ตะลอนเที่ยว : 1 ศตวรรษ วันสิ้นพระชนม์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729008

ตะลอนเที่ยว : 1 ศตวรรษ วันสิ้นพระชนม์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

ตะลอนเที่ยว : 1 ศตวรรษ วันสิ้นพระชนม์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงมีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลอาภากร

ทรงเป็นพระราชโอรส องค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาโหมด

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงวางรากฐานการบริหารกิจการกองทัพเรือสมัยใหม่ โดยทรงนำเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆ มาจากประเทศตะวันตกโดยเสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือจากประเทศอังกฤษ แล้วเมื่อเสด็จกลับประเทศสยาม ทรงนำวิทยาการทหารเรือสมัยใหม่มาปรับใช้ให้เข้ากับกองทัพเรือสยาม หรือไทยในเวลาต่อมา ทรงได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ต่อมาเปลี่ยนเป็นองค์บิดาแห่งทหารเรือไทย

ทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนนายเรือ โดยทรงปรับปรุงวิชาต่างๆ ในโรงเรียนนายเรือ อาทิ ดาราศาสตร์ อุทกศาสตร์ พีชคณิต ตรีโกณมิติ และการเดินเรือ ทรงโปรดให้นักเรียนนายเรือ และทหารเรือขานพระนามพระองค์ว่า เสด็จเตี่ย เพื่อให้ทรงเห็นว่าทหารเรือกับพระองค์มีความใกล้ชิดกันดุจพ่อกับลูก

เมื่อพระองค์ทรงว่างเว้นจากพระภารกิจของกองทัพเรือก็ทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจากตำรับยาไทยสมัยโบราณ และทรงรักษาอาการป่วยให้ประชาชนทั่วไปโดยไม่คิดค่ารักษา จึงได้รับการขานพระนามว่า หมอพร

พระองค์ทรงมีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2423 สิ้นพระชนม์วันที่ 19 พฤษภาคม 2466 วันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ท่านถูกเรียกขานว่าวันอาภากร 

ในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งวันสิ้นพระชนม์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มูลนิธิราชสกุลอาภากร ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มูลนิธิฯ จัดสร้างเหรียญที่ระลึก วาระครบรอบ 100 ปีวันสิ้นพระชนม์ โดยเหรียญออกแบบและผลิตจากกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ โดยผลิตเหรียญทองคำเพื่อระลึกถึงงานพระราชทานเพลิง พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2466 โดยจัดสร้างเหรียญเนื้อโลหะ 4 ชนิด คือ

เนื้อทองคำ 96.5 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 19 กรัม จำนวน 100 เหรียญ (ปัจจุบันเหรียญชนิดนี้มีผู้จองเช่าบูชาไปทั้งหมดแล้ว)

เนื้อเงินรมดำพ่นทราย จำนวน 2566 เหรียญ เหรียญละ 3 พันบาท 

เนื้อทองแดงรมดำพ่นทราย เหรียญละ 500 บาท 

เนื้อทองแดง เหรียญละ 300 บาท

โดยเหรียญทั้งหมดจะถูกนำเข้าพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดราชบพิตรฯ  ดังนั้น ขอเชิญชวนผู้ที่รัก เคารพ ศรัทธาในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โปรดติดต่อขอเช่าบูชาได้โดยตรงที่มูลนิธิราชสกุลอาภากร โทรศัพท์ 02-4682696 และ 096-954895 และสามารถติดต่อสอบถามเพื่อข้อทราบรายละเอียดวัตถุมงคลต่างๆ ที่มูลนิธิฯสร้างขึ้นเพื่อระดมทุนสำหรับใช้ในกิจการสาธารณกุศลอื่นๆทั่วประเทศ ในนามของมูลนิธิราชสกุลอาภากร

ตะลอนเที่ยว : แม้ไม่ใช่ญาติ แต่คือเพื่อนร่วมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/727597

ตะลอนเที่ยว : แม้ไม่ใช่ญาติ แต่คือเพื่อนร่วมโลก

ตะลอนเที่ยว : แม้ไม่ใช่ญาติ แต่คือเพื่อนร่วมโลก

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การสงเคราะห์เพื่อนร่วมโลก เป็นกิจที่มนุษย์พึงกระทำ เมื่อสามารถทำได้ เพราะการสงเคราะห์กันและกัน ช่วยทำให้สังคมของเรามีความรัก สามัคคี และมีความสุขใจ 

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก และผู้ให้ย่อมมีความสุขใจ ส่วนผู้รับก็จะมีความยินดี และตื้นตันใจที่รับรู้ว่าโลกนี้ยังมีความเอื้ออารี มีการแบ่งปันให้กันและกัน 

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2566 สมาชิกกลุ่มหนึ่งได้ไปร่วมกิจกรรมเลี้ยงอาหาร และมอบสิ่งของให้คนชรา สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางเขน (ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดี 64) โดยสมาชิก ได้แก่ ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ FM 101.5และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 95.5) 

กลุ่มของเราไปเลี้ยงอาหารและมอบสิ่งของให้คนชรา เด็กนักเรียนในท้องถิ่นทุรกันดาร รวมถึงถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์สามเณร และนำอาหารไปเลี้ยงสัตว์ในสถานสงเคราะห์สัตว์ต่างๆ เป็นประจำ โดยไปทำกิจกรรมดังกล่าวเกือบทุกเดือน และทุกครั้งที่เราร่วมทำกิจกรรมก็ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากมวลหมู่สมาชิก ทั้งบริจาคเงินบริจาคสิ่งของ และที่สำคัญคือไปร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา 

กิจกรรมล่าสุดเมื่อ 22 เมษายน คือการนำข้าวหมูแดงจากร้านดังร้านอร่อยไปเลี้ยงคนชรา ตามคำเรียกร้องของคนชราที่บอกเราว่าอยากกินข้าวหมูแดงอร่อยๆ นอกจากข้าวหมูแดงแล้ว คณะของเรายังผัดไทยกุ้งสด โดยผัดสดๆ ใหม่ๆ ร้อนๆ จากเตาให้รับประทานอีกด้วย แล้วก็ยังมีคนใจดีนำแฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิช ทำใหม่ๆ สดๆ พร้อมเครื่องดื่มสารพัดชนิด และบัวลอยงาดำน้ำขิง ไปเลี้ยงทั้งคนชราจำนวน 45 คนและเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ทุกคน 

นอกจากเลี้ยงอาหารอร่อยๆ แล้ว ยังมอบของใช้ ของกินอื่นๆ อาทิ หมูหยอง กะหรี่ปั๊บแป้งเย็นทาตัว ข้าวซ้อมมือจากสุรินทร์ กระดาษชำระ แปรงสีฟัน ยาอมแก้ไอ ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขนมปังกรอบ และคุกกี้ รวมถึงเงินขวัญถุงสำหรับคนชรา รายละ 400 บาท และยังมีผู้ใจกุศลไปวัดสายตา ตัดแว่นให้กับคนชราและเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมอบรองเท้าแตะให้อีกคนละคู่

แต่ที่สุดแสนสนุกสนานคือ งานนี้มีดนตรีสดๆ บรรเลงโดยพิณอีสาน จากน้องใบพลู นักเรียนโรงเรียนราชินีบน ทำให้ลุงๆ ตาๆ และเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ครื้นเครง คึกคัก ออกมาฟ้อนมาเซิ้งกันแบบ Nonstop 

บรรยากาศของงานในวันนั้น เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และคำชื่นชมจากผู้เฒ่าผู้แก่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ ทุกคนบอกตรงกันว่า ขอบคุณที่นำอาหาร และขนม เครื่องดื่ม รวมถึงของใช้อื่นๆ มาเลี้ยง และมามอบให้ เจ้าหน้าที่บอกว่า คณะของเราพิเศษมากตรงที่เลี้ยงดูเจ้าหน้าที่โดยไม่เลือกเลี้ยงดูเฉพาะคนชรา ทำให้เจ้าหน้าที่ได้อิ่มเอมกับอาหารของเรา ซึ่งเราก็ตอบไปว่า เราต้องดูแลเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่คือคนสำคัญที่ช่วยดูแลคนชราให้มีความสุข เราต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เสียสละทำงานเพื่อคนชรา

ก่อนงานเลี้ยงจะเลิกรา คนชราบอกเราว่า มีความสุขมาก และอิ่มอร่อยกับอาหารแสนวิเศษในมื้อนี้ พร้อมบอกว่าครั้งหน้าขอรับประทานน้ำพริกกะปิ ผักลวกสารพัดชนิด พร้อมปลาทูทอด ไข่เจียวฟูๆ และแกงจืดเต้าหู้ขาวใส่ผักกาดขาวและหมูสับ

พวกเรารับปากคนชราโดยพลัน แล้วบอกว่าอีกสองเดือนข้างหน้าเรามาพบกันอีกขอให้ลุงๆ ทั้งหลายเตรียมท่าเต้นรำสนุกสนานรอพวกเราได้เลย

ส่วนเดือนพฤษภาคม (น่าจะสัปดาห์หลังเลือกตั้ง สส.) เราจะไปเลี้ยงอาหาร และมอบสิ่งของให้เด็กตาบอดและพิการซ้ำซ้อนที่สถานสงเคราะห์ซึ่งตั้งอยู่บนถนนนวลจันทร์ รามอินทรา 

คุณๆ ที่สนใจร่วมกิจกรรมกับพวกเรา ขอเรียนเชิญครับ คุณสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Mr.Flower091-7233615 

เรามาร่วมทำกิจกรรมดีๆ เพื่อความผาสุกของสังคม และเพื่อความสุขใจของเราทุกคน เราคิดเสมอว่า การแบ่งปันเป็นเรื่องดีเราเอื้อเฟื้อทั้งมนุษย์ และสัตว์ต่างๆ เพราะเราตระหนักว่าเขาทั้งหลายคือเพื่อนร่วมโลกของเรา

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวาไปพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726028

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวาไปพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวาไปพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือ จะชังใคร

ขอแต่แม่ดวงใจ อย่าชังชิง พี่จริงจัง

คุณเคยไปเกาะสีชังหรือไม่ครับ ถ้าเคยไป ไปครั้งสุดท้ายเมื่อกี่ปีมาแล้ว แต่หากยังไม่เคยไป ก็ขอเชิญชวนคุณไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกันครับ

20 พฤษภาคม 2566 เราจะไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกัน ทริปนี้เราจะล่องเรือจากปากน้ำ สมุทรปราการ แล้วแล่นเรือตรงดิ่งไปยังเกาะสีชัง 

จุดแรกเมื่อไปถึงเกาะสีชัง เราจะพาคุณไปชื่นชมความงดงามของพระจุฑาธุชราชฐาน พระราชวังฤดูร้อนที่ตั้งอยู่บนเกาะ ต้องบอกว่าเป็นพระราชวังแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนเกาะในอาณาบริเวณของประเทศไทย

พระจุฑาธุชราชฐาน คือพระราชฐานที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในอดีตนั้น เกาะสีชังเคยใช้เป็นที่ประทับเพื่อรักษาพระวรกายของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ รวมถึงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ

ครั้นต่อมา พ.ศ. 2435 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชฐานบนเกาะสีชัง เนื่องจากพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระวรราชเทวี ทรงมีพระประสูติกาลพระราชโอรส พระนามว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก จึงพระราชทานนามพระราชฐานว่า พระจุฑาธุชราชฐาน แต่เดิมนั้น พระราชฐานแห่งนี้มีพระที่นั่งต่างๆ ดังนี้ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ มันธาตุรัตนโรจน์ โชติรสประภาต์ และเมขลามณี และพระตำหนักอีก 14 องค์  

แต่ในปี พ.ศ. 2436 ได้เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสส่งกองกำลังมาปิดล้อมปากอ่าวไทย และส่งกองทหารขึ้นไปบนเกาะสีชัง จึงทรงสั่งให้ยุติการก่อสร้างพระที่นั่ง และพระตำหนักต่างๆ ลงโดยพลัน เมื่อเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ผ่านพ้นไป พระราชฐานแห่งนี้ก็มิได้ถูกใช้เป็นที่ประทับอีกต่อไป 

ปัจจุบัน ยังมีพระตำหนัก หรือเรือนหลงเหลืออยู่ เช่น เรือนวัฒนา เรือนผ่องศรี เรือนอภิรมย์ และเรือนเขียว พร้อมทั้งยังมีพระอุโบสถวัดอัษฎางค์นิมิตร และสะพานอัษฎางค์รวมถึงยังมีบ่อและสระน้ำต่างๆ กว่า 10 แห่ง ที่ทรงให้สร้างขึ้นเมื่อครั้งก่อสร้างพระราชฐาน

นอกจากเที่ยวชมพระจุฑาธุชราชฐานแล้ว ยังพาคุณไปศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ชมชุมชนและบ้านเรือน ชมตลาดเกาะสีชัง และไปชมช่องเขาขาด พร้อมรับประทานอาหารกลางวันบนเกาะสีชัง

กำหนดการท่องเที่ยวคร่าวๆ มีดังนี้ เรือออกจากท่าปากน้ำ สมุทรปราการ 07.30 น. รับประทานอาหารเช้า ของว่าง น้ำชา กาแฟ เครื่องดื่ม ขนม นมเนย ผลไม้ต่างๆ บนเรือ ถึงเกาะสีชัง 10.00-10.30 น.แล้วพาคุณท่องเที่ยวบนเกาะสีชัง พร้อมรับประทานอาหารเที่ยง ส่วนขากลับ เรือจะแล่นออกจากเกาะสีชัง เวลา 16.30 น. รับประทานอาหารเย็นบนเรือ พร้อมชมพระอาทิตย์ลับตา โดยเรือจะถึงท่าปากน้ำ เวลาประมาณ 18.30 น. 

สนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อMr.Flower เบอร์โทร 091-7233615 รับสมาชิก 40 คน ล่าสุดยังรับได้อีก 9 ที่ 

แล้วพบกันในทริปแสนหรรษาล่องนาวาชมเกาะสีชัง 20 พฤษภาคม 2566

ตะลอนเที่ยว : แอ่วน่าน ม่วนใจ๋

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724527

ตะลอนเที่ยว : แอ่วน่าน ม่วนใจ๋

ตะลอนเที่ยว : แอ่วน่าน ม่วนใจ๋

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมืองน่าน ยังคงติดอันดับต้นๆ ของแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่ถวิลหาความสุขแบบเรียบง่าย ไม่ต้องมีแสงสีเสียงมากมายจนรกหูรกตา

น่านมีภาพในความทรงจำของผู้คนคือเป็นเรื่องเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แบบล้านนาผสมล้านช้าง เป็นเมืองพี่เมืองน้องของหลวงพระบาง

แค่การได้ไปท่องเที่ยวในตัวเมืองน่าน ก็จะได้สัมผัสกับโบราณสถาน และพุทธสถานมากมาย อาทิ คุ้มเจ้าเมืองน่านซึ่งปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน วัดภูมินทร์วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพระธาตุช้างค้ำ วัดมิ่งเมือง วัดศรีพันต้น วัดสวนตาล และหากออกไปที่อำเภอท่าวังผา ก็ต้องไปที่วัดหนองบัว ชุมชนของชาวไทลื้อที่เลื่องลือผ้าทอลายน้ำไหลที่แสนงดงามยิ่ง

แล้วถ้าหากไปน่านเพื่อได้สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติก็มีมากมายสุดพรรณนา เช่น บ่อเกลือ น้ำตกสะปัน วังศิลาแลงอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ดอยเสมอดาว และอีกสารพัดดอย

แต่วันนี้ Mr.Flower นำภาพสถานที่ท่องเที่ยวเฉพาะในตัวเมืองน่าน รวมถึงภาพของการแต่งกายของชาวพื้นเมืองน่านมานำเสนอ อันที่จริงในน่านมีชนชาติพันธ์ุต่างๆ มากมาย อาทิ ไทกาว ไทยวน ไทลื้อ ไทเขิน ไทพวน ไทใหญ่ ส่วนผู้ที่อยู่ในเขตที่สูงได้แก่ ลัวะ ก่อ ม้ง เมี่ยน ขมุ และมลาบรี

หลายคนอาจจะถามว่า แล้วไปเที่ยวน่านในช่วงนี้จะไม่เผชิญกับปัญหา PM2.5 ขั้นสาหัสหรือ ตอบว่า ต้องเผชิญปัญหานี้แน่นอน แต่เราจะยังไม่ไปเที่ยวช่วงนี้ เพราะจะไปช่วงต้นฤดูฝนเพราะจะได้ชื่นชมกับสภาพเริ่มเขียวขจีของบ้านเมืองและป่าดงพงไพร

Mr.Flower ตั้งใจจะชวนคุณๆ ไปแอ่วน่าน ในช่วงปลายฤดูร้อนปีนี้ พอเข้าสู่ต้นฤดูฝนเราไปเที่ยวน่านกันนะครับ

สนใจร่วมทริปที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความเป็นกันเอง รวมถึงมิตรภาพที่แสนอบอุ่นในกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ จำนวน 14-16 คน โปรดติดต่อ Mr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : อยุธยา ยังเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723097

ตะลอนเที่ยว : อยุธยา ยังเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง

ตะลอนเที่ยว : อยุธยา ยังเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มีคำถามว่า คุณไปเที่ยวอยุธยามาแล้วกี่ครั้ง แล้วแต่ละครั้งไปเที่ยวที่ไหนบ้าง

คุณเชื่อไหม ว่าหลายคนตอบว่าไปอยุธยามาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน ไปไหว้พระมาแล้วหลายครั้ง ไปกินกุ้งเผาหมดไปแล้วรวมๆ หลายสิบกิโลกรัม ไปซื้อโรตีสายไหมมาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน 

แต่เมื่อเจอคำถามว่า แล้วเคยไปไหว้พระวัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือวัดหน้าพระเมรุมาแล้วหรือยัง บางคนถามกลับว่า อยู่ตรงไหน ไม่รู้จัก อยู่ห่างจากอยุธยาไกลมากไหม 

เมื่อได้ทราบคำตอบว่า วัดหน้าพระเมรุอยู่ติดกับบริเวณท้ายวังเก่ากรุงศรีอยุธยา ห่างเพียงไม่กี่ร้อยเมตร มีแค่คลองสายหนึ่งกั้นระหว่างวัดกับกำแพงวังเท่านั้น เมื่อได้ทราบคำตอบแบบนี้ ทุกคนที่ไปอยุธยาบ่อยๆ แต่ไม่เคยไปวัดหน้าพระเมรุถึงกับเกาหัว แล้วถามว่าจริงหรือ แล้วถามต่อไปว่า วัดนี้มีอะไรดีหรือ ทำไมต้องไป

เมื่อได้รับคำตอบว่า วัดหน้าพระเมรุคือสถานที่ตั้งของทัพหลวงของพระเจ้ามังระแห่งพม่า เมื่อครั้งทรงยกทัพมารบกับกรุงศรีอยุธยา ครั้นเมื่อมีชัยเหนือกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็มิได้เผาทำลายวัดหน้าพระเมรุเนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นสถานที่ตั้งทัพหลวง ดังนั้นวัดแห่งนี้จึงถือได้ว่ายังมีความสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง

ส่วนอีกสถานที่หนึ่งซึ่งมักจะได้รับคำตอบจากนักท่องเที่ยวว่า ไม่เคยไปดูเลยก็คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาคำตอบเพิ่มเติมที่มักจะได้รับก็คือ ไม่มีเวลาไป และไม่รู้ว่าภายในพิพิธภัณฑ์ฯ มีของสวยของงามที่ควรชม

ถ้าเช่นนั้น วันนี้ Mr.Flower ขอพาคุณไปเที่ยวชมวัดหน้าพระเมรุ และพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา ด้วยกันครับ

วัดหน้าพระเมรุราชิการาม เป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตั้งอยู่ริมคลองสระบัว (แม่น้ำลพบุรีเดิม) วัดนี้ได้รับการยอมรับว่ามีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก ส่วนหน้าบันไม้สักทำเป็นรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณอยู่เหนือนาค ส่วนเท้าของสุบรรณเหยียบบนหัวยักษ์ แล้วล้อมรอบด้วยเทพชุมนุม ส่วนพระประธานมีพระนามว่าพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช ส่วนด้านข้าง (ขวามือ) พระอุโบสถมีวิหารน้อย เป็นที่ประดิษฐานพระคันธารราฐ พุทธศิลปะสมัยทวารวดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดแล้วเชิญพระคันธารราฐจากวัดมหาธาตุไปไว้ที่วัดหน้าพระเมรุ พระคันธารราฐองค์นี้ทำจากหินสีเขียว ปางประทับนั่งห้อยพระบาท เป็นพระพุทธรูปปางประทับนั่ง จำนวน 1 ใน 5 องค์ที่ค้นพบในประเทศไทย

ส่วนอีกที่หนึ่งคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ณ ที่แห่งนี้เป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุล้ำค่ามากมาย แต่ที่ตั้งใจพาคุณๆ ไปชมคือเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะโดยศิลปวัตถุที่นำมาจัดแสดงนี้ เป็นแค่เพียง 1 ส่วนใน 10 ส่วนที่เรียกคืนมาได้จากกลุ่มผู้โจรกรรมขุดกรุวัดราชบูรณะ เมื่อ 66 ปีก่อน 

ศิลปวัตถุทั้งหมดทำจากทองคำแล้วประดับตกแต่งด้วยอัญมณีต่างๆ แบ่งเป็นศิลปวัตถุจำพวกเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และเครื่องยศต่างๆ พระแสงขรรค์
ชัยศรี และเครื่องต้นเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ และยังมีศิลปวัตถุที่ทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา 

ความน่าสนใจอีกประการของพิพิธภัณฑ์ฯแห่งนี้คือได้จำลองกรุของพระปรางค์วัดราชบูรณะมาจัดแสดง เพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าใจว่ากรุพระปรางค์วัดราชบูรณะแบ่งเป็นสามส่วนชั้นที่ 1 บรรจุพระพุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ ชั้นที่ 2 บรรจุเครื่องทอง (ชั้นนี้คือส่วนที่ถูกโจรกรรมเมื่อ 66 ปีก่อน) และชั้นที่ 3 ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยพระบรมสารีริกธาตุถูกบรรจุไว้ในครอบที่ทำจากโลหะต่างๆ ถึงเจ็ดชั้น คือ เหล็ก ชิน สำริด (สัมฤทธิ์) เงิน ทองคำ แก้วผลึก และผอบทองคำ

เขียนมาถึงตรงนี้ Mr.Flower มั่นใจว่าคุณผู้อ่านคอลัมน์นี้คงสนใจไปชมความงามของวัดหน้าพระเมรุฯ และพิพิธภัณฑ์ฯเจ้าสามพระยา และคงต้องการไปเที่ยวชมดูความงามในมุมต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีของไทย 

หากคุณสนใจร่วมทริปพิเศษไปกับ Mr.Flower เพื่อชมความงดงามวิจิตรตระการตาของพระนครศรีอยุธยาในมุมต่างๆ โปรดติดต่อ 091-7233615 เราท่องเที่ยวแบบเจาะลึกด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม โดยเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ รับสมาชิกไม่เกิน 20 คน

ตะลอนเที่ยว : ความสุขที่หัวลำโพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721425

ตะลอนเที่ยว : ความสุขที่หัวลำโพง

ตะลอนเที่ยว : ความสุขที่หัวลำโพง

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หัวลำโพงคือสถานีรถไฟเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทยที่ยังคงมีชีวิตชีวาแม้วันนี้หัวลำโพงจะไม่ได้ให้บริการผู้โดยสารรถไฟสายยาวๆ เหมือนเช่นในอดีต แต่หัวลำโพงยังคงมีประวัติศาสตร์ที่มีลมหายใจ

ใครที่ได้ไปร่วมสนุกสุขใจในงาน Unfolding Hua Lam Phong (คลี่ขยายหัวลำโพง) ซึ่งจัดเมื่อ 18-26 มีนาคม 2566 ต้องยอมรับตรงกันว่า หัวลำโพงมีเสน่ห์มากจริงๆ เพราะเมื่อคลี่ขยายหัวลำโพงให้เห็นในมุมต่างๆ แล้ว ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า นอกจากจะเป็นโบราณสถานที่มีความงดงามตามแบบของตะวันตกที่มีอายุนับศตวรรษแล้ว สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนผสมเรอเนสซองส์  แล้วยังผสมผสานความงดงามแบบไทยไว้อย่างลงตัว โดยเฉพาะเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสยามประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ด้วยการนำระบบขนส่งทางรางจากตะวันตกเข้ามาพัฒนาประเทศ

หัวลำโพงในอดีตนับได้ว่าเป็นย่านธุรกิจสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของประเทศ และเป็นสถานที่หรูหราอันดับต้นๆ ของสยาม เพราะมีโรงแรมสุดหรูของยุคสมัยนั้นตั้งอยู่ คือโรงแรมราชธานี เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ที่คาดว่าเป็นฝีมือการออกแบบของสถาปนิกชาวอิตาเลียน ชื่อ มาริโอตามัญโญ ผู้ออกแบบสถานีรถไฟกรุงเทพ

ในช่วงยามค่ำที่จัดงาน Unfolding Hua Lam Phong นั้น หัวลำโพงเจิดจรัสด้วยแสงสีที่สวยงามของไฟประดับ แถมยังมีดนตรีหลากหลายสไตล์ขับกล่อม แต่มีคืนหนึ่งที่หัวลำโพงคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะในคืนนั้นมีคนสูงอายุกลุ่มใหญ่รวมตัวกันไปลีลาศแบบ Ballrom Danceกับวงดนตรีสุนทราภรณ์ หลายคนที่ไปร่วมงานบอกว่าเมื่อมางานนี้แล้วทำให้คิดถึงหัวลำโพงมากขึ้น แล้วเรียกร้องให้จัดงานลีลาศในหัวลำโพงอีก 

อันที่จริงขอบอกว่า Mr.Flowerพาคุณผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปเดินเที่ยวชมความงามของหัวลำโพงมาโดยตลอด พร้อมๆ กับพาเดินเที่ยวตรอกซอกซอยต่างๆ ของกรุงเทพฯในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันเสาร์ หลายคนบอกว่า แม้จะเคยเข้าไปใช้บริการของหัวลำโพงเป็นประจำเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ไม่เคยซึมซับความงามวิจิตรของหัวลำโพงเลย เนื่องจากเร่งรีบตลอดเวลาเมื่อไปใช้บริการ แต่เมื่อได้กลับมาชมความงดงามของหัวลำโพงแล้ว ทำให้ต้องบอกกับตัวเองว่าใกล้เกลือกินด่าง มาโดยตลอด 

วันหน้าเราจะไปเที่ยวชมความงามวิจิตรของหัวลำโพง และเดินเที่ยวชุมชมรอบๆ หัวลำโพง รวมถึงย่านตลาดน้อยด้วยกันครับ

สนในร่วมทริปเดินท่องกรุงเทพฯกับ Mr.Flower เพื่อสัมผัสความงามของพระนครที่ซ่อนอยู่ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ขอบอกว่า หากคุณได้สัมผัสความงามของกรุงเทพฯแล้ว คุณจะรักกรุงเทพฯมากกว่าเดิม

ตะลอนเที่ยว : ย้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยา ณ พิพิธภัณฑสถานฯ เจ้าสามพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712027

ตะลอนเที่ยว : ย้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยา ณ พิพิธภัณฑสถานฯ เจ้าสามพระยา

ตะลอนเที่ยว : ย้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยา ณ พิพิธภัณฑสถานฯ เจ้าสามพระยา

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถานที่แห่งหนึ่งที่เราจะได้ย้อนกลับไปศึกษารากเหง้าความเป็นมาของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ พิพิธภัณฑสถานต่างๆโดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพราะเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุต่างๆ จากพื้นที่ไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ 

วันนี้ Mr.Flower ขอชวนคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้จากกรุใต้พระปรางค์ วัดราชบูรณะ ในเขตเมืองเก่าอยุธยา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2500  

พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานประมาณ 4 ปี แล้วเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2504 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ
พระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่สอง หรือเจ้าสามพระยา เพื่อเป็นชื่อพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากเจ้าสามพระยาทรงโปรดให้สร้างพระปรางค์วัดราชบูรณะ

โบราณวัตถุและศิลปวัตถุสำคัญที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถาน เจ้าสามพระยาซึ่งได้จากกรุของพระปรางค์ วัดราชบูรณะคือ พระบรมสารีริกธาตุและพระสถูปจำลองเครื่องพุทธบูชาที่ทำจากทองคำ สำริด และแก้ว และยังมีเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค เครื่องประดับที่ทำจากทองคำและอัญมณีล้ำค่า และพระพุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ

เมื่อพูดถึงกรุวัดราชบูรณะ ทำให้ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2499 ที่มีข่าวค้นพบกรุมหาสมบัติแห่งนี้ แต่หลังจากนั้นในปี 2500 ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปโจรกรรมภายในกรุ แล้วลักเอาทรัพย์สมบัติออกไป แต่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้บางรายและสามารถนำโบราณวัตถุบางชิ้นกลับคืนมาได้ (ผู้เฒ่าผู้แก่ในตัวเมืองอยุธยาบอกว่าที่ยึดคืนมาได้นั้นเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น) 

กรุวัดราชบูรณะมีทั้งหมด 4 ห้อง กรุชั้นที่ 1 อยู่บนสุด เป็นที่บรรจุพระพุทธรูป และพระพิมพ์

กรุชั้นที่ 2 เป็นที่บรรจุภาชนะทองคำ และเครื่องทอง ผนังของกรุมีภาพอดีตพระพุทธเจ้า

กรุชั้นที่ 3 เป็นห้องบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานในพระเจดีย์ทองคำและเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอีกจำนวนมาก

หลังจากที่ตำรวจจับตัวคนร้ายที่เข้าไปโจรกรรมโบราณวัตถุจากกรุวัดราชบูรณะได้เมื่อปี 2500 ก็ได้พบว่าคนร้ายนำเอาเครื่องทอง และโบราณวัตถุจำนวนมากออกไปได้ แต่ยังคงมีโบราณวัตถุตกค้างอยู่ภายในกรุอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรผู้เข้าไปสำรวจและขุดค้น หลังจากนั้นบอกว่ามีโบราณวัตถุต่างๆ กว่า 2 พันชิ้นภายในกรุ มีพระพิมพ์นับแสนองค์ และมีเครื่องทองที่ทำเป็นภาชนะต่างๆ และเครื่องประดับอีกมากมาย รวมน้ำหนักทองคำกว่า 100 กิโลกรัม 

ปัจจุบันเก็บรักษาโบราณวัตถุส่วนที่สามารถนำคืนมาจากกลุ่มคนร้ายได้ไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

Mr.Flower จัดทริปพาคุณไปท่องเที่ยวเมืองอยุธยา และนำไปชมพิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ในวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 หากคุณสนใจร่วมทริปไปด้วยกัน กรุณาติดต่อโทรศัพท์ หมายเลข 091-7233615 รับสมาชิกจำนวน 30 รายเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710442

ตะลอนเที่ยว : โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

ตะลอนเที่ยว : โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า บนโลกของเรานี้มีโลหะปราสาทอยู่ทั้งหมด 3 แห่ง แต่ทว่ามีเหลืออยู่แห่งเดียวที่ประเทศไทย อยู่ที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร เมื่อคุณได้ทราบอย่างนี้แล้ว คุณตื่นเต้นและปลื้มใจหรือไม่

โลหะปราสาทสองแห่งของโลกเคยอยู่ในอินเดียและศรีลังกา แต่ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว ส่วนโลหะปราสาทที่เหลือเพียงแห่งเดียวในไทยมีความเป็นมาโดยสังเขป
คือ วัดราชนัดดาราม เป็นวัดที่สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระราชนัดดา ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโลหะปราสาทแทนการสร้างเจดีย์

โลหะปราสาทสร้างเป็นอาคารเจ็ดชั้นแต่หากดูจากภายนอกจะเห็นเหมือนอาคาร 3 ชั้นเท่านั้น ตัวอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสตามแบบโลหะปราสาทศรีลังกา แต่สถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยแท้ โลหะปราสาทมียอดปราสาทรวม 37 ยอดอันหมายถึงโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ (โพธิปักขิยธรรม คือธรรมที่นำไปสู่นิพพาน) ยอดบนสุดของโลหะปราสาทเป็นปราสาทจตุรมุข ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

หลายคนผ่านไปผ่านมาแต่ไม่เคยเข้าไปในตัวโลหะปราสาทแม้แต่ครั้งเดียว แบบนี้เรียกว่าใกล้เกลือกินด่างโดยแท้ มีคำถามว่าทำไมจึงไม่เข้าไปชม บางคนตอบว่า
คิดว่าไม่เปิดให้เข้าไปชม ก็ต้องบอกว่า เปิดให้เข้าชมครับ และอยากเชิญชวนคุณๆ ไปชมด้วย

สิ่งหนึ่งที่คุณจะตื่นตะลึงคือ ช่องกลางของโลหะปราสาทนี้เป็นช่องที่ทำแบบกลวงแล้วมีซุงต้นมหึมาอยู่กึ่งกลางหรือแกนกลางโดยซุงนี้เป็นเสากลางของบันไดเวียน มีจำนวนขั้น 67 ขั้น เมื่อขึ้นไปบนชั้นสูงสุดแล้ว คุณจะได้ชมวิวของกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา และดูประหนึ่งว่าเหมือนกับจะเอื้อมมือไปถึงยอดพระสุวรรณบรรพต (ภูเขาทอง) ได้โดยง่าย

Mr.Flower ขอเรียนตรงๆ ว่าเท่าที่เคยคุยกับคนกรุงเทพฯ (หมายถึงคนที่เกิดในกรุงเทพฯ) และคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ (หมายถึงคนต่างจังหวัดที่มาทำมาหากิน
ในกรุงเทพฯ) จำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ใกล้ตัวจะได้รับคำตอบเหมือนกันคือ ยังไม่เคยเข้าไปในโลหะปราสาทเลย ทั้งๆ ที่ผ่านบ่อยมาก

ถ้าเช่นนั้น ก็ขอเชิญชวนคุณๆ ไปชื่นชมความวิจิตรอลังการของโลหะปราสาทที่เหลือเพียงแห่งเดียวบนโลกของเรา คุณสามารถไปชมความงามได้ด้วยตัวคุณเอง หรือหากคุณต้องการจะให้ Mr.Flowerนำคุณเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของเมืองกรุงเทพฯ อาทิ โลหะปราสาท ภูเขาทอง และชุมชนย่านประตูผี และบริเวณใกล้เคียงโดยใช้วิธีเดินทางเที่ยวชมกรุงเทพฯ ด้วยกัน ก็สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

Mr.Flower มีทริปเดินเท้าชมกรุงเทพฯ ให้เลือกมากมาย อาทิ เที่ยวย่านเยาวราช ย่านแพร่งต่างๆ เที่ยวชมสถาปัตยกรรมอิตาเลียนในกรุงเทพฯ และท่องเที่ยวทางเรือในคลองบางกอกใหญ่ เป็นต้น หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ในข้างต้น

ตะลอนเที่ยว : แต่งกายแบบไทย นั่งรถไฟญี่ปุ่น ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/708847

ตะลอนเที่ยว : แต่งกายแบบไทย นั่งรถไฟญี่ปุ่น ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ตะลอนเที่ยว : แต่งกายแบบไทย นั่งรถไฟญี่ปุ่น ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ยุคที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 27
ของกรุงศรีอยุธยา แห่งพระบรมราชวงศ์ปราสาททอง

หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงให้สถาปนาเมืองละโว้ลพบุรีเป็นราชธานีอีกแห่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงปกครองกรุงศรีอยุธยา หากจะตอบแบบสั้นๆ และรวบรัดคือ ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว ทรงเห็นว่าจำเป็นที่ต้องมีราชธานีแห่งที่สอง เพื่อความมั่นคงของพระราชอาณาจักร และเพื่อความปลอดภัยส่วนพระองค์ เนื่องจากในยุคที่พระองค์ทรงราชย์นั้น บ้านเมืองในยุคนั้นเจริญรุ่งเรืองมากก็จริง แต่ทว่าก็แฝงไปด้วยภยันตรายมากมาย ทั้งภัยในประเทศและภัยจากต่างประเทศ

ในรัชสมัยของพระองค์นั้น ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติต่างๆ มากมาย เช่น ฝรั่งเศส ฮอลันดา อังกฤษ โปรตุเกส อิหร่าน ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น ดังนั้นพระองค์จึงทรงได้รับการเทิดพระเกียรติอย่างยิ่งในด้านการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ทำให้ในรัชสมัยของพระองค์นั้น กรุงศรีอยุธยามีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติอย่างมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งคือการส่งราชทูตของกรุงศรีอยุธยาไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในแผ่นดินของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ด้วยพระปรีชาสามารถด้านการต่างประเทศอย่างสูงยิ่งจึงทำให้กรุงศรีอยุธยาในยุคของพระองค์มีความเจริญก้าวหน้าหลายด้าน ทั้งด้านการค้าขายพาณิชยกรรม ด้านเทคโนโลยีทันสมัย ด้านศิลปวิทยาการ และด้านวรรณคดี จนเรียกขานว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา

ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยามีฝรั่งตะวันตกเข้ามาค้าขายและอยู่อาศัยเป็นจำนวนมิใช่น้อยพระองค์ทรงตระหนักดีว่า ฝ่ายตะวันตกนั้นอาจจะนำมาซึ่งภัยใหญ่หลวง โดยเฉพาะเรื่องที่ฝรั่งตะวันตกมีแสนยานุภาพด้านการทหาร และมีอาวุธที่ทันสมัย ประกอบกับตะวันตกต้องการเผยแผ่ศาสนาคริสต์อย่างแข็งขัน ดังนั้นพระองค์จึงทรงดำเนินพระราชวิเทโศบายทางการทูตอย่างแยบยลเพื่อรักษาไมตรีกับชาติตะวันตกไว้แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องระหองระแหงกับฮอลันดาเป็นช่วงๆ ดังที่เคยปรากฏว่าฮอลันดาส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นพระองค์จึงทรงสร้างดุลอำนาจทางการทูตโดยการเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศสเพื่อใช้เป็นตัวถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดา

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาโดยสังเขปข้างต้นนั้น ทำให้พระองค์ทรงหาทางหนีทีไล่ไว้เพื่อเป็นทางออกหากเกิดเหตุคับขันขึ้นมาโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างราชธานีแห่งที่สองไว้ที่เมืองละโว้ลพบุรี

ขออนุญาตข้ามเรื่องประวัติศาสตร์มาถึงเรื่องการชวนคุณๆ ไปเที่ยวแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช ณ เมืองละโว้ลพบุรีด้วยกัน โดยการท่องเที่ยวครั้งนี้ Mr.Flower จะพาคุณๆ นั่งรถไฟคิฮะ 183 จากกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปลพบุรี ไปชมงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานจัดตั้งแต่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2566 และมีการจัดแสดงแสงสีเสียง (light and sound) ภายในเขตพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ในงานนี้คุณจะได้ชมความงามที่ยังหลงเหลืออยู่ของพระราชนิเวศน์ ภายในเขตพระราชวังแบ่งพื้นที่เป็นสามส่วน คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน โดยชั้นนอกได้แก่ อ่างเก็บน้ำซับเหล็ก ท้องพระคลัง 12 ห้อง ตึกพระเจ้าเหา หอรับรองราชทูต และโรงช้างหลวง 10 โรง

ส่วนชั้นกลาง ได้แก่ หมู่พระที่นั่งดังนี้ จันทรพิศาล ดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท พิมานมงกุฎ สุทธิวินิจฉัย ไชยศาสตรากร อักษรศาสตราคม และทิมดาบ (ที่พักของทหารถวายอารักขา) ส่วนชั้นในได้แก่ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ และหมู่ตึกพระประเทียบ

ขอเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วยกัน โดยMr.Flower จะพาคุณนั่งรถไฟคิฮะจากหัวลำโพงไปลพบุรี วันที่ 12 และ 18 กุมภาพันธ์นี้ ขอเรียนให้ทราบว่าที่นั่งมีจำนวนจำกัดมาก เนื่องจากรถไฟคิฮะมีนั่งทั้งหมดในขบวนรถเพียงประมาณ 200 ที่เท่านั้น

สนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวกับ Mr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้าโปรดติดต่อ 091-7233615ด่วนที่สุดครับ เพราะที่นั่งมีจำนวนจำกัดจริงๆ และขอเชิญชวนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบไทยไปชมงานนี้ด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707313

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การกราบไหว้เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และกราบไหว้คารวะพระพุทธรูป รวมถึงรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คือการแสดงความเคารพต่อสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ทำให้ผู้กราบไหว้มีสติ และระลึกถึงคุณความดีต่างๆ ของรูปเคารพบูชา 

เราทุกคนคงเคยไปไหว้พระและไหว้เจ้ากันมาแล้วใช่ไหม บางคนไหว้เป็นประจำ บางคนไม่ค่อยได้ไหว้ แต่ไม่ว่าจะไหว้เป็นประจำหรือไม่ค่อยได้ไหว้ คุณๆ ก็คงรู้อยู่แก่ใจว่าสังคมไทยของเรานั้นมีความเชื่อถือเลื่อมใสศรัทธาในเรื่องของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการกราบไหว้บรรพบุรุษผู้มีพระคุณ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา 

ดังนั้นสังคมของเราจึงมีประเพณีทั้งตรุษและสารทต่างๆ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทิตาของคนรุ่นหลังที่มีต่อบรรพชนและผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมถึงเพื่อกราบไหว้ขอพรจากเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงในสากลโลก

เราเพิ่งจะผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ หลายคนทำพิธีไหว้วันตรุษจีนอย่างเคร่งครัด และทำตามขนบประเพณีทุกสิ่งอย่าง แต่บางคนก็ทำพิธีไหว้แบบย่นย่อพอสังเขป ตามความสะดวกและตามเศรษฐสถานะของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ยังพบว่าสังคมไทยนั้นยังมีการไหว้พระไหว้เจ้าเป็นประจำ 

วันนี้จะชวนคุณไปไหว้เจ้าที่ศาลเจ้านาจา หรือหน่าจาซาไทจื้อ ที่อ่างศิลา ชลบุรี 

เทพเจ้านาจาคือใคร ตามตำนานจีนกล่าวว่า นาจาคือเทพบนสวรรค์ที่จุติ แล้วไปเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อปราบผีร้าย ในช่วงที่นาจาเป็นเด็กน้อย มีความซุกซนมาก แต่ก็มีฤทธิ์มากเช่นกัน ด้วยความซุกซนตามประสาเด็ก จึงทำให้นำไปสู่การกระทำอันไม่เป็นที่พอใจของเจ้าสมุทร จนในที่สุดนาจาก็ต้องแล่เนื้อตัวเองคืนให้มารดา แล้วคืนกระดูกให้กับบิดา (สรุปคือตายนั่นเอง) แต่เมื่อตายแล้วก็ได้รับการชุบชีวิตขึ้นใหม่ เพื่อให้กลับไปปราบผีร้ายบนโลกมนุษย์ ดังนั้นเราจึงพบว่ามีภาพเขียนและรูปปั้นเทพนาจาเป็นเด็กชาย เหยียบวงล้อไฟ มีหอกและห่วงเป็นอาวุธประจำกาย ภายหลังนาจาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพแห่งสวรรค์โดยเง็กเซียนฮ่องเต้

ในเมืองไทยมีศาลเจ้านาจาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองอ่างศิลา ชลบุรี ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณปี 2532 แต่ด้วยเหตุที่ได้รับความนิยมในเรื่องเมตตามหานิยมอย่างสูง จึงทำให้มีผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้สามารถขยายพื้นที่ศาลเจ้า จากศาลเล็กๆ พื้นที่ประมาณ 200 ตารางวา จนมีพื้นที่เพิ่มเป็นหลายสิบไร่ได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

ในศาลเจ้านาจามีเทพองค์ใดบ้าง ตอบได้ว่ามีเทพเจ้าต่างๆ มากมาย ประดิษฐานอยู่ในชั้นต่างๆ ของอาคารในศาลเจ้า ดังนี้ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ทำหน้าที่โปรดสัตว์ เทพนาจา เทพแห่งความสำเร็จสมปรารถนาเง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นองค์กษัตริย์แห่งทวยเทพทั้งปวง และพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี 

นอกจากนี้ในอาคารด้านข้างยังมีเทพเจ้าสำคัญคือไท้ส่วยเอี๊ย 60 องค์ ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เชื่อกันว่าช่วยแก้ความเลวร้ายของคนที่มีปัญหาปีชงได้ โดยเทพไท้ส่วยเอี๊ยแต่ละองค์จะลงมาทำหน้าที่แก้ทุกข์ร้อนให้คนที่มีปัญหาปีชงในแต่ละปี แล้วเวียนกันไปจนครบจำนวน 

ส่วนอาคารเดียวกันแต่คนละปีกจะมีเจ้าแม่กวนอิมปางต่างๆ หลายร้อยปางประดิษฐาน อาทิ กวนอิมพันกร และกวนอิมปางเสวยสุข เป็นต้น 

การไหว้พระไหว้เจ้าคือการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณ เป็นการกระทำของผู้เจริญ ก่อให้เกิดสิริมงคล ความสุขความเจริญแก่ผู้ประพฤติ ทำให้จิตใจเบิกบานผ่องใส แต่บางคนเชื่อว่าไหว้แล้วโชคดี มีความร่ำรวยรุ่งเรือง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือการกราบไหว้เคารพในสิ่งที่ควรกราบไหว้เป็นเรื่องที่มนุษย์ผู้เจริญกระทำกันเป็นประจำ การกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการเตือนใจตัวเองให้ระลึกเสมอว่า เราต้องเคารพบูชาความดี และต้องมีสติในการดำรงชีวิตตลอดเวลา เพราะเทพเจ้าจะให้ความช่วยเหลือใครก็ตามที่ประพฤติดี ซื่อสัตย์ สุจริต และมีความกตัญญูกตเวทิตา 

หากคุณๆ สนใจจะไปเที่ยวเมืองอ่างศิลากับMr.Flower เพื่อสัมผัสเมืองเก่า ดูวิถีชุมชนดั้งเดิมของชาวอ่างศิลา ไปดูแหล่งหินสำหรับผลิตครกหินอ่างศิลา (ปัจจุบันอนุรักษ์ไว้ ห้ามขุดและตัดหิน) ไปไหว้พระไหว้เจ้าไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และรับประทานอาหารทะเลสดๆ คุณภาพดีราคามิตรภาพ และนอนพักสบายๆ สักหนึ่งคืน โปรดติดต่อ Mr.Flower หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615