คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรสงครามชื่อ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรสงครามชื่อ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรสงครามชื่อ ‘ฮุน เซน’

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากเหตุการณ์ที่กองกัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยก่อน ปฏิบัติการทางทหารหลายครั้งเป็นที่ชัดเจนว่า เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม เพราะมีหลักฐานปรากฎชัดเจนว่าการโจมตีส่งผลทำให้มีพลเรือนในฝั่งไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งมีสถานที่ของพลเรือนหรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้บงการย่อมในฐานะ ‘อาชญากรสงคราม’ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์การสู้รบระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับกลุ่มติดอาวุธ โดยจะบอกว่าใครหรือสิ่งไหนจะต้องไม่ตกเป็นเป้าการโจมตีบ้าง และการโจมตีรูปแบบไหนที่ทำไม่ได้ เพื่อจำกัดผลกระทบ

จากอดีตที่อาชญากรสงครามในสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกนำขั้นสู่การพิจารณาคดี พวกเขาคือผู้ละเมิดกฎการทำสงคราม ซึ่งประมวลอยู่ในอนุสัญญาเจนีวา ที่ตั้งอยู่บนหลักกฎหมายมนุษยธรรม    

ผู้กระทำความผิดฐานอาชญากรสงคราม เป็น 1 ใน 4 ฐานความผิดอาญาร้ายแรงสูงสุด ตามธรรมนูญกรุงโรม ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2545 โดยศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีเขตอำนาจดำเนินคดีกับอาชญากรสงคราม 

กรณีไทย-กัมพูชา เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามธรรมนูญกรุงโรม ที่กำหนดขอบเขตว่า ในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธ ได้เกิดสถานการณ์ที่การจงใจยิงทหารที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมรบ เช่น ยิงทหารที่ยอมจำนน บาดเจ็บหรือถูกจับเป็นเชลย การตั้งใจโจมตีพลเรือนที่ไม่ใช่ผู้ทำการรบ การตั้งใจยิงเป้าหมายทางทหารแต่สร้างความเสียหายเกินสมควรให้กับพลเรือน จนเกินหลักความได้สัดส่วนตามหลักกฎหมายมนุษยธรรม การใช้วิธีการที่เกินธรรมเนียมการทำสงคราม  เช่น การใช้อาวุธมีพิษ หรือการใช้อาวุธที่ไม่เลือกเป้าหมาย รวมไปถึงการการใช้โล่มนุษย์ คือการนำพลเรือนมาเป็นเกราะกำบังตัวเองก็เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามด้วยเช่นกัน

กัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยก่อนเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 ก.ค. ด้วยการยิงจรวดหลายลูกเข้าใส่เป้าหมายพลเรือนไทย ได้เกิดเหตุการณ์ที่เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การใช้อาวุธยิงระยะไกลโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างต่อเนื่อง ตั้ง ชุมชนเมือง โรงเรียน และร้านค้า การละเมิดกติการสงครามร้ายแรงมาก คือการโจมตีสถานพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบเกือบ 20 แห่ง แล้วยังพบด้วยว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนและสถานที่พลเรือนเป็นโล่กำบังตั้งอาวุธยิง

โดยภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โรงพยาบาลมีสถานะที่จะต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ ต้องไม่ถูกโจมตีและต้องได้รับการเคารพ แต่อาจจะสูญเสียสถานะการถูกปกป้องได้ หากโรงพยาบาลดังกล่าวถูกใช้ด้วยจุดประสงค์ที่เกินขอบเขตมนุษยธรรม หรือใช้เป็นสถานที่โจมตีฝ่ายศัตรู

ข้อมูลจากระบบติดตามการโจมตีสถานพยาบาลขององค์การอนามัยโลก ชี้ว่า นับตั้งแต่ต้น 2568 จนถึงปัจจุบัน เกิดเหตุโจมตีสถานพยาบาลไปแล้วมากกว่า 700 ครั้งใน 15 ประเทศและดินแดน โดยเฉพาะในยูเครน ซีเรีย กาซาและซูดาน โดยในช่วงเวลาไม่ถึง 7 เดือนเต็มของปี 2568 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีสถานพยาบาลทั่วโลกแล้วมากกว่า 1,100 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ายอดผู้เสียชีวิตเมื่อปี 2567 ทั้งปี ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า จากหลักฐานที่มีเชื่อได้ว่ารัฐบาลกัมพูชา โดย ฮุน เซน อยู่เบื้องหลังการโจมตี ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการขาดความเคารพต่อชีวิตมนุษย์และการไม่แยแสต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แสดงให้เห็นว่า นอกจากทหารผู้ทำผิดอาชญากรรมสงครามโดยตรง หัวหน้าผู้สั่งการก็สามารถเอาผิดได้เช่นกัน

เมื่อจะดำเนินคดีอาชญากรสงคราม ก็ต้องพิจารณาขอบเขตอำนาจศาล ในที่นี้ กัมพูชาเป็นรัฐภาคีของธรรมนูญกรุงโรม ที่ก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่แล้ว ส่วนไทยไม่ได้ให้สัตยาบัน จึงไม่ใช่ภาคี แต่ก็สามารถแสดงเจตนายอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะคดีได้ และศาลก็จะมีเขตอำนาจเหนือความผิดอาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นในดินแดนไทย

จากนั้นแล้วกระบวนการต่างๆ จะดำเนินไปเมื่อไทยในฐานะผู้เสียหายจากผลของการก่ออาชญากรรมสงครามสามารถ ยื่นเรื่องต่อสำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 15 เพื่อร้องขอให้เริ่มกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้น โดยปกติจะเริ่มด้วย

 1. การสืบสวน โดยอัยการศาล มีหน้าที่สืบสวนจากข้อมูลที่ได้รับ

2. หากมีหลักฐานเพียงพอ อัยการจะยื่นคำร้องเพื่อขออนุมัติการออกหมายจับ หากศาลเห็นชอบก็ส่งหมายจับไปยังรัฐภาคี เช่นในกรณีของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ที่กำลังถูกออกหมายจับโดย ICC

3. เมื่อผู้ต้องหาขึ้นศาล ก็สามารถเริ่มการพิจารณาคดี รวมถึงการสืบพยานหลักฐาน การไต่สวน การแถลงการณ์

4. นำไปสู่การตัดสินของศาลกำหนดบทลงโทษ ซึ่งอาจเป็นการจำคุก การชดใช้ค่าเสียหาย หรือการลงโทษอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

ในอดีต มีชาวกัมพูชาถูกตัดสินลงโทษในหลายความผิด รวมถึงอาชญากรรมสงคราม 3 คน คือ นวล เจีย, เขียว สัมพัน และ คัง เก็ก เอียว หรือสหายดุช  แกนนำของระบอบเขมรแดง ที่มีเหยื่อเป็นชาวกัมพูชาราวสองล้านคน ส่วน พอล พต ผู้นำเขมรแดง เสียชีวิตก่อนดำเนินคดีการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพชาครั้งนี้ เป็นการก่ออาชญากรรมสงครามโดยฝีมือของชาวกัมพูชาอีกครั้ง โดยที่เหยื่อเป็นพลเรือนเลือดเนื้อไทย

หลังจากนี้ คงต้องมาจับตาดูว่า ทางการไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศ จะยื่นฟ้องเรื่องนี้ต่อ ICC เมื่อใด เนื่องจากความผิดฐานเป็น ‘อาชญากรสงคราม’ ไม่ได้ขึ้นกับแค่ว่าชนะหรือแพ้ แต่ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมในช่วงสงครามว่าได้ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ผู้ที่ถูกตัดสินเป็นอาชญากรสงคราม จะต้องรับผิดเป็นรายบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้นำสูงสุดหรือระดับปฏิบัติการ อาชญากรรมสงครามไม่หมดอายุความ แม้จะผ่านไปหลายสิบปีก็ยังถูกดำเนินคดีได้ แม้อยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศก็ไม่รอด หากมีหลักฐานเอาผิดเพียงพอ

ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘อาเซียน’ รับศึกภาษีทรัมป์ จับตาหาวิธีแก้เกม-เจรจาสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : 'อาเซียน' รับศึกภาษีทรัมป์ จับตาหาวิธีแก้เกม-เจรจาสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ‘อาเซียน’ รับศึกภาษีทรัมป์ จับตาหาวิธีแก้เกม-เจรจาสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 58 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จัดขึ้นท่ามกลางการจับตามองว่ากำแพงภาษีสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเด็นร้อนของการประชุมในรอบนี้ หลังจากในสัปดาห์นี้ มี 6 ชาติสมาชิกอาเซียน คือ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และ บรูไนดารุสซาลาม ได้รับหนังสือแจ้งอัตราภาษีจากโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับภาษีตั้งแต่ร้อยละ 20 ถึง 40

ก่อนหน้านี้ มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ พยายามผลักดันให้ 10 ชาติสมาชิกจับมือและเดินเกมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ในวันแรกๆ ที่ทรัมป์เริ่มทำสงครามภาษีกับทั้งโลก แต่ความพยายามนี้ไม่คืบหน้า ขณะที่การใช้ไม้แข็งของสหรัฐฯ เพื่อให้คู่ค้าเร่งเจรจา จะทำให้ประเทศต่างๆ เปลี่ยนท่าทีได้หรือไม่

ขณะที่นายกรัฐนตรี อันวาร์ อิวบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน พูดถึงภาษีศุลกากร ข้อจำกัดในการส่งออก และอุปสรรคต่อการลงทุนว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐฯ ที่ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าจาก 6 ชาติอาเซียนในอัตราระหว่างร้อยละ 20-40 แม้ว่าสมาชิกอาเซียนบางประเทศพยายามยื่นข้อเสนอที่ยอมอ่อนข้อให้แก่สหรัฐฯ อย่างกว้างขวาง และเจรจาขอลดอัตราภาษี

คาดว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมจากการประชุมจะระบุถึงความกังวลของอาเซียนที่มีต่อการค้าโลกที่ตึงเครียดมากขึ้น และความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตั้งกำแพงภาษีแต่เพียงฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ร่างแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า มาตรการดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รวมทั้งยังท้าทายต่อเสถียรภาพและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนอีกด้วย

จนถึงขณะนี้ มีเวียดนามเพียงชาติเดียวในอาเซียนที่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ไปแล้ว โดยได้ลดหย่อนการเรียกเก็บภาษีจากร้อยละ 46 ลงมาเหลือที่ร้อยละ 20 ส่วนชาติอื่นๆ ในอาเซียน มีทั้งกลุ่มที่ได้รับแจ้งอัตราภาษีลดลงจากเดิม ได้แก่ กัมพูชา ลดลงมากที่สุดเหลือร้อยละ 36 ส่วน สปป.ลาวลดลงร้อยละ 8 เหลืออัตราภาษีที่ร้อยละ 40 เท่ากับเมียนมา

มาเลเซียเป็นอาเซียนเพียงชาติเดียวที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีจากร้อยละ 24 เป็นร้อยละ 25 ขณะที่อินโดนีเซียและไทย ได้รับหนังสือแจ้งอัตราภาษีคงเดิมเท่ากับเมื่อเดือน เม.ย. ที่ร้อยละ 32 และร้อยละ 36 ตามลำดับ ทั้งที่มีความพยายามเจรจาการค้าไปแล้วก่อนหน้านี้ จึงอาจตีความได้หรือไม่ว่า การพูดคุยที่ผ่านมายังไม่มีอะไรที่ถูกใจสหรัฐฯ มากนัก หรือยังมีข้อเสนอที่ไม่โดนใจ ส่วนบรูไนเจออัตราภาษีร้อยละ 25 และฟิลิปปินส์เบาสุด ที่ร้อยละ 20 เท่ากับที่เวียดนามเจรจาได้

โจทย์ใหญ่ในขณะนี้คือ แต่ละประเทศต้องเร่งเจรจาปิดดีลให้ได้ก่อนวันที่ 1 ส.ค.นี้ แต่จะต้องยอมแลกด้วยอะไรบ้าง เพราะอาเซียนแต่ละประเทศไม่ได้มีไพ่เด็ดในมือที่จะใช้ต่อรองกับสหรัฐฯ ได้ ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า การผนึกกำลังระหว่างสมาชิกอาเซียนยังทำได้ยาก เนื่องจากหลายประเทศมีสินค้าส่งออกคล้ายๆ กัน แต่โดนภาษีไม่เท่ากันและอ่อนไหวต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ แตกต่างกันไป

ยกตัวอย่าง การนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนของสหรัฐฯ เมื่อปี 2024 พบว่ามีมูลค่าตั้งแต่หลักแสนล้านดอลลาร์ สำหรับเวียดนาม ไล่ลงมาจนถึงบรูไน ซึ่งสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าเป็นมูลค่าไม่ถึง 300 ล้านดอลลาร์ ขณะที่แต่ละประเทศมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ แตกต่างกัน

วงประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือน พ.ค. ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างมากต่อมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ แต่ผ่านมาแล้ว 1 เดือนเศษ จนทรัมป์ประกาศสงครามภาษีรอบใหม่ อาเซียนก็ยังไม่ได้ขยับตัวทำอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรม และวลาที่เหลืออยู่อีกไม่ถึง 1 เดือนนับจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อาจทำได้ยากและอาจจบลงที่ต่างคนต่างเจรจา

ในส่วนของไทย มีการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายถึงกรณีประธานาธิบดีทรัมป์ เรียกเก็บของไทยอยู่ที่ร้อยละ 36%ว่า หากไม่นับประเทศ สปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา ทำไมประเทศไทยจึงถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บอัตราภาษีสูงกว่าประเทศอื่น ขณะที่ภาคการส่งออกและโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน มีการประมาณการเบื้องต้นว่ามีแรงงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 18 – 20 ล้านคน

แน่นอนว่า หากอัตราภาษีนำเข้าไปตลาดสหรัฐฯ ที่ไทยถูกเรียกเก็บสูงกว่าประเทศคู่แข่งสูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย จะมีผลอย่างมากต่อการลดลงทั้งเชิงปริมาณและมูลค่า ผลที่ตามมาคือการลดกำลังการผลิตซึ่งจะมีผลต่อแรงงานส่วนเกินทั้งทางตรงและทางอ้อมที่อาจต้องสูญเสียตำแหน่งงาน ผลกระทบขึ้นอยู่กับว่าแรงงานเหล่านั้นทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมหรือภาคบริการที่ต้องพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนเท่าใด ยิ่งสัดส่วนมากผลกระทบก็ยิ่งสูง

ตัวอย่างภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ-ทรานซิสเตอร์ เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็กผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารสัตว์ อาหารทะเล/ผลไม้กระป๋องและแปรรูป

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดของประเทศส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยที่จะลดลงกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคค้าส่ง-ค้าปลีกและการซื้อสินค้าประเภทถาวร เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ยานพาหนะหรืออสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะได้รับผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน ยอดขายที่หดตัวนำมาซึ่งปัญหาสภาพคล่องในภาคธุรกิจ การเลิกจ้างต่อยอดไปถึงหนี้เสียหรือ NPL ของสถาบันการเงิน

ตอนนี้ คงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากขอเอาใจช่วย ทีมเจรจา หรือ Thailand Team ซึ่งเชื่อว่า ต้องมีงานหนักในช่วงเวลาที่เหลือไม่มากนี้

คุยกัน 7 วันหน : ‘กัมพูชา’ ศูนย์ลวงออนไลน์ สะท้อนล้มเหลวปราบสแกมเมอร์?

คุยกัน 7 วันหน : 'กัมพูชา' ศูนย์ลวงออนไลน์ สะท้อนล้มเหลวปราบสแกมเมอร์?

คุยกัน 7 วันหน : ‘กัมพูชา’ ศูนย์ลวงออนไลน์ สะท้อนล้มเหลวปราบสแกมเมอร์?

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รายงานขององค์การระหว่างประเทศหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า ขณะนี้ “กัมพูชา” กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ สร้างเม็ดเงินผิดกฎหมายให้กับประเทศปีละมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จุดนี้อาจสะท้อนได้ว่าทางการกัมพูชาล้มเหลวในการจัดการกับปัญหานี้

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สื่อหลายสำนัก รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ รายงานข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาอุตสาหกรรมหลอกหลวงออนไลน์ในกัมพูชา แต่รายงานของ แอมเนสตี อินเตอร์แนชนัล (Amnesty International) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ชี้ว่า ความล้มเหลวของรัฐบาลกัมพูชาในการจัดการปัญหานี้ ไม่ต่างอะไรกับการรู้เห็นเป็นใจให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น

รายงานความยาวกว่า 240 หน้าฉบับนี้มีชื่อว่า I was Someone Else’s Property หรือ “ฉันคือทรัพย์สินของคนอื่น” ซึ่งแอมเนสตีสัมภาษณ์ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ 58 คน จากศูนย์หลอกลวงออนไลน์ 31 แห่งใน 16 เมืองทั่วกัมพูชา ระหว่างเดือน ก.ย.2023 ถึงเดือน พ.ค.2025 พบว่า การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การใช้แรงงานเด็ก การทรมานและการปฏิบัติที่ไม่ดีอื่นๆ ไปจนถึงการพรากเสรีภาพและการเป็นทาส เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากภายในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่เปิดกระจายในหลายๆ จุดของประเทศ

แอมเนสตีฯ เก็บข้อมูลและระบุตำแหน่งของศูนย์หลอกลวงออนไลน์อย่างน้อย 53 แห่งในหลายจังหวัดทั่วกัมพูชา ซึ่งพบมากที่สุดอยู่ในสีหนุวิลล์ ถึง 22 แห่ง ตามมาด้วยในบาเวต 6 แห่ง และปอยเปต 5 แห่ง โดยส่วนใหญ่จะพบตามเมืองตะเข็บชายแดน

ศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์เหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับเรือนจำ มีกำแพงสูงและลวดหนามล้อมรอบ มีชายติดอาวุธคอยเฝ้า ด้านในมีเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงผู้คนทั่วโลก หากทำงานไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ นานา ทั้งการช็อตด้วยกระบองไฟฟ้า การขังในห้องมืด และถูกทุบตี

แอมแนสตีฯ กล่าวในรายงานว่า สิ่งที่พบเหล่านี้เผยให้เห็น ‘รูปแบบของรัฐที่ล้มเหลว’ ที่ปล่อยให้ธุรกิจผิดกฎหมายมูลค่ามหาศาลนี้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งรวมถึงความล้มเหลวในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือเหยื่อ ตลอดจนการกำกับดูแลบริษัทรักษาความปลอดภัยและเครื่องมือในการทรมานเหยื่อ ทั้งที่ตระหนักดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

รายงานของแอมเนสตีฯ ระบุต่อไปว่า เวลานี้ กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมหลอกลวงระดับโลก เนื่องจากกลุ่มอาชญากรซึ่งนำโดยชาวจีนส่วนใหญ่ได้นำเอาบ่อนกาสิโนและโรงแรมที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาใช้เป็นศูนย์หลอกลวง ข้อมูลของสหประชาชาติระบุว่า ตามศูนย์เหล่านี้มีคนอยู่นับแสนคน มีลักษณะคล้ายกับศูนย์สแกมเมอร์ในฝั่งเมียนมาและ สปป.ลาว

ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันสันติภาพสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมฉ้อโกงในกัมพูชาสร้างรายได้มากกว่า 12,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี (กว่า 400,500 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ของกัมพูชา

แต่จุดที่น่าสนใจและเป็นข้อมูลที่ตรงกับรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ก่อนหน้านี้ คือ ขณะนี้พบว่าศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขยายตัวเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ไกลจากพรมแดน อย่างในกรุงพนมเปญ โดยจากรายงานของแอมเนสตีฯ พบถึง 4 แห่ง รวมทั้งยังพบสถานที่ต้องสงสัยที่เข้าข่ายเป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์อีก 45 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย

เมื่อประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว กิจกรรมการพนันออนไลน์ในกัมพูชาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลักๆ เป็นผลมาจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนจากจีน โดยในช่วงนั้นธุรกิจกาสิโน โรงแรมและรีสอร์ท ผุดขึ้นราวดอกเห็ดในหลายเมืองของประเทศ เช่น ที่สีหนุวิลล์ ซึ่งตามด้วยการไหลทะลักของเครือข่ายอาชญากรรมจีนที่เข้ามาโลดแล่นในอุตสาหกรรมการพนัน แต่ด้วยการกดดันจากจีน ทำให้กัมพูชาตัดสินใจสั่งห้ามการพนันออนไลน์ในปี 2019

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ขบวนการอาชญากรรมต้องเปลี่ยนรูปแบบช่องทางการหาเงิน ด้วยการหันไปทำธุรกิจหลอกลวงออนไลน์แทน เปลี่ยนโรงแรมและกาสิโนให้กลายเป็นศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ ข้อมูลจาก UNODC ชี้ว่า นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ธุรกิจดังกล่าวในกัมพูชาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวม การขาดการตรวจสอบทางการเงิน ปัญหาการไร้ธรรมาภิบาลและการทุจริต

จากศูนย์หลอกลวงออนไลน์ทั้งหมด 53 แห่ง ตามรายงานของแอมเนสตีฯ พบว่าในจำนวนนี้ 20 แห่งเป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ยังดำเนินการต่อ ทั้งที่เคยถูกตำรวจหรือทหารเข้าไปจัดการหรือดำเนินการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อ เจ้าหน้าที่เข้าไปสอบสวนหรือบุกจับกุมผู้เกี่ยวข้อง โดย 9 แห่งเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป

ขณะที่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ 18 แห่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของทางการกัมพูชา ส่วนอีก 13 แห่งพบว่าเจ้าหน้าที่เคยเข้าดำเนินการหรือเคยเข้าไปสอบสวนแล้ว แต่แอมเนสตีไม่สามารถยืนยันได้ว่าศูนย์เหล่านี้ยังคงเปิดดำเนินการอยู่อีกหรือไม่ และที่น่าตกใจคือ มีเพียงแค่ 2 แห่งเท่านั้นที่ปิดดำเนินการหลังถูกเจ้าหน้าที่รัฐจัดการ

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกของ แอมเนสตี อินเตอร์แนชนัล ระบุว่า แม้จะมีการบุกทลายเครือข่ายคอลเซนเตอร์ของเจ้าหน้าที่ แต่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชากลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งเธอมองว่ารัฐบาลกัมพูชาคือตัวแปรสำคัญที่เปิดทางให้ธุรกิจเหล่านี้เฟื่องฟู

โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า กัมพูชาตระหนักดีว่าตนเองเป็นเหยื่อของอาชญากรที่มาใช้ประเทศนี้ก่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ แต่กัมพูชาก็ดำเนินมาตรการแข็งกร้าวในการจัดการกับปัญหานี้เช่นกัน ขณะที่รายงานวิจัยหลายฉบับชี้ว่า รัฐบาลกัมพูชาอาจยังทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะหยุดยั้งกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : Scambodia ประเทศศูนย์กลางเครือข่ายค้ามนุษย์

คุยกัน 7 วันหน : Scambodia ประเทศศูนย์กลางเครือข่ายค้ามนุษย์

คุยกัน 7 วันหน : Scambodia ประเทศศูนย์กลางเครือข่ายค้ามนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

นอกจากปมความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาจะไม่จบลงโดยง่ายแล้ว กัมพูชายังเป็น  1  ใน 36 ประเทศที่สหรัฐฯ จ่อแบนพลเมืองเดนทางเข้าประเทศโดย ให้เหตุผลว่ารัฐบาลของประเทศนั้น ไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐฯ และมีเหตุสงสัยเรื่องความปลอดภัย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาห้ามพลเมืองจาก 36 ประเทศ เดินทางเข้าสหรัฐฯ โดยเอกสารภายในของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ลงนามโดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุรายชื่อของประเทศดังกล่าว ได้แก่ แองโกลา, แอนติกาและบาร์บูดา, เบนิน, ภูฏาน, บูร์กินาฟาโซ, เคปเวิร์ด, กัมพูชา, แคเมอรูน, โกตดิวัวร์, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, จิบูตี, โดมินิกา, เอธิโอเปีย, อียิปต์, กาบอง, แกมเบีย, กานา, คีร์กีซสถาน, ไลบีเรีย, มาลาวี, มอริเตเนีย, ไนเจอร์, ไนจีเรีย, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซาตูเมและปรินซิปี, เซเนกัล, ซูดานใต้, ซีเรีย, แทนซาเนีย, ตองกา, ตูวาลู, ยูกันดา, วานูอาตู, แซมเบีย และ ซิมบับเว

เอกสารระบุว่า อาจจะมีการระงับการเข้าประเทศของพลเมืองของ 36 ประเทศหรือบางส่วน หากไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์และข้อกำหนดที่กำหนดไว้ภายใน 60 วัน ซึ่งรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการแสดงเอกสารที่น่าเชื่อถือ อีกทั้ง หนังสือเดินทางของประเทศดังกล่าวยังเป็นที่น่าสงสัยในเรื่องความปลอดภัยด้วย

นอกจากนั้น ในเอกสารระบุว่ารัฐบาลจากบางประเทศไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการอำนวยความสะดวกเพื่อส่งตัวพลเมืองกลับประเทศต้นทาง พลเมืองของบางประเทศอยู่ในสหรัฐฯ เกินเวลาได้รับอนุญาตในวีซ่า อีกทั้งพลเมืองของประเทศนั้นๆ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในสหรัฐฯ การต่อต้านชาวยิว ไปจนถึงต่อต้านกิจการของสหรัฐฯ ด้วย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังขึ้นบัญชีดำ Hurons Group รวมถึงบริษัทในเครือของตระกูลฮุนเซน โดยระบุว่ากัมพูชาได้กลายเป็นพันธมิตรของทุนจีนสีเทา และเป็นแหล่งฟอกเงินระดับโลก สะท้อนถึงการที่สหรัฐฯ มองกัมพูชาเป็นภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าพันธมิตรในอดีต

การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผิดหวังต่อพฤติกรรมของผู้นำกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่า มีการฟอกเงินผ่านสถาบันการเงินหลักของประเทศ เช่น ABA Bank และ Bank of Cambodia

ล่าสุด ยังมีข้อมูลจากสหประชาขาติ หรือ UN ออกมาตอกย้ำว่า กัมพูชาเป็นแหล่งเครือข่ายการค้ามนุษย์ข้ามชาติบังคับเหยื่อทำงานในศูนย์หลอกลวงไซเบอร์ คนหนุ่มสาวเอเชียถูกหลอกไปทำงาน กลับต้องเป็นทาสยุคใหม่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ธุรกิจมืดสร้างรายได้หลายพันล้าน จากเครือข่ายการค้ามนุษย์ระดับอุตสาหกรรมที่บังคับให้คนทำงานเป็นเครื่องมือหลอกลวงออนไลน์ สหประชาชาติระบุว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นธุรกิจมืดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างน่ากลัวการหลอกลวงเริ่มต้นง่ายๆ แค่เปิด Facebook, Instagram, TikTok หรือแม้แต่ LinkedIn ก็เจอโฆษณาหางานที่ดูดีโดยเสนอเงินเดือนหลักหมื่น โบนัสทุกเดือน บวกที่พักและอาหารฟรี สำหรับงาน “ออนไลน์” ที่ไม่ต้องใช้ทักษะพิเศษอะไร

ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ พบว่า คนที่ตกเป็นเหยื่อจะมาจากทั่วเอเชีย โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เมียนมา ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย บังกลาเทศ และอีกหลายประเทศ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาววัยทำงาน มีการศึกษาดี รู้จักใช้เทคโนโลยี บางคนเป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์ บางคนจบใหม่ที่กำลังหางานทำ และบางคนเป็นคนวัยกลางคนที่อยากเปลี่ยนอาชีพเมื่อเหยื่อเดินทางถึงแล้ว สิ่งที่รอพวกเขาไม่ใช่งานในออฟฟิศหรูหรา แต่เป็นอาคารที่ดูเหมือนโรงงาน มีกำแพงสูง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดปืนคอยเฝ้า

สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ การริบหนังสือเดินทางและโทรศัพท์ ตัดการติดต่อกับโลกภายนอกทันทีเลย จากนั้นพวกเขาจะถูกแจ้งว่า ต้องทำงานหาเงิน “ตามที่ตกลงกัน” แต่งานที่ว่านั้นไม่ใช่งานธรรมดา พวกเขาต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ทำงานวันละ 12-15 ชั่วโมง บางคนถูกล่ามโซ่ไว้กับโต๊ะทำงาน ไม่ให้ไปไหนได้ แม้แต่ห้องน้ำก็ต้องขออนุญาต งานของพวกเขาคือ หลอกคนอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต โดยเหยื่อเหล่านี้ถูกบังคับให้ทำการฉ้อโกงออนไลน์หลายรูปแบบ เช่น การหลอกลวงความรัก แกล้งทำเป็นหนุ่มสาวหล่อสวย สร้างความสัมพันธ์ทางอินเทอร์เน็ตกับเหยื่อ แล้วค่อยๆ ขอเงิน อ้างว่าเจอปัญหาเร่งด่วน หรือไม่ก็เป็นการลงทุนปลอม ชักชวนให้คนลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หุ้น หรือโครงการต่างๆ ที่เป็นกับดัก แล้วเอาเงินหาย อีกทั้งกาสิโนออนไลน์เก๊ ล่อให้คนเล่นการพนันในเว็บไซต์ปลอม ที่จริงแล้วเงินที่เสียไปตกเป็นของกลุ่มนี้

รายงานของสหประชาชาติระบุด้วยว่า หากเหยื่อไม่สามารถหาเงินได้ตามเป้าที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นในแต่ละวันหรือแต่ละเดือน พวกเขาจะถูกทำร้ายร่างกายและทรมานมีเหยื่อหลายคนถึงกับเสียชีวิตจากการทรมาน หรือเพราะไม่ได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย

ที่น่าเศร้าคือ กัมพูชาที่เคยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่สวยงาม กลับกลายเป็นจุดศูนย์กลางของธุรกิจมืดนี้ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา สหประชาชาติพบว่า เมื่อศูนย์หลอกลวงในเมียนมาถูกปราบปราม พวกเขาก็ย้ายมาตั้งฐานในกัมพูชาแทน ปัจจุบัน มีศูนย์หลอกลวงกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของกัมพูชา อย่างน้อย 17 แห่ง ได้แก่ สีหนุวิลล์, ไปลิน, อันลองเวง โอสมาจ, พนมเปญ, กัณฑาล, ปุรซัต, เกาะกง, บาเวต, เจรย์ธม, กำปอต, เปรียะสีหนุก, อุทารมีนเจย์, ปอยเปต, สวายเรียง, จังหวัดบันเตียเมนจย์, เขตเศรษฐกิจพิเศษดาราสกอร์ และเขตเศรษฐกิจพิเศษเฮงเท็มมอร์ดา

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ธุรกิจมืดนี้ได้พัฒนาไปสู่ระดับอุตสาหกรรมจริงๆ ไม่ใช่แค่กลุ่มเล็กๆ ที่ทำกันในซอกมุม แต่เป็นเครือข่ายใหญ่ที่มีการลงทุนสร้างอาคาร จ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธ มีระบบการจัดการที่เป็นมืออาชีพ กลุ่มอาชญากรเหล่านี้สร้างรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี จากการหลอกลวงคนทั่วโลก ส่วนหนึ่งจากรายได้นี้ถูกใช้ในการซื้อเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง และผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติไม่ได้ส่งจดหมายให้แค่กัมพูชาประเทศเดียว แต่ยังส่งไปยัง กองทัพเมียนมา, อาเซียน, จีน, ลาว, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย และเวียดนาม แสดงให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตระดับภูมิภาคที่ต้องการการแก้ไขร่วมกัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ’ กับภารกิจคุมม็อบลอสแอนเจลิส

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก 'กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ' กับภารกิจคุมม็อบลอสแอนเจลิส

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ’ กับภารกิจคุมม็อบลอสแอนเจลิส

วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.17 น.

ท่ามกลางการประท้วงเดือดในสหรัฐฯ การใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) จุดประเด็นถกเถียงเรื่องบทบาทที่ครอบคลุม ทั้งช่วยเหลือภัยพิบัติ รักษากฎหมาย และภารกิจทหารทั่วโลก สถานะกึ่งกลางระหว่างอำนาจผู้ว่าการรัฐและประธานาธิบดีทำให้เกิดคำถามถึงขอบเขตการใช้อำนาจ

การประท้วงต่อต้านนโยบายกวาดล้างผู้อพยพของสหรัฐฯ ในลอสแอนเจลิสดำเนินมาครบ 1 สัปดาห์เมื่อวันศุกรที่ผ่านมา (13 มิ.ย.) ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น เมื่อ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 4,000 นาย และนาวิกโยธิน 700 นายลงพื้นที่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก แกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย

การเคลื่อนไหวนี้จุดประเด็นถกเถียงร้อนแรงในโซเชียลมีเดียของสหรัฐฯ ถึงความหมายของ “เสรีภาพ” ในดินแดนที่ร้องเพลงชาติว่าเป็น “ดินแดนแห่งเสรีชน” พร้อมสะกิดบาดแผลเก่าจากเหตุการณ์สังหารหมู่ปี 2513 ที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิยิงนักศึกษาประท้วงสงครามเวียดนาม เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 9 ราย

กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) คือใคร ?

กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ หรือ National Guard เป็นหน่วยทหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาทั้งจากผู้ว่าการรัฐและประธานาธิบดี แต่เดิม กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ มีรากฐานมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม เริ่มต้นจากการเป็น “กองกำลังอาสาสมัครของชุมชน” หรืออีกชื่อเรียกว่า “Minutemen” พร้อมจะลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตัวเองและชุมชนภายในเวลาอันสั้น

หลังการปฏิวัติอเมริกา ผู้ก่อตั้งสหรัฐฯ รักษาโครงสร้างนี้ไว้เพื่อป้องกันภัยจากกองทัพขนาดใหญ่ที่อาจคุกคามประชาธิปไตย

กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิและหน่วยสำรอง จะมีทั้งในกองทัพบกและอากาศ แต่ไม่มีในนาวิกโยธินหรือหน่วยยามฝั่ง การบังคับบัญชาของกองทัพอยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหม ยกเว้นหน่วยยามฝั่งอยู่ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในยามสงบ กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิมีอยู่ประมาณ 450,000 นาย แบ่งเป็นกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิบก (Army National Guard) และกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิอากาศ (Air National Guard) ทำหน้าที่ทั้งในและนอกประเทศ

ปัจจุบัน กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิมีบทบาทหลากหลาย ตั้งแต่ช่วยเหลือภัยพิบัติ เช่น ไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย พายุเฮอริเคน ไปจนถึงแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 รักษาความปลอดภัยชายแดน และสนับสนุนการเลือกตั้ง

ส่วนกองกำลังนาวิกโยธินที่ถูกเรียกตัวมาเสริมทัพในเหตุการณ์ประท้วงลอสแอนเจลิส เป็นหน่วยรบสะเทินน้ำสะเทินบกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการยกพลขึ้นบกและปฏิบัติการในวิกฤตการณ์ มีหน่วยพิเศษอย่าง Special Purpose Marine Air-Ground Task Forces (MAGTF) สำหรับตอบสนองวิกฤต เช่น การปกป้องสถานทูตหรือช่วยเหลือภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังมีหน่วย Marine Security Guard (MSG) รักษาความปลอยภัยสถานทูตทั่วโลก

แต่ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดขณะนี้คือเรื่อง “อำนาจในการสั่งการ” โดยปกติแล้ว กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของแต่ละรัฐจะอยู่ภายใต้การบัญชาการของผู้ว่าการรัฐนั้น ๆ ยกเว้น กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ถูกโอนเข้าสังกัดรัฐบาลกลางจะอยู่ภายใต้การควบคุมของประธานาธิบดีโดยตรงเสมอ การโอน กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เข้าสังกัดรัฐบาลกลางนี้เองที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก โดยปกติแล้ว กฎหมายที่เรียกว่า Posse Comitatus Act จะห้ามไม่ให้ทหารภายใต้การบัญชาการของรัฐบาลกลาง ซึ่งรวมถึงกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่ถูกโอนสังกัดแล้ว ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่เรียกว่า Insurrection Act ซึ่งเป็นกฎหมายช้างสารที่มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสามารถใช้กองกำลังทหาร รวมถึงกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่ถูกโอนสังกัดแล้ว เข้าไปทำหน้าที่รักษากฎหมายในประเทศได้ หากประธานาธิบดีเห็นว่ามีความวุ่นวายหรือการกบฏ ที่ทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ตามปกติ กฎหมายนี้เคยถูกใช้มาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เช่น เมื่อ อดีตประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เพื่อบังคับใช้การเลิกการแบ่งแยกสีผิวในโรงเรียนที่เมือง ลิตเติล ร็อค ในปี 2500 และถูกใช้ครั้งล่าสุดในปี 2535 ในช่วงเหตุจลาจลที่ลอสแอนเจลิสหลังจากกรณี ร็อดนีย์ คิง

หลังสงครามเวียดนาม กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิถูกปฏิรูปผ่านนโยบาย Total Force ในปี 2516 ทำให้เป็นกำลังสำคัญของกองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่ร้อยละ 40 ของทหารในอิรักและอัฟกานิสถานมาจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ อย่างไรก็ตาม การใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิในประเทศ โดยเฉพาะการคุมประท้วง กลับสร้างความกังวล เนื่องจากกฎหมาย Posse Comitatus Act ห้ามทหารรัฐบาลกลาง รวมถึงกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่ถูกโอนจากรัฐ ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เว้นแต่จะใช้ กฎหมาย Insurrection Act 1807 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีส่งทหารปราบจลาจลหรือกบฏได้

ความขัดแย้งของอำนาจในลอสแอนเจลิส

การประท้วงในลอสแอนเจลิสปะทุจากการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่สำนักงานเข้าเมืองและศุลกากร หรือไอซ์ (ICE) เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.นำไปสู่การปิดทางหลวงและปะทะกับตำรวจ ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 4,000 นาย โดยโอนอำนาจจากผู้ว่าการรัฐสู่นายพล สแตนลีย์ แมคคริสตัล แห่งกองทัพสหรัฐฯ และส่งนาวิกโยธิน 700 นายจาก Camp Pendleton เข้าสมทบ

นิวซัมเรียกการกระทำนี้ว่า “การละเมิดอธิปไตยรัฐ” และยื่นฟ้องศาลรัฐบาลกลางเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ขอคำสั่งห้ามทหารลงพื้นที่ ต่อมา ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ซึ่งประจำอยู่ที่นครซานฟรานซิสโกออกคำสั่งในวันพฤหัสบดี (12 มิ.ย.) ห้ามประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งกำลังทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เข้าไปประจำการในนครลอสแอนเจลิส อย่างไรก็ดี ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ของสหรัฐฯ อนุญาตให้ทรัมป์ ยังคงส่งกำลังทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าประจำการในนครลอสแอนเจลิสต่อไปได้ เป็นการระงับคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่สั่งห้ามการระดมกำลังพลดังกล่าวเป็นการชั่วคราว

ทรัมป์ยืนยันการตัดสินใจ เขาอ้างว่า ลอสแอนเจลิสกำลังถูกศัตรูต่างชาติบุกรุก และกล่าวหานิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กับ คาเรน แบสส์ นายกเทศมนตรีลอสแอนเจลิส ว่าสนับสนุนนักยุยงและกบฏโดยไม่มีหลักฐาน การใช้ถ้อยคำของทรัมป์ชวนให้นึกถึง Insurrection Act ซึ่งเขาเคยขู่ใช้ในปี 2563 แต่ในครั้งนี้ เขายังไม่ต้องใช้กฎหมายดังกล่าว เพราะกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิถูกส่งในฐานะ ‘ผู้ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง’ ซึ่งจำกัดอำนาจการจับกุม

ขณะนี้การประท้วงลามไปกว่า 10 เมือง เช่น ซานฟรานซิสโก, ซีแอตเทิล, นิวยอร์ก และดัลลัส โดยเฉพาะในเมืองหลบภัย (Sanctuary Cities) ที่มีผู้อพยพจำนวนมาก แคลิฟอร์เนียมีผู้อพยพกว่า 10 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรรัฐ การกวาดล้างของ ICE ที่จับผู้อพยพกว่า 100,000 คนใน 4 เดือนยิ่งเพิ่มความโกรธแค้น

ชาวเน็ตหลายคนแสดงความกังวลว่าการกระทำเหล่านี้กำลังผลักดันประเทศไปสู่ “ฟาสซิสต์” หรือระบบที่รัฐบาลใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน พวกเขามองว่ารัฐบาลกำลังพยายามปิดปากประชาธิปไตยและละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญข้อแรก (First Amendment) และมีบางส่วนที่หยิบยกประเด็นการแก้กฎหมาย (Second Amendment) ที่อนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิในการถือครองอาวุธ เพื่อปกป้องตนเองจากรัฐบาลที่ใช้อำนาจกดขี่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอันตรายมาก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ​โดนัลด์ ทรัมป์ – อีลอน มัสก์ จากคนสนิทสู่ศัตรูคู่อาฆาต

คุยกัน 7 วันหน : ​โดนัลด์ ทรัมป์ - อีลอน มัสก์ จากคนสนิทสู่ศัตรูคู่อาฆาต

คุยกัน 7 วันหน : ​โดนัลด์ ทรัมป์ – อีลอน มัสก์ จากคนสนิทสู่ศัตรูคู่อาฆาต

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุด เจ้าของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเทสลา บริษัทด้านอวกาศ ‘สเปซเอกซ์’ และแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ X ที่เคยเป็นเหมือนคู่คิดอยู่เคียงข้างกันมาตลอด กล้บต้องมาถึงจุดแตกหักกันแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อทั้งคู่เปิดศึกกล่าวโจมตีกันไปมาแบบเปิดเผยให้โลกรับรู้

มหากาพย์การหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างทรัมป์ และมัสก์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในอเมริกา ได้ระเบิดขึ้นอย่างดุเดือด สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งวงการการเมืองและธุรกิจ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ความเห็นต่างทางนโยบาย แต่คือการเผชิญหน้าของ 2 มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่ใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เป็นสนามรบ

มัสก์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของทรัมป์ เขาบริจาคกว่า 290 ล้านดอลลาร์เพื่อการหาเสียงปี 2024 มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย แต่ยังเคยเป็นที่ปรึกษาพิเศษของรัฐบาล ได้รับมอบอำนาจเต็มที่ในการผลักดัน ‘แผนปฏิรูปประสิทธิภาพรัฐบาล’ หรือ DOGE ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับขนาดและขอบเขตของรัฐบาลกลาง

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมัสก์ลาออกจากตำแหน่งพิเศษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อ Big, Beautiful Bill ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายในประเทศของทรัมป์

Big, Beautiful Bill เป็นร่างกฎหมายงบประมาณขนาดมหึมาของทรัมป์ ครอบคลุมเรื่องภาษี การลดค่าใช้จ่าย พลังงาน และประเด็นชายแดน เขาเรียกกฎหมายฉบับนี้อย่างเจ็บแสบว่าเป็น “ความน่ารังเกียจที่น่าขยะแขยง” (Disgusting abomination) พร้อมกับคาดการณ์ว่า ร่างฉบับนี้จะทำให้การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นภาระหนี้สินที่กดขี่ประชาชนอเมริกันอย่างไม่อาจแบกรับได้ ข้อความนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้นำรีพับลิกันอย่างมาก และมัสก์ยังตอกย้ำด้วยการกล่าวว่า “น่าละอายใจสำหรับผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้ คุณรู้ว่าคุณทำผิด คุณรู้ดี!” ขณะที่นักวิจารณ์บางรายเรียกร่างกฎหมายนี้ว่าเป็น Reverse Robin Hood Bill เนื่องจากมองว่าเป็นการย้ายทรัพยากรจากคนจนไปสู่คนรวย

ในช่วงแรก ทรัมป์พยายามจะไม่ตอบโต้มัสก์ และยืนยันว่าเขากับมัสก์ จากกันด้วยดี แต่ล่าสุด ทรัมป์ออกมาบอกว่าเขาผิดหวังในตัวมัสก์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มัสก์โจมตีร่างกฎหมายของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และยังแสดงความเชื่อว่ามัสก์ไม่พอใจกฎหมายฉบับนี้ เพราะยกเลิกเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญของเทสลา ทรัมป์กล่าวหามัสก์ว่า มัสก์ไม่เคยมีปัญหากับร่างงบประมาณฉบับนี้ จนกระทั่งเขาออกจากรัฐบาลไป และบอกว่า นี่อาจจะเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ที่เคยดีระหว่างทั้งสองคน

จากนั้น มัสก์ก็กล่าวหาทรัมป์ต่อว่า เป็นพวกไม่สำนึกในบุญคุณ โดยบอกว่า หากไม่มีมัสก์ช่วยหาเสียง ทรัมป์ก็แพ้เลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งหากย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว มัสก์ประกาศสนับสนุนทรัมป์ และช่วยทรัมป์หาเสียงแบบทุ่มสุดตัว พร้อมสนับสนุนเงินหาเสียงให้ทรัมป์อีก 290 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหลังจากที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ก็ได้มอบตำแหน่งสำคัญให้กับมัสก์ แต่มัสก์ก็ตัดสินใจลาออกหลังจากทำงานให้ทรัมป์ได้ 129 วัน จากการโดนกระแสต่อต้านอย่างหนัก ที่ทำให้หุ้นและยอดขายของเทสลาตกต่ำ เพื่อกลับมาทำงานให้เทสลาอย่างเต็มที่อีกครั้ง และเริ่มออกมาวิจารณ์นโยบายของทรัมป์ จนกลายเป็นจุดแตกหักความสัมพันธ์ของทั้งสองคน

ระเบิดลูกใหญ่ที่มัสก์ประกาศอย่างไร้หลักฐานคือ “โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ในแฟ้มเอปสไตน์” และทรัมป์คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้บันทึกต่าง ๆ เกี่ยวกับ เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ นักการเงินและอาชญากรคดีเด็ก ที่ฆ่าตัวตายระหว่างถูกมคุมขังในเรือนจำเมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ มัสก์ยังท้าทายด้วยว่า “ขอให้จำโพสต์นี้ไว้สำหรับอนาคต และความจริงจะปรากฏ!”

โดยไฟล์เอปสไตน์ (Epstein Files) คือเอกสารและหลักฐานที่รวบรวมโดยหน่วยงานสหรัฐฯ เช่น FBI และ DOJ เกี่ยวกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ นักการเงินที่ถูกกล่าวหาว่าค้าประเวณีเด็กและล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงกว่า 250 คนในช่วงหลายปี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยรู้จักกับเจฟฟรีย์ เอปสตีนในช่วงทศวรรษ 1990 โดยปรากฏในบันทึกการบินของเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีน 7 ครั้ง (2536-2540) ร่วมกับภรรยาและลูกสาว

สำหรับประเด็นที่ทรัมป์จะยุติเงินอุดหนุนและสัญญารัฐบาลของมัสก์ โดยเฉพาะการยกเลิกสัญญากับบริษัทสเปซเอ็กซ์ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึง 22,000 ล้านดอลลาร์ มัสก์ก็ตอบกลับอย่างท้าทายว่า Go ahead, make my day และยังกล่าวว่าจะเริ่มปลดประจำการยาดราก้อนด้วย มัสก์ยังคงยกระดับการต่อสู้ด้านอำนาจ โดยโพสต์ข้อความที่บอกเป็นนัยว่า สส. ควรเลือกข้างให้ดี เพราะทรัมป์เหลือเวลาในตำแหน่งประธานาธิบดี 3 ปีครึ่ง แต่เขาจะอยู่ตรงนี้ไปอีกกว่า 40 ปี

สมรภูมิเดือดทางออนไลน์ระลอกนี้ทำให้หุ้นของเทสลาของมัสก์ร่วงหนัก สูญมูลค่าหุ้นไปประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์ ปิดตลาดปรับตัวลดลงร้อยละ 14.3 ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทนี้ลดลงต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

จนล่าสุด ทรัมป์บอกกับสื่อหลายสำนักว่า มัสก์น่าจะเสียสติไปแล้ว ตอนนี้คงยังไม่มีอะไรต้องคุยกัน แม้จะมีข่าวก่อนหน้านี้ว่าเขามีแผนจะโทรศัพท์ไปพูดคุยกับมัสก์ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังบอกว่า จะขายรถไฟฟ้าเทสลาที่มัสก์มอบให้เขาใช้งานในทำเนียบขาวด้วย

การแตกหักของทรัมป์และมัสก์ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก หากมองลึกลงไปในแก่นแท้ทางอุดมการณ์ของทั้งสอง มัสก์เป็นนักอนุรักษนิยมที่เน้นการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลและลดหนี้สาธารณะอย่างจริงจัง แต่ทรัมป์ แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะพูดถึงการลดค่าใช้จ่าย แต่เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงเป็นการจับคู่ที่ไม่น่าไว้ใจมาตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ สงครามบนสื่อสังคมออนไลน์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ มัสก์ใช้ X ซึ่งมีผู้ใช้งานประมาณ 600 ล้านคน เป็นอาวุธในการโจมตี ขณะที่ทรัมป์ใช้ Truth Social ที่มีผู้ใช้งานเพียง 6.3 ล้านคน การที่มัสก์โพสต์ถี่กว่า ซึ่งบางครั้งมากกว่า 100 ครั้งต่อวัน ทำให้เขามีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของเรื่องราวมากกว่า เขาถึงขนาดแคปหน้าจอโพสต์ของทรัมป์จาก Truth Social มาตอบโต้บน X  

การทะเลาะครั้งนี้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีเสียงข้างมากเพียงน้อยนิดในสภา มัสก์มีอิทธิพลอย่างมากในกลุ่มฐานเสียงของพรรค จาผลสำรวจปลายเดือน เม.ย. พบว่าร้อยละ 77 ของรีพับลิกันมีทัศนคติที่ดีต่อมัสก์ การที่ทั้ง 2 คนนี้มาขัดแย้งกันเอง ย่อมทำให้การผลักดันกฎหมายสำคัญของพรรคเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น

แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีประนีประนอมในบางช่วง โดยกล่าวว่าเขา “ชอบอีลอนเสมอ” และมัสก์เองก็ดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้มีการคืนดี แต่ถ้อยคำที่บาดลึกและรุนแรงที่ทั้ง 2 ฝ่ายสาดใส่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึง “แฟ้มเอปสไตน์” และการท้าทายอำนาจโดยตรง ทำให้การคืนดีดูเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รัฐบาลทรัมป์ 2.0 กวาดล้างนักศึกษาต่างชาติ?

คุยกัน 7 วันหน : รัฐบาลทรัมป์ 2.0 กวาดล้างนักศึกษาต่างชาติ?

คุยกัน 7 วันหน : รัฐบาลทรัมป์ 2.0 กวาดล้างนักศึกษาต่างชาติ?

วันอาทิตย์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เมื่อต้นปีนี้ รัฐบาลของเขาได้เปิดศึกกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับไอวีลีก (Ivy League) หลายแห่ง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แหล่งรวมนักศึกษาและคณาจารย์หัวกะทิจากทั่วโลก รวมถึงออกมาตรการพุ่งเป้าไปที่นักศึกษาต่างชาติหลายมาตรการ จากความไม่พอใจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและอีกหลายแห่ง เป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดสนับสนุนปาเลสไตน์และต่อต้านชาวยิวและอิสราเอล

จนเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพิกถอนใบรับรองโครงการนักศึกษาและผู้เยี่ยมชมแลกเปลี่ยน หรือ SEVP โดยระบุในแถลงการณ์ว่า กล่าวในแถลงการณ์ว่า  คริสตี้ โนเอ็ม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สั่งการให้กระทรวงยกเลิกการรับรองโครงการนักศึกษาและผู้รับเชิญเพื่อการแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งจะมีผลบังคับใช้สำหรับปีการศึกษา 2025-2026 โนเอ็ม กล่าวหามหาวิทยาลัยว่า ส่งเสริมความรุนแรง ต่อต้านชาวยิวและร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน

คำสั่งดังกล่าวหมายความว่า มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่สามารถรับนักศึกษาต่างชาติเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้อีกต่อไป และนักศึกษาต่างชาติที่มีอยู่ในปัจจุบันต้องโอนย้ายไปเรียนที่อื่น มิเช่นนั้น จะสูญเสียสถานภาพทางกฎหมายในสหรัฐฯ ทำเอาทางฮาร์วาร์ดต้องออกมาประณามคำสั่งของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิว่าผิดกฎหมายและไร้เหตุผล เป็นอันตรายต่ออนาคตของนักศึกษาและนักวิชาการหลายพันคนของฮาร์วาร์ด อีกทั้งยังเป็นการเตือนแกมขู่ผู้คนอีกนับไม่ถ้วนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่เดินทางมาอเมริกาเพื่อแสวงหาการศึกษาและทำตามความฝัน

จากข้อมูลในปีการศึกษา 2024-2025 มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมีนักศึกษาต่างชาติเกือบ 6,800 คน คิดเป็น 27% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด จนมีคำกล่าวว่า หากไม่มีนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ไม่ใช่ฮาร์วาร์ด ขณะที่ในส่วนของนักศึกษาชาวจีน มีอยู่ราว 1,300 คน คิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติทั้งหมดที่เข้าเรียนในปี 2024

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในรัฐแมสซาชูเซตส์ได้ระงับคำสั่งดังกล่าวเป็นการชั่วคราวตามการยื่นฟ้องของมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 23 พ.ค. โดยทางมหาวิทยาลัยอ้างว่าคำสั่งของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ขัดต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 1และกฎระเบียบของกระทรวงฯ เอง

แต่ถึงกระนั้น ความพยายามสกัดกั้นนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนฮาร์วาร์ดของรัฐบาลทรัมป์ ก็ยังทำให้นักศึกษาต่างชาติไม่สบายใจ นักศึกษาชาวจีนจำนวนมากระบุว่า ต้องเปลี่ยนแผนการศึกษา เนื่องจากกังวลว่างานวิจัยและอนาคตของตนอาจเกิดการสะดุดชะงักอย่างที่ไม่อาจคาดเดาได้

ซึ่งก็เป็นจริงตามที่พวกเขากังวล เพราะล่าสุด รัฐบาลทรัมป์โดยกระทรวงต่างประเทศ ยังสั่งระงับกระบวนการพิจารณาวีซาของนักศึกษาที่เตรียมไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ ด้วย อ้างว่าเตรียมจะออกแนวทางฉบับปรับปรุงใหม่ เรื่องการตรวจคัดกรองการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ยื่นขอเป็นนักเรียนและนักเรียนโครงการแลกเปลี่ยน จึงขอให้หน่วยงานทางการทูตในต่างประเทศระงับการทำนัดวีซ่าประเภทเอฟ เอ็ม และเจ (F,M,J) ไว้ก่อน จนกว่ากระทรวงจะดำเนินการแล้วเสร็จ ส่วนการนัดหมายที่กำหนดไว้แล้วสามารถดำเนินการได้ตามแนวทางที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนยกระดับการตรวจสอบการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ยื่นคำร้องขอวีซานักเรียนทุกคนด้วย ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการโพสต์ การแชร์ และการแสดงความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะใช้ทุกเครื่องมือที่มีอยู่เพื่อตรวจสอบคนที่ต้องการเข้ามาในประเทศ

เมื่อทำวีซาไม่ได้ก็ไปเรียนต่อลำบาก แม้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้แจงว่า เป็นการสั่งระงับแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อนักศึกษาใหม่ในปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาตรการของรัฐบาลทรัมป์ นอกจากจะสร้างความลำบากให้กับนักเรียน นักศึกษาแล้ว ยังอาจจะส่งผลกระทบหนักไปยังกระเป๋าเงินของสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่พึ่งพิงรายได้จากนักศึกษาต่างชาติทั่วสหรัฐฯ อีกด้วย

ถือเป็นความฝันของหลายคนที่จะได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ เพราะมีมหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมากและเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาสและเสรีภาพ โดยในแต่ละปีมีนักศึกษาต่างชาติไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ นับล้านคน ซึ่งแม้ว่าในช่วงปีการศึกษา 2020-2021 และปีการศึกษา 2021-2022 จะมีนักศึกษาต่างชาติไม่ถึง 1 ล้านคน เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 แต่ในปีการศึกษา 2023-2024 ตัวเลขนักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ เพิ่มสูงจนทำสถิติ คิดเป็นประมาณ 6% ของจำนวนนักศึกษาทั่วประเทศ และที่สำคัญ จากข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้ว่า นักศึกษาต่างชาติเหล่านี้สร้างเม็ดเงินให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2023

ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มถือโอกาสเชิญชวน ให้คนที่ไม่อยากกระวนกระวายใจกับความไม่แน่นอนของรัฐบาลทรัมป์ ให้หันมาดูตัวเลือกอื่นแทน เช่น มหาวิทยาลัยในฮ่องกงและมาเก๊า ประกาศอ้าแขนรับนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถโอนย้าย และรับรองสิทธิในการศึกษาต่อ เป็นการดึงดูดนักศึกษาที่มีผลงานดีเด่นจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อช่วยสร้างฮ่องกงและมาเก๊าให้กลายเป็นแหล่งรวมบุคลากรที่มีความสามารถระดับสูงจากต่างประเทศ ขณะที่ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ถึงกับลงทุนโฆษณามหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส ตอนที่พบกับนักศึกษาระหว่างการเยือนกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า ทรัมป์ต้องการที่จะเปิดช่องให้มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศ เปิดรับนักศึกษาที่เป็นคนขาวชาวอเมริกัน เจ้าของพื้นที่ให้มีโอกาสได้เข้าไปเรียนมากขึ้น ตามที่เคยประกาศว่าคนอเมริกันควรมีสิทธิ์ได้เรียนในมหาวิทยาลัยอเมริกันชั้นนำ ไม่ใช่มีแต่นักศึกษาต่างชาติเรียนกันจนแน่นไปหมดเหมือนอย่างที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ภาคการศึกษาถือเป็นธุรกิจเพียงไม่กี่อย่างที่สหรัฐฯ ทำการค้าเกินดุลกับประเทศอื่นๆ การเปิดรับนักศึกษาต่างชาติทำเงินให้กับประเทศนี้ปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากเรื่องเงินแล้ว นักศึกษาต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วสหรัฐฯ เมื่อจบการศึกษาแล้ว ก็ล้วนเป็นกำลังหลักในการกระจายเข้าไปทำงานในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงบริษัทชั้นนำทั่วสหรัฐฯ ช่วยสร้างเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีส่วนในการพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล

ซึ่งก็แน่นอนว่า เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังผลักดัน กับผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับจากเหล่านักศึกษาต่างชาติเหล่านี้ น่าจะทำให้หลายฝ่ายต้องคิดหนัก และกังวลว่า มันอาจกลับมาทำร้ายสหรัฐฯ เองในภายหลัง

คุยกัน 7 วันหน : รสเผ็ดร้อนกลางเมืองน้ำแข็ง สำรวจกระแส ‘อาหารไทย’ ในฮาร์บิน

คุยกัน 7 วันหน : รสเผ็ดร้อนกลางเมืองน้ำแข็ง สำรวจกระแส ‘อาหารไทย’ ในฮาร์บิน

คุยกัน 7 วันหน : รสเผ็ดร้อนกลางเมืองน้ำแข็ง สำรวจกระแส ‘อาหารไทย’ ในฮาร์บิน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส และ 35 องศาเซลเซียส คืออุณหภูมิของเมืองฮาร์บินและกรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม และกว่า 4,000 กิโลเมตร คือระยะห่างของการบินระหว่างสองเมืองดังกล่าว ทว่าความแตกต่างทางอุณหภูมิและความห่างไกลนับพันกิโลเมตรนี้ไม่ได้หยุดยั้งความนิยมชมชอบ “อาหารไทย” ในเมืองแห่งน้ำแข็งอย่างฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

บูธแสดงสินค้าไทย ณ งานแสดงสินค้าทางเศรษฐกิจและการค้านานาชาติฮาร์บิน ครั้งที่ 34 ได้ต้อนรับผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าเยี่ยมชมตั้งแต่เปิดต้อนรับสาธารณชนเมื่อวันอาทิตย์ (18 พ.ค.) โดยมีกลิ่นหอมอบอวลของข้าวหอมมะลิ เสริมด้วยเมนูผัดไทยและข้าวเหนียวมะม่วงจากฝีมือเชฟ “จิ้งตง” คอยดึงดูดความสนใจ ซึ่งอาหารไทยนั้นถือเป็นดาวเด่นอีกดวงหนึ่งนับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมงานนี้ครั้งแรกในปี 2009

จิ้งตง วัย 30 ปีกว่า ซึ่งเป็นเชฟอาหารไทยมานาน 16 ปีแล้ว ปัจจุบันประจำอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีลูกค้าในช่วงสุดสัปดาห์เฉลี่ย 200-300 โต๊ะต่อวัน เผยว่า สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลของรสชาติอาหารจากเมืองร้อนกับคนกินที่อยู่เมืองหนาว ส่วนสิ่งที่ยากที่สุดในการเอาชนะใจคนฮาร์บินคือ “ข้าว” เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเป็นแหล่งปลูกข้าวเมล็ดใหญ่เนื้อแน่นแตกต่างจากข้าวหอมมะลิของไทยอย่างมาก

หญิงแซ่หวัง นักท่องเที่ยวจากฮาร์บินที่ต่อคิวรับข้าวเหนียวมะม่วง แสดงความเห็นว่า ข้าวหอมมะลิของไทยเหมาะจะรับประทานคู่กับผลไม้เพราะเมล็ดเล็กและเหนียวนุ่ม ส่วนข้าวของภูมิภาคจีนตะวันออกเฉียงเหนือหรือข้าวตงเป่ยเหมาะจะรับประทานคู่กับกับข้าวมื้อหลัก ซึ่งรสนิยมเช่นนี้ของคนท้องถิ่นส่งผลให้ร้านอาหารไทยบางส่วนในฮาร์บินเลือกเสิร์ฟข้าวตงเป่ยด้วย

รัตนภรณ์ ศรีจิตรเพชร หรือหลี่เหวินจิ้ง ผู้ดูแลบูธแสดงสินค้าไทย กล่าวว่า คนที่นี่ไม่ค่อยชอบกินข้าวหอมมะลิหุงสุก เธอจึงคิดหาวิธีส่งเสริมการขายข้าวหอมมะลิด้วยการประยุกต์เอาข้าวหอมและข้าวเหนียวของไทยมาหุงรวมและต้มเป็นโจ๊ก ซึ่งมีรสชาติหวานละมุนถูกปากจนมีลูกค้าแวะเวียนมาชิมกันหลายคน ทำให้รสหวานกลายเป็นเคล็ดลับไปแล้ว

ด้าน “ไท่เซียงเล่อ” ร้านอาหารที่เชฟจิ้งตงทำงานอยู่ ได้เปิดขายเมนูต้มยำกุ้งหม้อไฟในช่วงเดือนตุลาคม-พฤษภาคม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการอาหารร้อนๆ สร้างความอบอุ่นยามฮาร์บินอยู่ในฤดูหนาวอันยาวนานที่อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสนานราว 7 เดือน หรือบางทีอากาศหนาวเย็นจัดจนอุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส

นอกจากนั้น “ไท่หลานเซียง” ร้านอาหารไทยอีกแห่งในฮาร์บิน ได้เปิดขายเมนู “ต้มเล้งแซ่บภูเขาไฟ” ที่ใส่น้ำปลาน้อยลง เพื่อปรับรสชาติตามความนิยมของคนท้องถิ่นที่ไม่คุ้นชินกับกลิ่นคาวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของน้ำปลา แต่หากเป็นลูกค้าชาวไทย เมนูนี้จะถูกปรุงรสชาติให้ได้ตามต้นตำรับความแซ่บเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี อาหารไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเผชิญปัญหาเรื่องราคาและปริมาณ โดยอาหารตงเป่ยนั้นขึ้นชื่อเรื่องให้เยอะจนอิ่มแน่ ประกอบกับคนตงเป่ยให้ความสำคัญกับราคาด้วย จึงอาจเกิดอาการลูกค้าเบือนหน้าหนีได้ หากเห็นว่าให้ปริมาณน้อยแถมราคาสูงอีก

อย่างไรก็ดี เชฟจิ้งตงสำทับว่า เพื่อรับประกันรสชาติที่ดี ร้านไท่เซียงเล่อที่เขาทำงานอยู่ยังคงยืนกรานใช้วัตถุดิบนำเข้า แม้ลูกค้าที่เข้ามารับประทานจะต้องจ่ายเฉลี่ย 90 หยวน (ราว 413 บาท) ต่อคน ซึ่งสูงกว่าการรับประทานอาหารตงเป่ยที่จ่ายเฉลี่ย 30-50 หยวน (ราว 137-229 บาท) ต่อคน โดยเชฟจิ้งตงเสริมว่า “แค่เปลี่ยนน้ำกะทิ รสชาติก็เพี้ยนแล้ว”

เชฟจิ้งตงทิ้งท้ายว่าเขาหวังจะเปิดร้านอาหารไทยของตัวเองในอนาคต และเชื่อมั่นว่าตลาดยังคงต้องการทักษะทำอาหารไทยของเขาต่อไป

ทั้งนี้ งานแสดงสินค้าทางเศรษฐกิจและการค้านานาชาติฮาร์บิน ครั้งที่ 34 ในเมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 17-22 พ.ค. มีบริษัทผู้ประกอบการจาก 38 ประเทศและภูมิภาค รวมถึงมณฑล เขตปกครองตนเอง และเทศบาลนครของจีน 23 แห่ง จำนวนกว่า 1,500 แห่ง เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ามากมาย

รายงานระบุว่า ไทยและมองโกเลียได้รับเชิญเป็น “ประเทศเกียรติยศ” ประจำงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก และคาดว่าจะมีผู้ซื้อระดับมืออาชีพจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งก่อให้เกิดพื้นที่แห่งความร่วมมืออันหลากหลายระหว่างผู้จัดแสดงและผู้ค้าของจีนและต่างชาติ

ขอบคุณเนื้อหา จากสำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : พิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์ ลมหายใจที่สละได้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812060

คุยกัน 7 วันหน : พิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์  ลมหายใจที่สละได้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า

คุยกัน 7 วันหน : พิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์ ลมหายใจที่สละได้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.40 น.

การประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน เสร็จสิ้นลงไปแล้วเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางผู้แสวงบุญชาวมุสลิมจากทั่วโลกเข้าร่วมพิธีในปีนี้กว่า 1.8 ล้านคน ตามข้อมูลของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย

พิธีฮัจญ์ เป็น 1 ใน 5 เสาหลัก หรือพิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ที่ชาวมุสลิมจะต้องไปร่วมให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต และเป็นพิธีทางศาสนาที่มีการรวมตัวกันมากที่สุดครั้งหนึ่งของโลก พิธีฮัจญ์ ไม่ได้จัดตรงกันทุกปีแต่จะเป็นไปตามปฏิทินจันทรคติของชาวมุสลิม ซึ่งปีนี้ ตรงกับช่วงฤดูร้อนที่ว่ากันว่า ร้อนที่สุดในช่วงหลายปีของซาอุดีอาระเบีย ที่อุณหภูมิอยู่ที่ 51.8องศาเซลเซียส ที่มหามัสยิดในนครเมกกะส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มทำพิธีอยู่ที่ 46 องศาเซลเซียส นั่นส่งผลให้ในปีนี้ มีผู้ล้มป่วยจากอากาศร้อนจำนวนมาก แม้ว่าทางการซาอุดีอาระเบีย จะอำนวยความสะดวกหลายอย่างแก่ผู้แสวงบุญที่เข้าร่วมพิธี มีการจัดตั้งพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ แจกจ่ายน้ำดื่มและตั้งศูนย์พยาบาลเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม

จนเมื่อหลังจากพิธีฮัจญ์เสร็จสิ้นลง มีรายงานที่น่าตกใจจากสื่อหลายสำนัก อ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่การทูตหลายชาติ ที่มีพลเมืองของตนเดินทางไปร่วมประกอบพิธี ที่เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้ มากเกินกว่า 1,000 ศพ เกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศร้อนจัดจนสุดจะทนทาน โดยผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการล่าสุด อยู่ที่ 1,081 ศพจาก 10 ประเทศ ในจำนวนนี้ เชื่อว่าเป็นผู้แสวงบุญชาวอียิปต์อย่างน้อย600-700 คน ถือเป็นประเทศที่เสียชีวิตมากที่สุดในระหว่างพิธีฮัจญ์ปีนี้ รองลงมาเป็นผู้แสวงบุญจากจอร์แดน อิหร่าน ปากีสถาน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เซเนกัลตูนิเซีย และซูดาน เป็นต้น ซึ่งร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมด ล้วนถูกฝังในซาอุดีอาระเบีย ทั้งที่นครเมกกะ และเมืองมีนา

อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตก็คือ จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้นมาก เนื่องจากตัวเลขผู้เสียชีวิตในปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้แสวงบุญที่ผ่านการลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมพิธีอย่างถูกต้อง มีเอกสารยืนยันชัดเจน ซึ่งผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียจัดเตรียมไว้เพื่อรับมือสภาพอากาศร้อนจัด ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จุดบริการเครื่องดื่มและสถานที่พักระหว่างทางรถบัสรับ-ส่ง และการให้บริการทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วย

สื่อท้องถิ่นในอียิปต์รายงานว่า ชาวมุสลิมจากหลายชุมชนในอียิปต์อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตเพราะล้มป่วยจากสภาพอากาศร้อนจัดระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ปีนี้ คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดีอาระเบียด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ไม่ใช่วีซ่าอย่างเป็นทางการสำหรับผู้เข้าร่วมพิธี เนื่องจากการขอวีซ่าอย่างหลังต้องผ่านกระบวนการและการดำเนินการที่ซับซ้อนหลายอย่าง ที่สำคัญคือมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก แต่หากใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้าซาอุดีอาระเบีย แล้วลักลอบไปประกอบพิธี ค่าใช้จ่ายจะถูกลงครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย

ผู้แสวงบุญหลายแสนคนจากทั้งอียิปต์และอีกหลายประเทศ จึงเลือกที่จะไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมพิธีอย่างถูกต้อง ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จัดไว้ให้สำหรับคนกว่า 1.8 ล้านคนที่ลงทะเบียนอย่างเป็นระบบได้ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด

ญาติของผู้แสวงบุญชาวอียิปต์คนหนึ่งที่เสียชีวิตระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ บอกว่า ญาติของเขาได้นั่งรถบัสไปยังเทือกเขาอาราฟัต เพื่อประกอบพิธีหนึ่งของบรรดาพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย แต่กลับต้องลงจากรถก่อนถึงที่หมายถึง 12 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ทางการซาอุดีอาระเบียตรวจตราและจับกุม ทำให้ผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ต้องเดินไปยังสถานที่ประกอบพิธี ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด หลายคนทนไม่ไหวเสียชีวิตอยู่กลางทาง ขณะที่นักการทูตจากชาติอาหรับประเทศหนึ่งบอกว่า เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบีย พยายามที่จะจัดการกับกลุ่มคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนไม่ให้เข้ามาที่นครเมกกะในเดือนนี้ แต่ก็พบว่ายังมีอีกจำนวนมากที่หลุดรอดมาได้ และมาร่วมที่สถานประกอบพิธีที่เริ่มต้นตั้งแต่ศุกร์ที่แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงมาก ลำพังแค่เอาตัวรอดไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียตามจับก็เหนื่อยแล้ว การประกอบพิธีภายนอกท่ามกลางแดดจัด ในนครเมกกะ ก็ยิ่งทำให้ผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ประสบความยากลำบากมากขึ้นไปอีก

ด้านกระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบียเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตระหว่างการเข้าร่วมพิธีฮัจญ์นับพันคนปีนี้ อาจดูเหมือนเยอะ แต่จริงๆ แล้วไม่ถือว่ามากขึ้นหรือผิดปกติ ผู้แสวงบุญหลายคนเป็นผู้สูงอายุ หรือมีภาวะโรคร่วม มีความเจ็บป่วยและภาวะแทรกซ้อนมาตั้งแต่แรก ทางการได้เตรียมพร้อมบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรมมาอย่างดีคอยดูแล ขณะเดียวกัน ทางการซาอุดีอาระเบียประเมินแล้วว่า การประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้อากาศจะร้อนมาก โดยอาจจะร้อนตั้งแต่ผู้แสวงบุญยังเดินทางมาไม่ถึง
จึงได้เริ่มการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนทราบเรื่องวิธีการปกป้องตนเองจากความร้อน การใช้ร่ม การดื่มน้ำเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ การหลีกเลี่ยงจุดที่แออัด และการขอความช่วยเหลือเมื่อเจ็บป่วย

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า การประกอบพิธีฮัญจ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบมากขึ้นจากปัญหาภาวะโลกร้อน รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเผยผลการศึกษาที่พบว่า อุณหภูมิในพื้นที่ที่ประกอบพิธีฮัจญ์เพิ่มสูงขึ้นปีละ 0.4 องศาเซลเซียส ในทุกๆ 10 ปี ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศเตือนว่า ยอดผู้เสียชีวิตในปีนี้ ทำให้พอจะมองเห็นภาพว่า สถานการณ์ที่จะเกิดกับผู้แสวงบุญชาวมุสลิมนับล้านๆ คน ที่จะมาร่วมพิธีฮัจญ์ในปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร โดยปัญหาโลกร้อนจะซ้ำเติมสถานการณ์ให้ยิ่งแย่ลงอีกในอนาคต พร้อมเตือนว่า ภายในทศวรรษที่ 2040 พิธีฮัจญ์จะจัดขึ้นในช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุดในฤดูร้อนของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศเจ้าของสถานที่ประกอบพิธีฮัจญ์

รัฐบาลซาอุดีอาระเบียย้ำว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างพิธีฮัจญ์เนื่องจากอากาศร้อนจัดเมื่อปีที่แล้วมากกว่า 2,000 คน การเสียชีวิตของผู้แสวงบุญมุสลิมระหว่างพิธีฮัจญ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดขึ้นมานานมากเป็นพันๆ ปีมาแล้ว มีสถิติบันทึกย้อนหลังไปได้ถึงทศวรรษที่ 1400 ขณะที่ชาวมุสลิมจำนวนมาก มีความเชื่อว่า การได้เสียชีวิตและถูกฝังร่างที่นครเมกกะ ถือเป็นการได้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า และเป็นการตายที่พวกเขาใฝ่ฝัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ จึงอาจเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ส่วนหนึ่ง ของการแสวงบุญและประกอบพิธีที่สำคัญที่สุดทางศาสนาตามความเชื่อของชาวมุสลิมนับล้านๆ ซึ่งเมื่อได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว หากจะต้องสิ้นลมหายใจ ก็ถือว่าคุ้มค่า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : TASTIEN เบอร์เกอร์ดาวรุ่ง คู่แข่ง ‘แมคโดนัลด์’ ในจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810674

คุยกัน 7 วันหน : TASTIEN เบอร์เกอร์ดาวรุ่ง  คู่แข่ง ‘แมคโดนัลด์’ ในจีน

คุยกัน 7 วันหน : TASTIEN เบอร์เกอร์ดาวรุ่ง คู่แข่ง ‘แมคโดนัลด์’ ในจีน

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ตลาดฟาสต์ฟู้ดในจีนมีการแข่งขันกันรุนแรง จากแบรนด์น้องใหม่สัญชาติจีนที่ผุดขึ้นมาจำนวนมาก และหนึ่งในแบรนด์ที่กำลังมาแรงแซงโค้งในเวลานี้ คือ TASTIEN หรือTASITING เรียกชื่อภาษาไทยว่า“ต้าซื่อถิง” ที่ตอนนี้ ได้ชื่อว่าเป็น ร้านเบอร์เกอร์สไตล์จีนที่เป็นคู่แข่งขันโดยตรงกับเจ้าใหญ่จากตะวันตกอย่าง แมคโดนัลด์ (McDonald’s) และฟาสต์ฟู้ดแบรนด์อื่นๆ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจจากชาติตะวันตกกำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันสูงขึ้นในตลาดจีน รวมถึง Starbucks, Apple และ Tesla

TASTIEN คือแบรนด์ร้านฟาสต์ฟู้ดที่กำลังเป็นกระแสนิยมในจีนเวลานี้ และเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดของจีน ซึ่งมีรายงานมูลค่าตลาด ปี 2022 อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านหยวน และคาดการณ์ว่าจะมูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้น เป็น 1.8 ล้านล้านหยวน ในปี 2025 เป็นผลมาจากการขยายตัวของเมือง อีกทั้งคนหนุ่มสาว ที่อยู่วัยระหว่าง 25-34 ปีหันมาบริโภคอาหารจานด่วนกันมากขึ้น เพราะเป็นทางเลือกการบริโภคที่สะดวกในช่วงเวลาที่มีอยู่จำกัด

โดย TASTIEN มีจุดเด่นอยู่ที่การผสมผสานเบอร์เกอร์ของตะวันตกเข้ากับรสชาติในแบบจีนดั้งเดิม มีการออกเบอร์เกอร์รสชาติสไตล์จีนหลายเมนู เช่น เป็ดปักกิ่ง, หมูกระเทียมและเต้าหู้สไตล์เสฉวน เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 TASTIEN เปิดทำการร้านแรกอยู่ที่เมืองหนานชาง เริ่มแรกเปิดตัวด้วยเมนูพิซซ่าจากนั้นปี 2017 ก็เริ่มมีเบอร์เกอร์ เข้ามาเป็นตัวเลือกเพิ่มขึ้นจนมาในปี 2021 เป็นปีที่มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว แม้อยู่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็ตาม พร้อมๆ กับการนำเสนอความเป็นจีนเข้ามาผสมผสาน รวมถึงการเปิดตัวขนมปัง ที่ใช้กรรมวิธีในการทำแบบดั้งเดิมของจีน

ข้อมูลจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2023 TASTIEN มีสาขามากกว่า 4,000 แห่ง ใน 331 เมืองทั่วประเทศจีน จำนวนสาขา แซงหน้า เบอร์เกอร์ คิง (Burger King) และ พิซซา ฮัท (Pizza Hut) ในจีนไปเรียบร้อย เฉพาะในปี 2023 มีสาขาเพิ่มขึ้นถึง 3,500 แห่ง รวมเป็น 6,700 แห่ง ขยับเข้าใกล้กับจำนวนสาขาของ แมคโดนัลด์ ที่ ณ สิ้นปี2023 นั้น มีสาขาในจีนประมาณ 6,800 สาขา และ เคเอฟซี ในจีนมีสาขา 12,240 แห่ง แต่ล่าสุดในเดือนเมษายน 2024 มีสาขาจำนวน7,254 แห่ง ที่คาดว่าจะแซงหน้า แมคโดนัลด์ ได้แล้ว

กระแสความนิยม และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ ถาซื่อถิงที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ในปีนี้ เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย

ปัจจัยเรื่องแรก คือ ราคาที่แข่งขันได้ โดยในระยะเริ่มต้น TASTIEN มุ่งเน้นเปิดสาขาในกลุ่มเมืองเล็กๆ ที่เครือข่ายร้านอาหารจานด่วนรายใหญ่เข้าไปไม่ถึงก่อน จากนั้นค่อยๆ ขยายมาเปิดตัวในเมืองใหญ่ ทั้งยังมีราคาถูกกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับร้านอาหารจากนานาชาติ ถือเป็นราคาที่เข้ากันพอดีกับผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องนี้ และสามารถจ่ายได้ ราคาจึงถือเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับกระแสชาตินิยมจีน ที่เรียกว่า กั๋วฉาว (Guochao) หรือ ไชน่า ชิค (China-Chic) หมายถึงกระแสความนิยมในแบรนด์จีนหรือสินค้าที่สะท้อนความเป็นจีน ทั้งการออกแบบโลโก้ บรรจุภัณฑ์ การตกแต่งร้าน และการใช้สีแดง ที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีจีน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน ยังดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดกับบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งก็ช่วยส่งเสริมการมองเห็นของแบรนด์มากขึ้นรวมถึงการเข้าถึงแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ จนมีผู้ติดตามเป็นยอดสะสมเกือบ 3 ล้านราย

นั่นทำให้ TASTIEN กลายเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดของประเทศ และได้รับการยอมรับในฐานะเป็น ร้านเบอร์เกอร์สไตล์จีน ที่เข่ามาเขย่าบัลลังก์ เชนฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่จากชาติตะวันตกได้อย่างชัดเจน

ขณะที่ ตลาดแข่งขันกันมากขึ้นประกอบกับกระแสความนิยมในแบรนด์จีน ทำให้แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ต้องมีการปรับตัว เช่น การนำความเป็นจีนเข้ามาผสมผสานในเมนูของตนเอง สื่อจีนรายงานว่า เครือร้านฟาสต์ฟู้ดหลายแห่ง รวมถึงเคเอฟซี, แมคโดนัลด์ และ เชก แชก (Shake Shack) ได้เปิดตัวเบอร์เกอร์รสชาติใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นจีน เพิ่มมากขึ้น เช่นตัวขนมปัง แทนที่จะใช้ขนมปังธรรมดาแบบเดิม ก็มาใช้ขนมปังแบบจีนดั้งเดิม เพื่อดึงดูดผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ส่วน เบอร์เกอร์ คิง ก็มีเบอร์เกอร์ปลารสเผ็ด เป็นต้น

ไม่เฉพาะกับธุรกิจร้านอาหารเท่านั้นที่แข่งขันกันหนัก ธุรกิจจากชาติตะวันตกอื่นๆ ต่างก็เผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในจีน จากผู้ประกอบการสัญชาติจีน เช่นสตาร์บัคส์ รายงานผลประกอบการงวดปีบัญชีที่ผ่านมา พบว่ายอดขายสาขาเดิม ในจีนลดลงไปถึงร้อยละ11 ซึ่งจีน ถือเป็นตลาดใหญ่ อันดับสองของแบรนด์ โดยคู่แข่งที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและโดดเด่น คือเชนร้านกาแฟ ลัคกิ้น คอฟฟี่ (Luckin’Coffee) ที่ปัจจุบัน มีจำนวนสาขาครอบคลุมทั่วประเทศจีนมากกว่าสาขาของ สตาร์บัคส์ ด้วยซ้ำ

ต้องมารอดูกันว่า แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ จากชาติตะวันตก จะหาทางปรับตัวอย่างไร เพื่อแย่งดึงเม็ดเงินมาจากลูกค้าชาวจีน เพราะไม่ว่าจะอย่างไร แบรนด์เหล่านี้คง
ไม่สามารถปฏิเสธตลาดในประเทศ ที่มีกลุ่มผู้บริโภคมหาศาล อันหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมาก ที่จะมาช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจต่อไปได้นั่นเอง

โดย ดาโน โทนาลี