ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอคือเพื่อนร่วมโลก และเพื่อนแท้ของมนุษย์

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอคือเพื่อนร่วมโลก และเพื่อนแท้ของมนุษย์

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอคือเพื่อนร่วมโลก และเพื่อนแท้ของมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หมา แมว คือเพื่อนร่วมโลงมนุษย์ โลกนีัไม่ได้เป็นเพียงสมบัติส่วนตัวของมนุษย์เท่านั้น เพราะยังมีหมามีแมวและสรรพสัตว์อื่น ๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ นก สิงโต เสือ จระเข้ ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ฯลฯ ร่วมเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้น มนุษย์จึงไม่ควรคิดเข้าข้างตัวเองว่า มนุษย์เป็นเจ้าของโลกใบนี้ แล้วเหยียดว่าสัตว์อื่น ๆ เป็นเพียงผู้มาขออาศัยโลกของมนุษย์

มนุษย์กับสัตว์ โดยเฉพาะกับหมา และแมว นับได้ว่าอยู่ร่วมบ้านกันมานานหลายพันปี จนทำให้มีความเชื่อว่าหมาแมวเป็นเพื่อนแท้สี่ขาของมนุษย์ และบางสังคมก็ยกย่องหมาแมวว่าเป็นเทพของชุมชน นั่นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับหมาและแมว ดังนั้น เมื่อเราไปดูหลุมฝั่งศพของมนุษย์ในยุคโบราณจึงเห็นว่ามีศพของมนุษย์ถูกฝั่งไว้ใกล้ ๆ กับซากของหมา ส่วนแมวนั้นได้กลายเป็นเสมือนเทพในความเชื่อของกรีก แล้วก็ยังเห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่นว่ามีแมวกวักน่ารัก ๆ นั่งส่งยิ้มหวานกวักมือตลอดเวลา ราวกับไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า (เพราะเป็นแมวกวักที่ใส่ถ่ายไฟฉาย) 

แต่สำหรับหนังสือพิมพ์แนวหน้าแล้ว ต้องบอกว่าทั้งเจ้าของผู้ก่อตั้ง และพนักงานจำนวนไม่น้อยต่างมีความรักให้กับหมาและแมวอย่างมาก เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่เคยไปที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ฯ ก็จะพบว่ามีน้องหมาอยู่ที่บริเวณต้อนรับ (reception) บางคนจึงเรียกน้องหมาว่า เป็นพนักงานต้อนรับสี่ขา

แล้วคนที่ติดตามหนังสือพิมพ์แนวหน้ามาเป็นประจำก็จะรู้ดีว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้สนับสนุนเรื่องสวัสดิภาพสัตว์อย่างมาก ดังนั้น จึงมีโครงการร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทำโครงการทำหมันให้หมาแมวจรจัด และมีเจ้าของ พร้อมกับตรวจสุขภาพสัตว์ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ และวัคซีนรวม โดยโครงการนี้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว และยังมีความร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกด้วย โดยจัดทำคอลัมน์ประจำชื่อ pet care เพื่อให้ความรู้กับผู้อ่านให้มีความเข้าใจการเลี้ยงดู ดูแลสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เขามีสุขภาพดียืนยาว คุณผู้อ่านติดตามคอลัมน์ pet care ได้ทุกวันเสาร์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า

และเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ หนังสือพิมพ์แนวหน้า  และเทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม นครปฐม ได้ร่วมกับทำโครงการชุมชนปลอดโรค สังคมปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ประจำปี 2569 โดยดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว ในปีนี้มีผู้นำหมาและแมวไปรับบริการทำหมันรวม 53 ตัว แบ่งเป็นหมา 10 ตัว แมว 43 ตัว และให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ วัคซีนรวม และกำจัดเห็บหมัด รวมทั้งหมด 80 ตัว

่ต้องบอกเหมือนทุกครั้งที่ไปออกทริปบริการชุมชนว่า ได้เห็นถึงความรักของมนุษย์ที่มีให้กับหมาแมว โดยเฉพาะคนที่ดูแล้วไม่ใช่คนร่ำรวยเหลือล้น แต่ทว่ามีใจเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงอย่างที่สุด ได้เห็นถึงความตั้งใจจริง ความเสียสละของบรรดาสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่และอาจารย์จากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ที่รวมโครงการมาด้วยกันตลอดเวลาเกือบ 20 ปี และซาบซึ้งกับความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ที่ประสานงานทำโครงการด้วยดีมาตลอดสองปี แล้วจะต้องทำโครงการนี้กับเทศบาลเมืองกระทุ่มล้มไปเรื่อย ๆ เพราะได้รับเสียงเรียกร้องจากชาวกระทุ่มล้มว่าอยากให้คุณหมอไปให้บริการทุกปี (แต่บางคนบอกว่าอยากให้ไปปีละ 2 ครั้ง) 

ขอบคุณเหล่าบรรดาอาจารย์และสัตวแพทย์ที่ร่วมกันจัดหาเวชภัณฑ์ และหยูกยาสำหรับให้บริการกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก รวมถึงสัตว์จรจัด ขอบคุณบริษัทห้างร้านที่ให้การสนับสนุนด้านเวชภัณฑ์บางตัวในโครงการนี้ และย้ำว่าโครงการที่เราทำนี้ไม่ได้เก็บเงินจากผู้นำสัตว์เลี้ยงไปรับบริการ แต่เรามุ่งหวังว่าเราอยากเห็นว่าสัตว์เลี้ยงทุกชีวิตมีสวัสดิภาพที่ดี เพราะสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์ในชุมชน ก็หมายถึงสวัสดิภาพที่ดีของคนในชุมชน แต่ถ้าหากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมสนับสนุนโครงการนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินต่อไปได้ยาวนาน โปรดติดต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091 7233615 สำหรับชุมชนที่ต้องการได้รับบริการนี้ สามารถติดต่อได้เช่นกันที่หมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ทหารมีไว้เพื่อรักษาบ้านเมือง

ตะลอนเที่ยว : ทหารมีไว้เพื่อรักษาบ้านเมือง

ตะลอนเที่ยว : ทหารมีไว้เพื่อรักษาบ้านเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พรรคการเมืองบางพรรคไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง นักการเมืองบางคนไม่มีประโยชน์ต่อประชาชนพลเมือง แต่ทว่าเมืองไทยกลับยังมีนักการเมืองและพรรคการเมืองที่หาประโยชน์มิได้แม้แต่น้อยอยู่มาได้จวบจนถึงบัดนี้ ซึ่งนับว่ามหัศจรรย์เชิงอุบาทว์สุดบรรยายจริง ๆ

หลายคนยังคงจำคำถามจากนักการเมืองไร้สติสิ้นปัญญาที่ถามว่า มีทหารไปทำไม แล้วก็ไม่เชื่อว่าจะรบชนะข้าศึกศัตรู หรือแปลความได้ว่าประเทศไทยไม่มีต้องมีทหาร มีไปก็รบแพ้ข้าศึก

ต้องบอกตรง ๆ ว่า นับเป็นความโชคร้ายอย่างสุด ๆ ของประเทศไทย และคนไทยที่มีพรรคการเมืองและนักการเมืองไร้สติสิ้นปัญญา แต่ที่โชคร้ายยิ่งกว่าคือดันมีคนไทยบางคนหลงใหล ได้ปลื้มไปกับพรรคการเมืองและนักการเมืองไร้ปัญญา ซึ่งการแก้ปัญหานี้ อยู่ที่จำเป็นต้องเร่งเพิ่มสติปัญญาให้ผู้คนที่หลงงมงายกับพรรคที่มีนักการเมืองไร้ปัญญา

เป็นเวลาประมาณ 8-9 เดือนมาแล้วที่กัมพูชาจงใจรุกรานแผ่นดินไทยและคนไทยด้วยอาวุธสงคราม จากวันนั้นถึงบัดนี้ กัมพูชายังคงพยายามจะรุกรานไทยต่อไป ทั้งนี้ผลของการรุกรานไทยโดยกัมพูชาทำให้ทหารไทยเสียชีวิตไป เพราะการรบแล้ว 42 นาย บาดเจ็บอีกนับร้อยนาย ส่วนความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจยังไม่สามารถประเมินค่าชัดเจนได้ในขณะนี้

ผลของการสู้รบที่เกิดจากฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่ม ทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-กัมพูชาต้องขาดสะบั้นลงเป็นการชั่วคราว ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่าจะกลับมาฟื้นความสัมพันธ์กันได้อีกเมื่อไร

มีคำถามว่าฝ่ายกัมพูชาจะโจมตีไทยอีกในวันเวลาใด ตอบเรื่องนี้ได้ยากมาก แต่หลายฝ่ายที่ติดตามสถานการณ์นี้ก็บอกตรงกันว่า น่าจะมีการปะทะกันอีกในอนาคตอันใกล้ เพราะกัมพูชาระดมสรรพกำลัง ทั้งกำลังพล กำลัง อาวุธ แล้วยังระดมปล่อยข่าวเท็จโจมตีฝ่ายไทยตลอดเวลา แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงระหว่างกันไปตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2568 แต่ในบางวัน ฝ่ายกัมพูชาก็ยังยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นช่วง ๆ แต่ไม่ได้ยิงหนาแน่นเท่ากับช่วงปะทะกันหนักในเดือนกรกฎาคม 2568

ทหารไทยที่ประจำการตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในแนวชายแดนอีสานใต้ (จากเขตจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี) จำนวนไม่น้อยบอก Mr. Flower ว่ายังไม่ได้กลับบ้านเลย เพราะสถานการณ์ชายแดนไม่น่าไว้วางใจ ส่วนนายทหารระดับสัญญาบัตรที่รับผิดชอบพื้นที่บอกว่า ต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาดินแดนไทย และเพื่อรักษาชีวิตของกำลังพลไว้ให้ได้ ไม่ต้องการให้กำลังพลเสียชีวิต หรือบาดเจ็บเลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้นจึงต้องวางแผนการรบอย่างรัดกุม และต้องเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อมตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรื่องอาวุธสำหรับรบ และที่หลบภัยจากกระสุนปืนใหญ่ของกัมพูชา

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ Mr. Flower และ คณะได้ขึ้นไปที่แนวชายแดนจังหวัดสุรินทร์ และ บุรีรัมย์อีกครั้ง หลังจากที่เดินทางเพื่อนำข้าวของ เครื่องใช้ อาหารแห้ง และอาหารที่ใช้สำหรับยาม ฉุกเฉิน ยา เครื่องห้ามเลือด (combat tourniquet) และชุดปฐมพยาบาลสนาม (IFAK) เสื้อผ้า เครื่องกันหนาว น้ำดื่ม ยากันยุง มีดโกนหนวด กางเกงใน เสื้อยืด รองเท้า ฯลฯ ไปมอบให้ทหารที่ชายแดน มาแล้วหลายครั้งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568

การไปครั้งนี้ ได้มอบของให้ทหารที่ฐานธงไทย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ปราสาทตาควาย และเนิน 350 แล้วไปช่องเสม็ด รวมถึงช่องจอมด้วย ขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดของพื้นที่ทราบ เพราะยังเป็นชั้นความลับทางทหาร แต่เพียงนำภาพมาบอกเล่าให้คุณได้ทราบว่าทหารไทยมีความสามารถมาก สามารถนำดินแดนของเรากลับคืนมาได้ และยังรักษาดินแดนไทยไว้อย่างมั่นคง

ทหารหาญฝากขอบคุณผู้ร่วมบริจาคข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ รวมถึงเงินสำหรับเป็นสิ่งขอบคุณทหารที่บาดเจ็บจากการสู้รบเพื่อรักษาเขตอธิปไตยของไทย และขอฝากบอกคุณผู้อ่านว่า เรากำลังระดมทุนเพื่อทำบังเกอร์ที่มั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ ชายแดน หากคุณผู้อ่านต้องการร่วมสมทบทุน โปรดติดต่อ โทร. Mr. Flower 091- 7233615

ขอกระซิบบอกก่อนลากันในสัปดาห์นี้ว่า บังเกอร์ของทหารกัมพูชาผู้รุกรานไทยเป็นบังเกอร์ที่แข็งแรงมากกว่าของไทยหลายเท่า เพราะเขาเตรียมการรุกรานไทยมาเป็นเวลานาน จึงทำบังเกอร์ที่มั่นคงถาวรกว่าไทย ส่วนไทยนั้นทหารของเราต้องรบไปด้วยแล้วยังต้องทำบังเกอร์เองอีกด้วย ซึ่งต้องย้ำว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะไหนจะต้องรบให้ชนะ เอาชีวิตให้รอดจากความตาย แล้วยังต้องทำบังเกอร์เพื่อเป็นที่กำบังภัยให้ตัวเองอีกเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้นจึงขอการสนับสนุนจากคุณผู้อ่านแนวหน้าด้วย

ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไปเที่ยวเกาะลันตา กระบี่ กันไหม นี่คือคำชวนสั้น ๆ แต่ทำให้คนถูกชวนตั้งคำถามทันทีว่า ทำไมต้องไปเที่ยวเกาะลันตา มีอะไรให้เที่ยวหรือ ตอบว่ามีที่ให้เที่ยวแบบเน้นธรรมชาติล้วน ๆ รับรองว่าไปแล้วจะต้องชอบ ย้ำว่าหากชอบเที่ยวแบบเสพความงามของธรรมชาติ จะต้องชอบทริปเกาะลันตาอย่างแน่นอน

อันที่จริงเกาะลันตา (คือลันตาน้อย และลันตาใหญ่) มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งชุมชนดั่งเดิมของลันตา คือชุมชนศรีรายา ชุมชนโบราณตั้งแต่ยุคค้าสำเภาจีน และมีอุทยานแห่งชาติเกาะลันตา หรือแหลมโตนด มีหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใส ๆ และมีประภาคารโดดเด่น หรือไม่ก็ไปเที่ยวทุ่งหยีเพ็ง ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์วิทยาแท้ ๆ หรือไม่ก็ไปเที่ยวถ้ำเขาไม้แก้ว ไปดูหินงอกหินย้อย หรือหากชอบดูโลกใต้ทะเลสวย ๆ ก็ไปดำน้ำที่เกาะไหง เกาะม้า เกาะเชือก เกาะมุก เกาะรอก เป็นต้น ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำที่ไม่ไกลจากเกาะลันตา

แต่ทริปนี้จะพาไปเที่ยวชุมชนสายน้ำสามเวลาทุ่งหยีเพ็ง เหตุที่เรียกว่าชุมชนสายน้ำสามเวลาก็เพราะสามารถล่องเรือชมธรรมชาติได้ตั้งแต่เช้าตรู่ยันพลบค่ำ แต่เราเลือกไปเวลาเช้าตรู่ เพราะต้องการดูแสงแรกของวัน แต่บางคนก็เลือกพายคายัคช่วงสาย ๆ ถึงบ่าย ๆ แต่บางคนชอบดูพระอาทิตย์ตกน้ำ ก็จะไปล่องเรือช่วงเย็นจนพลบค่ำ โดยในช่วงค่ำนั้นจะได้เห็นดาวพราวฟ้าในคืนเดือนมืด แต่หากคืนจันทร์เพ็ญก็จะเห็นจันทร์กระจ่างฟ้า 

บ้านหยีเพ็งอยู่เกาะลันตาใหญ่ เป็นชุมชนมุสลิมเก่าแก่อายุนับร้อยปี ชื่อหมู่บ้านมาจากบรรพบุรุษชื่อโต๊ะหยีเพ็ง อาชีพของชาวบ้านส่วนใหญ่คือประมงชายฝั่ง สวนยางพารา และหากินกับป่าชายเลน เพราะอุดมไปด้วย หอยและปลาสารพัดชนิด ดังนั้น กิจกรรมเสริมรายได้ของชาวทุ่งหยีเพ็งคือการพานักท่องเที่ยวชมระบบนิเวศน์ ดูป่าโกงกาง ดูปูก้ามดาบ นั่งเรือชมธรรมชาติ พายคายัค ส่วนการนั่งเรือก็จะใช้เรือเตาถ่าน ซึ่งเป็นเรือเก่าโบราณตั้งแต่สมัยเผาถ่านไม้โกงกางกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่ปัจจุบันไม่อนุญาตให้เผาไม้โกงกางเป็นถ่านอีกแล้ว

การนั่งเรือชมธรรมชาติยามเช้าตรู่ เรียกว่านั่งเรืออาบอรุณ โดยเริ่มทริปตั้งแต่ประมาณตีห้าครึ่ง โดยเรือลำหนึ่งนั่งได้ 4 คน แต่ส่วนมากก็นั่งแค่สองคน เพราะต้องการความโรแมนซ์ เมื่อเรือค่อย ๆ ลอยลำออกไปด้วยแรงคนแจว ก็จะได้พบกับความงามที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด จนฟ้าค่อย ๆ สว่างทีละน้อย ก็จะเห็นความงามของป่าโกงกาง เห็นชีวิตของลิงแสม ปูก้ามดาบ นกทะเลสารพัดชนิดโบยบินออกหากิน ระหว่างนั่งสบาย ๆ บนเรือก็มีของกินให้ด้วย เช่น ข้าวเหนียวดำนึงกินกับปลากระบอกแดดเดียวทอดน้ำมัน บางมื้อก็มีปลานึ่งลืมเล น้ำพริกมะอึก และมีของหวานคือข้าวเหนียวหน้าสังขยา 

ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อตะวันเริ่มขึ้นสูงพอควร ก็ล่องเรือกลับชุมชน แล้วไปเดินเที่ยวต่อในอุโมงค์ป่าโกงกาง แต่หากต้องการพักแบบ home stay ก็ได้ เพราะมีบริการให้ครบครัน  

ณ ชุมชนทุ่งหยีเพ็งแห่งนี้ คุณจะได้สัมผัสกับความสงบงาม และธรรมชาติแท้ ๆ  ชุมชนนี้มีพื้นที่ประมาณ 3,500 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลนอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนทิศตะวันตกเป็นทิวเขา เป็นชุมชนอุดมไปด้วยป่าโกงกางและทิวเขา มีลำคลองเชื่อมต่อกับท้องทะเลของอ่าวลันตา รายลอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่วางตัวเรียงรายโดยรอบ

ผู้ได้ไปเที่ยวทุ่งหยีเพ็งแล้วมักจะกล่าวว่าได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติโดยแท้ และรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ต้องเร่งรีบ จึงสามารถวางภาระต่าง ๆ ไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเท่ากับได้ recharge แบตเตอรีเพิ่มพลังให้กับชีวิตให้กลับมาสดใสสดชื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

สนใจร่วมทริปฟอกปอด ล้างพิษให้หมดไปจากร่างกายและจิตใจ ณ ทุ่งหยีเพ็ง โปรดติดต่อ Mr. Flower 0917233615 หนังสือพิมพ์แนวหน้า 

ตะลอนเที่ยว : ใส ๆ น่าจะไร้มลพิษ PM 2.5

ตะลอนเที่ยว : ใส ๆ น่าจะไร้มลพิษ PM 2.5

ตะลอนเที่ยว : ใส ๆ น่าจะไร้มลพิษ PM 2.5

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เมื่อกรุงเทพฯ ไม่มีฝนตกลงมา คนที่อาศัยในกรุงเทพฯ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 อย่างหนัก บางวันเมื่อดูดัชนีแสดงค่า PM 2.5 ในเขตต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ก็พบว่าเป็นสีส้มโดยบางแห่งก็เป็นสีแดง 

ขออนุญาตเขียนในเชิงวิชาการสักเล็กน้อยเกี่ยวกับปริมาณของ PM 2.5 ในระดับต่าง ๆ คือ โดยเริ่มจากสีฟ้า เขียว เหลือง ส้ม และแดง ขอลงรายละเอียดอีกสักนิดก็แล้วกัน คือเมื่อพบว่ามีค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในระยะเวลา 24 ชั่วโมงสูงเกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในช่วงสีส้ม ก็หมายความว่าไม่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์แล้ว แต่เมื่อดูจากดัชนีวัดคุณภาพอากาศในเขตประเทศไทยในระยะนี้ บางวันในบางพื้นที่มีปริมาณ PM 2.5 สูงเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ไม่เว้นแม้กระทั่งในเมืองชายทะเลบางแห่งก็ตาม ที่หลายคนอาจจะเข้าใจว่าไร้ PM 2.5 แต่เมื่อวัดคุณภาพอากาศก็ยังพบว่ายังคงมี PM 2.5 ในระดับสีเหลือง

เราจึงตัดสินใจหนี PM 2.5 จากกรุงเทพฯ ไปเกาะช้าง จังหวัดตราด เพราะเชื่อว่า PM 2.5 ต้องน้อยกว่ากรุงเทพฯ อย่างแน่นอน ซึ่งก็ไม่จริง 100 เปอร์เซ็นต์อยู่ดี แต่อย่างน้อยก็ยังมีลมทะเลพัดอยู่เกือบตลอดเวลา แล้วก็ยังมีน้ำทะเลใส ๆ ให้แช่คลายร้อนได้บ้าง (ยกเว้นช่วงกลางวันและช่วงบ่ายที่ต่อให้แช่น้ำทะเล ก็อาจจะตัวไหม้เกรียมจนดำปี๋) 

วันนี้ เราเลือกหาดไก่แบ้ ซึ่งเป็นหาดที่อยู่ด้านทิศตะวันตกของเกาะช้างเป็นที่หลบมลพิษ PM 2.5 ก็ต้องบอกว่าช่วงที่เราไปนั้น คือประมาณต้นเดือนธันวาคม เราไม่เจอฝน แล้วที่สำคัญคือคลื่นลมสงบดีมาก แต่ก็มีปัญหาที่ถูกถามว่าปลอดภัยจากภัยการสู้รบโดยกองทัพกัมพูชาหรือไม่ ตอบว่า ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ 

หาดไก่แบ้เป็นหาดทรายที่ไม่ยาวมากนัก แต่สามารถลงเล่นน้ำทะเลได้สบายเลย ดังนั้นจึงเป็นหาดยอดนิยมแห่งหนึ่งที่จะมีผู้ไปนั่งเล่นเย็นใจริมชายหาด บางคนก็นอนอาบแดด บางก็นอนแช่น้ำ บางก็ว่ายน้ำ จากหาดนี้ เราจะมองเห็นเกาะหยวก และเกาะมันนอก รวมถึงเกาะมันในได้ชัดเจน ในช่วงเวลาน้ำลงเราสามารถเดินบนสันทรายไปยังเกาะมันในได้โดยไม่ยาก

วันนี้จึงนำภาพสวย ๆ จากบริเวณหาดไก่แบ้มาฝาก โดยเป็นภาพสองบรรยากาศ คือ before sunset ก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า และช่วงเช้ากึ่งสายเล็กน้อย โดยเป็นสองบรรยากาศที่น่าประทับใจมาก คุณเห็นด้วยไหมครับ 

หากคุณสนใจจะไปเที่ยวเกาะช้างด้วยกัน โดยไปเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกไม่เกิน 12 คน เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบร้อน ไม่เร่งรัด เน้นเที่ยวแบบค่อย ๆ ละเลียดความสุข ไม่ตะกุมตะกลาม ไม่เที่ยวแบบชะโงกทัวร์ หากสนใจเที่ยวแบบนี้ โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลขโทรศัพท์ 0917233615

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : สวัสดีปีใหม่ 2569 ประเทศไทยจงเจริญ

ตะลอนเที่ยว : สวัสดีปีใหม่ 2569 ประเทศไทยจงเจริญ

ตะลอนเที่ยว : สวัสดีปีใหม่ 2569 ประเทศไทยจงเจริญ

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ 2569 แด่ชาวไทยทุกคน 

เราได้ผ่านพ้นปี 2568 ไปแล้ว โดยหลายคนอาจจะผ่านปีเก่าไปอย่างสะบักสะบอม แต่ก็ยังผ่านมาได้ ก็ต้องนับว่ายังโชคดีที่ผ่านพ้นมาได้ ส่วนบางคนอาจจะไม่ต้องประสบพบเจอเรื่องราวร้าย ๆ แต่ประการใดในรอบปีที่ผ่านไป ก็ต้องขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้าย หรือพบเรื่องดีในปี 2568 ก็ต้องบอกว่ามันผ่านไปแล้ว แล้วเราก็ต้องร่วมกันแสดงความยินดีที่เราได้ผ่านพ้นมันมาได้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และจำไว้เป็นบทเรียน 

บัดนี้ เวลานี้เข้าสู่ปี 2569 แล้ว เข้าสู่พุทธศักราชใหม่ คือ พ.ศ. 2569 ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่รักษาตัว รักษาชีวิตให้ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ได้พร้อมกัน อะไรที่ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไป เก็บไว้เพียงความทรงจำและบทเรียน อะไรดีอยู่แล้วก็ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป อะไรที่มันเลวร้าย ก็จงมองข้ามผ่านมันไป แล้วเก็บไว้เป็นบนเรียนของชีวิต เพราะชีวิตที่ดีต้องไม่ประสบปัญหาซ้ำเดิมเป็นครั้งที่สองที่สาม เพราะหากประสบปัญหาเดิม ๆ ปัญหาซ้ำ ๆ ก็หมายความว่าไม่เรียนรู้ ไม่สำนึก 

ปีนี้จะเป็นปีที่ดี หรือปีที่ไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะดำเนินชีวิตอย่างไร เพราะเราเลือกทางเดินของชีวิตของเราเองได้ เราต้องการได้ดี ก็ทำดี หากเราไม่ต้องการได้ดีก็ทำสิ่งเลวร้าย นี่คือความจริง ไม่มีทางที่คนทำดีจะประสบความเลวร้าย แล้วก็ไม่เคยที่คนทำเลวจะประสบความสุข ความดีเป็นสิ่งที่ทำยาก แต่ต้องทำ และต้องตั้งใจทำโดยตลอด แต่ความชั่วเป็นเรื่องง่ายที่จะกระทำ แต่ทำแล้วนำมาซึ่งปัญหาสารพัด แต่ก็น่าประหลาดที่คนทุกคนรู้เรื่องนี้ดี แต่ก็ยังมีคนทำความเลว 

หลายคนบอกว่าปีนี้จะมีปัญหาสารพัดสารพันรุมเร้าประเทศไทยและคนไทย แต่ก็ต้องบอกว่าต่อให้มีปัญหานานาประการมากมายสักเพียงใด เราก็ต้องเอาชนะมันให้ได้ และเราก็ต้องไม่เป็นตัวสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้บ้านเมืองของเรา และไม่เพิ่มปัญหาให้ตัวของเองด้วย ปัญหาเกิดขึ้นได้ก็ต้องแก้ได้ ถ้าเรามีสติปัญญา และมีความรู้เท่าทัน ขออย่างเดียวอย่างสร้างปัญหา อย่างเพิ่มปัญหาให้หนักกว่าเดิม หากเราไม่สร้างปัญหา ก็เท่ากับช่วยลดปัญหาได้แล้ว แล้วเมื่อเรามีสติปัญญา เราก็จะช่วยแก้ปัญหาได้

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์วันนี้ เป็นภาพพุลสวยงาม สว่างไสว เสียงดัง ดูแล้วสวยสดงดงาม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบพลุ แต่ก็ต้องบอกว่าแม้พลุจะสวยงาม สว่างไสว แต่ก็มีผลเสียต่อชีวิตของหมาแมวเช่นกัน เพราะหมาแมวหลายตัวต้องตายเพราะตื่นตกใจกับเสียงพลุ จนวิ่งเตลิดไปถูกรถชนตาย บางตัวก็วิ่งเตลิดหนีออกจากบ้านจนหลงกลับบ้านไม่ถูก ซึ่งนั้นก็ต้องบอกว่าในดีมีร้าย ในร้ายมีดี เพราะพลุสวยงาม ทำให้เราชื่นตาชื่นใจ แต่ก็มีผลร้ายต่อสัตว์ร่วมโลกของเราด้วย ทั้งนี้คงจะต้องมาหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในอนาคต เพื่อให้คนสดชื่นรื่นเริงเบิกบานสำราญใจ แล้วไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขออวยพรให้คนไทยมีสติ มีปัญญา ที่เข้มแข็ง ไม่หลงในอบายทั้งปวง ไม่ถูกนักการเมืองหลอกล่อ ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้กลายเป็นเหยื่อของคนเลวคนพาล ไม่ตกเป็นอาหารอันโอชาของหมู่มารและพาลชน ปีใหม่นี้ หากคุณต้องการความสุขสถานใด คุณต้องเลือกและต้องทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครทำให้คุณมีความสุขได้ หากคุณไม่บรรดาลความสุขให้ตัวเอง ความสุขอยู่ที่ใจ เมื่อใจมีสุข ทุกอย่างก็มีสุข 

สวัสดีปีใหม่ 2569 ขอประเทศไทยจงเจริญ หมดคนพาล สิ้นคนเลว ขอคนไทยมีสติ มีปัญญากล้าแข็งทุกคน 

และขอแจ้งข่าวว่าวันเด็กปีนี้ Mr. Flower และมวลมิตรจะไปเลี้ยงอาหารกลางวัน และมอบของขวัญวันเด็กให้นักเรียนโรงเรียนบ้านกลาง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นักเรียนมีจำนวน 120 คน ครูและเจ้าหน้าที่จำนวน 17 คน หากคุณ ๆ สนใจไปร่วมกิจกรรมนี้ กรุณาติดต่อ 091 7233615 เราไปร่วมทำกิจกรรมดี ๆ ให้สังคมด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ขอบคุณภาพจาก Viv Pithaksuwan 

ตะลอนเที่ยว : ถนนหนังสือเก่าในกรุงโตเกียว ใกล้ศาลเจ้ายาซูคูนิ

ตะลอนเที่ยว:ถนนหนังสือเก่าในกรุงโตเกียว ใกล้ศาลเจ้ายาซูคูนิ

ตะลอนเที่ยว:ถนนหนังสือเก่าในกรุงโตเกียว ใกล้ศาลเจ้ายาซูคูนิ

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.42 น.

สัปดาห์ที่แล้วพาคุณไปเที่ยวชมศาลเจ้ายาซูคูนิ ในเขตโยชิดะ แต่ในบริเวณใกล้เคียงกับศาลเจ้านั้นมีถนนที่เต็มไปด้วยร้านร้านขายหนังสือเก่าชื่อว่าย่านจิมโบโช สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหนังสือเก่าบางเล่มอายุหลาย 10 ปี นอกจากนั้นยังมีหนังสือเก่าอีกมากมายหลายร้อยหลายชนิดพันชนิดให้เลือก

สัปดาห์นี้จึงขอชวนคุณไปเดินซื้อ เดินดูหนังสือเก่าในย่านจิมโบโชด้วยกัน

วิธีการไปถนนหนังสือเก่าก็ง่ายดายมาก โดยการใช้รถไฟสายโทเอมิตะ และสายชิจูกุ หรือสายโตเกียวเมโทรฮันโซมง แล้วรถไฟที่สถานีจิมโบโช เมื่อคุณขึ้นไปบนถนนก็จะได้พบกับถนนหนังสือเก่า ศูนย์รวมหนังสือเก่าในร้านรวงต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนน มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร

ย่านนี้ขายหนังสือเก่า หรือหนังสือมือสองมาประมาณเกือบหนึ่งศตวรรษ เพราะฉะนั้นบริเวณนี้จึงเป็นที่รักของหนอนหนังสือ โดยเฉพาะหนอนหนังสือจำพวกนิยมหนังสือมือสองและหนังสือเก่า รวมถึงโปสเตอร์ต่างๆ นานา ซึ่งนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นศูนย์รวมของนักอ่านและหนอนหนังสือ และยังรับการยอมรับว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจมาก

แล้วที่สำคัญที่ต้องบอกเล่าให้ทราบก็คือในย่านนี้นอกจากจะมีหนังสือมือสองทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือวิชาการ หนังสืออ่านเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ หนังสือแฟชัน หนังสือการ์ตูน และยังมีหนังแผ่นยุคเก่า รวมถึงแผ่นเสียงเพลงยุคโบราณให้เลือกซื้อเลือกชมอีกมากมาย ขณะเดียวกันก็มีร้านกาแฟและร้านเบเกอรี ไว้ให้บริการอีกมากมาย เพราะเป็นเรื่องปกติของผู้ที่ชอบอ่านหนังสือ ก็มักจะจะต้องมีเครื่องดื่มและเบเกอรีให้ลิ้มชิมรสไปพร้อมกันในระหว่างอ่านหนังสือ

ขณะเดียวกันในแต่ละช่วงก็มักจะมีการตั้งกลุ่มเพื่อวิจารณ์วรรณกรรม หรือพูดถึงหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งในเชิงลึก ซึ่งการรวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมหรือพูดถึงหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งในเชิงวิเคราะห์เบื้องลึก นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่สนใจใฝ่หาความรู้ในแขนงใดแขนงหนึ่งของวรรณกรรม และหนังสือประเภทต่างๆ

อันที่จริงมีร้านหนังสือซึ่งมีชื่อต่างๆ นานามากมาย และมีอยู่ร้านหนึ่งซึ่งขอเอ่ยถึงเป็นพิเศษคือร้านยากุจิ จุดเด่นที่สุดของร้านนี้คือการโชว์หนังสือให้ดูเสมือนเหมือนกับว่าอยู่ในห้องสมุด โดยสามารถเห็นจุดเด่นนี้ได้ตั้งแต่ภายนอกร้าน ขณะเดียวกันก็จะเห็นความโดดเด่นของป้ายชื่อร้าน ทำให้สามารถจินตนาการได้ราวกับว่าผู้เข้าไปชมหนังสือในร้านนี้อยู่ในยุคย้อนหลังไปประมาณ 60-70 ปีที่แล้ว

จะเห็นได้ว่าการไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกรุงโตเกียวเพียงเมืองเดียวนั้น ยังมีสถานที่น่าเที่ยวน่าชมอีกมากมาย และการเที่ยวสถานที่เช่นนี้จำเป็นจะต้องอาศัยการเดิน และเดินซอกแซก ไปตามถนนสายต่างๆ รวมถึงหลายหลายต่อหลายครั้งอาจจะต้องนั่งรถเมล์เพื่อจะได้เห็นสถานที่น่าสนใจของเมือง แล้วต้องขอบอกว่า อย่ากลัวหลงเมื่อนั่งรถเมล์ เพราะต่อให้หลงก็สามารถจะถามทางจากผู้คนได้ แม้บางครั้งอาจจะสื่อสารกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่รับรองว่าการเที่ยวกรุงโตเกียวด้วยการนั่งรถเมล์และรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วขึ้นไปตามสถานีต่างๆ จะทำให้คุณได้เห็นกรุงโตเกียวในมุมมองที่นักท่องเที่ยวที่ชอบเที่ยวด้วยกันนั่งรถโค้ช และมีไกด์พาคุณไปในที่ต่างๆ จะไม่มีวันได้เห็นการเที่ยวด้วยตัวคุณเอง

หากคุณสนใจเที่ยวกรุงโตเกียวแบบเดินไปแล้วซอกซอนซอกแซกไปตามจุดต่างๆ ขอให้ไปท่องเที่ยวกับ Mr. Flower เบอร์ติดต่อคือ 0917233615

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้ายาสุคูนิ โตเกียว

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้ายาสุคูนิ โตเกียว

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้ายาสุคูนิ โตเกียว

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น่าประหลาดใจกับการที่ประเทศหนึ่งจะมีปัญหากับอีกประเทศหนึ่ง เมื่อผู้นำการเมืองของประเทศหนึ่งไปแสดงความเคารพศาลเจ้าบางแห่งของประเทศที่เป็นคู่กรณีกัน

เมื่อขึ้นต้นเรื่องแบบนี้ อาจทำให้คุณงง แล้วถามว่ากำลังจะบอกอะไร แต่จริง ๆ แล้วจะบอกว่า ศาลเจ้ายาสุคูนิ หรือศาลเจ้าสันติรัฐ  คำว่า Yasukuni เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าประเทศที่แสนสงบสุข หรือ peaceful country และต้องบอกว่าศาลเจ้าแห่งนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในสงครามตั้งแต่สมัยเมอิจิจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

แน่นอนว่าการทำศึกสงครามระหว่างประเทศในยุคอดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการได้ดินแดน ได้ผู้คน และได้ทรัพย์สินของประเทศคู่กรณี หรือบางครั้งก็ต้องทำสงครามเพื่อป้องกันตัวเอง ป้องกันดินแดน แต่มันก็คือสงคราม คือการสู้รบกัน ซึ่งหมายถึงความสูญเสีย ความวิบัติของคู่กรณี ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นฝ่ายเสียหายมากกว่ากัน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าบางครั้งสงครามก็เกิดจากความไม่ยั้งคิดของผู้ก่อ เพราะเมื่อก่อสงครามแล้ว ก็เดินหน้าทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่มีขีดจำกัด แต่มันก็คือสงคราม

ศาลเจ้าแห่งนี้คือปมที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้และจีน เพราะทุกครั้งที่ผู้นำกรเมืองญี่ปุ่นไปแสดงความเคารพศาลเจ้าแห่งนี้ ก็จะมีการประท้วงต่อต้านจากเกาหลีใต้และจีน เพราะไม่พอใจที่ผู้นำญี่ปุ่นไปแสดงความเคารพต่อผู้ที่เคยกระทำย่ำยีต่อชาวเกาหลีใต้และจีน แน่นอนว่าเกาหลีใต้และจีนคือเหยือสงครามที่แสนโหดร้ายที่ถูกญี่ปุ่นกระทำเมื่อครั้งอดีต

ถามว่าทำไมจีนและเกาหลีใต้จึงต้องประท้วงเมื่อผู้นำการเมืองญี่ปุ่นไปแสดงความเคารพดวงวิญญาณของนักรบในศาลเจ้าแห่งนี้ ตอบว่าเพราะไม่พอใจที่มีการบันทึกชื่อของนักรบญี่ปุ่นที่ถูกชาติที่ไม่พอใจระบุว่าเป็นอาชญกรสงครามในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

ในศาลเจ้ายาสุคูนิได้บรรจุป้ายวิญญาณทหารญี่ปุ่นฝ่ายรัฐบาลไว้ประมาณ 2 แสน 4 หมื่น 7 พันชื่อ นับตั้งแต่ยุคปฏิรูปเมอิจิ โดยผู้เสนอให้ตั้งศาลเจ้าแห่งนี้โอมุระ มาสุชิโร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงคราม โดยอ้างว่าสร้างเพื่อสักการะและปลอบประโลมดวงวิญญาณของทหาร โดยศาลเจ้านี้มีข้อสังเกตคือเสาโทริอิทำด้วยเหล็กและทองแดง ซึ่งต่างจากเสาโทริอิในศาลเจ้าอื่น ๆ ที่ทำด้วยไม้ การทำเสาโทริอิด้วยเหล็กและทองแดงเพื่อแสดงว่าญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคของอุตสาหกรรมแล้ว และต่อมาจักรพรรดิเมอิจิทรงรับศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลหลวงของราชวงศ์

ดังนั้น เมื่อเดินเข้าไปในเขตศาลเจ้ายาสุคูนิจึงพบอนุสาวรีย์ของโอมุระ มาสุชิโร ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณวงเวียนก่อนถึงตัวศาลเจ้า

ต้องบอกว่าอันที่จริงการที่ผู้นำชาติต่าง ๆ ไปเคารพอนุสรณ์สถานของวีรชน หรือไปเคารพอนุสาวรีย์ของทหารกล้าของแต่ละประเทศไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกประเทศก็กระทำด้วยกันทั้งนั้น แต่สำหรับญี่ปุ่นนั้นกลับมีปัญหา ไม่ใช่เพราะวิญญาณของวีรชนทหารกล้า แต่เป็นเพราะผู้นำการเมืองญี่ปุ่นไม่เคยแสดงความเสียใจ ไม่ยอมรับว่ากระทำการรุกรานประเทศคู่กรณี และไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้ประเทศที่ถูกรุกราน

แน่นอนว่าสงครามก็คือสงคราม สงครามมีผู้ชนะและผู้แพ้ แต่ไม่มีสงครามไหนที่จะปราศจากคนตาย ส่วนการที่ใครจะมองว่าใครเป็นผู้ร้ายหรือพระเอก ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมอง มองจากฝั่งไหน แต่ความจริงคือสงคราม และสงครามนำมาซึ่งความตายและความเสียหายของทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีทั้งเสียหายมากและน้อยต่างกันไป

ผมไปศาลเจ้ายาสุคูนิเพราะเห็นว่าเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ไม่ได้ไปเพื่อส่งเสริมสงคราม แต่ไปเพราะต้องการปลงกับคำว่าสงคราม แต่ถึงกระนั้นก็ต้องบอกว่าเมื่อเข้าไปสู่เขตศาลเจ้าแห่งนี้แล้ว ก็นึกถึงประวัติศาสตร์สงครามในแง่มุมต่าง ๆ ผมไม่ได้ประณามดวงวิญญาณใด ๆ เพราะถือว่าแต่ละคนมีเหตุผลในการกระทำ แม้ทำในสิ่งที่ไม่น่ามีเหตุผลก็ตาม แต่มันก็คือประวัติศาสตร์

ศาลเจ้ายาสุคูนิ อยู่ในเขตกรุงโตเกียว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสวนควาจิโดริงาฟุจิแห่งพระราชวังหลวง อยู่ตรงข้ามกับนิปปอนบุโดคัง วันที่ผมไปศาลเจ้าแห่งนี้ ผมไปโดยรถไฟใต้ดินสายสีม่วง ไปลงที่สถานีคุดันชิตะ ขอบอกว่าหากคุณไปศาลเจ้าแห่งนี้ในยามนี้ (หน้าหนาว) คุณจะพบกับใบไม้สีทองของต้นกิงโกะ แต่หากไปช่วงปลายเดือนธันวาคมจะพบกับต้นกิงโกะที่เหลือแต่กิ่งก้านและลำต้น ส่วนหากไปหน้าร้อนจะได้พบกับซากูระแสนสวยในย่านนี้ แต่หากไปในช่วงเดือนเมษายนจะได้พบกับการแสดงละครโนห์ และได้ชมการแข่งขันซูโม เพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของคนญึ่ปุ่น

แต่หากคุณจะไปเที่ยวญึ่ปุ่นกับ Mr. Flower ก็ติดต่อได้ที่ 0917233615 เราไปเที่ยวกันแบบกลุ่มเล็ก ๆ ไม่รีบไม่ร้อน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : สัตยาพาลี เสียชีพอย่าเสียสัตย์

ตะลอนเที่ยว : สัตยาพาลี เสียชีพอย่าเสียสัตย์

ตะลอนเที่ยว : สัตยาพาลี เสียชีพอย่าเสียสัตย์

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.15 น.

“ไม่มีใครดูโขน แม่จะดูเอง” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงกล่าวไว้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว แล้วบัดนี้โขนก็ได้กลับมาเป็นที่นิยมของคนไทยและชาวต่างชาติที่เห็นคุณค่าของโขน จนทำให้โขนได้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติที่จับต้องไม่ได้ โดย UNESCO เมื่อปี 2561 เพราะโขนเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยที่รวบรวมเอาภูมิปัญหาสารพัดแขนงไปรวมไว้ในการแสดงโขน ไม่ว่าจะเป็นบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ท่าร่ายรำ บทพากษ์ บทร้อง บทเจรจา ดนตรี พัสตราภรณ์ ศิราภรณ์ ฉาก และเครื่องประกอบฉาก รวมถึงระบบแสง สี และเสียง เป็นต้น 


บัดนี้ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าเป็นการแสดงประจำปีที่ผู้คนต่างเฝ้ารอเฝ้าคอยจะได้รับชมอย่างใจจดใจจ่อ เพราะได้ตระหนักแล้วถึงความงดงามของศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย โดยปีนี้จัดการแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนสัตยาพาลี ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย


ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่พระราชทานทั้งพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และพระราชทานทุกสิ่ง ทั้งพระราชดำริ และทรงสนับสนุนความรู้ด้านเทคนิกทันสมัยให้กับครูช่างที่ทำงานเกี่ยวกับโขน เพื่อให้โขนไทยมีความทันสมัย ผสมผสานไปกับคุณค่าของภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ จนบันนี้โขนได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งสมดังพระราชดำริ จนกล่าวได้ว่า ในยุคนี้ หากใครก็ตามที่มีโอกาสเข้าชมโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แล้วพลาดการชม ก็นับได้ว่าน่าเสียใจอย่างที่สุด 


และในโอกาสนี้ ขอเล่าเรื่องย่อตอนสัตยาพาลีให้ทราบโดยสังเขป พระอิศวรทรงปูนบำเหน็จความชอบแก่พญากากาศ ที่ช่วยชะลอเขาพระสุเมรุที่เอนทรุดให้กลับตั้งตรงได้ โดยพระราชทานนามว่าพญาพาลีธิราช แล้วพระราชทานตรีเพชรสุรกานต์เป็นอาวุธประจำกาย และยังพระราชทานพรว่า เมื่อต่อสู้กับศัตรูรายใดก็ตาม ให้ได้กำลังจากศัตรูแบ่งมาสมทบครึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงออกพระโอษฐ์ทรงฝากผอบบรรจุนางเทพดาราไปพระราชทานแก่สุครีพน้องชาย แต่พระนารายณ์ซึ่งเข้าเฝ้าฯ อยู่ด้วยทรงทูลทัดทานว่าไม่ควรฝากสตรีงามไปกับบุรุษ เกรงจะไม่ถึงมือสุครีพ ดังเทวะประสงค์ เมื่อพาลีได้ยินจึงกล่าวถวายสัตย์สาบาน ว่าหากตนคิดทรยศน้องชาย ขอให้ตายด้วยศรพระนารายณ์ ว่าแล้วจึงเหาะนำผอบกลับไปเมืองขีดขิน เมื่อไปถึงเมือง พาลีก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดด้วยความสงสัยว่านางในผอบจะงดงามสักเพียงใด จึงเปิดออกดูและเห็นความงามของนางเทพดารา ทำให้ลืมคำสัตย์สาบานต่อพระนารายณ์ พาลีเล้าโลมเกี้ยวพานจนได้นางเทพดาราเป็นชายา กล่าวถึงทรพีควายผู้ลูกทรพากับนางนิลากาสร ซึ่งได้ลอบไปคลอดในถ้ำฝากเทวดาช่วยพิทักษ์เลี้ยงดู เป็นเหตุให้ทรพีมีฤทธิ์จิตหยาบช้า คอยวัดรอยเท้าทรพาพ่อของตนจนเติบโตเท่าบิดา จึงไปสู้รบแล้วฆ่าบิดาตาย ทรพียิ่งกำเริบมากขึ้น จนไปท้าพระอิศวรรบถึงวิมานบนเขาไกรลาส พระอิศวรให้ลงไปสู้กับพาลีแล้วสาปให้ตายด้วยฤทธิ์ของพาลี เมื่อพาลีถูกทรพีมาท้าทาย ก็สังเกตว่าทรพีมีฤทธิ์และกำลังผิดธรรมดา จึงออกอุบายให้ไปสู้รบในถ้ำแล้วสั่งสุครีพน้องชายให้หมั่นพาไพร่พลมาตรวจดูหน้าถ้ำ ถ้าเห็นเลือดข้นไหลออกมา หมายความว่าตนมีชัยชนะ แต่ถ้าเลือดใสหมายความว่าตนสิ้นชีวิต ให้รีบขนหินมาปิดปากถ้ำอย่าให้ทรพีออกมาได้ สั่งแล้วก็เข้าไปรบกับทรพีในถ้ำ สู้กันอยู่นานไม่อาจชนะได้ พาลีสงสัยว่าคงมีเทวดาคอยรักษากายจึงร้องถามแต่ทรพีควายอกตัญญูมิได้รู้คุณเทวดา กลับตอบว่าเก่งด้วยตนเองโดยไม่มีเทวดาช่วยเหลือ เมื่อสิ้นคำทำให้เทวดาต่างพากันออกจากกาย ทรพีจึงถูกพาลีสังหาร แต่ขณะนั้นบังเกิดฝนตกหนักลงมาชะล้างเลือดทรพีที่มีสีข้นให้กลายเป็นเลือดใส เมื่อสุครีพมาเห็นก็ตกใจและเสียใจคิดว่าพาลีตายจึงสั่งพลลิงขนหินมาปิดปากถ้ำ


เมื่อพาลีเห็นปากถ้ำถูกปิด ก็โกรธจัด คิดว่าสุครีพผูกใจเจ็บโกรธแค้นจึงต้องการฆ่าตน เพราะเรื่องนางเทพดารา จึงตัดหัวทรพีขว้างทำลายหินที่ปิดปากถ้ำ แล้วออกมาไล่สู้รบกับสุครีบ แล้วขับไล่สุครีพออกจากเมืองโดยไม่ฟังเหตุผล สุครีพหนีไปในป่าจนได้พบหนุมานหลานชาย หนุมานพาไปเฝ้าพระราม และพระลักษมณ์ สุครีพกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ พระรามรำลึกถึงคำพาลีที่เคยถวายสัตย์สาบาน จึงให้สุครีพไปท้ารบเพื่อจะแผลงศรสังหาร เมื่อสุครีพล่อพาลีออกมาต่อสู้บนท้องฟ้า พระรามจึงแผลงศรพรหมาสตร์หมายจะสังหาร แต่พาลีสามารถจับลูกศรไว้ได้ แล้วเหาะลงมาด่าทอบริภาษพระราม แต่แล้วก็ได้เห็นพระรามว่าคือพระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงกล่าวทวงสัตย์สาบาน พาลีจึงสำนึกผิดกราบทูลถวายชีวิต แล้วฝากสุครีพพร้อมพลวานรเป็นข้าของพระราม แล้วสั่งสอนสุครีพจนเสร็จสิ้น ก็ใช้ลูกศรปักตัวเองถึงแก่ความตาย

ตะลอนเที่ยว : คืนบ้านให้ปูเสฉวน

ตะลอนเที่ยว : คืนบ้านให้ปูเสฉวน

ตะลอนเที่ยว : คืนบ้านให้ปูเสฉวน

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

ปูเสฉวนหายไปจากชายหาดของบ้านเราจนแทบจะหาไม่เจอแล้ว มันหายไปไหน ทำไมมันหายไป อะไรคือต้นเหตุทำให้ปูเสฉวนหายไปจากชายหาดของบ้านเรา

ก่อนอื่นต้องถามคุณก่อนว่าเคยเห็นปูเสฉวนที่ชายหาดมาก่อน หรือไม่ หากคุณไม่เคยเห็นมาก่อน ก็คงยากที่จะบรรยายให้ฟัง เพราะฉะนั้น ขอให้คุณลองไปเปิดคลิปวิดีโอดูก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงค่อยมาคุยกันต่อ แต่สำหรับคนที่เคยเห็นปูเสฉวนตัวเป็น ๆ ในธรรมชาติ รับรองคุณจะต้องหลงรักมันอย่างแน่นอน เพราะมันคือสัตว์ที่แสนน่ารัก ตัวเป็นปู แต่อาศัยเปลือกหอยเป็นเสมือนกระดองของมัน 

เหตุผลที่ปูเสฉวนต้องอาศัยเปลือกหอยเป็นเสมือนบ้าน หรือกระดองของมัน ก็เพราะว่ามันมีตัวที่นิ่มมาก แต่ก้ามด้านซ้ายของมันมีขนาดใหญ่กว่าด้านขวา มันจึงใช้เป็นเสมือนอาวุธป้องกันตัว แล้วก็ใช้เปิดฝาหอยเพื่อเอาตัวเข้าไปอาศัย ส่วนก้ามด้านขวาที่เล็กกว่าใช้สำหรับป้อนอาหารให้ตัวเอง 

ก่อนอื่นขอย้ำว่าปูเสฉวนอาศัยอยู่บนบก ไม่ได้อยู่ในน้ำทะเลนะครับ เพราะฉะนั้น อย่าจับมันไปโยนลงทะเล ปูชนิดนี้อาศัยตามป่าและเขาที่อยู่ที่กับชายหาด มันได้รับการยกย่องว่าเป็นนักกำจัดขยะตามชายหาดที่ขยันขันแข็งมาก เพราะมันกินซากพืช ซากสัตว์ จึงทำให้หาดทรายสะอาดขึ้น มันจะวางไข่ปีละสามครั้งต่อหนึ่งฤดูการวางไข่ แล้วมันก็ใช้การลอกคราบเพื่อเพิ่มขนาดของตัวของมันให้โตขึ้น ระยะเวลาการลอกคราบอยู่ที่ 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดของมัน โดยปูเสฉวนที่โตเต็มวัยจะมีขนาด 5 นิ้ว 

ถามว่าทำไมปัจจุบันปูเสฉวนจึงลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด ตอบว่า เพราะมันไม่มีบ้าน หรือเปลือกหอยเป็นที่คุ้มกันภัยให้มัน สาเหตุเพราะคนที่ไม่รักธรรมชาติ มักชอบเก็บเปลือกหอยไปจากชายทะเล จนมันไม่มีเปลือกหอยให้อาศัย แล้วก็มันก็ยังเจอกับปัญหาน้ำทะเลไม่สะอาด จึงทำให้ปูเสฉวนตายไปเป็นจำนวนมาก แต่ที่อุบาทว์กว่าคือ มีพวกโรคจิตซื้อปูเสฉวนไปเป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งขอบอกว่าอย่าได้หาทำเป็นอันขาด เพราะมันคือการฆ่า ย้ำว่าไม่สามารถเลี้ยงปูเสฉวนเป็นสัตว์เลี้ยงได้ เพราะมันต้องอยู่กับธรรมชาติ มันไม่ใช่สัตว์เลี้ยง 

ขอบอกว่าหากเราให้ปูเสฉวนอยู่ตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับพวกเขา เขาจะมีอายุยืนยาวถึง  30-60 ปี ตามแต่ละสายพันธ์ุ แต่หากอุตรินำเข้าไปเป็นสัตว์เลี้ยง มันคือการจงใจฆ่าเขาให้ตายภายในเวลาไม่เกิน 2-3 วัน หรืออย่างเก่งก็ไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพราะมันอยู่ผิดที่ผิดทาง ผิดธรรมชาติ ปูเสฉวนมันต้องอยู่ริมทะเล อยู่บนหาดทราย อยู่ในเปลือกหอย แต่ดันเอามันไปเลี้ยงในตู้ปลา มันจะไปอยู่ได้อย่างไรกัน 

เมื่อธรรมชาติถูกทำลาย เปลือกหอยถูกคนสติไม่สมประกอบเก็บไปจนหมด ทำให้ปูเสฉวนไม่มีบ้านอยู่ ขอย้ำว่าปูเสฉวนนั้นมีตัวที่นุ่มนิ่มมาก มันจึงต้องมีเปลือกหอยเป็นกระดอง หรือเป็นบ้านของมัน ย้ำว่าปูเสฉวนต้องอยู่ในหอยแบบมีโพรงให้มันอาศัย ไม่ใช่หอยสองฝา เพราะหอยแบบมีโพรงเป็นที่อยู่อาศัยของปูเสฉวนได้ เพราะมันจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในช่องหรือในโพรงของเปลือกหอย เมื่อคนบ้าบอดันเก็บเปลือกหอยไปจนหมด ก็ทำให้ปูเสฉวนไม่มีบ้านอยู่ มันก็จึงตาย ดังนั้น เราจึงต้องช่วยกันนำเปลือกหอยคืนกลับไปยังป่าละเมาะที่อยู่ชายหาด หรือเนินเขาริมทะเล แล้วที่สำคัญคือเราต้องไม่เก็บเปลือกหอยกลับบ้าน ไม่ซื้อสินค้าใด ๆ ที่ทำจากเปลือกหอย 

ภาพปูเสฉวนต้องเอาตัวเข้าไปอาศัยอยู่ในขวดแตก หรือกระป๋องน้ำอัดลม กระป๋องเบียร์ หรือขวดพลาสติก ทำให้เกิดความสังเวชมาก เพราะมันคือการเอาตัวรอดของปูเสฉวนที่ไม่มีเปลือกหอยเป็นบ้านของมัน

เพราะฉะนั้น ขอเชิญชวนคุณส่งเปลือกหอยกลับคืนสู่ชายทะเล เพื่อให้เป็นบ้านของปูเสฉวน โดยส่งไปให้อุทยานทางทะเลต่าง ๆ ทั่วทุกแห่งของไทย โดยส่งไปทางไปรษณีย์ หรือหากสะดวกก็นำไปไว้ที่บริเวณป่าชายทะเล เพราะปูเสฉวนอาศัยอยู่ตามป่าละเมาะ และเนินเขาริมทะเล และขอย้ำว่าเวลาคุณกินอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยต่าง ๆ ขอให้ช่วยนำเปลือกหอยกลับบ้านไปด้วย แล้วทำความสะอาดเปลือกหอยโดยแช่น้ำสะอาดไว้สักหนึ่งคืน แล้วก็ส่งทางไปรษณีย์ไปยังอุทยานทางทะเลที่คุณตั้งใจส่งไป เพียงแค่นี้ก็จะได้ช่วยกันหาบ้านให้ปูเสฉวน และช่วยกันเพิ่มจำนวนปูเสฉวน

สำหรับคุณ ๆ ที่สนใจร่วมทริปคืนเปลือกหอยให้ปูเสฉวนที่เกาะลันตา โดยไปที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ โดยตั้งใจจะไปทริปนี้ในช่วงต้นเดือนธันวาคม หรือต้นเดือนมกราคม โปรดติดต่อ 091 7233615 

 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

ตะลอนเที่ยว : วันที่ระลึกทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตะลอนเที่ยว : วันที่ระลึกทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตะลอนเที่ยว : วันที่ระลึกทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความใกล้ชิดระหว่างพระเจ้าแผ่นดินไทยกับพสกนิกร เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่า “ฟ้ากับดิน” ไม่เคยอยู่ห่างไกลกันเลยแม้แต่น้อย เพราะ “ฟ้า” ทรงห่วงใย และทรงให้ความเป็นกันเองกับ “ดิน” เสมอมา ดังนั้นในสังคมไทยจึงไม่มีปัญหาช่องว่างระหว่าง “ฟ้ากับดิน”


พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือที่คนไทยขานพระนามว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นฟ้าที่พระราชทานความเป็นกันเองกับพสกนิกรตลอดเวลา ดังจะพบได้ชัดเจนในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตห่างไกลความเจริญ และแสนทุรกันดาร ภาพชินตาที่พสกนิกรได้เห็นเป็นประจำคือพระองค์ประทับกับพื้นดินแล้วมีพระราชปฏิสันถารกับพสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ 


นอกจากทรงห่วงใยพสกนิกรในเขตทุรกันดารแล้ว ยังพระราชทานโครงการในพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ประชาชนตลอดเวลา อาทิ โครงการเกี่ยวกับชลประทาน โครงการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพดิน รวมถึงโครงการด้านการเกษตรกรรมอีกมากมายจนเกินพรรณนาได้ครบถ้วนทุกโครงการได้ภายในระยะเวลาอันสั้น


ขณะเดียวกัน พระองค์ยังทรงเป็นห่วงปัญญาชนของประเทศ ด้วยทรงทราบดีว่าปัญญาชนคือจักรกลสำคัญตัวหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างดี ดังนั้น พระองค์จึงทรงใส่พระทัยกับการพัฒนาการศึกษาขั้นสูงของประเทศ โดยพระราชทานความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา และยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพราะทรงเห็นว่าการได้มีโอกาสได้พบปะกับบัณฑิตคือการช่วยให้บัณฑิตมีขวัญกำลังใจออกไปช่วยสร้างสรรค์ความเจริญให้ประเทศชาติ และยังพระราชทานพระบรมราโชวาทแด่บัณฑิต เพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนใจให้ช่วยกันพัฒนาประเทศ


ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระองค์ท่านจึงพระราชพระบรมราชวโรกาสให้นิสิต นักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งได้มีโอกาสอันดีที่จะได้เข้าเฝ้าฯ โดยทรงเลือกใช้การพบปะกับปัญญาชนด้วยรูปแบบที่เป็นกันเอง นั่นคือเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรีในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น 


สำหรับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรีร่วมกับนักดนตรีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรีครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2501 จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2516 แต่หลังจากนั้นทรงมีพระราชภารกิจที่สำคัญกว่าจึงทรงงดการเสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วย


ดังนั้น วันที่ 20 กันยายนทุกปีจึงเป็นวันที่ระลึกทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้จัดงานเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน โดยปีนี้ได้จัดงานไปเมื่อวันที่ 20 กันยายน ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ท่านเสด็จทรงดนตรี โดยในหลาย ๆ วาระนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จด้วย พร้อมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ โดยเสด็จด้วย (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ คือพระบรมราชอิสริยยศในขณะนั้น)


และเป็นประจำเมื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จะทรงเชิญชวนให้ผู้เข้าเฝ้าฯ ร่วมกันสมทบทุนทุนอานันทมหิดล (ต่อมาคือมูลนิธิอานันทมหิดล) เพื่อนำเงินไปเป็นทุนการศึกษาสำหรับบัณฑิตที่ได้การคัดเลือกไปศึกษาต่อขั้นสูงในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เพื่อนำความรู้ด้านวิชาการกลับมาพัฒนาประเทศ โดยพระองค์ท่านพระราชทานทุนประเดิมสำหรับทุนอานันทมหิดล จำนวน 2 หมื่นบาท เมื่อปี พ.ศ. 2498 ดังนั้น จึงถือเป็นประเพณีที่ผู้เข้าชมการแสดงดนตรีในวันที่ระลึกทรงดนตรีจะร่วมกันบริจาคเงินสมทบมูลนิธิอานันทมหิดลเป็นประจำทุกปี


สำหรับการแสดงในงานของปี 2568 นี้ มีนักดนตรีจากวง CU Band , OCU Band (Old CU Band) และนักร้องที่เป็นนิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบันไปรวมงานอย่างคับคั่ง แต่ปีนี้มีความแปลกใหม่ตรงที่บรรดาผู้บริหารของจุฬาฯ ได้ร่วมร้องเพลง “จุฬาฯ ของเรา” ด้วย เพลงนี้กล่าวถึงคณะและวิทยาลัยต่าง ๆ ในจุฬาฯ อย่างครบถ้วน 


สำหรับนักร้อง นักดนตรีกิตติมศักดิ์ของงานในปีนี้คือ ม.ร.ว. เบญจาภา ไกรฤกษ์ นิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ อดีตนักร้องประจำวง อ.ส. วันศุกร์ (อัมพรสถานวันศุกร์) สุวิทย์ อังศวานนท์ นนท์ บูรณสมภพ ถาวร เยาวขันธ์ และภูษิต ไล้ทอง เป็นต้น ส่วนปีนี้ไม่มีคนสำคัญของงานคือสันทัด ตัณฑนันทน์ หรือลุงตัน ไปร่วมด้วย เนื่องจากลุงตันได้จากไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ 


และในโอกาสนี้ ยังเป็นปีที่ CU Band มีอายุครบ 70 ปีด้วย ดังนั้นจึงนับเป็นโอกาสพิเศษที่ CU Band ได้ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพราะวง CU Band ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ร่วมเล่นและแสดงดนตรีกับพระองค์ท่านมาก่อน  


ส่วนในภาพที่เห็นนักเรียนตัวน้อยร่วมการแสดงในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมบรรเลงโดยใช้ฮาร์โมนิกา (หรือ mouth organ) ภายใต้การฝึกซ้อมโดยณานดนู ไล้ทอง 
ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมบริจาคเงินสมทบมูลนิธิอานันทมหิดล โดยบริจาคผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “สมทบทุนอานันทมหิดล วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” บัญชีเลขที่ 045-2-98139-9 ผู้บริจาคจะได้รับใบเสร็จเพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้ด้วย โดยผู้บริจาคที่ต้องการใบเสร็จรับเงิน โปรดกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มร่วมบริจาคเงินสมทบทุนอานันท

มหิดล https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdvV9noinhZptfs7fTlvdwZQVr0EjlWzme_b0Cmh9ucOMvOeA/viewform หรือส่งใบโอนเงินไปที่ Line official : วันที่ระลึกวันทรงดนตรี @240wuccm ภายใน 1 เดือน นับจากวันที่เงินเข้าบัญชีรับเงินบริจาค สำนักบริหารกิจการนิสิตจะดำเนินการส่งใบเสร็จรับเงินให้ผู้บริจาคทางไปรษณีย์ภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ได้รับข้อมูลบริจาค หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดโทรศัพท์สอบถามที่หมายเลข 0-2218-7373 ในวันเวลาราชการ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower