วนส่งเสียงขับไล่สี จิ้นผิง ในเวลาเดียวกัน ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้ในที่สุด รัฐบาลจีนก็ยอมผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มด้วยการลดข้อบังคับต่างๆ ลงเกือบทั้งหมด เป็นไปในแนวทางการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิดเหมือนกับประเทศอื่นๆทั่วโลก

แต่เพราะไม่มีการควบคุมแล้ว นั่นทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจีนพุ่งขึ้น จนผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลในหลายเมืองทั่วประเทศช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความกังวลว่าจีนจะมีความสามารถรับมือการแพร่ระบาด ที่อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากโควิดนับล้านๆ คนในปีหน้า ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์หรือไม่

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ที่สี จิ้นผิง จะต้องเร่งหาทางออกให้ได้โดยเร็ว


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : สหรัฐฯ จ่อมอบ ‘แพทริออต’ ให้ยูเครน รับมือรัสเซียโจมตีระลอกใหม่รับหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698809

คุยกัน 7 วันหน : สหรัฐฯ จ่อมอบ ‘แพทริออต’ ให้ยูเครน  รับมือรัสเซียโจมตีระลอกใหม่รับหนาว

คุยกัน 7 วันหน : สหรัฐฯ จ่อมอบ ‘แพทริออต’ ให้ยูเครน รับมือรัสเซียโจมตีระลอกใหม่รับหนาว

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 ราย ซึ่งไม่ประสงค์เอ่ยนาม ระบุว่า สหรัฐฯ ใกล้ได้ข้อสรุปแผนส่งมอบระบบป้องกันขีปนาวุธ “แพทริออต” แก่ยูเครนและแถลงการณ์ในเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดช่วงสุดสัปดาห์ รอเพียงการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน และ ลอยด์ออสติน รัฐมนตรีกลาโหม ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนทากอนปฏิเสธแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบแพทริออตระหว่างการแถลงสรุปประจำวัน แต่ Reuters อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่กองกำลังยูเครนจะได้รับการฝึกฝนการใช้งานแพทริออตในเยอรมนี ก่อนจัดส่งระบบแพทริออตไปยังยูเครน แต่คาดว่าฝึกฝนอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน

แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาจะผ่านพ้นไปแล้ว โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นนี้ แต่ พ.ท.อเล็กซานเดอร์ ไวนด์แมน นายทหารปลดเกษียณแห่งกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นแกนนำในด้านนโยบายยูเครนของทำเนียบขาว สมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า ระบบแพทริออตสำคัญอย่างมากต่อปฏิบัติการทางทหารของยูเครน เพราะมันมีศักยภาพจัดการกับความท้าทายต่างๆ มากมายที่ยูเครนต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่ารัสเซียนำขีปนาวุธแบบทิ้งตัวพิสัยใกล้เข้ามาจากอิหร่าน

ขณะเดียวกัน รายละเอียดต่างๆ ของระบบขีปนาวุธแพทริออตที่สหรัฐฯ เตรียมส่งมอบให้แก่ยูเครนนั้นยังคงไม่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรุ่น พิสัยทำการหรือจำนวน และยังไม่ชัดเจนเช่นกันว่าสหรัฐฯ จะมีแนวทางจำกัดยูเครนจากการใช้ระบบขีปนาวุธนี้อย่างไร หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยจำกัดยูเครนให้ใช้ระบบจรวดหลายลำกล้องเคลื่อนที่เร็ว (High Mobility Artillery Rocket System-HIMARS) เล็งเป้าหมายเฉพาะภายในยูเครนเท่านั้น

สำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศยิงจากภาคพื้น เช่น ระบบแพทริออตของบริษัทเรย์เธียน เทคโนโลยี ถูกสร้างขึ้นเพื่อสกัดขีปนาวุธที่พุ่งตรงเข้ามา ถูกมองว่า
เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ล้ำสมัยที่สุดระบบหนึ่งของสหรัฐฯ และปกติแล้วมักขาดตลาด เนื่องจากพันธมิตรทั่วโลกต่างแข่งขันเพื่อแย่งชิงเพื่อให้ได้มันไปครอบครอง

กระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ หรือเพนตากอน ระบุก่อนหน้านี้ว่า ปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกแล้วระลอกเล่าในยูเครนของรัสเซีย ได้รับการออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อกำจัดเสบียงระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน เพื่อที่รัสเซียจะสามารถครองน่านฟ้าเหนือยูเครนได้ทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ได้จัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมแก่ยูเครน ส่งมอบทุกอย่างไล่ตั้งแต่ระบบสมัยอดีตสหภาพโซเวียต ไปจนถึงระบบที่มีความทันสมัยมากกว่าของฝั่งตะวันตก โดยจนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ มอบความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครนไปแล้วกว่า 19,300 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์

ขณะที่ ดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย เคยเตือนนาโตเกี่ยวกับการมอบระบบป้องกันขีปนาวุธแพทริออตแก่ยูเครน และบอกว่ามีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะมองความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าเป็นการยั่วยุ แต่ย้ำว่า ฝ่ายรัสเซียมีความชอบธรรมในการโจมตีระบบแพทริออต

แผนการส่งมอบระบบแพทริออตของสหรัฐฯ ให้ยูเครน เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียพุ่งเป้าโจมตีระบบสาธารณูปโภคทางภาคใต้ ภาคตะวันออกและในกรุงเคียฟของยูเครน ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนต้องดำรงชีวิตโดยไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา รวมถึงระบบทำความร้อน ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด นอกจากนี้ รัสเซียยังไม่มีแผนที่จะระงับการโจมตียูเครนในช่วงเทศกาลคริสต์มาส หลังสงครามยืดเยื้อมากว่า 10 เดือน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเจรจาแลกเปลี่ยนตัวนักโทษกับสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างกันของ 2 ชาติ

ล่าสุดในวันศุกร์ที่ผ่านมา รัสเซียเปิดฉากระดมยิงขีปนาวุธโจมตียูเครนครั้งใหม่ โดยที่เมืองคาร์คีฟทางตะวันออก เกิดขึ้นเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้รับความเสียหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ของเมืองโอเดสซา ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญและมีพรมแดนติดทะเลดำ เผยว่า มีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเมืองได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างผู้เห็นเหตุการณ์ในกรุงเคียฟที่ระบุว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายด้วยหรือไม่ และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีดังกล่าว

ขณะเดียวกัน นายไครีโล ไทโมเชนโก รองหัวหน้าสำนักประธานาธิบดียูเครน เผยผ่านเทเลแกรมแอปพลิเคชั่นสนทนาออนไลน์แบบเข้ารหัสว่า เขาขอให้ประชาชนอย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณแจ้งเตือนภัยทางอากาศ และขอให้ทุกคนเก็บตัวอยู่ในที่หลบภัย ส่วนนายวิตาลี คิม ผู้ว่าการแคว้นไมโคลาอีฟ ทางตอนใต้ของยูเครน ระบุว่า ขณะนี้ทางการท้องถิ่นตรวจพบขีปนาวุธมากถึง 60 ลูกที่ถูกยิงมายังยูเครน ด้านผู้ว่าการแคว้นซูมีทางตอนเหนือของยูเครน เผยว่า แคว้นซูมีกำลังประสบปัญหาไฟดับ เนื่องจากถูกรัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตี

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป หรืออียู ได้ข้อสรุปกันในสองเรื่องสำคัญ การประชุมสัปดาห์นี้ คือ อนุมัติเงินช่วยเหลือยูเครนรอบใหม่ มูลค่า 1,800 ล้านยูโร(ประมาณ 66, 000 ล้านบาท) โดยจะส่งให้ปีหน้าเพื่อสนับสนุนงานบริการสาธารณะที่จำเป็นและซ่อมแซมระบบโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ เหล่าผู้นำอียูยังอนุมัติมาตรการคว่ำรัสเซียรอบใหม่เป็นรอบที่ 9 เข้าไปแล้ว รอบนี้ รวมทั้งการสั่งห้ามสินค้านำเข้าจากรัสเซียหลายรายการ และควบคุมราคาขายน้ำมันของรัสเซียในตลาดโลก แม้จะยังเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องสำคัญหลายเรื่อง เช่น ด้านพลังงานและเศรษฐกิจ เนื่องจากการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งที่ผ่านๆ มา ได้ส่งผลกระทบต่อยุโรปด้วยทั้งเรื่องพลังงานราคาแพง และเงินเฟ้อสูง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : กฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน อาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697358

คุยกัน 7 วันหน : กฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน  อาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย

คุยกัน 7 วันหน : กฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน อาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

รัฐสภาอินโดนีเซียผ่านกฎหมายใหม่ เช่น ร่างกฎหมายห้ามบุคคลมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และนอกสมรส ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี รวมถึงห้ามการอยู่กินฉันสามีภรรยาของคู่รักที่ยังไม่แต่งงาน อาจมีโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน นอกจากนี้ยังผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นประธานาธิบดีและหน่วยงานของรัฐและการแสดงความเห็นขัดต่ออุดมการณ์ของรัฐ

ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่นี้ จะมีผลบังคับใช้ภายในสามปี ต่อทั้งพลเมืองอินโดนีเซีย และชาวต่างชาติในอินโดนีเซีย ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

ยาซอนนา เลาลี รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมายและสิทธิมนุษยชนประกาศต่อรัฐสภาที่สนับสนุนร่างกฎหมายฉบันนี้ล้นหลามว่า อินโดนีเซียพยายามตอบสนองกับทุกฝ่าย และรับฟังทุกความคิดเห็นแต่ถึงเวลาแล้วที่จะตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ถึงการปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญา และทิ้งประมวลกฎหมายเดิมยุคอาณานิคมที่ประเทศสืบทอดมา ไว้ข้างหลัง ซึ่งจะส่งผลให้ประมวลกฎหมายเก่าที่เป็นมรดกของเนเธอร์แลนด์.จะไม่มีผลอีกต่อไป

กลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้เตือนว่ากฎหมายดังกล่าวอาจทำลายภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว และการลงทุนของอินโดนีเซีย อีกทั้งยังมีความกังวลว่ากฎหมายเหล่านี้อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ ด้วย ขณะที่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ว่าเปรียบเสมือนตำรวจศีลธรรมเมื่อวันจันทร์ (5 ธ.ค.) ประชาชนกว่า100 คน ได้ออกมาชุมนุมต่อต้านการผ่านร่างกฎหมายและปรับแก้กฎหมายดังกล่าว โดยชูธงสีเหลือง มีข้อความว่า “คัดค้านการอนุมัติแก้ประมวลกฎหมายอาญา” รวมถึงการแสดงเชิงสัญลักษณ์โปรยกลีบดอกไม้ลงบนแผ่นผ้า เพื่อไว้อาลัยถึงกฎหมายอินโดนีเซีย

ขณะที่ผู้สังเกตการณ์บางคนมองว่า กฎหมายอาญาใหม่นี้ ไม่น่าจะกระทบการท่องเที่ยว เพราะการจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้นั้นต้องมีผู้ร้องเรียนเป็น บุตร บิดามารดา และคู่สมรสของผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญจากHuman Rights Watch มองว่าอาจจะมีบางสถานการณ์ที่กฎหมายนี้อาจเป็นปัญหาได้ เช่น หากพลเมืองออสเตรเลีย มีแฟนเป็นคนอินโดนีเซีย แล้วพ่อแม่ หรือพี่น้องของแฟน แจ้งความต่อตำรวจ ก็จะเกิดปัญหาได้

เมื่อปี 2019 ทางการอินโดนีเซียเคยเตรียมผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้มาแล้วครั้งหนึ่งแต่ประชาชนนับหมื่นคนทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ มีนักศึกษารวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ออกมาชุมนุมต่อต้าน จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ในกรุงจาการ์ตา

ข่าวการผ่านกฎหมายนี้ของอินโดนีเซีย มีการรายงานอย่างกว้างขวางตามสื่อออสเตรเลีย ในขณะที่การท่องเที่ยวของอินโดนีเซียพึ่งพาตลาดออสเตรเลียอย่างหนักโดยก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19ชาวออสเตรเลียคือนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของอินโดนีเซีย และมักจะบินมาที่เกาะบาหลี เนื่องจากบรรยากาศดี อากาศอบอุ่น และสามารถจัดปาร์ตี้ริมชายหาดได้ตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ การมาจัดงานแต่งงานที่เกาะบาหลี ยังเป็นเรื่องปกติของชาวออสเตรเลีย ตลอดจน นักเรียนนักศึกษาบินมาเที่ยวเพื่อฉลองเรียนจบการศึกษา

ข้อมูลจากสถาบันอินโดนีเซียเผยว่า ในปี 2019 ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเดินทางมากว่า 1.23ล้านคน จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียกังวลเป็นอย่างมากกับร่างกฎหมายใหม่นี้ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร อย่างไรก็ตามโฆษกกระทรวงยุติธรรมของอินโดนีเซียระบุว่า ขอให้นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียไม่ต้องเป็นกังวล เนื่องจากความเสี่ยงต่ำ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวอินโดนีเซียเองมากกว่าที่ถูกบังคับใช้กฎหมายนี้

หนึ่งในไกด์นำเที่ยวที่อยู่ที่เกาะบาหลีมาตั้งแต่ปี 2017บอกกับสื่อมวลชนว่า กฎหมายใหม่ที่เตรียมบังคับใช้นี้ เป็นการทำลายอินโดนีเซียอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะที่เกาะบาหลีแห่งนี้ เนื่องจากประเทศต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก

แน่นอนว่าไม่ได้กระทบแค่ชาวออสเตรเลีย แต่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวแคนาดารายหนึ่งที่ย้ายมาอยู่ที่เกาะบาหลีได้ 18 เดือนแล้ว บอกกับสื่อมวลชนว่า เธอรู้สึกช็อกเมื่อเห็นข่าว และบอกว่านักท่องเที่ยวจะหนีไปที่อื่นแน่นอน ดีกว่าต้องมาเสี่ยงติดคุก เมื่อกฎหมายเริ่มบังคับใช้

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ“สตาทิสตา” (Statista) เผยว่าเมื่อปี 2021 มีนักท่องเที่ยวเพียง 51 คนเท่านั้นที่มาเที่ยวที่เกาะบาหลี เนื่องจากโควิด-19 ระบาดแต่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซียเผย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 470,000 คน เดินทางเข้ามาในประเทศ เป็นสถิติสูงที่สุดหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2021

อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการตรวจสอบร่างกฎหมายของกระทรวงกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ชี้ว่า การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้ จะช่วยพิทักษ์สถาบันครอบครัวและความศักดิ์สิทธิ์ของการสมรสของประชาชนในอินโดนีเซีย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : กระดาษขาว : สัญลักษณ์การประท้วงทางการจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696013

คุยกัน 7 วันหน : กระดาษขาว : สัญลักษณ์การประท้วงทางการจีน

คุยกัน 7 วันหน : กระดาษขาว : สัญลักษณ์การประท้วงทางการจีน

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.05 น.

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาภาพเหตุการณ์การประท้วงในประเทศจีนที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ หนีไม่พ้นบรรดาผู้ประท้วงในหลายเมือง ใช้กระดาษเปล่าสีขาวเป็นสัญลักษณ์ในการประท้วงทางการ หลังเกิดเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในเมืองอุรุมฉีเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ที่ถูกระบุว่า มาตรการล็อกดาวน์สกัดโควิดระบาดเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือเหยื่อ

ภาพคนถือกระดาษเปล่าสีขาวเห็นได้ทั้งในกลุ่มผู้จุดเทียนในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อคืนวันอาทิตย์เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต 10 คนจากเหตุไฟไหม้เมื่อกลางดึกวันพฤหัสบดี กลุ่มผู้ชุมนุมที่มหาวิทยาลัยชิงหัวในกรุงปักกิ่งและสตรีคนหนึ่งที่เดินไปตามท้องถนนในเมืองอูเจิ้นโดยมีผ้าเทปปิดปากและโซ่คล้องข้อมือ

การประท้วงด้วยกระดาษขาวมีต้นกำเนิดมาจากการชุมนุมต่อต้านกฎหมายความมั่นคงใหม่ในฮ่องกงเมื่อปี 2563 เนื่องจากทางการห้ามใช้คำขวัญและข้อความที่เกี่ยวเนื่องกับการประท้วงใหญ่ในปี 2562 ที่ทำให้ฮ่องกงเป็นอัมพาตและเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงปราบปราบผู้ประท้วงบางคนมองว่า กระดาษขาวไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ว่าผู้ประท้วงถูกปิดปาก แต่ยังท้าทายทางการว่าจะจับกุมประชาชนเพียงเพราะถือกระดาษเปล่าเช่นนั้นหรือ

บริษัทเครื่องเขียนเซี่ยงไฮ้ เอ็มแอนด์จี ผู้ผลิตกระดาษเอ 4 ในจีนเผชิญกระแสข่าวลือว่าได้นำกระดาษเอ 4 ออกจากชั้นวางจำหน่ายทุกแห่งด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ จนต้องแถลงยืนยันว่า ยังคงผลิตและจำหน่ายกระดาษเอ 4 ตามปกติ และได้แจ้งความเรื่องเอกสารปลอมเผยแพร่ในออนไลน์ที่เป็นต้นตอข่าวลือดังกล่าว

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ CNN รายงานว่า หน่วยงานเฝ้าระวังทางอินเตอร์เนตของจีน (China’s Internet Watchdog) เพิ่มกฎระเบียบด้านการใช้อินเตอร์เนต ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. นี้เป็นต้นไปแนวทางใหม่นี้ส่วนหนึ่งถูกเผยแพร่โดย Cyberspace Administration of China(CAC) มาตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา โดย CAC นั้นดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการกิจการ Cyber Space กลางที่มีผู้นำ สี จิ้นผิง เป็นประธาน

ตามประกาศข้อบังคับใหม่นั้น ข้อมูลของเจ้าของบัญชีออนไลน์ทั้งหมด ได้แก่ เลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ IP Address จะต้องถูกตรวจสอบ เพื่อยืนยันตัวตนที่แท้จริง แล้วจึงสามารถแสดงความคิดเห็นหรือกดถูกใจโพสต์ได้ แพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด ต้องพัฒนาระบบการจัดอันดับผู้ใช้บริการ โดยวัดจาก เนื้อหาความคิดเห็นที่โพสต์หรือจำนวนยอดถูกใจ หากบัญชีผู้ใช้ที่มีคะแนนต่ำให้จัดอยู่ในอันดับบัญชีไม่น่าเชื่อถือ และต้องทำการบล็อกและห้ามใช้แพลตฟอร์มหรือลงทะเบียนบัญชีใหม่อีกต่อไป

นอกจากนั้น แพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด จะต้องตั้งหน่วย ทีมตรวจสอบและแก้ไข เป็นของตนเอง คอยตรวจสอบรายงาน หรือลบเนื้อหาตามเวลาจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวจะต้องได้รับการตรวจสอบก่อนที่จะสามารถปรากฏทางออนไลน์ได้

ข้อบังคับนี้ถูกปรับปรุงจากข้อบังคับเก่าในปี 2560 และข้อแตกต่างคือ นี่เป็นครั้งแรกที่มีการระบุว่า “การถูกใจ” รวมถึงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในโพสต์ใดๆ รวมถึงโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการโควิดเป็นศูนย์โดยทางการ จะต้องได้รับการยินยอม และทุกบัญชีในโลกออนไลน์ (Account user)จะต้องถูกตรวจสอบได้ทุกกรณีไม่เช่นนั้น จะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายและเป็นอันตรายต่อประเทศ

ข้อบังคับใหม่นี้กำลังเป็นที่จับจ้องของชาวเนตจีนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหลังจากมีการประกาศ ยิ่งเพิ่มกระแสความไม่พอใจของประชาชนมากขึ้น และแผ่ขยายไปทั่วประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ขณะที่บรรดานักวิชาการต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อบังคับใหม่นี้อย่างไม่ไว้หน้า David Zweig ศ.กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกงกล่าวกับ CNN บอกว่า การประกาศบังคับใช้ข้อบังคับนี้ เป็นเหมือนการจุดไฟครั้งเดียว แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจจะต้องเจอกับไฟที่ถาโถมเข้ามาจากการลุกฮือ
ประท้วงของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับประกาศนี้

โจเซฟ เช็ง ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่เกษียณอายุราชการ มหาวิทยาลัยซิตี้ฮ่องกง นักวิเคราะห์กล่าวว่า กฎระเบียบใหม่เป็นสัญญาณว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งปราบปรามผู้เห็นต่าง สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่มีความกังวลอย่างมากกับการควบคุมการประท้วงที่เกิดขึ้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และตอนนี้วิธีการควบคุมคือการหยุดการสื่อสารของผู้ประท้วง เป็นความพยายามการจัดการโลกออนไลน์ของจีนที่ก้าวร้าวมากขึ้น โดยปัจจัยหลักน่าจะขึ้นกับการประท้วงที่ขยายวงกว้าง

ด้าน ฉงยี่ เฟิง รองศาสตราจารย์ด้านจีนศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ กล่าวว่าดูเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันมาก ในขณะที่ประชาชนชาวจีนต้องการแสดงความรู้สึกไม่พอใจ และทางการต้องการระงับไว้ ซึ่งถือว่าเกินกว่าจะคาดเดาได้ แต่คงไม่สามารถห้ามการแสดงออกทางออนไลน์ของพลเมืองจีนผู้กล้าหาญได้เช่นกัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มการคัดกรองข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และในปีนี้ การบังคับใช้นโยบายปลอดโควิดที่เข้มงวดของประเทศและการที่ สี จิ้นผิงจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 กลายเป็นการจุดประกายความไม่พอใจให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ข้าวแข่งเดือด! หอมมะลิไทยเสียแชมป์ให้กัมพูชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694558

คุยกัน 7 วันหน : ข้าวแข่งเดือด! หอมมะลิไทยเสียแชมป์ให้กัมพูชา

คุยกัน 7 วันหน : ข้าวแข่งเดือด! หอมมะลิไทยเสียแชมป์ให้กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.20 น.

การประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก (The World’s Best Rice) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดย ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เป็น 3 ประเทศ แข่งขันกันอย่างสูสี และผลัดกันเป็นแชมป์มาโดยตลอด

ในปีนี้การประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก จัดขึ้นระหว่างการประชุมข้าวโลก ที่จังหวัดภูเก็ต พบว่า “ข้าวหอมมะลิผกาลำดวน” จากกัมพูชา คว้ารางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลกไปครอง

ส่วนข้าวหอมมะลิไทย ได้อันดับ 2

อันดับ 3 คือ ข้าวหอมจากเวียดนาม

อันดับ 4 ข้าวหอมจาก สปป.ลาว

โดยปีนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยส่งข้าวหอมมะลิจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าประกวดเพียง 1 ตัวอย่างจาก 20 ตัวอย่าง จากผู้เข้าประกวดทั้งไทย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา ลาว อินเดีย ปากีสถาน จีน และสหรัฐฯ ก่อนที่ข้าวไทยและข้าวจากกัมพูชาเข้ารอบสุดท้ายเพียง 2 ชาติ แต่น่าเสียดายว่า ข้าวหอมมะลิไทยแพ้ข้าวหอมมะลิผกาลำดวน จากกัมพูชา ซึ่งเป็นการแพ้แบบสูสีมาก เพราะแพ้ไปเพียง1 คะแนน โดยกรรมการตัดสิน ซึ่งเป็นเชฟใหญ่จากสหรัฐฯ บอกว่า “แพ้กันที่กลิ่น”หลังการหุงแล้ว ข้าวผกาลำดวนกลิ่นหอมมาก แต่ข้าวหอมมะลิไทยกลิ่นอ่อนมากส่วนในตัวคุณภาพข้าว ก็น่าแปลกใจว่าในปีนี้ข้าวหอมมะลิไทยกลิ่นไม่หอมเหมือนปกติ หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันอาจเพราะน้ำมาก ฝนตกชุก ทำให้ข้าวไม่ได้สร้างกลิ่นที่แรงเหมือนปีก่อนที่ข้าวหอมมะลิไทยชนะเลิศ เพราะมีกลิ่นหอมมาก

ถ้าดูตามสถิติในการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก กัมพูชา ครองแชมป์ข้าวโลก รวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 คือใน ปี 2555 ต่อมา 2556 กัมพูชาครองอันดับ 1ร่วมกับสหรัฐฯ ปี 2557 ไทยร่วมกับกัมพูชาปี 2561 กัมพูชาประเทศเดียว และในปีนี้ที่กัมพูชาเฉือนชนะไทย ส่วนข้าวหอมมะลิไทยเป็นแชมป์ถึง 7 ครั้ง ในปีแรกที่ประกวดคือ 2552 ต่อมาปี 2553 และปี 2557ไทยเป็นแชมป์ร่วมกับกัมพูชา ปี 2559 ไทยประเทศเดียว หลังจากนั้นครองแชมป์อีกในปี 2560, 2563 และในปี 2564

การเสียแชมป์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าไทยควรปรับปรุงพันธุ์ข้าวเก่าให้ดีขึ้น โดยเฉพาะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแข่งขันกับข้าวหอมของเพื่อนบ้านได้ เพราะหลายปีมาทั้งเวียดนาม เมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว พัฒนาพันธุ์ข้าวหอมให้มีคุณภาพดีขึ้นมากทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของข้าวหอมมะลิของไทย

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่าในฤดูการผลิตปี 2565/66 ข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมมะลิผกาลำดวนจะแข่งขันกันรุนแรงในด้านส่งออก เพราะผลผลิตเพิ่มขึ้นมากเหมือนกัน และอาจทำให้ข้าวหอมมะลิไทยมีราคาลดลง ล่าสุด ข้าวหอมมะลิไทยราคาส่งออกตันละ 750 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนผกาลำดวนตันละ 720 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อได้รางวัล ราคาคงขยับขึ้นอีก

ข้าวหอมมะลิไทย ที่มีชื่อเสียงในการส่งออกมากที่สุด คือ ข้าวหอมมะลิ 105 มีชื่อเรียกทางการว่า พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 รองลงมาคือ กข15 ซึ่งข้าวหอมมะลิ 105 เป็นพันธุ์ที่ถูกคัดไปประกวดในปีนี้ ที่ผ่านมาข้าวพันธุ์นี้สามารถครองความนิยมในใจของผู้บริโภคมานาน 60 ปี นับตั้งแต่ผ่านการรับรองพันธุ์ ส่วนข้าวหอมมะลิผกาลำดวน (Phka Rumduol) ของกัมพูชา เป็นข้าวหอมมะลิเมล็ดยาวพันธุ์หนึ่ง ที่กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ซื้อจากต่างประเทศ และเป็นหนึ่งในพันธุ์ที่ส่งออกภายใต้เครื่องหมายรับรอง มะลิ อังกอร์ (Malys Angkor) ซึ่งพัฒนาสายพันธุ์โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตรของกัมพูชา และได้แจกจ่ายพันธุ์นี้ให้เกษตรกรใช้ปลูกในปี 2542 หลังจากพัฒนาและทดลองมา 10 ปี จนผกาลำดวน เป็นข้าวที่สร้างชื่อเสียงและเม็ดเงินเข้ากัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งรัฐบาลกัมพูชามุ่งมั่นพัฒนาผกาลำดวนอย่างเต็มกำลัง

สำหรับการส่งออกข้าวของไทยในภาพรวมจะได้รับผลกระทบจากการประกวดครั้งนี้หรือไม่นั้น ถ้าดูจากคาดการณ์ทั้งจากการประเมินของกระทรวงพาณิชย์และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ก็ยังมั่นใจว่า ในระยะสั้นการส่งออกข้าวไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากการประกวดครั้งนี้

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ทำให้เห็นว่า การส่งออกข้าวไทยยังโตต่อเนื่องโดยในเดือนมกราคมถึงกันยายน ไทยส่งออกไปแล้ว 5.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 39 คิดเป็นมูลค่า95,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 35.5 ตลาดส่งออกหลักไทยยังขยายตัว ทั้ง สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้จีน มูลค่า ฮ่องกง รวมถึงตลาดใหม่ที่ขยายตัวดี คือ อิรัก พบว่าการส่งออกข้าวไทยในตลาดนี้เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าตัว

คาดว่าภาพรวมการส่งออกข้าวไทยปี 2565 น่าจะทำได้ถึง 7.5 ล้านตัน เนื่องจากโลกขาดแคลนอาหาร เงินบาทอ่อนค่าทำให้ความสามารถแข่งขันด้านราคาข้าวของไทยแข่งขันได้กับอินเดียและเวียดนามได้ดีขึ้น และที่สำคัญอิรักได้กลับมาซื้อข้าวไทยในรอบ 7 ปี โดยคาดเฉพาะอิรักตลาดเดียวจะซื้อข้าวจากไทยปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน ส่วนปี 2566น่าจะแตะ 8 ล้านตัน เพราะในปีนี้ผลผลิตมีมาก น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ นาปรังไม่มีปัญหาส่งผลให้มีผลผลิตออกมามาก อีกทั้งค่าเงินบาทไม่แข็งค่าเกินไป ทำให้ข้าวไทยราคาไม่ห่างจากคู่แข่งมากนักเมื่อเทียบกับอดีต โดยปัจจุบัน ข้าวไทยมีราคา 410-450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ข้าวเวียดนาม400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และข้าวอินเดีย390 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ถือว่าห่างกันเพียงตันละ 20-25 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันจากที่ผ่านมาแตกต่างกัน 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของคู่ค้าในบางประเทศ

การที่ผกาลำดวนจากกัมพูชา ชนะข้าวหอมมะลิไทย แม้จะยังไม่มีผลต่อการส่งออกของไทยในระยะใกล้นี้ เพราะตลาดส่งออกไทยที่ใหญ่ที่สุดคือ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา รวมกันประมาณ 550,000ตันต่อปี เป็นตลาดที่ยังไม่ยอมรับในชื่อเสียงและคุณภาพของข้าวหอมกัมพูชา แต่ข้าวจากกัมพูชา ส่งออกได้ดีในสหภาพยุโรปหรืออียู ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี คือไม่ต้องเสีย และไม่มีจำกัดโควตาจำนวนนำเข้าส่วนไทยต้องเสีย 175 ยูโรต่อตัน ในกรณีที่จำนวนเกินโควตาที่ได้รับ 25,000 ตันต่อปี

ถ้ามองกันในระยะยาว ผกาลำดวนจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวแบบเวียดนาม ที่ในช่วงเริ่มต้นยังสู้ไทยไม่ได้ แต่ใช้ราคาที่ต่ำกว่ามากมาสู้ โดยปัจจุบันนี้ราคาผกาลำดวนต่ำกว่าไทยเพียงเล็กน้อยประมาณ 15-20เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่สิ่งต้องจับตามองคือ ข้าวกัมพูชาทุกประเภทถูกพ่อค้าเวียดนามแย่งซื้อไปมากช่วงเก็บเกี่ยวเพราะมีชายแดนติดกัน ใช้ขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ ผ่านคลองขนส่งในลุ่มน้ำโขงกัมพูชาจึงเหลือข้าวส่งออกจากท่าเรือกัมพูชาที่สีหนุวิลล์น้อยลง ทำให้ต้นทุนราคาข้าวเปลือกไม่ลงต่ำมาก ซึ่งก็เป็นผลดีต่อชาวนากัมพูชา

สำหรับไทย เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก โดยผลิตข้าวเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากจีน ที่ผลิตได้ 147 ล้านตัน, อินเดียผลิตได้124 ล้านตัน, เวียดนามผลิตได้ 27 ล้านตันและไทยผลิตได้ 20 ล้านตัน ในด้านการส่งออก ปีนี้ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของโลกโดยอันดับ 1 ในปีนี้คืออินเดีย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ส่งออกข้าวไปแล้ว 15.34ล้านตัน รองลงมาคือ ไทย ส่งออก 5.41 ล้านตัน, เวียดนาม 5.37 ล้านตัน และปากีสถาน 3.14 ล้านตัน

“ข้าว” ถือเป็นธัญพืชที่เพาะปลูกมากเป็นลำดับ 3 ของโลก รองจากข้าวโพด และข้าวสาลี ภูมิภาคที่บริโภคข้าวมากที่สุดในโลกคือทวีปเอเชีย มากกว่าร้อยละ 90 ของผลผลิตทั้งโลก ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่าปีนี้ ความต้องการข้าวโลกจะมากขึ้นประมาณ ร้อยละ 3.5 เทียบจากปีที่แล้วที่ 517 ล้านตัน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี เพราะปัญหาความวิตกกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เศรษฐกิจโลกและความเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ ส่งผลให้หลายประเทศที่เป็นผู้นำเข้าข้าวหันมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้น เช่น อินโดนีเซียเซเนกัล ออสเตรเลีย ทั้งที่เป็นผู้นำข้าวมาก่อนทำให้เกิดการแข่งขันด้านการตลาดข้าวรุนแรงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทย

คุยกัน 7 วันหน :‘สี จิ้นผิง’ ถอดแมสก์-เลิกกลัวโควิด เดินหน้าการทูตระหว่างประเทศเต็มสูบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693120

คุยกัน 7 วันหน :‘สี จิ้นผิง’ ถอดแมสก์-เลิกกลัวโควิด เดินหน้าการทูตระหว่างประเทศเต็มสูบ

คุยกัน 7 วันหน :‘สี จิ้นผิง’ ถอดแมสก์-เลิกกลัวโควิด เดินหน้าการทูตระหว่างประเทศเต็มสูบ

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภายหลังได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสูงสุดแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงก็เดินหน้าปฏิบัติภารกิจยังต่างแดนต่อเนื่องทันที หลังจากว่างเว้นไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ เก็บตัวอยู่แต่ในประเทศนานกว่า 2 ปี จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในจีนและทั่วโลก

นั่นทำให้เราได้เห็นประธานาธิบดีสีแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำหนึ่งในมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลไปทั่วโลกอย่างจีน ด้วยการเข้าร่วมการประชุมบนเวทีใหญ่ของโลก ทั้งการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ G20 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียเมื่อต้นสัปดาห์ ที่ซึ่งปรากฏภาพของเขาขณะสัมผัสมือกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแบบไม่มีหน้ากากอนามัยมาปิดบังไปสู่สายตาคนทั้งโลก ตามด้วยการเจรจาระหว่างกันแบบพบหน้านานกว่า 3 ชั่วโมงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

นอกจากนี้ ยังมีการพบหารือทวิภาคีกับทั้งนายกรัฐมนตรีแอนโทนีอัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี นอกรอบการประชุม G20 ที่มีจุดประสงค์เพื่อผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างสองชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมารวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังพบหารือนอกรอบกับนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะคิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก ที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

อย่างไรก็ดี ภาพข่าวที่เพิ่งปรากฏในวันนี้ ที่ประธานาธิบดีสี ยืนพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีจัสตินทรูโด ในการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 พร้อมกับกล่าวคำพูดเชิงตำหนิผู้นำแคนาดา เรื่ืองนำข้อมูลการหารือระหว่างสองฝ่ายไปเผยต่อสื่อ ก็เป็นสิ่งที่เตือนให้เห็นว่า แม้จีนจะหันมาเดินหน้าสานสัมพันธ์กับชาติตะวันตกและเพื่อนบ้าน แต่ภาพของความขัดแย้งกับหลายชาติก็ยังคงปรากฏอยู่

ขณะเดียวกัน เมื่อจับสัญญาณคำกล่าวของประธานาธิบดีสี ที่เน้นย้ำในที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกครั้งที่ 29 เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ผ่านมาว่า “ตอนนี้ โลกกำลังยืนอยู่บนทางแยกของประวัติศาสตร์อีกครั้ง และเอเชียแปซิฟิกมีความสำคัญและมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น เพราะนี่คือสถานที่แห่งชีวิตและแหล่งที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก” และบอกอีกว่า เอเชีย-แปซิฟิกเป็นสถานที่ เพราะนี่คือสถานที่แห่งชีวิตและแหล่งที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้พัฒนาอย่างจริงจัง ทำให้เกิดปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย-แปซิฟิกที่ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก ความร่วมมือในเอเชีย-แปซิฟิกหยั่งรากลึกในหัวใจของประชาชนมาช้านาน”

หลี่ หมิงเจี้ยน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศเอส.ราชารัตนัม ในสิงคโปร์ บอกกับ Reuters ว่า ตารางงานแน่นขัดของประธานาธิบดีสีในช่วงนี้ อีกทั้งการแสดงออกซึ่งความเห็นเข้าใจอย่างชัดเจนต่อเอเชีย-แปซิฟิก แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจีนพร้อมกลับมายืนหนึ่งบนเวทีโลก และมีแสดงบทบาทผู้นำในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกครั้ง การเข้าร่วมการประชุมสุดยอดยังต่างแดน และพบหารือบรรดาผู้นำต่างชาติคนสำคัญจะช่วยให้จีนบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว

การกลับมาแสดงจุดยืนทางการทูตที่เด่นชัดอีกครั้งของจีน ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่จีนกำลังแข่งขันด้านอิทธิพลในเอเชีย-แปซิฟิกกับสหรัฐฯ ที่พยายามอย่างยิ่งในการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกมาสนับสนุนไต้หวัน และการเดินหน้าทำข้อตกลงด้านความมั่นคงกับออสเตรเลียกับอังกฤษ หรือ ออคัส ซึ่งทำให้จีนไม่สบายมากขึ้นเรื่อยๆ

หลี่ หมิงเจี้ยน บอกอีกว่าในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า จีนน่าจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำบนเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยการผลักดันโครงการต่างๆ ที่จีนต้องการสนับสนุนให้เกิดขึ้นและประสบผลสำเร็จ ทั้งการขยายโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ผลักดันโครงการพัฒนาโลก (Global Development Initiative – GDI) และโครงการเพื่อความมั่นคงโลก (Global Security Initiative – GSI)

ขณะเดียวกับ การเดินหน้าเยือนต่างประเทศและพบหารือบรรดาผู้นำโลก ยังเน้นย้ำถึงอิทธิพลของประธานาธิบดีสีในฐานะผู้นำตัวจริงของชาติมหาอำนาจโลกอย่างจีนจากที่ในช่วงก่อนแพร่ระบาดของโควิด-19 ประธานาธิบดีสีมักคุ้นเคยกับการสานความสัมพันธ์แบบเน้นตัวบุคคลมากกว่า

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การเข้ามามีอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชีย-แปซิฟิก ผ่านโครงการความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจต่างๆทั้งออคัส อันเป็นข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย หรือควอด ความร่วมมือ 4 ชาติระหว่างสหรัฐฯออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีสีและจีนต้องเร่งกลับมาแสดงจุดเด่นบนเวทีโลก เพื่อให้เพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคเห็นว่า จีนไม่ได้อ่อนเปลี้ยหรือสูญเสียความสำคัญและอิทธิพลไป อย่างน้อยการแสดงออกบนเวทีโลกของจีน ก็ทำให้ประเทศต่างๆ แสดงจุดยืนตรงกลาง ไม่เลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญหน้ากันอย่างถึงพริกถึงขิงบนสนามประลองทางภูมิรัฐศาสตร์กันอยู่ในตอนนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทำไมพรรครีพับลิกัน จุดกระแส ‘คลื่นสีแดง’ ไม่ขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/691724

คุยกัน 7 วันหน : ทำไมพรรครีพับลิกัน จุดกระแส ‘คลื่นสีแดง’ ไม่ขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : ทำไมพรรครีพับลิกัน จุดกระแส ‘คลื่นสีแดง’ ไม่ขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ด้วยปัจจัยหลายด้านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะเริ่มต้นขึ้นถือเป็นจังหวะที่ดีมากสำหรับพรรครีพับลิกันที่จะสร้าง red wave หรือคลื่นสีแดง กวาดชัยชนะครั้งใหญ่เข้าสภาคองเกรส ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบ 40 ปี ตลอดจนคะแนนความนิยมของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่ร่วงลงต่ำ แต่ปรากฏว่า พรรครีพับลิกันยังทำผลงานในการเลือกตั้งกลางเทอมไม่ดีเท่าที่คาดคิด

เดอะนิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า จากผลการเลือกตั้งในเวลานี้ดูเหมือนว่าพรรครีพับลิกันจะทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดครั้งหนึ่ง ในฐานะพรรคตรงข้ามประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก ขณะที่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ทราบแน่ชัด ท้ายที่สุดพรรครีพับลิกันอาจได้ครองทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาก็เป็นได้

แต่สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ พรรคเดโมแครตทำผลงานได้ดีกว่าที่ทุกฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ และไม่ค่อยเกิดเหตุการณ์ที่พรรครัฐบาล จะทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งสภาคองเกรส เพราะแม้เดโมแครตจะสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่รีพับลิกันจะชนะด้วยเสียงปริ่มน้ำเท่านั้น…ดังนั้นจึงถือว่านี่คือชัยชนะของพรรคเดโมแครตอยู่ดี

ทำไมถือว่าชนะ

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ อัล-จาซีรารายงานว่า โดยปกติแล้ว พรรคที่ได้ครองทำเนียบขาว จะพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งสภาคองเกรส โดยในปี 2018 สมัยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เขาเสีย สส.ไปหลายสิบคน ส่วนในปี 2010 สมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เขาเสียดสียงข้างมากทั้งสองสภา เช่นเดียวกับ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ บิล คลินตันก็เคยเสียการควบคุมทั้งสองสภาไปแล้วเช่นกัน

แต่ปีนี้ สำหรับโจ ไบเดน ถือเป็นการสูญเสียที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการที่เดโมแครตชนะการเลือกตั้งสว.ในรัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งเป็นรัฐที่ถูกจับตามองและผู้ว่าการรัฐสองคนของเดโมแครตยังสามารถชนะเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งในรัฐสมรภูมิ (Battleground States)เช่น มิชิแกน และวิสคอนซิน จึงหมายความว่า เดโมแครตสามารถรักษาฐานที่มั่นในรัฐสำคัญเหล่านี้ได้อยู่

ผู้สันทัดกรณีหลายคนมองว่ามีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อพรรคเดโมแครต

ประการแรก นักวิเคราะห์ระบุว่าพรรคเดโมแครตผลักดันเรื่องการปกป้องสิทธิในการทำแท้ง หลังในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่ของศาลสูง ซึ่งหกในเก้าคน เป็นผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยม ได้ตัดสินยกเลิกการปกป้องสิทธิในการทำแท้ง สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้หญิงและนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีอย่างมาก ในขณะที่ไบเดนประกาศว่าจะผลักดันให้มีการผ่านกฎหมายของรัฐบาลกลางที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการทำแท้ง เพื่อดึงดูดผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

เดวิด โคเฮน นักรัฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยแอครอน กล่าวว่า คำตัดสินของศาลสูง ทำไห้เข้าทางพรรคเดโมแครต เพราะนี่คือหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนชื่นชอบพรรคเดโมแครตมีแรงบันดาลใจในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง นอกจากนี้ชาวอเมริกันจำนวนหนึ่ง ยังกังวลเรื่องประชาธิปไตยถูกคุกคามด้วย และไบเดนยังย้ำเรื่องประชาธิปไตยอยู่ที่บัตรเลือกตั้งมาตลอด ดังนั้น แคมเปญหาเสียงของพรรคเดโมแครต และบรรดาผู้สมัครสายเสรีนิยม จึงประกาศให้คำมั่นว่าจะปกป้องสิทธิในการทำแท้ง และชี้ว่า พรรครีพับลิกัน คือคนที่คิดสุดโต่งที่ต้องการให้มีการควบคุมผู้หญิงว่าทำอะไรหรือไม่สามารถทำอะไรกับร่างกายตัวเองได้บ้าง

ประการที่สอง พรรครีพับลิกันใช้แนวทางที่มีความเป็นขวาจัดมากขึ้นด้วยการส่งผู้สมัครที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด และปฏิเสธผลการเลือกตั้งในปี 2020 ลงชิงชัยรัฐสวิง หรือพื้นที่แข่งขันสำคัญๆ ด้วยการหนุนของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ผู้สมัครเหล่านั้นกลับทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไรนัก เช่น ที่เพนซิลเวเนีย ซึ่งไบเดนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยคะแนนห่างเพียง 1% เท่านั้นเมื่อสองปีที่แล้ว แต่การเลือกตั้งครั้งนี้โดห์ มาสตรีอาโน ผู้สมัครตำแหน่งผู้ว่าการรัฐของพรรครีพับลิกันสายขวาจัดแพ้การเลือกตั้งห่างจากผู้สมัครของเดโมแครตมากกว่า 13%

ส่วนที่มิชิแกน คริสตินา คาราโมผู้สมัครของรีพับลิกันที่ปฏิเสธผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ยังมีคะแนนตามหลังผู้สมัครของพรรคเดโมแครตเช่นกัน

นักวิเคราะห์ระบุว่ากับอัล-จาซีราว่า ผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่งสารว่าชาวอเมริกันไม่สนใจผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่งไม่ว่าจะมาจากพรรคใด นอกจากนี้ คุณภาพของผู้สมัคร ยังทำให้โอกาสชนะการเลือกตั้งของรีพับลิกันลดน้อยลงด้วย เพราะผู้สมัครบางคนถูกมองว่าเป็นผู้บั่นทอนระบบการเมืองอเมริกัน

ประการที่สาม พรรคเดโมเครตพยายามชูโยบายเศรษฐกิจ

ไบเดนผู้ซึ่งมีคะแนนนิยมตกต่ำ ตระหนักดีถึงเรื่องนี้ จึงพยายามชูนโยบายเศรษฐกิจ เช่น นำเสนอร่างกฎหมายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งลงนามไปเมื่อปีที่แล้ว และร่างกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ เขายังประกาศยกเลิกหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาซึ่งอาจเป็นการดึงดูดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ ออกไปใช้สิทธิ์ ทำให้เดโมแครตทำผลงานในการเลือกตั้งกลางเทอมได้ดีกว่าที่คาดไว้นั่นเอง

ในส่วนของผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการล่าสุด พรรครีพับลิกันได้ไปแล้ว 211 ที่นั่ง พรรคเดโมแครตได้ไป 201 ทำให้พรรครีพับลิกันขาดอีกเพียงแค่ 7 ที่นั่งก็จะถึง 218 ที่นั่งและจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนสหรัฐฯ ไปอย่างค่อนข้างแน่นอนในขณะที่พรรคเดโมแครตตามหลังค่อนข้างห่าง ไม่น่าจะตามรีพับลิกันได้ทันแล้ว แต่ในวุฒิสภาสหรัฐฯอาจต้องรอไปจนถึงเดือนหน้าธันวาคม โดยล่าสุด รีพับลิกันและเดโมแครตได้ไป 48 ที่นั่งเท่ากัน ยังเหลืออีก 3 รัฐที่ผลเลือกตั้งยังไม่เป็นที่ยุติ คือรัฐเนวาดา แอริโซนา และจอร์เจีย โดยทั้ง2 พรรคจะต้องชนะ 2 ใน 3 รัฐที่เหลือนี้จึงจะได้ครองวุฒิสภา ขณะนี้ รัฐเนวาดาและแอริโซนายังคงนับคะแนนไม่เสร็จหลังเลือกตั้งผ่านไปแล้ว 4 วัน เนื่องจากเกิดปัญหาล่าช้าต่างๆ ทำให้การนับคะแนนจะลากยาวไปถึงสัปดาห์หน้าเป็นอย่างน้อย ส่วนรัฐจอร์เจีย ต้องไปเลือกตั้งรอบ 2 ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้เนื่องจากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนถึงร้อยละ 50 ตามกฎหมายการเลือกตั้งของรัฐจอร์เจีย ซึ่งแตกต่างจากรัฐอื่นๆ

คุยกัน 7 วันหน : ทำไม ‘คิม จอง อึน’ สั่งยิงขีปนาวุธถี่ยิบในช่วงนี้?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/690283

คุยกัน 7 วันหน : ทำไม ‘คิม จอง อึน’  สั่งยิงขีปนาวุธถี่ยิบในช่วงนี้?

คุยกัน 7 วันหน : ทำไม ‘คิม จอง อึน’ สั่งยิงขีปนาวุธถี่ยิบในช่วงนี้?

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.20 น.

ช่วง 07.50 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถือเป็นเวลาที่ชาวญี่ปุ่นที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศต้องหวาดหวั่นขวัญแขวนกันอย่างมาก หลังจากมีเสียงสัญญาณเตือนภัย เตือนผู้ที่อยู่อาศัยในจังหวัดมิยากิ ยามากาตะ และนีงาตะ รายการทางโทรทัศน์งดออกอากาศกะทันหัน เพื่อให้พวกชาวบ้านรีบหลบเข้าไปในอาคารที่มั่นคงหรือใต้ดิน ขณะที่บริการรถไฟหัวกระสุนในพื้นที่เหล่านี้ถูกระงับชั่วคราว ก่อนจะกลับมาให้บริการอีกครั้งในเวลาไม่นาน

ต้นเหตุของความตื่นตระหนกตกใจของชาวญี่ปุ่น มาจากการยิงขีปนาวุธทิ้งตัว 3 ลูก ของเกาหลีเหนือช่วงเช้าสันนิษฐานว่ายิงมาจากเขตแคซองทางใต้ของกรุงเปียงยาง และคาดว่าอาจมีขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยไกลข้ามทวีปรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่มีพิสัยทำการระยะไกลที่สุดของเกาหลีเหนือ ในจำนวนนี้ มีขีปนาวุธลูกหนึ่งที่ยิงข้ามดินแดนของญี่ปุ่นก่อนที่จะตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศประมาณ 1,100 กิโลเมตร โดยก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธผ่านน่านฟ้าของญี่ปุ่นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อต้นเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 ที่ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเดินทางผ่านน่านฟ้าของญี่ปุ่น แต่ไม่เคยมีหนไหนที่ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือลอยมาไกลทางใต้ได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้ขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงในวันนี้ จะไม่ลอยผ่านน่านฟ้าของญี่ปุ่นก็ตาม เพราะมันล้มเหลวกลางอากาศ ก่อนตกลงสู่โลกยังทะเลญี่ปุ่น

แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ช่วยให้ญี่ปุ่นใจเย็นลงได้ ข้อแรก ญี่ปุ่นไม่พอใจที่เกาหลีเหนือที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดยิงขีปนาวุธถี่ยิบโดยไม่แจ้งเตือนล่วงหน้าและไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะไปตกยังที่ใดถือเป็นการกระทำที่ไม่ปกติ เป็นการยั่วยุที่อาจก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงคุกคามเที่ยวบินพาณิชย์และการเดินเรืออีกทั้งหากขีปนาวุธแตกเป็นเสี่ยงๆกลางอากาศ เศษซากก็จะร่วงหล่นเป็นภัยต่อคนที่อยู่บนพื้นโลก

ส่วนข้อสอง การยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือในวันนี้ เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังเกาหลีเหนือเพิ่งยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้มากเป็นสถิติ ถึงอย่างน้อย 23 ลูก ไปทางตะวันออกและตะวันตกของคาบสมุทรเกาหลี ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือหวังอะไรอยู่

เห็นได้ชัดว่าในช่วงนี้ เกาหลีเหนือกำลังจงใจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เชื่อว่ามันน่าจะนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น เช่นการทดสอบนิวเคลียร์ หรือการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก หรือทั้งสองอย่าง นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังมีเป้าหมายทางการเมืองด้วย เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นรูปแบบที่เกาหลีเหนือเคยใช้มาแล้วในปี 2010 และ 2017 เริ่มจากสร้างสถานการณ์คุกคามให้เพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่น่าวิตกกังวล ตามด้วยยื่นข้อเรียกร้องและสิ่งแลกเปลี่ยนกับทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ซึ่งในตอนนี้เกาหลีเหนือก็กำลังทำอย่างเดียวกันนี้ตามสูตร

อย่างไรก็ดี เกาหลีเหนือตระหนักดีว่า สถานการณ์โลกในขณะนี้ทำให้ต้องเรียกร้องความสนใจมากกว่าปกติเนื่องจากสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าเรื่องเลือกตั้งกลางสมัยที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ขณะที่ชาติตะวันตกมุ่งให้ความสำคัญกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่วนเกาหลีใต้กำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้แก่ผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน

นอกจากนี้ คิม จอง อึน ก็ยังมีอีกเป้าหมายสำคัญ นั่นคือข้อเท็จจริงที่ว่า เกาหลีเหนือยังคงห่างไกลการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธที่สมบูรณ์แบบ เพราะตามปกติ หลังจากที่ยิงขีปนาวุธขึ้นสู่อวกาศแล้ว หัวรบจะแยกออกจากตัวขีปนาวุธและกลับสู่พื้นโลกด้วยเทคโนโลยีนำขีปนาวุธกลับโลก ซึ่งจะต้องสามารถทนกับความร้อนและแรงดันมหาศาลซึ่งเกิดขึ้นขณะพุ่งทะลุผ่านชั้นบรรยากาศสู้พื้นโลก แต่ในการทดสอบหลายครั้งที่ผ่านมา เทคโนโลยีดังกล่าวของเกาหลีเหนือประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด ทำให้เกาหลีเหนือต้องเดินหน้าทดสอบยิงขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จและสมบูรณ์แบบ

การทดสอบยิงขีปนาวุธเมื่อวันพฤหัสบดี ดูเหมือนขีปนาวุธของเกาหลีเหนือจะเคลื่อนที่ในลักษณะวิถีโค้งนั่นคือขีปนาวุธจะเดินทางขึ้นไปในอวกาศระดับสูงมาก คือกว่า 2,000 กิโลเมตรและตกจากพื้นโลกในแนวดิ่งลงสู่เป้าหมายไม่ไกลจากจุดที่ยิง เห็นได้ชัดว่าเป็นการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลโดยไม่ต้องข้ามผ่านน่านฟ้าญี่ปุ่น หากการยิงขีปนาวุธในวันนี้ถือว่าล้มเหลว ก็น่าจะบอกได้ว่าเป้าหมายความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธของเกาหลีเหนือยังอยู่อีกไกลแค่ไหน

เป้าหมายของเกาหลีเหนือไม่ใช่เพียงแค่หวังข่มขู่คุกคามญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังหวังเทียบชั้นขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยไกลข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ (ICBM) ของสหรัฐฯ ด้วย

อย่างไรก็ดี หากเป้าหมายของเกาหลีเหนือคือการข่มขู่ให้ญี่ปุ่นกลัวก็ถือว่าเกาหลีเหนือคิดผิดและกำลังส่งผลให้เกิดผลกระทบตรงกันข้าม เพราะการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ประกอบกับจีนที่ส่งสัญญาณคุกคามทางทหารต่อไต้หวันหนักข้อขึ้น ก็ยิ่งทำให้ญี่ปุ่นต้องคิดหนักขึ้นเช่นกัน ในการกลับมาเพิ่มความแข็งแกร่งทางทหารและศักยภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ จากที่ผ่านมาญี่ปุ่นต้องระงับความทะเยอทะยานเรื่องนี้ ตามรัฐธรรมนูญของประเทศที่กำหนดไว้หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

โดยในเดือนหน้า รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนการที่จะปรับแก้ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงเอกสารสำคัญอื่นๆ เกี่ยวกับการป้องกันประเทศ ซึ่งรวมถึงเตรียมเสนอเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและป้องกันประเทศเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงทศวรรษหน้า และเสนอให้ติดตั้งขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายจากระยะไกล ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำลังเจรจาขอซื้อขีปนาวุธแบบโทมาฮอว์กนับร้อยๆ ลูกจากสหรัฐฯ นั่นทำให้จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่ญี่ปุ่นจะมีศักยภาพในการโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปถึงในดินแดนของจีนเกาหลีเหนือ

ในส่วนของเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างเกาหลีใต้ นักวิชาการในเกาหลีใต้มองว่า หากเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ครั้งใหม่ อาจเป็นผลเสียต่อเกาหลีเหนือเอง เพราะช่วง 30 ปีที่ผ่านมาสมดุลอย่างคร่าวๆ ระหว่างสองเกาหลีเกิดจากการที่เกาหลีใต้มีศักยภาพอาวุธธรรมดาที่ได้เปรียบเกาหลีเหนือมากและการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ กับการที่เกาหลีเหนือยังมีศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น หากเกาหลีใต้เริ่มสร้างศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองขึ้นเมื่อใด สมดุลนี้จะยุติลงทันที

โดย ดาโน โทนาลี