ตะลอนเที่ยว : เบิกบานในทุ่งกว้าง หลังพ้นการสังหารในโรงฆ่า (สัตว์)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/668685

ตะลอนเที่ยว : เบิกบานในทุ่งกว้าง หลังพ้นการสังหารในโรงฆ่า (สัตว์)

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตามความเชื่อและความศรัทธาของคนไทย โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ อาทิ โค กระบือ ม้า ช้าง แพะ แกะ คือความเชื่อที่ว่าการทำทานด้วยการให้ชีวิต หรือไว้ชีวิตสัตว์ใหญ่เป็นการทำกุศลที่ถือได้ว่าค่อนข้างยิ่งใหญ่ ทำให้อายุยืนยาว โรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงสาหัสไม่เบียดเบียน ความทุกข์ยากลำบากยากเข็ญจะไม่กล้ำกรายเข้าไปในชีวิต

บางคนเชื่อว่าโค กระบือ หรือวัว ควาย มีบุญคุณยิ่งใหญ่ต่อคน เพราะช่วยทำนาปลูกข้าวเลี้ยงคนมาตั้งแต่บรรพกาล ดังนั้นคนที่ทำไร่ทำนาโดยใช้แรงงานของโคและกระบือจึงไม่ฆ่าสัตว์ที่มีพระคุณแล้วนำเนื้อไปรับประทานบางคนที่ผูกพันใกล้ชิดกับโค กระบือไม่กล้าแม้กระทั่งด่าว่าเขาด้วยคำหยาบคาย ไม่กล้าตีหรือทำร้ายให้เขาต้องบาดเจ็บด้วยกรรมวิธีใดๆ ก็ตาม บางคนทำพิธีบูชาบุญคุณของโค กระบือด้วยของกิน ของไหว้ที่สรรหาแล้วว่าเป็นของดี เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณของโค และกระบือที่ช่วยเป็นแรงงาน และช่วยทำนาปลูกข้าวให้คนเราได้กินกันมาตั้งแต่โบราณกาล

เพราะฉะนั้น คนโบราณจึงไม่ฆ่าควาย ไม่ขายควายให้กับโรงฆ่าสัตว์ แต่จะเลี้ยงดูเขาไว้จนวันที่เขาถึงอายุขัย แล้วลาจากโลกนี้ไป เมื่อเขาตายจากไปแล้ว ก็มีการทำบุญอุทิศกุศลให้กับเขาด้วย นี่คือการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อสัตว์ที่มีพระคุณต่อคน

หลายคนบอกว่าเคยเห็นโค กระบือร้องไห้เมื่อรู้ตัวว่าต้องถูกฆ่าให้กับโรงฆ่าสัตว์ โค กระบือ ที่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกลำเลียงขึ้นรถบรรทุก หรือถูกต้อนไปโรงฆ่าสัตว์จะมีความอิดออดไม่อยากไป และพยายามขัดขืนเพื่อให้ตนเองรอดจากความตาย แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเขารู้ว่าไม่สามารถขัดขืนได้ เขาก็ได้แต่ร้องไห้ น้ำตาไหลพราก เป็นที่น่าสมเพชเวทนาแก่คนที่มีจิตใจเมตตากรุณาเป็นยิ่งนัก

เป็นเวลาเกือบ 10 ปีมาแล้วที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมกับคุณผู้อ่านที่มีใจเมตตาต่อสรรพสัตว์ได้ร่วมกันบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ และจากคนที่ต้องการขายโค กระบือให้กับโรงฆ่าสัตว์ เมื่อพวกเราร่วมกันไถ่ชีวิตพวกเขาเรียบร้อยแล้ว เราก็หาบ้านที่อบอุ่น ที่มีผู้รักและเมตตาพวกเขาให้ดูพวกเขาต่อไปจนกว่าเขาจะสิ้นอายุขัย

โครงการนี้ไถ่ชีวิตโคและกระบือมาแล้ว 145 ชีวิต และจาก 145 ชีวิตก็ได้ให้กำเนิดชีวิตใหม่แล้ว 39 ชีวิต โดยโค กระบือที่พวกเราร่วมกันไถ่ชีวิตมานั้นได้ไปอาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ อาทิ สุพรรณบุรี นครปฐม ชลบุรี เชียงราย และขอนแก่น เป็นต้น

สำหรับภาพที่นำมาเสนอให้คุณๆ ได้ชื่นอกชื่นใจในวันนี้ก็คือส่วนหนึ่งของโคและกระบือที่พวกเราร่วมกันไถ่ชีวิตเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนจากโรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดเชียงราย (ครั้งนั้นไถ่ชีวิตมาทั้งสิ้น 37 ตัว) 

โค กระบือที่พวกเรามอบให้ชาวบ้านที่ใจเมตตา ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ได้รับการตั้งชื่อต่างๆ นานา อาทิ บุญมีบุญหลาย บุญมาก มีเงิน มีทอง บุญจู ทองมี สีเผือก และอื่นๆ อีกมากมายตามเพศของเขา 

การได้เห็นโค กระบือมีชีวิตที่มีความสุขหลังจากรอดพ้นจากการถูกฆ่าในโรงฆ่าสัตว์ ได้เห็นเขาอยู่ท่ามกลางความรักความเมตตาของคน และท่ามกลางธรรมชาติ ได้ลุยโคลน ได้ลงแช่น้ำ และได้มีอาหารการกินที่สมบูรณ์ และมีที่พักที่อบอุ่น คือความปลื้มใจของผู้ที่ได้ร่วมกันบริจาคไถ่ชีวิตพวกเขา 

หากคุณๆ ต้องการร่วมโครงการไถ่ชีวิตโค กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อได้ที่หมายเลข091-7233615 

การให้ทานด้วยการให้ชีวิต เป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ เป็นการต่อชีวิตให้กับสัตว์ เป็นการแสดงความมีไมตรีจิตต่อสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มเด็กดอย จากนํ้าใจคนพื้นราบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667135

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มเด็กดอย จากนํ้าใจคนพื้นราบ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เด็กนักเรียนบนดอยสูงคือเด็กไทยกลุ่มหนึ่งที่ได้ชื่อว่าขาดแคลนโอกาสที่ดีของสังคม ส่วนใหญ่ของเด็กกลุ่มนี้อยู่ในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่าค่อนข้างยากจน จนถึงขนาดยากจนมากที่สุด แม้คนกลุ่มนี้ตกอยู่ในสถานะความยากจนมากๆ ก็ทำให้เกิดอุปสรรคในการเรียน บางรายไม่สามารถเรียนจบการศึกษาภาคบังคับได้ บางรายต้องตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ และค้ายาเสพติด

จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่าเด็กไทยจำนวนกว่า 2 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน และพบว่าบางครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 15 บาทเท่านั้น

ดังนั้น เด็กที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะยากจนมากๆ จึงมักจะขาดโอกาสในการเรียนหนังสือ เนื่องจากต้องช่วยพ่อแม่ทำงานต่างๆ นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยไม่มีอาหารเช้ารับประทานก่อนไปถึงโรงเรียน และที่น่าหนักใจมากคือ เมื่อกลับไปถึงบ้านหลังจากเลิกเรียนก็ไม่มีอาหารรับประทานอีก ซึ่งเด็กจะได้รับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ก็พบว่าคุณภาพของอาหารกลางวันที่โรงเรียนหลายแห่งจัดหาให้นั้น มีคุณภาพทางด้านโภชนาการต่ำมาก

และยังมีอุปสรรคสำคัญของการเรียนอีกประการคือ บ้านกับโรงเรียนอยู่ห่างไกลกันมาก บางรายบ้านอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนประมาณ 10 กิโลเมตร  และต้องข้ามลำห้วย ลำธาร ข้ามภูเขาไปโรงเรียน ดังนั้น ในหนึ่งวันจึงต้องเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านกับโรงเรียนเป็นระยะทางประมาณ20 กิโลเมตร และพบด้วยว่าโรงเรียนที่อยู่ในเขตดอยสูงที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 500 เมตรมีจำนวนประมาณ 1,200 แห่ง และมีโรงเรียนที่อยู่บนเกาะห่างไกลอีกประมาณ 120 แห่ง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือเด็กเหล่านี้ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะพ่อและแม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองใหญ่ หรือในตัวเมือง ดังนั้น เด็กๆ จึงต้องอยู่กับปู่ย่าตายายหรือลุงป้าน้าอา ทำให้หลายรายมีปัญหาเรื่องขาดความอบอุ่นที่ได้รับจากพ่อและแม่

ส่วนสภาพของโรงเรียนก็เป็นอุปสรรคต่อการเรียนหนังสือของเด็กเช่นกัน บางโรงเรียนหลังคารั่ว บางแห่งห้องน้ำห้องส้วมทรุดโทรมมาก และหลายแห่งไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เนต ดังนั้น การเรียนรู้จึงถูกจำกัดอยู่เฉพาะการถ่ายทอดความรู้จากครูเท่านั้น ซึ่งหากได้ครูที่มีความรู้ดีพอสมควร และมีใจรักการสอนหนังสือ ก็ถือว่าเป็นบุญของเด็กๆ แต่หากได้ครูที่ภูมิความรู้ต่ำมาก และไม่รักในการสอน แต่ต้องทนทำงานนี้ เพราะยังหางานอื่นที่ดีกว่าไม่ได้ หรือรอวันย้ายไปอยู่ในโรงเรียนในเมืองที่เจริญกว่า ก็ต้องถือว่าเป็นความโชคร้ายอย่างมหาศาลของเด็ก

คอลัมน์ตะลอนเที่ยวได้เคยนำเสนอเรื่องความยากลำบากของเด็กไทยที่ตกอยู่ในสถานะผู้ด้อยโอกาสของสังคมมาเป็นระยะๆ เพราะต้องการเชิญชวนให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ถึงปัญหา และได้ร่วมกันบริจาคข้าวของเครื่องใช้ ชุดนักเรียน เสื้อผ้า รองเท้านักเรียน หนังสือตำราเรียน อุปกรณ์การกีฬา และร่วมกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเด็กนักเรียนที่อยู่ในเขตทุรกันดาร 

ครั้งนี้ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ สาขาห้วยฮ่อม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน 

Mr.Flower เพิ่งขึ้นไปที่โรงเรียนนี้เมื่อช่วงวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2565 ได้ไปพูดคุยกับคณะครู และเด็กๆ ได้รับรู้ปัญหาต่างๆ ของโรงเรียน ของครู และของเด็กๆ จึงขออนุญาตเชิญชวนคุณๆ ร่วมกันบริจาคเพื่อช่วยเหลือนักเรียน โดยสามารถบริจาคข้าวของได้โดยตรงที่นายชาญชัย ทิพย์ชู ครูใหญ่โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ สาขา
ห้วยฮ่อม หมู่ 5 บ้านห้วยฮ่อมใน ตำบลทาแม่ลอบ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน 51170 โทรศัพท์ 081-1116283

แต่ต้องขออนุญาตแจ้งให้ทราบว่าการติดต่อกับครูใหญ่ของโรงเรียนนี้ ต้องติดต่อในช่วงเช้าตรู่มากๆ หรือหลังช่วงเวลา 18.00 น. เพราะในช่วงการทำงานที่โรงเรียนนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ 

หรือหากคุณต้องการจะบริจาคผ่านMr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อสอบถามที่ 091-7233615 

Mr.Flower ตั้งใจพาคุณๆ ไปร่วมบริจาคข้าวของและเงิน เพื่อสนับสนุนนักเรียนโรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ ในช่วงต้นกลางเดือนสิงหาคม 2565 หากคุณสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันหมาแมว เพื่อสวัสดิภาพสัตว์และคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665680

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันหมาแมว เพื่อสวัสดิภาพสัตว์และคน

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเวลา 10 ปีเศษแล้วที่คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับหนังสือพิมพ์แนวหน้าและบริษัทห้างร้านเอกชน รวมถึงตัวแทนชุมชนต่างๆ ได้ร่วมกันทำโครงการทำหมันและตรวจสุขภาพให้สัตว์จรจัด และสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัข (หมา) และแมวโดยไม่คิดค่าบริการใดๆ 

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อลดจำนวนหมาแมวจรจัด และเพื่อเพิ่มสวัสดิภาพให้กับหมาแมว รวมถึงผู้คนต่างๆ ในชุมชนที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ทางใด
ทางหนึ่งกับหมาและแมว รวมถึงเพื่อสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ด้วย 

สำหรับการออกหน่วยล่าสุดเพื่อให้บริการชุมชนเมื่อวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2665 ได้จัดขึ้นที่หอประชุมเทศบาลเมืองอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี การดำเนินการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เทศบาลเมืองอ่างศิลา และหนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในครั้งนี้มีจำนวนหมาและแมวที่เข้ารับการผ่าตัดทำหมันรวม 71 ตัว แบ่งเป็นหมาเพศผู้ 18 ตัว เพศเมีย19 ตัว แมวเพศผู้ 13 ตัว เพศเมีย 21 ตัว และยังมีหมาแมวที่ยังไม่สามารถทำหมันได้ไปรับการตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ และวัคซีนรวมรวมทั้งหมดอีกกว่า 100 ตัว (ตามตัวเลขการลงทะเบียนรับบริการทำหมันมีจำนวนสัตว์มากกว่านี้ คือ 100 ตัวแต่ปรากฏว่ามีสัตว์ไปรับบริการเพียง 71 ตัว ซึ่งน่าเสียดายมากสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะนำสัตว์เลี้ยงไปรับบริการ แต่ไม่สามารถได้รับบริการ เนื่องจากมีผู้ลงทะเบียนไว้แล้วไม่ไปตามนัด นี่คือปัญหาอย่างหนึ่งของการให้บริการฟรี เพราะบางคนเน้นการลงทะเบียนจองสิทธิ์ไว้ แต่ไม่ไปตามนัด ซึ่งเท่ากับตัดสิทธิ์ผู้อื่นไปโดยปริยาย) 

การออกหน่วยในครั้งนี้ได้รับการดูและสนับสนุนอย่างดียิ่งจากเทศบาลเมืองอ่างศิลา โดยนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอ่างศิลา นายวินัย พ้นภัยพาล และปลัดเทศบาลเมืองอ่างศิลา นายมนูญ วิวรรณ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่ให้ความร่วมมืออย่างดี และยังได้รับความร่วมมือจากเจ้าของสุนัขและแมวที่นำสัตว์เลี้ยงไปทำหมันและตรวจสุขภาพ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะนำสัตว์เลี้ยงไปทำหมันอีกจำนวน 500 ราย จะได้รับบริการในช่วงเวลาถัดไป ซึ่งคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กำลังกำหนดวันที่ชัดเจน แล้วจะประสานไปทางเทศบาลเมืองอ่างศิลาโดยเร็ว ซึ่งน่าจะให้บริการได้ครั้งละ 120-150 ตัว

สำหรับทีมงานจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ไปร่วมให้บริการชุมชนในครั้งนี้ประกอบด้วย คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศ.สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์
รศ.น.สพ.ดร.ธีรวัฒน์ ธาราศานิต รศ.น.สพ.ดร.ชัยณรงค์โลหชิต ผศ.สพ.ญ.ดร.จันทิมา โลหชิต ผศ.น.สพ.ดร.ศุภวิวัฒน์พงษ์เลาหพันธุ์ รศ.สพ.ญ.ดร.ศยามณ ศรีสุวัฒนาสกุล รศ.น.สพ.ก้องเกียรติ ศรีสุวัฒนาสกุล ผศ.สพ.ญ.ดร.มรกต นันทไพฑูรย์ น.สพ.ดร.กฤษณรงค์ วงศ์บ้านดู่ น.สพ.ดร.เศกรินทร์ พลอยเพ็ชร์ สพ.ญ.ดร.นิโคล ศิริโศภิษฐ์ เมห์ล น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ สพ.ญ.นิชา หาญศีลวัต น.สพ.ศิริชัย เดชรุ่งเรืองกุล สพ.ญ.ธิติดา ภักดีเสน่หา สพ.ญ.สุวรัตน์วดีรัตน์  นส.พ.สหัสชัย กนกพิทยาทร สพ.ญ.มินตราพรคงเตี้ย นส.พ.ชลยุทธ พันธ์ุมีเชาวน์ สพ.ญ.ธีอนุตรีย์แต้พัฒนสกล และนิสิตชั้นปี 4-5 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คือ น.ส.ณดา คุ้มกัน นายกฤษนัยฎิ์ เนติประเสริฐน.ส.พรนภัส งามโภชนมงคล น.ส.ภูริชญา พงศ์ถาวรภิญโญน.ส.ปวริศา ศรีอมรรัตน์  น.ส.บุณยาพร โอศิริพันธ์ุน.ส.พงศ์ณาณินท์ สุริยศศิธร น.ส.วาฑิยา ศรีมาศน.ส.สุชาดา สุขปิติ นายคุณานนท์ โรจน์รัตนชัยนายณฏฐพงษ์ จิตติประเสริฐ และ น.ส.แพรวาเต็งชาตะพันธ์ุ

สำหรับชุมชนใดที่ต้องการได้รับบริการนี้จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โดยการประสานงานของหนังสือพิมพ์แนวหน้า กรุณาติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 

และขอความกรุณาอย่าโทรฯ ไปแล้วบอกว่าคุณหมอครับ/คุณหมอขา ที่ชุมชนของดิฉัน/ผม มีหมาแมวจรจัดมากมาย อยากให้หมอไปทำหมันให้มาก แต่คุณหมอต้องไปไล่จับหมาแมวเอาเองนะครับ/คะ เพราะหากโทรฯ มาแล้วแจ้งแบบนี้ ก็หมายความว่า ไม่สามารถไปให้บริการได้อย่างเด็ดขาดครับ 

การทำงานนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชนเป็นอันดับแรก หากคนในชุมชนไม่ร่วมมือทำงานด้วยกันแล้ว ไม่สามารถทำโครงการได้ครับ

ตะลอนเที่ยว :

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664189

ตะลอนเที่ยว :

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นับเป็นพระราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ของไทยโดยเฉพาะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จะทรงสถาปนาวัดประจำรัชกาล โดยกระทำสืบต่อเนื่องมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไล่เรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเปลี่ยนการสร้างวัดประจำรัชกาลไปเป็นการทรงสร้างโรงเรียนขึ้นแทน

สำหรับวัดประจำรัชกาลที่คนไทยรู้จักดี มีดังต่อไปนี้ 

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหารวัดประจำรัชกาลที่ 1 

วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 2 

วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 3

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 4

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 5 และวัดประจำรัชกาลที่ 7

ครั้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ไม่ทรงสถาปนาวัดใหม่ขึ้นมา แต่ทรงสร้างโรงเรียนแทน แต่ทางการได้ถวายให้วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 และวัดประจำรัชกาลที่ 9 

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 8 

วัดวชิรธรรมสาธิต วรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 10

วันนี้จะขอพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับวัดประจำรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ศิลปะการก่อสร้างวัดนี้นับได้ว่าเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยแท้ เนื่องด้วยพระองค์ทรงมีความใกล้ชิดกับบรรดาพ่อค้าจีนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นยุคที่การค้าระหว่างสยามกับจีนเฟื่องฟูมาก ดังนั้นจึงพบว่าทรงนำศิลปะแบบจีนเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทยอย่างลงตัว

วัดราชโอรสารามฯ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดจอมทอง (วัดเจ้าทอง, วัดกองทอง)เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 3 ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นจอมทัพนำกำลังทหารไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ระหว่างทางได้ทรงพักทัพ ณ วัดจอมทอง และทรงตั้งพระทัยว่าเมื่อจบการศึกแล้วจะกลับมาทำนุบำรุงวัดแห่งนี้ให้งดงาม เมื่อจบการศึกแล้วจึงทรงเป็นแม่งานบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ ทรงคุมการก่อสร้างวัดนี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อวัดได้รับการบูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้วทรงน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายวัดนี้เป็นพระอารามหลวงถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชบิดารัชกาลที่ 3 ทรงตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดราชโอรส ความหมายคือวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา

ความน่าสนใจของวัดราชโอรสารามฯ คือผังของวัดเป็นแบบฮวงจุ้ยจีน ด้านหน้าวัดหันไปทางแม่น้ำ (คลอง) ด้านหลังมีภูเขา และด้านข้างขนาบด้วยเนินเขา เมื่อดู
รายละเอียดพบว่าพระอุโบสถหันหน้าไปทางแม่น้ำ (คลอง)ที่อยู่ด้านทิศตะวันออก ด้านหลังพระอุโบสถคือวิหารพระนอน ซึ่งเป็นอาคารใหญ่ และด้านข้างขนาบด้วยวิหารพระนั่งและศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นไปตามหลักฮวงจุ้ยแบบจีนโดยแท้

ดังนั้น เมื่อเราเข้าไปถึงบริเวณวัดราชโอรสารามฯ เราจะได้พบกับศิลปะแบบจีนผสมกับศิลปะแบบไทยอย่างลงตัวและกลมกลืน ประตูหน้าของวัดทำเป็นซุ้มประตูแบบจีน มีถะ (เจดีย์) ตั้งอยู่สองด้านของประตูทางเข้า ครั้นเมื่อเข้าไปในลานพระอุโบสถจะพบว่ามีเจดีย์ทรงปรางค์ตั้งอยู่ที่มุมกำแพง

จุดเด่นที่ชัดเจนของวัดคือหน้าบันพระอุโบสถที่เรียกว่าเป็นแบบพระราชนิยมในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งแตกต่างจากวัดประจำรัชกาลที่ 1 และ 2 อย่างชัดเจน โดยหน้าบันประดับด้วยเครื่องกระเบื้องจากจีน โดยประดับเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคล เช่น แจกัน หงส์ ผีเสื้อ เมฆ ดอกไม้ ทั้งนี้ที่หน้าบันไม่มีการประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่อย่างใด ส่วนใบเสมารอบพระอุโบสถจะตั้งไว้ในซุ้มทรงเกี้ยว ซึ่งเป็นศิลปะแบบจีนที่เด่นชัดมาก 

ส่วนทวารบาลหน้าพระอุโบสถนั้นทรงนำตุ๊กตาจีน ที่ทำจากกระเบื้องเคลือบ ซึ่งมีขนาดใหญ่มากมาตั้งไว้แทนการวาดรูปทวารบาลที่บานประตู ส่วนที่บานประตูด้านในวาดเป็นรูปเชี่ยวกาง (ทวารบาลแบบจีน) โดยด้านบานประตูด้านนอกมีรูปมังกรดั้นเมฆ โดยทำเป็นรูปแบบประตูประดับมุกส่วนพระประธานมีพระนามว่าพระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร ปางสมาธิประทับใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (รัชกาลที่ 9 ทรงอุทิศถวายเมื่อปี 2504) ส่วนผ้าทิพย์ที่ด้านหน้าฐานชุกชีประดับรูปปราสาท ซึ่งเป็นตราประจำรัชกาลที่ 3 และที่ฐานชุกชีพระประธานได้ประดิษฐานพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 3 และประดิษฐานศิลาจารึกดวงพระชันษา รัชกาลที่ 4 ไว้ ผนังพระอุโบสถมีภาพเขียนเครื่องมงคลแบบจีน ส่วนผนังที่เป็นช่องว่างระหว่างประตูหน้าต่าง วาดรูปตำหนักแบบจีนและเทพเจ้าจีน 

วิหารด้านหลังพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์พระนามว่าพระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรม สมเด็จพระสรรเพชรพุทธบพิตร ส่วนอาคารที่ขนาบพระอุโบสถคือวิหารพระยืนและศาลาการเปรียญ (บางคนเรียกวิหารพระนั่ง) 

วัดราชโอรสรามฯ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของศิลปกรรมอันสืบเนื่องกับพระพุทธศาสนาของสยามประเทศ และนับเป็นต้นแบบของวัดในศาสนาพุทธที่นำเอาศิลปะแบบจีนเข้ามาผสมผสานได้อย่างลงตัว และเป็นต้นแบบของศิลปะทำนองนี้ในราชอาณาจักรสยามในเวลาต่อมา

หากคุณสนใจจะร่วมศึกษาและซึมซับประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่าของไทยเราไปด้วยกัน ด้วยการเข้าไปเที่ยวชมและกราบนมัสการสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทยกับทัวร์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า นำเที่ยวโดย Mr.Flower โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์091-7233615

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยา สายธาราแห่งชีวีของกรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662709

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยา สายธาราแห่งชีวีของกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แม่เจ้าพระยา หรือแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสายน้ำสำคัญที่สุดสายต้นๆ ของผู้คนที่อาศัยในเขตภาคกลางของประเทศไทย เพราะเป็นเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ จากนั้นก็ไหลเรื่อยลงทางทิศใต้ ผ่านจังหวัดต่างๆ อาทิ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทองพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯและไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่ปากน้ำสมุทรปราการ ความยาวของสายน้ำเจ้าพระยาคือ 372 กิโลเมตร

สำหรับพื้นที่ของกรุงเทพแล้ว แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเสมือนสายโลหิตใหญ่ของพระนคร เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับพระนครของกรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่วันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แม่เจ้าพระยาเป็นทั้งเส้นทางคมนาคมขนส่ง เส้นทางน้ำเพื่อการค้าขายสินค้า เป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวพระนคร ใช้เพื่อการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ประมง และเป็นทั้งแหล่งน้ำกินและน้ำใช้มาตั้งแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน

อันที่จริง เมื่อกล่าวถึงแม่เจ้าพระยาแล้ว ก็น่าจะต้องกล่าวถึงแม่น้ำสายย่อย และลำคลองต่างๆ นานาอีกมากมายที่เกี่ยวข้องสืบเนื่องกับแม่เจ้าพระยา อาทิแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย และคลองต่างๆ อีกนับร้อยคลองแต่เนื่องจากตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ตั้งใจจะชวนคุณไปล่องเรือชมแม่เจ้าพระยาเป็นหลัก จึงขออนุญาตยังไม่กล่าวถึงแม่น้ำสายย่อย และลำคลองต่างๆในโอกาสนี้ แต่รับรองว่าในอนาคตอันใกล้ จะชวนคุณๆไปนั่งเรือชมลำคลองสายต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ เช่น คลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ คลองด่าน คลองบางหลวง คลองชักพระ เป็นต้น

ขออนุญาตถามคุณๆ ว่านานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้ล่องเรือชมความงามของแม่เจ้าพระยา เพื่อชมความงามของบ้านเรือน และโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ 

Mr.Flower อยากขอเชิญชวนคุณๆ ไปชื่นชมความงดงามของแม่เจ้าพระยาด้วยกันด้วยการพาคุณๆ นั่งเรือล่องเจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่บริเวณสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (บริเวณปากคลองตลาด) แล้วล่องเรือทวนน้ำขึ้นไปชมความงามของโบราณสถานต่างๆ อาทิ วัดกัลยาณมิตร โบสถ์ซางตาครู้ส โรงเรียนราชินี ป้อมวิไชยประสิทธิ์ กองทัพเรือ พระราชวังกรุงธนบุรี วัดอรุณราชวราราม ท่าเตือนราชนาวิกสภา กรมอู่ทหารเรือ วัดระฆังฯ พระบรมมหาราชวัง ท่าช้างวังหลัง โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วล่องเรื่อยไปถึงสะพานพระราม 8 (อันที่จริงไปได้อีกไกล แต่ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร จึงตัดสินใจจบทริปสั้นๆ ที่สะพานพระราม 8) 

การเที่ยวในทริปนี้ นอกจากพาคุณล่องเรือแล้ว ยังจะพาคุณขึ้นไปชมสถานที่สำคัญๆ ที่อยู่ริมฝั่งเจ้าพระยาด้วย อาทิ วัดกัลยาฯ โบสถ์ซางตาครู้สพระราชวังกรุงธนบุรี วัดอรุณราชวราราม แล้วรับประทานอาหารเที่ยงที่ห้องอาหารสุดคลาสสิกของราชนาวิกสภา จากนั้นก็ล่องเรือต่อไปชมวัดระฆังฯแล้วแวะขึ้นไปซื้อข้าวของรวมถึงขนมอร่อยๆ ที่ท่าวังหลัง แล้วล่องเรือต่อไปชมความวิจิตรของเรือพระที่นั่งในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคณ พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี ปากคลองบางกอกน้อยจากนั้นก็ล่องเรือต่อไปเพื่อชมความงามของย่านบางลำพู ชมความงามของป้อมมหากาฬ แล้วไปจบทริปล่องเรือที่สะพานพระราม 8 

การท่องเที่ยวทางเรือในแม่เจ้าพระยานั้น หากจะให้ได้ความรื่นรมย์แบบสูงสุดแล้ว คุณๆจะต้องขึ้นไปเที่ยวชมชุมชนต่างๆ ที่เรียงรายอยู่สองฝั่งแม่น้ำด้วย เพราะในแต่ละชุมชนมีความโดดเด่นต่างกันไป เช่น มีขนมอร่อย มีอาหารรสเลิศ มีโบราณสถานที่ควรค่าแก่การไปกราบสักการะ

การได้ล่องเจ้าพระยาแล้วได้รับทราบประวัติความเป็นมาของโบราณสถานบนสองฝั่งแม่น้ำได้ขึ้นไปจับจ่ายซื้อข้าวซื้อของ ซื้อขนมนมเนย และรับประทานอาหารเลิศรสของแต่ละชุมชน นับได้ว่าเป็นความสุขที่อยู่แค่เอื้อมจริงๆ เราทุกคนอาจจะไม่ได้สัมผัสความสุขที่หาได้โดยไม่ยากเย็นเช่นนี้มานานแล้ว ถ้าเช่นนั้น เราไปสัมผัสความสุขที่อยู่ใกล้ตัวเราด้วยกันดีไหมครับ 

สนใจร่วมทริปล่องเจ้าพระยาในเขตพระนครชั้นในกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่หมายเลข091-7233615 รับสมาชิกทริปละ 16 ท่านเท่านั้นเริ่มทริปแรกต้นเดือนกรกฎาคมนี้ครับ

ตะลอนเที่ยว : การท่องเที่ยวของไทยกำลังฟื้นตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661160

ตะลอนเที่ยว : การท่องเที่ยวของไทยกำลังฟื้นตัว

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวข้ามพ้นวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 หลังจากที่คนไทยทุกคนร่วมใจร่วมกันต่อสู้กับโรคร้ายนี้มายาวนานถึง 2 ปีกว่า 

ปัจจุบันปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในประเทศของเราลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกมาตรการต่างๆ สำหรับนักเดินทางต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทยเช่น Thailand Pass ทำให้คาดว่าตั้งแต่1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยมากกว่าระยะที่ผ่านมา

สำหรับภาพกิจกรรมต่างๆ ที่นำมาฝากคุณๆ ในสัปดาห์นี้มาจากงาน TTM plus 2022 Thailand Travel Mart plus 2022 ซึ่งจัดที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 8-10 มิถุนายน 2565 งาน Trade Fair ด้านการท่องเที่ยวครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการประกาศให้นานาชาติและคนไทยทราบว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการเปิดประเทศครั้งใหม่เพื่อต้อนรับการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบในยุค New Normal

งานนี้มีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ารวมจาก 45 ประเทศ จำนวนเกือบ 280 ราย พบปะสนทนาเพื่อดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวแบบครบวงจรกับผู้ประกอบการของไทยจำนวนประมาณ 260 ราย สร้างรายได้จากการเจรจาการค้าในครั้งนี้ประมาณ 1,290 ล้านบาท 

สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยได้มากกว่าการได้รับเงินตราจากการท่องเที่ยวคือ การได้รับความมั่นใจจากผู้ประกอบการการท่องเที่ยวทั่วโลกที่ได้มาพบมาเห็นเมืองไทยด้วยตา ด้วยการสัมผัสโดยตรง ทำให้ทุกคนสามารถกลับไปยืนยันกับประชาชนในประเทศของตนเองได้ว่าประเทศไทยพร้อมแล้วกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 กำลังจะผ่านพ้นไป

ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวต่างชาติหลายสิบรายที่คุยกับ Mr. Flower ต่างบอกตรงกันว่าประเทศไทยยังมีเสน่ห์เสมอในสายตาและการรับรู้ของชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวที่เคยมาไทย อย่างไรเสียก็ต้องกลับมาเที่ยวไทยอีกเพราะติดใจในหลายๆ อย่างที่เป็นของดีของเมืองไทย เช่น อาหาร ผลไม้สดตามฤดูกาล แหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงสิ่งที่ชาวต่างชาติบอกตรงกันคือ ความมีน้ำใจของคนไทย (ที่ยังหาได้ไม่ยากนักในยุคนี้) 

ภาพบรรยากาศการพบปะสนทนาธุรกิจ ภาพการพบปะสังสรรค์ ที่นำมาฝากในวันนี้น่าจะช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ประเทศไทยของเราพร้อมแล้วกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก และนักท่องเที่ยวชาวไทย 

เมืองไทยยังคงน่าเที่ยว น่าสัมผัส และน่าติดตามอยู่เสมอ คนต่างชาติจำนวนไม่น้อยยังคงรักและคิดถึงเมืองไทย คนไทยเองก็คิดถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในบ้านเมืองของเราเพราะฉะนั้น เราทุกคนมาช่วยกันเที่ยวให้ทั่วไทยและร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติประทับใจความมีไมตรีของคนไทย

ขอถามทิ้งท้ายว่า วันนี้คุณเที่ยวประเทศไทยทั่วหรือยัง ถ้ายัง ขอให้เริ่มเที่ยวบ้านของเราก่อนนะครับ แล้วจะรู้ว่าบ้านเรามีของดีอยู่ทั่วประเทศ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวสงขลา พัทลุง สัมผัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658109

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวสงขลา พัทลุง สัมผัส

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันนี้ขออนุญาตนำเข้าเรื่องแบบไม่อ้อมค้อม ด้วยการเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวเมืองสงขลา และพัทลุงด้วยกันครับ เดินทางวันที่ 24-26 มิถุนายน ถามว่าไปเที่ยวไหนบ้าง แล้วจะได้สัมผัสธรรมชาติ และได้เรียนรู้วิถีชาวบ้านอย่างไร 

ตอบ (แบบคร่าวๆ) ว่า โดยการพาคุณไปชมเมืองเก่าสงขลา กินของอร่อยๆ ที่ทำโดยคนพื้นถิ่นสงขลาแท้ๆ แล้วพาไปเที่ยวเกาะยอ ไปดูการทำประมงพื้นบ้านของชาวเกาะยอ ไปดูการออกเรือประมงขนาดเล็กเพื่อหากุ้ง หอย ปูและปลา ไปดูการเลี้ยงปลากะพงสามน้ำ (น้ำจืดน้ำกร่อย และน้ำเค็ม) ในทะเลสาบสงขลาไปชมสวนเทพหยา สวนเกษตรผสมผสานที่เกิดมาจากความตั้งใจนำแนวทฤษฎีใหม่ ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยในสวนเกษตรแห่งนี้จะทำให้คุณเข้าใจได้โดยทันทีว่าการปลูกพืชต่างๆ ทั้งพืชที่ใช้เป็นอาหาร และพื้นที่ใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตด้านอื่นๆ ในพื้นที่ที่จำกัด แต่ผ่านการวางแผนอย่างดีแล้ว จะทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากสวนเกษตรหรือสวนป่าได้อย่างครบวงจร เพราะให้ทั้งอาหาร ให้ทั้งยา และให้ทั้งอรรถประโยชน์อีกมากมาย

นอกจากนั้นยังพาคุณๆ ไปตามรอยหลวงปู่ทวด โดยเริ่มจากวัดต้นเลียบ แล้วไปยังสถานที่ต่างๆ ที่หลวงปู่ทวดเคยใช้ชีวิตเมื่อหลายร้อยปีมาก่อน จนไปถึงวัดพะโคะ แล้วจากนั้นนำคุณไปยังเกาะใหญ่ กระแสสินธุ์ ชมวิถีชีวิตตามธรรมชาติของชาวเกาะใหญ่ ณ ที่นี่คุณจะได้กินกุ้งใหญ่กระแสสินธุ์ ซึ่งเป็นกุ้งที่เติบโตตามธรรมชาติในน้ำสามชนิด คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ซึ่งคุณสามารถช่วยกระจายรายได้ไปถึงมือชาวบ้านในชุมชนได้โดยตรงด้วยการซื้อสินค้าเกษตรพื้นบ้านที่รับรองได้ว่าปราศจากการใช้สารเคมี และยากำจัดศัตรูพืชทุกชนิด 

จากนั้นก็จะพาคุณไปยังจังหวัดพัทลุง ไปวัดเขาอ้อ โบราณสถานที่ใช้กระทำพิธีศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลานานกว่า 100 ปีมาแล้ว และพาไปชมทะเลน้อย แหล่งน้ำขนาดใหญ่ของพัทลุง ซึ่งมีระบบนิเวศที่ยังอุดมสมบูรณ์มาก เพราะมีทั้งสัตว์น้ำนานาชนิด พันธุ์พืชต่างๆ และเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกด้วย แต่ที่จะทำให้คุณตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นคือการได้ชมฝูงควายน้ำ (water buffalo) ที่หากินอยู่ในทะเลน้อยหลายคนอาจจะได้คำตอบโดยทันทีว่าควายน้ำมีความสามารถดำน้ำได้เก่งมากกว่าที่หลายคนคาดคิด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการถีบจักรยาน ก็จะได้ถีบจักรยานชมความงามของทะเลน้อยอีกด้วย

จริงๆ แล้วเราจะพาคุณไปชม ชิม และช้อป ในสถานที่ต่างๆ อีกมาก ซึ่งเราไม่ได้กล่าวโดยละเอียดในข้างต้น แต่ขออนุญาตบอกว่าเมื่อคุณไปถึงทะเลสาบสงขลาแล้ว คุณจะพลาดการนั่งเรือชมทะเลสาบสำคัญแห่งนี้ได้อย่างไร 

บอกได้เพียงสั้นๆ ว่าทริปที่ Mr.Flower ตั้งใจจัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกับผู้คนมากมายในท้องถิ่น เพราะต้องการพาคุณๆ ที่อยู่ต่างที่ต่างถิ่นไปสัมผัสวิถีชีวิต และสัมผัสความงดงามของธรรมชาติในจังหวัดสงขลาและพัทลุงแบบตัวต่อตัว สัมผัสกันจริงๆ โดยได้กิน ได้พูดคุย ได้ซื้อหา และได้เรียนรู้ความเป็นอยู่ของกันและกันอย่างเป็นกันเอง

หากคุณสนใจร่วมทริปแสนอบอุ่น อบอวลไปด้วยมิตรไมตรี ซึ่งจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไว้เพียง 16 ราย เดินทางวันที่ 24-26 มิถุนายน 2565 โปรดติดต่อ 091-7233615 

ขอเชิญไปสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และสัมผัสความน่ารัก ความมีน้ำใจของผู้คนในบ้านเมืองของเราด้วยกันครับ  

หมายเหตุ ภาพต่างๆ ที่นำมาฝากคุณในวันนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายแสนภาพที่คุณจะยิ่งประทับใจ เมื่อคุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวของคุณเอง

ตะลอนเที่ยว : ดอยช้าง อุดมสมบูรณ์ทั้งของกินและแหล่งท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/656623

ตะลอนเที่ยว : ดอยช้าง อุดมสมบูรณ์ทั้งของกินและแหล่งท่องเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนอาจรู้จักดอยช้าง ที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพราะชื่อกาแฟดอยช้าง แต่หลายคนอาจจะรู้จักดอยช้างในแง่มุมอื่นๆ เช่น มีแมคคาเดเมียอร่อย มีอะโวคาโดหอมๆ มีโกโก้รสชาติดี และมีชารสชาติเลิศแถมมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ 

ดอยช้างมีสารพัดความน่าสนใจให้คุณไปสัมผัส เพราะมีทั้งธรรมชาติที่ยังถือได้ว่าอยู่ในขั้นเกือบสมบูรณ์มีอาหารการกินที่เพียบพร้อม มีอากาศดีแสนสบาย ไม่ว่าจะไปเที่ยวหน้าไหน ก็จะได้สัมผัสอากาศดีทุกหน้า ทุกฤดู โดยไม่จำเป็นต้องเลือกไปเที่ยวเฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น เพราะขนาดไปเที่ยวหน้าร้อนเดือนเมษายน แม้อากาศช่วงกลางวันจะค่อนข้างร้อน แต่ครั้นเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้ไม่นาน ความร้อนก็จะค่อยๆ ลดลงไป ส่วนการไปเที่ยวดอยช้างในหน้าฝนก็จะพบกับความเขียวขจีของใบไม้ ใบหญ้า แถมได้สัมผัสความเย็นฉ่ำชื่นใจจากน้ำฝน และได้สัมผัสอากาศแสนบริสุทธิ์หลังฝนตกใหม่ๆ ทำให้หายใจได้เต็มปอดชื่นใจเป็นที่สุด 

Mr.Flower อยากชวนเชิญคุณๆ ไปเที่ยวดอยช้างด้วยกันอีก (สำหรับคนที่เคยไปมาแล้ว) ส่วนคนที่ยังไม่เคยไปเที่ยวดอยช้าง ก็ยิ่งขอแนะนำว่ายิ่งต้องไปสัมผัสความสวยงาม แสนโรแมนติกของดอยช้าง เพราะมั่นใจว่า เมื่อได้ไปสัมผัสแล้วคุณจะหลงรัก  

ดอยช้างมีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย เช่น ป่าเขาที่ยังถือว่าอุดมสมบูรณ์พอประมาณ (แต่ดอยบางลูกบนดอยช้างก็หัวโล้นไปแล้ว เพราะถูกโค่นป่าตัดต้นไม้เพื่อทำไร่การเกษตร) ดอยช้างในหน้าฝนจะมีเมฆฝนและหมอกฝนลอยอ้อยอิ่งแตะยอดไม้ และบางครั้งก็ลอยเสมอกับผิวถนนที่เราใช้เป็นทางสัญจรขึ้นดอย เพราะฉะนั้นจึงมีทะเลหมอก ทะเลเมฆ และหมอกฝนให้ชมมากมายในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังฝนตกใหม่ๆ จะได้กลิ่นหอมของทั้งฝน ดิน และกลิ่นป่า 

สำหรับคอกาแฟก็จะปลื้มกับกาแฟพันธุ์อาราบิกาที่ปลูกบนดอยช้าง สาเหตุที่รสชาติกาแฟดอยช้างเป็นที่เลื่องลือระบือนามก็เพราะอุณหภูมิบนดอยช้างพอเหมาะพอสมกับการเจริญเติบโตของกาแฟพันธุ์นี้ โดยความสูงของดอยช้างสูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ 1,200-1,300 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 24 องศา
เซลเซียส คอกาแฟบอกว่าพันธุ์อาราบิกามีกาเฟอีนต่ำกว่าพันธุ์โรบัสตาเพราะฉะนั้นจึงดื่มได้ง่ายกว่าสำหรับผู้ที่ไม่นิยมได้รับปริมาณกาเฟอีนจากกาแฟสูงมากๆ  

มีคำถามว่า ไปเที่ยวดอยช้างหน้าไหน จึงจะได้สัมผัสความสวยที่สุด สำหรับผมขอตอบว่า ดอยช้างสวยทุกหน้า แต่เป็นความสวยที่ต่างกันไปหากเป็นความเห็นส่วนตัวของผมขอยืนยันว่าหน้าฝนนั้นทำให้ดอยช้างสวยแบบเขียวขจี ชุ่มฉ่ำ เย็นชื่นใจแต่หากไปเที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาวก็จะได้บรรยากาศไปอีกแบบคือ ได้รับความเย็นฉ่ำจากสายฝนในบางวัน แล้วก็ได้รับความเย็นแบบหนาวนิดๆ จากลมหนาวที่เริ่มส่งความเย็นมาสัมผัสผิวกาย 

ที่พักบนดอยช้างมีให้เลือกหลายระดับราคา มีทั้งแบบห้องนอนที่ไม่ต่างไปจากโรงแรมระดับ 2-3 ดาว และมีแบบกางเต็นท์ให้เลือกด้วย ส่วนอาหารการกินก็สมบูรณ์มาก ยิ่งผู้ที่ชื่นชอบผักสดแล้ว จะยิ่งประทับใจอย่างยิ่งยากที่จะบรรยาย เพราะมีผักสด ที่สดจริงๆ ไว้คอยบริการเป็นประจำ มีมะเขือเทศรสชาติดีไว้ให้กินได้เกือบทั้งปี (มาตรฐานของอาหารก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่คุณเลือกพักด้วย) 

ไปเที่ยวดอยช้างทั้งที ก็ขอชวนคุณๆนำขนม และเสื้อผ้า ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน และชุดกีฬา ไปแจกเด็กน้อยบนดอยสูงด้วยนะครับ น้องๆ ลูกๆ หลานๆ เหล่านี้ยังรอคอยความมีเมตตาจากพวกเราทุกคน เราเที่ยวกันสนุกสนานแล้ว ก็แบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมชาติของเราที่ค่อนข้างด้อยโอกาสเมื่อเทียบกับคนในเมืองใหญ่ เพียงเท่านี้เราก็ได้ทั้งความสุขกายและสุขใจแล้วครับ 

เราจะไปเที่ยวดอยช้างกันในเดือนสิงหาคมนี้ หากคุณสนใจร่วมทริปเล็กๆ อบอุ่น เป็นกันเองกับเรากรุณาติดต่อที่ 091-7233615 ครับ ไปเที่ยวด้วยกันนะครับ

ตะลอนเที่ยว : นักท่องเที่ยวอินเดีย ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655027

ตะลอนเที่ยว : นักท่องเที่ยวอินเดีย ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทุกวันนี้ เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวชาวอินเดียคือตัวแปรสำคัญที่มีส่วนกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะรายได้อันเกิดมาจากธุรกิจการท่องเที่ยวเพราะนักท่องเที่ยวอินเดียกำลังจะกลายมาเป็นผู้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งแล้ว

ตะลอนเที่ยววันนี้ขออนุญาตฉายภาพของความหวังอันเรืองรองของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีส่วนผลักดันโดยกลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดีย ทั้งนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งเป้าเบื้องต้นไว้ว่าภายในปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้ามาในไทยอย่างน้อย 5-6 แสนคน และประมาณการรายได้ว่าจะสูงถึง 2.7 หมื่นล้านบาท เหตุผลที่ตั้งประมาณการไว้เช่นนั้น เพราะว่าทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้ามาวันละประมาณ 2 พันกว่าคน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้เนื่องจากประเทศไทยคือแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวอินเดียชื่นชอบ ประกอบกับอยู่ห่างไกลกันไม่มากนัก ใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินเพียงประมาณ 4 ชั่วโมงเศษเท่านั้น (กรุงเทพฯ-กรุงนิวเดลี)

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ กล่าวในงาน Amazing Thailand, Amazing New Chapters ที่จัดขึ้นในกรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 โดยงานนี้มีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของอินเดียจำนวนประมาณ 60 รายเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและถามคำถามกับนายธเนศวร์ 

นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 18-20 พฤษภาคม 2565 นางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิว เดลี และนายธเนศวร์ ได้ร่วมเป็นประธานเปิดคูหาประเทศไทย ในงาน South Asia Travel and Tourism Exchange 2022 (SATTE 2022)จัดที่ India Expo Mart, Greater Noida, Delhi โดยในงานนี้มีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวโรงแรม สายการบิน โรงพยาบาล และบริการอื่นๆ ของประเทศไทยจำนวน 30 รายเข้าร่วมงาน โดยผู้ประกอบการเหล่านี้ได้เจรจาการค้ากับบริษัทการท่องเที่ยวและบริการของอินเดีย

เมื่อดูจากสถิตินักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ถึงขณะนี้ พบว่ามีตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้วเมื่อถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เมื่อประเทศไทยยกเลิกมาตรการ Test and Go ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางเข้าไทยมีจำนวนมากขึ้นแบบก้าวกระโดดในขณะที่ตัวเลขของนักเที่ยวจากชาติอื่นๆ ก็มีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน แต่ที่เห็นได้ชัดคือนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยมากถึงวันละ 2 พันคนเศษ ซึ่งนับว่ามากอย่างมีนัยสำคัญ และมีจำนวนเกือบจะเทียบเท่ากับนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรที่เดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน (สถิติจากต้นปีนี้ถึงปัจจุบัน) โดยตัวเลขต่างกันเพียงประมาณ 3,400 คนเท่านั้น

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับต้นๆ คือ 1-5 ได้แก่ สหราชอาณาจักรอินเดีย เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และรัสเซียโดยมีตัวเลขรวมทั้งหมดตั้งแต่ 1 มกราคม-17 พฤษภาคม ประมาณ 1 ล้าน 7 หมื่นคน

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในไทยที่นักท่องเที่ยวอินเดียชื่นชอบมากเป็นพิเศษคือ ทะเลในจังหวัดทางภาคใต้ของไทย นอกจากนี้ยังนิยมเข้ามาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ อีกด้วย เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีสินค้าต่างๆ ให้ซื้อหาได้ตามความต้องการ และมีอาหารการกินที่สมบูรณ์มาก อีกทั้งยังมีแหล่งพักผ่อน ช้อปปิ้ง สปา ความงาม และสุขภาพให้เลือกใช้บริการได้อย่างเสรี

ด้านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี กล่าวว่าทุกวันนี้มีชาวอินเดียประมาณ 600 คนยื่นความจำนงขอวีซ่าเข้าประเทศไทย และขณะเดียวกันก็ยังสามารถขอ Visa on Arrival เมื่อเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยเครื่องบินพาณิชย์ได้อีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวอินเดียต้องการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวและทำธุรกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

ส่วนผู้ประกอบการท่องเที่ยวอินเดียหลายรายก็บอกตรงกันว่าประเทศไทยคือดินแดนยอดนิยมของคนอินเดีย เพราะมีอาหารอร่อยให้เลือกรับประทานได้ตลอดเวลา มีผลไม้ตามฤดูกาลที่มีรสชาติแสนอร่อย มีโรงแรมที่พักมีคุณภาพดีราคาจับต้องได้ให้เลือกพักมากมาย ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ เช่น กระบี่ ภูเก็ต ชลบุรี เป็นต้น แต่ที่มากกว่านั้นคือชาวอินเดียชื่นชอบอัธยาศัย และความโอบอ้อมอารีของคนไทย ชอบรอยยิ้มของคนไทย และชอบความสนุกสนานของคนไทย นี่คือเสน่ห์ของประเทศไทยที่มัดใจชาวอินเดียได้เสมอมา

ตะลอนเที่ยววันนี้ ไม่ได้ชวนคุณๆ ไปเที่ยวเหมือนที่เคยทำมาในสัปดาห์ก่อนๆ แต่ตั้งใจนำเสนอความน่าสนใจของตัวเลขนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางเข้าประเทศไทยในระยะนี้ เพราะต้องการบอกคุณๆ ว่านี่คือสิ่งชดเชยตัวเลขเศรษฐกิจที่ไทยเคยได้จากนักท่องเที่ยวจีนเพราะเมื่อดูจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอินเดียในไทยเฉลี่ยต่อทริปตกประมาณ 45,000 บาทต่อคนต่อการเดินทางท่องเที่ยวหนึ่งครั้ง แล้วก็ต้องไม่ลืมว่าอินเดียมีประชากร 1,400 ล้านคนมีชนชั้นกลางหลายร้อยล้านคน ดังนั้นหากเราสามารถทำให้ชนชั้นกลางของอินเดียเข้ามาเที่ยวไทยได้ตลอดปี ประเทศไทยก็จะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวอินเดียจำนวนมหาศาล ซึ่งยังไม่รวมรายได้จากนักธุรกิจอินเดียที่เข้ามาทำมาค้าขายกับประเทศไทย

ตะลอนเที่ยว : โค กระบือที่เราร่วมกันไถ่ชีวิตของเขามา วันนี้เขาสบายดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653488

ตะลอนเที่ยว : โค กระบือที่เราร่วมกันไถ่ชีวิตของเขามา วันนี้เขาสบายดี

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาพกระบือฝูงนี้ที่ Mr.Flower ตั้งใจนำมาเสนอให้คุณๆ ได้รับชมในวันนี้ คือเครื่องยืนยันว่า โครงการไถ่ชีวิตโค กระบือ จากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปให้เกษตรกรและผู้ที่มีความพร้อมเลี้ยงดูต่อไป เป็นโครงการที่ไม่ได้สักแต่ว่าไถ่ชีวิตโค กระบือ แล้วส่งไปที่ไหนก็ไม่ทราบ ไม่เคยติดตามสารทุกข์สุกดิบของสัตว์ และผู้รับเลี้ยง เพราะภาพที่เห็นนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสัตว์ที่คณะของเราร่วมกันไถ่ชีวิตของเขาจากโรงฆ่าสัตว์เมื่อหลายปีก่อน บัดนี้พวกเขายังอยู่ดีมีสุข มีความสุขสบายตามอัตภาพ

โครงการไถ่ชีวิตโค กระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้เกษตรกร รวมถึงผู้ที่มีความสามารถเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี เป็นโครงการที่จัดทำโดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า เริ่มโครงการครั้งแรกเมื่อปีปลายปี 2556 โดยการหารือร่วมกันของคุณผาณิต พูนศิริวงศ์ ผู้บริหารหนังสือพิมพ์แนวหน้า และคุณเฉลิมชัย ยอดมาลัยบรรณาธิการข่าว พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้าและผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าจำนวนมากที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค โดยทั้งหมดมีความเห็นร่วมกันว่าแนวหน้าจะทำโครงการนี้เพื่อช่วยเหลือโค กระบือให้รอดพ้นจากการถูกฆ่า แล้วนำไปให้ผู้ที่มีความสามารถเลี้ยงดูต่อไป โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามขายต่อ ห้ามส่งมอบให้บุคคลอื่นห้ามฆ่า และห้ามทำทารุณกรรมต่อสัตว์ 

ทั้งนี้ผู้รับสัตว์ไปดูแลจะต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับเจ้าของโครงการคือหนังสือพิมพ์แนวหน้า พร้อมกับต้องมีพยานรับรู้ 2 คน และที่สำคัญคือจะต้องรายงานความเป็นอยู่ของสัตว์ให้เจ้าของโครงการทราบเป็นประจำทุกเดือน พร้อมส่งภาพถ่ายให้เป็นหลักฐานส่วนเจ้าของโครงการมีสิทธิ์ไปเยี่ยมเยียนเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของสัตว์ และความเป็นอยู่ของผู้ดูแลสัตว์ได้เป็นประจำ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเห็นสภาพความเป็นอยู่แท้จริงของทั้งสัตว์และผู้รับเลี้ยง 

ปรากฏว่าตลอดระยะเวลาการทำโครงการนี้ เราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตโค กระบือไปแล้ว 135 ชีวิต โดยแรกๆ ก็ไถ่ชีวิตครั้งละ3-5 ตัว ตามกำลังทรัพย์ที่เรารวบรวมได้ครั้นต่อมาเมื่อมีทุนทรัพย์มากขึ้นเราก็สามารถไถ่ชีวิตโค กระบือได้จำนวนมากขึ้น เช่นครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2562 คณะของเราไปไถ่ชีวิตโค กระบือที่จังหวัดเชียงราย รวมทั้งหมดในคราวเดียวคือ 37 ชีวิต แล้วมอบให้นักเรียนโรงเรียนชาวนา ในความดูแลของสถานปฏิบัติธรรม ไร่เชิญตะวัน โดยกระจายให้ครอบครัวละ 2-4 ตัว ตามขนาดของพื้นที่ และตามความสามารถของผู้รับสัตว์ไปดูแล

สำหรับภาพที่นำมาเสนอในวันนี้คือชีวิตประจำวันของกระบือจำนวน 9 ชีวิต (อันที่จริงยังมีวัวอีก 7 ชีวิต แต่ไม่ได้นำภาพมาฝาก) โดยกระบือฝูงนี้ หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา ได้ร่วมกับคณะของเราไถ่ชีวิตเขาเหล่านี้มาจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในอำเภอกำแพงแสน นครปฐม เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยวันที่เราไปไถ่ชีวิตโค กระบือนั้น เป็นวันที่ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในห้วงเวลาที่สับสนมากที่สุด เนื่องจากมีข่าวอาการพระประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แพร่สะพัดในสังคมตลอดเวลา วันที่เราไปไถ่ชีวิตโค กระบือฝูงนี้ เป็นวันที่ 13 ตุลาคม ช่วงเวลาบ่าย ปัจจุบันโค กระบือฝูงนี้ อยู่ที่คุ้มเรือหม่อมไฉไล อำเภอบางเลน นครปฐม

เมื่อไปถึงโรงฆ่าสัตว์ ทั้งหม่อมไฉไล และ Mr.Flower พร้อมคณะอีกสองคนก็ร่วมกันตัดสินใจเลือกโค กระบือ โดยเน้นตัวที่ตั้งท้องและแม่ลูกอ่อน เป็นอันดับแรก ทั้งๆ ที่ใจจริงอยากจะไถ่ชีวิตออกมาทั้งหมด แต่ติดที่เรามีเงินจำกัด 

สุดท้ายแล้วในวันนั้นหม่อมไฉไลไถ่ชีวิตโค และกระบือ รวม 11 ชีวิต ส่วนคณะของเราไถ่ชีวิตออกมาอีก 6 ชีวิตโดยหม่อมไฉไลบอกว่า พี่ขอรับผิดชอบทั้ง11 ชีวิต ด้วยเงินส่วนตัวของพี่เอง เพราะพี่ต้องการถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 

ส่วนโค กระบืออีก 6 ชีวิตนั้น ทางคณะผู้ทำโครงการได้นำไปมอบให้เกษตรกรที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 

จากวันนั้นจวบจนวันนี้ โค กระบือที่เราร่วมกันไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์ได้ตกลูกออกมาแล้วมากกว่า 20 ตัว แต่ก็มีเรื่องน่าเสียใจที่บางตัวก็ป่วยจนต้องตายไปบ้าง บางตัวถูกงูกัดตาย บางตัวก็เกิดอุบัติเหตุทำให้ขาหัก สำหรับโค กระบือที่เจ็บป่วยนั้น พวกเราก็ได้พยายามช่วยกันรักษาเพื่อให้เขามีชีวิตรอดต่อไป หากคุณๆ ยังจำได้ เมื่อประมาณ 2 ปีเศษที่ผ่านมานั้น พวกเราได้ช่วยกันรักษาวัวแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุจนขาหัก โดยได้รับการผ่าตัดจากทีมสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการผ่าตัดครั้งนั้นเป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพราะต้องผ่าตัดแล้วดามโลหะที่ขาของวัว ปัจจุบันวัวตัวที่ได้รับการผ่าตัดยังมีชีวิตอยู่ โดยอยู่ที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี

ขอเรียนให้ทราบว่าโครงการไถ่ชีวิตโค กระบือ โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงดำเนินอยู่ตามปกติ เพียงแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นั้น ทีมทำงาน
ไม่ได้ออกไปค้นหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะรับโค กระบือไปเลี้ยงดู ดังนั้นจึงไม่ได้มีการส่งข่าวเรื่องระดมทุนสำหรับไถ่ชีวิต แต่ขณะนี้ทีมงานได้บุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะรับโค กระบือไปรับเลี้ยงดูได้อย่างเหมาะสมแล้ว จึงขอเรียนแจ้งให้ท่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคเงินสมทบทุน โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 และขอความกรุณาช่วยค้นหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่สามารถรับโค กระบือไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดีแล้วโปรดแจ้งให้คณะผู้จัดทำโครงการได้มีข้อมูลสำหรับการพิจารณามอบโค กระบือให้ไปเลี้ยงดูต่อไป 

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน และขอขอบคุณผู้มีใจกุศลที่รับโค กระบือ ไปเลี้ยงดูให้มีความสุข ตราบจนสัตว์สิ้นอายุขัยตามธรรมชาติ