คุยกัน 7 วันหน : พิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์ ลมหายใจที่สละได้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812060

คุยกัน 7 วันหน : พิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์  ลมหายใจที่สละได้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า

คุยกัน 7 วันหน : พิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์ ลมหายใจที่สละได้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.40 น.

การประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน เสร็จสิ้นลงไปแล้วเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางผู้แสวงบุญชาวมุสลิมจากทั่วโลกเข้าร่วมพิธีในปีนี้กว่า 1.8 ล้านคน ตามข้อมูลของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย

พิธีฮัจญ์ เป็น 1 ใน 5 เสาหลัก หรือพิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ที่ชาวมุสลิมจะต้องไปร่วมให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต และเป็นพิธีทางศาสนาที่มีการรวมตัวกันมากที่สุดครั้งหนึ่งของโลก พิธีฮัจญ์ ไม่ได้จัดตรงกันทุกปีแต่จะเป็นไปตามปฏิทินจันทรคติของชาวมุสลิม ซึ่งปีนี้ ตรงกับช่วงฤดูร้อนที่ว่ากันว่า ร้อนที่สุดในช่วงหลายปีของซาอุดีอาระเบีย ที่อุณหภูมิอยู่ที่ 51.8องศาเซลเซียส ที่มหามัสยิดในนครเมกกะส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มทำพิธีอยู่ที่ 46 องศาเซลเซียส นั่นส่งผลให้ในปีนี้ มีผู้ล้มป่วยจากอากาศร้อนจำนวนมาก แม้ว่าทางการซาอุดีอาระเบีย จะอำนวยความสะดวกหลายอย่างแก่ผู้แสวงบุญที่เข้าร่วมพิธี มีการจัดตั้งพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ แจกจ่ายน้ำดื่มและตั้งศูนย์พยาบาลเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม

จนเมื่อหลังจากพิธีฮัจญ์เสร็จสิ้นลง มีรายงานที่น่าตกใจจากสื่อหลายสำนัก อ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่การทูตหลายชาติ ที่มีพลเมืองของตนเดินทางไปร่วมประกอบพิธี ที่เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้ มากเกินกว่า 1,000 ศพ เกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศร้อนจัดจนสุดจะทนทาน โดยผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการล่าสุด อยู่ที่ 1,081 ศพจาก 10 ประเทศ ในจำนวนนี้ เชื่อว่าเป็นผู้แสวงบุญชาวอียิปต์อย่างน้อย600-700 คน ถือเป็นประเทศที่เสียชีวิตมากที่สุดในระหว่างพิธีฮัจญ์ปีนี้ รองลงมาเป็นผู้แสวงบุญจากจอร์แดน อิหร่าน ปากีสถาน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เซเนกัลตูนิเซีย และซูดาน เป็นต้น ซึ่งร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมด ล้วนถูกฝังในซาอุดีอาระเบีย ทั้งที่นครเมกกะ และเมืองมีนา

อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตก็คือ จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้นมาก เนื่องจากตัวเลขผู้เสียชีวิตในปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้แสวงบุญที่ผ่านการลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมพิธีอย่างถูกต้อง มีเอกสารยืนยันชัดเจน ซึ่งผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียจัดเตรียมไว้เพื่อรับมือสภาพอากาศร้อนจัด ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จุดบริการเครื่องดื่มและสถานที่พักระหว่างทางรถบัสรับ-ส่ง และการให้บริการทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วย

สื่อท้องถิ่นในอียิปต์รายงานว่า ชาวมุสลิมจากหลายชุมชนในอียิปต์อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตเพราะล้มป่วยจากสภาพอากาศร้อนจัดระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ปีนี้ คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดีอาระเบียด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ไม่ใช่วีซ่าอย่างเป็นทางการสำหรับผู้เข้าร่วมพิธี เนื่องจากการขอวีซ่าอย่างหลังต้องผ่านกระบวนการและการดำเนินการที่ซับซ้อนหลายอย่าง ที่สำคัญคือมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก แต่หากใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้าซาอุดีอาระเบีย แล้วลักลอบไปประกอบพิธี ค่าใช้จ่ายจะถูกลงครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย

ผู้แสวงบุญหลายแสนคนจากทั้งอียิปต์และอีกหลายประเทศ จึงเลือกที่จะไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมพิธีอย่างถูกต้อง ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จัดไว้ให้สำหรับคนกว่า 1.8 ล้านคนที่ลงทะเบียนอย่างเป็นระบบได้ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด

ญาติของผู้แสวงบุญชาวอียิปต์คนหนึ่งที่เสียชีวิตระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ บอกว่า ญาติของเขาได้นั่งรถบัสไปยังเทือกเขาอาราฟัต เพื่อประกอบพิธีหนึ่งของบรรดาพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย แต่กลับต้องลงจากรถก่อนถึงที่หมายถึง 12 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ทางการซาอุดีอาระเบียตรวจตราและจับกุม ทำให้ผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ต้องเดินไปยังสถานที่ประกอบพิธี ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด หลายคนทนไม่ไหวเสียชีวิตอยู่กลางทาง ขณะที่นักการทูตจากชาติอาหรับประเทศหนึ่งบอกว่า เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบีย พยายามที่จะจัดการกับกลุ่มคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนไม่ให้เข้ามาที่นครเมกกะในเดือนนี้ แต่ก็พบว่ายังมีอีกจำนวนมากที่หลุดรอดมาได้ และมาร่วมที่สถานประกอบพิธีที่เริ่มต้นตั้งแต่ศุกร์ที่แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงมาก ลำพังแค่เอาตัวรอดไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียตามจับก็เหนื่อยแล้ว การประกอบพิธีภายนอกท่ามกลางแดดจัด ในนครเมกกะ ก็ยิ่งทำให้ผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ประสบความยากลำบากมากขึ้นไปอีก

ด้านกระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบียเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตระหว่างการเข้าร่วมพิธีฮัจญ์นับพันคนปีนี้ อาจดูเหมือนเยอะ แต่จริงๆ แล้วไม่ถือว่ามากขึ้นหรือผิดปกติ ผู้แสวงบุญหลายคนเป็นผู้สูงอายุ หรือมีภาวะโรคร่วม มีความเจ็บป่วยและภาวะแทรกซ้อนมาตั้งแต่แรก ทางการได้เตรียมพร้อมบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรมมาอย่างดีคอยดูแล ขณะเดียวกัน ทางการซาอุดีอาระเบียประเมินแล้วว่า การประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้อากาศจะร้อนมาก โดยอาจจะร้อนตั้งแต่ผู้แสวงบุญยังเดินทางมาไม่ถึง
จึงได้เริ่มการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนทราบเรื่องวิธีการปกป้องตนเองจากความร้อน การใช้ร่ม การดื่มน้ำเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ การหลีกเลี่ยงจุดที่แออัด และการขอความช่วยเหลือเมื่อเจ็บป่วย

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า การประกอบพิธีฮัญจ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบมากขึ้นจากปัญหาภาวะโลกร้อน รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเผยผลการศึกษาที่พบว่า อุณหภูมิในพื้นที่ที่ประกอบพิธีฮัจญ์เพิ่มสูงขึ้นปีละ 0.4 องศาเซลเซียส ในทุกๆ 10 ปี ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศเตือนว่า ยอดผู้เสียชีวิตในปีนี้ ทำให้พอจะมองเห็นภาพว่า สถานการณ์ที่จะเกิดกับผู้แสวงบุญชาวมุสลิมนับล้านๆ คน ที่จะมาร่วมพิธีฮัจญ์ในปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร โดยปัญหาโลกร้อนจะซ้ำเติมสถานการณ์ให้ยิ่งแย่ลงอีกในอนาคต พร้อมเตือนว่า ภายในทศวรรษที่ 2040 พิธีฮัจญ์จะจัดขึ้นในช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุดในฤดูร้อนของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศเจ้าของสถานที่ประกอบพิธีฮัจญ์

รัฐบาลซาอุดีอาระเบียย้ำว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างพิธีฮัจญ์เนื่องจากอากาศร้อนจัดเมื่อปีที่แล้วมากกว่า 2,000 คน การเสียชีวิตของผู้แสวงบุญมุสลิมระหว่างพิธีฮัจญ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดขึ้นมานานมากเป็นพันๆ ปีมาแล้ว มีสถิติบันทึกย้อนหลังไปได้ถึงทศวรรษที่ 1400 ขณะที่ชาวมุสลิมจำนวนมาก มีความเชื่อว่า การได้เสียชีวิตและถูกฝังร่างที่นครเมกกะ ถือเป็นการได้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า และเป็นการตายที่พวกเขาใฝ่ฝัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ จึงอาจเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ส่วนหนึ่ง ของการแสวงบุญและประกอบพิธีที่สำคัญที่สุดทางศาสนาตามความเชื่อของชาวมุสลิมนับล้านๆ ซึ่งเมื่อได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว หากจะต้องสิ้นลมหายใจ ก็ถือว่าคุ้มค่า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : TASTIEN เบอร์เกอร์ดาวรุ่ง คู่แข่ง ‘แมคโดนัลด์’ ในจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810674

คุยกัน 7 วันหน : TASTIEN เบอร์เกอร์ดาวรุ่ง  คู่แข่ง ‘แมคโดนัลด์’ ในจีน

คุยกัน 7 วันหน : TASTIEN เบอร์เกอร์ดาวรุ่ง คู่แข่ง ‘แมคโดนัลด์’ ในจีน

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ตลาดฟาสต์ฟู้ดในจีนมีการแข่งขันกันรุนแรง จากแบรนด์น้องใหม่สัญชาติจีนที่ผุดขึ้นมาจำนวนมาก และหนึ่งในแบรนด์ที่กำลังมาแรงแซงโค้งในเวลานี้ คือ TASTIEN หรือTASITING เรียกชื่อภาษาไทยว่า“ต้าซื่อถิง” ที่ตอนนี้ ได้ชื่อว่าเป็น ร้านเบอร์เกอร์สไตล์จีนที่เป็นคู่แข่งขันโดยตรงกับเจ้าใหญ่จากตะวันตกอย่าง แมคโดนัลด์ (McDonald’s) และฟาสต์ฟู้ดแบรนด์อื่นๆ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจจากชาติตะวันตกกำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันสูงขึ้นในตลาดจีน รวมถึง Starbucks, Apple และ Tesla

TASTIEN คือแบรนด์ร้านฟาสต์ฟู้ดที่กำลังเป็นกระแสนิยมในจีนเวลานี้ และเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดของจีน ซึ่งมีรายงานมูลค่าตลาด ปี 2022 อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านหยวน และคาดการณ์ว่าจะมูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้น เป็น 1.8 ล้านล้านหยวน ในปี 2025 เป็นผลมาจากการขยายตัวของเมือง อีกทั้งคนหนุ่มสาว ที่อยู่วัยระหว่าง 25-34 ปีหันมาบริโภคอาหารจานด่วนกันมากขึ้น เพราะเป็นทางเลือกการบริโภคที่สะดวกในช่วงเวลาที่มีอยู่จำกัด

โดย TASTIEN มีจุดเด่นอยู่ที่การผสมผสานเบอร์เกอร์ของตะวันตกเข้ากับรสชาติในแบบจีนดั้งเดิม มีการออกเบอร์เกอร์รสชาติสไตล์จีนหลายเมนู เช่น เป็ดปักกิ่ง, หมูกระเทียมและเต้าหู้สไตล์เสฉวน เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 TASTIEN เปิดทำการร้านแรกอยู่ที่เมืองหนานชาง เริ่มแรกเปิดตัวด้วยเมนูพิซซ่าจากนั้นปี 2017 ก็เริ่มมีเบอร์เกอร์ เข้ามาเป็นตัวเลือกเพิ่มขึ้นจนมาในปี 2021 เป็นปีที่มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว แม้อยู่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็ตาม พร้อมๆ กับการนำเสนอความเป็นจีนเข้ามาผสมผสาน รวมถึงการเปิดตัวขนมปัง ที่ใช้กรรมวิธีในการทำแบบดั้งเดิมของจีน

ข้อมูลจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2023 TASTIEN มีสาขามากกว่า 4,000 แห่ง ใน 331 เมืองทั่วประเทศจีน จำนวนสาขา แซงหน้า เบอร์เกอร์ คิง (Burger King) และ พิซซา ฮัท (Pizza Hut) ในจีนไปเรียบร้อย เฉพาะในปี 2023 มีสาขาเพิ่มขึ้นถึง 3,500 แห่ง รวมเป็น 6,700 แห่ง ขยับเข้าใกล้กับจำนวนสาขาของ แมคโดนัลด์ ที่ ณ สิ้นปี2023 นั้น มีสาขาในจีนประมาณ 6,800 สาขา และ เคเอฟซี ในจีนมีสาขา 12,240 แห่ง แต่ล่าสุดในเดือนเมษายน 2024 มีสาขาจำนวน7,254 แห่ง ที่คาดว่าจะแซงหน้า แมคโดนัลด์ ได้แล้ว

กระแสความนิยม และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ ถาซื่อถิงที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ในปีนี้ เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย

ปัจจัยเรื่องแรก คือ ราคาที่แข่งขันได้ โดยในระยะเริ่มต้น TASTIEN มุ่งเน้นเปิดสาขาในกลุ่มเมืองเล็กๆ ที่เครือข่ายร้านอาหารจานด่วนรายใหญ่เข้าไปไม่ถึงก่อน จากนั้นค่อยๆ ขยายมาเปิดตัวในเมืองใหญ่ ทั้งยังมีราคาถูกกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับร้านอาหารจากนานาชาติ ถือเป็นราคาที่เข้ากันพอดีกับผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องนี้ และสามารถจ่ายได้ ราคาจึงถือเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับกระแสชาตินิยมจีน ที่เรียกว่า กั๋วฉาว (Guochao) หรือ ไชน่า ชิค (China-Chic) หมายถึงกระแสความนิยมในแบรนด์จีนหรือสินค้าที่สะท้อนความเป็นจีน ทั้งการออกแบบโลโก้ บรรจุภัณฑ์ การตกแต่งร้าน และการใช้สีแดง ที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีจีน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน ยังดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดกับบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งก็ช่วยส่งเสริมการมองเห็นของแบรนด์มากขึ้นรวมถึงการเข้าถึงแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ จนมีผู้ติดตามเป็นยอดสะสมเกือบ 3 ล้านราย

นั่นทำให้ TASTIEN กลายเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดของประเทศ และได้รับการยอมรับในฐานะเป็น ร้านเบอร์เกอร์สไตล์จีน ที่เข่ามาเขย่าบัลลังก์ เชนฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่จากชาติตะวันตกได้อย่างชัดเจน

ขณะที่ ตลาดแข่งขันกันมากขึ้นประกอบกับกระแสความนิยมในแบรนด์จีน ทำให้แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ต้องมีการปรับตัว เช่น การนำความเป็นจีนเข้ามาผสมผสานในเมนูของตนเอง สื่อจีนรายงานว่า เครือร้านฟาสต์ฟู้ดหลายแห่ง รวมถึงเคเอฟซี, แมคโดนัลด์ และ เชก แชก (Shake Shack) ได้เปิดตัวเบอร์เกอร์รสชาติใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นจีน เพิ่มมากขึ้น เช่นตัวขนมปัง แทนที่จะใช้ขนมปังธรรมดาแบบเดิม ก็มาใช้ขนมปังแบบจีนดั้งเดิม เพื่อดึงดูดผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ส่วน เบอร์เกอร์ คิง ก็มีเบอร์เกอร์ปลารสเผ็ด เป็นต้น

ไม่เฉพาะกับธุรกิจร้านอาหารเท่านั้นที่แข่งขันกันหนัก ธุรกิจจากชาติตะวันตกอื่นๆ ต่างก็เผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในจีน จากผู้ประกอบการสัญชาติจีน เช่นสตาร์บัคส์ รายงานผลประกอบการงวดปีบัญชีที่ผ่านมา พบว่ายอดขายสาขาเดิม ในจีนลดลงไปถึงร้อยละ11 ซึ่งจีน ถือเป็นตลาดใหญ่ อันดับสองของแบรนด์ โดยคู่แข่งที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและโดดเด่น คือเชนร้านกาแฟ ลัคกิ้น คอฟฟี่ (Luckin’Coffee) ที่ปัจจุบัน มีจำนวนสาขาครอบคลุมทั่วประเทศจีนมากกว่าสาขาของ สตาร์บัคส์ ด้วยซ้ำ

ต้องมารอดูกันว่า แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ จากชาติตะวันตก จะหาทางปรับตัวอย่างไร เพื่อแย่งดึงเม็ดเงินมาจากลูกค้าชาวจีน เพราะไม่ว่าจะอย่างไร แบรนด์เหล่านี้คง
ไม่สามารถปฏิเสธตลาดในประเทศ ที่มีกลุ่มผู้บริโภคมหาศาล อันหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมาก ที่จะมาช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจต่อไปได้นั่นเอง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก NVIDIA และ ‘เจนเซ่น หวง’ ซีอีโอเจ้าของฉายา ‘เทเลอร์ สวิฟต์ แห่งวงการเทคโนโลยี’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809384

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก NVIDIA และ ‘เจนเซ่น หวง’  ซีอีโอเจ้าของฉายา ‘เทเลอร์ สวิฟต์ แห่งวงการเทคโนโลยี’

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก NVIDIA และ ‘เจนเซ่น หวง’ ซีอีโอเจ้าของฉายา ‘เทเลอร์ สวิฟต์ แห่งวงการเทคโนโลยี’

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.45 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่สร้างความฮือฮาในแวดวงเทคโนโลยีและธุรกิจโลกอย่างมาก เมื่อ NVIDIA บริษัทผู้ผลิตชิพประมวลผลคอมพิวเตอร์ และชิพที่ใช้ในปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รายใหญ่ของสหรัฐฯ มีมูลค่าตลาดพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เบียดแซงยักษ์ใหญ่อย่าง “แอปเปิล” ขึ้นมาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับ 2 ของโลกรองจากไมโครซอฟท์ โดยราคาหุ้น NVIDIA ขยับขึ้น 5.2% ปิดตลาดที่ 1,224.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น เมื่อวันพุธที่ 6 มิ.ย. ส่งผลให้มูลค่าทางการตลาดของบริษัทพุ่งแตะ 3.012 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 109 ล้านล้านบาท)ขณะที่มูลค่าตลาดของแอปเปิลอยู่ที่ 3.003 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้NVIDIA ยังได้แตกหุ้นในอัตรา 10 ต่อ 1เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า จะยิ่งทำให้หุ้นของบริษัทชิปเอไอแห่งนี้ เป็นที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนมากขึ้นไปอีก

มูลค่าตลาดของ NVIDIA ที่พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถแซงแอปเปิลได้สำเร็จ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับแวดวงอุตสาหกรรมไฮเทคในซิลิคอน แวลลีย์ ซึ่งที่ผ่านมาถูกฉายแสงครอบงำโดยแอปเปิล ที่ก่อตั้งโดย สตีฟ จ๊อบส์ มาตั้งแต่เริ่มเปิดตัวโทรศัพท์ iPhone เมื่อปี 2007

เป็นที่รู้กันว่า นอกจาก NVIDIAจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก หรือ GPU สำหรับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์แล้วยังนับเป็นบริษัทเจ้าแรกๆ ที่ผลิตชิพรองรับการทำงานของ Generative AI ด้วย ถือได้ว่าคาดการณ์ตลาดเทคโนโลยีได้เฉียบคม เห็นได้จากเทรนด์การเข้ามาของ AI ที่เพิ่มขึ้นในหลากหลายวงการ

เจนเซ่น หวง ซีอีโอของ NVIDIA เคยกล่าวในช่วงการประกาศผลประกอบการของ NVIDIA ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 ระบุว่า สิ่งที่อยู่เหนือกว่าผู้ให้บริการคลาวด์ในปัจจุบันGenerative AI ได้กลายเป็นสิ่งที่สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้มากกว่าหลายพันล้านดอลลาร์ในระบบการตลาดแนวตั้ง ซึ่งก็มีกลุ่มผู้ให้บริการในด้านต่างๆ เล็งเห็นถึงเทรนด์ AI มากขึ้น พร้อมต่อคิวกันมาใช้บริการของ NVIDIA ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ให้บริการอินเตอร์เนต บริษัท องค์กรต่างๆ กลุ่มผู้พัฒนา AI ระดับภูมิภาค กลุ่มผู้ให้บริการด้านยานยนต์ ไปจนถึงกลุ่มผู้ให้บริการด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ เจนเซ่น หวง ยังเผยว่า นับจนถึงช่วงไตรมาสแรก ปี 2024 มีสตาร์ทอัพระหว่าง 15,000-20,000 ราย รวมถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่างไมโครซอฟท์ อัลฟ่าเบต และ AWS หรือ AmazonWeb Services ต่างก็เข้ามาใช้บริการด้าน AI และ GPU ของ NVIDIA ทั้งหมด นี่จึงอาจเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้ NVIDIA ที่เคยมีมูลค่าบริษัทสูงสุดอันดับ 6 ของโลก เมื่อปี 2023ขยับแซงแอปเปิล ก้าวขึ้นมามีมูลค่าสูงสุดอันดับ 2 ของโลกล่าสุด และอาจเติบโตขึ้นจนเบียดสู้กับไมโครซอฟท์ในอนาคต ก็เป็นได้

ใครคือ เจนเซ่น หวง

ความสำเร็จอย่างยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ของ NVIDIA ทำให้หลายคนหันมาสนใจเรื่องราวชีวิตของเจนเซ่น หวง เจ้าของตำแหน่งซีอีโอทันที ไม่ใช่แค่เพราะบริษัทประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่รวมถึงการประสบความสำเร็จ แนวคิดธุรกิจ และมาดของเจ้าตัว ที่ทำให้ตอนนี้เจนเซ่น หวง ได้รับสมญานาม ให้เป็น“เทย์เลอร์ สวิฟต์” แห่งวงการเทคโนโลยีเลยทีเดียว

เจนเซ่น หวง หรือ หวง เหรินเซวิน ที่เกิดในไต้หวันก่อนที่ครอบครัวจะย้ายไปยังสหรัฐฯ ตอนอายุได้ 5 ปี ปัจจุบันอายุ 61 ปีแล้ว เขาอาจดูไม่เหมือน “คนดัง” ในแบบที่ควรจะเป็น แต่ในตอนนี้ เจนเซ่น หวงมักจะถูกห้อมล้อมขอถ่ายเซลฟี่จากบรรดาแฟนคลับ ขณะที่เขาปรากฏตัวตอนไปร่วมนิทรรศการด้านเทคโนโลยี ที่ไต้หวันเมื่อสัปดาห์ก่อน ด้วยเสื้อหนังของ Tom Ford ราคา 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเขาแต่งตัวแบบนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว และเคยกล่าวว่า เพราะภรรยาและลูกๆ ทำให้เขาหันมาแต่งตัวเช่นนี้ และเขาก็ชอบมากๆ

บ๊อบ โอดอนเนล นักวิเคราะห์เทคโนโลยี กล่าวว่า เจนเซ่น หวง ได้รับการตอบรับไม่ต่างจากร็อกสตาร์เลยทีเดียว เขาพิจารณาว่าชื่อเสียงของเขาเป็นโอกาสในการโปรโมทแบรนด์ NVIDIA อีกทอดหนึ่ง เขามีความสุขอย่างมาก ในไต้หวัน เขาคือชายผู้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ไปที่ไหนก็มีแต่ผู้คนเดินเข้าหา จนเริ่มมีคำฮิตติดปากว่า แฟนคลับบ้าเจนเซ่น (Jensanity)

จุดเปลี่ยนในชีวิตของ เจนเซ่น หวง เกิดขึ้นด้วยความหลงใหลโลกของ AI และเกมคอมพิวเตอร์ ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำ และเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองในปี 1993 ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน คือ คริสมาลาชอฟสกี และ เคอร์ติส เพรม อดีตพนักงานบริษัท Sun Microsystems กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ NVIDIA บริษัทที่พวกเขามุ่งพัฒนาชิพเซตประมวลผลกราฟิก (GPU) ตอนนั้นกระแสและความต้องการมากขึ้น ซึ่งพวกเขาทั้ง 3 เห็นโอกาสนี้ตรงกัน ก่อนเปิดตัว “การ์ดจอ” ตัวแรกของโลกได้ในปี 1999 ชื่อว่า NVIDIAGeForce 256 ซึ่งในปีเดียวกันนั้นNVIDIA สามารถนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ได้สำเร็จ

เป้าหมายของ NVIDIA ชัดเจนก็คือ การพัฒนาคอนโซลวิดีโอเกมเพื่อการประมวลผลกราฟิกที่หนักขึ้นและเร็วขึ้นได้ เป็นอุปกรณ์ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน จากสเกลธุรกิจขนาดสตาร์ทอัพ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง NVIDIA ได้ทำสัญญากับไมโครซอฟท์ ในการพัฒนาฮาร์ดแวร์กราฟิกสำหรับ Xbox และยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ NVIDIA ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันนี้ชิปของพวกเขามีมูลค่า “มากกว่าทองคำ” เสียอีก

ในมุมของนักธุรกิจทั่วโลกหลายคนชื่นชมความสามารถ และความพยายามของ เจนเซ่น หวง จนไปถึงแนวคิดที่น่าสนใจของเขาในการใช้ชีวิตและทำธุรกิจ ซึ่งหลายครั้งที่เขาให้สัมภาษณ์มักจะทิ้งท้ายข้อคิดไว้ เช่น “เราควรจะเลือกธุรกิจที่มีตลาดขนาดใหญ่มากพอ เพราะตลาดที่เล็กเกินไปมักจะไม่มีนักลงทุนสนใจ เพราะโอกาสได้เงินต้นคืนมันน้อยมาก” หรือ “เราควรโฟกัสที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น และมากขึ้นอีกจนกว่าเราจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีพอ”

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทางเลือก-ทางรอด ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หลังถูกตัดสิน ‘ผิดจริง’ คดีประวัติศาสตร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808009

คุยกัน 7 วันหน : ทางเลือก-ทางรอด ‘โดนัลด์ ทรัมป์’  หลังถูกตัดสิน ‘ผิดจริง’ คดีประวัติศาสตร์

คุยกัน 7 วันหน : ทางเลือก-ทางรอด ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หลังถูกตัดสิน ‘ผิดจริง’ คดีประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สหรัฐอเมริกาเกิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรก ที่ถูกคณะลูกขุนเขตแมนฮัตตันในนครนิวยอร์ก ตัดสินว่ากระทำความผิดในคดีอาญา จากกรณีการจ่ายเงินปิดปากนักแสดงภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ เพื่อปกปิดความสัมพันธ์ในอดีต

เป็นที่รู้จักคุ้นหูกันในชื่อ Hush Money ซึ่งแปลตรงตัวถึงพฤติการณ์พฤติกรรมของทรัมป์ ในการมอบเงินชำระปกปิดสัมพันธ์กับดาราผู้ใหญ่อย่าง สตอร์มี แดเนียลส์ ไม่ให้อื้อฉาวขึ้นมาก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 โดยมูลค่าเงินที่มีการจ่ายครั้งนั้นอยู่ที่ราว 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5 ล้านบาท) ในทางอาญาถือว่ามีข้อหา ปลอมแปลงหลักฐานทางธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นการจงใจปกปิดความผิด ที่ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและข้อกำหนดด้านภาษีทั้งระดับรัฐและของรัฐบาลกลาง เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 ซึ่งหลังจากไต่สวนพิจารณาคดีกันหลายสัปดาห์ คณะลูกขุน 12 คนปิดห้องใช้เวลาพิจารณาเกือบ 12 ชั่วโมงในช่วงวันอังคารและพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ก่อนฟันธงสรุปว่าผิด 34 กระทงไม่ผิด 0 กระทง

แน่นอนว่าแม้แต่สังคมอเมริกา และสังคมโลกที่จับตาการเมืองมหาอำนาจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงใกล้เลือกตั้ง 5 พฤศจิกายน จะต้องตั้งคำถามว่า คำพิพากษาในวันนี้ จะทำให้ผลเลือกตั้งแตกต่างออกไปในวันนั้นหรือไม่ ? ทรัมป์ จะยังเป็นประธานาธิบดีที่เคยมีประวัติไม่ดีได้หรือไม่ ?

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปลายปีนี้ กล่าวโจมตีคำตัดสินของคณะลูกขุน ว่าเป็นการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมและเสื่อมเสีย พร้อมยืนกรานว่าไม่ได้กระทำความผิด และจะต่อสู้เพื่อประเทศ เพื่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ต่อไป ทรัมป์ยังกล่าวหาว่า คดีนี้มีประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำคนปัจจุบันชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อทำร้ายคู่แข่งทางการเมือง และระบุว่าสหรัฐอเมริกาไม่เหมือนเดิม ทั้งเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมีปัญหาถดถอยหลายประการ แต่ยืนยันจะต่อสู้จนจบ โดยทรัมป์ ระบุด้วยว่า คำพิพากษาที่แท้จริงโดยประชาชนชาวอเมริกันจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย.นี้ และคดีความนี้ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุดง่ายๆ

ส่วนบรรยากาศด้านนอกศาลที่มีการพิจารณาคดี และด้านนอกทำเนียบขาวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีผู้ชุมนุมที่เฝ้าติดตามการพิจารณาคดีครั้งนี้ คนที่สนับสนุนทรัมป์ก็แสดงทีท่าเซอร์ไพรส์ตกใจกับคำตัดสิน และก็แสดงความไม่พอใจด้วยการตะโกนและบีบแตรบางคนถึงกับบอกว่า ขอแสดงความเสียใจกับสหรัฐอเมริกาด้วย ฝั่งผู้ที่ไม่สนับสนุนทรัมป์ ก็ต่างพึงพอใจกับคำตัดสินเอาผิดอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยชี้ว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับผิดตามนั้น และบางส่วนถึงขั้นบอกว่าช้าไปเพราะเพิ่งจะมาเอาผิดได้ตอนพ้นจากตำแหน่งมานานแล้ว 

สำหรับความผิดในคดีดังกล่าวของทรัมป์ ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ หรือเป็นความผิดอาญาร้ายแรง ซึ่งฐานความผิดเหล่านี้มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ฮวน เมอร์ชาน ผู้พิพากษาคดีนี้ กำหนดวันตัดสินโทษไว้ในวันที่ 11 ก.ค. หรือ4 วันก่อนหน้าการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกัน ในวันที่ 15 ก.ค. ซึ่งจะประกาศชื่อตัวแทนพรรคลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

ขณะที่หลายฝ่ายประเมินว่า ทรัมป์อาจจะแค่ต้องโทษปรับ เนื่องจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ทรัมป์ไม่เคยมีประวัติคดีอาญา และอายุมากถึง 77 ปีแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับการพิจารณาโทษของผู้พิพากษาต่อไป

ถึงแม้หลังจากนี้ ทรัมป์อาจรอดจากการถูกจับกุมคุมขัง แต่ก็ต้องจับตาต่อไปว่า คดีนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจเข้าคูหาเลือกตั้งของอเมริกันชนในสังคมที่มีความแตกต่างทางความเชื่อนี้ต่อไปอย่างไร แต่นักวิเคราะห์มองว่า ผลคำตัดสินคดีนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อคะแนนนิยมของทรัมป์ในการเลือกตั้งปลายปีนี้มากนัก คนที่ยังรักยังชอบทรัมป์ ก็ยังจะลงคะแนนให้ไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า การตัดสินคดีว่าทรัมป์กระทำผิดในคดีอาญา ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะตอนนี้ที่ทรัมป์เตรียมเข้าศึกเลือกตั้งเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งที่ 2 แต่หากย้อนดูการหาเสียงเลือกตั้งปี 2016 บรรดาผู้เชี่ยวชาญและฝ่ายต่อต้านทรัมป์ ต่างก็เก็งว่าเขาจะไม่ชนะเลือกตั้ง แต่ท้ายสุด ทรัมป์
ก็ขึ้นเป็นประธานาธิบดี แม้จะมีข่าวอื้อฉาวมากมาย โดยเฉพาะเทปบันทึกเสียงที่ชี้ว่าทรัมป์ลวนลามผู้หญิง ซึ่งเป็นหลักฐานที่ถูกนำมาพิจารณาในคดีครั้งนี้หลายครั้ง

เรียกว่าอุปสรรคต่างๆ ก่อนหน้านี้ไม่ได้ขัดขวางทรัมป์ในการฟื้นคืนชีพทางการเมือง เพื่อชิงบัลลังก์ทำเนียบขาว

ไม่ว่าอย่างไร เชื่อว่าคดีความนี้อาจมีการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อเนิ่นนานต่อไปอีก และท้ายสุด ชะตากรรมของทรัมป์อาจต้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน แน่นอนว่า หากทรัมป์แพ้ การตัดสินคดีนี้อาจถูกมองว่าเป็นปัจจัยแห่งความพ่ายแพ้ แต่หากทรัมป์พลิกมาชนะเลือกตั้ง กลับมาเป็นประธานาธิบดี นั่นจะนำมาสู่การดำรงตำแหน่งที่จะยิ่งวุ่นวายโกลาหลมากขึ้น จากคดีความต่างๆที่เขาต้องเผชิญ

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ภาวะโลกร้อน เสี่ยงทำเครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806695

คุยกัน 7 วันหน : ภาวะโลกร้อน  เสี่ยงทำเครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง

คุยกัน 7 วันหน : ภาวะโลกร้อน เสี่ยงทำเครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.12 น.

เมื่อวันอังคารที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุระทึกกับสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน SQ321 ต้นทางจากลอนดอน และปลายทางสิงคโปร์ พร้อมผู้โดยสาร 221 คนและลูกเรือ 18 คน หลังได้รับผลกระทบจากการเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน เมื่อเวลา 15.06 น.ตามเวลาไทย และเกิดหลุมอากาศกะทันหันเหนือลุ่มน้ำอิรวดี ในเมียนมาจนส่งผลให้ผู้โดยสารเสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน ทำให้ต้องบินลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

จากข้อมูลการติดตามเที่ยวบินของ FlightRadar24 ชี้ว่าเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ลำนี้ ตกหลุมอากาศรุนแรงขณะที่บินอยู่เหนือปากแม่น้ำอิรวดี ไม่ไกลจากทะเลอันดามัน ขณะนั้นเครื่องบินอยู่ที่ระดับเพดานบิน 37,000 ฟุต ซึ่งถือเป็นเพดานบินปกติของการบินเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ ทำให้เที่ยวบินพบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแนวดิ่ง ก่อนที่จะลดระดับเพดานบินลงมาอยู่ที่ระดับ 31,000 ฟุต หรือดิ่งลงถึง 6,000 ฟุตภายในเวลาเพียง 4 นาที เพื่อหลีกเลี่ยงหลุมอากาศ และค่อยๆลดระดับเพดานลงต่อเนื่อง จนลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 15.51 น.

หลังจากลงจอดสำเร็จ เจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บออกจากเครื่อง เพื่อส่งตัวไปรักษาต่อในโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเทพฯ ส่วนผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายสัญชาติอังกฤษ วัย 73 ปี คาดสาเหตุของการเสียชีวิตมาจากภาวะหัวใจวายส่วนสาเหตุที่ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เพราะการตกหลุมอากาศเกิดขึ้นในระหว่างที่พนักงานของสายการบินกำลังเสิร์ฟอาหาร ทำให้อุปกรณ์และสิ่งของต่างๆ รวมถึงผู้โดยสารและลูกเรือที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยเจอกับแรงกระแทกโดยตรงจนร่างลอยไปกระแทกกับเพดานและพื้นของห้องโดยสารเครื่องบิน

สำหรับเหตุเครื่องบินตกหลุมอากาศ จะได้รับผลกระทบหรือความเสียหายที่แตกต่างกัน และขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ซึ่งหลุมอากาศ หรือ Air Turbulence คือการเคลื่อนที่ของอากาศที่ผิดปกติ ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของเครื่องบิน ซึ่งมีหลายระดับความรุนแรง ตั้งแต่เบาไปจนถึงรุนแรงมาก  โดยระดับความรุนแรงของการการตกหลุมอากาศ มี 3 ระดับ ได้แก่

-หลุมอากาศรุนแรงระดับต่ำ (Light Turbulence) เครื่องบินจะขึ้น-ลง 1 เมตร ผู้โดยสารแทบไม่รู้สึกโดยทั้งลูกเรือและนักบินจะมีการสื่อสารกัน หากต้องเสิร์ฟอาหารในระหว่างนี้ หากรุนแรงมากขึ้นก็จะทำการเปิดสัญญาณให้ทุกคนคาดเข็มขัด เพื่อความปลอดภัย

-ความรุนแรงหลุมอากาศระดับปานกลาง (Moderate Turbulence) ขึ้น-ลง 3 ถึง 6 เมตร ผู้โดยสารรู้สึกได้และน้ำในแก้วอาจหก โดยจะสั่นแรงเพิ่มขึ้นมา หากไม่คาดเข็มขัด หรือเดินอยู่บริเวณทางเดินอาจจะสั่นจนตัวลอยขึ้นมาได้ เพื่อความปลอดภัยควรหาที่สามารถนั่งได้ใกล้เคียง และคาดเข็มขัดให้เร็วที่สุด

-ความรุนแรงของหลุมอากาศระดับรุนแรง (Severe Turbulence) เครื่องบินขึ้น-ลงได้มากถึง 30 เมตร ซึ่งในกรณีที่ไม่รัดเข็มขัดผู้โดยสารอาจหลุดออกจากเก้าอี้ผู้โดยสารและเกิดอันตรายได้

โดยปกติแล้วหลุมอากาศทั้ง 3 แบบ นักบินจะสามารถมองเห็นได้จากเรดาร์ แต่จะมีหลุมอากาศอีกประเภทที่เรดาร์ไม่สามารถตรวจจับได้ เรียกว่า Clear AirTurbulence เป็นหลุมอากาศที่เกิดจากกระแสลมแรง เปลี่ยนทิศกะทันหัน ซึ่งมีความรุนแรงกว่าระดับรุนแรงสูงสุด เป็นปรากฏการณ์หลุมอากาศที่เกิดขึ้นแบบกะทันหันและรุนแรง จึงยากที่จะตรวจจับหลุมอากาศได้ล่วงหน้าที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบันที่เป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

สอดคล้องกับความเห็นของเจฟฟรีย์ โทมัส บรรณาธิการนิตยสารการบิน แอร์ไลนเรทติ้ง ชาวออสเตรเลียถึงการสืบสวนกรณีนี้ว่า เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบหลายด้าน ตั้งแต่การสอบปากคำนักบินว่า ในเวลานั้นระบบเรดาร์ของเครื่องให้ข้อมูลอะไรบ้าง สภาพอากาศขณะเกิดเหตุโดยละเอียด แล้วนำไปเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ จากนั้นยังต้องตรวจสอบกล่องบันทึกข้อมูลการบิน แล้วนำทุกอย่างมาสรุปไล่เลียงว่าเกิดอะไรขึ้น เขายังกล่าวว่า เหตุตกหลุมอากาศนั้นสามารถเกิดขึ้นได้แม้ว่าไม่ได้บินผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ซึ่งปกตินักบินจะไม่บินเข้าไปในบริเวณนั้นและยังมีเรดาร์คอยตรวจจับได้ล่วงหน้าถึง 500 กิโลเมตรด้วย แต่แม้ว่าอากาศจะปลอดโปร่งก็สามารถเกิด Clear Air Turbulence ซึ่งไม่อาจพยากรณ์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในช่วง20 ปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากหลุมอากาศ 3 คน รวมถึงรายล่าสุดนี้ด้วย แต่ก็ถือว่าลดลงจากในอดีตมากเนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรการความปลอดภัยที่ดีขึ้นขณะที่เหตุการณ์ที่เกิดกับสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ส่งผลให้สายการบินแห่งนี้ มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางเครื่องบินเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี

เช่นเดียวกับ เอ็ด ฮอว์คกิน นักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเร็ดดิงในอังกฤษ เปิดเผยข้อมูลเรื่องอันตรายจากการตกหลุมอากาศและโลกร้อนตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจากการรวบรวมสถิติในช่วง40 ปีที่ผ่านมา พบว่าเกิดหลุมอากาศรุนแรง ชนิด Clear Air Turbulenceเพิ่มขึ้นถึง 55% หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังดำเนินต่อไป อัตราการเกิดหลุมอากาศในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางข้อมูลชี้ว่า อัตราการเกิดหลุมอากาศ จะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าภายในปี 2593 และอาจมีเครื่องบินต้องเผชิญกับหลุมอากาศที่รุนแรงมากขึ้นถึง 40% แม้ในขณะที่บินผ่านในบรรยากาศที่ปลอดโปร่งก็ตาม

เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า เมื่อโดยสารเครื่องบิน ควรคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และลดการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ นายกฯ 4G ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805436

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’  นายกฯ 4G ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ นายกฯ 4G ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนที่ 4 หรือที่ทั่วโลกรู้จักในสมญานามผู้นำ 4G ทายาททางการเมืองผู้รับไม้ต่อจากอดีตนายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง เมื่อวันที่15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

หากจะลองถอดรหัสบทสัมภาษณ์ของ หว่อง ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนรับหน้าที่หัวหน้าคณะรัฐบาล ก็พบว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ในเอเชียที่น่าจับตามากทีเดียว

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่รัฐบาลใหม่จะเปิดประเดิมดำเนินการคือ ทบทวนทุกอย่างเพื่อกระตุ้นให้เกิดฉันทามติใหม่ของสังคมสิงคโปร์อีกครั้ง ตามแผนสิงคโปร์ก้าวหน้าที่ หว่อง ริเริ่มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 แล้ว ต่อจากนี้ คือยุคใหม่ของการพัฒนาสิงคโปร์ บนรากฐานของการกำหนดนโยบาย ผ่านการปรึกษาหารือล่วงหน้ามากขึ้น รัฐบาลมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับการสนทนาหารือกันในประเทศ โดยเฉพาะในห้วงที่สังคมสิงคโปร์มีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นนี้ ต้องนำพาประชาชนมาร่วมแสวงหาฉันทามติว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างไร เพราะบางกรณีรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องนำหน้า แต่เปิดให้บรรทัดฐานทางสังคมขึ้นมามีบทบาทอย่างที่ควรจะเป็น

แต่หากเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตัดสินใจ ก็จำเป็นต้องทำเพื่อความจำเป็นของประเทศชาติ ซึ่งหว่อง ยืดอกรับว่า ตัวเขาเอง พร้อมจะรับผิดชอบ ในการเผชิญหน้ากับสาธารณชนชาวสิงคโปร์ ในการอธิบายหลักการและเหตุผลของรัฐบาลว่า แต่ละนโยบายจำเป็นต้องทำไปเพื่ออะไร โดยเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป ชาวสิงคโปร์ จะเข้าถึงความเป็น หว่อง และเข้าใจแบบฉบับความเป็นผู้นำของเขามากขึ้น

จึงจะเห็นได้ว่า หว่อง เป็นผู้นำระดับสูงคนหนึ่งในรัฐบาลสิงคโปร์ ที่มีความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียเป็นประจำ ตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ภารกิจต่างๆในนามรัฐบาล ไปจนถึงพูดคุยสื่อสารกับประชาชนด้วยท่าทีและถ้อยคำเป็นกันเอง จึงอาจเป็นการสร้างภาพจำใหม่ว่า สิงคโปร์กำลังจะเข้าสู่ยุคที่ผู้นำเข้าถึงผ่านสื่อออนไลน์ได้อย่างแท้จริง

ส่วนความตึงเครียดนอกประเทศนั้น หว่อง ประกาศว่า สิงคโปร์ต้องดำเนินวิถีทางที่มีหลักการและเสมอต้นเสมอปลาย ยึดผลประโยชน์แห่งชาติของสิงคโปร์เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ถ่วงดุลระหว่างสองมหาอำนาจอย่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะโลกขั้วเดี่ยวของสหรัฐฯ ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่โลกหลายขั้วในปัจจุบันก็ยังหาจุดสมดุลคงที่ไม่ได้ หากสิงคโปร์เดินหมากให้ดี เสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของอาเซียน ก็จะผงาดได้ในโลกที่มืดหม่นมีปัญหา หลังจาก หว่อง ยืนยันว่า สิงคโปร์วันนี้มีจุดยืนที่แข็งแกร่งกว่าในอดีต และมีการพัฒนาเชิงสังคมที่อยู่อาศัย สาธารณสุข การศึกษา การคมนาคมขนส่ง และที่สำคัญเศรษฐกิจ ขึ้นมาอยู่ระดับต้น ๆ แล้ว

สำหรับระบบการเมืองสิงคโปร์ที่พรรคกิจประชาชนเป็นพรรครัฐบาลตลอดมานั้น หว่อง ให้คำมั่นว่า สิ่งที่จะหายไปในรัฐบาลนี้ ไม่ใช่การสูญสลายของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แต่จะเป็นจุดสิ้นสุดการครอบงำโดยพรรคกิจประชาชนเพียงพรรคเดียวเฉกเช่นสมัยอดีตนายกฯ ลี เพราะนี่คือความเป็นจริงในการเมืองสิงคโปร์ปัจจุบัน แต่หว่อง ยืนยันว่า ทุกอย่างที่จะทำก็เพื่อให้พรรคกิจประชาชนได้รับความเชื่อมั่น เพื่อรักษาอำนาจจากชาวสิงคโปร์ ผ่านการเลือกตั้งไม่เกินพฤศจิกายน 2025

สำหรับการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีสมัยแรกนี้ หว่อง ยืนยันจะควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เสถียรภาพ และหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคณะรัฐมนตรีจึงไม่ถูกสลับสับเปลี่ยนมากนัก แม้จะมีข้อกังวลต่อการสวมหมวกหลายใบของ หว่อง ทั้งเจ้ากระทรวงและหัวหน้ารัฐบาลที่มีความกดดันและภาระรับผิดชอบหนักอึ้ง แต่บางส่วนก็มองว่า นายกรัฐมนตรี หว่อง ที่ควบรัฐมนตรีคลังด้วยนั้น จะเป็นต่อในการควบคุมงบประมาณที่จะใช้เป็นงบจัดการเลือกตั้งด้วย

ต้องจับตาว่า หลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อดีตเจ้าหน้าที่รัฐที่ง่วนอยู่แต่งานวิเคราะห์และสถิติมา 14 ปี อย่างหว่อง ที่เพิ่งเข้าสู่โลกการเมืองและงานนโยบายเมื่อปี 2011 จะทำงานด้วยหัวใจรับใช้ประชาชนตามที่เขาให้คำมั่นไว้ต่อไปอย่างไร เพราะถือเป็นบทบาทที่ใหญ่และไม่ง่ายในการถือธงนำสิงคโปร์ยุค 4G หรือ the 4th Generation กลุ่มผู้นำรุ่นที่ 4 ที่สืบทอดตำแหน่งจากตระกูลลีต่อไป

ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สิงคโปร์มีนายกฯทั้งหมด 4 คน ได้แก่

1.ลี กวน ยู เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.1959 จนถึงวันที่ 28 พ.ย.1990 รวมดำรงตำแหน่ง 31 ปี 176 วัน

2.โก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของสิงคโปร์ ดำรงตำแหน่งในช่วงวันที่ 28 พ.ย. 1990 จนถึง วันที่ 12 ส.ค. 2004 รวมระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 13 ปี 258 วัน

3. ลี เซียน ลุง ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. 2004 ถึง 18 พ.ค.2024 รวมระยะเวลา 19 ปี 277 วัน

4. ลอว์เรนซ์ หว่อง ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จาก ‘บิดาผู้เป็นมิตร’ ถึงคำสั่งปฏิญาณตนจงรักภักดี ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด ‘คิม จอง-อึน’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804077

คุยกัน 7 วันหน : จาก ‘บิดาผู้เป็นมิตร’  ถึงคำสั่งปฏิญาณตนจงรักภักดี  ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด ‘คิม จอง-อึน’

คุยกัน 7 วันหน : จาก ‘บิดาผู้เป็นมิตร’ ถึงคำสั่งปฏิญาณตนจงรักภักดี ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด ‘คิม จอง-อึน’

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.15 น.

เมื่อเดือนที่แล้ว เกาหลีเหนือเปิดตัวเพลงยกย่อง คิม จอง-อึน ผู้นำประเทศให้เป็น “บิดาผู้เป็นมิตร” โดยมีการออกอากาศมิวสิกวีดีโอประกอบเพลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของทางการ

มิวสิกวีดีโอเพลงชื่อ Friendly Father – บิดาผู้เป็นมิตร ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กลางเกาหลีของเกาหลีเหนือ เป็นภาพของคิม จอง-อึน ปรากฏตัวท่ามกลางฝูงชนห้อมล้อมตามสถานที่ต่างๆ มีตั้งแต่เด็กนักเรียน ทหาร ไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ แทรกด้วยภาพนักร้องนักดนตรีที่ร้องและบรรเลงเพลงนี้ เนื้อเพลงบางท่อนยกย่อง คิม จอง-อึน ว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เป็นบิดาที่เป็นมิตร ด้วยจังหวะดนตรีป๊อป เร้าใจ ฟังสนุก แต่เนื้อเพลงยังคงกลิ่นอายเกาหลีเหนือ ที่ยังคงกระตุ้นคนในชาติให้ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และเชิดชูผู้นำสูงสุดอย่าง คิม จอง-อึน อย่างมีนัยซ่อนเร้น โดยเรียกว่า “บิดา” แทน “ผู้สืบทอด” จนเพลงนี้กำลังดังเป็นกระแสไวรัลในติ๊กต็อกเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังอาจเป็นสารที่ คิม จอง-อึน ใช้ขยับสถานะตัวเองให้ดูชัดเจนขึ้นต่อประชาชนในประเทศว่า เขาคือ “บิดาที่เป็นมิตร” ของทุกคน

ผู้สันทัดกรณีระบุว่า ในเพลงนี้ คิม จอง-อึน ถูกเรียกว่าเป็น “บิดา”และ “ผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งก่อนหน้านี้ คำเหล่านี้จะใช้เรียกเฉพาะกับ คิม อิล ซุง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นปู่ของเขาเท่านั้น ขณะที่ คิม จอง-อึน ได้รับการเรียกขานว่าเป็น “ผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่” มาตลอดตั้งแต่ตอนที่เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 หลังผ่านไปกว่า 1 ทศวรรษ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเขากำลังขยับภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ

ดร.เอ็ดเวิร์ด โฮเวลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับ BBC วิเคราะห์เนื้อหาที่ทำออกมามีความแตกต่างจากเพลงเก่า ตรงที่ไม่มีภาพของ คิม จอง-อึน ยืนมองการปล่อยจรวดขีปนาวุธ แสดงความน่าเกรงขามของเหล่ายุทโธปกรณ์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งมองเห็นนัยที่ซ่อนเร้นไว้ได้ 2 ประการ

ประการแรก ภาพมิวสิกวีดีโอเพลงปลุกใจคนในชาติตัวล่าสุดนี้ ถูกปรับโฉมให้ดูสบาย เข้าถึงง่าย และมีแต่รอยยิ้มของผู้นำเกาหลีเหนือที่มีต่อประชาชน ประชาชนชาวเกาหลีเหนือใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งอาจจะดูย้อนแย้งกับมุมมองที่โลกมีต่อเกาหลีเหนือ มิวสิกวีดีโอเพลงนี้สื่อให้เห็นว่าเกาหลีเหนือก็เป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วไป และคนในประเทศไม่ได้ถูกกดขี่ และสะท้อนภาพของคิม จอง-อึน ว่าไม่ได้เป็นเสมือนตัวแทนของพ่อและปู่ของเขา แต่เขาคือผู้นำเผด็จการที่อบอุ่นของทุกคน

เพลงโฆษณาชวนเชื่อล่าสุดเพลงนี้ ยังเป็นเพลงเร็ว มีจังหวะที่สดใส ฟังแล้วติดหูอย่างมาก มีกลิ่นอายของยุคโซเวียต ผู้ใช้งานติ๊กต็อก เจน Z บัญชีหนึ่งบอกว่า มันคือแนวเพลงแบบ ABBA วงดนตรีระดับตำนานของสวีเดน เสียงร้องอยู่ในระดับที่คนทั่วไปสามารถร้องได้ไม่เน้นคีย์สูงต่ำแบบนักร้องมืออาชีพ

อีกประการหนึ่ง นักวิเคราะห์เกาหลีเหนือพบว่า มีคำศัพท์หลายคำในเพลงนี้ที่ระบุชัดว่า คิม จอง-อึน ต้องการยืนยันภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ นอกจากนั้น เขายังเปลี่ยนเนื้อเพลงในเพลงโฆษณาชวนเชื่ออีกเพลงหนึ่ง โดยเปลี่ยนท่อนที่เคยร้องว่า “บิดาของเรา คิม อิล-ซุง” เป็น “บิดาของเราคิม จอง-อึน” อีกด้วย ถือเป็นสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางใหม่ของ คิม จอง-อึน ในฐานะผู้นำที่มีโวหารก้าวร้าวและเป็นปรปักษ์มากขึ้นเรื่อยๆ จากการให้คำมั่นว่าจะสร้างประเทศด้วยคลังแสงทางการทหาร

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สถาบันพัฒนาฝ่ายเหนือและใต้ (South and North Development (SAND) Institute) ซึ่งเป็นสำนักวิจัยของเกาหลีใต้ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ออกมาเปิดเผยหลักฐานที่ว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือออกมาประกาศเป็นครั้งแรก ให้ประชาชนชาวเกาหลีเหนือพร้อมใจกันปฏิญาณตน ว่าจะจงรักภักดีต่อ คิม จอง-อึน เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของผู้นำประเทศ เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 40 ปีของ คิม จอง-อึน ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเกาหลีเหนือออกคำสั่งดังกล่าว นับตั้งแต่ คิม จอง-อึน ขึ้นสู่อำนาจในปี 2011

ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยว่า คิม จอง-อึน เกิดเมื่อใด แต่การขอความร่วมมือให้ประชาชนปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อผู้นำคิม ทำให้ประธานสถาบันพัฒนาฝ่ายเหนือและใต้ มองว่านี่เป็นความพยายามยกสถานะของคิม จอง-อึน ให้เป็นผู้นำสูงสุด อีกทั้งยังเชื่อว่า อาจเป็นความพยายามของ คิม จอง-อึน ที่ให้ดำเนินการดังกล่าวด้วยตนเอง

ประธานสถาบันพัฒนาฝ่ายเหนือและใต้ยังเชื่อว่า เกาหลีเหนืออาจเตรียมประกาศให้วันเกิดของ คิม จอง-อึน เป็นวันหยุดสำคัญของประเทศ อย่างเร็วที่สุดในปีหน้า
เนื่องจากในปีนี้ เป็นปีแรกที่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของ คิม อิล-ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือ และเป็นปู่ของ คิม จอง-อึนไม่ได้ถูกเรียกว่าวันแห่งสุริยะ อันเป็นการยกย่องผู้ก่อตั้งประเทศ โดยเรียกแบบกลางๆ ว่า “วันหยุดเมษายน”

กระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ให้ความเห็นปิดท้ายว่า การเปิดตัวเพลงยกย่อง คิม จอง-อึน เป็น “บิดาผู้เป็นมิตร” อีกทั้งการขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อ คิม จอง-อึน และการส่งสัญญาณลดบทบาทเชิงสัญลักษณ์ของอดีตผู้นำ อาจเป็นความพยายามที่ทำให้เห็นว่า ผู้นำคนปัจจุบันแข็งแกร่งด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยใบบุญของผู้นำรุ่นบรรพบุรุษ

ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด“คิม จอง-อึน” สามารถยืนหยัดเป็นผู้นำประเทศที่แข็งแกร่งได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งวิญญาณ บิดาและปู่อีกต่อไป

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : หลายชาติมุ่งส่งออก ‘ทุเรียน’ ตีตลาดจีน ทุเรียนไทยเสี่ยงไม่ได้ ‘ยืนหนึ่ง’ อีกต่อไป

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802777

คุยกัน 7 วันหน : หลายชาติมุ่งส่งออก ‘ทุเรียน’ ตีตลาดจีน  ทุเรียนไทยเสี่ยงไม่ได้ ‘ยืนหนึ่ง’ อีกต่อไป

คุยกัน 7 วันหน : หลายชาติมุ่งส่งออก ‘ทุเรียน’ ตีตลาดจีน ทุเรียนไทยเสี่ยงไม่ได้ ‘ยืนหนึ่ง’ อีกต่อไป

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

ด่านโหย่วอี้กวนหรือด่านมิตรภาพบนพรมแดนจีน-เวียดนาม ณ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ได้รับรองการนำเข้าทุเรียนสดในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปีนี้รวม 48,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.85 พันล้านหยวน (ราว 9.25 พันล้านบาท)

ปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดข้างต้นแบ่งเป็นนำเข้าจากเวียดนาม 35,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.1 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1.28 พันล้านหยวน (ราว 6.4 พันล้านบาท)และนำเข้าจากไทย 13,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 570 ล้านหยวน (ราว 2.85 พันล้านบาท) ซึ่งลดลงร้อยละ 59.5 และร้อยละ 63.5 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยด่านโหย่วอี้กวนของกว่างซี จัดเป็นด่านบกขนาดใหญ่ที่สุดในการนำเข้าทุเรียนและจุดสังเกตกระแสการบริโภคทุเรียนของตลาดจีน โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่ามูลค่าการนำเข้าทุเรียนสดผ่านด่านแห่งนี้ในปี 2023 รวมอยู่ที่ 2.25 หมื่นล้านหยวน(ราว 1.12 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 353 เมื่อเทียบปีต่อปี

ด้านสำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2023 ราว 1.42 ล้านตันคิดเป็นมูลค่า 6.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.47 แสนล้านบาท) โดยปริมาณทุเรียนที่นำเข้าผ่านด่านโหย่วอี้กวนคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณทุเรียนนำเข้าทั้งหมดของจีน

บรรดาคนวงในอุตสาหกรรมมองว่า ปริมาณทุเรียนสดนำเข้าจากไทยผ่านด่านโหย่วอี้กวนที่ลดลงในไตรมาสแรกของปีนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีนล่าช้ากว่าปกติ ประกอบกับสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่นไทยส่งผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียน

ทั้งนี้ ข้อมูลการบริโภคทุเรียนของตลาดจีนชี้ว่าสถานะ “ผู้นำ” ของทุเรียนไทยในตลาดจีนกำลังสั่นคลอน เนื่องด้วยผลกระทบจากการส่งออกทุเรียนสู่จีนของแหล่งผลิตทุเรียนที่พัฒนามาทีหลังอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ทำให้ทุเรียนไทยในตลาดจีนต้องเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือดยิ่งขึ้น

ช่ายเจิ้นอวี่ ผู้จัดการของบริษัทกว่างซี โอวเหิง อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด เผยว่า ช่วงก่อนปี 2023 บริษัทฯ นำเข้าทุเรียนจากไทยเท่านั้น แต่พอปี 2023 ทุเรียนที่นำเข้ามากกว่า 2,000 ตู้คอนเทนเนอร์แบ่งเป็นทุเรียนไทยและทุเรียนเวียดนามอย่างละครึ่ง โดยบริษัทฯ เลือกแหล่งผลิตตามความต้องการของผู้บริโภคทั่วจีน

ช่ายกล่าวว่า การปลูกทุเรียนในไทยมักปลูกโดยครัวเรือนทั่วไปหรือกลุ่มหมู่บ้าน แต่การปลูกทุเรียนของเวียดนามมุ่งเน้นการเพาะปลูกขนานใหญ่รวมถึงใช้ข้อได้เปรียบจากระยะทางขนส่งสั้น ความเป็นอุตสาหกรรมระดับสูง และต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ทุเรียนเวียดนามมีโอกาสรุกเข้าท้าชิงส่วนแบ่งตลาดจีน

คนวงในอุตสาหกรรมเผยว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายประเทศอาเซียนได้รับอนุญาตส่งออกทุเรียนสดสู่จีน ทำให้โครงสร้างตลาดทุเรียนของจีนเปลี่ยนแปลงไป โดยก่อนหน้านี้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนมากที่สุดเสมอจนกระทั่งเวียดนามสามารถส่งออกทุเรียนสดสู่จีนในเดือนกันยายน 2022 ทำให้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนลดลง

สำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า ปี 2022 จีนนำเข้าทุเรียน 825,000 ตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทยมากกว่า 780,000 ตัน หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 95 ต่อมาปี 2023 จีนนำเข้าทุเรียน 1.42 ล้านตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทย 929,000 ตัน และทุเรียนเวียดนาม 493,000 ตัน ทำให้ทุเรียนเวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดจีนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ภายในหนึ่งปีและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน แม้ปริมาณทุเรียนสดส่งออกจากฟิลิปปินส์สู่จีนไม่ได้สูงมากแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่าปริมาณการขนส่งทุเรียนด่วนผ่านท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวีในไตรมาสแรกของปีนี้รวมอยู่ที่ 1,201 ตัน ซึ่งมาจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยการนำเข้าทุเรียนฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี

สวี่เฉียง รองผู้จัดการบริษัทที่ให้บริการขนส่งทุเรียนทางอากาศ เผยว่า มีการนำเข้าทุเรียนจากฟิลิปปินส์ทางอากาศทุกวัน คิดเฉลี่ยราว 4 ตันต่อเที่ยวบิน โดยต้นทุนการขนส่งไม่สูงเพราะเป็นเที่ยวบินขากลับ และการขนส่งทางอากาศช่วยการันตีรสชาติสดใหม่ด้วย

นอกจากเวียดนามและฟิลิปปินส์แล้ว ทุเรียนมาเลเซียกำลังบุกตลาดจีนเช่นกัน โดยมาเลเซียส่งออกผลิตภัณฑ์ทุเรียนแช่แข็งสู่จีนตั้งแต่ปี 2011 และส่งออกทุเรียนแช่แข็งทั้งลูกสู่จีนในปี 2019

ข้อมูลจากหอการค้าแห่งประเทศจีนเพื่อการนำเข้าและส่งออกอาหาร ผลผลิตพื้นเมือง ผลผลิตพลอยได้จากสัตว์ ระบุว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนมาเลเซียแช่แข็งสู่จีนในปี 2023 อยู่ที่ 25,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.96 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบปีต่อปี

ฟาทิล อิสมาอิล กงสุลใหญ่มาเลเซียประจำนครหนานหนิง กล่าวว่าจีนกลายเป็นตลาดแห่งสำคัญของทุเรียนมาเลเซียหลังจากพัฒนามานานหลายปี โดยปัจจุบันมาเลเซียและจีนกำลังทำงานร่วมกันเพื่อการส่งออกทุเรียนสดจากมาเลเซียสู่จีน

คนวงในอุตสาหกรรมทิ้งท้ายว่าตลาดผู้บริโภคทุเรียนของจีนมีขนาดใหญ่และความต้องการทุเรียนไทยจะยังคงเพิ่มขึ้น แต่ทุเรียนไทยกำลังเผชิญการแข่งขันกับอีกหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องเร่งรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยนอกจากควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันเพื่อลดผลกระทบต่อสถานะ “ผู้นำ” ในตลาดจีน

ขอบคุณเนื้อหา จากสำนักข่าวซินหัว

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : โลกร้อน-อากาศเปลี่ยน ทำนครดูไบในยูเออีจมน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800156

คุยกัน 7 วันหน : โลกร้อน-อากาศเปลี่ยน  ทำนครดูไบในยูเออีจมน้ำ

คุยกัน 7 วันหน : โลกร้อน-อากาศเปลี่ยน ทำนครดูไบในยูเออีจมน้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.59 น.

ปัญหาฝนตกหนักจนทำให้น้ำท่วมเป็นเรื่องปกติในบ้านเรา แต่สำหรับตะวันออกกลางที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลทรายและอากาศร้อนแล้ง ปัญหานี้พบเห็นได้น้อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ในรอบ 75 ปี

แม้จะผ่านมาแล้วหลายวัน แต่ถนนหนทางในนครดูไบ หนึ่งในเมืองสำคัญของยูเออี ยังคงจมอยู่ใต้น้ำการสัญจรเต็มไปด้วยความยากลำบาก ยวดยานต้องวิ่งฝ่าน้ำท่วมสูงถึงครึ่งค่อนคัน บางคันไปต่อไม่ได้เพราะเครื่องยนต์ดับ ขณะที่ถนนบางสายถูกปิด ประชาชนในชุมชนแห่งหนึ่งของเมืองยังคงพยายามที่จะรักษาบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม ผู้คนเดินลุยน้ำ และใช้เรือเป่าลมและแพดเดิ้ลบอร์ด หรือเรือยืนพาย ในการเดินทาง หลายคนรายงานว่าน้ำทะลักเข้าบ้าน ขณะที่มีภาพที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นห้างสรรพสินค้าเต็มไปด้วยน้ำที่ไหลลงมาจากหลังคา

ด้านสำนักงานป้องกันภัยฉุกเฉิน กำลังทำงานหนักเพื่อเคลียร์ถนนที่มีน้ำท่วมขัง โดยใช้รถดับเพลิงสูบน้ำออกทั่วเมือง ซึ่งเกือบจะหยุดนิ่ง ขณะที่บางคนประเมินความเสียหายต่อบ้านเรือนและธุรกิจของตน หลังจากพายุฝนถล่มอย่างหนักจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในยูเออี เป็นเหตุการณ์ที่ร้อยวันพันปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง

เช่นเดียวกับที่บรรยากาศภายในท่าอากาศยานระหว่างประเทศดูไบ ที่ยังคงปั่นป่วน เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวต้องยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง กระทบต่อผู้โดยสารหลายพันที่ยังคงปักหลักอยู่ที่อาคารผู้โดยสาร และไม่รู้ชะตากรรมว่าพวกเขาจะได้ขึ้นเครื่องเมื่อใด แต่ที่แน่ๆ ภาพของเครื่องบินที่ต้องแล่นลุยน้ำท่วมสูงบนรันเวย์ ขณะแท็กซี่เพื่อทะยานขึ้นจากสนามบิน คงเป็นที่กล่าวถึงของผู้คนที่ได้พบเห็นไปอีกนาน

ฝนตกหนักเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในยูเออี และที่อื่นๆ ในคาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งโดยทั่วไปขึ้นชื่อในเรื่องสภาพอากาศแบบทะเลทรายที่แห้งแล้ง อุณหภูมิอากาศในฤดูร้อนอาจสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ประเทศในแถบนี้ ทั้งยูเออี โอมาน กาตาร์ และบาห์เรน มีทะเลทรายกินพื้นที่เกือบทั้งประเทศ ยกเว้นก็แต่จุดที่อยู่ติดกับทะเล ข้อมูลจากธนาคารโลก ประเมินปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเฉลี่ยในแต่ละปี พบว่ายูเออี มีประมาณ 140-200 มิลลิเมตรเท่านั้น

ขณะที่พื้นที่ตอนเหนือของโอมานจะมีฝนตกลงมาเยอะกว่าตอนใต้สูงสุด 300 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนบาห์เรนและกาตาร์ ฝนตกเฉลี่ยปีละไม่ถึง 100 มิลลิเมตร เทียบไม่ได้กับบ้านเราที่ปกติจะมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,200-4,500 มิลลิเมตร หรือมากกว่าในตะวันออกกลางกว่า 20 เท่า

ดังนั้น นอกจากการสร้างเขื่อนเก็บน้ำฝนและการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลแล้ว ยูเออียังหันมาให้ความสำคัญกับโครงการทำฝนเทียมด้วย ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ก่อนที่จะหันไปร่วมมือกับหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ และแอฟริกาใต้ทำโครงการนี้ โดยยูเออีมีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศมากกว่า 60 แห่งและมีเครื่องบินทำฝนเทียมอย่างน้อย 6 ลำ

ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายูเออีทำฝนเทียมหวังแก้ปัญหาฝนแล้งบ่อยครั้งและอัดฉีดงบประมาณพัฒนาโครงการ 1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ แนวคิดที่แพร่หลายนี้ทำให้บางคนออกมาเชื่อมโยงเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่กับการทำฝนเทียม

มีการหยิบยกคำถามเกี่ยวกับว่าการทำฝนเทียม ที่หรือเรียกคำอย่างเป็นทางการว่า “การเพาะเมฆ” (cloud seeding) อาจเป็นสาเหตุให้เกิดฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมรอบนี้หรือไม่ โดยการเพาะเมฆ ถือเป็นกระบวนการ ซึ่งฉีดสารเคมีเข้าไปในก้อนเมฆเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝนในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของยูเออี บอกกับรอยเตอร์สว่า ไม่มีการปฏิบัติการดังกล่าวก่อนเกิดฝนตกหนักช่วงสัปดาห์ที่แล้ว

ข้อมูลที่รวบรวมจากสื่อหลายสำนัก ชี้ว่าในช่วง 24 ชั่วโมง ระหว่างที่ฝนพัดถล่มดูไบในวันจันทร์จนถึงวันอังคารที่แล้ว สามารถวัดปริมาณน้ำฝนในเมืองนี้ได้มากกว่า 140 มิลลิเมตร หรือในเมืองอัล ไอน์ ที่ติดกับพรมแดนโอมาน ปริมาณน้ำฝนในช่วง 24 ชั่วโมง ทะลุ 250 มิลลิเมตรสูงกว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีของยูเออีทั้งประเทศเสียอีก ขณะที่ปริมาณน้ำฝนที่ตกในโอมานระหว่างวันอาทิตย์ถึงวันพุธที่แล้ว วัดได้กว่า 230 มิลลิเมตร มากเทียบเท่าปริมาณน้ำฝนทั้งปี หรือบาห์เรนกับกาตาร์ก็มีสถานการณ์ไม่ต่างกัน ฝนตกเพียงแค่ 2 วัน ก็มีปริมาณน้ำฝนพอๆ กับทั้งปี

ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากขนาดนี้ ประกอบกับการยืนยันจากทางการว่าไม่ได้มีการทำฝนเทียมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สามารถฟันธงได้ว่าการทำฝนเทียมไม่ได้เป็นสาเหตุของภัยธรรมชาติในครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า ฝนตกหนักครั้งนี้น่าจะเกิดจากระบบสภาพอากาศปกติที่เลวร้ายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย เอสรา อัล นักบีนักพยากรณ์อาวุโสประจำศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของรัฐบาลยูเออี กล่าวว่าระบบความกดอากาศต่ำในชั้นบรรยากาศชั้นบน ควบคู่ไปกับความกดอากาศต่ำที่พื้นผิวโลก ทำหน้าที่เหมือนแรง “บีบ”ในอากาศ การบีบตัวดังกล่าวรุนแรงขึ้นจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นที่ระดับพื้นดินกับอุณหภูมิที่เย็นกว่าที่สูงขึ้นไป ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง และว่า “ปรากฏการณ์ผิดปกติ” ไม่ใช่เรื่องที่ไม่คาดคิดในเดือนเมษายน เนื่องจากเมื่อฤดูกาลเปลี่ยนแปลงความกดอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดพายุด้วย

ทั้งนี้ อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ทำให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงมากขึ้นทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งฝนตกหนักขึ้น เห็นได้ชัดว่า วิกฤตโลกร้อนกำลังทำให้โลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว และสถานการณ์นี้เลวร้ายลงทุกปี

สำหรับปัญหานี้ คนทั้งโลกต้องช่วยกันก่อนที่จะสายเกินแก้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : แนวรบ ‘เมียวดี’ แตก สั่นคลอนรัฐบาลทหารเมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/799008

คุยกัน 7 วันหน : แนวรบ ‘เมียวดี’ แตก  สั่นคลอนรัฐบาลทหารเมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : แนวรบ ‘เมียวดี’ แตก สั่นคลอนรัฐบาลทหารเมียนมา

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทหารเมียนมาในเมียวดีและใกล้เคียงในรัฐกะเหรี่ยง แนวรบด้านตะวันออกติดกับประเทศไทยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นเสถียรภาพของรัฐบาลทหารเมียนมากำลังสั่นคลอน จนถึงขั้นที่รัฐบาลทหารเมียนมา ต้องเกณฑ์ชาวโรฮีนจาไปฝึกทหาร เพื่อให้ช่วยรบกับกลุ่มติดอาวุธ ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าว BBC ที่เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการเกณฑ์ชาวโรฮีนจาเข้ารับราชการทหาร ซึ่งจากบทสัมภาษณ์ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ BBC รายงานว่า มีชาวโรฮีนจามากกว่า 100 คนถูกเกณฑ์ให้ไปฝึกทหาร ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนก.พ.ที่ผ่านมา และขู่คุกคามครอบครัวหากไม่ยอมทำตาม ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารคัดชาวโรฮีนจาอายุน้อยเพื่อภารกิจนี้ โดยได้เข้ารับการฝึกใช้ปืน ใช้อาวุธ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนส่งกลับที่พัก และจากนั้นไม่กี่วันถูกส่งตัวไปรบกับกองกำลังอาระกันที่เมืองระตีด่อง ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของสิตตเว เมืองเอกรัฐยะไข่

การเผยแพร่บทความนี้เกิดขึ้นราว 1 สัปดาห์ หลังจากสถานีโทรทัศน์ MRTV ของกองทัพเมียนมาเผยแพร่ภาพโดรนที่ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพเมียนมายิงตกจากน่านฟ้าเหนือกรุงเนปิดอว์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งในจำนวนนี้ 4 ลำ ติดตั้งวัตถุระเบิด โดยสื่อเมียนมาระบุว่า กลุ่มก่อการร้ายต้องการทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเมืองหลวง

ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ระบุว่า ส่งโดรน 28 ลำ พุ่งเป้าโจมตีบ้านพักของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร รวมทั้งฐานทัพสำคัญ โดยแม้จะไม่มีรายงานความเสียหายจากการโจมตี แต่ความเคลื่อนไหวนี้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงการรุกคืบของกลุ่มต่อต้านรัฐประหารที่เข้าใกล้ศูนย์กลางของประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

จนเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว สื่อในเมียนมารายงานว่า สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ระบุว่าควบคุมฐานที่มั่นทางทหารในเมียวดีได้แล้ว หลังทหารกองทัพเมียนมายอมจำนนกว่า 500 นาย พร้อมเผยภาพอาวุธที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วยอาวุธหนักกว่า 100 ชิ้น พร้อมยานพาหนะทหาร

อีกทั้งล่าสุด กองกำลังกะเหรี่ยง KNLA สหภาพกะเหรี่ยงKNU และกองกำลัง PDF ยังสามารถยึดค่ายผาซอง กองพันทหารราบที่ 275 ของกองทัพเมียนมาได้แล้วเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 เม.ย.) หลังจาก KNU และกองกำลังพันธมิตร เข้าโจมตีฐานตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันก่อนหน้านั้น

เว็บไซต์ข่าว Fox News ของสหรัฐฯ รายงานสถานการณ์ที่กลุ่มติดอาวุธในรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในเมืองชายแดนสำคัญที่ติดกับไทยพร้อมระบุว่า ทหารและข้าราชการฝ่ายรัฐบาลทหารเมียนมากำลังละทิ้งฐานที่มั่น และพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หลาย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ยอมรับว่ากองทัพกำลังเผชิญแรงกดดัน

สถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนชาวเมียนมาจำนวนมากในฝั่งเมืองเมียวดี เข้าแถวยาวเหยียดหวังเดินทางเข้าไทย ผ่านด่านแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อหนีการสู้รบระหว่างทหารกองทัพเมียนมากับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ขณะที่ฝั่งไทยมีทหารเฝ้าตรึงพื้นที่อย่างเข้มงวด และคอยตรวจสัมภาระผู้เดินทางเข้ามา

มีรายงานว่าจำนวนชาวเมียนมาที่ขอข้ามแดนชั่วคราวผ่านด่านพรมแดนแม่สอด เมื่อวันพุธ (10 เม.ย.) อยู่ที่กว่า 4,000 คน เพิ่มจากช่วงเวลาปกติที่มีวันละ 1,000-2,000 คน จนทางการในพื้นที่เตรียมเสริมเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะมีคนเข้าเมืองเพิ่มมากขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นอกจากนี้กองทัพไทยยังได้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยตามแนวพรมแดนด้วย

ด้านเครือข่ายสนับสนุนสันติภาพกะเหรี่ยงที่เป็นกลุ่มภาคประชาสังคม เผยว่า การสู้รบรอบล่าสุดระหว่างกองกำลังฝ่ายต่อต้านกับกองทัพเมียนมา ทำให้มีคนพลัดถิ่นแล้วไม่ต่ำกว่า 2,000 คน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ Nikkei Asia เป็นสื่อหนึ่งที่ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ ประเมินว่ากองทัพเมียนมากำลังเผชิญสถานการณ์น่าอับอาย สืบเนื่องจากกรณีดังกล่าวรวมถึงการขอนำเครื่องบินมาลงที่ฝั่งแม่สอด โดยบทความของ NikkeiAsia เผยข้อมูลการสัมภาษณ์แหล่งข่าวภายใน KNU ซึ่งระบุว่าวิตกเกี่ยวกับการค้าชายแดนกับไทยและหวังว่าจะสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว เพื่อให้การค้าดำเนินต่อไปได้ ซึ่งนี่เป็นแผนการส่วนหนึ่งของการยึดคืนดินแดนที่รัฐบาลทหารเมียนมาปกครอง เพื่อคืนประเทศให้ประชาชน

ท่ามกลางปัญหาในรัฐกะเหรี่ยง ความไม่มั่นคงและการเพลี่ยงพล้ำให้กลุ่มกบฏต่างๆ หลายพื้นที่ในเมียนมาตลอดระยะเวลาหลายเดือนมานี้ นำมาซึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจโดยกองทัพเมียนมา


โดย ดาโน โทนาลี