ตะลอนเที่ยว : โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710442

ตะลอนเที่ยว : โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

ตะลอนเที่ยว : โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า บนโลกของเรานี้มีโลหะปราสาทอยู่ทั้งหมด 3 แห่ง แต่ทว่ามีเหลืออยู่แห่งเดียวที่ประเทศไทย อยู่ที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร เมื่อคุณได้ทราบอย่างนี้แล้ว คุณตื่นเต้นและปลื้มใจหรือไม่

โลหะปราสาทสองแห่งของโลกเคยอยู่ในอินเดียและศรีลังกา แต่ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว ส่วนโลหะปราสาทที่เหลือเพียงแห่งเดียวในไทยมีความเป็นมาโดยสังเขป
คือ วัดราชนัดดาราม เป็นวัดที่สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระราชนัดดา ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโลหะปราสาทแทนการสร้างเจดีย์

โลหะปราสาทสร้างเป็นอาคารเจ็ดชั้นแต่หากดูจากภายนอกจะเห็นเหมือนอาคาร 3 ชั้นเท่านั้น ตัวอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสตามแบบโลหะปราสาทศรีลังกา แต่สถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยแท้ โลหะปราสาทมียอดปราสาทรวม 37 ยอดอันหมายถึงโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ (โพธิปักขิยธรรม คือธรรมที่นำไปสู่นิพพาน) ยอดบนสุดของโลหะปราสาทเป็นปราสาทจตุรมุข ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

หลายคนผ่านไปผ่านมาแต่ไม่เคยเข้าไปในตัวโลหะปราสาทแม้แต่ครั้งเดียว แบบนี้เรียกว่าใกล้เกลือกินด่างโดยแท้ มีคำถามว่าทำไมจึงไม่เข้าไปชม บางคนตอบว่า
คิดว่าไม่เปิดให้เข้าไปชม ก็ต้องบอกว่า เปิดให้เข้าชมครับ และอยากเชิญชวนคุณๆ ไปชมด้วย

สิ่งหนึ่งที่คุณจะตื่นตะลึงคือ ช่องกลางของโลหะปราสาทนี้เป็นช่องที่ทำแบบกลวงแล้วมีซุงต้นมหึมาอยู่กึ่งกลางหรือแกนกลางโดยซุงนี้เป็นเสากลางของบันไดเวียน มีจำนวนขั้น 67 ขั้น เมื่อขึ้นไปบนชั้นสูงสุดแล้ว คุณจะได้ชมวิวของกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา และดูประหนึ่งว่าเหมือนกับจะเอื้อมมือไปถึงยอดพระสุวรรณบรรพต (ภูเขาทอง) ได้โดยง่าย

Mr.Flower ขอเรียนตรงๆ ว่าเท่าที่เคยคุยกับคนกรุงเทพฯ (หมายถึงคนที่เกิดในกรุงเทพฯ) และคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ (หมายถึงคนต่างจังหวัดที่มาทำมาหากิน
ในกรุงเทพฯ) จำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ใกล้ตัวจะได้รับคำตอบเหมือนกันคือ ยังไม่เคยเข้าไปในโลหะปราสาทเลย ทั้งๆ ที่ผ่านบ่อยมาก

ถ้าเช่นนั้น ก็ขอเชิญชวนคุณๆ ไปชื่นชมความวิจิตรอลังการของโลหะปราสาทที่เหลือเพียงแห่งเดียวบนโลกของเรา คุณสามารถไปชมความงามได้ด้วยตัวคุณเอง หรือหากคุณต้องการจะให้ Mr.Flowerนำคุณเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของเมืองกรุงเทพฯ อาทิ โลหะปราสาท ภูเขาทอง และชุมชนย่านประตูผี และบริเวณใกล้เคียงโดยใช้วิธีเดินทางเที่ยวชมกรุงเทพฯ ด้วยกัน ก็สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

Mr.Flower มีทริปเดินเท้าชมกรุงเทพฯ ให้เลือกมากมาย อาทิ เที่ยวย่านเยาวราช ย่านแพร่งต่างๆ เที่ยวชมสถาปัตยกรรมอิตาเลียนในกรุงเทพฯ และท่องเที่ยวทางเรือในคลองบางกอกใหญ่ เป็นต้น หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ในข้างต้น

ตะลอนเที่ยว : แต่งกายแบบไทย นั่งรถไฟญี่ปุ่น ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/708847

ตะลอนเที่ยว : แต่งกายแบบไทย นั่งรถไฟญี่ปุ่น ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ตะลอนเที่ยว : แต่งกายแบบไทย นั่งรถไฟญี่ปุ่น ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ยุคที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 27
ของกรุงศรีอยุธยา แห่งพระบรมราชวงศ์ปราสาททอง

หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงให้สถาปนาเมืองละโว้ลพบุรีเป็นราชธานีอีกแห่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงปกครองกรุงศรีอยุธยา หากจะตอบแบบสั้นๆ และรวบรัดคือ ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว ทรงเห็นว่าจำเป็นที่ต้องมีราชธานีแห่งที่สอง เพื่อความมั่นคงของพระราชอาณาจักร และเพื่อความปลอดภัยส่วนพระองค์ เนื่องจากในยุคที่พระองค์ทรงราชย์นั้น บ้านเมืองในยุคนั้นเจริญรุ่งเรืองมากก็จริง แต่ทว่าก็แฝงไปด้วยภยันตรายมากมาย ทั้งภัยในประเทศและภัยจากต่างประเทศ

ในรัชสมัยของพระองค์นั้น ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติต่างๆ มากมาย เช่น ฝรั่งเศส ฮอลันดา อังกฤษ โปรตุเกส อิหร่าน ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น ดังนั้นพระองค์จึงทรงได้รับการเทิดพระเกียรติอย่างยิ่งในด้านการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ทำให้ในรัชสมัยของพระองค์นั้น กรุงศรีอยุธยามีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติอย่างมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งคือการส่งราชทูตของกรุงศรีอยุธยาไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในแผ่นดินของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ด้วยพระปรีชาสามารถด้านการต่างประเทศอย่างสูงยิ่งจึงทำให้กรุงศรีอยุธยาในยุคของพระองค์มีความเจริญก้าวหน้าหลายด้าน ทั้งด้านการค้าขายพาณิชยกรรม ด้านเทคโนโลยีทันสมัย ด้านศิลปวิทยาการ และด้านวรรณคดี จนเรียกขานว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา

ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยามีฝรั่งตะวันตกเข้ามาค้าขายและอยู่อาศัยเป็นจำนวนมิใช่น้อยพระองค์ทรงตระหนักดีว่า ฝ่ายตะวันตกนั้นอาจจะนำมาซึ่งภัยใหญ่หลวง โดยเฉพาะเรื่องที่ฝรั่งตะวันตกมีแสนยานุภาพด้านการทหาร และมีอาวุธที่ทันสมัย ประกอบกับตะวันตกต้องการเผยแผ่ศาสนาคริสต์อย่างแข็งขัน ดังนั้นพระองค์จึงทรงดำเนินพระราชวิเทโศบายทางการทูตอย่างแยบยลเพื่อรักษาไมตรีกับชาติตะวันตกไว้แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องระหองระแหงกับฮอลันดาเป็นช่วงๆ ดังที่เคยปรากฏว่าฮอลันดาส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นพระองค์จึงทรงสร้างดุลอำนาจทางการทูตโดยการเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศสเพื่อใช้เป็นตัวถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดา

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาโดยสังเขปข้างต้นนั้น ทำให้พระองค์ทรงหาทางหนีทีไล่ไว้เพื่อเป็นทางออกหากเกิดเหตุคับขันขึ้นมาโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างราชธานีแห่งที่สองไว้ที่เมืองละโว้ลพบุรี

ขออนุญาตข้ามเรื่องประวัติศาสตร์มาถึงเรื่องการชวนคุณๆ ไปเที่ยวแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช ณ เมืองละโว้ลพบุรีด้วยกัน โดยการท่องเที่ยวครั้งนี้ Mr.Flower จะพาคุณๆ นั่งรถไฟคิฮะ 183 จากกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปลพบุรี ไปชมงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานจัดตั้งแต่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2566 และมีการจัดแสดงแสงสีเสียง (light and sound) ภายในเขตพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ในงานนี้คุณจะได้ชมความงามที่ยังหลงเหลืออยู่ของพระราชนิเวศน์ ภายในเขตพระราชวังแบ่งพื้นที่เป็นสามส่วน คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน โดยชั้นนอกได้แก่ อ่างเก็บน้ำซับเหล็ก ท้องพระคลัง 12 ห้อง ตึกพระเจ้าเหา หอรับรองราชทูต และโรงช้างหลวง 10 โรง

ส่วนชั้นกลาง ได้แก่ หมู่พระที่นั่งดังนี้ จันทรพิศาล ดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท พิมานมงกุฎ สุทธิวินิจฉัย ไชยศาสตรากร อักษรศาสตราคม และทิมดาบ (ที่พักของทหารถวายอารักขา) ส่วนชั้นในได้แก่ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ และหมู่ตึกพระประเทียบ

ขอเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วยกัน โดยMr.Flower จะพาคุณนั่งรถไฟคิฮะจากหัวลำโพงไปลพบุรี วันที่ 12 และ 18 กุมภาพันธ์นี้ ขอเรียนให้ทราบว่าที่นั่งมีจำนวนจำกัดมาก เนื่องจากรถไฟคิฮะมีนั่งทั้งหมดในขบวนรถเพียงประมาณ 200 ที่เท่านั้น

สนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวกับ Mr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้าโปรดติดต่อ 091-7233615ด่วนที่สุดครับ เพราะที่นั่งมีจำนวนจำกัดจริงๆ และขอเชิญชวนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบไทยไปชมงานนี้ด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707313

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การกราบไหว้เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และกราบไหว้คารวะพระพุทธรูป รวมถึงรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คือการแสดงความเคารพต่อสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ทำให้ผู้กราบไหว้มีสติ และระลึกถึงคุณความดีต่างๆ ของรูปเคารพบูชา 

เราทุกคนคงเคยไปไหว้พระและไหว้เจ้ากันมาแล้วใช่ไหม บางคนไหว้เป็นประจำ บางคนไม่ค่อยได้ไหว้ แต่ไม่ว่าจะไหว้เป็นประจำหรือไม่ค่อยได้ไหว้ คุณๆ ก็คงรู้อยู่แก่ใจว่าสังคมไทยของเรานั้นมีความเชื่อถือเลื่อมใสศรัทธาในเรื่องของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการกราบไหว้บรรพบุรุษผู้มีพระคุณ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา 

ดังนั้นสังคมของเราจึงมีประเพณีทั้งตรุษและสารทต่างๆ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทิตาของคนรุ่นหลังที่มีต่อบรรพชนและผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมถึงเพื่อกราบไหว้ขอพรจากเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงในสากลโลก

เราเพิ่งจะผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ หลายคนทำพิธีไหว้วันตรุษจีนอย่างเคร่งครัด และทำตามขนบประเพณีทุกสิ่งอย่าง แต่บางคนก็ทำพิธีไหว้แบบย่นย่อพอสังเขป ตามความสะดวกและตามเศรษฐสถานะของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ยังพบว่าสังคมไทยนั้นยังมีการไหว้พระไหว้เจ้าเป็นประจำ 

วันนี้จะชวนคุณไปไหว้เจ้าที่ศาลเจ้านาจา หรือหน่าจาซาไทจื้อ ที่อ่างศิลา ชลบุรี 

เทพเจ้านาจาคือใคร ตามตำนานจีนกล่าวว่า นาจาคือเทพบนสวรรค์ที่จุติ แล้วไปเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อปราบผีร้าย ในช่วงที่นาจาเป็นเด็กน้อย มีความซุกซนมาก แต่ก็มีฤทธิ์มากเช่นกัน ด้วยความซุกซนตามประสาเด็ก จึงทำให้นำไปสู่การกระทำอันไม่เป็นที่พอใจของเจ้าสมุทร จนในที่สุดนาจาก็ต้องแล่เนื้อตัวเองคืนให้มารดา แล้วคืนกระดูกให้กับบิดา (สรุปคือตายนั่นเอง) แต่เมื่อตายแล้วก็ได้รับการชุบชีวิตขึ้นใหม่ เพื่อให้กลับไปปราบผีร้ายบนโลกมนุษย์ ดังนั้นเราจึงพบว่ามีภาพเขียนและรูปปั้นเทพนาจาเป็นเด็กชาย เหยียบวงล้อไฟ มีหอกและห่วงเป็นอาวุธประจำกาย ภายหลังนาจาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพแห่งสวรรค์โดยเง็กเซียนฮ่องเต้

ในเมืองไทยมีศาลเจ้านาจาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองอ่างศิลา ชลบุรี ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณปี 2532 แต่ด้วยเหตุที่ได้รับความนิยมในเรื่องเมตตามหานิยมอย่างสูง จึงทำให้มีผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้สามารถขยายพื้นที่ศาลเจ้า จากศาลเล็กๆ พื้นที่ประมาณ 200 ตารางวา จนมีพื้นที่เพิ่มเป็นหลายสิบไร่ได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

ในศาลเจ้านาจามีเทพองค์ใดบ้าง ตอบได้ว่ามีเทพเจ้าต่างๆ มากมาย ประดิษฐานอยู่ในชั้นต่างๆ ของอาคารในศาลเจ้า ดังนี้ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ทำหน้าที่โปรดสัตว์ เทพนาจา เทพแห่งความสำเร็จสมปรารถนาเง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นองค์กษัตริย์แห่งทวยเทพทั้งปวง และพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี 

นอกจากนี้ในอาคารด้านข้างยังมีเทพเจ้าสำคัญคือไท้ส่วยเอี๊ย 60 องค์ ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เชื่อกันว่าช่วยแก้ความเลวร้ายของคนที่มีปัญหาปีชงได้ โดยเทพไท้ส่วยเอี๊ยแต่ละองค์จะลงมาทำหน้าที่แก้ทุกข์ร้อนให้คนที่มีปัญหาปีชงในแต่ละปี แล้วเวียนกันไปจนครบจำนวน 

ส่วนอาคารเดียวกันแต่คนละปีกจะมีเจ้าแม่กวนอิมปางต่างๆ หลายร้อยปางประดิษฐาน อาทิ กวนอิมพันกร และกวนอิมปางเสวยสุข เป็นต้น 

การไหว้พระไหว้เจ้าคือการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณ เป็นการกระทำของผู้เจริญ ก่อให้เกิดสิริมงคล ความสุขความเจริญแก่ผู้ประพฤติ ทำให้จิตใจเบิกบานผ่องใส แต่บางคนเชื่อว่าไหว้แล้วโชคดี มีความร่ำรวยรุ่งเรือง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือการกราบไหว้เคารพในสิ่งที่ควรกราบไหว้เป็นเรื่องที่มนุษย์ผู้เจริญกระทำกันเป็นประจำ การกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการเตือนใจตัวเองให้ระลึกเสมอว่า เราต้องเคารพบูชาความดี และต้องมีสติในการดำรงชีวิตตลอดเวลา เพราะเทพเจ้าจะให้ความช่วยเหลือใครก็ตามที่ประพฤติดี ซื่อสัตย์ สุจริต และมีความกตัญญูกตเวทิตา 

หากคุณๆ สนใจจะไปเที่ยวเมืองอ่างศิลากับMr.Flower เพื่อสัมผัสเมืองเก่า ดูวิถีชุมชนดั้งเดิมของชาวอ่างศิลา ไปดูแหล่งหินสำหรับผลิตครกหินอ่างศิลา (ปัจจุบันอนุรักษ์ไว้ ห้ามขุดและตัดหิน) ไปไหว้พระไหว้เจ้าไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และรับประทานอาหารทะเลสดๆ คุณภาพดีราคามิตรภาพ และนอนพักสบายๆ สักหนึ่งคืน โปรดติดต่อ Mr.Flower หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : รถไฟคิฮะ สายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705796

ตะลอนเที่ยว : รถไฟคิฮะ สายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา

ตะลอนเที่ยว : รถไฟคิฮะ สายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การโดยสารรถไฟคือการเดินทางที่นับว่าสุดแสนคลาสสิกแบบหนึ่ง เพราะว่ารถไฟเป็นยานพาหนะที่นับได้ว่ามีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่นับร้อยปี และเป็นการขนส่งทั้งมวลชนและสินค้าที่ได้รับการยกย่องว่าสามารถขนของและขนคนได้เป็นจำนวนมากในหนึ่งขบวนรถ

สำหรับคนไทยนั้น รู้จักรถไฟมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ท่านทรงนำความเจริญนี้เข้ามาสู่พระราชอาณาจักรสยาม การเดินทางไกลในสมัย 60-70 ปีที่แล้ว จึงอาศัยรถไฟเป็นสำคัญ และรถไฟก็เป็นเครื่องนำความเจริญไปยังดินแดนหัวเมืองใหญ่ที่อยู่ในเขตภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน

แม้วันนี้คนจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ค่อยนิยมเดินทางด้วยรถไฟ เพราะเห็นข้อจำกัดต่างๆ ของการโดยสารรถไฟ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีผู้คนอีกไม่น้อยที่ยังหลงใหลการเดินทางด้วยรถไฟ เพราะทำให้ย้อนระลึกถึงความหลังเมื่อวันวานได้อย่างชัดเจน

วันนี้จึงจะชวนคุณที่หลงใหลการเดินทางด้วยรถไฟไปนั่งรถไฟญี่ปุ่น ชื่อรถไฟคิฮะ 183 เป็นรถดีเซลราง ที่ประเทศญี่ปุ่นมอบให้ไทยโดยไม่คิดมูลค่า จำนวน 17 คัน สำหรับรถไฟคิฮะ 183 เป็นรถที่ใช้บริการในฮอกไกโด มาก่อน แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงดินแดนฮอกไกโด ก็จะทำให้คนที่พอจะรู้ถึงสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของเมืองนี้ต่างเข้าใจโดยพลันว่า เป็นเมืองที่ค่อนข้างหนาวเย็นมาก ดังนั้นรถไฟคิฮะจึงถูกมองว่าเป็นรถไฟสำหรับประเทศหนาว แล้วเมื่อต้องถูกนำมาใช้ในเมืองร้อนจัดมาก อย่างเช่นเมืองไทย แล้วรถไฟจะสามารถใช้ได้ตามปกติหรือ 

ก็ต้องบอกว่า การรถไฟฯ ได้นำรถคิฮะมาดัดแปลงให้สามารถใช้ได้กับประเทศไทย รวมถึงต้องดัดแปลงความกว้างของล้อรถให้เข้ากับรางของประเทศไทยด้วย ความกว้างของทางรถไฟญี่ปุ่นกว้างกว่าของไทย คือของญี่ปุ่นกว้าง 1.067 เมตร ของไทยกว้าง 1.00 เมตร 

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าเราสามารถใช้รถไฟคิฮะได้ดีหลังการปรับปรุงแล้ว แต่ต้องใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของรถด้วย เพราะรถคิฮะไม่สามารถให้บริการได้ในเส้นทางที่ยาวไกลมากๆ ดังนั้นเส้นทางที่ถูกนำมาให้คิฮะแล่นให้บริการจึงต้องเป็นระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก เพราะฉะนั้น เส้นทางที่ค่อนข้างเหมาะสมคือกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา หรือเมืองแปดริ้ว

บัดนี้ รถไฟคิฮะ 183 พร้อมให้บริการนำเที่ยวระหว่างกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทราแล้ว หลังจากวิศวกรของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้คิฮะมีความพร้อมให้บริการ 

รูปทรงของรถไฟคิฮะ 183 มีความแปลกตามากกว่ารถไฟไทยที่เราคุ้นเคย บางคนเรียกคิฮะว่าหุ่นยนต์ เพราะมีความเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนหุ่นยนต์ญี่ปุ่น วันแรกที่คิฮะเริ่มแล่นอวดโฉมบนรางรถไฟไทยแฟนรถไฟญี่ปุ่นพากันไปดูคิฮะอย่างล้นหลาม เพราะถือได้ว่าได้ชมโฉมรถไฟญี่ปุ่นตัวเป็นๆ บนรางรถไฟไทย

ในตัวรถไฟนั้นมีที่นั่งที่นับได้ว่าแสนสบายสไตล์ญี่ปุ่น เบาะเก้าอี้ใหญ่และกว้างพอประมาณ ตัวเก้าอี้บุด้วยสักหลาดโทนสีนวลสบายตา แต่บางตู้ก็จะเป็นผ้าสักหลาดโทนสีเข้มขรึม เก้าอี้เป็นแบบสองตัวคู่กัน มีสองข้าง ตรงกลางเว้นเป็นทางเดินไว้ มีห้องส้วมห้องสุขาสะอาดสะอ้านแบบญี่ปุ่น ทำให้หลายคนบอกว่า รถไฟไทยก็ทำห้องน้ำให้สะอาดสะอ้านได้ หากจะทำกันจริงๆ แต่ที่มันสกปรก เพราะไม่ตั้งใจทำให้มันสะอาด

สีของตัวรถไฟเป็นสีเดิมที่มาจากญี่ปุ่นคือสีขาวม่วง ซึ่งการรถไฟฯ ได้ตกแต่งให้สวยงามดังเดิม และคงเอกลักษณ์เดิมส่วนใหญ่ไว้ เพื่อให้ได้อารมณ์แบบรถไฟญี่ปุ่นแท้ๆ 

การให้บริการรอบแรกของรถไฟคิฮะเริ่มในวันที่ 24-25 มกราคมนี้ โดยรถออกจากสถานีหัวลำโพงเวลา 07.40 น. และกลับถึงหัวลำโพงเวลา 19.00 น. 

หากคุณสนใจนั่งรถไฟคิฮะไปเที่ยวเมืองแปดริ้ว กรุณาติดต่อ Mr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้าโดยด่วนที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เด็กเอ๋ย เด็กน้อย เธอคือทรัพยากรล้ำค่าของแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704246

ตะลอนเที่ยว : เด็กเอ๋ย เด็กน้อย เธอคือทรัพยากรล้ำค่าของแผ่นดิน

ตะลอนเที่ยว : เด็กเอ๋ย เด็กน้อย เธอคือทรัพยากรล้ำค่าของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ถ้าคนเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเด็กๆ ทุกคนคือทรัพยากรล้ำค่าของโลกใบนี้เราจะไม่มีวันรังแก กดขี่ เอาเปรียบเด็ก เราจะรักและเมตตาเด็กทุกๆ คน ไม่ใช่แค่รักและเมตตาเฉพาะเด็กที่เป็นลูกหลานของเราเท่านั้น สังคมของเราจะปราศจากการกดขี่เอาเปรียบเด็กน้อยและเยาวชน ปราศจากการใช้แรงงานเด็กน้อย และปราศจาคการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กและเยาวชนอย่างสิ้นเชิง

วันเด็กแห่งชาติเพิ่งผ่านพ้นไป แต่เราก็ต้องให้ความสำคัญ และช่วยกันดูแลเด็กๆ ทุกคนทุกๆ วัน ไม่ใช่ให้ความสำคัญและความเอาใจใส่กับเด็กแค่เพียงวันเดียวคือในวันเด็ก เพราะเด็กต้องการความรักทุกๆ วัน เพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีใจเมตตาต่อทุกสิ่งทุกที่อยู่รอบตัว

คณะของผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่ง รวมถึงคณะของผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 101.5 MHz. ออกอาการวันจันทร์ถึงศุกร์ 21.00-22.00 น.) และกัลยาณมิตรทั้งหลายได้ร่วมกันไปทำอาหารกลางวันเลี้ยงเด็กนักเรียน และมอบสิ่งของต่างๆ อาทิ รองเท้านักเรียน สมุด ดินสอ เครื่องเขียน หนังสืออ่านประกอบเพิ่มทักษะการใช้ชีวิต เครื่องกีฬาเสื้อผ้า ของเล่น ขนม ไอศกรีม เครื่องดื่มและเสื้อผ้า รวมถึงเครื่องปรุงอาหาร ข้าวสารน้ำตาล น้ำมันพืช ให้โรงเรียน ตชด. บ้านถ้ำหินอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่13 มกราคม 2566 (ซึ่งในการนี้ผู้อ่านแนวหน้ายังมีใจคิดถึงคุณครูและเจ้าหน้าที่โรงเรียน ตชด. บ้านถ้ำหินทุกคน จึงมอบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่เนื้อดีให้คุณครูและเจ้าหน้าที่ด้วย)

กลุ่มคุณหมอและพยาบาล รวมถึงผู้ประกอบสัมมาชีพอื่นๆ ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรของ Mr.Flower ได้ตั้งใจไปผัดข้าวผัด และทำก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว โดยผัดกันสดๆ ใหม่ๆ เพื่อให้นักเรียนและคุณครู ได้รับประทานอาหารใหม่สดถูกสุขลักษณะ และอุดมไปด้วยสารอาหารครบถ้วน พี่ๆ ผู้เป็นแม่ครัวอาสาสมัครตั้งใจสรรหาวัตถุดิบที่สด สะอาด ไปเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แล้วยังมีความเป็นห่วงเด็กๆ ที่อาจจะแพ้อาหารทะเล เนื่องจากเป็นเด็กที่อยู่บนดอยบริเวณตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา ด้านจังหวัดราชบุรี จึงเตรียมยาสำหรับแก้อาการแพ้ไปด้วย แต่นับว่าเป็นเรื่องดีมาก ที่เด็กนักเรียนทุกคนรับประทานอาหารที่คณะของเราทำให้อย่างเอร็ดอร่อยมีความสุข โดยที่ทุกคนไม่มีปัญหาแพ้อาหารทะเล เพียงแค่นี้คณะของเราก็สบายใจแล้ว แล้วยิ่งได้เห็นรอยยิ้มเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานของเด็กๆ ก็ยิ่งทำให้พวกเรามีความสุขมากยิ่งขึ้น

Mr.Flower ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าวๆว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียน 222 คน โดยทุกคนได้รับของแจกเหมือนกันทั้งหมด ส่วนรางวัลใหญ่ที่มีผู้มอบให้เป็นพิเศษคือ จักรยาน 7 คัน และพัดลมไฟฟ้า และมอบหนังสือแบบ pop upหนึ่งชุดมีสามเล่ม ซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และหนังสืออื่นๆที่เกี่ยวข้องกับหลักการทรงงานของเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศของพระองค์ท่าน จำนวน 50 ชุด รวมถึงหนังสือบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี30 ชุด โดยมอบให้ห้องสมุดโรงเรียน และหารือกับครูว่าควรจะนำหนังสือที่นำเสนอโครงการพระราชดำริ ซึ่งเป็นหนังสือ pop up ไปใช้สอนด้วยการเล่มเกมกันนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เกิดความเข้าใจในโครงการพระราชดำริมากยิ่งขึ้น และเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน การค้นคว้าหาความรู้จากตำราด้วยการเข้าหอสมุดให้นักเรียน

สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ Mr.Flower ได้จากการไปพูดคุยกับเด็กนักเรียนในครั้งนี้คือ นักเรียนบอกว่ารู้สึกขอบคุณที่ลุงๆ ป้าๆทั้งหลายซึ่งอยู่ห่างไกลจากชุมชนของพวกเขายังมีใจนึกถึงพวกเขา และขอบคุณที่กรุณานำสิ่งของต่างๆ ทั้งของใช้ ของกิน มามอบให้ ซึ่ง Mr.Flower ก็ย้ำกับหนูๆ ไปว่า อย่าคิดว่านี้คือการได้รับของฟรี แต่ขอให้นึกว่านี้คือของแทนความเป็นห่วงจากเพื่อนร่วมแผ่นดิน แล้วก็บอกกับเด็กๆ ว่า วันนี้หนูๆ ยังเป็นเด็กน้อย ยังเป็นผู้รับ แต่วันหนึ่งเมื่อหนูๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ หนูก็จะต้องเป็นผู้ให้ผู้แบ่งปันให้กับผู้คนที่ด้อยกว่า เพื่อบอกให้เขาเหล่านั้นรู้ว่า การแบ่งปัน การเผื่อแผ่คือการแสดงน้ำใจของกันและกัน ผู้ที่มีมากกว่าต้องแบ่งปันให้ผู้ที่ขาดแคลน ส่วนผู้ขาดแคลนที่เป็นผู้รับก็ต้องไม่คิดว่านี่คือของฟรี แต่ต้องบอกกับตัวเองว่านี่คือน้ำใจและไมตรีจากเพื่อนร่วมแผ่นดินของเราเราสามารถแบ่งปันและช่วยเหลือกันได้ตลอดเวลา สังคมของเราจะมีความสุขเมื่อทุกคนแบ่งปันให้กันและกัน

ก่อนจะลาจากกันในวันนั้น เด็กๆ ให้คำสัญญาว่า จะตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อสั่งสมความรู้ให้สามารถนำไปประกอบสัมมาชีพได้ในอนาคต จะตั้งใจประพฤติตนเป็นผู้ช่วยเหลือสังคม แต่ก่อนจะช่วยเหลือสังคมก็ต้องสามารถดูแลช่วยเหลือตนเองและคนในครอบครัวได้ก่อนเป็นอันดับแรก

แล้วเด็กๆ ก็กล่าวขอบคุณในความมีเมตตาและไมตรีจิตที่คณะของเรามอบให้กับเธอทั้งหลายผู้เป็นเสมือนทรัพยากรล้ำค่าของแผ่นดินของเรา

หากคุณๆ ผู้อ่านมีความประสงค์จะร่วมโครงการแบ่งปันเพื่อช่วยเหลือทั้งเพื่อนมนุษย์และสัตว์ร่วมโลกกับ Mr.Flower สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลข 091-7233615 คณะของเราร่วมกันทำโครงการช่วยเหลือเด็กนักเรียน คนชรา คนพิการ คนยากไร้ด้อยโอกาส และสัตว์จรจัด สัตว์บาดเจ็บพิการ และสัตว์แก่อนาถา ในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ

ตะลอนเที่ยว : วันมูลนิธิสิรินธร ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700362

ตะลอนเที่ยว : วันมูลนิธิสิรินธร ประจำปี 2565

ตะลอนเที่ยว : วันมูลนิธิสิรินธร ประจำปี 2565

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิสิรินธร จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาพยาบาล (คิลานเภสัช) การศึกษาอบรมวิชาพยาบาล การส่งเสริมพระพุทธศาสนา การก่อสร้างและบูรณะโรงพยาบาล รวมทั้งให้ความร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ ส.ธ. ภายใต้พระชฎาล้อมกรอบด้วยแถบผ้าด้านล่าง มีข้อความว่า มูลนิธิสิรินธรเป็นเครื่องหมายของมูลนิธิ

สถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธร ตั้งอยู่ในบริเวณวัดชูจิตธรรมาราม ถนนพหลโยธิน อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดให้บริการตรวจรักษาพระภิกษุ สามเณร และประชาชนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงกับสถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2520

ปัจจุบันสถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธรให้บริการตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ แก่พระภิกษุ สามเณร และประชาชน ปีละมากกว่า 1,000 ราย ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ได้เปิดห้องพยาบาลในอาคารเรียนกฤษณเวฬุพุทธาราม ตำบลทองเอน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี 

สถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธรทั้งสองแห่งให้บริการโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆจากผู้ไปขอรับบริการ ในเรื่องต่อไปนี้ ตรวจสุขภาพ รักษาเบื้องต้นทางด้านอายุรกรรมจักษุกรรม และทันตกรรม ดูแลด้านโภชนาการโดยทำโครงการสามเณรน้อยเติบโตสมวัย เพื่อให้สามเณรทุกรูปมีสุขภาพสมบูรณ์

และเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 เวลา09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดงาน วันมูลนิธิสิรินธร ประจำปี 2565 เพื่อจัดหาทุนสำหรับบริหารกิจการของสถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธรโดยจัดงาน ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานการแสดงชุด เที่ยวไปในแดนชวา ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงระนาดเอกร่วมกับวงดนตรีไทยสายใยจามจุรี และวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วงอังกะลุง และการจับระบำ โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมกับวงกาเมลันสำนักการสังคีต กรมศิลปากร

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทพระนครหลวง พระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698806

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทพระนครหลวง พระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทพระนครหลวง พระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าปราสาททองคือพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ลำดับที่ 24 เสด็จขึ้นทรงราชย์พ.ศ.2172-2199 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างปราสาทพระนครหลวงขึ้นบนพระราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ณ ริมแม่น้ำป่าสัก เมื่อ พ.ศ. 2174 โดยทรงโปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทนครธมมาจากกรุงกัมพุช(ดินแดนแว่นแคว้นของเขมร) เนื่องจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยามีชัยเหนือกรุงกัมพุช โดยทรงตั้งพระราชหฤทัยให้ปราสาทพระนครหลวงเป็นที่ประทับในยามเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท เมืองสระบุรี

นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าการที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงให้ถอดแบบปราสาทนครธมมาสร้างเป็นปราสาทพระนครหลวง หรือปราสาทนครหลวง ด้วยเหตุที่ทรงเลื่อมใสในลัทธิเทวราชาแบบขอม ที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือเทพเจ้าชั้นสูงที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์

นอกจากนี้ ตามหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏยังพบว่า ในรัชสมัยของพระองค์นั้น ทรงมีพระราชนิยมสถาปัตยกรรมแบบขอมหลายแห่ง เช่น วัดไชยวัฒนาราม (สร้างก่อนปราสาทพระนครหลวง) พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ พระที่นั่งองค์นี้ทรงให้ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2175 โดยครั้งแรกเมื่อสร้าง ได้พระราชทานชื่อว่า ปราสาทคิริยโรธรมพาพิมาน 

ย้อนกลับไปกล่าวเรื่องปราสาทพระนครหลวงหรือปราสาทนครหลวงเมื่อยุคสิ้นแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุงศรีฯ แก่กองทัพของพม่า ในรัชสมัยพระเจ้ามังระ เมื่อ พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาก็กลายเป็นพระนครร้าง ขณะเดียวกันปราสาทพระนครหลวงที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงก็ถูกปล่อยร้าง จนกระทั่ง พ.ศ. 2352 ก็ได้ถูกแปรสภาพเป็นวัด มีการสร้างรอยพระพุทธบาทจำลอง4 รอยไว้ ณ ชั้นบนของปราสาท แล้วสร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระราชดำริให้บูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทแห่งนี้ แต่ทว่าเมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าบนยอดปราสาทมีรอยพระพุทธบาทอยู่แล้ว จึงไม่ทรงให้รื้อออก เพราะเป็นเรื่องไม่บังควร ดังนั้นแผนการบูรณปฏิสังขรณ์จึงหยุดลง แต่ทรงให้ก่อสร้างส่วนบนของปราสาทเป็นระเบียงคดสถาปัตยกรรมแบบทรงโค้ง (arch) และมีหลักฐานเพิ่มเติมว่ามณฑปจตุรมุขสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังมีข้อความปรากฏที่หน้าบันพระมณฑปว่า มณฑปพระนครหลวง ปฏิสังขรณ์ขึ้นเมื่อปีรัตนโกสินทร์ศก 122 ซึ่งเป็นปีที่ตรงกับรัชสมัย รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

ปราสาทนครหลวงที่ยังปรากฏในปัจจุบันมีทั้งหมดสามชั้น ซึ่งเป็นไปตามคติการสร้างปราสาทหินแบบเขมรหรือขอม สิ่งที่ยังหลงเหลือปรากฏอีกอย่างก็คือปรางค์ทิศปรางค์ราย (ปรางค์มุม) ยังคงมีปรางค์องค์หนึ่งหลงเหลืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ในขณะที่ปรางค์ส่วนใหญ่หลงเหลือเพียงเศษแค่ส่วนผนังเท่านั้น แต่ส่วนยอดปรางค์พังทลายไปแล้ว

สิ่งสำคัญอีกอย่างบนบริเวณยอดปราสาทคือ หน้าพระมณฑปมีรูปปั่้นพระพิฆเณศประทับบนฐานหัวกะโหลกมนุษย์ ซึ่งพระพิฆเณศองค์นี้มีลักษณะเช่นเดียวกับพระพิฆเณศศิลปะแบบชวาตะวันออก ซึ่งจันทิสิงหาส่าหรี สร้างขึ้นในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-16 ซึ่งพระพิฆเณศองค์ที่หน้าพระมณฑปนั้นเป็นองค์จำลอง ส่วนองค์จริงเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โดยพระพิฆเณศองค์จริงนั้นผู้สำเร็จราชการชาวดัทช์ที่ดูแลชวาได้น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสเกาะชวา เมื่อพ.ศ. 2539 

ส่วนรอยพุทธบาทจำลองบนยอดปราสาททำเป็นรอยพระพุทธบาทสี่รอยซ้อนกัน โดยมีรอยใหญ่สุดแล้วซ้อนด้วยรอยเล็กๆ ไว้บนรอยเดียวกัน 

อ่านเรื่องราวโดยสังเขปเกี่ยวกับปราสาทพระนครหลวงจบแล้ว หากคุณๆ ต้องการไปเที่ยวชมและกราบนมัสการโบราณสถานแห่งนี้และต้องการไปเป็นหมู่คณะ (เล็กๆ) นำทัวร์โดยMr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ภูมิปัญญาไทยในพัสตราภรณ์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697353

ตะลอนเที่ยว : ภูมิปัญญาไทยในพัสตราภรณ์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ตะลอนเที่ยว : ภูมิปัญญาไทยในพัสตราภรณ์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนได้นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของงานนิทรรศการสิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และได้เชิญชวนคุณๆ ไปชมนิทรรศการนี้ด้วยกันในวันที่ 17 ธันวาคม 2565 เวลา 13.00 น. ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในเขตพระบรมมหาราชวังด้วยกัน

ปรากฏว่ามีผู้สนใจร่วมแสดงความจำนงไปชมงานนี้กันมากมาย ดังนั้นในวันนี้จึงขอนำเสนอความงดงาม วิจิตร บรรจงของฉลองพระองค์องค์อื่นๆ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้คุณๆ ได้รับชมกัน ก่อนจะไปชมฉลองพระองค์จริงพร้อมๆ กันในวันที่ 17 ธันวาคม

การจัดแสดงนิทรรศการนี้ ได้เชิญฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในแต่ละยุคแต่ละสมัย เริ่มตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 จนถึง 2000 นอกจากนี้ยังเชิญพระมาลา (หมวก) พระกลด (ร่ม)พระพัชนี (พัด) รวมถึงฉลองพระบาท (รองเท้า)มาจัดแสดงด้วย

ฉลองพระองค์ในยุคทศวรรษ 1960 เป็นผลงานการออกแบบโดยนักออกแบบเสื้อผ้าระดับโลก ปิแอร์ บัลแมง เนื่องจากในขณะนั้น โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งในแต่ละการพิธีที่เสด็จนั้นต้องทรงฉลองพระองค์ให้สอดรับกับขนบประเพณีของตะวันตก จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตให้นักออกแบบเสื้อผ้าชาวตะวันตกที่รู้ประเพณีการแต่งงานให้เข้ากับการพิธีถวายการออกแบบฉลองพระองค์ให้ แต่ก็ทรงย้ำว่าให้ปรากฏลักษณะของเสื้อผ้าแบบไทยผสมผสานในงานออกแบบด้วย 

ครั้นเมื่อถึงทศวรรษ 1970 ทรงก่อตั้งศิลปาชีพพิเศษขึ้นแล้ว ทรงพยายามเผยแพร่ความงดงามวิจิตรล้ำค่าของผ้าไทยจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศให้ปรากฏแก่สายตาของชาวโลกและชาวไทยดังนั้นฉลองพระองค์ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา จะพบว่าทรงให้ใช้ผ้าไทยจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อตัดเย็บฉลองพระองค์ถวายเสมอมา และในยุคทศวรรษต่อๆ มาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างออกแบบเสื้อผ้าชาวไทย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายงานมากขึ้น เช่น เรณู โอสถานุเคราะห์ ธีระพันธ์วรรณรัตน์ เป็นต้น 

ฉลองพระองค์ในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาจึงเป็นผ้าไทยจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งทำให้ผ้าไทยได้ปรากฏความงดงามไปทั่วทุกสารทิศ รวมถึงหลายประเทศทั่วโลกด้วย 

งานนิทรรศการนี้ ยังจัดแสดงฉลองพระองค์ชุดพิเศษ ในชื่อว่าห้องทอง เนื่องจากฉลองพระองค์ทุกองค์ที่เชิญมาจัดแสดงมีสีทองอร่าม ฉลองพระองค์ทุกองค์ในห้องนี้ประทับอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรไทยเป็นอย่างดี เนื่องจากตราตรึงจากพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงฉลองพระองค์ในโอกาสสำคัญระดับชาติในครั้งต่างๆ 

นอกจากฉลองพระองค์ที่บ่งบอกได้ชัดเจนถึงความงดงามของผ้าไทยแล้วพระองค์ยังทรงนำช่างฝีมือต่างๆ ของศิลปาชีพไปแสดงฝีมือชั้นเยี่ยมให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวต่างชาติเสมอ เมื่อพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินทรงเจริญสัมพันธไมตรีในประเทศทั้งหลาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ชื่อเสียงและความงามของงานหัตถศิลป์ไทยจากทุกภูมิภาคของไทยได้เป็นที่รู้จักขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศของโลก

เรียนย้ำอีกครั้งว่า วันที่ 17 ธันวาคม2565 เวลา 13.00 น. คณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าจะไปชมนิทรรศการสิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่หอรัษฎากรพิพัฒน์ด้วยกัน ในเขตพระบรมมหาราชวัง พบกันที่พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และจะพาคุณไปซื้อหาสินค้าศิลปาชีพฯ คุณภาพดีราคามิตรภาพ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ สำหรับคุณเอง และคนที่คุณรักใคร่เคารพนับถือ ในร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ด้วย

ท่านใดสนใจร่วมทริปพิเศษนี้ด้วยกันโปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ของขวัญของฝากปีใหม่สุดพิเศษจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695966

ตะลอนเที่ยว : ของขวัญของฝากปีใหม่สุดพิเศษจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้า

ตะลอนเที่ยว : ของขวัญของฝากปีใหม่สุดพิเศษจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้า

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ก่อน Mr.Flower ชวนเชิญคุณๆ ไปชมนิทรรศการชื่อ สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งอยู่ที่หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในกำแพงพระบรมมหาราชวัง และจะจัดทริปพาคุณผู้อ่านคอลัมน์นี้ไปชมความงดงามของฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในวันที่ 17 ธันวาคม 2565 ซึ่งล่าสุดมีผู้สนใจร่วมทริปแล้วจำนวนหนึ่ง 

เมื่อวันที่ Mr. Flower ไปบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ รายการไลฟ์ วาไรตี โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NBT (หรือช่อง 11 เดิม) วันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น. และเก็บข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ผ้ามานำเสนอผ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า นอกจากได้พบกับความวิจิตรบรรจงของฉลองพระองค์ในยุคทศวรรษต่างๆ เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1960-2000 แล้วก็ยังได้ชมนิทรรศการชื่อ ปัก ถัก ทอ ที่ห้องแสดงนิทรรศการชั้นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ผ้า แล้วก็ได้เข้าไปชมร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ผ้า ซึ่งอยู่ที่ชั้นหนึ่งเช่นกัน 

ขอบอกตรงๆ ว่ามีของสวยๆ งามๆ มากมายจำหน่ายในร้านค้า ทั้งเสื้อผ้า แพรพรรณ ผ้าพันคอ เครื่องประดับ สร้อยคอสุดแสนเก๋ ต่างหูสุดเท่ ผ้าไหมสีสันสวยงามเป็นพับๆ หมวก ร่ม ดอกไม้ประดิษฐ์แสนสวยที่ดูแล้วเกือบไม่ต่างจากดอกไม้สดของจริง จานชาม ชุดกาแฟ แก้วน้ำ ของประดับบ้านแจกัน หมอนอิง ผ้าปูโต๊ะอาหาร ผ้ารองจานชามบนโต๊ะอาหาร กระเป๋าถือ หนังสือที่ทรงคุณค่าน่าซื้อหาไปเป็นแหล่งความรู้ประจำห้องสมุดของบ้าน

นอกจากนี้บอกตรงๆ ว่าสินค้าที่จำหน่ายในร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้ามีความสวยงาม น่าซื้อไปใช้เอง และซื้อเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่คุณรักและเคารพในเทศกาลปีใหม่ แล้วยังต้องบอกอีกว่าสนนราคาไม่แพงจนจับต้องไม่ได้ ส่วนคุณภาพและดีไซน์ของงานแต่ละชิ้นก็ได้มาตรฐานสากล แต่สนนราคาแบบเป็นกันเองสุดๆ ที่สำคัญรายได้จากการจำหน่ายสินค้ายังถูกส่งไปถึงมือของสมาชิกศิลปาชีพพิเศษที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

เพราะฉะนั้น ในวันที่เราจะไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ผ้าด้วยกันในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ เราจะต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับไปเลือกซื้อหาสินค้าคุณภาพดี ราคาถูกใจในร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้าด้วย 

รับรองว่าคุณๆ ที่ได้เข้าไปชมสิ่งของในร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าแล้ว ต้องประทับใจในความงามและคุณภาพได้มาตรฐานสากลของสินค้าที่ผลิตโดยสมาชิกศิลปาชีพ และก็มั่นใจว่าคุณๆ จะได้สินค้าคุณภาพกลับบ้านไปเป็นของขวัญสำหรับตัวคุณเอง และคนอื่นๆ ที่คุณรักใคร่ เคารพ นับถือ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอย่างแน่นอน

ร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ผ้า เปิดให้บริการทุกวันตามเวลาเปิดปิดของพิพิธภัณฑ์ผ้า เวลา 09.00-16.30 น. แต่เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง ดังนั้นหากมีงานพระราชพิธี ก็จำเป็นต้องปิดให้บริการ แต่สำหรับช่วงเวลานี้ไปจนถึงสิ้นปี พิพิธภัณฑ์ผ้า และร้านค้าของพิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นเพียงวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่เท่านั้นที่ปิดให้บริการ

ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านคอลัมน์นี้ และผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมถึงประชาชนทั่วไปเข้าชมนิทรรศการสิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ และซื้อหาของขวัญของฝากจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ รับรองว่าเมื่อคุณได้เห็นได้สัมผัสสินค้าคุณภาพจากร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าแล้ว คุณจะต้องซื้อหากลับไปบ้านอย่างแน่นอน 

เรียนย้ำอีกครั้งว่า 17 ธันวาคมนี้ เรามีนัดไปชมนิทรรศการและซื้อหาสินค้าด้วยกัน แต่หากคุณๆ จะต้องรีบซื้อหาของขวัญสำหรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้่ ก็สามารถไปเลือกหาสินค้าคุณภาพดี ราคามิตรภาพได้ก่อนครับ แล้ววันที่ 17 ธันวาคม เราไปชมนิทรรศการด้วยกันอีก