ตะลอนเที่ยว : แนบชิดธรรมชาติแท้จริงที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688085

ตะลอนเที่ยว : แนบชิดธรรมชาติแท้จริงที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

ตะลอนเที่ยว : แนบชิดธรรมชาติแท้จริงที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนเป็นนักเดินทาง ชอบท่องเที่ยว แต่กลับไม่เคยเข้าไปท่องเที่ยวในชุมชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนที่ตนเองพักอาศัย หรือชุมชนอื่นๆ อีกมากมายในประเทศไทยของเรา เพราะบางคนเข้าใจว่าการท่องเที่ยวคือการเดินทางไปเที่ยวในต่างประเทศเท่านั้น บางคนอ้างว่าเที่ยวชุมชนใกล้บ้าน เป็นเรื่องที่เอาไว้ทำภายหลังก็ได้ เพราะอยู่ในบ้านของเราเอง 

ผมขอบอกว่า ความคิดดังกล่าวไม่น่าจะถูกต้อง เพราะจริงๆ แล้วการท่องเที่ยวนั้นไม่ได้เจาะจงว่าต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในที่อื่นๆ นอกเหนือจากชุมชนหรือละแวกบ้านของตนเอง อย่าลืมว่าแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากก็คือแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน  

การท่องเที่ยวชุมชนช่วยพัฒนาชุมชน และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนได้อย่างมีนัยสำคัญ เป็นการจัดการท่องเที่ยวโดยคนในชุมชน ซึ่งสมาชิกชุมชนจะร่วมกันออกความเห็นร่วมกันรักษา และร่วมกันพัฒนาชุมชน และสิ่งแวดล้อมของชุมชนให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมเพื่อให้เอื้อกับการท่องเที่ยว นับเป็นการสร้างสมดุลระหว่างคน ระบบเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งสุดท้ายจะนำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชน 

การท่องเที่ยวชุมชนคือการท่องเที่ยวที่บริหารจัดการและดูแลโดยคนในชุมชนอย่างแท้จริง ช่วยทำให้ชุมชนมีรายได้โดยตรง มีการพัฒนาตามอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ก่อให้เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงร่วมกันระหว่างคนในชุมชนและผู้ไปเยือน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ และที่สำคัญคือนำมาซึ่งความเข้าอกเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันและกันระหว่างคนในชุมชนกับผู้มาเยือน 

Mr.Flower เน้นเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนมาโดยตลอด (แต่ก็ไม่ได้รังเกียจการเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศ เพราะเชื่อว่าทำให้ได้เรียนรู้โลกกว้างมากขึ้น) การท่องเที่ยวชุมชนทำให้เราสามารถสัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อขนบประเพณี วัฒนธรรมชุมชนได้อย่างชัดเจนและค่อนข้างลึกซึ้ง (หากให้ความสนใจเรียนรู้จริงจัง) 

ทริปนี้ Mr.Flower พาคุณไปสัมผัสความงาม ความเรียบง่าย ความมีน้ำใจ และภูมิปัญญาของชุมชนเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ขอบอกว่านอกจากได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติแล้ว ยังได้รับประทานอาหารทะเลสดๆ สะอาด และสุดแสนอร่อย 

เกาะลันตามีสองเกาะคือ ลันตาน้อย และลันตาใหญ่ ความน่าสนใจที่สุดคืออุดมไปด้วยธรรมชาติ เช่น ป่าโกงกาง ภูเขาหินปูนยุคเก่า และน้ำทะเลแสนสะอาด รวมถึงวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายของชาวบ้าน (ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิม) 

การมาเที่ยวเกาะลันตาในทริปนี้ Mr.Flower เจาะจงไปที่ทุ่งหยีเพ็ง (อันที่จริงไปเที่ยวอีกหลายที่ เพราะอยู่บนเกาะลันตาตั้ง 1 สัปดาห์เต็ม วันนี้พาเที่ยวทุ่งหยีเพ็งก่อน วันหน้าที่พาไปเที่ยวที่อื่นๆ ของเกาะลันตา) 

ทุ่งหยีเพ็งมีอะไรน่าสนใจหรือ ตอบได้ว่ามีมากมายเลยครับ เช่น ความเป็นธรรมชาติ มีลำคลองที่สองฝั่งเต็มไปด้วยป่าโกงกางที่แสนอุดม มีลิงแสมมากมายค่อยตามดูเรือของเราที่ล่องไปในลำคลอง แล้วเราก็ยังกินอาหารฝีมือแสนอร่อยของชาวบ้าน ที่ใช้วัตถุดิบสดๆ จากคลอง จากทะเลในชุมชน  

หากคุณต้องการใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแนบแน่นโดยไม่มีอะไรขวางกัน รับรองว่าคุณได้พบอย่างเต็มอิ่มในทุ่งหยีเพ็ง คุณจะได้เห็นได้สัมผัสธรรมชาติจนสามารถสูดกลิ่นบริสุทธิ์ของธรรมชาติได้เต็มปอด ได้เห็นปลาตีนเดินเล่นกันขวักไขว่ในยามน้ำลง ได้เห็นปูก้ามดาบที่มีก้ามสีสวยเดินอวดก้ามอย่างร่าเริง ได้เห็นฝูงนกต่างๆ รวมถึงเหยี่ยว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่แห่งนี้มีความสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างมาก คุณจะได้อาบแสงตะวันทั้งยามเช้าและยามเย็นอย่างจุใจตามที่คุณต้องการ คุณจะได้ยินเสียงกระซิบของธรรมชาติที่อยู่รอบตัวคุณตลอดเวลา ช่วงที่คุณจะชื่นชอบที่สุดก็คือเวลาที่คุณพายเรือด้วยตัวคุณเองไปตามลำคลอง แล้วปล่อยให้เรือล่องลอยไปบนสายน้ำแสนสงบ ช่วงนี้แหละคือช่วยเวลาที่คุณกับธรรมชาติแนบแน่นกันอย่างที่สุด  

หากคุณสนใจไปสัมผัสธรรมชาติแท้จริงที่เกาะลันตา โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615เราจะไปสัมผัสธรรมชาติด้วยกันกับสมาชิกทัวร์กลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 14 คน

ตะลอนเที่ยว : เย็นศิระ เพราะพระบริบาล ประชาเกษมศานต์ เพราะพระทรงธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/686683

ตะลอนเที่ยว : เย็นศิระ เพราะพระบริบาล ประชาเกษมศานต์ เพราะพระทรงธรรม

ตะลอนเที่ยว : เย็นศิระ เพราะพระบริบาล ประชาเกษมศานต์ เพราะพระทรงธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกับพสกนิกร คือสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างคนไทยกับพระเจ้าอยู่หัวของเขา ความสัมพันธ์ที่ว่านั้นเกิดมาจากพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานให้กับพสกนิกรมาโดยตลอด ส่วนพสกนิกรก็น้อมเกล้าฯ ถวายความจงรักภักดี และความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างลึกซึ้งแด่พระเจ้าแผ่นดินของเขา 

พสกนิกรไทยต่างประจักษ์มาโดยตลอดว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงปกเกล้าปกเกศให้พวกเขามีความผาสุก ร่มเย็น ทรงขจัดปัดเป่าความทุกข์ความร้อนต่างๆ นานาให้ผ่านพ้นหรือบรรเทาเบาบางไปจากสังคมไทย 

ด้วยเหตุที่พระเจ้าอยู่หัว หรือพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระมหากษัตริย์ทรงมีความเอื้อเฟื้อเกื้อหนุน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อปวงพสกนิกรไทยเสมอมา จึงทำให้พระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เคยหลุดหาย หรือจางคลายไปจากความระลึกนึกถึงในมโนสำนึกของพสกนิกรไทย หรือพูดให้ตรงประเด็นคือพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรอยู่ใกล้ชิดสนิทแนบกันมาโดยตลอด และยังพบอีกว่าพระมหากษัตริย์ไทยนั้นทรงยึดมั่นในหลักการปกครองด้วยธรรมเสมอมา 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สังคมไทยมีความคิดตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และระบอบนี้ได้รับการยอมรับแล้วว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับสังคมไทยอย่างมากที่สุด 

ความรัก ความภักดีที่ปวงพสกนิกรน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระเจ้าแผ่นดินของพวกเขาปรากฏให้เห็นเด่นชัดเสมอมา และความเด่นชัดที่พบเห็นได้จนเป็นที่ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งก็คือ ในวันที่ 13 ตุลาคม 2565 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงเปิดอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันดังกล่าวนั้นปวงพสกนิกรต่างพร้อมใจไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อรอรับเสด็จ เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  

พสกนิกรต่างปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระราชทานอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ให้กับชาวไทยทุกคน ซึ่งมีคำกล่าวขานในสังคมว่าอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ นี้คือปอดแห่งใหม่ของเมืองไทย ที่เกิดมาจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10  

ปัจจุบันอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้นี้ (คาดว่าในปี 2567)สิ่งสำคัญภายในอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ คือ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และศูนย์การเรียนรู้เรื่องป่าและน้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าไปศึกษาเรื่องน้ำและสวนป่าธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในเขตกลางพระนคร และเป็นสถานที่ที่ทำให้เราทุกคนประจักษ์ว่าเรามีพ่อของแผ่นดินที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบประมาณมิได้ 

ตะลอนเที่ยว : วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ วัดที่ระลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685227

ตะลอนเที่ยว : วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ วัดที่ระลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9

ตะลอนเที่ยว : วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ วัดที่ระลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กองทุนพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญถวายผ้าพระจุลกฐิน ณ วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ บ้านห้วยชมพู หมู่ 8 อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 29 ตุลาคม 2565 เวลา 16.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จทรงเป็นประธานถวายผ้าพระจุลกฐิน ส่วนประธานฝ่ายสงฆ์คือเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ 

วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่ในโครงการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ (พระอิสริยยศเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) ทรงตั้งพระทัยนำความรู้ที่ได้จากการทรงศึกษามาปฏิบัติพระกรณียกิจเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยให้รุ่งเรืองสืบไป

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงเกิดปีติศรัทธาเลื่อมใสวัตรปฏิบัติของพระครูวรเวทย์วิสิฐ (หลวงปู่ครูบาธมฺมชยฺ ธมฺมชโย) ทรงพิจารณาเห็นสภาพวัดทรุดโทรมขาดงบประมาณดูแล หลังจากหลวงปู่มรณภาพพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์เคยรับสั่งว่า “เหตุที่เลือกบูรณะวัดนี้เพราะเป็นวัดเล็กๆ ไม่ค่อยมีใครดูแลและกำลังทรุดโทรมมากแล้วกลับดีเสียอีกที่วัดยังไม่ค่อยมีอะไร จะได้พัฒนาดั่งใจที่คิดไว้”

การบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งเริ่มแรก พระองค์ทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ทรงทราบ โดยตั้งพระทัยถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และขอพระราชทานบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนกไปเขียนจิตรกรรมฝาผนังในรูปแบบศิลปะไทยล้านนาลื้อร่วมสมัย แต่เมื่อทรงสำรวจสภาพวิหารแล้วทรงพบว่าผนังเสื่อมโทรมมาก จึงทรงให้ปรับปรุงซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด และทรงมีพระดำริให้วางผังแม่บทบริเวณวัดโดยออกแบบงานสถาปัตยกรรมและการวางผังของวัดให้มีสัดส่วนลงตัว แบ่งการใช้งานให้เหมาะสมชัดเจน เช่น จัดพื้นที่เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และส่วนปฏิบัติธรรม ตลอดจนอนุรักษ์ธรรมชาติพันธุ์ไม้พื้นเมือง สมุนไพร เพื่อให้ชาวบ้านเพาะปลูกไว้ แล้วแปรรูปเป็นการสร้างอาชีพ

พระประธานคือพระพุทธปฏิมาสิริภานิรมิต โดยทรงขอพระราชทานนามพระพุทธรูปประธานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงพระราชทานนามว่าพระพุทธปฏิมาสิริภานิรมิต พระประธานหล่อด้วยโลหะบรอนซ์ ปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร (วัชรอาสน์) เกศบัวตูมได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบพระเชียงแสนแบบสิงห์หนึ่ง ผสมผสานกับพุทธลักษณะศิลปะแบบคุปตะของอินเดีย ทวารวดี ศรีวิชัยและศิลปะแบบหริภุญชัย ลำพูน ประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย อัญเชิญพระปรมาภิไธยภปร. บนกลีบบัว ในตำแหน่งผ้าทิพย์ เปรียบดังดอกบัวกำลังผุด สื่อความหมายถึงการเจริญเติบโต เบิกบาน สัญลักษณ์รูปงูที่ปรากฏบนฐานชุกชีสื่อถึงตอนมารผจญในพุทธประวัติ กึ่งกลางฐานมีประติมากรรมรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม อยู่ตำแหน่งแนวตรงกันกับองค์ประธาน และมีรูปนักษัตรปีเถาะ ปีพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านหลังพระประธานมีลายพระหัตถ์พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงจารึกนามพระพุทธรูปว่า“พระพุทธปฏิมาสิริภานิรมิต” มีความหมายว่า พระพุทธปฏิมาที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงสร้าง

ส่วนเนื้อหาภาพจิตรกรรมอันเนื่องในพุทธประวัติ คือเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า ไตรภูมิจักรวาลและจักรราศี เป็นต้น ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหาร แบ่งเป็น 4 ผนัง คือ ผนังด้านหลังพระประธาน เขียนเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า และไตรภูมิจักรวาล ผนังด้านข้างซ้ายมือและขวามือ พระประธาน เขียนเรื่องบุคคลเปรียบด้วยน้ำ 7 จำพวก ส่วนผนังด้านตรงข้ามพระประธาน เขียนเรื่องพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์และพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ้าพระจุลกฐิน ณ วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ ด้วยกันในวันที่ 29 ตุลาคม 2565 เวลา 16.00 น. ร่วมทำบุญโดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารออมสิน ชื่อบัญชีวัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ (กฐิน) หมายเลขบัญชี 020-333-260-832 และบริจาคโดยผ่าน QR Code ที่ปรากฏในคอลัมน์นี้ 

ตะลอนเที่ยว : ตะกั่วป่า เมืองตะโกลา ศูนย์กลางการค้าโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/683729

ตะลอนเที่ยว : ตะกั่วป่า เมืองตะโกลา ศูนย์กลางการค้าโบราณ

ตะลอนเที่ยว : ตะกั่วป่า เมืองตะโกลา ศูนย์กลางการค้าโบราณ

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย่านการค้าการขายแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาแต่โบร่ำโบราณของเมืองในปักษ์ใต้ด้านที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย คือเมืองตะโกลา เป็นเมืองท่าสำคัญที่มีความเจริญรุ่งเรืองมานานนม เป็นแหล่งรวมของหลาย เชื้อชาติ เช่น จีน แขก และอาหรับ เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าและยังเป็นเส้นทางขนสินค้าผ่านคาบสมุทรมลายูจากฝั่งทะเลอันดามันไปยังฝั่งอ่าวไทยเมืองแห่งนี้มีชื่อในปัจจุบันว่าเมืองตะกั่วป่า อยู่ในเขตจังหวัดพังงา 

ตะกั่วป่ามีความสำคัญเรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์เพราะเป็นเขตหนึ่งที่มีการผลิตแร่ดีบุกได้มากมาย อันที่จริงในสมัยก่อนนั้นตะกั่วป่าเคยมีฐานะเป็นจังหวัด แต่เมื่อความสำคัญลดน้อยถอยลงไปก็จึงถูกลดฐานะเหลือเพียงแค่อำเภอหนึ่งในจังหวัดพังงา 

วันนี้ Mr.Flower ชวนคุณไปเดินชมเมืองเก่าในตลาดตะกั่วป่า บนถนนศรีตะกั่วป่า ถนนสายนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมของตะกั่วป่าด้วย เพราะเป็นที่รวมของบ้านเรือนในยุคเก่าที่มีตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีสหลงเหลือให้ชม และยังเป็นสถานที่ซึ่งมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เรียกได้ว่ามีให้กินหลากหลายทั้งของคาวและหวาน มีทั้งอาหารพื้นถิ่นของปักษ์ใต้ และอาหารจีนที่เป็นรสมือของชาวตะกั่วป่า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ต่างไปจากเมืองปักษ์ใต้อื่นๆ  

บนถนนศรีตะกั่วป่านั้นยังมี Street Art ให้คุณได้ชมและแวะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอีกด้วย งานศิลป์แบบ Street Artที่เป็นจุดสนใจมากจุดหนึ่งได้แก่ภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จุดนี้เป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวทุกคนต้องเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน  

นอกจากนั้นยังมีจุดน่าสนใจอีกมากมาย โดยเฉพาะการนำเอาตึกเก่าอายุกว่าร้อยปีมาดัดแปลงตกแต่งเป็นร้านกาแฟเก๋ๆ หรือเป็นร้านขายเบเกอรี่เท่ๆ หรือบางแห่งก็ดัดแปลงเป็นโรงแรมน่ารักๆ ที่มีจำนวนห้องแบบ Very Limited ซึ่งแนวคิดเท่และเก๋เหล่านี้มาจากบรรดาคนรุ่นหลานรุ่นเหลนของชาวตะกั่วป่าที่ย้อนกลับไปพัฒนาบ้านเก่าบ้านเกิดของเหล่าอากง อาม่า และของอาเตี่ย อาแหมะ ให้กลับมามีชีวิตชีวา หลังจากถูกปล่อยทิ้งร้างให้ทรุดโทรมมานานหลายทศวรรษ 

ดังนั้น การได้กลับไปเยือนบ้านเก่า แต่ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาบนถนนศรีตะกั่วป่า จึงเป็นการเดินกลับไปหาอดีตที่ยังคงมีลมหายใจ และเป็นอดีตที่ยังมีชีวิต ทำให้ย้อนระลึกถึงวันเก่าก่อนที่บนถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยความครึกครื้นคึกคักของผู้คนที่มาทำมาค้าขายและจับจ่ายใช้สอยกันอย่างมีชีวิตชีวา 

Mr.Flower กลับไปที่เมืองตะกั่วป่าครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 1 เดือนเศษที่ผ่านมา บอกได้ชัดๆ เพียงคำเดียวว่า เมืองยังมีเสน่ห์ มีชีวิต และมีความทรงจำอยู่ในทุกย่างก้าวที่ได้เดินไปบนถนนสายนี้  

แม้บ้านเรือนจะเก่าและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้ดีก็คือรอยยิ้มและไมตรีจิตที่ชาวตะกั่วป่ายังมีให้กับผู้ไปเยือน  

หากคุณสนใจไปสัมผัสเสน่ห์ของเมืองตะกั่วป่าด้วยกันในแบบทัวร์กลุ่มเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและมิตรไมตรี โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลข 091-7233615 เราจะไปเยือนตะกั่วป่าด้วยกันในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้   

ตะลอนเที่ยว : เพียรสาน งานศิลป์ ศิลปะจากภูมิปัญญาชุมชนสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682175

ตะลอนเที่ยว : เพียรสาน งานศิลป์ ศิลปะจากภูมิปัญญาชุมชนสู่สากล

ตะลอนเที่ยว : เพียรสาน งานศิลป์ ศิลปะจากภูมิปัญญาชุมชนสู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อประมาณช่วงกลางเดือนสิงหาคม Mr.Flower ได้เคยเชิญชวนคุณๆ ไปชมนิทรรศการ เพียรสาน งานศิลป์ ที่จัด ณ หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง (ใกล้สะพานผ่านฟ้าลีลาศ) นอกจากชวนคุณๆ ไปชมนิทรรศการแล้ว ยังชวนคุณๆ ไปซื้อหาสินค้าที่เป็นงานจักสานฝีมือสุดแสนประณีต แต่ราคาแสนประหยัด 

เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนที่ได้อ่านคอลัมน์นี้แล้ว คงจะได้ไปชมงานและซื้อหาสินค้าคุณภาพดีกลับไปเป็นของใช้ และเป็นของขวัญของฝากสำหรับคนที่คุณระลึกถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เท่าที่ได้ทราบคือ หลายคนซื้อของจักสานหลายสิบชิ้นไว้สำหรับเป็นของขวัญวันปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกประมาณ3 เดือนข้างหน้านี้

วันนี้ขออนุญาตกลับมาย้ำเตือนความจำของคุณอีกครั้งว่า นิทรรศการเพียรสานงานศิลป์ จะยุติลงในวันที่ 10 ตุลาคมที่กำลังจะมาถึงนี้ ดังนั้นหากคุณมีความประสงค์จะกลับไปซื้อหาสินค้าคุณภาพดีเยี่ยม แต่ราคาแสนประหยัด ก็ขอให้คุณๆ จัดเตรียมเวลาเพื่อการไปซื้อหาให้ลงตัว และขอเน้นว่าอย่าไปในวันสุดท้ายของการจัดนิทรรศการ เนื่องจากคุณจะต้องเผชิญกับปัญหาผู้คนมากมายที่ไปซื้อสินค้าในวันสุดท้ายท้ายสุดของงาน แต่ขอแนะนำว่าคุณควรจะต้องไปเลือกหา เลือกซื้อสินค้าก่อนวันปิดงาน เพราะอย่างน้อยที่สุดคุณจะไม่ต้องเผชิญกับสภาวะผู้คนแออัด คุณจะสามารถมีเวลาเลือกสรรเพื่อซื้อหาสินค้าได้อย่างสบายใจ และหากคุณต้องการสินค้าตัวใดเพิ่มเติม ก็สามารถสั่งซื้อเพิ่มเติมได้ภายในงาน

ขอย้ำและขีดเส้นใต้ว่านิทรรศการนี้ปิดให้บริการในวันพุธ ส่วนวันอื่นๆ ตลอดสัปดาห์นั้น คุณสามารถเข้าชมและซื้อสินค้าได้ทุกวัน เริ่มเปิดให้บริการเวลา 10.00-19.00 น. ภายในงานนี้ คุณสามารถเข้าร่วม workshop เรียนรู้การจักสานได้ในวันเสาร์ ส่วนในวันอาทิตย์มีเสวนาวิชาการด้านงานจักสานโดยเริ่มการเสวนามาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม และจะมีการเสวนาครั้งสุดท้าย ในวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม เสวนาเรื่องจักสานไทย ก้าวไกลในตลาดโลก เวลา 14.00-15.30 น. 

ขออนุญาตย้ำและเรียนเชิญคุณๆไปชมและช้อปในงานนิทรรศการ เพียรสาน งานศิลป์ ณ หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ งานเปิดถึงวันสุดท้ายคือ 10 ตุลาคม(หยุดทุกวันพุธ) และขอแนะนำว่าเดินทางด้วยรถยนต์สาธารณะจะทำให้คุณสะดวกสบายมากที่สุด เนื่องจากมีพื้นที่จอดรถยนต์ค่อนข้างจำกัดมาก

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/680699

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คนไทยแต่โบราณกาลที่อาศัยอยู่ใกล้กับแม่น้ำ ลำคลอง บึงน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงทะเลสาบ และทะเล จะมีพาหนะประจำชุมชน และประจำบ้านเรือนคือเรือ ดังนั้นวิถีชีวิตของผู้คนจึงเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเรือในแง่มุมต่างๆ อาทิ เพื่อประกอบอาชีพ เพื่อการคมนาคมติดต่อระหว่างกัน เพื่อการค้าขายภายในและระหว่างชุมชน และยังมีความเกี่ยวพันกับการค้าขายต่างเมือง ต่างประเทศ รวมถึงเรื่องการเมืองการปกครอง และด้านขนบธรรมเนียมความเชื่ออันเกี่ยวกับศาสนาและขนบประเพณีต่างๆ ของชุมชน

เพราะฉะนั้น จึงเกิดความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นของวิถีชีวิตผู้คน กับสายน้ำ และกับเรือ และเมื่อย้อนกลับมาดูวิถีชีวิตของคนไทยกับสายน้ำ ก็จะพบความผูกพันกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังสายน้ำกับการดำรงชีวิตของคนไทยจึงสะท้อนความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และเรือก็เป็นตัวสะท้อนความเกี่ยวพันระหว่างคนกับสายน้ำที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง

วันนี้ขอนำคุณไปชมความวิจิตรบรรจงและความอลังการของเรือพระที่นั่งที่ใช้ในพระราชพิธีพยุหยาตราเสด็จพระราชดำเนินชลมารค ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธีปากคลองบางกอกน้อย ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานฯ นี้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร โดยเก็บรักษาและดูแลเรือพระที่นั่งต่างๆ ที่ใช้ในพระราชพิธีสำคัญอาทิ เสด็จพระราชดำเนินชลมารคพระราชพิธีทอดผ้าพระกฐินโดยเรือพระที่นั่งเป็นต้น

เรือพระที่นั่งสำหรับพระราชพิธีที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ แห่งนี้มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์อย่างมากเพราะเป็นโบราณวัตถุที่มีความงดงามวิจิตรบรรจง บ่งบอกถึงฝีมือช่างชั้นสูงที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาอันลึกล้ำของบรรพบุรุษไทย

เรือพระที่นั่งในพระราชพิธีได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายที่แสนวิจิตรงดงาม จุดสำคัญอยู่ที่โขนเรือรูปสัตว์ อันเป็นการสะท้อนแนวคิดและความเชื่อด้านเทวราชาของพระมหากษัตริย์ตามคติความเชื่อของฮินดู เช่น หงส์คือพระราชพาหนะของพระพรหม ครุฑคือพระราชพาหนะของพระนารายณ์ และนาคราชคือพระราชบัลลังก์ของพระนารายณ์ที่ประทับเหนือเกษียรสมุทร ดังนั้นเราจึงมีเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (เริ่มสร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วเสร็จในรัชสมัยรัชกาลที่ 6) เรือพระที่นั่งนาราณย์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 (สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 9) และเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช(สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 6) เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ (สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 5) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีเรือที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับตัวละครสำคัญในรามเกียรติ์ เช่นพาลีรั้งทวีป สุครีพครองเมือง กระบี่ปราบเมืองมาร กระบี่ราญรอนราพณ์ ซึ่งชื่อตัวละครเหล่านี้นับเป็นทหารเอกของพระราม ซึ่งสะท้อนว่าพระมหากษัตริย์คือพระนารายณ์ที่ทรงอวตารมาเพื่อทรงดูแลปกครองพสกนิกรให้ร่มเย็นเป็นสุข

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ยังเป็นที่เก็บรักษาเรืออื่นๆในขบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราเสด็จพระราชดำเนินชลมารคอีกด้วย อาทิอสูรวายุภ้กษ์ กระบี่ปราบเมืองมารครุฑเหินเห็จ และเอกไชยเหินหาว เป็นต้น

นอกจากเรือพระที่นั่งองค์ต่างๆ และเรือในกระบวนพยุหยาตราแล้วพิพิธภัณฑฯ แห่งนี้ยังเก็บรักษาและจัดแสดงเครื่องประกอบกระบวนเรือพระราชพิธีด้วย เช่น บัลลังก์บุษบก บัลลังก์กัญญาพู่ขนจามรีเครื่องประดับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ พายชนิดต่างๆ และเครื่องแต่งกายของเจ้าพนักงานในพระราชพิธีรวมถึงยังเป็นที่เก็บรักษาเรือพระที่นั่งโบราณที่ชำรุดเสียหาย

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการจะไปชมความวิจิตรบรรจงของเรือพระที่นั่ง และเรืออื่นๆ ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค และต้องการจะเที่ยวชมชุมชนบ้านเรือน
ริมน้ำ และไหว้พระในวัดสำคัญๆ ริมคลองบางกอกใหญ่ โดยไล่เรื่อยไปจนถึงคลองด่าน กับ Mr. Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เราจัดทริปเที่ยวชมชุมชนริมลำคลองทุกสัปดาห์รับสมาชิกทริปละ 12-16 คนเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : สังคีตสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/677632

ตะลอนเที่ยว : สังคีตสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ตะลอนเที่ยว : สังคีตสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี พ.ศ. 2565 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานงานสังคีตสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ และทรงดนตรี ณ หอประชุม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 น.

การจัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในครั้งนี้ เป็นความพร้อมใจจัดขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายด้วยความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเหล่าประชาคมทั้งผองของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

เมื่อเสด็จฯ เข้าสู่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ผู้แทนคณะกรรมการจัดงาน เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร แล้วอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงถวายดอกไม้ธูปเทียนแพที่หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จากนั้นทรงขับร้องและทรงดนตรีร่วมกับวงสายใยจามจุรี และวงดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาฯ และวงดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือ ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โดยทรงขับร้องและบรรเลงดนตรีไทย ชุด พระผู้ให้เพื่อถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์บทถวายพระพรที่ทรงทำเป็นบทขับร้อง ประกอบด้วย บทเพลงต่าง ๆ เช่น พระผู้ให้ เจ็บไข้รักษา วิทยารวมใจ ขานไขอาชีวะ ศิลปหัตถกรรม ลำนำทอผ้า และปวงข้าฯ ถวายพระพร 

หลังจากการแสดงชุุดแรกจบลง ได้มีการแสดงเปียโนคอนแชร์โตมหามงคล โดยวงซิมโฟนีออร์เคสตร้าแห่งจุฬาฯ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง บทเพลงเปียโนคอนแชร์โตมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา ประกอบด้วย 5 ท่อน คือ โขน ราตรี ดอกมะลิ งานศิลป์แผ่นดิน และสายธาราและป่าใหญ่ เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระกรุณาพระราชทานสิ่งดีงามต่างๆ ให้กับประเทศไทยและพสกนิกรไทยมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่โดยเสด็จพระราชดำเนิน ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเพื่อทรงเยี่ยมเยียนอาณาประชาราษฎร์ทั่วทุกเขตของประเทศไทย

งานสังคีตสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ ชาวประชาคมจุฬาฯ ได้พร้อมใจร่วมจัดการแสดงที่รวบรวมดนตรีประเภทต่างๆ พร้อมแสดงนาฏศิลป์ประกอบ โดยมีผู้บริหารคณะต่างๆ คณาจารย์ บุคลากรนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน ร่วมใจถวายพระเกียรติ อันเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐซึ่งชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่างซาบซึ้งและประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ตลอดมา และจะเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณนี้ไว้ตลอดไป

ตะลอนเที่ยว : หัตถศิลป์ประจำถิ่นอยุธยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676099

ตะลอนเที่ยว : หัตถศิลป์ประจำถิ่นอยุธยา

ตะลอนเที่ยว : หัตถศิลป์ประจำถิ่นอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

งานหัตถศิลป์เป็นงานที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาตั้งแต่โบราณกาลของผู้คนในชุมชนต่างๆ และงานนั้นได้ถูกสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน งานหัตถศิลป์มีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังที่เราพบเจอได้จากเครื่องปั้นดินเผา งานแกะสลักบนวัตถุต่างๆ รวมไปถึงงานถักงานทอสารพัดชนิด 

ในสังคมไทยนั้น เราถือว่างานช่าง 10 หมู่ คือการรวบรวมงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ อาทิ ช่างเขียนภาพ ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างทำหุ่น ช่างปั้น ช่างปูน ช่างลงรัก ช่างบุ ช่างกลึง และช่างหล่อ

อันที่จริงทุกภูมิภาคของไทยต่างก็ล้วนมีงานหัตถศิลป์ประจำถิ่นของตน ซึ่งเป็นการบ่งบอกเอกลักษณ์ทางภูมิปัญญาในการประดิษฐ์คิดสร้างงานศิลป์ที่มาจากฝีมือของผู้คนในแต่ละชุมชน ดังนั้นเมื่อเราไปเยือนชุมชนใดก็ตาม เราก็จึงได้พบได้เห็นงานหัตถศิลป์ของชุมชนนั้นๆ อยู่เสมอ ซึ่งแต่ละชุมชนก็จะมีงานหัตถศิลป์ที่แตกต่างแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองปรากฏอยู่ 

วันนี้ Mr.Flower พาคุณไปชมงานหัตถศิลป์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีหลากหลายสารพัดสารพัน ทั้งของประดับตกแต่งบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องหอม ขนมหวาน และอาหารการกินอีกมากมาย 

เริ่มด้วยตุ๊กตาจิ๋วแสดงวิถีชีวิตชาวบ้าน ขอย้ำว่าไม่ใช่ตุ๊กตาชาววังนะครับ เพราะที่นำมาเสนอให้คุณได้ชมในวันนี้เป็นตุ๊กตาชาวบ้านจริงๆ เป็นตุ๊กตาที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปของชาวบ้านร้านตลาด เช่น การพายเรือขายของ หาบเร่ เลี้ยงลูก ปลูกข้าวดำนา ตักบาตร และเล่นสงกรานต์  รวมถึงนวดแบบไทย ตุุ๊กตาชาวบ้านเหล่านี้เป็นศิลปะพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดงานศิลป์จากรุ่นสู่รุ่นด้วยศิลปะเฉพาะตัว และที่สำคัญคือมีขนาดเล็กจิ๋วแต่ดูแล้วมีชีวิตชีวา บ่งบอกถึงฝีมือปั้นที่ละเมียดละไมมาก 

งานหัตถศิลป์ชิ้นต่อมาคือ เรือจำลอง ซึ่งมีทั้งเรือที่ใช้พระราชพิธี เรือเมล์หรือที่เรียกว่า เรือเขียว เรือแดง เรือกระแชง และเรือสำเภา สำหรับการทำเรือจำลองนี้นับเป็นงานศิลป์ชิ้นสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอยุธยา เพราะอยุธยาได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการใช้เรือในการคมนาคมมากที่สุดมาตั้งแต่โบราณกาล ดังนั้นวิถีชีวิตของชาวเมืองจึงผูกพันใกล้ชิดกับเรือมาโดยตลอด ส่วนเรือเมล์ เรือเขียว เรือแดงนั้นเป็นพาหนะสำคัญที่เชื่อมระหว่างพระนครหลวงกรุงเทพฯกับจังหวัดในภาคกลางที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน อาทิ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยาอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ไปจบที่ปากน้ำโพ โดยเรือเขียวเรือแดงนั้นเรียกตามสีที่ทาลำเรือ โดยเมล์เขียวเป็นเรือของคนไทย ส่วนเรือเมล์แดงเป็นเรือของบริษัทฝรั่ง 

นอกจากนั้นยังมีงานหัตถศิลป์อื่นๆ เช่น ดอกไม้และพวงมาลัยประดิษฐ์จากดินหอม น้ำอบน้ำปรุงบรรจุในภาชนะดินเผารูปแบบต่างๆ เช่น ผอบ ตลับ และคนโทแล้วประดับประดาด้วยดิ้นทองจนงดงาม และยังมีดอกไม้ประดิษฐ์ซึ่งทำจากดินหอม พร้อมทั้งชุดช้อนและส้อมจากบ้านอรัญญิก หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงจากการทำมีดทำพร้ามาตั้งแต่โบราณกาล แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนปรับมาทำช้อนและส้อมรวมถึงภาชนะบรรจุเกลือ น้ำตาล และแก้วน้ำ และถาดใส่ผลไม้ที่งดงามทันสมัยเข้ากับยุคสมัย 

แต่ที่ขาดไม่ได้สำหรับการไปเที่ยวเยือนอยุธยาคือการได้รับประทานขนมหวานจำพวก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา วุ้นกระทิเพราะเราต่างยังจดจำได้ดีถึงชื่อของท้าวทองกีบม้า หรือมารี กีมาร์ เดอ ปินา ลูกครึ่งโปรตุเกสญี่ปุ่น ภรรยาของเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน ตามตำนานเล่าขานว่า มารี กีมาร์ คือคนคิดทำทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง มาตั้งแต่ยุคแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและก็ยังมีการกล่าวขานกันว่ามีชาวอยุธยาได้เก็บรักษาสูตรการทำขนมของมารี กีมาร์ ไว้จนถึงปัจจุบัน 

จริงๆ แล้ว อยุธยายังมีงานหัตถศิลป์ และงานหัตถกรรมอื่นๆ อีกมากมายให้คุณได้ชม และซื้อหา และต้องบอกตรงๆ ว่าเมื่อคุณไปเยือนอยุธยาแล้ว คุณจะสามารถได้ซึมซับสิ่งดีๆ งามๆ ต่างๆ นานา อีกมากมาย เพราะมีทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุล้ำค่า แล้วก็ยังมีสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ที่น่าสนใจอีกสารพัด 

คุณไปอยุธยาครั้งสุดท้ายเมื่อไรครับ คุณสนใจไปเที่ยวอยุธยาเพื่อสัมผัสอยุธยาในมุมมองที่ต่างไปจากเดิมหรือไม่ครับ หากสนใจไปค้นหาความน่าสนใจของอยุธยา
ในหลากมิติ ติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ครับ รับรองว่าการเที่ยวอยุธยาในครั้งนี้จะสร้างความประทับใจให้คุณอย่างแน่นอน

ตะลอนเที่ยว : ‘เพียรสาน งานศิลป์’ผดุงศิลป์ ทั่วถิ่นไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674580

ตะลอนเที่ยว : ‘เพียรสาน งานศิลป์’ผดุงศิลป์ ทั่วถิ่นไทย

ตะลอนเที่ยว : ‘เพียรสาน งานศิลป์’ผดุงศิลป์ ทั่วถิ่นไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

…สิ่งที่ข้าพเจ้าปลื้มใจที่สุดในชีวิตคือการมีมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และสามารถรักษาสมบัติของบ้านเมืองไว้เป็นผลสำเร็จ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ของที่สวยงามอย่างนี้ก็จะสูญหายไป คนไทยรุ่นหลังก็จะไม่มีดู จะไม่ภูมิใจว่าเรามีวัฒนธรรมที่ยาวนาน และมีศิลปะของตัวประจำชาติของตัวเอง… (ความตอนหนึ่งจากพระราดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานเมื่อ วันที่ 19 ตุลาคม 2537)

งานจักสานนับเป็นหัตถศิลป์ชนิดหนึ่งของมนุษย์ในเขตอุษาคเนย์ และนับเป็นวัฒนธรรมร่วมที่สำคัญของคนในเขตแดนนี้มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล เครื่องจักสานต่างๆ เป็นได้ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ และเป็นภาชนะต่างๆ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้เพื่อตกแต่งบ้านเรือนได้พร้อมๆ กันด้วย

นักโบราณคดีเชื่อว่ามนุษย์ผลิตเครื่องใช้ต่างๆ จากเครื่องจักสานมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ไม่สามารถพบเครื่องจักสานจากแหล่งโบราณคดีที่ขุดค้นได้ เพราะว่าเครื่องจักสานนั้นผลิตจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ง่าย แต่ก็เชื่อว่ามนุษย์ผลิตเครื่องจักสานได้ก่อนผลิตเครื่องปั้นดินเผา และเครื่องโลหะโดยสันนิษฐานจากลวดลายที่ปรากฏบนผิวของเครื่องปั้นดินเผาที่คล้ายกับลายของเครื่องจักสาน

งานจักสานเกิดจากภูมิปัญญาของมนุษย์ที่นำวัสดุธรรมชาติชนิดต่างๆ มาใช้สาน ถัก ทอ เป็นภาชนะ เครื่องใช้ไม้สอย และฝาบ้าน รวมถึงเสื่อสาดต่างๆ นานา

เมื่อเราย้อนเวลาเพื่อกลับไปดูข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านของคนไทยและคนในอุษาคเนย์จะพบว่ามีเครื่องจักสานสารพัดชนิด เช่น เสื่อสาด ตะกร้า กระจาด กระบุง กระด้ง เข่ง หลัว พัด และพบว่าพื้นบ้านทำด้วยฟากไม้ไผ่ ฝาบ้านฝาเรือนก็ใช้ไม้ไผ่ขัดสานกันเป็นแผ่น และยังใช้เครื่องจักสานในการทำพิธีกรรมด้วย เช่น เฉลว และยังใช้เครื่องจักสานทำอุปกรณ์สำหรับดักจับสัตว์น้ำ เช่น สุ่ม ลอบ ไซ โพงพาง เป็นต้น

กล่าวได้ว่างานจักสานคืองานหัตถกรรมที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โดยมนุษย์ในแต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่นก็นำวัตถุดิบที่มีในแต่ละชุมชนมาดัดแปลงทำเป็นเครื่องจักสาน เช่น ไม้ไผ่ กก ป่าน ปอ กระจูด ย่านลิเภา ผักตบ ป่านศรนารายณ์ ปาหนัน ใบลาน ใบมะพร้าว ใบจาก หวาย ฯลฯ

อารัมภบทมานานเพื่อยืนยันว่างานจักสานเป็นงานฝีมือสำคัญชนิดหนึ่งของมนุษย์ และงานจักสานยังช่วยแสดงให้เห็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนแปลงไป การใช้ชีวิตของมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แม้เครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันจะยังคงอยู่แต่ก็เปลี่ยนวัสดุสำหรับผลิตไป เช่น จากไม้ไผ่ก็เปลี่ยนเป็นโลหะหรือพลาสติก หรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆ แต่ถ้าหากเราจะพยายามเก็บรักษารากเหง้าของเราไว้ เราก็ต้องพยายามย้อนกลับไปเก็บรักษาการผลิตเครื่องใช้ไม้สอยที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติไว้ด้วย

สำหรับงานนิทรรศการสำคัญงานหนึ่งที่ขอเรียนเชิญคุณๆ ไปชมคืองาน “เพียรสาน งานศิลป์” ที่จัดโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ณ หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง (ช่วงบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ) งานนี้จัดมาตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2565 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 ตุลาคม 2565 เวลา 10.00-19.00 น. (ปิดทุกวันพุธ)

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่ทรงต้องการให้คนไทยยังเก็บรักษาภูมิปัญญาและสืบสานมรดกด้านการจักสานของท้องถิ่นต่างๆ ไว้ ด้วยทรงตระหนักดีว่า งานหัตถศิลป์เหล่านี้จะช่วยสร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น ตลอดเวลานับกึ่งศตวรรษที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรไทย ทรงพยายามสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนในทุกภูมิภาคเก็บรักษามรดกด้านจักสานไว้ เพราะเท่ากับเป็นการรักษาภูมิปัญญาเดิมของบรรพบุรุษไว้ และยังช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ครัวเรือนได้

ในโอกาสมหามงคล ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่12 สิงหาคม 2565 นี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงจัดนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน โดยนิทรรศการนี้จัดแบ่งเป็น 5 ส่วน คือ แม่ของแผ่นดินจัด ณ บริเวณชั้น 1 แม่งาน นำเสนอการทรงงานเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักร จัด ณ บริเวณชั้น 2 แม่ลาย นำเสนอขั้นตอนการจักสาน และลวดลายต่างๆ ของงานจักสาน จัด ณชั้น 3 แม่ข่าย นำเสนอเรื่องราวของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย จัด ณ ชั้น 4 และ แม่ศรีศิลป์ นำเสนอเรื่องราวของแม่ผู้ทรงเป็นพระมิ่งขวัญ ทรงนำความเจริญและความเป็นมงคลแก่งานศิลป์ของแผ่นดิน อันเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ จัด ณ ชั้น 5

ภายในงานยังมีการสอนและอบรมการจักสานด้วยการทำ workshop การเสวนาวิชาการด้านงานศิลป์อันเกี่ยวข้องกับงานจักสานต่างๆ และมีสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัดจำหน่ายด้วย

ขอเรียนย้ำว่า เพียรสาน งานศิลป์ จัดที่หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง (สะพานผ่านฟ้าลีลาศ) จนถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2565 เปิดให้เข้าชม 10.00-19.00 น. หยุด
ทุกวันพุธ

ขอแนะนำว่าเมื่อไปชมงาน กรุณาใช้บริการรถสาธารณะดีที่สุด เพราะพื้นที่จอดรถยนต์มีจำกัดมาก แต่ขอให้เตรียมเงินไปซื้อสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ที่มีให้เลือกซื้อหามากมาย

ตะลอนเที่ยว : วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673120

ตะลอนเที่ยว : วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

ตะลอนเที่ยว : วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมวัดขนาดใหญ่และถูกยกย่องว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญมากๆ ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย วัดจึงมีชื่อว่าวัดมหาธาตุ หรือวัดพระศรีมหาธาตุ

คำตอบเบื้องต้นคือ เพราะเป็นวัดที่พระมหาเจดีย์ หรือมหาสถูป หรือพระปรางค์ที่สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระบรมอัฐิธาตุสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สำหรับวัดมหาธาตุ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พื้นที่โบราณสถานของจังหวัดพระนครศรีอุยธยานับได้ว่าเป็นทั้งโบราณสถาน และปูชนียสถานสำคัญของจังหวัด และของประเทศไทย เนื่องจากตามประวัติได้ระบุว่าวัดมหาธาตุแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสี เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย

วัดมหาธาตุเริ่มก่อสร้างในรัชสมัยขุนหลวงพะงั่ว หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ใน พ.ศ. 1917 และดำเนินการก่อสร้างเรื่อยมาอีก 10 ปีจนมาเสร็จสิ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร และมีบันทึกว่าสมเด็จพระราเมศวรทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ของวัดมหาธาตุ

แต่เดิมก่อนที่จะสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ขึ้นเป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวัง การประกอบพระราชพิธีต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาจะกระทำ ณ วัดมหาธาตุ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลมากจากพระบรมมหาราชวัง โดยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง จนเมื่อก่อสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวังแล้วเสร็จ จึงเปลี่ยนสถานที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาไปยังวัดประจำพระบรมมหาราชวัง

สถาปัตยกรรมและผังที่โดดเด่นของวัดมหาธาตุคือการตั้งพระวิหารขนาดใหญ่ไว้ด้านหน้าวัด แล้วสร้างพระปรางค์ประธานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ตรงกลาง ส่วนพระอุโบสถตั้งอยู่ด้านหลังดังนั้นพระองค์จึงเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุมาศ และสร้างวิหารคตไว้รอบพระปรางค์

ครั้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมพระปรางค์ได้พังทลายลง จนกระทั่งต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงให้สร้างพระปรางค์ขึ้นใหม่ ในปี 2176

ครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2310 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียเอกราช พระบรมมหาราชวัง และวัดวาอารามสำคัญต่างๆ ในเขตพระนครได้ถูกทำลาย และถูกทิ้งร้างไว้นานกว่าศตวรรษ จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีบันทึกว่าองค์พระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้ง จึงเหลือเพียงฐานดังปรากฏในปัจจุบัน

แม้วัดมหาธาตุจะทรุดโทรมลงจนเหลือแค่เพียงร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่อลังการเมื่อครั้งอดีต แต่เมื่อคุณได้เข้าไปในเขตโบราณสถานแห่งนี้คุณก็ยังคงจะสามารถสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ ความงดงาม ความอลังการเมื่อครั้งอดีตได้เป็นอย่างดี และขอแนะนำว่าหากคุณไปเยือนสถานที่สำคัญแห่งนี้ ของให้ใช้เวลาชมให้นานพอสมควร ค่อยๆ ละเลียดความงามที่หลงเหลืออยู่ และค่อยๆ ซึมซับความวิจิตรที่ผุดขึ้นมาในจินตนาการของคุณ

หากคุณต้องการจะไปเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา และเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ อื่นๆ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปเที่ยวชม โปรดติดต่อที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ขอเรียนว่าพระนครศรีอยุธยายังมีสถานที่สำคัญทั้งโบราณสถาน พุทธสถาน และชุมชนเก่าแก่รวมถึงอาหารการกิน งานหัตถศิลป์สารพัดชนิด และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปแผ่นดินให้คุณได้เข้าไปชื่นชมความวิจิตรบรรจงและความงดงามได้ทุกวัน