
คุยกัน 7 วันหน : ลอบสังหาร ‘ชาร์ลี เคิร์ก’ ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ
วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.
ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม วัย 31 ปี อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกมือปืนลอบยิงเสียชีวิต ขณะเข้าร่วมกิจกรรมถามตอบกับกลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ในเมืองโอเร็ม รัฐยูทาห์ ช่วงหลังเที่ยงของวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น (10 ก.ย.)
เคิร์กเสียชีวิตระหว่างเปิดเวทีแลกเปลี่ยนทัศนะกับเหล่านักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ภายใต้สโลแกน The American Comeback และ Prove Me Wrong ซึ่งเป็นเวทีที่เขาให้นักศึกษาและผู้เข้าร่วมกิจกรรมถามถึงประเด็นที่สนใจ และดีเบตกับเขา โดยในระหว่างที่กำลังถกกับนักศึกษาในประเด็นเรื่อง ‘ความรุนแรงจากอาวุธปืน’ จากฝีมือของมือปืนที่เป็นกลุ่มคนข้ามเพศ หรือทรานส์เจนเดอร์ ในเหตุกราดยิงและสังหารหมู่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเคิร์กบอกว่า เขารับรู้ แต่ในระหว่างที่เคิร์กถามกลับว่า นับรวมความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรด้วยหรือไม่นั้น…มือปืนซึ่งซ่อนตัวอยู่บนหลังคาอาคารที่ห่างออกไปราว 180-200 หลา ได้ลั่นกระสุนจากอาวุธปืนไรเฟิลอัตโนมัติเข้าใส่ลำคอของเคิร์กอย่างแม่นยำ เลือดแดงฉานไหลทะลักขณะที่เจ้าตัวใช้มืดจับแผลถูกยิงก่อนล้มลงกับพื้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของผู้เห็นเหตุการณ์ที่วิ่งหนีแตกตื่น ก่อนที่เคิร์กจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
คลิปเหตุลอบสังหารครั้งนี้ มีผู้สามารถบันทึกไว้ได้ชัดเจน ขณะที่จนถึงตอนที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ ตำรวจและเจ้าหน้าที่เอฟบีไอก็ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้
.jpg)
ชาร์ลี เคิร์ก คือใคร ?
ชื่อของ ชาร์ลี เคิร์ก อาจไม่คุ้นหูคนไทยส่วนใหญ่ แต่เขามีชื่อเสียงอย่างมากในสหรัฐฯ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรสายอนุรักษ์นิยมไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า Turning Point USA ซึ่งในช่วงก่อตั้ง เคิร์กมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น และตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มมีบทบาทเป็นนักเคลื่อนไหวเยาวชนและเข้าสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีผู้ติดตามในแพลตฟอร์ม X มากถึง 5.5 ล้านคน และเขายังเป็นคนที่มักถูกอธิบายว่าเป็นหน้าเป็นตาของขบวนการ “Make America Great Again” ด้วย โดยที่ทรัมป์มักจะชื่นชมเคิร์ก ว่าเขาเป็นผู้ดึงโหวตเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ให้หันมาสนับสนุนทรัมป์ในช่วงแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว อีกทั้งยังเป็นพิธีกรรายการพอดแคสต์และรายการวิทยุชื่อดัง ชื่อ The Charlie Kirk Show นอกจากนี้ ยังปรากฎตัวในฐานะแขกรับเชิญและพิธีร่วมทางช่องฟ็อกซ์นิวส์ เคิร์กยังเป็นเพื่อนสนิทลูกชายคนโตของประธานาธิบดีทรัมป์อีกด้วย
การปรากฏตัวของเคิร์กที่มหาวิทยาลัยในรัฐยูทาห์ ถือเป็นครั้งแรกในกิจกรรม American Comeback Tour ทั้งหมด 15 กิจกรรม ที่มีแผนจัดขึ้นตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ บ่อยครั้งที่เขาใช้กิจกรรมลักษณะนี้ ที่มักมีฝูงชนนักศึกษาเข้ารับฟังเป็นจำนวนมากเพื่อเชิญผู้รับฟังร่วมดีเบตกับเขา
.jpg)
ที่ผ่านมา เคิร์กมักแสดงความเห็นและจุดยืนในประเด็นต่างๆ ที่มีความอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง หลายครั้งทำให้สายเสรีนิยมไม่พอใจอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการครอบครองอาวุธปืน ที่เจ้าตัวปฏิเสธข้อเรียกร้องเรื่องการควบคุมอาวุธปืน และย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของสหรัฐฯ เขามักจะตอบสนองต่อเหตุกราดยิงด้วยการเบี่ยงไปที่ประเด็นเรื่องปัญหาสุขภาพจิต หรือการเสื่อมถอยทางวัฒนธรรในภาพรวม มากกว่าที่จะจำกัดการครอบครองปืน นอกจากนี้ เคิร์กยังต่อต้านการทำแท้งอย่างถึงที่สุด รวมถึงต่อต้านกลุ่ม LGBTQ+ อย่างชัดเจน คัดค้านสิทธิ์และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ อีกทั้งยังโจมตีสถานศึกษาที่สอนเนื้อหาครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ
.jpg)
เราเรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก
เหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก ที่รัฐยูทาห์ สะท้อนว่าสหรัฐฯ เข้าสู่ระยะอันตรายครั้งใหม่ของความรุนแรงทางการเมือง แม้ยังไม่ทราบแรงจูงใจ แต่หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ท่ามกลางเหตุลอบสังหารและโจมตีนักการเมืองอเมริกันที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา จนเรื่องนี้กลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ หรือ New Normal ในสังคมอเมริกันไปแล้ว เพราะเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ก็เพิ่งรอดตายจากความพยายามลอบสังหารถึง 2 ครั้ง หนึ่งในนั้นเป็นการลอบยิงระหว่างปราศรัยหาเสียงในรัฐเพนน์ซิลเวเนีย และกระสุนพุ่งเฉียดใบหูจนเลือดอาบ ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็มีนักการเมืองทั้งฝั่งรีพับลิกันและเดโมแครต ล้วนตกเป็นเป้าโจมตีและลอบทำร้ายหลายต่อหลายราย ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยทั้งหวาดกลัวและหมดหวังกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนดูเหมือนการเมืองและสังคมอเมริกันกำลังถอยหลังลงคลอง ย้อนไปยุคทศวรรษ 1960-1970 ที่การสังหารบุคคลสำคัญทางการเมืองเกิดขึ้นเป็นว่าเล่น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองและสังคมอเมริกันเผชิญกับการแบ่งขั้วรุนแรง และการใช้วาทกรรมสาดโคลนโจมตีฝ่ายตรงข้าม จนแทบจะไม่เหลือพื้นที่สำหรับความเข้าใจร่วมกันได้ เห็นได้จากหลังเหตุลอบสังหารเคิร์ก แม้นักการเมืองทุกฝ่ายทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน จะออกมาประสานเสียงประณามเหตุการณ์นี้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันลดอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองลง แต่ก็ยังแอบแฝงไปด้วยวาทกรรมของการกล่าวหาและโจมตีฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์ที่บอกว่า เหตุการณ์นี้เป็นผลมาจากฝ่ายซ้ายที่ทำให้เกิดความรุนแรง ส่วนนักการเมืองฝ่ายขวาจากรีพับลิกันหลายคน ถึงกับเรียกร้องให้มีการแก้แค้นและตอบโต้ สะท้อนว่าการลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก น่าจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเลวร้ายลง และอาจเกิดความรุนแรงตามมาอีก
.jpg)
ขณะเดียวกัน บางฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตว่า ตัวตนและสิ่งที่เคิร์กแสดงออกมาโดยตลอด เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตกเป็นเป้าสังหาร จากการแสดงความเห็นเผ็ดร้อน ตรงไปตรงมาจนดูเหมือนก้าวร้าวในหลายประเด็นขัดแย้ง ทั้งเรื่องเชื้อชาติ ศาสนาอิสลาม ผู้อพยพ และความหลากหลายทางเพศ แม้จะไม่มีใครบอกว่าการลอบสังหารเขาเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว แต่หลายคนชี้ว่า วาทกรรมของเคิร์กที่แสดงออกมามีส่วนทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมยิ่งคุกร่นมากขึ้น เข้าทำนองที่ว่า “พูดแบบนี้ก็สมควรโดนแล้ว”
การลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก จึงไม่ใช่เป็นเพียงคดีอาชญากรรมที่อุกอาจและเป็นโศกนาฏกรรมน่าเศร้าของการเมืองและสังคมอเมริกัน แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นชัดเจนถึงวิกฤตการเมืองในสหรัฐฯ ที่ความขัดแย้งและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายฝังรากหยั่งลึก เต็มไปด้วยวาทกรรมสาดโคลนให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม อันจะมีแต่ยิ่งบ่มเพาะความรุนแรง เกิดการตอบโต้ และยิ่งทำให้วงจรการนองเลือดทางการเมืองเลวร้ายลง ในสังคมที่เริ่มยอมรับความจริงจากอีกฝ่ายไม่ได้ และไม่ว่าใครก็มีอาวุธปืนในมือทั้งสิ้น

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)


.jpg)
.jpg)
