ตะลอนเที่ยว : สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694532

ตะลอนเที่ยว : สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ

ตะลอนเที่ยว : สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เสื้อผ้าอาภรณ์แพรพรรณถือเป็นเครื่องแสดงความมีอารยธรรมชนิดหนึ่งของมนุษยชาติ เพราะสามารถบ่งบอกได้ถึงวิวัฒนาการด้านการถัก การทอ การตัด และการเย็บรวมถึงการออกแบบเครื่องนุ่งห่มของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และการแต่งกายยังบ่งบอกถึงการดำเนินชีวิตของบุคคลต่างๆ ได้อย่างดีอีกด้วยเพราะสามารถบอกถึงช่วงเวลาแต่ละช่วงของชีวิต งานและภารกิจของผู้สวมใส่ และบอกลึกได้ถึงงานเทศกาลและโอกาสต่างๆ ของการแต่งกายที่ปรากฏ

วันนี้ Mr. Flower ขอเชิญชวนคุณๆไปชมงานนิทรรศการ สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ  พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณหอรัษฎากรพิพัฒน์ ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ของพระบรมมหาราชวัง

พิพิธภัณฑ์ผ้าแห่งนี้เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2546 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ใช้หอรัษฎากรพิพัฒน์เป็นที่ทำการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ แห่งนี้ได้จัดนิทรรศการต่างๆ มาโดยตลอด อาทิ ราชพัสตรา บรมราชาภิเษก งามสมบรมราชินีนาถ ราชพัสตราจากผ้าไทย ไทยพระราชนิยม ศิลปาชีพ : พระหัตถ์ที่ทรงงานเพื่อแผ่นดิน เครื่องโขน ของขวัญแห่งมิตรภาพ เป็นต้น

นิทรรศการล่าสุดคือ สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในช่วงเวลาต่างๆนับจากทศวรรษ 1960-2000 

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตั้งพระราชหฤทัยเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยให้ปรากฏแก่สายตาของชาวโลก ดังนั้นในการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งภายในพระราชอาณาจักรไทยและการเสด็จพระราชดำเนินทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำผลงานต่างๆ ที่เกิดจากช่างฝีมือของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ไปเผยแพร่ให้ชาวโลกได้พบเห็นด้วยทุกครั้ง และส่วนสำคัญประการหนึ่งในการส่งเสริมและเผยแพร่ความงามวิจิตรของผ้าไทยก็เห็นได้จากฉลองพระองค์ที่ทรงเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไป ณ สถานที่ต่างๆ

แม้ในยุค 1960 เมื่อครั้งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปตะวันตก โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ในยุคนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักออกแบบเครื่องแต่งกายชาวตะวันตกถวายงานการออกแบบฉลองพระองค์ เนื่องจากในยุคนั้นต้องฉลองพระองค์ให้สอดคล้องเข้ากับขนบธรรมเนียมต่างๆ ของชาวตะวันตกแต่ครั้นในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาหลังจากทรงตั้งศูนย์ศิลปาชีพฯ แล้ว ทรงให้นำผ้าไทยจากภาคต่างๆ ใช้เป็นผ้าสำหรับตัดเย็บฉลองพระองค์เสมอมา ดังที่สาธารณชนจะได้พบเห็นเป็นประจำว่าทรงนิยมผ้าไทย และทรงส่งเสริมให้ใช้ผ้าไทยในโอกาสต่างๆ จนทำให้ผ้าไทยได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับทั้งในประเทศและนานาชาติ

นิทรรศการ สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 

สำหรับผู้ติดตามคอลัมน์ตะลอนเที่ยวหนังสือพิมพ์แนวหน้า Mr. Flower ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่าคณะของเราจะไปชมนิทรรศการนี้วันนี้ 17 ธันวาคม 2565 หากคุณมีความประสงค์จะไปร่วมชมนิทรรศการนี้กับคณะของเรา โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร อยุธยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693100

ตะลอนเที่ยว : วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร อยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.20 น.

วันนี้ขอชวนคุณไปไหว้พระ และทำบุญทำทานที่วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยกัน

ถามว่าทำไมต้องเจาะจงไปที่วัดนี้ ทั้งๆ ที่มีวัดมากมายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

ก่อนอื่นขออนุญาตเล่าประวัติโดยสังเขปของวัดหน้าพระเมรุฯ ให้ทราบ วัดนี้ได้รับการสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา แต่บางกระแสก็บอกว่าน่าจะสร้างก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และน่าจะเคยเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่งของกรุงศรีอยุธยา จึงมีชื่อว่าหน้าพระเมรุ แต่ก็ไม่มีหลักฐานบ่งชัดแน่นอน 

ในครั้งสงครามพม่ารบกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2308 โดยพม่าในสมัยพระเจ้ามังระได้กรีฑาทัพมายังกรุงศรีอยุธยาโดยตั้งทัพล้อมพระนครไว้นานประมาณ 14 เดือน โดยทัพหลวงของพม่าตั้งประชิดเขตพระนคร อยู่ ณเขตวัดหน้าพระเมรุฯ ดังนั้นจึงมีประวัติเขียนไว้ว่ากองทัพพม่าจึงมิได้เผาทำลายวัดหน้าพระเมรุฯ เนื่องจากเป็นที่ตั้งทัพหลวง (แต่อันที่จริงพม่าก็มิได้เผาทำลายวัดต่างๆ ในพม่าทุกวัด)

สำหรับความน่าสนใจของวัดหน้าพระเมรุฯ คือหน้าบันพระอุโบสถที่งดงามมาก นับเป็นศิลปะสมัยอยุธยาช่วงต้นถึงช่วงกลางโดยแท้ ทำเป็นรูปเทพชุมนุม 26 องค์ รายล้อมรอบพระนารายณ์ทรงสุบรรณยุดนาค โดยสุบรรณ (ครุฑ) เหยียบบนหน้ากาล(หรือเกียรติมุข) 

พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น จุดเด่นคือมีเสาในพระอุโบสถเป็นรูปแปดเหลี่ยมประดับบัวหัวเสามีมุขเด็จ และเสานางเรียง และเจาะช่องแสงโดยไม่มีหน้าต่าง ทำเป็นแบบลูกฟักมะหวดเหลี่ยม อันเป็นศิลปะสำคัญของช่างสมัยอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง

พระพุทธรูปประธานชื่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชรบรมไตรโลกนาถ ทรงเครื่องใหญ่ ปางโปรดพญามหาชมพู (บ้างก็เรียกปางทรมานพญาชมพู) 

ด้านขวาของพระอุโบสถมีวิหารน้อยประดิษฐานพระคันธารราฐ พระพุทธรูปสมัยทวารวดี อัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยา พระคันธารราฐองค์นี้ทำจากหินสีเขียวประทับห้อยพระบาท นับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดีที่ยังสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่งของไทย วิหารน้อยสร้างโดยพระยาชัยวิชิต (เผือก) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

เป็นที่น่าเสียดายมากที่ปัจจุบันมีการก่อสร้างโรงเรือนไว้หน้าพระอุโบสถ ทำให้บดบังความสง่างามและความวิจิตรอลังการของพระอุโบสถ อันที่จริงการจะก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ขึ้นมาในภายหลัง ผู้ปลูกสร้างจำเป็นต้องสำเหนียกตลอดเวลาว่า ต้องไม่ก่อให้เกิดทรรศนะอุจาด หรือมลทรรศน์ อันเท่ากับจงใจทำลายความสง่างามของโบราณสถาน ดังนั้นจึงมีผู้เรียกร้องให้ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเร่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ก่อให้เกิดทรรศนะอุจาดโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อโบราณสถานและต่อบรรพบุรุษผู้รังสรรค์โบราณสถานและพุทธสถาน

สำหรับคุณผู้อ่านที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมแบบเจาะลึกประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ สามารถติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615

ตะลอนเที่ยว : ความวิจิตร ตระการตาของโขน มาจากความทุ่มเทของหลายฝ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/691716

ตะลอนเที่ยว : ความวิจิตร ตระการตาของโขน มาจากความทุ่มเทของหลายฝ่าย

ตะลอนเที่ยว : ความวิจิตร ตระการตาของโขน มาจากความทุ่มเทของหลายฝ่าย

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ขออนุญาตเรียนย้ำอีกครั้งว่า การแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนสะกดทัพ โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดำเนินมาถึงกึ่งกลางของฤดูกาลนี้แล้ว และย้ำว่าการแสดงรอบสุดท้ายจะมีในวันที่ 5 ธันวาคม 2565 ดังนั้นคุณ หรือใครก็ตามที่ยังชะล่าใจคิดว่ายังมีการแสดงอีกหลายรอบ จึงยังไม่รีบแสวงหาตั๋วชมโขนมาไว้ในครอบครอง เพราะเข้าใจเอาเอง (ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์) ว่าเดี๋ยวค่อยไปหาซื้อตั๋วก็ได้ 

ต้องขอบอก ณ ที่นี้ว่า ตั๋วชมการแสดงในรอบบ่าย (เวลา 14.00 น.) จำหน่ายหมดแล้ว แต่ยังพอมีที่นั่งว่างอยู่บ้างในการแสดงรอบค่ำเท่านั้น ซึ่งก็ต้องขออนุญาตเรียนให้
ทราบอีกว่า ตั๋วหรือบัตรชมโขนราคา 1,800 และ 1,500 บาทจำหน่ายไปจนเกือบจะหมดแล้ว เพราะฉะนั้น หากใครก็ตามยังนิ่งนอนใจ คิดว่ายังมีบัตรรอคอยคุณๆ อยู่ ก็ต้องบอกไว้เลยว่า คุณเข้าใจผิด และหากคุณยังไม่รีบจองตั๋วโดยด่วน คุณต้องพลาดชมการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยประจำปี 2565 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นรีบจองบัตรโดยด่วนที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ หรือหากต้องการชมเป็นหมู่คณะจำนวน 20 คนขึ้นไป สามารถติดต่อคอลัมน์ตะลอนเที่ยวได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615 แต่ย้ำว่าต้องติดต่อด่วนที่สุด เพื่อจะได้ประสานงานกับผู้จัดโขน เพื่อหาตั๋วแบบหมู่คณะให้คุณๆ ได้ทันการ 

เป็นเวลาหลายสัปดาห์มาแล้วที่คอลัมน์ตะลอนเที่ยวตั้งใจนำเสนอเรื่องราวในแง่มุมต่างๆ ของการแสดงโขนตอนสะกดทัพ เพราะต้องการให้คุณได้รับทราบเรื่องราวและการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ก่อนจะปรากฏเป็นการแสดงที่สุดแสนวิจิตร อลังการ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าอลังการระดับโลก อยู่บนเวทีของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

วันนี้ขอพาคุณๆ ไปชมเบื้องหลังการแต่งองค์ทรงเครื่องของตัวละครที่งดงามราวกับเทพยดา และเทพอัปสร รวมถึงเห็นการแต่งหน้า ทำผมของตัวละครต่างๆ ซึ่งก็ต้องบอกว่า ทุกขั้นตอนนั้นใช้เวลาอย่างน้อยนับชั่วโมง แต่ถ้าหากเป็นการแต่งองค์ แต่งหน้าตัวละครสำคัญของเรื่องก็ต้องใช้เวลานานกว่าชั่วโมง

หลายคนได้พบเห็นว่าเครื่องแต่งกาย หรือเครื่องทรงของตัวละครต่างๆ บนเวทีการแสดงโขนนั้นวิจิตรอลังการจนเกินบรรยายได้ในระยะเวลาอันสั้นๆ แต่คุณจะยิ่งตื่นตะลึงยิ่งกว่าเมื่อได้ทราบขั้นตอนการแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่งหน้าแต่งผมอย่างละเอียด เพราะแต่ละขั้นตอนนั้นมีขนบธรรมเนียบและแบบแผนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 

เริ่มจากการแต่งองค์ของตัวละคร ที่ต้องผ่านการเย็บ และการตรึงเสื้อผ้าให้เข้ากับรูปร่างทรวดทรงของผู้แสดงแต่ละตัว เอาแค่การนุ่งโจงกระเบนที่คุณๆ เห็นผู้แสดงเป็นตัวพระ และยักษ์ชั้นสูง รวมถึงเหล่าวานรชั้นสูง ก็ต้องเริ่มมาจากผ้าเป็นชิ้นๆ ที่ต้องนุ่งตามแบบโดยไม่มีสิ่งใดทำจากเสื้อผ้าสำเร็จรูปแม้แต่ชิ้นเดียวเริ่มด้วยการจีบหน้านาง แล้วนุ่งโจง พร้อมกับการทำพอก (การทำผ้านุ่งเป็นชั้นเชิงด้านข้างขาของตัวพระยักษ์และวานรชั้นสูง) ส่วนเสื้อก็ต้องเย็บให้แนบเข้ารูปกับรูปร่างของนักแสดงแต่ละราย หากเป็นตัวหนุมานที่ต้องตีลังกา มีท่าทางโลดโผนตลอดเวลา ก็ต้องเย็บตรึงให้แน่นที่สุด เพื่อป้องกันเสื้อผ้าหลุดปริขณะกำลังสัประยุทธ์กับยักษ์ 

สำหรับการแต่งกายของยักษ์ชั้นสูงสุด เช่น ทศกัณฐ์ ก็ต้องเพิ่มความพิถีพิถัน ความวิจิตรมากเป็นพิเศษ เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ต้องเย็บต้องตรึงให้แน่น ให้เข้ากับทรวดทรงเพื่อเน้นความเป็นตัวละครพิเศษ สำหรับขั้นตอนการแต่งองค์ตัวละครหลักๆ นั้น ใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมงต่อหนึ่งตัวละคร

ส่วนการแต่งหน้า ทำผมก็ใช้เวลาอีกอย่างน้อยอย่างละประมาณ 40-60 นาที เพราะการแต่งหน้าโขนตามแบบราชสำนักนั้นก็คือการจำลองหน้ามาจากจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้ช่างแต่งหน้าที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษส่วนช่างผมก็เช่นกัน ต้องมีความชำนาญอย่างสูงในเรื่องของการตั้งรัดเกล้าสำหรับนางละครที่ต้องสวมชฎา หรือศิราภรณ์นานาชนิด

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ของเบื้องหลังความวิจิตรอลังการของโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของบุคคลหลายวงการ ทั้งนี้ยังไม่นับ
เรื่องฉาก เทคนิคประกอบการแสดง เพื่อให้สมจริงมากที่สุด เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบไฟ แสง เสียง และนักดนตรี นักร้องนักพากย์ ที่ทำให้การแสดงออกมาสมบูรณ์แบบ รวมถึงผู้ออกแบบท่าร่ายรำ ผู้กำกับการแสดง และผู้อำนวยการผลิต

กล่าวได้ว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่พระราชทานการชุบชีวิตให้กับโขนไทย ให้กลับมาโลดแล่นมีชีวิตชีวา เป็นที่สนใจและติดตามของผู้คนทั่วประเทศและยังเป็นที่สนใจของนานาชาติด้วย

ตะลอนเที่ยว : สะกดทัพ โขนรามเกียรติ์ตอนศึกไมยราพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/690268

ตะลอนเที่ยว : สะกดทัพ โขนรามเกียรติ์ตอนศึกไมยราพ

ตะลอนเที่ยว : สะกดทัพ โขนรามเกียรติ์ตอนศึกไมยราพ

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ตอนศึกไมยราพบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1  

เรื่องย่อ ไมยราพ เจ้าเมืองบาดาล เป็นยักษ์มีศักดิ์เป็นหลานของทศกัณฐ์ ไมยราพมีกล้องยาวิเศษ และมีฤทธิ์มนต์สะกดจากการเป่ายาจากกล้องเป่ายา ได้รับพระบัญชาจากทศกัณฐ์ให้ไปจัดการกับกองทัพของพระราม คืนหนึ่งไมยราพฝันว่ามีดาวดวงน้อยเปล่งรัศมีบดบังพระจันทร์ จึงให้โหรทำนายฝันแล้วทราบว่าไวยวิก (หลานชาย ลูกนางพิรากวน นางพิรากวนเป็นพี่สาวไมยราพ) จะขึ้นครองเมืองบาดาลแทนไมยราพ ดังนั้นไมยราพจึงสั่งขังไวยวิกและจะสังหารต่อไป แล้วสั่งปลดนางพิรากวนลงเป็นไพร่  

เมื่อไมยราพได้รับพระบัญชาจากทศกัณฐ์ให้จัดการกับกองทัพพระราม ก็จึงทำพิธีบดยาเพื่อใช้สะกดทัพพระราม แล้วจับตัวพระรามไปไว้ในเมืองบาดาล หมายจะสังหารพร้อมกับไวยวิก 

พระรามทรงพระสุบินว่ามีราหูบดบังพระอาทิตย์ จึงทรงให้ภิเภกทำนายความฝัน ได้ความว่า พระรามจะถูกไมยราพลักพาตัวไปแต่จะไม่มีอันตรายใดๆ ส่วนการแก้ฝันก็คือให้หนุมานทำหน้าที่คุ้มกันพระราม โดยเคราะห์ภัยจะพ้นไปเมื่อดาวประกายพรึกขึ้นซึ่งหมายความว่ารุ่งสางแล้ว  ดังนั้นหนุมานจึงเนรมิตกายให้ใหญ่เท่าภูเขาแล้วอ้าปากอมพลับพลาของพระรามไว้ แต่ไมยราพก็ใช้อุบายเนรมิตให้เกิดดาวประกายพรึกขึ้นมาเพื่อลวงกองทัพของพระรามให้เข้าใจผิดว่ารุ่งสางแล้ว เหล่าพลพรรควานรเข้าใจว่าเช้าแล้วจึงหลับไหล ไมยราพจึงลอบเข้าไปเป่ายาสะกดให้พลพรรควานรและหนุมานหลับ แล้วลักพาพระรามไปยังเมืองบาดาล  

ไมยราพสั่งให้นางพิรากวนไปตักน้ำมาเพื่อต้มไวยวิกและพระราม หนุมานตามไปช่วยพระรามในเมืองบาดาล ระหว่างทางได้พบกับด่านต่างๆ เช่น ยุงตัวเท่าแม่ไก่ ด่านภูเขากระทบกันเป็นเปลวเพลิง และกองทัพยักษ์จำนวนโกฏิตน ด่านช้างตกมัน และด่านมัจฉานุ (ลูกของหนุมานกับนางสุพรรณมัจฉา)สุดท้ายเมื่อหนุมานผ่านทุกด่านได้แล้ว จึงพบนางพิรากวนกำลังไปตักน้ำ จึงแปลงกายเป็นใยบัวติดสไบนางพิรากวนเข้าไปในเมืองบาดาล แล้วเข้าไปนำพระรามกลับออกมา โดยหนุมานสังหารไมยราพด้วยการบี้ตัวแมลงภู่ที่ไมยราพถอดดวงใจไว้ที่ตัวแมลงภู่  

การแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนสะกดทัพ โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กำลังจัดแสดง
ในขณะนี้ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพ จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2565(งดการแสดงวันจันทร์และอังคาร ยกเว้นวันที่ 5 ธันวาคม การแสดงรอบสุดท้าย จัดในวันจันทร์) 

Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณไปชมความวิจิตรอลังการของการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงอันบ่งบอกถึงภูมิปัญญาไทยที่รวบรวมศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกันอย่างผสมกลมกลืนลงตัวอย่างที่สุด อาทิ ศาสตร์และศิลป์ด้านพัสตราภรณ์ศิราภรณ์ บทละคร บทร้อง บทพากย์ ฉาก แสง สี เสียง การแต่งหน้า เป็นต้น 

การแสดงที่ยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะการที่จะนำครูช่างจากศิลปะแขนงต่างๆ มารวมตัวทำงานใหญ่เช่นนี้ได้ต้องใช้ทั้งทุนทรัพย์มหาศาล และต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจของบุคคลต่างๆ ที่ตั้งใจถวายงานแด่พระองค์ท่าน เพื่อร่วมกันสืบสานงานศิลป์แขนงต่างๆ ให้ดำรงคงอยู่คู่กับแผ่นดินไทย  

คุณสามารถจองบัตรเพื่อชมโขนรามเกียรติ์ ตอนสะกดทัพ ได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ www.thaiticketmajor.com โทรศัพท์ 02-2623456 บัตรราคา 1,800, 1,500, 1,000, 800,600 บาท บัตรนักเรียน นักศึกษา ราคา 180 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมค่าออกบัตรและค่าธรรมเนียมของบริษัทรับจอง) 

สำหรับบริษัท ห้างร้าน และองค์กรต่างๆ ที่ต้องการซื้อบัตรเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อประสานงานได้ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091-7233615 ยินดีติดต่อประสานงานกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ให้  

ขอย้ำว่าการแสดงสุดพิเศษนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 5 ธันวาคม 2565 เท่านั้น กรุณาอย่าพลาดการแสดงสำคัญที่จัดขึ้นเพียงแค่ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ของไทยที่ลงตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688978

ตะลอนเที่ยว : โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ของไทยที่ลงตัว

ตะลอนเที่ยว : โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ของไทยที่ลงตัว

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โขนถือเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงชนิดหนึ่งของไทย ที่มีการพัฒนาท่าร่ายรำมาจากศิลปะการแสดงต่างๆ ของไทย เช่น การชักนาคดึกดำบรรพ์ การสู้รบด้วยกระบี่กระบอง หนังใหญ่ โดยนำบทพากย์ บทเจรจา บทเพลง และการแสดงดนตรีประกอบกิริยาท่าทางของตัวละคร สิ่งสำคัญของการแสดงโขนคือตัวละครหลักๆ เช่น ทศกัณฐ์และเหล่ายักษ์ทั้งหลาย รวมถึงหนุมานและพลพรรควานรทั้งปวงล้วนต้องสวมหัวโขนทั้งหมด ยกเว้นเพียงตัวพระ ตัวนาง และเทวดา

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงต้องการทำนุบำรุงและรักษาศิลปกรรมชั้นสูงชนิดนี้ของไทยไว้ เนื่องจากในระยะก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ30-40 ปีที่ผ่านมา ความนิยมชมโขนลดลงจนน่าเป็นห่วงหากไม่พยายามเก็บรักษาและเผยแพร่ศิลปะชนิดนี้ก็อาจจะทำให้การแสดงโขนอาจจะเลือนหายไปจากสังคมไทยได้

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ คือเครื่องยืนยันให้สาธารณชนประจักษ์ว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์ และสืบทอดการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงนี้ไว้ให้อยู่คู่กับสังคมไทย และยังแสดงให้เห็นถึงการอนุรักษ์งานช่างศิลป์แขนงต่างๆ อาทิพัสตราภรณ์ ศิราภรณ์ ดนตรี บทขับร้อง ท่าร่ายรำ การทำฉาก การแต่งหน้า เป็นต้น

ในการนี้ต้องรวบรวมสรรพศาสตร์ และสรรพศิลป์แขนงต่างๆ เข้าด้วยกันและทำให้กลมกลืนอย่างที่สุดโดยรวบเอาบรรดานักวิชาการด้านต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์วรรณกรรม นาฏศิลปิน นักดนตรี คีตศิลป์ไทย นักจิตรกรรมนักประติมากรรม มาร่วมกันทำงานชิ้นสำคัญนี้ให้ปรากฏต่อสายตาสาธารณชน โดยการแสดงโขนมูลนิธิฯ เน้นความสมจริงของฉาก จึงประยุกต์เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไป ทำให้การแสดงสมจริง ดูและสนุกสนาน ทันสมัยเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีส่วนช่วยดึงดูดให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าไปมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ เช่น การเข้าร่วมแสดง และการรับชม

โขนรามเกียรติ์ตอนล่าสุดที่กำลังจัดแสดงใช้ชื่อตอนว่า สะกดทัพ โดยอัญเชิญบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช มาเป็นโครงเรื่องจุดเด่นของการแสดงโขนครั้งนี้อยู่ที่ท่าร่ายรำที่อ่อนช้อยงดงาม เสียงดนตรีและเสียงขับร้องที่ไพเราะเสนาะโสตพัสตราภรณ์ และศิราภรณ์ที่งดงามอลังการ โดยเฉพาะผ้านุ่งและสไบของตัวละครสำคัญ โดยใช้ผ้ายกทอมือจากบ้านเนินธัมมัง นครศรีธรรมราช เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่าโขนศิลปาชีพฯ คือการชุบชีวิตของงานหัตถศิลป์สำคัญๆ แขนงต่างๆ ของแผ่นดินไทยให้กลับฟื้นคืนชีวีอีกครั้งหนึ่ง

เป็นเวลานานเกือบสองทศวรรษแล้วที่โขนศิลปาชีพฯ ได้สร้างชีวิตชีวาให้กับงานนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยการแสดงครั้งแรกคือตอนพรหมาศ เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 เนื่องในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และนับจากนั้นเป็นต้นมา โขนศิลปาชีพฯ ได้จัดแสดงต่อเนื่องมาเป็นประจำเกือบทุกปีจวบจนปัจจุบัน ซึ่งในครั้งนี้ใช้ชื่อตอนว่า สะกดทัพ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ถึง 5 ธันวาคม 2565 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ หรือหากห้างร้านบริษัทและองค์กรใดต้องการเหมารอบการแสดง สามารถติดต่อหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้ที่คอลัมน์นี้ หมายเลข 091-7233615 ยินดีประสานงานจองบัตรเหมารอบกับผู้จัดงานให้ ขอเรียนย้ำว่าอย่าพลาดการชมงานศิลป์ชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งของแผ่นดินไทยในครั้งนี้ โปรดรีบจองบัตรเป็นการด่วน

ตะลอนเที่ยว : แนบชิดธรรมชาติแท้จริงที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688085

ตะลอนเที่ยว : แนบชิดธรรมชาติแท้จริงที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

ตะลอนเที่ยว : แนบชิดธรรมชาติแท้จริงที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนเป็นนักเดินทาง ชอบท่องเที่ยว แต่กลับไม่เคยเข้าไปท่องเที่ยวในชุมชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนที่ตนเองพักอาศัย หรือชุมชนอื่นๆ อีกมากมายในประเทศไทยของเรา เพราะบางคนเข้าใจว่าการท่องเที่ยวคือการเดินทางไปเที่ยวในต่างประเทศเท่านั้น บางคนอ้างว่าเที่ยวชุมชนใกล้บ้าน เป็นเรื่องที่เอาไว้ทำภายหลังก็ได้ เพราะอยู่ในบ้านของเราเอง 

ผมขอบอกว่า ความคิดดังกล่าวไม่น่าจะถูกต้อง เพราะจริงๆ แล้วการท่องเที่ยวนั้นไม่ได้เจาะจงว่าต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในที่อื่นๆ นอกเหนือจากชุมชนหรือละแวกบ้านของตนเอง อย่าลืมว่าแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากก็คือแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน  

การท่องเที่ยวชุมชนช่วยพัฒนาชุมชน และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนได้อย่างมีนัยสำคัญ เป็นการจัดการท่องเที่ยวโดยคนในชุมชน ซึ่งสมาชิกชุมชนจะร่วมกันออกความเห็นร่วมกันรักษา และร่วมกันพัฒนาชุมชน และสิ่งแวดล้อมของชุมชนให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมเพื่อให้เอื้อกับการท่องเที่ยว นับเป็นการสร้างสมดุลระหว่างคน ระบบเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งสุดท้ายจะนำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชน 

การท่องเที่ยวชุมชนคือการท่องเที่ยวที่บริหารจัดการและดูแลโดยคนในชุมชนอย่างแท้จริง ช่วยทำให้ชุมชนมีรายได้โดยตรง มีการพัฒนาตามอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ก่อให้เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงร่วมกันระหว่างคนในชุมชนและผู้ไปเยือน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ และที่สำคัญคือนำมาซึ่งความเข้าอกเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันและกันระหว่างคนในชุมชนกับผู้มาเยือน 

Mr.Flower เน้นเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนมาโดยตลอด (แต่ก็ไม่ได้รังเกียจการเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศ เพราะเชื่อว่าทำให้ได้เรียนรู้โลกกว้างมากขึ้น) การท่องเที่ยวชุมชนทำให้เราสามารถสัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อขนบประเพณี วัฒนธรรมชุมชนได้อย่างชัดเจนและค่อนข้างลึกซึ้ง (หากให้ความสนใจเรียนรู้จริงจัง) 

ทริปนี้ Mr.Flower พาคุณไปสัมผัสความงาม ความเรียบง่าย ความมีน้ำใจ และภูมิปัญญาของชุมชนเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ขอบอกว่านอกจากได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติแล้ว ยังได้รับประทานอาหารทะเลสดๆ สะอาด และสุดแสนอร่อย 

เกาะลันตามีสองเกาะคือ ลันตาน้อย และลันตาใหญ่ ความน่าสนใจที่สุดคืออุดมไปด้วยธรรมชาติ เช่น ป่าโกงกาง ภูเขาหินปูนยุคเก่า และน้ำทะเลแสนสะอาด รวมถึงวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายของชาวบ้าน (ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิม) 

การมาเที่ยวเกาะลันตาในทริปนี้ Mr.Flower เจาะจงไปที่ทุ่งหยีเพ็ง (อันที่จริงไปเที่ยวอีกหลายที่ เพราะอยู่บนเกาะลันตาตั้ง 1 สัปดาห์เต็ม วันนี้พาเที่ยวทุ่งหยีเพ็งก่อน วันหน้าที่พาไปเที่ยวที่อื่นๆ ของเกาะลันตา) 

ทุ่งหยีเพ็งมีอะไรน่าสนใจหรือ ตอบได้ว่ามีมากมายเลยครับ เช่น ความเป็นธรรมชาติ มีลำคลองที่สองฝั่งเต็มไปด้วยป่าโกงกางที่แสนอุดม มีลิงแสมมากมายค่อยตามดูเรือของเราที่ล่องไปในลำคลอง แล้วเราก็ยังกินอาหารฝีมือแสนอร่อยของชาวบ้าน ที่ใช้วัตถุดิบสดๆ จากคลอง จากทะเลในชุมชน  

หากคุณต้องการใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแนบแน่นโดยไม่มีอะไรขวางกัน รับรองว่าคุณได้พบอย่างเต็มอิ่มในทุ่งหยีเพ็ง คุณจะได้เห็นได้สัมผัสธรรมชาติจนสามารถสูดกลิ่นบริสุทธิ์ของธรรมชาติได้เต็มปอด ได้เห็นปลาตีนเดินเล่นกันขวักไขว่ในยามน้ำลง ได้เห็นปูก้ามดาบที่มีก้ามสีสวยเดินอวดก้ามอย่างร่าเริง ได้เห็นฝูงนกต่างๆ รวมถึงเหยี่ยว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่แห่งนี้มีความสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างมาก คุณจะได้อาบแสงตะวันทั้งยามเช้าและยามเย็นอย่างจุใจตามที่คุณต้องการ คุณจะได้ยินเสียงกระซิบของธรรมชาติที่อยู่รอบตัวคุณตลอดเวลา ช่วงที่คุณจะชื่นชอบที่สุดก็คือเวลาที่คุณพายเรือด้วยตัวคุณเองไปตามลำคลอง แล้วปล่อยให้เรือล่องลอยไปบนสายน้ำแสนสงบ ช่วงนี้แหละคือช่วยเวลาที่คุณกับธรรมชาติแนบแน่นกันอย่างที่สุด  

หากคุณสนใจไปสัมผัสธรรมชาติแท้จริงที่เกาะลันตา โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615เราจะไปสัมผัสธรรมชาติด้วยกันกับสมาชิกทัวร์กลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 14 คน

ตะลอนเที่ยว : เย็นศิระ เพราะพระบริบาล ประชาเกษมศานต์ เพราะพระทรงธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/686683

ตะลอนเที่ยว : เย็นศิระ เพราะพระบริบาล ประชาเกษมศานต์ เพราะพระทรงธรรม

ตะลอนเที่ยว : เย็นศิระ เพราะพระบริบาล ประชาเกษมศานต์ เพราะพระทรงธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกับพสกนิกร คือสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างคนไทยกับพระเจ้าอยู่หัวของเขา ความสัมพันธ์ที่ว่านั้นเกิดมาจากพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานให้กับพสกนิกรมาโดยตลอด ส่วนพสกนิกรก็น้อมเกล้าฯ ถวายความจงรักภักดี และความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างลึกซึ้งแด่พระเจ้าแผ่นดินของเขา 

พสกนิกรไทยต่างประจักษ์มาโดยตลอดว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงปกเกล้าปกเกศให้พวกเขามีความผาสุก ร่มเย็น ทรงขจัดปัดเป่าความทุกข์ความร้อนต่างๆ นานาให้ผ่านพ้นหรือบรรเทาเบาบางไปจากสังคมไทย 

ด้วยเหตุที่พระเจ้าอยู่หัว หรือพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระมหากษัตริย์ทรงมีความเอื้อเฟื้อเกื้อหนุน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อปวงพสกนิกรไทยเสมอมา จึงทำให้พระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เคยหลุดหาย หรือจางคลายไปจากความระลึกนึกถึงในมโนสำนึกของพสกนิกรไทย หรือพูดให้ตรงประเด็นคือพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรอยู่ใกล้ชิดสนิทแนบกันมาโดยตลอด และยังพบอีกว่าพระมหากษัตริย์ไทยนั้นทรงยึดมั่นในหลักการปกครองด้วยธรรมเสมอมา 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สังคมไทยมีความคิดตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และระบอบนี้ได้รับการยอมรับแล้วว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับสังคมไทยอย่างมากที่สุด 

ความรัก ความภักดีที่ปวงพสกนิกรน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระเจ้าแผ่นดินของพวกเขาปรากฏให้เห็นเด่นชัดเสมอมา และความเด่นชัดที่พบเห็นได้จนเป็นที่ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งก็คือ ในวันที่ 13 ตุลาคม 2565 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงเปิดอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันดังกล่าวนั้นปวงพสกนิกรต่างพร้อมใจไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อรอรับเสด็จ เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  

พสกนิกรต่างปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระราชทานอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ให้กับชาวไทยทุกคน ซึ่งมีคำกล่าวขานในสังคมว่าอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ นี้คือปอดแห่งใหม่ของเมืองไทย ที่เกิดมาจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10  

ปัจจุบันอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้นี้ (คาดว่าในปี 2567)สิ่งสำคัญภายในอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ คือ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และศูนย์การเรียนรู้เรื่องป่าและน้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าไปศึกษาเรื่องน้ำและสวนป่าธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในเขตกลางพระนคร และเป็นสถานที่ที่ทำให้เราทุกคนประจักษ์ว่าเรามีพ่อของแผ่นดินที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบประมาณมิได้ 

ตะลอนเที่ยว : วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ วัดที่ระลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685227

ตะลอนเที่ยว : วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ วัดที่ระลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9

ตะลอนเที่ยว : วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ วัดที่ระลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กองทุนพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญถวายผ้าพระจุลกฐิน ณ วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ บ้านห้วยชมพู หมู่ 8 อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 29 ตุลาคม 2565 เวลา 16.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จทรงเป็นประธานถวายผ้าพระจุลกฐิน ส่วนประธานฝ่ายสงฆ์คือเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ 

วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่ในโครงการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ (พระอิสริยยศเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) ทรงตั้งพระทัยนำความรู้ที่ได้จากการทรงศึกษามาปฏิบัติพระกรณียกิจเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยให้รุ่งเรืองสืบไป

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงเกิดปีติศรัทธาเลื่อมใสวัตรปฏิบัติของพระครูวรเวทย์วิสิฐ (หลวงปู่ครูบาธมฺมชยฺ ธมฺมชโย) ทรงพิจารณาเห็นสภาพวัดทรุดโทรมขาดงบประมาณดูแล หลังจากหลวงปู่มรณภาพพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์เคยรับสั่งว่า “เหตุที่เลือกบูรณะวัดนี้เพราะเป็นวัดเล็กๆ ไม่ค่อยมีใครดูแลและกำลังทรุดโทรมมากแล้วกลับดีเสียอีกที่วัดยังไม่ค่อยมีอะไร จะได้พัฒนาดั่งใจที่คิดไว้”

การบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งเริ่มแรก พระองค์ทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ทรงทราบ โดยตั้งพระทัยถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และขอพระราชทานบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนกไปเขียนจิตรกรรมฝาผนังในรูปแบบศิลปะไทยล้านนาลื้อร่วมสมัย แต่เมื่อทรงสำรวจสภาพวิหารแล้วทรงพบว่าผนังเสื่อมโทรมมาก จึงทรงให้ปรับปรุงซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด และทรงมีพระดำริให้วางผังแม่บทบริเวณวัดโดยออกแบบงานสถาปัตยกรรมและการวางผังของวัดให้มีสัดส่วนลงตัว แบ่งการใช้งานให้เหมาะสมชัดเจน เช่น จัดพื้นที่เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และส่วนปฏิบัติธรรม ตลอดจนอนุรักษ์ธรรมชาติพันธุ์ไม้พื้นเมือง สมุนไพร เพื่อให้ชาวบ้านเพาะปลูกไว้ แล้วแปรรูปเป็นการสร้างอาชีพ

พระประธานคือพระพุทธปฏิมาสิริภานิรมิต โดยทรงขอพระราชทานนามพระพุทธรูปประธานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงพระราชทานนามว่าพระพุทธปฏิมาสิริภานิรมิต พระประธานหล่อด้วยโลหะบรอนซ์ ปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร (วัชรอาสน์) เกศบัวตูมได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบพระเชียงแสนแบบสิงห์หนึ่ง ผสมผสานกับพุทธลักษณะศิลปะแบบคุปตะของอินเดีย ทวารวดี ศรีวิชัยและศิลปะแบบหริภุญชัย ลำพูน ประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย อัญเชิญพระปรมาภิไธยภปร. บนกลีบบัว ในตำแหน่งผ้าทิพย์ เปรียบดังดอกบัวกำลังผุด สื่อความหมายถึงการเจริญเติบโต เบิกบาน สัญลักษณ์รูปงูที่ปรากฏบนฐานชุกชีสื่อถึงตอนมารผจญในพุทธประวัติ กึ่งกลางฐานมีประติมากรรมรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม อยู่ตำแหน่งแนวตรงกันกับองค์ประธาน และมีรูปนักษัตรปีเถาะ ปีพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านหลังพระประธานมีลายพระหัตถ์พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงจารึกนามพระพุทธรูปว่า“พระพุทธปฏิมาสิริภานิรมิต” มีความหมายว่า พระพุทธปฏิมาที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงสร้าง

ส่วนเนื้อหาภาพจิตรกรรมอันเนื่องในพุทธประวัติ คือเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า ไตรภูมิจักรวาลและจักรราศี เป็นต้น ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหาร แบ่งเป็น 4 ผนัง คือ ผนังด้านหลังพระประธาน เขียนเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า และไตรภูมิจักรวาล ผนังด้านข้างซ้ายมือและขวามือ พระประธาน เขียนเรื่องบุคคลเปรียบด้วยน้ำ 7 จำพวก ส่วนผนังด้านตรงข้ามพระประธาน เขียนเรื่องพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์และพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ้าพระจุลกฐิน ณ วัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ ด้วยกันในวันที่ 29 ตุลาคม 2565 เวลา 16.00 น. ร่วมทำบุญโดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารออมสิน ชื่อบัญชีวัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ (กฐิน) หมายเลขบัญชี 020-333-260-832 และบริจาคโดยผ่าน QR Code ที่ปรากฏในคอลัมน์นี้ 

ตะลอนเที่ยว : ตะกั่วป่า เมืองตะโกลา ศูนย์กลางการค้าโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/683729

ตะลอนเที่ยว : ตะกั่วป่า เมืองตะโกลา ศูนย์กลางการค้าโบราณ

ตะลอนเที่ยว : ตะกั่วป่า เมืองตะโกลา ศูนย์กลางการค้าโบราณ

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย่านการค้าการขายแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาแต่โบร่ำโบราณของเมืองในปักษ์ใต้ด้านที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย คือเมืองตะโกลา เป็นเมืองท่าสำคัญที่มีความเจริญรุ่งเรืองมานานนม เป็นแหล่งรวมของหลาย เชื้อชาติ เช่น จีน แขก และอาหรับ เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าและยังเป็นเส้นทางขนสินค้าผ่านคาบสมุทรมลายูจากฝั่งทะเลอันดามันไปยังฝั่งอ่าวไทยเมืองแห่งนี้มีชื่อในปัจจุบันว่าเมืองตะกั่วป่า อยู่ในเขตจังหวัดพังงา 

ตะกั่วป่ามีความสำคัญเรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์เพราะเป็นเขตหนึ่งที่มีการผลิตแร่ดีบุกได้มากมาย อันที่จริงในสมัยก่อนนั้นตะกั่วป่าเคยมีฐานะเป็นจังหวัด แต่เมื่อความสำคัญลดน้อยถอยลงไปก็จึงถูกลดฐานะเหลือเพียงแค่อำเภอหนึ่งในจังหวัดพังงา 

วันนี้ Mr.Flower ชวนคุณไปเดินชมเมืองเก่าในตลาดตะกั่วป่า บนถนนศรีตะกั่วป่า ถนนสายนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมของตะกั่วป่าด้วย เพราะเป็นที่รวมของบ้านเรือนในยุคเก่าที่มีตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีสหลงเหลือให้ชม และยังเป็นสถานที่ซึ่งมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เรียกได้ว่ามีให้กินหลากหลายทั้งของคาวและหวาน มีทั้งอาหารพื้นถิ่นของปักษ์ใต้ และอาหารจีนที่เป็นรสมือของชาวตะกั่วป่า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ต่างไปจากเมืองปักษ์ใต้อื่นๆ  

บนถนนศรีตะกั่วป่านั้นยังมี Street Art ให้คุณได้ชมและแวะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอีกด้วย งานศิลป์แบบ Street Artที่เป็นจุดสนใจมากจุดหนึ่งได้แก่ภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จุดนี้เป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวทุกคนต้องเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน  

นอกจากนั้นยังมีจุดน่าสนใจอีกมากมาย โดยเฉพาะการนำเอาตึกเก่าอายุกว่าร้อยปีมาดัดแปลงตกแต่งเป็นร้านกาแฟเก๋ๆ หรือเป็นร้านขายเบเกอรี่เท่ๆ หรือบางแห่งก็ดัดแปลงเป็นโรงแรมน่ารักๆ ที่มีจำนวนห้องแบบ Very Limited ซึ่งแนวคิดเท่และเก๋เหล่านี้มาจากบรรดาคนรุ่นหลานรุ่นเหลนของชาวตะกั่วป่าที่ย้อนกลับไปพัฒนาบ้านเก่าบ้านเกิดของเหล่าอากง อาม่า และของอาเตี่ย อาแหมะ ให้กลับมามีชีวิตชีวา หลังจากถูกปล่อยทิ้งร้างให้ทรุดโทรมมานานหลายทศวรรษ 

ดังนั้น การได้กลับไปเยือนบ้านเก่า แต่ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาบนถนนศรีตะกั่วป่า จึงเป็นการเดินกลับไปหาอดีตที่ยังคงมีลมหายใจ และเป็นอดีตที่ยังมีชีวิต ทำให้ย้อนระลึกถึงวันเก่าก่อนที่บนถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยความครึกครื้นคึกคักของผู้คนที่มาทำมาค้าขายและจับจ่ายใช้สอยกันอย่างมีชีวิตชีวา 

Mr.Flower กลับไปที่เมืองตะกั่วป่าครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 1 เดือนเศษที่ผ่านมา บอกได้ชัดๆ เพียงคำเดียวว่า เมืองยังมีเสน่ห์ มีชีวิต และมีความทรงจำอยู่ในทุกย่างก้าวที่ได้เดินไปบนถนนสายนี้  

แม้บ้านเรือนจะเก่าและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้ดีก็คือรอยยิ้มและไมตรีจิตที่ชาวตะกั่วป่ายังมีให้กับผู้ไปเยือน  

หากคุณสนใจไปสัมผัสเสน่ห์ของเมืองตะกั่วป่าด้วยกันในแบบทัวร์กลุ่มเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและมิตรไมตรี โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลข 091-7233615 เราจะไปเยือนตะกั่วป่าด้วยกันในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้   

ตะลอนเที่ยว : เพียรสาน งานศิลป์ ศิลปะจากภูมิปัญญาชุมชนสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682175

ตะลอนเที่ยว : เพียรสาน งานศิลป์ ศิลปะจากภูมิปัญญาชุมชนสู่สากล

ตะลอนเที่ยว : เพียรสาน งานศิลป์ ศิลปะจากภูมิปัญญาชุมชนสู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อประมาณช่วงกลางเดือนสิงหาคม Mr.Flower ได้เคยเชิญชวนคุณๆ ไปชมนิทรรศการ เพียรสาน งานศิลป์ ที่จัด ณ หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง (ใกล้สะพานผ่านฟ้าลีลาศ) นอกจากชวนคุณๆ ไปชมนิทรรศการแล้ว ยังชวนคุณๆ ไปซื้อหาสินค้าที่เป็นงานจักสานฝีมือสุดแสนประณีต แต่ราคาแสนประหยัด 

เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนที่ได้อ่านคอลัมน์นี้แล้ว คงจะได้ไปชมงานและซื้อหาสินค้าคุณภาพดีกลับไปเป็นของใช้ และเป็นของขวัญของฝากสำหรับคนที่คุณระลึกถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เท่าที่ได้ทราบคือ หลายคนซื้อของจักสานหลายสิบชิ้นไว้สำหรับเป็นของขวัญวันปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกประมาณ3 เดือนข้างหน้านี้

วันนี้ขออนุญาตกลับมาย้ำเตือนความจำของคุณอีกครั้งว่า นิทรรศการเพียรสานงานศิลป์ จะยุติลงในวันที่ 10 ตุลาคมที่กำลังจะมาถึงนี้ ดังนั้นหากคุณมีความประสงค์จะกลับไปซื้อหาสินค้าคุณภาพดีเยี่ยม แต่ราคาแสนประหยัด ก็ขอให้คุณๆ จัดเตรียมเวลาเพื่อการไปซื้อหาให้ลงตัว และขอเน้นว่าอย่าไปในวันสุดท้ายของการจัดนิทรรศการ เนื่องจากคุณจะต้องเผชิญกับปัญหาผู้คนมากมายที่ไปซื้อสินค้าในวันสุดท้ายท้ายสุดของงาน แต่ขอแนะนำว่าคุณควรจะต้องไปเลือกหา เลือกซื้อสินค้าก่อนวันปิดงาน เพราะอย่างน้อยที่สุดคุณจะไม่ต้องเผชิญกับสภาวะผู้คนแออัด คุณจะสามารถมีเวลาเลือกสรรเพื่อซื้อหาสินค้าได้อย่างสบายใจ และหากคุณต้องการสินค้าตัวใดเพิ่มเติม ก็สามารถสั่งซื้อเพิ่มเติมได้ภายในงาน

ขอย้ำและขีดเส้นใต้ว่านิทรรศการนี้ปิดให้บริการในวันพุธ ส่วนวันอื่นๆ ตลอดสัปดาห์นั้น คุณสามารถเข้าชมและซื้อสินค้าได้ทุกวัน เริ่มเปิดให้บริการเวลา 10.00-19.00 น. ภายในงานนี้ คุณสามารถเข้าร่วม workshop เรียนรู้การจักสานได้ในวันเสาร์ ส่วนในวันอาทิตย์มีเสวนาวิชาการด้านงานจักสานโดยเริ่มการเสวนามาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม และจะมีการเสวนาครั้งสุดท้าย ในวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม เสวนาเรื่องจักสานไทย ก้าวไกลในตลาดโลก เวลา 14.00-15.30 น. 

ขออนุญาตย้ำและเรียนเชิญคุณๆไปชมและช้อปในงานนิทรรศการ เพียรสาน งานศิลป์ ณ หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ งานเปิดถึงวันสุดท้ายคือ 10 ตุลาคม(หยุดทุกวันพุธ) และขอแนะนำว่าเดินทางด้วยรถยนต์สาธารณะจะทำให้คุณสะดวกสบายมากที่สุด เนื่องจากมีพื้นที่จอดรถยนต์ค่อนข้างจำกัดมาก