ตะลอนเที่ยว : ‘เพียรสาน งานศิลป์’ผดุงศิลป์ ทั่วถิ่นไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674580

ตะลอนเที่ยว : ‘เพียรสาน งานศิลป์’ผดุงศิลป์ ทั่วถิ่นไทย

ตะลอนเที่ยว : ‘เพียรสาน งานศิลป์’ผดุงศิลป์ ทั่วถิ่นไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

…สิ่งที่ข้าพเจ้าปลื้มใจที่สุดในชีวิตคือการมีมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และสามารถรักษาสมบัติของบ้านเมืองไว้เป็นผลสำเร็จ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ของที่สวยงามอย่างนี้ก็จะสูญหายไป คนไทยรุ่นหลังก็จะไม่มีดู จะไม่ภูมิใจว่าเรามีวัฒนธรรมที่ยาวนาน และมีศิลปะของตัวประจำชาติของตัวเอง… (ความตอนหนึ่งจากพระราดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานเมื่อ วันที่ 19 ตุลาคม 2537)

งานจักสานนับเป็นหัตถศิลป์ชนิดหนึ่งของมนุษย์ในเขตอุษาคเนย์ และนับเป็นวัฒนธรรมร่วมที่สำคัญของคนในเขตแดนนี้มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล เครื่องจักสานต่างๆ เป็นได้ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ และเป็นภาชนะต่างๆ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้เพื่อตกแต่งบ้านเรือนได้พร้อมๆ กันด้วย

นักโบราณคดีเชื่อว่ามนุษย์ผลิตเครื่องใช้ต่างๆ จากเครื่องจักสานมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ไม่สามารถพบเครื่องจักสานจากแหล่งโบราณคดีที่ขุดค้นได้ เพราะว่าเครื่องจักสานนั้นผลิตจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ง่าย แต่ก็เชื่อว่ามนุษย์ผลิตเครื่องจักสานได้ก่อนผลิตเครื่องปั้นดินเผา และเครื่องโลหะโดยสันนิษฐานจากลวดลายที่ปรากฏบนผิวของเครื่องปั้นดินเผาที่คล้ายกับลายของเครื่องจักสาน

งานจักสานเกิดจากภูมิปัญญาของมนุษย์ที่นำวัสดุธรรมชาติชนิดต่างๆ มาใช้สาน ถัก ทอ เป็นภาชนะ เครื่องใช้ไม้สอย และฝาบ้าน รวมถึงเสื่อสาดต่างๆ นานา

เมื่อเราย้อนเวลาเพื่อกลับไปดูข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านของคนไทยและคนในอุษาคเนย์จะพบว่ามีเครื่องจักสานสารพัดชนิด เช่น เสื่อสาด ตะกร้า กระจาด กระบุง กระด้ง เข่ง หลัว พัด และพบว่าพื้นบ้านทำด้วยฟากไม้ไผ่ ฝาบ้านฝาเรือนก็ใช้ไม้ไผ่ขัดสานกันเป็นแผ่น และยังใช้เครื่องจักสานในการทำพิธีกรรมด้วย เช่น เฉลว และยังใช้เครื่องจักสานทำอุปกรณ์สำหรับดักจับสัตว์น้ำ เช่น สุ่ม ลอบ ไซ โพงพาง เป็นต้น

กล่าวได้ว่างานจักสานคืองานหัตถกรรมที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โดยมนุษย์ในแต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่นก็นำวัตถุดิบที่มีในแต่ละชุมชนมาดัดแปลงทำเป็นเครื่องจักสาน เช่น ไม้ไผ่ กก ป่าน ปอ กระจูด ย่านลิเภา ผักตบ ป่านศรนารายณ์ ปาหนัน ใบลาน ใบมะพร้าว ใบจาก หวาย ฯลฯ

อารัมภบทมานานเพื่อยืนยันว่างานจักสานเป็นงานฝีมือสำคัญชนิดหนึ่งของมนุษย์ และงานจักสานยังช่วยแสดงให้เห็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนแปลงไป การใช้ชีวิตของมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แม้เครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันจะยังคงอยู่แต่ก็เปลี่ยนวัสดุสำหรับผลิตไป เช่น จากไม้ไผ่ก็เปลี่ยนเป็นโลหะหรือพลาสติก หรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆ แต่ถ้าหากเราจะพยายามเก็บรักษารากเหง้าของเราไว้ เราก็ต้องพยายามย้อนกลับไปเก็บรักษาการผลิตเครื่องใช้ไม้สอยที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติไว้ด้วย

สำหรับงานนิทรรศการสำคัญงานหนึ่งที่ขอเรียนเชิญคุณๆ ไปชมคืองาน “เพียรสาน งานศิลป์” ที่จัดโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ณ หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง (ช่วงบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ) งานนี้จัดมาตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2565 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 ตุลาคม 2565 เวลา 10.00-19.00 น. (ปิดทุกวันพุธ)

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่ทรงต้องการให้คนไทยยังเก็บรักษาภูมิปัญญาและสืบสานมรดกด้านการจักสานของท้องถิ่นต่างๆ ไว้ ด้วยทรงตระหนักดีว่า งานหัตถศิลป์เหล่านี้จะช่วยสร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น ตลอดเวลานับกึ่งศตวรรษที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรไทย ทรงพยายามสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนในทุกภูมิภาคเก็บรักษามรดกด้านจักสานไว้ เพราะเท่ากับเป็นการรักษาภูมิปัญญาเดิมของบรรพบุรุษไว้ และยังช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ครัวเรือนได้

ในโอกาสมหามงคล ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่12 สิงหาคม 2565 นี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงจัดนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน โดยนิทรรศการนี้จัดแบ่งเป็น 5 ส่วน คือ แม่ของแผ่นดินจัด ณ บริเวณชั้น 1 แม่งาน นำเสนอการทรงงานเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักร จัด ณ บริเวณชั้น 2 แม่ลาย นำเสนอขั้นตอนการจักสาน และลวดลายต่างๆ ของงานจักสาน จัด ณชั้น 3 แม่ข่าย นำเสนอเรื่องราวของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย จัด ณ ชั้น 4 และ แม่ศรีศิลป์ นำเสนอเรื่องราวของแม่ผู้ทรงเป็นพระมิ่งขวัญ ทรงนำความเจริญและความเป็นมงคลแก่งานศิลป์ของแผ่นดิน อันเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ จัด ณ ชั้น 5

ภายในงานยังมีการสอนและอบรมการจักสานด้วยการทำ workshop การเสวนาวิชาการด้านงานศิลป์อันเกี่ยวข้องกับงานจักสานต่างๆ และมีสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัดจำหน่ายด้วย

ขอเรียนย้ำว่า เพียรสาน งานศิลป์ จัดที่หอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง (สะพานผ่านฟ้าลีลาศ) จนถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2565 เปิดให้เข้าชม 10.00-19.00 น. หยุด
ทุกวันพุธ

ขอแนะนำว่าเมื่อไปชมงาน กรุณาใช้บริการรถสาธารณะดีที่สุด เพราะพื้นที่จอดรถยนต์มีจำกัดมาก แต่ขอให้เตรียมเงินไปซื้อสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ที่มีให้เลือกซื้อหามากมาย

ตะลอนเที่ยว : วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673120

ตะลอนเที่ยว : วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

ตะลอนเที่ยว : วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมวัดขนาดใหญ่และถูกยกย่องว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญมากๆ ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย วัดจึงมีชื่อว่าวัดมหาธาตุ หรือวัดพระศรีมหาธาตุ

คำตอบเบื้องต้นคือ เพราะเป็นวัดที่พระมหาเจดีย์ หรือมหาสถูป หรือพระปรางค์ที่สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระบรมอัฐิธาตุสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สำหรับวัดมหาธาตุ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พื้นที่โบราณสถานของจังหวัดพระนครศรีอุยธยานับได้ว่าเป็นทั้งโบราณสถาน และปูชนียสถานสำคัญของจังหวัด และของประเทศไทย เนื่องจากตามประวัติได้ระบุว่าวัดมหาธาตุแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสี เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย

วัดมหาธาตุเริ่มก่อสร้างในรัชสมัยขุนหลวงพะงั่ว หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ใน พ.ศ. 1917 และดำเนินการก่อสร้างเรื่อยมาอีก 10 ปีจนมาเสร็จสิ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร และมีบันทึกว่าสมเด็จพระราเมศวรทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ของวัดมหาธาตุ

แต่เดิมก่อนที่จะสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ขึ้นเป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวัง การประกอบพระราชพิธีต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาจะกระทำ ณ วัดมหาธาตุ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลมากจากพระบรมมหาราชวัง โดยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง จนเมื่อก่อสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวังแล้วเสร็จ จึงเปลี่ยนสถานที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาไปยังวัดประจำพระบรมมหาราชวัง

สถาปัตยกรรมและผังที่โดดเด่นของวัดมหาธาตุคือการตั้งพระวิหารขนาดใหญ่ไว้ด้านหน้าวัด แล้วสร้างพระปรางค์ประธานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ตรงกลาง ส่วนพระอุโบสถตั้งอยู่ด้านหลังดังนั้นพระองค์จึงเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุมาศ และสร้างวิหารคตไว้รอบพระปรางค์

ครั้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมพระปรางค์ได้พังทลายลง จนกระทั่งต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงให้สร้างพระปรางค์ขึ้นใหม่ ในปี 2176

ครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2310 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียเอกราช พระบรมมหาราชวัง และวัดวาอารามสำคัญต่างๆ ในเขตพระนครได้ถูกทำลาย และถูกทิ้งร้างไว้นานกว่าศตวรรษ จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีบันทึกว่าองค์พระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้ง จึงเหลือเพียงฐานดังปรากฏในปัจจุบัน

แม้วัดมหาธาตุจะทรุดโทรมลงจนเหลือแค่เพียงร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่อลังการเมื่อครั้งอดีต แต่เมื่อคุณได้เข้าไปในเขตโบราณสถานแห่งนี้คุณก็ยังคงจะสามารถสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ ความงดงาม ความอลังการเมื่อครั้งอดีตได้เป็นอย่างดี และขอแนะนำว่าหากคุณไปเยือนสถานที่สำคัญแห่งนี้ ของให้ใช้เวลาชมให้นานพอสมควร ค่อยๆ ละเลียดความงามที่หลงเหลืออยู่ และค่อยๆ ซึมซับความวิจิตรที่ผุดขึ้นมาในจินตนาการของคุณ

หากคุณต้องการจะไปเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา และเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ อื่นๆ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปเที่ยวชม โปรดติดต่อที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ขอเรียนว่าพระนครศรีอยุธยายังมีสถานที่สำคัญทั้งโบราณสถาน พุทธสถาน และชุมชนเก่าแก่รวมถึงอาหารการกิน งานหัตถศิลป์สารพัดชนิด และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปแผ่นดินให้คุณได้เข้าไปชื่นชมความวิจิตรบรรจงและความงดงามได้ทุกวัน

ตะลอนเที่ยว : เผื่อแผ่ แบ่งปัน สร้างสรรค์ สังคมสุขศรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/671584

ตะลอนเที่ยว : เผื่อแผ่ แบ่งปัน สร้างสรรค์ สังคมสุขศรี

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มหนึ่ง และแฟนรายการ Good Time (สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) กลุ่มหนึ่ง ร่วมกัน
ไปทำอาหารกลางวันเลี้ยงคนชรา และบริจาคเงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวให้กับคนชราที่พักพิงอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราธารสงเคราะห์ หรือหลายคนเรียกว่าบ้านพักคนชราบางเขน ตั้งอยู่ในซอยวิภาวดี 64

การรวมตัวครั้งนี้มีผู้คนจากหลากหลายวงการ อาทิ แพทย์ พยาบาล และผู้บริหาร โรงพยาบาลบีแคร์ และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ อดีตพนักงานการบินไทย ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) คุณถ่ายเถา สุจริตกุล (เจ้าของบทประพันธ์มงกุฎดอกส้ม และดอกส้มสีทอง) ดร.นฎาประไพ สุจริตกุล และตัวแทนจากP 80 สารสกัดเข้มข้นจากลำไยร้อยเปอร์เซ็นต์ นำเครื่องดื่มลองก้าไปมอบ และตัวแทนจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมถึงผู้คนอีกมากมายที่ร่วมบริจาคเงิน สิ่งของต่างๆ อาทิ นมวัว UHT และนมถั่วเหลือง น้ำดื่ม น้ำมันพืช วุ้นเส้นทำจากถั่วเขียว และภาชนะใส่อาหาร

ชาวคณะของเราได้ทำตามความปรารถนาของคนชรา หลังจากทราบว่าต้องการรับประทานน้ำพริกกะปิ ผักลวกสารพัดชนิด ปลาทูทอดร้อนๆ ใหม่ๆ ไข่เจียว
ฟูๆ ข้าวสวยร้อนๆ หอมๆ และต้มฟักไก่มะนาวดอง ซดน้ำให้คล่องคอ พร้อมกับขนมไทย อาทิ ขนมกล้วย ขนมชั้น ขนมเปียกปูน ขนมเผือกกวน

เราไปร่วมกันทอดไข่เจียว ทอดปลาทู ตำน้ำพริก ลวกผักสด โดยมีแม่ครัวอาสาสมัครที่มีอาชีพดั้งเดิมคือคุณพยาบาล และคุณหมอ จนมีคำกล่าวในระหว่างทอดไข่เจียวว่า งานนี้มีคุณหมอมาควบคุมการผลิตถึงสามคน

สิ่งที่พวกเราทุกคนเห็นแล้วมีความอิ่มเอมใจคือ คนชราบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารอร่อย กินข้าวได้มากกว่าทุกวัน เพราะน้ำพริกอร่อยมาก ไม่ได้กินน้ำพริกอร่อยแบบนี้มานานหลายปีแล้ว แต่ที่สำคัญคือคนชราบอกว่าดีใจมากที่มีผู้คนมาเยี่ยม มาคุย มาเลี้ยงอาหาร โดยปรุงอาหารสดๆ ให้รับประทาน และบ่นว่าระยะสองปีกว่าๆ
ที่ผ่านมานั้นค่อนข้างห่อเหี่ยวมาก เพราะผู้คนไม่ค่อยเข้าไปพบปะ ไม่มีการปรุงอาหารสดๆ ใหม่ๆ ให้รับประทาน เพราะติดขัดจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เมื่อเลี้ยงอาหารเสร็จสรรพเรียบร้อย คณะของเราก็มอบเงินให้กับคนชราทุกคนในสถานสงเคราะห์แห่งนี้ เพื่อให้มีเงินขวัญถุงไว้สำหรับซื้อหาของกิน และของใช้ส่วนตัวที่แต่ละคนต้องการเป็นพิเศษนอกเหนือจากอาหารที่ทางสถานสงเคราะห์จัดเตรียมให้ทุกมื้อในแต่ละวัน

คนชราหลายรายบอกว่า บางครั้งต้องไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพ หรือรักษาโรคประจำตัว ก็จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อนั่งรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาล ยกเว้นหากไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้ๆ เช่น โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ก็สามารถเดินไปได้ แค่เพียงเดินออกไปปากซอยวิภาวดี 64 แล้วข้ามสะพานลอยไปยังโรงพยาบาลแต่ก็ต้องมีเงินติดตัวไว้บ้าง เพราะบางครั้งก็ต้องซื้อน้ำ ซื้อขนมสำหรับรับประทานระหว่างรอพบแพทย์

อันที่จริงเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 คณะของเราก็ได้ไปมอบเสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัว อาทิ ขันน้ำ สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แป้งทาตัว ผ้าเช็ดตัว และเงินขวัญถุงให้คนชราที่บ้านบางเขนมาแล้ว โดยได้รับความอนุเคราะห์จากคุณถ่ายเถา และ ดร.นฎาประไพสุจริตกุล ซึ่งในครั้งนั้นก็ได้ถามว่าคนชราต้องการรับประทานอาหารอะไรมากเป็นพิเศษ ก็ได้คำตอบว่าต้องการกินน้ำพริกกะปิ กับปลาทูทอด เมื่อคนชราร้องขอมาเช่นนี้ เราจึงตั้งใจจัดให้ด้วยความยินดี

สถานสงเคราะห์แห่งนี้มีคนชราพักอาศัยอยู่ทั้งหมด 46 คน และมีเจ้าหน้าที่ดูแลอีก 5 คนการเลี้ยงอาหารในวันนี้จึงเลี้ยงคนทุกคนในสถานสงเคราะห์ไปพร้อมๆ กัน

สิ่งหนึ่งที่คณะของเราได้พบเห็นก็คือรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสียงขอบคุณจากบรรดาผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ เราทุกคนรู้ดีว่า เราไปรวมตัวกันในครั้งนี้ ก็เพราะต้องการแบ่งปันให้เพื่อนร่วมสังคม แม้เขาจะไม่ใช่ญาติของเรา ไม่ใช่คนที่เรารู้จักมักคุ้นและเขาเหล่านั้นก็ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆในเชิงธุรกิจกับพวกเรา แต่เราทุกคน (ทั้งที่ไปร่วมงาน และร่วมบริจาคแต่ไม่ได้ไปร่วมงาน) ต่างก็รู้ซึ้งอยู่แก่ใจว่า เราทำการนี้ในฐานะเพื่อนร่วมสังคม เราตั้งใจแบ่งปัน เพราะเราอยากให้คนชรามีความสุข มีรอยยิ้มและเพื่อบอกกับเขาเหล่านั้นว่า แม้เขาจะต้องไปพักอาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์ อาจจะไม่มีลูกหลานญาติพี่น้องไปเยี่ยมเยียน แต่เขาก็ยังมีเพื่อนร่วมสังคมที่ไม่ทอดทิ้งพวกเขา

สำหรับการเลี้ยงอาหารคนชราในโอกาสหน้าอาจจะมีขึ้นในเดือนกันยายนหรือตุลาคม หากกำหนดวันได้ชัดเจนแน่นอนแล้ว จะเรียนแจ้งให้คุณๆ ทราบในคอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า และในรายการ Good Time สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ส่วนคุณๆ ที่จะไปมอบสิ่งของ เสื้อผ้าชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน เครื่องกีฬาให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านบันไดช้างอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับคณะของเราในวันที่ 12 สิงหาคม 2565 กรุณาติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670019

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา” เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

คำสอนสำคัญประการหนึ่งของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนเจริญเมตตาธรรมอยู่เสมอๆ เมตตาต่อทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ มองว่าสรรพสิ่งนั้นล้วนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเราทุกคน นอกจากนี้ยังทรงสอนให้เราเป็นผู้เสียสละ และบริจาคเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ สรรพสิ่งตามความสามารถของเรา

เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลกโดยแท้เพราะเมื่อเราแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ และสรรพสิ่งแล้ว ผู้ที่ได้รับผลดีจากการแผ่เมตตาเป็นอันดับแรกคือตัวของผู้กระทำนั่นเอง ฉันใดก็ฉันนั้น การบริจาค การเสียสละก็เช่นกัน เมื่อเราบริจาคแล้ว คนที่จะมีความอิ่มเอม และสุขใจเป็นอันดับแรกคือผู้บริจาค

วันนี้ Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณๆ ร่วมกันบริจาคเพื่อคนชราบ้านบางเขน มูลนิธิธารนุเคราะห์ ตั้งอยู่ที่ซอยวิภาวดี 64 ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ และบริจาคเพื่อเด็กนักเรียนบ้านบันไดช้าง บ้านหัวเวียง อำเภอเสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามปกติแล้ว Mr.Flower และผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันบริจาคเพื่อผู้ที่ขาดแคลนเป็นระยะๆ นอกเหนือจากการบริจาคเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก อาทิ บริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปส่งมอบให้ผู้มีความเหมาะสมเลี้ยงดูต่อไปจนกว่าสัตว์จะถึงช่วงสุดท้ายของอายุขัย รวมถึงการช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัด แม้กระทั่งช้างที่ตกทุกได้ยาก ดังนั้น หากคุณติดตามคอลัมน์นี้มาโดยตลอดคงได้รับทราบกิจกรรมต่างๆ ที่พวกเราได้ร่วมกันทำ และคงได้ไปร่วมกิจกรรมกับพวกเรามาแล้วบ้างในบางโอกาส

วันนี้ขอเชิญชวนคุณๆ ร่วมเลี้ยงอาหารกลางวันคนชราที่พักอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราบางเขน ซึ่งล่าสุดมีจำนวน 45 คน (ผู้ชาย 44 คน ผู้หญิง 1 คน)

ล่าสุดเมื่อประมาณต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Mr.Flower นำข้าวของและเงินไปบริจาคให้คนชราที่นี่ โดยผู้ที่ฝากของไปบริจาคคือคุณถ่ายเถา สุจริตกุล บริจาคเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ของใช้ส่วนตัว อาทิ ขันน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แป้งทาตัว หวี ส่วน ดร.นฎาประไพ สุจริตกุลฝากเงินบริจาคให้คนชรารายละ 200 บาท เพื่อให้ไว้สำหรับในกรณีที่คนชราจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโรค หรือมีความจำเป็นอื่นๆ ที่ต้องเดินทางออกนอกสถานสงเคราะห์

ทั้งนี้ ตามปกติ กลุ่มของเรามักจะไปเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยงคนชราเป็นระยะๆ ประมาณ3-4 เดือนต่อครั้ง โดยสลับผลัดเปลี่ยนไปตามสถานสงเคราะห์คนชรา และเด็กในสถานสงเคราะห์ แต่เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงอาหารคนชรา และเด็กๆ ได้ เนื่องจากคนชราและเด็กเป็นกลุ่มที่เปราะบางและเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคโควิด-19 ได้ง่าย จึงทำให้ไม่สามารถเลี้ยงอาหารได้ตามปกติ คือการนำร้านอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ผัดไท กระเพาะปลา หรือข้าวผัด ไปเปิดเพื่อปรุงอาหารสดๆ ร้อนๆ ให้คนกลุ่มนี้ได้รับประทาน แต่ต้องใช้การนำอาหารบรรจุในกล่องแล้วแจกจ่ายให้กับแต่ละรายโดยให้นำกลับไปรับประทานที่ห้อง

แต่เมื่อการแพร่ระบาดโควิด-19 ลดน้อยลงแล้ว คณะของพวกเราจึงเห็นว่าน่าจะกลับไปทำอาหารเลี้ยงคนชราอีกสักครั้ง เพราะจะได้พบปะให้กำลังใจคนชราเหล่านี้ด้วย จากการนำของไปบริจาคครั้งล่าสุด Mr.Flowerสอบถามคนชราส่วนใหญ่ว่าต้องการรับประทานอะไรมากที่สุด เพื่อจะได้จัดหาอาหารไปให้บริการได้ตรงตามความประสงค์ คำตอบคือ อยากรับประทานน้ำพริกกะปิ ผัดลวก ปลาทูทอด และไข่เจียวร้อนๆ ฟูๆ

เมื่อได้ทราบความต้องการของคนชราแล้ว ก็จึงขอเชิญชวนคุณๆ ที่มีความประสงค์ร่วมเลี้ยงอาหารกลางวันคนชราไปร่วมเลี้ยงอาหารด้วยกันในวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2565 เวลา 11.00 น. ณ สถานสงเคราะห์คนชรา บ้านบางเขน มูลนิธิธารสงเคราะห์ ซอยวิภาวดี 64ถนนวิภาวดีรังสิต และหากคุณๆ มีความประสงค์จะบริจาคเงินและส่งของอื่นๆ ที่จำเป็น รวมถึงขนม ผลไม้ให้กับคนชราโดยตรง ก็ขอเชิญชวนนะครับ

ส่วนการนำอุปกรณ์การศึกษา เสื้อผ้าและรองเท้านักเรียน ขนม อาหาร สมุด หนังสือ ดินสอ ปากกา กระเป๋านักเรียน ชุดกีฬา และทุนการศึกษาให้นักเรียนโรงเรียนบ้านบันไดช้าง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะของเราจะไปมอบสิ่งของให้นักเรียนในวันที่12 สิงหาคม 2565 (นักเรียนโรงเรียนบ้านบันไดช้างมีจำนวน 30 คน)

หากคุณๆ มีความประสงค์จะร่วมกิจกรรมทั้งสอง โปรดติดต่อสอบถามและนัดหมายได้ที่หมายเลข 091-7233615ขอเชิญชวนร่วมบริจาคเพื่อเพื่อนร่วมสังคมของเราครับ

อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

(เวนิสวานิช พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ตะลอนเที่ยว : เบิกบานในทุ่งกว้าง หลังพ้นการสังหารในโรงฆ่า (สัตว์)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/668685

ตะลอนเที่ยว : เบิกบานในทุ่งกว้าง หลังพ้นการสังหารในโรงฆ่า (สัตว์)

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตามความเชื่อและความศรัทธาของคนไทย โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ อาทิ โค กระบือ ม้า ช้าง แพะ แกะ คือความเชื่อที่ว่าการทำทานด้วยการให้ชีวิต หรือไว้ชีวิตสัตว์ใหญ่เป็นการทำกุศลที่ถือได้ว่าค่อนข้างยิ่งใหญ่ ทำให้อายุยืนยาว โรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงสาหัสไม่เบียดเบียน ความทุกข์ยากลำบากยากเข็ญจะไม่กล้ำกรายเข้าไปในชีวิต

บางคนเชื่อว่าโค กระบือ หรือวัว ควาย มีบุญคุณยิ่งใหญ่ต่อคน เพราะช่วยทำนาปลูกข้าวเลี้ยงคนมาตั้งแต่บรรพกาล ดังนั้นคนที่ทำไร่ทำนาโดยใช้แรงงานของโคและกระบือจึงไม่ฆ่าสัตว์ที่มีพระคุณแล้วนำเนื้อไปรับประทานบางคนที่ผูกพันใกล้ชิดกับโค กระบือไม่กล้าแม้กระทั่งด่าว่าเขาด้วยคำหยาบคาย ไม่กล้าตีหรือทำร้ายให้เขาต้องบาดเจ็บด้วยกรรมวิธีใดๆ ก็ตาม บางคนทำพิธีบูชาบุญคุณของโค กระบือด้วยของกิน ของไหว้ที่สรรหาแล้วว่าเป็นของดี เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณของโค และกระบือที่ช่วยเป็นแรงงาน และช่วยทำนาปลูกข้าวให้คนเราได้กินกันมาตั้งแต่โบราณกาล

เพราะฉะนั้น คนโบราณจึงไม่ฆ่าควาย ไม่ขายควายให้กับโรงฆ่าสัตว์ แต่จะเลี้ยงดูเขาไว้จนวันที่เขาถึงอายุขัย แล้วลาจากโลกนี้ไป เมื่อเขาตายจากไปแล้ว ก็มีการทำบุญอุทิศกุศลให้กับเขาด้วย นี่คือการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อสัตว์ที่มีพระคุณต่อคน

หลายคนบอกว่าเคยเห็นโค กระบือร้องไห้เมื่อรู้ตัวว่าต้องถูกฆ่าให้กับโรงฆ่าสัตว์ โค กระบือ ที่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกลำเลียงขึ้นรถบรรทุก หรือถูกต้อนไปโรงฆ่าสัตว์จะมีความอิดออดไม่อยากไป และพยายามขัดขืนเพื่อให้ตนเองรอดจากความตาย แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเขารู้ว่าไม่สามารถขัดขืนได้ เขาก็ได้แต่ร้องไห้ น้ำตาไหลพราก เป็นที่น่าสมเพชเวทนาแก่คนที่มีจิตใจเมตตากรุณาเป็นยิ่งนัก

เป็นเวลาเกือบ 10 ปีมาแล้วที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมกับคุณผู้อ่านที่มีใจเมตตาต่อสรรพสัตว์ได้ร่วมกันบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ และจากคนที่ต้องการขายโค กระบือให้กับโรงฆ่าสัตว์ เมื่อพวกเราร่วมกันไถ่ชีวิตพวกเขาเรียบร้อยแล้ว เราก็หาบ้านที่อบอุ่น ที่มีผู้รักและเมตตาพวกเขาให้ดูพวกเขาต่อไปจนกว่าเขาจะสิ้นอายุขัย

โครงการนี้ไถ่ชีวิตโคและกระบือมาแล้ว 145 ชีวิต และจาก 145 ชีวิตก็ได้ให้กำเนิดชีวิตใหม่แล้ว 39 ชีวิต โดยโค กระบือที่พวกเราร่วมกันไถ่ชีวิตมานั้นได้ไปอาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ อาทิ สุพรรณบุรี นครปฐม ชลบุรี เชียงราย และขอนแก่น เป็นต้น

สำหรับภาพที่นำมาเสนอให้คุณๆ ได้ชื่นอกชื่นใจในวันนี้ก็คือส่วนหนึ่งของโคและกระบือที่พวกเราร่วมกันไถ่ชีวิตเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนจากโรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดเชียงราย (ครั้งนั้นไถ่ชีวิตมาทั้งสิ้น 37 ตัว) 

โค กระบือที่พวกเรามอบให้ชาวบ้านที่ใจเมตตา ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ได้รับการตั้งชื่อต่างๆ นานา อาทิ บุญมีบุญหลาย บุญมาก มีเงิน มีทอง บุญจู ทองมี สีเผือก และอื่นๆ อีกมากมายตามเพศของเขา 

การได้เห็นโค กระบือมีชีวิตที่มีความสุขหลังจากรอดพ้นจากการถูกฆ่าในโรงฆ่าสัตว์ ได้เห็นเขาอยู่ท่ามกลางความรักความเมตตาของคน และท่ามกลางธรรมชาติ ได้ลุยโคลน ได้ลงแช่น้ำ และได้มีอาหารการกินที่สมบูรณ์ และมีที่พักที่อบอุ่น คือความปลื้มใจของผู้ที่ได้ร่วมกันบริจาคไถ่ชีวิตพวกเขา 

หากคุณๆ ต้องการร่วมโครงการไถ่ชีวิตโค กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อได้ที่หมายเลข091-7233615 

การให้ทานด้วยการให้ชีวิต เป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ เป็นการต่อชีวิตให้กับสัตว์ เป็นการแสดงความมีไมตรีจิตต่อสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มเด็กดอย จากนํ้าใจคนพื้นราบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667135

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มเด็กดอย จากนํ้าใจคนพื้นราบ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เด็กนักเรียนบนดอยสูงคือเด็กไทยกลุ่มหนึ่งที่ได้ชื่อว่าขาดแคลนโอกาสที่ดีของสังคม ส่วนใหญ่ของเด็กกลุ่มนี้อยู่ในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่าค่อนข้างยากจน จนถึงขนาดยากจนมากที่สุด แม้คนกลุ่มนี้ตกอยู่ในสถานะความยากจนมากๆ ก็ทำให้เกิดอุปสรรคในการเรียน บางรายไม่สามารถเรียนจบการศึกษาภาคบังคับได้ บางรายต้องตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ และค้ายาเสพติด

จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่าเด็กไทยจำนวนกว่า 2 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน และพบว่าบางครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 15 บาทเท่านั้น

ดังนั้น เด็กที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะยากจนมากๆ จึงมักจะขาดโอกาสในการเรียนหนังสือ เนื่องจากต้องช่วยพ่อแม่ทำงานต่างๆ นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยไม่มีอาหารเช้ารับประทานก่อนไปถึงโรงเรียน และที่น่าหนักใจมากคือ เมื่อกลับไปถึงบ้านหลังจากเลิกเรียนก็ไม่มีอาหารรับประทานอีก ซึ่งเด็กจะได้รับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ก็พบว่าคุณภาพของอาหารกลางวันที่โรงเรียนหลายแห่งจัดหาให้นั้น มีคุณภาพทางด้านโภชนาการต่ำมาก

และยังมีอุปสรรคสำคัญของการเรียนอีกประการคือ บ้านกับโรงเรียนอยู่ห่างไกลกันมาก บางรายบ้านอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนประมาณ 10 กิโลเมตร  และต้องข้ามลำห้วย ลำธาร ข้ามภูเขาไปโรงเรียน ดังนั้น ในหนึ่งวันจึงต้องเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านกับโรงเรียนเป็นระยะทางประมาณ20 กิโลเมตร และพบด้วยว่าโรงเรียนที่อยู่ในเขตดอยสูงที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 500 เมตรมีจำนวนประมาณ 1,200 แห่ง และมีโรงเรียนที่อยู่บนเกาะห่างไกลอีกประมาณ 120 แห่ง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือเด็กเหล่านี้ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะพ่อและแม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองใหญ่ หรือในตัวเมือง ดังนั้น เด็กๆ จึงต้องอยู่กับปู่ย่าตายายหรือลุงป้าน้าอา ทำให้หลายรายมีปัญหาเรื่องขาดความอบอุ่นที่ได้รับจากพ่อและแม่

ส่วนสภาพของโรงเรียนก็เป็นอุปสรรคต่อการเรียนหนังสือของเด็กเช่นกัน บางโรงเรียนหลังคารั่ว บางแห่งห้องน้ำห้องส้วมทรุดโทรมมาก และหลายแห่งไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เนต ดังนั้น การเรียนรู้จึงถูกจำกัดอยู่เฉพาะการถ่ายทอดความรู้จากครูเท่านั้น ซึ่งหากได้ครูที่มีความรู้ดีพอสมควร และมีใจรักการสอนหนังสือ ก็ถือว่าเป็นบุญของเด็กๆ แต่หากได้ครูที่ภูมิความรู้ต่ำมาก และไม่รักในการสอน แต่ต้องทนทำงานนี้ เพราะยังหางานอื่นที่ดีกว่าไม่ได้ หรือรอวันย้ายไปอยู่ในโรงเรียนในเมืองที่เจริญกว่า ก็ต้องถือว่าเป็นความโชคร้ายอย่างมหาศาลของเด็ก

คอลัมน์ตะลอนเที่ยวได้เคยนำเสนอเรื่องความยากลำบากของเด็กไทยที่ตกอยู่ในสถานะผู้ด้อยโอกาสของสังคมมาเป็นระยะๆ เพราะต้องการเชิญชวนให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ถึงปัญหา และได้ร่วมกันบริจาคข้าวของเครื่องใช้ ชุดนักเรียน เสื้อผ้า รองเท้านักเรียน หนังสือตำราเรียน อุปกรณ์การกีฬา และร่วมกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเด็กนักเรียนที่อยู่ในเขตทุรกันดาร 

ครั้งนี้ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ สาขาห้วยฮ่อม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน 

Mr.Flower เพิ่งขึ้นไปที่โรงเรียนนี้เมื่อช่วงวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2565 ได้ไปพูดคุยกับคณะครู และเด็กๆ ได้รับรู้ปัญหาต่างๆ ของโรงเรียน ของครู และของเด็กๆ จึงขออนุญาตเชิญชวนคุณๆ ร่วมกันบริจาคเพื่อช่วยเหลือนักเรียน โดยสามารถบริจาคข้าวของได้โดยตรงที่นายชาญชัย ทิพย์ชู ครูใหญ่โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ สาขา
ห้วยฮ่อม หมู่ 5 บ้านห้วยฮ่อมใน ตำบลทาแม่ลอบ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน 51170 โทรศัพท์ 081-1116283

แต่ต้องขออนุญาตแจ้งให้ทราบว่าการติดต่อกับครูใหญ่ของโรงเรียนนี้ ต้องติดต่อในช่วงเช้าตรู่มากๆ หรือหลังช่วงเวลา 18.00 น. เพราะในช่วงการทำงานที่โรงเรียนนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ 

หรือหากคุณต้องการจะบริจาคผ่านMr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อสอบถามที่ 091-7233615 

Mr.Flower ตั้งใจพาคุณๆ ไปร่วมบริจาคข้าวของและเงิน เพื่อสนับสนุนนักเรียนโรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ ในช่วงต้นกลางเดือนสิงหาคม 2565 หากคุณสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันหมาแมว เพื่อสวัสดิภาพสัตว์และคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665680

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันหมาแมว เพื่อสวัสดิภาพสัตว์และคน

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเวลา 10 ปีเศษแล้วที่คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับหนังสือพิมพ์แนวหน้าและบริษัทห้างร้านเอกชน รวมถึงตัวแทนชุมชนต่างๆ ได้ร่วมกันทำโครงการทำหมันและตรวจสุขภาพให้สัตว์จรจัด และสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัข (หมา) และแมวโดยไม่คิดค่าบริการใดๆ 

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อลดจำนวนหมาแมวจรจัด และเพื่อเพิ่มสวัสดิภาพให้กับหมาแมว รวมถึงผู้คนต่างๆ ในชุมชนที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ทางใด
ทางหนึ่งกับหมาและแมว รวมถึงเพื่อสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ด้วย 

สำหรับการออกหน่วยล่าสุดเพื่อให้บริการชุมชนเมื่อวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2665 ได้จัดขึ้นที่หอประชุมเทศบาลเมืองอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี การดำเนินการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เทศบาลเมืองอ่างศิลา และหนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในครั้งนี้มีจำนวนหมาและแมวที่เข้ารับการผ่าตัดทำหมันรวม 71 ตัว แบ่งเป็นหมาเพศผู้ 18 ตัว เพศเมีย19 ตัว แมวเพศผู้ 13 ตัว เพศเมีย 21 ตัว และยังมีหมาแมวที่ยังไม่สามารถทำหมันได้ไปรับการตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ และวัคซีนรวมรวมทั้งหมดอีกกว่า 100 ตัว (ตามตัวเลขการลงทะเบียนรับบริการทำหมันมีจำนวนสัตว์มากกว่านี้ คือ 100 ตัวแต่ปรากฏว่ามีสัตว์ไปรับบริการเพียง 71 ตัว ซึ่งน่าเสียดายมากสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะนำสัตว์เลี้ยงไปรับบริการ แต่ไม่สามารถได้รับบริการ เนื่องจากมีผู้ลงทะเบียนไว้แล้วไม่ไปตามนัด นี่คือปัญหาอย่างหนึ่งของการให้บริการฟรี เพราะบางคนเน้นการลงทะเบียนจองสิทธิ์ไว้ แต่ไม่ไปตามนัด ซึ่งเท่ากับตัดสิทธิ์ผู้อื่นไปโดยปริยาย) 

การออกหน่วยในครั้งนี้ได้รับการดูและสนับสนุนอย่างดียิ่งจากเทศบาลเมืองอ่างศิลา โดยนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอ่างศิลา นายวินัย พ้นภัยพาล และปลัดเทศบาลเมืองอ่างศิลา นายมนูญ วิวรรณ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่ให้ความร่วมมืออย่างดี และยังได้รับความร่วมมือจากเจ้าของสุนัขและแมวที่นำสัตว์เลี้ยงไปทำหมันและตรวจสุขภาพ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะนำสัตว์เลี้ยงไปทำหมันอีกจำนวน 500 ราย จะได้รับบริการในช่วงเวลาถัดไป ซึ่งคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กำลังกำหนดวันที่ชัดเจน แล้วจะประสานไปทางเทศบาลเมืองอ่างศิลาโดยเร็ว ซึ่งน่าจะให้บริการได้ครั้งละ 120-150 ตัว

สำหรับทีมงานจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ไปร่วมให้บริการชุมชนในครั้งนี้ประกอบด้วย คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศ.สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์
รศ.น.สพ.ดร.ธีรวัฒน์ ธาราศานิต รศ.น.สพ.ดร.ชัยณรงค์โลหชิต ผศ.สพ.ญ.ดร.จันทิมา โลหชิต ผศ.น.สพ.ดร.ศุภวิวัฒน์พงษ์เลาหพันธุ์ รศ.สพ.ญ.ดร.ศยามณ ศรีสุวัฒนาสกุล รศ.น.สพ.ก้องเกียรติ ศรีสุวัฒนาสกุล ผศ.สพ.ญ.ดร.มรกต นันทไพฑูรย์ น.สพ.ดร.กฤษณรงค์ วงศ์บ้านดู่ น.สพ.ดร.เศกรินทร์ พลอยเพ็ชร์ สพ.ญ.ดร.นิโคล ศิริโศภิษฐ์ เมห์ล น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ สพ.ญ.นิชา หาญศีลวัต น.สพ.ศิริชัย เดชรุ่งเรืองกุล สพ.ญ.ธิติดา ภักดีเสน่หา สพ.ญ.สุวรัตน์วดีรัตน์  นส.พ.สหัสชัย กนกพิทยาทร สพ.ญ.มินตราพรคงเตี้ย นส.พ.ชลยุทธ พันธ์ุมีเชาวน์ สพ.ญ.ธีอนุตรีย์แต้พัฒนสกล และนิสิตชั้นปี 4-5 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คือ น.ส.ณดา คุ้มกัน นายกฤษนัยฎิ์ เนติประเสริฐน.ส.พรนภัส งามโภชนมงคล น.ส.ภูริชญา พงศ์ถาวรภิญโญน.ส.ปวริศา ศรีอมรรัตน์  น.ส.บุณยาพร โอศิริพันธ์ุน.ส.พงศ์ณาณินท์ สุริยศศิธร น.ส.วาฑิยา ศรีมาศน.ส.สุชาดา สุขปิติ นายคุณานนท์ โรจน์รัตนชัยนายณฏฐพงษ์ จิตติประเสริฐ และ น.ส.แพรวาเต็งชาตะพันธ์ุ

สำหรับชุมชนใดที่ต้องการได้รับบริการนี้จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โดยการประสานงานของหนังสือพิมพ์แนวหน้า กรุณาติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 

และขอความกรุณาอย่าโทรฯ ไปแล้วบอกว่าคุณหมอครับ/คุณหมอขา ที่ชุมชนของดิฉัน/ผม มีหมาแมวจรจัดมากมาย อยากให้หมอไปทำหมันให้มาก แต่คุณหมอต้องไปไล่จับหมาแมวเอาเองนะครับ/คะ เพราะหากโทรฯ มาแล้วแจ้งแบบนี้ ก็หมายความว่า ไม่สามารถไปให้บริการได้อย่างเด็ดขาดครับ 

การทำงานนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชนเป็นอันดับแรก หากคนในชุมชนไม่ร่วมมือทำงานด้วยกันแล้ว ไม่สามารถทำโครงการได้ครับ

ตะลอนเที่ยว :

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664189

ตะลอนเที่ยว :

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นับเป็นพระราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ของไทยโดยเฉพาะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จะทรงสถาปนาวัดประจำรัชกาล โดยกระทำสืบต่อเนื่องมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไล่เรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเปลี่ยนการสร้างวัดประจำรัชกาลไปเป็นการทรงสร้างโรงเรียนขึ้นแทน

สำหรับวัดประจำรัชกาลที่คนไทยรู้จักดี มีดังต่อไปนี้ 

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหารวัดประจำรัชกาลที่ 1 

วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 2 

วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 3

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 4

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 5 และวัดประจำรัชกาลที่ 7

ครั้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ไม่ทรงสถาปนาวัดใหม่ขึ้นมา แต่ทรงสร้างโรงเรียนแทน แต่ทางการได้ถวายให้วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 และวัดประจำรัชกาลที่ 9 

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 8 

วัดวชิรธรรมสาธิต วรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 10

วันนี้จะขอพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับวัดประจำรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ศิลปะการก่อสร้างวัดนี้นับได้ว่าเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยแท้ เนื่องด้วยพระองค์ทรงมีความใกล้ชิดกับบรรดาพ่อค้าจีนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นยุคที่การค้าระหว่างสยามกับจีนเฟื่องฟูมาก ดังนั้นจึงพบว่าทรงนำศิลปะแบบจีนเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทยอย่างลงตัว

วัดราชโอรสารามฯ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดจอมทอง (วัดเจ้าทอง, วัดกองทอง)เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 3 ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นจอมทัพนำกำลังทหารไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ระหว่างทางได้ทรงพักทัพ ณ วัดจอมทอง และทรงตั้งพระทัยว่าเมื่อจบการศึกแล้วจะกลับมาทำนุบำรุงวัดแห่งนี้ให้งดงาม เมื่อจบการศึกแล้วจึงทรงเป็นแม่งานบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ ทรงคุมการก่อสร้างวัดนี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อวัดได้รับการบูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้วทรงน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายวัดนี้เป็นพระอารามหลวงถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชบิดารัชกาลที่ 3 ทรงตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดราชโอรส ความหมายคือวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา

ความน่าสนใจของวัดราชโอรสารามฯ คือผังของวัดเป็นแบบฮวงจุ้ยจีน ด้านหน้าวัดหันไปทางแม่น้ำ (คลอง) ด้านหลังมีภูเขา และด้านข้างขนาบด้วยเนินเขา เมื่อดู
รายละเอียดพบว่าพระอุโบสถหันหน้าไปทางแม่น้ำ (คลอง)ที่อยู่ด้านทิศตะวันออก ด้านหลังพระอุโบสถคือวิหารพระนอน ซึ่งเป็นอาคารใหญ่ และด้านข้างขนาบด้วยวิหารพระนั่งและศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นไปตามหลักฮวงจุ้ยแบบจีนโดยแท้

ดังนั้น เมื่อเราเข้าไปถึงบริเวณวัดราชโอรสารามฯ เราจะได้พบกับศิลปะแบบจีนผสมกับศิลปะแบบไทยอย่างลงตัวและกลมกลืน ประตูหน้าของวัดทำเป็นซุ้มประตูแบบจีน มีถะ (เจดีย์) ตั้งอยู่สองด้านของประตูทางเข้า ครั้นเมื่อเข้าไปในลานพระอุโบสถจะพบว่ามีเจดีย์ทรงปรางค์ตั้งอยู่ที่มุมกำแพง

จุดเด่นที่ชัดเจนของวัดคือหน้าบันพระอุโบสถที่เรียกว่าเป็นแบบพระราชนิยมในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งแตกต่างจากวัดประจำรัชกาลที่ 1 และ 2 อย่างชัดเจน โดยหน้าบันประดับด้วยเครื่องกระเบื้องจากจีน โดยประดับเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคล เช่น แจกัน หงส์ ผีเสื้อ เมฆ ดอกไม้ ทั้งนี้ที่หน้าบันไม่มีการประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่อย่างใด ส่วนใบเสมารอบพระอุโบสถจะตั้งไว้ในซุ้มทรงเกี้ยว ซึ่งเป็นศิลปะแบบจีนที่เด่นชัดมาก 

ส่วนทวารบาลหน้าพระอุโบสถนั้นทรงนำตุ๊กตาจีน ที่ทำจากกระเบื้องเคลือบ ซึ่งมีขนาดใหญ่มากมาตั้งไว้แทนการวาดรูปทวารบาลที่บานประตู ส่วนที่บานประตูด้านในวาดเป็นรูปเชี่ยวกาง (ทวารบาลแบบจีน) โดยด้านบานประตูด้านนอกมีรูปมังกรดั้นเมฆ โดยทำเป็นรูปแบบประตูประดับมุกส่วนพระประธานมีพระนามว่าพระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร ปางสมาธิประทับใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (รัชกาลที่ 9 ทรงอุทิศถวายเมื่อปี 2504) ส่วนผ้าทิพย์ที่ด้านหน้าฐานชุกชีประดับรูปปราสาท ซึ่งเป็นตราประจำรัชกาลที่ 3 และที่ฐานชุกชีพระประธานได้ประดิษฐานพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 3 และประดิษฐานศิลาจารึกดวงพระชันษา รัชกาลที่ 4 ไว้ ผนังพระอุโบสถมีภาพเขียนเครื่องมงคลแบบจีน ส่วนผนังที่เป็นช่องว่างระหว่างประตูหน้าต่าง วาดรูปตำหนักแบบจีนและเทพเจ้าจีน 

วิหารด้านหลังพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์พระนามว่าพระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรม สมเด็จพระสรรเพชรพุทธบพิตร ส่วนอาคารที่ขนาบพระอุโบสถคือวิหารพระยืนและศาลาการเปรียญ (บางคนเรียกวิหารพระนั่ง) 

วัดราชโอรสรามฯ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของศิลปกรรมอันสืบเนื่องกับพระพุทธศาสนาของสยามประเทศ และนับเป็นต้นแบบของวัดในศาสนาพุทธที่นำเอาศิลปะแบบจีนเข้ามาผสมผสานได้อย่างลงตัว และเป็นต้นแบบของศิลปะทำนองนี้ในราชอาณาจักรสยามในเวลาต่อมา

หากคุณสนใจจะร่วมศึกษาและซึมซับประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่าของไทยเราไปด้วยกัน ด้วยการเข้าไปเที่ยวชมและกราบนมัสการสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทยกับทัวร์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า นำเที่ยวโดย Mr.Flower โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์091-7233615

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยา สายธาราแห่งชีวีของกรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662709

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยา สายธาราแห่งชีวีของกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แม่เจ้าพระยา หรือแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสายน้ำสำคัญที่สุดสายต้นๆ ของผู้คนที่อาศัยในเขตภาคกลางของประเทศไทย เพราะเป็นเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ จากนั้นก็ไหลเรื่อยลงทางทิศใต้ ผ่านจังหวัดต่างๆ อาทิ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทองพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯและไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่ปากน้ำสมุทรปราการ ความยาวของสายน้ำเจ้าพระยาคือ 372 กิโลเมตร

สำหรับพื้นที่ของกรุงเทพแล้ว แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเสมือนสายโลหิตใหญ่ของพระนคร เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับพระนครของกรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่วันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แม่เจ้าพระยาเป็นทั้งเส้นทางคมนาคมขนส่ง เส้นทางน้ำเพื่อการค้าขายสินค้า เป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวพระนคร ใช้เพื่อการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ประมง และเป็นทั้งแหล่งน้ำกินและน้ำใช้มาตั้งแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน

อันที่จริง เมื่อกล่าวถึงแม่เจ้าพระยาแล้ว ก็น่าจะต้องกล่าวถึงแม่น้ำสายย่อย และลำคลองต่างๆ นานาอีกมากมายที่เกี่ยวข้องสืบเนื่องกับแม่เจ้าพระยา อาทิแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย และคลองต่างๆ อีกนับร้อยคลองแต่เนื่องจากตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ตั้งใจจะชวนคุณไปล่องเรือชมแม่เจ้าพระยาเป็นหลัก จึงขออนุญาตยังไม่กล่าวถึงแม่น้ำสายย่อย และลำคลองต่างๆในโอกาสนี้ แต่รับรองว่าในอนาคตอันใกล้ จะชวนคุณๆไปนั่งเรือชมลำคลองสายต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ เช่น คลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ คลองด่าน คลองบางหลวง คลองชักพระ เป็นต้น

ขออนุญาตถามคุณๆ ว่านานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้ล่องเรือชมความงามของแม่เจ้าพระยา เพื่อชมความงามของบ้านเรือน และโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ 

Mr.Flower อยากขอเชิญชวนคุณๆ ไปชื่นชมความงดงามของแม่เจ้าพระยาด้วยกันด้วยการพาคุณๆ นั่งเรือล่องเจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่บริเวณสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (บริเวณปากคลองตลาด) แล้วล่องเรือทวนน้ำขึ้นไปชมความงามของโบราณสถานต่างๆ อาทิ วัดกัลยาณมิตร โบสถ์ซางตาครู้ส โรงเรียนราชินี ป้อมวิไชยประสิทธิ์ กองทัพเรือ พระราชวังกรุงธนบุรี วัดอรุณราชวราราม ท่าเตือนราชนาวิกสภา กรมอู่ทหารเรือ วัดระฆังฯ พระบรมมหาราชวัง ท่าช้างวังหลัง โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วล่องเรื่อยไปถึงสะพานพระราม 8 (อันที่จริงไปได้อีกไกล แต่ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร จึงตัดสินใจจบทริปสั้นๆ ที่สะพานพระราม 8) 

การเที่ยวในทริปนี้ นอกจากพาคุณล่องเรือแล้ว ยังจะพาคุณขึ้นไปชมสถานที่สำคัญๆ ที่อยู่ริมฝั่งเจ้าพระยาด้วย อาทิ วัดกัลยาฯ โบสถ์ซางตาครู้สพระราชวังกรุงธนบุรี วัดอรุณราชวราราม แล้วรับประทานอาหารเที่ยงที่ห้องอาหารสุดคลาสสิกของราชนาวิกสภา จากนั้นก็ล่องเรือต่อไปชมวัดระฆังฯแล้วแวะขึ้นไปซื้อข้าวของรวมถึงขนมอร่อยๆ ที่ท่าวังหลัง แล้วล่องเรือต่อไปชมความวิจิตรของเรือพระที่นั่งในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคณ พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี ปากคลองบางกอกน้อยจากนั้นก็ล่องเรือต่อไปเพื่อชมความงามของย่านบางลำพู ชมความงามของป้อมมหากาฬ แล้วไปจบทริปล่องเรือที่สะพานพระราม 8 

การท่องเที่ยวทางเรือในแม่เจ้าพระยานั้น หากจะให้ได้ความรื่นรมย์แบบสูงสุดแล้ว คุณๆจะต้องขึ้นไปเที่ยวชมชุมชนต่างๆ ที่เรียงรายอยู่สองฝั่งแม่น้ำด้วย เพราะในแต่ละชุมชนมีความโดดเด่นต่างกันไป เช่น มีขนมอร่อย มีอาหารรสเลิศ มีโบราณสถานที่ควรค่าแก่การไปกราบสักการะ

การได้ล่องเจ้าพระยาแล้วได้รับทราบประวัติความเป็นมาของโบราณสถานบนสองฝั่งแม่น้ำได้ขึ้นไปจับจ่ายซื้อข้าวซื้อของ ซื้อขนมนมเนย และรับประทานอาหารเลิศรสของแต่ละชุมชน นับได้ว่าเป็นความสุขที่อยู่แค่เอื้อมจริงๆ เราทุกคนอาจจะไม่ได้สัมผัสความสุขที่หาได้โดยไม่ยากเย็นเช่นนี้มานานแล้ว ถ้าเช่นนั้น เราไปสัมผัสความสุขที่อยู่ใกล้ตัวเราด้วยกันดีไหมครับ 

สนใจร่วมทริปล่องเจ้าพระยาในเขตพระนครชั้นในกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่หมายเลข091-7233615 รับสมาชิกทริปละ 16 ท่านเท่านั้นเริ่มทริปแรกต้นเดือนกรกฎาคมนี้ครับ

ตะลอนเที่ยว : การท่องเที่ยวของไทยกำลังฟื้นตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661160

ตะลอนเที่ยว : การท่องเที่ยวของไทยกำลังฟื้นตัว

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวข้ามพ้นวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 หลังจากที่คนไทยทุกคนร่วมใจร่วมกันต่อสู้กับโรคร้ายนี้มายาวนานถึง 2 ปีกว่า 

ปัจจุบันปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในประเทศของเราลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกมาตรการต่างๆ สำหรับนักเดินทางต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทยเช่น Thailand Pass ทำให้คาดว่าตั้งแต่1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยมากกว่าระยะที่ผ่านมา

สำหรับภาพกิจกรรมต่างๆ ที่นำมาฝากคุณๆ ในสัปดาห์นี้มาจากงาน TTM plus 2022 Thailand Travel Mart plus 2022 ซึ่งจัดที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 8-10 มิถุนายน 2565 งาน Trade Fair ด้านการท่องเที่ยวครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการประกาศให้นานาชาติและคนไทยทราบว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการเปิดประเทศครั้งใหม่เพื่อต้อนรับการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบในยุค New Normal

งานนี้มีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ารวมจาก 45 ประเทศ จำนวนเกือบ 280 ราย พบปะสนทนาเพื่อดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวแบบครบวงจรกับผู้ประกอบการของไทยจำนวนประมาณ 260 ราย สร้างรายได้จากการเจรจาการค้าในครั้งนี้ประมาณ 1,290 ล้านบาท 

สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยได้มากกว่าการได้รับเงินตราจากการท่องเที่ยวคือ การได้รับความมั่นใจจากผู้ประกอบการการท่องเที่ยวทั่วโลกที่ได้มาพบมาเห็นเมืองไทยด้วยตา ด้วยการสัมผัสโดยตรง ทำให้ทุกคนสามารถกลับไปยืนยันกับประชาชนในประเทศของตนเองได้ว่าประเทศไทยพร้อมแล้วกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 กำลังจะผ่านพ้นไป

ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวต่างชาติหลายสิบรายที่คุยกับ Mr. Flower ต่างบอกตรงกันว่าประเทศไทยยังมีเสน่ห์เสมอในสายตาและการรับรู้ของชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวที่เคยมาไทย อย่างไรเสียก็ต้องกลับมาเที่ยวไทยอีกเพราะติดใจในหลายๆ อย่างที่เป็นของดีของเมืองไทย เช่น อาหาร ผลไม้สดตามฤดูกาล แหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงสิ่งที่ชาวต่างชาติบอกตรงกันคือ ความมีน้ำใจของคนไทย (ที่ยังหาได้ไม่ยากนักในยุคนี้) 

ภาพบรรยากาศการพบปะสนทนาธุรกิจ ภาพการพบปะสังสรรค์ ที่นำมาฝากในวันนี้น่าจะช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ประเทศไทยของเราพร้อมแล้วกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก และนักท่องเที่ยวชาวไทย 

เมืองไทยยังคงน่าเที่ยว น่าสัมผัส และน่าติดตามอยู่เสมอ คนต่างชาติจำนวนไม่น้อยยังคงรักและคิดถึงเมืองไทย คนไทยเองก็คิดถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในบ้านเมืองของเราเพราะฉะนั้น เราทุกคนมาช่วยกันเที่ยวให้ทั่วไทยและร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติประทับใจความมีไมตรีของคนไทย

ขอถามทิ้งท้ายว่า วันนี้คุณเที่ยวประเทศไทยทั่วหรือยัง ถ้ายัง ขอให้เริ่มเที่ยวบ้านของเราก่อนนะครับ แล้วจะรู้ว่าบ้านเรามีของดีอยู่ทั่วประเทศ