ตะลอนเที่ยว :

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664189

ตะลอนเที่ยว :

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นับเป็นพระราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ของไทยโดยเฉพาะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จะทรงสถาปนาวัดประจำรัชกาล โดยกระทำสืบต่อเนื่องมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไล่เรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเปลี่ยนการสร้างวัดประจำรัชกาลไปเป็นการทรงสร้างโรงเรียนขึ้นแทน

สำหรับวัดประจำรัชกาลที่คนไทยรู้จักดี มีดังต่อไปนี้ 

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหารวัดประจำรัชกาลที่ 1 

วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 2 

วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 3

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 4

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 5 และวัดประจำรัชกาลที่ 7

ครั้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ไม่ทรงสถาปนาวัดใหม่ขึ้นมา แต่ทรงสร้างโรงเรียนแทน แต่ทางการได้ถวายให้วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 และวัดประจำรัชกาลที่ 9 

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 8 

วัดวชิรธรรมสาธิต วรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 10

วันนี้จะขอพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับวัดประจำรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ศิลปะการก่อสร้างวัดนี้นับได้ว่าเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยแท้ เนื่องด้วยพระองค์ทรงมีความใกล้ชิดกับบรรดาพ่อค้าจีนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นยุคที่การค้าระหว่างสยามกับจีนเฟื่องฟูมาก ดังนั้นจึงพบว่าทรงนำศิลปะแบบจีนเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทยอย่างลงตัว

วัดราชโอรสารามฯ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดจอมทอง (วัดเจ้าทอง, วัดกองทอง)เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 3 ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นจอมทัพนำกำลังทหารไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ระหว่างทางได้ทรงพักทัพ ณ วัดจอมทอง และทรงตั้งพระทัยว่าเมื่อจบการศึกแล้วจะกลับมาทำนุบำรุงวัดแห่งนี้ให้งดงาม เมื่อจบการศึกแล้วจึงทรงเป็นแม่งานบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ ทรงคุมการก่อสร้างวัดนี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อวัดได้รับการบูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้วทรงน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายวัดนี้เป็นพระอารามหลวงถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชบิดารัชกาลที่ 3 ทรงตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดราชโอรส ความหมายคือวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา

ความน่าสนใจของวัดราชโอรสารามฯ คือผังของวัดเป็นแบบฮวงจุ้ยจีน ด้านหน้าวัดหันไปทางแม่น้ำ (คลอง) ด้านหลังมีภูเขา และด้านข้างขนาบด้วยเนินเขา เมื่อดู
รายละเอียดพบว่าพระอุโบสถหันหน้าไปทางแม่น้ำ (คลอง)ที่อยู่ด้านทิศตะวันออก ด้านหลังพระอุโบสถคือวิหารพระนอน ซึ่งเป็นอาคารใหญ่ และด้านข้างขนาบด้วยวิหารพระนั่งและศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นไปตามหลักฮวงจุ้ยแบบจีนโดยแท้

ดังนั้น เมื่อเราเข้าไปถึงบริเวณวัดราชโอรสารามฯ เราจะได้พบกับศิลปะแบบจีนผสมกับศิลปะแบบไทยอย่างลงตัวและกลมกลืน ประตูหน้าของวัดทำเป็นซุ้มประตูแบบจีน มีถะ (เจดีย์) ตั้งอยู่สองด้านของประตูทางเข้า ครั้นเมื่อเข้าไปในลานพระอุโบสถจะพบว่ามีเจดีย์ทรงปรางค์ตั้งอยู่ที่มุมกำแพง

จุดเด่นที่ชัดเจนของวัดคือหน้าบันพระอุโบสถที่เรียกว่าเป็นแบบพระราชนิยมในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งแตกต่างจากวัดประจำรัชกาลที่ 1 และ 2 อย่างชัดเจน โดยหน้าบันประดับด้วยเครื่องกระเบื้องจากจีน โดยประดับเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคล เช่น แจกัน หงส์ ผีเสื้อ เมฆ ดอกไม้ ทั้งนี้ที่หน้าบันไม่มีการประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่อย่างใด ส่วนใบเสมารอบพระอุโบสถจะตั้งไว้ในซุ้มทรงเกี้ยว ซึ่งเป็นศิลปะแบบจีนที่เด่นชัดมาก 

ส่วนทวารบาลหน้าพระอุโบสถนั้นทรงนำตุ๊กตาจีน ที่ทำจากกระเบื้องเคลือบ ซึ่งมีขนาดใหญ่มากมาตั้งไว้แทนการวาดรูปทวารบาลที่บานประตู ส่วนที่บานประตูด้านในวาดเป็นรูปเชี่ยวกาง (ทวารบาลแบบจีน) โดยด้านบานประตูด้านนอกมีรูปมังกรดั้นเมฆ โดยทำเป็นรูปแบบประตูประดับมุกส่วนพระประธานมีพระนามว่าพระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร ปางสมาธิประทับใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (รัชกาลที่ 9 ทรงอุทิศถวายเมื่อปี 2504) ส่วนผ้าทิพย์ที่ด้านหน้าฐานชุกชีประดับรูปปราสาท ซึ่งเป็นตราประจำรัชกาลที่ 3 และที่ฐานชุกชีพระประธานได้ประดิษฐานพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 3 และประดิษฐานศิลาจารึกดวงพระชันษา รัชกาลที่ 4 ไว้ ผนังพระอุโบสถมีภาพเขียนเครื่องมงคลแบบจีน ส่วนผนังที่เป็นช่องว่างระหว่างประตูหน้าต่าง วาดรูปตำหนักแบบจีนและเทพเจ้าจีน 

วิหารด้านหลังพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์พระนามว่าพระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรม สมเด็จพระสรรเพชรพุทธบพิตร ส่วนอาคารที่ขนาบพระอุโบสถคือวิหารพระยืนและศาลาการเปรียญ (บางคนเรียกวิหารพระนั่ง) 

วัดราชโอรสรามฯ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของศิลปกรรมอันสืบเนื่องกับพระพุทธศาสนาของสยามประเทศ และนับเป็นต้นแบบของวัดในศาสนาพุทธที่นำเอาศิลปะแบบจีนเข้ามาผสมผสานได้อย่างลงตัว และเป็นต้นแบบของศิลปะทำนองนี้ในราชอาณาจักรสยามในเวลาต่อมา

หากคุณสนใจจะร่วมศึกษาและซึมซับประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่าของไทยเราไปด้วยกัน ด้วยการเข้าไปเที่ยวชมและกราบนมัสการสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทยกับทัวร์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า นำเที่ยวโดย Mr.Flower โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์091-7233615

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยา สายธาราแห่งชีวีของกรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662709

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยา สายธาราแห่งชีวีของกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แม่เจ้าพระยา หรือแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสายน้ำสำคัญที่สุดสายต้นๆ ของผู้คนที่อาศัยในเขตภาคกลางของประเทศไทย เพราะเป็นเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ จากนั้นก็ไหลเรื่อยลงทางทิศใต้ ผ่านจังหวัดต่างๆ อาทิ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทองพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯและไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่ปากน้ำสมุทรปราการ ความยาวของสายน้ำเจ้าพระยาคือ 372 กิโลเมตร

สำหรับพื้นที่ของกรุงเทพแล้ว แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเสมือนสายโลหิตใหญ่ของพระนคร เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับพระนครของกรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่วันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แม่เจ้าพระยาเป็นทั้งเส้นทางคมนาคมขนส่ง เส้นทางน้ำเพื่อการค้าขายสินค้า เป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวพระนคร ใช้เพื่อการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ประมง และเป็นทั้งแหล่งน้ำกินและน้ำใช้มาตั้งแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน

อันที่จริง เมื่อกล่าวถึงแม่เจ้าพระยาแล้ว ก็น่าจะต้องกล่าวถึงแม่น้ำสายย่อย และลำคลองต่างๆ นานาอีกมากมายที่เกี่ยวข้องสืบเนื่องกับแม่เจ้าพระยา อาทิแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย และคลองต่างๆ อีกนับร้อยคลองแต่เนื่องจากตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ตั้งใจจะชวนคุณไปล่องเรือชมแม่เจ้าพระยาเป็นหลัก จึงขออนุญาตยังไม่กล่าวถึงแม่น้ำสายย่อย และลำคลองต่างๆในโอกาสนี้ แต่รับรองว่าในอนาคตอันใกล้ จะชวนคุณๆไปนั่งเรือชมลำคลองสายต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ เช่น คลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ คลองด่าน คลองบางหลวง คลองชักพระ เป็นต้น

ขออนุญาตถามคุณๆ ว่านานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้ล่องเรือชมความงามของแม่เจ้าพระยา เพื่อชมความงามของบ้านเรือน และโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ 

Mr.Flower อยากขอเชิญชวนคุณๆ ไปชื่นชมความงดงามของแม่เจ้าพระยาด้วยกันด้วยการพาคุณๆ นั่งเรือล่องเจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่บริเวณสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (บริเวณปากคลองตลาด) แล้วล่องเรือทวนน้ำขึ้นไปชมความงามของโบราณสถานต่างๆ อาทิ วัดกัลยาณมิตร โบสถ์ซางตาครู้ส โรงเรียนราชินี ป้อมวิไชยประสิทธิ์ กองทัพเรือ พระราชวังกรุงธนบุรี วัดอรุณราชวราราม ท่าเตือนราชนาวิกสภา กรมอู่ทหารเรือ วัดระฆังฯ พระบรมมหาราชวัง ท่าช้างวังหลัง โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วล่องเรื่อยไปถึงสะพานพระราม 8 (อันที่จริงไปได้อีกไกล แต่ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร จึงตัดสินใจจบทริปสั้นๆ ที่สะพานพระราม 8) 

การเที่ยวในทริปนี้ นอกจากพาคุณล่องเรือแล้ว ยังจะพาคุณขึ้นไปชมสถานที่สำคัญๆ ที่อยู่ริมฝั่งเจ้าพระยาด้วย อาทิ วัดกัลยาฯ โบสถ์ซางตาครู้สพระราชวังกรุงธนบุรี วัดอรุณราชวราราม แล้วรับประทานอาหารเที่ยงที่ห้องอาหารสุดคลาสสิกของราชนาวิกสภา จากนั้นก็ล่องเรือต่อไปชมวัดระฆังฯแล้วแวะขึ้นไปซื้อข้าวของรวมถึงขนมอร่อยๆ ที่ท่าวังหลัง แล้วล่องเรือต่อไปชมความวิจิตรของเรือพระที่นั่งในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคณ พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี ปากคลองบางกอกน้อยจากนั้นก็ล่องเรือต่อไปเพื่อชมความงามของย่านบางลำพู ชมความงามของป้อมมหากาฬ แล้วไปจบทริปล่องเรือที่สะพานพระราม 8 

การท่องเที่ยวทางเรือในแม่เจ้าพระยานั้น หากจะให้ได้ความรื่นรมย์แบบสูงสุดแล้ว คุณๆจะต้องขึ้นไปเที่ยวชมชุมชนต่างๆ ที่เรียงรายอยู่สองฝั่งแม่น้ำด้วย เพราะในแต่ละชุมชนมีความโดดเด่นต่างกันไป เช่น มีขนมอร่อย มีอาหารรสเลิศ มีโบราณสถานที่ควรค่าแก่การไปกราบสักการะ

การได้ล่องเจ้าพระยาแล้วได้รับทราบประวัติความเป็นมาของโบราณสถานบนสองฝั่งแม่น้ำได้ขึ้นไปจับจ่ายซื้อข้าวซื้อของ ซื้อขนมนมเนย และรับประทานอาหารเลิศรสของแต่ละชุมชน นับได้ว่าเป็นความสุขที่อยู่แค่เอื้อมจริงๆ เราทุกคนอาจจะไม่ได้สัมผัสความสุขที่หาได้โดยไม่ยากเย็นเช่นนี้มานานแล้ว ถ้าเช่นนั้น เราไปสัมผัสความสุขที่อยู่ใกล้ตัวเราด้วยกันดีไหมครับ 

สนใจร่วมทริปล่องเจ้าพระยาในเขตพระนครชั้นในกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่หมายเลข091-7233615 รับสมาชิกทริปละ 16 ท่านเท่านั้นเริ่มทริปแรกต้นเดือนกรกฎาคมนี้ครับ

ตะลอนเที่ยว : การท่องเที่ยวของไทยกำลังฟื้นตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661160

ตะลอนเที่ยว : การท่องเที่ยวของไทยกำลังฟื้นตัว

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวข้ามพ้นวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 หลังจากที่คนไทยทุกคนร่วมใจร่วมกันต่อสู้กับโรคร้ายนี้มายาวนานถึง 2 ปีกว่า 

ปัจจุบันปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในประเทศของเราลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกมาตรการต่างๆ สำหรับนักเดินทางต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทยเช่น Thailand Pass ทำให้คาดว่าตั้งแต่1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยมากกว่าระยะที่ผ่านมา

สำหรับภาพกิจกรรมต่างๆ ที่นำมาฝากคุณๆ ในสัปดาห์นี้มาจากงาน TTM plus 2022 Thailand Travel Mart plus 2022 ซึ่งจัดที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 8-10 มิถุนายน 2565 งาน Trade Fair ด้านการท่องเที่ยวครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการประกาศให้นานาชาติและคนไทยทราบว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการเปิดประเทศครั้งใหม่เพื่อต้อนรับการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบในยุค New Normal

งานนี้มีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ารวมจาก 45 ประเทศ จำนวนเกือบ 280 ราย พบปะสนทนาเพื่อดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวแบบครบวงจรกับผู้ประกอบการของไทยจำนวนประมาณ 260 ราย สร้างรายได้จากการเจรจาการค้าในครั้งนี้ประมาณ 1,290 ล้านบาท 

สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยได้มากกว่าการได้รับเงินตราจากการท่องเที่ยวคือ การได้รับความมั่นใจจากผู้ประกอบการการท่องเที่ยวทั่วโลกที่ได้มาพบมาเห็นเมืองไทยด้วยตา ด้วยการสัมผัสโดยตรง ทำให้ทุกคนสามารถกลับไปยืนยันกับประชาชนในประเทศของตนเองได้ว่าประเทศไทยพร้อมแล้วกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 กำลังจะผ่านพ้นไป

ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวต่างชาติหลายสิบรายที่คุยกับ Mr. Flower ต่างบอกตรงกันว่าประเทศไทยยังมีเสน่ห์เสมอในสายตาและการรับรู้ของชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวที่เคยมาไทย อย่างไรเสียก็ต้องกลับมาเที่ยวไทยอีกเพราะติดใจในหลายๆ อย่างที่เป็นของดีของเมืองไทย เช่น อาหาร ผลไม้สดตามฤดูกาล แหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงสิ่งที่ชาวต่างชาติบอกตรงกันคือ ความมีน้ำใจของคนไทย (ที่ยังหาได้ไม่ยากนักในยุคนี้) 

ภาพบรรยากาศการพบปะสนทนาธุรกิจ ภาพการพบปะสังสรรค์ ที่นำมาฝากในวันนี้น่าจะช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ประเทศไทยของเราพร้อมแล้วกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก และนักท่องเที่ยวชาวไทย 

เมืองไทยยังคงน่าเที่ยว น่าสัมผัส และน่าติดตามอยู่เสมอ คนต่างชาติจำนวนไม่น้อยยังคงรักและคิดถึงเมืองไทย คนไทยเองก็คิดถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในบ้านเมืองของเราเพราะฉะนั้น เราทุกคนมาช่วยกันเที่ยวให้ทั่วไทยและร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติประทับใจความมีไมตรีของคนไทย

ขอถามทิ้งท้ายว่า วันนี้คุณเที่ยวประเทศไทยทั่วหรือยัง ถ้ายัง ขอให้เริ่มเที่ยวบ้านของเราก่อนนะครับ แล้วจะรู้ว่าบ้านเรามีของดีอยู่ทั่วประเทศ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวสงขลา พัทลุง สัมผัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658109

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวสงขลา พัทลุง สัมผัส

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันนี้ขออนุญาตนำเข้าเรื่องแบบไม่อ้อมค้อม ด้วยการเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวเมืองสงขลา และพัทลุงด้วยกันครับ เดินทางวันที่ 24-26 มิถุนายน ถามว่าไปเที่ยวไหนบ้าง แล้วจะได้สัมผัสธรรมชาติ และได้เรียนรู้วิถีชาวบ้านอย่างไร 

ตอบ (แบบคร่าวๆ) ว่า โดยการพาคุณไปชมเมืองเก่าสงขลา กินของอร่อยๆ ที่ทำโดยคนพื้นถิ่นสงขลาแท้ๆ แล้วพาไปเที่ยวเกาะยอ ไปดูการทำประมงพื้นบ้านของชาวเกาะยอ ไปดูการออกเรือประมงขนาดเล็กเพื่อหากุ้ง หอย ปูและปลา ไปดูการเลี้ยงปลากะพงสามน้ำ (น้ำจืดน้ำกร่อย และน้ำเค็ม) ในทะเลสาบสงขลาไปชมสวนเทพหยา สวนเกษตรผสมผสานที่เกิดมาจากความตั้งใจนำแนวทฤษฎีใหม่ ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยในสวนเกษตรแห่งนี้จะทำให้คุณเข้าใจได้โดยทันทีว่าการปลูกพืชต่างๆ ทั้งพืชที่ใช้เป็นอาหาร และพื้นที่ใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตด้านอื่นๆ ในพื้นที่ที่จำกัด แต่ผ่านการวางแผนอย่างดีแล้ว จะทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากสวนเกษตรหรือสวนป่าได้อย่างครบวงจร เพราะให้ทั้งอาหาร ให้ทั้งยา และให้ทั้งอรรถประโยชน์อีกมากมาย

นอกจากนั้นยังพาคุณๆ ไปตามรอยหลวงปู่ทวด โดยเริ่มจากวัดต้นเลียบ แล้วไปยังสถานที่ต่างๆ ที่หลวงปู่ทวดเคยใช้ชีวิตเมื่อหลายร้อยปีมาก่อน จนไปถึงวัดพะโคะ แล้วจากนั้นนำคุณไปยังเกาะใหญ่ กระแสสินธุ์ ชมวิถีชีวิตตามธรรมชาติของชาวเกาะใหญ่ ณ ที่นี่คุณจะได้กินกุ้งใหญ่กระแสสินธุ์ ซึ่งเป็นกุ้งที่เติบโตตามธรรมชาติในน้ำสามชนิด คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ซึ่งคุณสามารถช่วยกระจายรายได้ไปถึงมือชาวบ้านในชุมชนได้โดยตรงด้วยการซื้อสินค้าเกษตรพื้นบ้านที่รับรองได้ว่าปราศจากการใช้สารเคมี และยากำจัดศัตรูพืชทุกชนิด 

จากนั้นก็จะพาคุณไปยังจังหวัดพัทลุง ไปวัดเขาอ้อ โบราณสถานที่ใช้กระทำพิธีศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลานานกว่า 100 ปีมาแล้ว และพาไปชมทะเลน้อย แหล่งน้ำขนาดใหญ่ของพัทลุง ซึ่งมีระบบนิเวศที่ยังอุดมสมบูรณ์มาก เพราะมีทั้งสัตว์น้ำนานาชนิด พันธุ์พืชต่างๆ และเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกด้วย แต่ที่จะทำให้คุณตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นคือการได้ชมฝูงควายน้ำ (water buffalo) ที่หากินอยู่ในทะเลน้อยหลายคนอาจจะได้คำตอบโดยทันทีว่าควายน้ำมีความสามารถดำน้ำได้เก่งมากกว่าที่หลายคนคาดคิด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการถีบจักรยาน ก็จะได้ถีบจักรยานชมความงามของทะเลน้อยอีกด้วย

จริงๆ แล้วเราจะพาคุณไปชม ชิม และช้อป ในสถานที่ต่างๆ อีกมาก ซึ่งเราไม่ได้กล่าวโดยละเอียดในข้างต้น แต่ขออนุญาตบอกว่าเมื่อคุณไปถึงทะเลสาบสงขลาแล้ว คุณจะพลาดการนั่งเรือชมทะเลสาบสำคัญแห่งนี้ได้อย่างไร 

บอกได้เพียงสั้นๆ ว่าทริปที่ Mr.Flower ตั้งใจจัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกับผู้คนมากมายในท้องถิ่น เพราะต้องการพาคุณๆ ที่อยู่ต่างที่ต่างถิ่นไปสัมผัสวิถีชีวิต และสัมผัสความงดงามของธรรมชาติในจังหวัดสงขลาและพัทลุงแบบตัวต่อตัว สัมผัสกันจริงๆ โดยได้กิน ได้พูดคุย ได้ซื้อหา และได้เรียนรู้ความเป็นอยู่ของกันและกันอย่างเป็นกันเอง

หากคุณสนใจร่วมทริปแสนอบอุ่น อบอวลไปด้วยมิตรไมตรี ซึ่งจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไว้เพียง 16 ราย เดินทางวันที่ 24-26 มิถุนายน 2565 โปรดติดต่อ 091-7233615 

ขอเชิญไปสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และสัมผัสความน่ารัก ความมีน้ำใจของผู้คนในบ้านเมืองของเราด้วยกันครับ  

หมายเหตุ ภาพต่างๆ ที่นำมาฝากคุณในวันนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายแสนภาพที่คุณจะยิ่งประทับใจ เมื่อคุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวของคุณเอง

ตะลอนเที่ยว : ดอยช้าง อุดมสมบูรณ์ทั้งของกินและแหล่งท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/656623

ตะลอนเที่ยว : ดอยช้าง อุดมสมบูรณ์ทั้งของกินและแหล่งท่องเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนอาจรู้จักดอยช้าง ที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพราะชื่อกาแฟดอยช้าง แต่หลายคนอาจจะรู้จักดอยช้างในแง่มุมอื่นๆ เช่น มีแมคคาเดเมียอร่อย มีอะโวคาโดหอมๆ มีโกโก้รสชาติดี และมีชารสชาติเลิศแถมมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ 

ดอยช้างมีสารพัดความน่าสนใจให้คุณไปสัมผัส เพราะมีทั้งธรรมชาติที่ยังถือได้ว่าอยู่ในขั้นเกือบสมบูรณ์มีอาหารการกินที่เพียบพร้อม มีอากาศดีแสนสบาย ไม่ว่าจะไปเที่ยวหน้าไหน ก็จะได้สัมผัสอากาศดีทุกหน้า ทุกฤดู โดยไม่จำเป็นต้องเลือกไปเที่ยวเฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น เพราะขนาดไปเที่ยวหน้าร้อนเดือนเมษายน แม้อากาศช่วงกลางวันจะค่อนข้างร้อน แต่ครั้นเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้ไม่นาน ความร้อนก็จะค่อยๆ ลดลงไป ส่วนการไปเที่ยวดอยช้างในหน้าฝนก็จะพบกับความเขียวขจีของใบไม้ ใบหญ้า แถมได้สัมผัสความเย็นฉ่ำชื่นใจจากน้ำฝน และได้สัมผัสอากาศแสนบริสุทธิ์หลังฝนตกใหม่ๆ ทำให้หายใจได้เต็มปอดชื่นใจเป็นที่สุด 

Mr.Flower อยากชวนเชิญคุณๆ ไปเที่ยวดอยช้างด้วยกันอีก (สำหรับคนที่เคยไปมาแล้ว) ส่วนคนที่ยังไม่เคยไปเที่ยวดอยช้าง ก็ยิ่งขอแนะนำว่ายิ่งต้องไปสัมผัสความสวยงาม แสนโรแมนติกของดอยช้าง เพราะมั่นใจว่า เมื่อได้ไปสัมผัสแล้วคุณจะหลงรัก  

ดอยช้างมีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย เช่น ป่าเขาที่ยังถือว่าอุดมสมบูรณ์พอประมาณ (แต่ดอยบางลูกบนดอยช้างก็หัวโล้นไปแล้ว เพราะถูกโค่นป่าตัดต้นไม้เพื่อทำไร่การเกษตร) ดอยช้างในหน้าฝนจะมีเมฆฝนและหมอกฝนลอยอ้อยอิ่งแตะยอดไม้ และบางครั้งก็ลอยเสมอกับผิวถนนที่เราใช้เป็นทางสัญจรขึ้นดอย เพราะฉะนั้นจึงมีทะเลหมอก ทะเลเมฆ และหมอกฝนให้ชมมากมายในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังฝนตกใหม่ๆ จะได้กลิ่นหอมของทั้งฝน ดิน และกลิ่นป่า 

สำหรับคอกาแฟก็จะปลื้มกับกาแฟพันธุ์อาราบิกาที่ปลูกบนดอยช้าง สาเหตุที่รสชาติกาแฟดอยช้างเป็นที่เลื่องลือระบือนามก็เพราะอุณหภูมิบนดอยช้างพอเหมาะพอสมกับการเจริญเติบโตของกาแฟพันธุ์นี้ โดยความสูงของดอยช้างสูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ 1,200-1,300 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 24 องศา
เซลเซียส คอกาแฟบอกว่าพันธุ์อาราบิกามีกาเฟอีนต่ำกว่าพันธุ์โรบัสตาเพราะฉะนั้นจึงดื่มได้ง่ายกว่าสำหรับผู้ที่ไม่นิยมได้รับปริมาณกาเฟอีนจากกาแฟสูงมากๆ  

มีคำถามว่า ไปเที่ยวดอยช้างหน้าไหน จึงจะได้สัมผัสความสวยที่สุด สำหรับผมขอตอบว่า ดอยช้างสวยทุกหน้า แต่เป็นความสวยที่ต่างกันไปหากเป็นความเห็นส่วนตัวของผมขอยืนยันว่าหน้าฝนนั้นทำให้ดอยช้างสวยแบบเขียวขจี ชุ่มฉ่ำ เย็นชื่นใจแต่หากไปเที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาวก็จะได้บรรยากาศไปอีกแบบคือ ได้รับความเย็นฉ่ำจากสายฝนในบางวัน แล้วก็ได้รับความเย็นแบบหนาวนิดๆ จากลมหนาวที่เริ่มส่งความเย็นมาสัมผัสผิวกาย 

ที่พักบนดอยช้างมีให้เลือกหลายระดับราคา มีทั้งแบบห้องนอนที่ไม่ต่างไปจากโรงแรมระดับ 2-3 ดาว และมีแบบกางเต็นท์ให้เลือกด้วย ส่วนอาหารการกินก็สมบูรณ์มาก ยิ่งผู้ที่ชื่นชอบผักสดแล้ว จะยิ่งประทับใจอย่างยิ่งยากที่จะบรรยาย เพราะมีผักสด ที่สดจริงๆ ไว้คอยบริการเป็นประจำ มีมะเขือเทศรสชาติดีไว้ให้กินได้เกือบทั้งปี (มาตรฐานของอาหารก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่คุณเลือกพักด้วย) 

ไปเที่ยวดอยช้างทั้งที ก็ขอชวนคุณๆนำขนม และเสื้อผ้า ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน และชุดกีฬา ไปแจกเด็กน้อยบนดอยสูงด้วยนะครับ น้องๆ ลูกๆ หลานๆ เหล่านี้ยังรอคอยความมีเมตตาจากพวกเราทุกคน เราเที่ยวกันสนุกสนานแล้ว ก็แบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมชาติของเราที่ค่อนข้างด้อยโอกาสเมื่อเทียบกับคนในเมืองใหญ่ เพียงเท่านี้เราก็ได้ทั้งความสุขกายและสุขใจแล้วครับ 

เราจะไปเที่ยวดอยช้างกันในเดือนสิงหาคมนี้ หากคุณสนใจร่วมทริปเล็กๆ อบอุ่น เป็นกันเองกับเรากรุณาติดต่อที่ 091-7233615 ครับ ไปเที่ยวด้วยกันนะครับ

ตะลอนเที่ยว : นักท่องเที่ยวอินเดีย ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655027

ตะลอนเที่ยว : นักท่องเที่ยวอินเดีย ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทุกวันนี้ เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวชาวอินเดียคือตัวแปรสำคัญที่มีส่วนกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะรายได้อันเกิดมาจากธุรกิจการท่องเที่ยวเพราะนักท่องเที่ยวอินเดียกำลังจะกลายมาเป็นผู้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งแล้ว

ตะลอนเที่ยววันนี้ขออนุญาตฉายภาพของความหวังอันเรืองรองของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีส่วนผลักดันโดยกลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดีย ทั้งนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งเป้าเบื้องต้นไว้ว่าภายในปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้ามาในไทยอย่างน้อย 5-6 แสนคน และประมาณการรายได้ว่าจะสูงถึง 2.7 หมื่นล้านบาท เหตุผลที่ตั้งประมาณการไว้เช่นนั้น เพราะว่าทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้ามาวันละประมาณ 2 พันกว่าคน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้เนื่องจากประเทศไทยคือแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวอินเดียชื่นชอบ ประกอบกับอยู่ห่างไกลกันไม่มากนัก ใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินเพียงประมาณ 4 ชั่วโมงเศษเท่านั้น (กรุงเทพฯ-กรุงนิวเดลี)

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ กล่าวในงาน Amazing Thailand, Amazing New Chapters ที่จัดขึ้นในกรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 โดยงานนี้มีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของอินเดียจำนวนประมาณ 60 รายเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและถามคำถามกับนายธเนศวร์ 

นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 18-20 พฤษภาคม 2565 นางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิว เดลี และนายธเนศวร์ ได้ร่วมเป็นประธานเปิดคูหาประเทศไทย ในงาน South Asia Travel and Tourism Exchange 2022 (SATTE 2022)จัดที่ India Expo Mart, Greater Noida, Delhi โดยในงานนี้มีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวโรงแรม สายการบิน โรงพยาบาล และบริการอื่นๆ ของประเทศไทยจำนวน 30 รายเข้าร่วมงาน โดยผู้ประกอบการเหล่านี้ได้เจรจาการค้ากับบริษัทการท่องเที่ยวและบริการของอินเดีย

เมื่อดูจากสถิตินักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ถึงขณะนี้ พบว่ามีตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้วเมื่อถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เมื่อประเทศไทยยกเลิกมาตรการ Test and Go ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางเข้าไทยมีจำนวนมากขึ้นแบบก้าวกระโดดในขณะที่ตัวเลขของนักเที่ยวจากชาติอื่นๆ ก็มีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน แต่ที่เห็นได้ชัดคือนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยมากถึงวันละ 2 พันคนเศษ ซึ่งนับว่ามากอย่างมีนัยสำคัญ และมีจำนวนเกือบจะเทียบเท่ากับนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรที่เดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน (สถิติจากต้นปีนี้ถึงปัจจุบัน) โดยตัวเลขต่างกันเพียงประมาณ 3,400 คนเท่านั้น

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับต้นๆ คือ 1-5 ได้แก่ สหราชอาณาจักรอินเดีย เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และรัสเซียโดยมีตัวเลขรวมทั้งหมดตั้งแต่ 1 มกราคม-17 พฤษภาคม ประมาณ 1 ล้าน 7 หมื่นคน

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในไทยที่นักท่องเที่ยวอินเดียชื่นชอบมากเป็นพิเศษคือ ทะเลในจังหวัดทางภาคใต้ของไทย นอกจากนี้ยังนิยมเข้ามาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ อีกด้วย เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีสินค้าต่างๆ ให้ซื้อหาได้ตามความต้องการ และมีอาหารการกินที่สมบูรณ์มาก อีกทั้งยังมีแหล่งพักผ่อน ช้อปปิ้ง สปา ความงาม และสุขภาพให้เลือกใช้บริการได้อย่างเสรี

ด้านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี กล่าวว่าทุกวันนี้มีชาวอินเดียประมาณ 600 คนยื่นความจำนงขอวีซ่าเข้าประเทศไทย และขณะเดียวกันก็ยังสามารถขอ Visa on Arrival เมื่อเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยเครื่องบินพาณิชย์ได้อีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวอินเดียต้องการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวและทำธุรกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

ส่วนผู้ประกอบการท่องเที่ยวอินเดียหลายรายก็บอกตรงกันว่าประเทศไทยคือดินแดนยอดนิยมของคนอินเดีย เพราะมีอาหารอร่อยให้เลือกรับประทานได้ตลอดเวลา มีผลไม้ตามฤดูกาลที่มีรสชาติแสนอร่อย มีโรงแรมที่พักมีคุณภาพดีราคาจับต้องได้ให้เลือกพักมากมาย ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ เช่น กระบี่ ภูเก็ต ชลบุรี เป็นต้น แต่ที่มากกว่านั้นคือชาวอินเดียชื่นชอบอัธยาศัย และความโอบอ้อมอารีของคนไทย ชอบรอยยิ้มของคนไทย และชอบความสนุกสนานของคนไทย นี่คือเสน่ห์ของประเทศไทยที่มัดใจชาวอินเดียได้เสมอมา

ตะลอนเที่ยววันนี้ ไม่ได้ชวนคุณๆ ไปเที่ยวเหมือนที่เคยทำมาในสัปดาห์ก่อนๆ แต่ตั้งใจนำเสนอความน่าสนใจของตัวเลขนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางเข้าประเทศไทยในระยะนี้ เพราะต้องการบอกคุณๆ ว่านี่คือสิ่งชดเชยตัวเลขเศรษฐกิจที่ไทยเคยได้จากนักท่องเที่ยวจีนเพราะเมื่อดูจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอินเดียในไทยเฉลี่ยต่อทริปตกประมาณ 45,000 บาทต่อคนต่อการเดินทางท่องเที่ยวหนึ่งครั้ง แล้วก็ต้องไม่ลืมว่าอินเดียมีประชากร 1,400 ล้านคนมีชนชั้นกลางหลายร้อยล้านคน ดังนั้นหากเราสามารถทำให้ชนชั้นกลางของอินเดียเข้ามาเที่ยวไทยได้ตลอดปี ประเทศไทยก็จะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวอินเดียจำนวนมหาศาล ซึ่งยังไม่รวมรายได้จากนักธุรกิจอินเดียที่เข้ามาทำมาค้าขายกับประเทศไทย

ตะลอนเที่ยว : โค กระบือที่เราร่วมกันไถ่ชีวิตของเขามา วันนี้เขาสบายดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653488

ตะลอนเที่ยว : โค กระบือที่เราร่วมกันไถ่ชีวิตของเขามา วันนี้เขาสบายดี

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาพกระบือฝูงนี้ที่ Mr.Flower ตั้งใจนำมาเสนอให้คุณๆ ได้รับชมในวันนี้ คือเครื่องยืนยันว่า โครงการไถ่ชีวิตโค กระบือ จากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปให้เกษตรกรและผู้ที่มีความพร้อมเลี้ยงดูต่อไป เป็นโครงการที่ไม่ได้สักแต่ว่าไถ่ชีวิตโค กระบือ แล้วส่งไปที่ไหนก็ไม่ทราบ ไม่เคยติดตามสารทุกข์สุกดิบของสัตว์ และผู้รับเลี้ยง เพราะภาพที่เห็นนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสัตว์ที่คณะของเราร่วมกันไถ่ชีวิตของเขาจากโรงฆ่าสัตว์เมื่อหลายปีก่อน บัดนี้พวกเขายังอยู่ดีมีสุข มีความสุขสบายตามอัตภาพ

โครงการไถ่ชีวิตโค กระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้เกษตรกร รวมถึงผู้ที่มีความสามารถเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี เป็นโครงการที่จัดทำโดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า เริ่มโครงการครั้งแรกเมื่อปีปลายปี 2556 โดยการหารือร่วมกันของคุณผาณิต พูนศิริวงศ์ ผู้บริหารหนังสือพิมพ์แนวหน้า และคุณเฉลิมชัย ยอดมาลัยบรรณาธิการข่าว พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้าและผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าจำนวนมากที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค โดยทั้งหมดมีความเห็นร่วมกันว่าแนวหน้าจะทำโครงการนี้เพื่อช่วยเหลือโค กระบือให้รอดพ้นจากการถูกฆ่า แล้วนำไปให้ผู้ที่มีความสามารถเลี้ยงดูต่อไป โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามขายต่อ ห้ามส่งมอบให้บุคคลอื่นห้ามฆ่า และห้ามทำทารุณกรรมต่อสัตว์ 

ทั้งนี้ผู้รับสัตว์ไปดูแลจะต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับเจ้าของโครงการคือหนังสือพิมพ์แนวหน้า พร้อมกับต้องมีพยานรับรู้ 2 คน และที่สำคัญคือจะต้องรายงานความเป็นอยู่ของสัตว์ให้เจ้าของโครงการทราบเป็นประจำทุกเดือน พร้อมส่งภาพถ่ายให้เป็นหลักฐานส่วนเจ้าของโครงการมีสิทธิ์ไปเยี่ยมเยียนเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของสัตว์ และความเป็นอยู่ของผู้ดูแลสัตว์ได้เป็นประจำ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเห็นสภาพความเป็นอยู่แท้จริงของทั้งสัตว์และผู้รับเลี้ยง 

ปรากฏว่าตลอดระยะเวลาการทำโครงการนี้ เราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตโค กระบือไปแล้ว 135 ชีวิต โดยแรกๆ ก็ไถ่ชีวิตครั้งละ3-5 ตัว ตามกำลังทรัพย์ที่เรารวบรวมได้ครั้นต่อมาเมื่อมีทุนทรัพย์มากขึ้นเราก็สามารถไถ่ชีวิตโค กระบือได้จำนวนมากขึ้น เช่นครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2562 คณะของเราไปไถ่ชีวิตโค กระบือที่จังหวัดเชียงราย รวมทั้งหมดในคราวเดียวคือ 37 ชีวิต แล้วมอบให้นักเรียนโรงเรียนชาวนา ในความดูแลของสถานปฏิบัติธรรม ไร่เชิญตะวัน โดยกระจายให้ครอบครัวละ 2-4 ตัว ตามขนาดของพื้นที่ และตามความสามารถของผู้รับสัตว์ไปดูแล

สำหรับภาพที่นำมาเสนอในวันนี้คือชีวิตประจำวันของกระบือจำนวน 9 ชีวิต (อันที่จริงยังมีวัวอีก 7 ชีวิต แต่ไม่ได้นำภาพมาฝาก) โดยกระบือฝูงนี้ หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา ได้ร่วมกับคณะของเราไถ่ชีวิตเขาเหล่านี้มาจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในอำเภอกำแพงแสน นครปฐม เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยวันที่เราไปไถ่ชีวิตโค กระบือนั้น เป็นวันที่ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในห้วงเวลาที่สับสนมากที่สุด เนื่องจากมีข่าวอาการพระประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แพร่สะพัดในสังคมตลอดเวลา วันที่เราไปไถ่ชีวิตโค กระบือฝูงนี้ เป็นวันที่ 13 ตุลาคม ช่วงเวลาบ่าย ปัจจุบันโค กระบือฝูงนี้ อยู่ที่คุ้มเรือหม่อมไฉไล อำเภอบางเลน นครปฐม

เมื่อไปถึงโรงฆ่าสัตว์ ทั้งหม่อมไฉไล และ Mr.Flower พร้อมคณะอีกสองคนก็ร่วมกันตัดสินใจเลือกโค กระบือ โดยเน้นตัวที่ตั้งท้องและแม่ลูกอ่อน เป็นอันดับแรก ทั้งๆ ที่ใจจริงอยากจะไถ่ชีวิตออกมาทั้งหมด แต่ติดที่เรามีเงินจำกัด 

สุดท้ายแล้วในวันนั้นหม่อมไฉไลไถ่ชีวิตโค และกระบือ รวม 11 ชีวิต ส่วนคณะของเราไถ่ชีวิตออกมาอีก 6 ชีวิตโดยหม่อมไฉไลบอกว่า พี่ขอรับผิดชอบทั้ง11 ชีวิต ด้วยเงินส่วนตัวของพี่เอง เพราะพี่ต้องการถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 

ส่วนโค กระบืออีก 6 ชีวิตนั้น ทางคณะผู้ทำโครงการได้นำไปมอบให้เกษตรกรที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 

จากวันนั้นจวบจนวันนี้ โค กระบือที่เราร่วมกันไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์ได้ตกลูกออกมาแล้วมากกว่า 20 ตัว แต่ก็มีเรื่องน่าเสียใจที่บางตัวก็ป่วยจนต้องตายไปบ้าง บางตัวถูกงูกัดตาย บางตัวก็เกิดอุบัติเหตุทำให้ขาหัก สำหรับโค กระบือที่เจ็บป่วยนั้น พวกเราก็ได้พยายามช่วยกันรักษาเพื่อให้เขามีชีวิตรอดต่อไป หากคุณๆ ยังจำได้ เมื่อประมาณ 2 ปีเศษที่ผ่านมานั้น พวกเราได้ช่วยกันรักษาวัวแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุจนขาหัก โดยได้รับการผ่าตัดจากทีมสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการผ่าตัดครั้งนั้นเป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพราะต้องผ่าตัดแล้วดามโลหะที่ขาของวัว ปัจจุบันวัวตัวที่ได้รับการผ่าตัดยังมีชีวิตอยู่ โดยอยู่ที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี

ขอเรียนให้ทราบว่าโครงการไถ่ชีวิตโค กระบือ โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงดำเนินอยู่ตามปกติ เพียงแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นั้น ทีมทำงาน
ไม่ได้ออกไปค้นหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะรับโค กระบือไปเลี้ยงดู ดังนั้นจึงไม่ได้มีการส่งข่าวเรื่องระดมทุนสำหรับไถ่ชีวิต แต่ขณะนี้ทีมงานได้บุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะรับโค กระบือไปรับเลี้ยงดูได้อย่างเหมาะสมแล้ว จึงขอเรียนแจ้งให้ท่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคเงินสมทบทุน โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 และขอความกรุณาช่วยค้นหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่สามารถรับโค กระบือไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดีแล้วโปรดแจ้งให้คณะผู้จัดทำโครงการได้มีข้อมูลสำหรับการพิจารณามอบโค กระบือให้ไปเลี้ยงดูต่อไป 

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน และขอขอบคุณผู้มีใจกุศลที่รับโค กระบือ ไปเลี้ยงดูให้มีความสุข ตราบจนสัตว์สิ้นอายุขัยตามธรรมชาติ

ตะลอนเที่ยว : วชิรานุสรณ์ (ตึกเหลือง) ณ วชิรพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651995

ตะลอนเที่ยว : วชิรานุสรณ์ (ตึกเหลือง) ณ วชิรพยาบาล

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรุงเทพมหานครยังคงมีอาคารเก่าแก่อายุนานกว่าหนึ่งศตวรรษ แต่ยังคงมีสภาพดีมาก หลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่งและหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ อาคารวชิรานุสรณ์ ในเขตโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน กรุงเทพฯ อาคารนี้ถูกเรียกขานโดยคนในวชิรพยาบาลมานานนมว่า ตึกเหลือง

แรกเริ่มนั้น อาคารแห่งนี้ชื่อว่า บ้านหิมพานต์ ป๊ากสามเสน (Sam Sen Park) ผู้เป็นเจ้าของเดิมคือพระสรรพการหิรัญกิจ (เชย อิศรภักดี) คาดว่าเริ่มก่อสร้างอาคารนี้เมื่อ พ.ศ. 2448 ด้วยงบประมาณราวๆ 8 หมื่นบาท แล้วเสร็จเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2451 แล้วเปิดให้ผู้จ่ายเงินค่าสมาชิกเข้าชมและใช้บริการภายในป๊ากสามเสนได้ จึงนับได้ว่าป๊ากสามเสนคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งนี้กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปทรงเปิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2451

ในอดีต ด้านข้างอาคารวชิรานุสรณ์ (มองจากด้านหน้าอาคารฝั่งถนนสามเสน) เป็นที่ตั้งของอาคารชื่อตึกคุณทรัพย์ (ตึกสีชมพู) แต่ปัจจุบันถูกรื้อถอนไปแล้ว ในประวัติกล่าวว่าด้านหน้าของอาคารเคยมีโรงละครขนาดใหญ่ 1 โรง และมีกรงสัตว์เลี้ยงเหมือนกับสวนสัตว์ มีสระน้ำ และสนามหญ้า และถ้ำหรือเขามอ (เขามอคือเขาขนาดย่อมๆ ที่ก่อด้วยอิฐ หิน ซีเมนต์ ใช้เพื่อตกแต่งสถานที่) นอกจากนี้ยังมีน้ำพุด้วย 

บริเวณด้านหลังอาคารมีเขาดิน ภายในมีอุโมงค์ และมีแปลงไม้หอม มีที่นั่งสำหรับพักผ่อน มีอาคารเล็กๆ สำหรับใช้นั่งดื่มเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ และกินหมากพลู มีเรือให้พายเล่นในคลอง ค่าบริการที่เรียกเก็บจากผู้เข้าใช้คือ1 บาทต่อคน เปิดให้ชมตั้งแต่ 7 นาฬิกาถึงเที่ยงคืน และมีการฉายภาพยนตร์จากยุโรปทุกคืนวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 19.00-22.30 นาฬิกา

ตามประวัติกล่าวว่า พระสรรพการหิรัญกิจเป็นชายหนุ่มผู้มีรสนิยมเป็นเลิศ เคยร่วมดำเนินกิจการแบงก์สยามกัมมาจล แต่บริหารงานผิดพลาดจึงถูกฟ้องร้องล้มละลาย ถูกถอดยศ กลุ่มอาคารในป๊ากสามเสนถูกยึดตกเป็นของแบงก์สยามกัมมาจล แล้วในกาลต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อกลุ่มอาคารทั้งหมดไว้ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กรมศุขาภิบาลสร้างโรงพยาบาลเพื่อให้บริการกับชาวบ้านที่อยู่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ มีชื่อว่า วชิรพยาบาล เมื่อ พ.ศ. 2455

พระองค์ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งในตอนหนึ่งว่า “บัดนี้โรงพยาบาลอันนี้ ก็ได้ตกแต่งขึ้นพร้อมแล้ว เราขอให้นามว่า วชิรพยาบาล และขอมอบที่นี้ไว้เป็นสาธารณสถาน เป็นสมบัติสิทธิ์ขาดแก่ประชาชนชาวไทย”

หลังจากอาคารนี้ได้ถูกใช้งานมายาวนานหลายสิบปีก็จึงชำรุดทรุดโทรมลงอย่างมาก จึงนำไปสู่การซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ ใช้เวลาหลายปี จนปัจจุบันอาคารวชิรานุสรณ์ได้รับการบูรณะซ่อมแซมจนเกือบเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วและจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สามเสนต่อไปในอนาคต ขอเรียนให้ทราบว่าสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเมื่อได้ชมอาคารนี้คือ เพดานห้องแต่ละห้องซึ่งมีจำนวนประมาณ 20 ห้อง มีความงดงามมาก แต่ละห้องมีลวดลายแตกต่างกัน โดยผสมผสานลวดลายทั้งของไทย เปอร์เซีย ยุโรป และจีนเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืนลงตัวมาก ส่วนห้องโถงบันไดหลักของอาคารก็ทำได้งดงามอลังการ

สำหรับการเปิดให้เข้าชมนั้น อนุญาตให้เฉพาะการขอเข้าชมเป็นหมู่คณะเท่านั้น โดยติดต่อขอเข้าชมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ วชิรพยาบาล 

Mr.Flower ตั้งใจจะนำคุณๆ ที่เป็นแฟนคอลัมน์ไปชมความวิจิตรของอาคารนี้ โดยประสานงานกับวชิรพยาบาลไว้เบื้องต้นแล้ว หากคุณๆ สนใจโปรดติดต่อ 091-7233615 (รับจำนวนจำกัดครั้งละ 20 ท่านเท่านั้น)

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังพญาไท อดีตโรงหลวงและดุสิตธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650635

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังพญาไท อดีตโรงหลวงและดุสิตธานี

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย้อนหลังไปประมาณ 100 ปี บริเวณที่เราทุกคนได้เห็นในปัจจุบันว่าเป็นสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คือท้องทุ่งพญาไท ซึ่งในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามถนนที่ตัดผ่านท้องทุ่งแห่งนี้ว่าซางฮี้ (หมายความว่ายินดีอย่างยิ่ง) ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามถนนใหม่ว่า ราชวิถี แล้วทรงซื้อที่ดิน 100 ไร่จากชาวสวนในบริเวณถนนใหม่ เพื่อทรงทำที่ทดลองปลูกธัญพืช และเป็นที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถโดยพระราชทานนามว่าโรงนาหลวงพญาไท แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายสถานที่จัดงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจากทุ่งพระเมรุท้องสนามหลวงไปจัด ณ โรงนาหลวงพญาไท ทุ่งพญาไท

เมื่อครั้งปี 2452 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักพญาไท พระตำหนักพญาไทเคยเป็นที่ประทับของในหลวงรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ครั้นเมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯยกวังพญาไทเป็นพระราชวังพญาไท เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี 

จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักอุดมวนาภรณ์ (ภายหลังทรงให้เปลี่ยนชื่อเป็นเมขลารูจี) เป็นพระตำหนักองค์แรก แล้วทรงสร้างพระราชมณเฑียรสถานอันประกอบไปด้วยพระที่นั่งสามองค์และพระราชอุทยานตามแบบสถาปัตยกรรมอิตาเลียน แต่เรียกว่าสวนโรมัน แล้วทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจำลองจากพระราชวังดุสิตไปยังพระราชวังพญาไท  

พระที่นั่งองค์ต่างๆ ในพระราชวังพญาไทมีพระนามดังต่อไปนี้ พระที่นั่งพิมานจักรี พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ ส่วนอาคารสำคัญอื่นๆ ในเขตพระราชวังพญาไท มีดังต่อไปนี้พระตำหนักเมขลารูจี อาคารเทียบรถพระที่นั่งสวนโรมัน ศาลท้าวหิรันยพนาสูร พระมหานาคชินะวร วรานุสรณ์มงกุฎราช   

พระที่นั่งพิมานจักรีเป็นพระที่นั่งองค์ประธานมีห้องพระบรรทมของในหลวง รัชกาลที่ 6 อยู่ในพระที่นั่งองค์นี้ และมีห้องประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา อยู่ในพระที่นั่งองค์นี้ด้วยเช่นกัน 

สำหรับศาลท้าวหิรันยพนาสูรเป็นศาลสำคัญในเขตพระราชวังพญาไท ตามประวัติกล่าวว่ารัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงหล่อรูปท้าวหิรันยพนาสูรด้วยทองสำริด เมื่อปี 2465สวมชฎา (เทริด) แบบโบราณ สวมผ้านุ่งคล้ายเทวรูปเขมร มีไม้เท้าเป็นเครื่องประดับยศ   

ตามประวัติกล่าวว่า รัชกาลที่ 6 ทรงให้ช่างหล่อหลวงหล่อรูปท้าวหิรันยพนาสูรเมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์ จำนวนทั้งหมด 8 องค์ ความสูงองค์ละ 20 เซนติเมตร องค์แรกประดิษฐานอยู่ข้างพระที่นั่งในห้องพระบรรทม ปัจจุบันถูกเชิญไปประดิษฐานในวังรื่นฤดี ส่วนองค์ที่สองอัญเชิญไปไว้ที่หน้าหม้อรถยนต์พระที่นั่ง ปัจจุบันอัญเชิญไว้บนหิ้งบูชา หมวดรถยนต์หลวง องค์ที่สามอัญเชิญไปไว้ที่กรมมหาดเล็กหลวง ปัจจุบันอยู่ที่พระที่นั่งราชกรัณยสภาในพระบรมมหาราชวัง และอีกองค์หนึ่งอยู่ที่บ้านของพระยาอนิรุทธเทวา อดีตอธิบดีกรมมหาดเล็กหลวงในรัชกาลที่ 6  

ครั้งหน้าหากคุณเข้าไปในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ขอให้คุณแวะไปเยี่ยมชมพระที่นั่งในเขตพระราชวังพญาไท และชมความงดงามของสิ่งต่างๆ ในเขตพระที่นั่งพระราชวังพญาไท แล้วคุณจะได้ประจักษ์ว่าพระราชวังพญาไทมีความงดงาม และได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพระราชวังแห่งนี้ด้วย

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเชียงรายแบบสายบุญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649186

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเชียงรายแบบสายบุญ

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ไปเมืองเชียงรายมาก็หลายสิบครั้งทุกครั้งที่ไปก็มีความสุขกาย สุขใจตลอด เพราะเชียงรายมีที่ท่องเที่ยวมากมายเกินบรรยายทั้งแบบธรรมชาติ และแบบที่มนุษย์สร้างขึ้น

แต่สำหรับทริปเชียงรายในสัปดาห์นี้ขอบอกตรงๆ เป็นทริปของสายบุญอย่างแท้จริง เป็นทริปที่เน้นการไหว้พระ ทำบุญทำกุศลชนิดที่ว่าเข้าวัดนี้ต่อด้วยวัดนั้นอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้สถานที่บางแห่งจะไม่ใช่วัด แต่ก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงราย

ทริปนี้เริ่มกันที่วัดพระแก้วเชียงรายวัดที่มีหลักฐานว่าพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี่มาก่อน โดยอ้างอิงจากชินกาลมาลีปกรณ์ และรัตนพิมพวงศ์ ที่กล่าวถึงท้าวมหาพรหม เจ้าผู้ครองเชียงราย ผู้อัญเชิญพระสีหลปฏิมา และพระรตนปฏิมา จากเมืองกำแพงเพชรไปยังเมืองเชียงราย โดยอัญเชิญไปณ วัดป่าเยียะ (ป่าไผ่) แล้วต่อมาในปี พ.ศ. 1977 ได้เกิดฟ้าผ่าเจดีย์ของวัด เมื่อเจดีย์ทลายลง ก็ได้พบว่ามีพระพุทธรูปอยู่ภายใน จึงได้อัญเชิญไปไว้ในพระวิหารของวัด จนวันหนึ่งปูนที่พอกปิดองค์พระพุทธรูปได้แตกกระเทาะออกจึงเห็นเนื้อของพระพุทธรูปเป็นแก้วรัตนะจึงได้กระเทาะปูนที่พอกปิดองค์พระออกทั้งหมด จึงเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามทำจากรัตนะทั้งองค์ ปัจจุบันยังคงมีพระเจดีย์ พระอุโบสถ และวิหารกลางน้ำซึ่งประดิษฐานพระแก้วมรกตองค์จำลอง พระนามว่าพระพุทธรตนากรนวุติวัสสานุสรณ์มงคล หรือพระหยกเชียงราย โดยวิหารกลางน้ำนี้สร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา แล้วอัญเชิญพระหยกเชียงรายประดิษฐาน ณวิหารกลางน้ำ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2534  

สถานที่ต่อไปคือ พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช (พญามังรายมหาราช) ผู้ทรงสถาปนาหิรัญนครเงินยางเชียงลาว หรือเมืองเชียงราย และเมืองเชียงใหม่พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้อยู่ที่บริเวณ 5 แยกในตัวเมืองเชียงราย ประดิษฐานพระบรมรูปปั้นประทับยืน พระหัตถ์ซ้ายทรงพระแสงดาบพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราชเป็นสถานที่หนึ่งที่มีผู้คนมากมายไปกราบถวายบังคม ถวายราชสักการะเป็นประจำตลอดเวลา เพราะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงราย และคนไทย

สถานที่ต่อไปคือ เสาสะดือเมือง เชียงราย หรือศาลพระหลักเมืองประจำเมืองเชียงราย ตั้งอยู่บนดอยจอมทอง หรือดอยทองในตัวเมืองเชียงราย ลักษณะการก่อสร้างยึดตามแบบสมมุติของจักรวาล โดยยกเป็นชั้นๆรวม 6 ชั้น เปรียบเสมือนสวรรค์ชั้นต่างๆ เช่น จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามะ ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตสวัสตี เสาสะดือเมืองเสมือนว่าตั้งอยู่บนเขาพระสุเมรุ บนฐานสามเหลี่ยม เปรียบเสมือนตรีกูฏบรรพต และมีเสาบริวารล้อมรอบ 108 ต้น บริเวณด้านล่างของเสาสะดือเมือง คือวัดพระธาตุดอยจอมทอง

หลายคนไปเที่ยวเชียงรายหลายครั้ง แต่ไม่เคยไปกราบไหว้นมัสการเสาสะดือเมืองแม้แต่ครั้งเดียว แถมบางคนไปเชียงรายหลายสิบครั้ง แต่ก็ไม่เคยไปกราบนมัสการวัดพระแก้วเชียงรายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้น Mr. Flower จึงขอเชิญชวนคุณๆ ไปกราบนมัสการหากคุณมีโอกาสไปเที่ยวชมเมืองเชียงรายในครั้งหน้า

อันที่จริง ในเชียงรายยังมีวัดวาอารามที่น่าสนใจและควรแก่การไปกราบไหว้นมัสการอีกมากมาย แต่ขออนุญาตนำคุณไปเที่ยวชมวัดต่างๆ ในโอกาสถัดไป 

ส่วนภาพประกอบคอลัมน์ในวันนี้ที่นอกเหนือจากวัดพระแก้วเชียงราย เสาสะดือเมืองเชียงราย และพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราชแล้ว ก็ขอนำภาพลำน้ำกกแม่น้ำสำคัญของเชียงรายมาฝากคุณ พร้อมกับนำภาพอาหารการกินที่แสนอร่อยมาฝากคุณด้วย

และขอเชิญชวนคุณร่วมทริปเที่ยวเชียงรายไปกับ Mr. Flower ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมปีนี้ด้วยกัน สนใจร่วมทริปเชียงราย โปรดติดต่อ 091-7233615รับสมาชิกเพียง 12-14 ท่านเท่านั้นครับเดินทางด้วยเครื่องบิน เน้นกินดี นอนดีเที่ยวแบบละมุนละไม เจาะลึกด้านประวัติศาสตร์และขนบประเพณีท้องถิ่น