ตะลอนเที่ยว : วัดโพธิ์บางคล้า เมืองแปดริ้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/647833

ตะลอนเที่ยว : วัดโพธิ์บางคล้า เมืองแปดริ้ว

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บางคล้ามีของดีของงามอยู่หลากหลาย มีทั้งวัดเก่าแก่ มีชุมชนโบราณตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกงมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ปากน้ำโจ้โล้ มีตลาดน้ำ และมีอาหารอร่อยรสเลิศ รวมถึงมีมะม่วงอร่อยหลายชนิด มีมะพร้าวน้ำหอมที่กลิ่นหอมชื่นใจ เนื้อมะพร้าวอ่อนหอมหวานนุ่มละมุน แล้วยังมีขนมเปี๊ยะเลิศรสกลิ่นหอมชวนรับประทาน

สำหรับตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ จะชวนคุณไปไหว้พระที่วัดโพธิ์บางคล้า และชมค้างคาวแม่ไก่ที่ห้อยหัวเกาะต้นไม้อยู่ในบริเวณวัด ขอบอกว่าน่าแปลกประหลาดมากที่ค้างคาวหลายพันตัวอาศัยอยู่ในเขตวัดโพธิ์แห่งนี้มายาวนานกว่าร้อยปี (ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่) 

สำหรับประวัติของวัดโพธิ์บางคล้านั้นไม่ปรากฏชัดว่าสร้างเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง บ้างก็ว่าตอนปลาย และมีคำบอกเล่าด้วยว่าวัดนี้เคยเป็นที่พักทัพของพระยาตาก (ภายหลังคือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) เมื่อครั้งก่อนกอบกู้อิสรภาพให้กรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ

ทำไมชื่อวัดโพธิ์ ก็ต้องขออ้างตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนอีกว่า เดิมวัดนี้มีต้นโพธิ์ใหญ่ในเขตวัด ส่วนอุโบสถเดิมมีรูปทรงคล้ายเก๋งจีนช่อฟ้าทำเป็นรูปศีรษะมังกร (แต่ถูกรื้อถอนไปแล้ว) จึงได้ชื่อว่าวัดโพธิ์ แต่โบราณสถานอายุประมาณ 200 ปีที่ยังหลงเหลืออยู่ได้แก่ วิหารทรงจตุรมุข เป็นวิหารขนาดเล็กแต่ยังคงความงดงามปรากฏอยู่ ตัววิหารก่ออิฐถือปูนฉาบด้วยปูนขาว หลังคามุงด้วยกระเบื้องเกล็ดเต่า ปัจจุบันวิหารนี้ค่อนข้างทรุดโทรมมาก ภายในวิหารมีพระพุทธไสยาสน์ และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่น่าจะได้รับการบูรณะแล้วเมื่อไม่นานมานี้ทั้งสิ้น ส่วนอาคารอื่นๆ ภายในวัด เช่น อุโบสถวิหาร ศาลาการเปรียญ และกุฏิพระสงฆ์เป็นอาคารที่ก่อสร้างในยุคใหม่ 

จุดสำคัญอีกอย่างในวัดโพธิ์คือพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังที่ได้กล่าวในเบื้องต้นว่า มีการสันนิษฐานว่าวัดนี้เคยเป็นที่พักทัพของพระองค์ท่านก่อนยกทัพไปเมืองจันทบูร (หรือจันทบุรีในภายหลัง) ดังนั้นจึงมีการสร้างพระบรมรูปของพระองค์ท่านประดิษฐานไว้ 

แต่สิ่งที่น่าสนใจมากอีกอย่างหนึ่งคือค้างคาวแม่ไก่ที่อาศัยอยู่ในเขตวัดแห่งนี้มายาวนานกว่าร้อยปี ค้างคาวแม่ไก่อยู่เฉพาะบนต้นไม้ในบริเวณวัดเท่านั้น ไม่ออกไปอยู่ตามต้นไม้ของชาวบ้านที่อยู่รอบๆ วัด ครั้นพอตกเย็นฝูงค้างคาวแม่ไก่ก็จะบินออกจากวัดไปหากินผลไม้ในบริเวณนอกวัด แล้วเมื่อถึงยามใกล้รุ่งก็จะบินกลับเข้าไปอยู่ในวัด ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า แม้รอบๆ วัดจะมีต้นไม้อยู่มากมาย และมีสวนมะม่วงอยู่รอบๆ วัด แต่ค้างคาวแม่ไก่ก็ไม่ไปอาศัย แต่ทุกตัวจะกลับเข้าวัดในยามเช้าตรู่แล้วจะโบยบินไปหากินในยามเย็นใกล้พลบค่ำของทุกวัน 

ค้างคาวแม่ไก่ (flying fox) เป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถบินได้ ออกลูกเป็นตัวครั้งละหนึ่งตัวและเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่บินได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หน้าจะคล้ายสุนัขจิ้งจอก ดวงตาโต มีขนสีน้ำตาลแดง ตัวโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักประมาณ 800 กรัม ความกว้างของปีกเมื่อแผ่เต็มที่จะกว้างประมาณ 2 ฟุตเศษ 

ก่อนจากลากันในสัปดาห์นี้ ขอเรียนย้ำว่าบางคล้า เมืองแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) เป็นชุมชนชาวจีนที่น่าสนใจมาก แต่วันนี้ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่อื่นๆในบางคล้า เพราะตั้งใจพาไปชมวัดโพธิ์บางคล้าก่อนเป็นอันดับแรก แต่ต้องย้ำว่าบางคล้ามีความน่าสนใจมากมาย มีอาหารอร่อย ผลไม้ก็อร่อย เป็นเมืองที่แสนสงบแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง 

บางคล้าตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดฉะเชิงเทราประมาณ 23 กิโลเมตร ใช้ถนนทางหลวงสาย 304 

หากคุณๆ สนใจไปเที่ยวบางคล้าด้วยกันโดยเป็นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ (สมาชิก 12-14 คน)เที่ยวแบบเจาะลึก เน้นประวัติศาสตร์ เน้นศึกษาขนบวัฒนธรรมท้องถิ่น โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วัดใต้ต้นลาน งามด้วยหอไตรกลางนํ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646663

ตะลอนเที่ยว : วัดใต้ต้นลาน งามด้วยหอไตรกลางนํ้า

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วัดใต้ต้นลานนับเป็นวัดแห่งหนึ่งที่มีจุดเด่นที่น่าสนใจมาก เพราะมีหอพระไตรปิฎก หรือหอไตรที่งดงามมากสร้างไว้กลางบ่อน้ำขนาดใหญ่ หอไตรวัดใต้ต้นลานสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง มีเสาไม้สักขนาดใหญ่ทั้งหมด 12 ต้นเป็นฐาน ความสูงประมาณ 10 เมตรเศษ ฝาผนังของหอไตรสร้างด้วยไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้งประดับกระจก หลังคาซ้อนเป็นสองชั้น หน้าบันมีรูปเทพนม (เทพประนม) ลงรักปิดทองประดับ

ตามคติการสร้างหอไตรกลางน้ำก็เพื่อเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ใบลาน โดยการเก็บรักษาไว้ในหอไตรกลางน้ำก็เพื่อป้องกันมอดและปลวกกัดกิน ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ทำสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน 

นอกจากนั้นภายในวัดใต้ต้นลานยังมีจุดน่าสนใจอีกมาก อาทิ ศาลาการเปรียญขนาดใหญ่สร้างจากไม้สักทั้งหลัง เสาหงส์คู่หน้าอุโบสถ รูปปั้นท้าวเวสสุวรรณกาย
สีขาวทำจากปูน ส่วนผนังด้านในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมเขียนเป็นเรื่องไตรภูมิด้านหลังอุโบสถมีเจดีย์ย่อมุม และมณฑป หน้าบันของอุโบสถมีความงดงามมาก ทำเป็นสามตอน ตอนบนสุดเป็นรูปพระนารายณ์สี่กรที่มีหนุมานเทินอยู่ แล้วประดับด้วยลายพรรณพฤกษา ช่วงตอนกลางของหน้าบันเป็นรูปเทวดาประดับด้วยลายพรรณพฤกษา และด้านล่างสุดของหน้าบันเป็นรูปยักษ์ประดับด้วยลายพรรณพฤกษา ทั้งหมดทำด้วยไม้แกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม ประตูอุโบสถทำด้วยไม้สลักรูปทวารบาลเป็นยักษ์บานละตน ส่วนใบเสมารอบอุโบสถตั้งอยู่ในซุ้มยอดประดับด้วยบัวตูม 

จากการขุดค้นในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับวัดโดยกรมศิลปากร เมื่อปี 2534-2536 พบว่าเคยเป็นชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 2,200 ปี โดยค้นพบโครงกระดูกจำนวน 30 โครง และข้าวของเครื่องใช้ของคนในยุคนั้น โดยค้นพบที่บริเวณเนินดินที่อยู่ห่างจากวัดไปประมาณ 1 กิโลเมตร

ปัจจุบันวัดใต้ต้นลาน ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 9 ตำบลไร่หลักทอง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2451 

วันนี้พาคุณเที่ยววัดใต้ต้นลาน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีซึ่งหลายคนเรียกว่าดินแดนเมืองพระรถ(พระรถเสน) ในตำนานพระรถนางเมรี วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชมเมืองพระรถในจุดอื่นๆเช่น กำแพงเมืองพระรถ ถ้ำนางสิบสอง หมอนนางสิบสอง เนินหน้าพระธาตุ และกราบนมัสการพระพนัสบดี พระคู่บ้านคู่เมืองของพนัสนิคม

สำหรับคุณๆ ที่สนใจร่วมท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม แบบกลุ่มเล็กๆ (12-14 คน)กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วิจิตราภรณ์ และประณีตศิลป์แห่งโขน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643826

ตะลอนเที่ยว : วิจิตราภรณ์ และประณีตศิลป์แห่งโขน

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โขน คือการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงชนิดหนึ่งของไทย โดยเฉพาะโขนที่แสดงเรื่องรามเกียรติ์ เพราะเป็นการจำลองเอาขนบประเพณีและรูปแบบต่างๆ ของราชสำนักมานำเสนอเพื่อความบันเทิงใจของผู้ชม

ดังนั้นหนึ่งในมหรสพหลวงของราชสำนักสยาม คือ โขน เพราะใช้แสดงในพระราชพิธีสำคัญๆ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และยังเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศอย่างหนึ่งของพระมหากษัตริย์ด้วย

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ไปเก็บภาพจากนิทรรศการวิจิตราภรณ์ และประณีตศิลป์แห่งโขนมานำเสนอ เพื่อย้อนความทรงจำของหลายคนที่ได้ไปชมนิทรรศการนี้ ณ หอศิลป์ร่วมสมัย ถนนราชดำเนิน ซึ่งเพิ่งปิดการจัดแสดงไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 แล้วก็เพื่อนำภาพงดงามมาฝากคุณๆ ที่พลาดการชมนิทรรศการครั้งนี้ ซึ่งก็คงต้องรอการจัดนิทรรศการครั้งหน้าในโอกาสต่อไป

โขนโดยเฉพาะโขนหลวงนั้นได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์หลายพระองค์ จึงให้การแสดงโขนมีบทร้อง ที่มาจากบทพระราชนิพนธ์ และมีท่ารำที่วิจิตรงดงาม มีการใช้ดนตรีสดประโคมประกอบการแสดง นอกจากนั้นเครื่องทรง หรือพัสตราภรณ์ของตัวละครหลักคือตัวพระ และตัวนาง รวมถึงยักษ์ชั้นสูงก็เปรียบเสมือนเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินี และเจ้านายชั้นสูงในราชสำนัก ดังนั้นเครื่องทรงของตัวละครหลักในโขนรามเกียรติ์จึงมีความวิจิตรอลังการอย่างที่สุด และยังมีถนิมพิมพาภรณ์ หรือเครื่องประดับที่ใช้ในการแสดงที่สุดแสนวิจิตรงดงาม

ดังที่ได้กล่าวว่าโขนนับเป็นมหรสพหลวงชนิดหนึ่งที่ใช้ประกอบพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นจึงมักเลือกเรื่องรามเกียรติ์เพื่อใช้แสดง เพื่อสะท้อนคติความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ ที่ทรงลงมายังโลกมนุษย์เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้อาณาประชาราษฎร์

ขอกล่าวย้ำว่าโขนในพระราชสำนักนั้นเป็นการแสดงที่วิจิตรงดงามมาก เพราะมีการนำงานประณิตศิลป์สารพัดแขนงเข้าไปรวมในการแสดงโขน ดังจะปรากฏได้ตั้งแต่บทร้อง ดนตรี เครื่องทรง ศิราภรณ์ ท่าร่ายรำและหัวโขนของตัวละครต่างๆ 

ขออนุญาตเรียนย้ำว่าโขนไทยได้รับการยกย่องเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยองค์การยูเนสโกเมื่อ พ.ศ. 2561 

งานชิ้นสำคัญที่นำมาจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้มีหลายอย่าง อาทิ หัวโขนศีรษะกุมภกรรณหน้าทอง อายุ 135 ปี ซึ่งทำจากทองแดงแล้วตอกลวดลายอย่างวิจิตรบนหัวโขน เศียรพระพิฆเนศ งานศิลป์ชิ้นสำคัญของครูชิต แก้วดวงใหญ่ เครื่องทรงตัวพระ (มังกรกัณฐ์) และตัวนาง ผลงานของอาจารย์จักรพันธ์ุ โปษยกฤต ศีรษะหนุมานหน้ามุก และฉากลับแลตอนทศกัณฐ์ลงสวนขวัญ ของอาจารย์หทัย บุนนาค และยังมีศิราภรณ์ คือ ชฎาอายุมากถึง 100 ปีมาจัดแสดงอีกด้วย ในงานนี้มีทั้งงานของโบราณดั้งเดิม และงานที่สร้างในยุคใหม่ มาจัดแสดงร่วมกัน เพื่อให้เห็นถึงความมีพลวัตรของงานประณีตศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับโขน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าประณีตศิลป์แห่งโขนนั้นมีความเชื่อมต่อกันตั้งแต่ยุคโบราณถึงยุคปัจจุบัน โดยผ่านการรังสรรค์ของช่างศิลป์ในแต่ละยุคสมัย

แม้นิทรรศการวิจิตราภรณ์ ประณีตศิลป์แห่งโขนจะปิดการแสดงไปแล้ว แต่ก็เชื่อมั่นได้ว่าในอนาคตจะกลับมาเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมอีกครั้ง เพราะความวิจิตรงดงามของโขนในราชสำนักยังประทับอยู่ในความทรงจำของคนไทยและชาวโลกผู้รักและหลงใหลในงานศิลป์ชั้นสูงตลอดเวลา

ตะลอนเที่ยว : ผ้าป่าการศึกษาเพื่อโรงเรียนริมโขงวิทยา เชียงของ เชียงราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642433

ตะลอนเที่ยว : ผ้าป่าการศึกษาเพื่อโรงเรียนริมโขงวิทยา เชียงของ เชียงราย

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปด้วยดี และสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการสำหรับการทอดผ้าป่าการศึกษาเพื่อโรงเรียนริมโขงวิทยา บ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งคณะของผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ ออกอาการวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 21.00-22.00 น.) และชาวบ้านรอบๆ โรงเรียนริมโขงวิทยา ร่วมกับคณะผู้มีจิตศรัทธากลุ่มอื่นๆ ได้ร่วมกันหาเงินเพื่อสร้างสนามกีฬากลางแจ้ง และซื้ออุปกรณ์การเรียนให้กับโรงเรียนแห่งนี้ไป โดยคณะได้นำผ้าป่าเพื่อการศึกษาไปทอด ณ โรงเรียนริมโขงวิทยา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565(ได้เงินรวมทั้งสิ้น 5 แสนกว่าบาท) 

การร่วมกันสร้างกุศลในครั้งนี้เกิดมาจาก เมื่อช่วงต้นปลายปี 25643 ถึงต้นปี 2564 หนังสือพิมพ์แนวหน้าและรายการ Good Time ได้กำหนดจะจัดทัวร์ไปเที่ยว และทำบุญทำกุศล ณ เมืองเชียงของ แต่ในระยะเวลาดังกล่าวได้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างหนัก จึงต้องเลื่อนวันเดินทาง แต่เนื่องจากได้รับปากกับทางโรงเรียนริมโขงวิทยาไว้แล้วว่าจะจัดหาทุนทรัพย์เพื่อช่วยสร้างสนามกีฬา และจัดซื้ออุปกรณ์การศึกษาให้โรงเรียน รวมถึงจัดหาของบริจาคให้กับนักเรียนและชาวบ้านรอบๆ โรงเรียนซึ่งบางครอบครัวมีฐานะยากจน  

เมื่อไม่สามารถเดินทางได้ในช่วงเวลาดังกล่าว คณะของเราจึงจัดหาสิ่งของต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า โดยเฉพาะเสื้อกันหนาว ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์
การเรียน แล้วจัดส่งไปให้โรงเรียนเพื่อแจกจ่ายให้กับเด็กนักเรียนและชาวบ้านรอบๆ โรงเรียนก่อน โดยจัดส่งของไปให้ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2564 แล้วจากนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 คณะของเราก็มีโอกาสเดินทางไปดูสภาพจริงของโรงเรียน แล้วก็ได้สัญญากับอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้ว่าคณะของเราจะเดินทางไปทอดผ้าป่าเพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษาในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 

เมื่อคณะนำผ้าป่าไปทอดที่โรงเรียน ก็ได้รับการต้อนรับด้วยไมตรีจิตอย่างอบอุ่นจากทั้งคณะครู และนักเรียน โดยนักเรียนได้นำกลองสะบัดชัยมาต้อนรับเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ และประกาศถึงฤกษ์ชัยอันดีที่เราทุกคนได้ร่วมกันทำกุศลในครั้งนี้นอกจากการนำกลองสะบัดชัยมารับแล้ว นักเรียนยังจัดการแสดงอื่นๆ ตามรูปแบบของชาวไทลื้อมาต้อนรับคณะของเราด้วย โดยแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของไทลื้อ และจัดอาหารการกินตามธรรมเนียมของไทลื้อให้คณะของเราได้รับประทานอย่างเอร็ดอร่อย (โดยคณะของเราได้แจ้งกับทางโรงเรียนและชาวบ้านว่าคณะของเราขอออกค่าใช้จ่ายค่าอาหารทั้งหมด เพราะไม่ต้องการรบกวนชาวบ้าน)  

และเพื่อให้การทำบุญทำกุศลในครั้งนี้ดำเนินไปตามรูปแบบอันดีงามตามขนบประเพณีท้องถิ่น คณะของเราได้หารือกับโรงเรียนเพื่อให้นิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีทางศาสนาด้วย ซึ่งเมื่อชาวบ้านได้รับทราบข่าวนี้ก็ได้เข้าร่วมพิธีทำบุญเพื่อถวายผ้าป่าการศึกษาด้วยเป็นจำนวนมาก และกล่าวขอบคุณคณะของเราที่ไม่ทอดทิ้งนักเรียนในชนบท 

อย่างที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นว่า โรงเรียนริมโขงวิทยาตั้งอยู่ในชุมชนไทลื้อดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือโรงเรียนโดยคณะครูได้สนับสนุนให้นักเรียนยังคงรักและรักษาขนบธรรมเนียมต่างๆ ของไทลื้อไว้ให้มั่นคง และยังฝึกอบรมให้นักเรียนทำการฝีมือโดยนำผ้าของไทลื้อไปประดิษฐ์ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระเป๋าใส่ของ และกระเป๋าสตางค์ และยังสนับสนุนให้เด็กๆ ตั้งกลุ่มไทลื้อคิดส์ นอกจากนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำงานผ้าทอฝีมือไทลื้อไปจำหน่ายในโรงเรียนด้วย ซึ่งในวันทอดผ้าป่านั้น คณะของเราได้ซื้อหาผ้าทอมือฝีมือไทลื้อกลับบ้านเพื่อใช้เอง และเพื่อเป็นของขวัญของฝากกันมากมาย ซึ่งเท่ากับกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง และช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ผ้าทอของไทลื้อไปพร้อมๆ กัน 

ความอิ่มใจในการร่วมกันทำกุศลในครั้งนี้จึงบังเกิดกับชาวคณะทุกคน และความอิ่มใจนี้ก็ได้บังเกิดกับผู้ร่วมสมทบทุนทุกท่าน แม้จะไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะของเราก็ตาม  

คณะของเรารับปากกับครู นักเรียน และชาวบ้านรอบๆ โรงเรียนริมโขงวิทยาว่า ในอนาคตเมื่อสร้างสนามกีฬากลางแจ้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะของเราจะกลับไป
เยี่ยมเยือนอีก ซึ่งอาจจะเป็นช่วงหน้าหนาวครั้งหน้า หากคุณๆ สนใจร่วมเดินทางกับคณะของเรา โปรดติดต่อสอบถามที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว เชียงของ เชียงราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640957

ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว เชียงของ เชียงราย

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยพระนามพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร คนไทยที่มีการศึกษาทุกคนย่อมรู้ตรงกันว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืององค์สำคัญของราชอาณาจักรไทย หรือสยามมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล 

ตามประวัติศาสตร์ได้ระบุว่าก่อนที่พระแก้วมรกตจะถูกอัญเชิญมาประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง พระแก้วมรกตเคยถูกอัญเชิญไปประดิษฐานตามเมืองต่างๆ มาแล้วมากมาย อาทิ เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่เป็นต้น

ดังนั้นสถานที่ทุกแห่งที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตจึงได้รับชื่อว่าวัดพระแก้วไปโดยปริยาย เช่น วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ลำปาง วัดพระแก้ว ในตัวเมืองเชียงราย และวัดพระแก้วที่เชียงของ เป็นต้น

วันนี้จะชวนคุณไปกราบนมัสการและเที่ยวชมวัดพระแก้ว เชียงของด้วยกัน  ตามประวัติระบุว่าพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานที่วัดแห่งนี้เป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะถูกอัญเชิญไปหลวงพระบาง

วัดแห่งนี้เดิมชื่อวัดไชยสถาน หรือวัดศรีบุญยืน สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 13 

ภายในวัดมีโบราณสถานสำคัญคือเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่หลังพระวิหาร ส่วนพระวิหารหันหน้าไปลำน้ำโขง วัดนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงของ มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ส่วนสิ่งที่งดงามควรแก่การชมก็คือพญานาคหน้าพระวิหาร ซึ่งปั้นเป็นแบบมกรคายพญานาค (มกรคือสัตว์ในตำนานตามความเชื่อของชาวล้านนา เป็นสัตว์ที่ผสมกันระหว่างจระเข้กับพญานาค) เราจะพบเป็นการทั่วไปในศาสนสถานของพุทธศาสนาในเขตภาคเหนือตอนบนว่าที่หน้าพระอุโบสถ และพระวิหารจะมีมกรคายนาค ส่วนที่บันไดทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ ก็มีรูปปั้นมกรคายนาค แล้วยังพบศิลปะการปั้นแบบนี้ที่บันไดขึ้นพระอุโบสถวัดพระแก้ว กรุงเวียงจันทน์อีกด้วย สำหรับพญานาคของวัดพระแก้ว เชียงของ จะมีความน่าสนใจมากกว่าที่อื่นๆ ตรงที่เป็นพญานาคมีเขาคล้ายเขากวาง 

ส่วนด้านหน้าฝั่งขวาของพระวิหารมีรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณ องค์ขนาดเล็กตั้งอยู่บนเสา ชาวบ้านเชียงของเล่าให้ฟังว่าเป็นรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองเชียงของ 

ด้านตรงข้ามของวัดเมื่อข้ามฝั่งโขงไปคือเมืองห้วยทราย ปัจจุบันเมืองห้วยทรายของลาวมีความเจริญและคึกคักมาก (แต่ช่วงที่เราไปเที่ยวเชียงของนั้น เมืองลาวยัง
ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวข้ามไปเที่ยว) เมื่อมองจากฝั่งเชียงของไปยังเมืองห้วยทรายก็พบว่ามีตึกรามบ้านช่องเกิดขึ้นมากมาย หลังจากที่มีการก่อสร้างสะพานเชื่อมไทย-ลาวที่ห้วยทรายเมื่อหลายปีก่อน

หลังจากไหว้พระทำบุญที่วัดพระแก้ว เชียงของเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็ไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านริมแม่น้ำโขง แล้วนั่งรถชมเมืองเชียงของในยามเย็นถึงค่ำ บอกได้คำเดียวว่าเชียงของเป็นเมืองที่แสนสงบมาก ผู้คนยิ้มแย้ม อัธยาศัยดีมากบ้านเมืองสะอาดสะอ้านมาก ครั้นพอตกค่ำ เมืองเชียงของก็เงียบสงบ ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดบ้านเรือนปิด เมืองนี้เหมาะมากที่สุดกับคนที่รักความสงบเงียบ และชอบนั่งชมสายน้ำโขงไหลเอื่อยๆ เรื่อยๆ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิตแบบ slow life ได้เป็นอย่างดี 

คุณอยากไปเที่ยวแบบสงบๆ ได้ซึมซับธรรมชาติทั้งวันทั้งคืนที่เชียงของไหมครับ หากสนใจและต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ (10-14 คน) โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : จันกะผัก ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผักสดๆ อาหารรสชาติอร่อย ณ แม่สาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/639537

ตะลอนเที่ยว : จันกะผัก ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผักสดๆ อาหารรสชาติอร่อย ณ แม่สาย

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่านมาMr.Flower นำผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปทำบุญทำทานด้วยการทอดผ้าป่าเพื่อช่วยการศึกษาณ โรงเรียนริมโขงวิทยา อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขออนุญาตเล่าความภาคภูมิใจให้คุณๆ ได้รับทราบเพื่อจะได้ร่วมกันอนุโมทนาบุญคือ คณะของเรา (จากหลายๆ สาย) ระดมทุนเพื่อการนี้ได้เป็นเงิน 5 แสนกว่าบาท แล้วได้ส่งมอบให้โรงเรียนริมโขงวิทยาเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งทางโรงเรียนจะนำเงินที่ได้รับไปสร้างสนามกีฬากลางแจ้งสำหรับเด็กนักเรียนและผู้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันแต่ทั้งนี้ Mr.Flower ได้ให้ข้อเสนอแนะไปว่า ไม่ควรทำสนามกีฬาคอนกรีตทั้งหมดในพื้นที่ของโรงเรียน แต่ขอให้เก็บรักษาสนามหญ้าธรรมชาติที่อยู่บนผืนดินไว้ด้วย เพราะการได้เล่นกีฬาบนสนามหญ้าเป็นความสุขมากกว่าเล่นกีฬาบนพื้นคอนกรีต ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนรับปากว่าจะเก็บรักษาสนามหญ้าไว้ (สัปดาห์หน้าจะเล่าเรื่องการทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาที่โรงเรียนริมโขงวิทยาให้ฟังนะครับ) 

บอกได้เลยว่าทุกครั้งที่ Mr.Flower นำคณะไปท่องเที่ยวเชียงราย แล้วมีโอกาสไปที่บริเวณอำเภอแม่สาย และแม่จัน รวมถึงไปเที่ยวดอยตุง ก็จะนำคณะไปรับประทานอาหารและขนมอร่อยๆ รวมถึงไอศกรีมหลายรสชาติ ที่ร้านจันกะผัก ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย เป็นประจำ เรียกว่าไปแม่สายทุกครั้งก็ต้องแวะจันกะผักทุกครั้งเช่นกัน 

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า จันกะผัก มีความเป็นมาอย่างไร  

ขออนุญาตเล่าให้ฟังแบบย่นย่อว่าชื่อนี้ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เมื่อปี 2552 เพื่อทรงตั้งโครงการนี้บนพื้นที่ 135 ไร่ 1 งาน 10.3 ตารางวา ดำเนินการโดยมูลนิธิชัยพัฒนาบทที่ดินของราชพัสดุ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักพื้นบ้านเพื่อสะสมไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ผักพระราชทาน แล้วพระราชทานชื่อโครงการว่า ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ เพื่อเป็นที่ระลึกในวาระครบรอบ 100 ปี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศูนย์นี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 

ร้านจันกะผัก (ผวนกลับคือจักรพันธ์) เปิดจำหน่ายผักสดที่ปลูกในโครงการ และยังจำหน่ายผักสดจากโครงการต่างๆ เช่น ทหารพันธุ์ดี มาจำหน่ายในราคาย่อมเยา เพื่อลดค่าครองชีพให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวด้วย ภายในร้านยังมีอาหารปรุงตามสั่งให้เลือกรับประทาน มีไอศกรีมรสชาติแสนอร่อยให้เลือกรับประทานอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นรสชาติของผลไม้
ในโครงการ และจากโครงการหลวง และที่ขาดไม่ได้คือมีเครื่องดื่มรสชาติอร่อยให้รับประทานอีกด้วย โดยมีขนมหวานให้รับประทานหลายชนิด เช่น น้ำแข็งไสที่คุณสามารถเลือกว่าจะใส่เครื่องประกอบได้ตามความชอบ แล้วยังมีเบเกอรี่
แสนอร่อยไว้เป็นของหวานล้างปากหลังอาหารคาว อ้อ! เกือบลืม ในร้านยังมีสลัดบาร์ให้เลือกตั้งได้ตามความชอบด้วย  

รายได้จากการจำหน่ายสินค้าในร้านจันกะผักจะถูกคืนให้ชุมชนและประเทศไทยเพื่อใช้พัฒนาโครงการในพระราชดำริ เพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ร้านจันกะผักเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.30-21.00 น. ขอเชิญคุณๆไปอุดหนุนเลือกซื้ออาหาร ผักสด ไอศกรีม เครื่องดื่ม และขนมได้ครับ วันหน้า Mr.Flower จัดทริปไปเชียงรายอีก จะขอเรียนเชิญคุณๆ ไปเที่ยวด้วยกัน แล้วไปรับประทานของอร่อยๆเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณๆ ด้วยกันที่จันกะผัก หรือหากคุณๆ มีกลุ่มแล้ว แต่ต้องการให้ Mr.Flower นำคุณเที่ยวแบบละมุนละไม โปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : เรือพระราชพิธี ความงามที่บ่งบอกภูมิปัญญาของบรรพชนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638090

ตะลอนเที่ยว : เรือพระราชพิธี ความงามที่บ่งบอกภูมิปัญญาของบรรพชนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปางเสด็จประเวศด้าว ชลาลัย

ทรงรัตนพิมานชัย กิ่งแก้ว

พรั่งพร้อมพวกพลไกร แหนแห

เรือกระบวนต้นแพร้ว เพริศพริ้ง พรายทอง

พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย

กิ่งเเก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน

นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร

เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง

เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง

พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา

สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม


Mr.Flower มั่นใจว่าคุณๆ ที่อายุเกิน 45 ปี ที่ได้เรียนวรรณคดีไทยสมัยมัธยมศึกษาตอนปลาย จะจดจำบทแห่เรือซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง หรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นบทที่ต้องใช้สอบไล่เป็นประจำ แต่นอกจากต้องจำเพื่อใช้สอบให้ผ่านแล้ว ยังจดจำเพราะความไพเราะของบทกลอน ผสมผสานกับความงดงามของฉันทลักษณ์

แล้วถ้ายิ่งคุณๆ ได้ชมขบวนเรือพระราชพิธีเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินด้วยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีต่างๆ อาทิ ทรงถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามฯ และวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา และในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เป็นต้น รวมถึงครั้งล่าสุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครด้วยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวโรกาสเสด็จขึ้นทรงราชย์ เมื่อปี พ.ศ. 2562 ก็จะต้องประทับใจกับความงดงามของขบวนเรือพระราชพิธี พร้อมๆ กับเสียงแห่เรือที่ก้องกังวานไปทั่วลำน้ำเจ้าพระยาช่วงที่ขบวนเรือพยุหยาตราแล่นผ่าน 

ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีเรือทั้งหมดรวม 52 ลำ แบ่งเป็น เรือพระที่นั่ง4 องค์ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และมีเรืออื่นๆ อีก 48 ลำ คือเรือเหล่าแสนยากร จำแนกเป็นเรือดั้ง (เรือนำขบวน) 22 ลำ เรือประตู 2 ลำ คือทองขวานฟ้า และทองบ้าบิ่น เรือคู่ชัก 2 ลำคือเอกชัยเหินหาว และเอกชัยหลาวทอง เรือรูปสัตว์ 8 ลำ แบ่งเป็นสี่คู่ ประกอบด้วย อสุรวายุภักษ์ และอสุรปักษี กระบี่ปรามเมืองมารกระบี่ราญรอนราพณ์ พาลีรั้งทวีป สุครีพครองเมือง ครุฑเหินเห็จ ครุฑเตร็จไตรจักร และเรือพิฆาต 2 ลำ คือ เสือทะยานชล เสือคำรณสินธุ์ เรือกลอง 2 ลำ คือ เรืออีเหลือง และเรือแตงโม เรือแซง 7 ลำ และเรือตำรวจ 3 ลำ 

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค แบ่งเป็น5 ริ้ว 3 สาย โดยริ้วสายกลาง คือเรือพระที่นั่งริ้วสายใน ประกอบด้วยเรือ ทองขวานฟ้าทองบ้าบิ่น เสือทะยานชล เสือคำรณสินธ์ุเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ เรือเอกชัยเหินหาวและเอกชัยหลาวทอง ส่วนริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้งและเรือแซง สายละ 14 ลำ

บรรยายรายละเอียดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมาถึงตรงนี้ ก็ขอชักชวนคุณไปชมความวิจิตรบรรจงของเรือพระที่นั่ง และเรือสำคัญอื่นๆ (บางลำ) ณ พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-17.00 น. เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นช่วงสงกรานต์เท่านั้น) หากคุณสนใจไปชมด้วยตัวเองก็เรียนเชิญได้ หรือหากจะไปชมพร้อมกับทริปของ Mr.Flower โปรดกรุณาติดต่อ 091-7233615 (ทริปท่องเที่ยวทางเรือในคลองสำคัญของกรุงเทพฯ) นอกจากนี้ยังมีทริปนำชมโบราณสถานต่างๆ ในกรุงเทพฯอีกด้วย

ตะลอนเที่ยว : วัดเอ๋ย วัดโบสถ์ มีต้นโตนดอยู่ 7 ต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635074

ตะลอนเที่ยว : วัดเอ๋ย วัดโบสถ์ มีต้นโตนดอยู่ 7 ต้น

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คุณน่าจะเคยได้ยินเพลงกล่อมเด็กที่ว่า วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ มีต้นโตนดอยู่ 7 ต้น ขุนทองเขาไปปล้นป่านฉะนี้ยังไม่เห็นมา…….

หรืออาจจะเคยได้ยินเพลงพื้นบ้านที่ว่า วัดโบสถ์ วัดโบสถ์ ปลูกข้าวโพดสาลี ลูกเขยก็ตกยาก แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี…….

แต่ก็ไม่มีใครยืนยันว่าวัดโบสถ์ที่ผมจะพาคุณไปเที่ยวในวันนี้เป็นวัดโบสถ์ที่มีต้นโตนด หรือปลูกข้าวโพดสาลีหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือโบสถ์เก่าของวัดโบสถ์แห่งนี้เรียบง่ายแต่ทว่างดงามมาก

ชื่อวัดโบสถ์ นับเป็นชื่อของวัดที่มีซ้ำๆ กันมากมายในประเทศไทย เพราะในหลายต่อหลายจังหวัดก็มีชื่อวัดโบสถ์ มีการสันนิษฐานว่าการที่ชื่อวัดซ้ำกันเช่นนี้ เพราะวัดแต่ละวัดล้วนมีโบสถ์ ดังนั้นเมื่อตั้งชื่อวัดให้ง่ายต่อการเรียกที่สุด ก็จึงเรียกชื่อว่าวัดโบสถ์ แต่ก็มีผู้แย้งว่า ถ้าเช่นนั้นจริง ทุกวัดก็ล้วนแล้วแต่มีโบสถ์ เหตุใดจึงไม่ชื่อวัดโบสถ์ไปเสียทุกวัดจะอย่างไรก็ตาม เราขอไม่ถกเถียงต่อในเรื่องนี้เพราะน่าจะยังต้องถกเถียงและต้องค้นคว้ากันอีกยาวนาน

เอาเป็นว่าวันนี้จะพาคุณไปชมโบสถ์เก่าแก่ที่วัดโบสถ์ บ้านวัดโบสถ์ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โบสถ์หลังนี้สร้างสมัยอยุธยาตอนกลาง บ้างก็สันนิษฐานว่าสมัยอยุธยาตอนปลาย (ดูจากศิลปะ สถาปัตยกรรม องค์ประกอบ และรูปลักษณ์ของโบสถ์) ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านวัดโบสถ์บอกว่า โบสถ์หลังนี้น่าจะมีอายุกว่า 300 ปี เพราะตัวของผู้เล่าอายุ 92 ปีแล้ว โดยผู้เล่าบอกว่าเกิดมาก็เห็นโบสถ์นี้มาแล้ว แล้วปู่ย่าตายายก็บอกกับผู้เล่าว่าเห็นโบสถ์หลังนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว ดังนั้นจึงทำให้เชื่อได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีอายุมากถึง 300 ปี

แต่ที่แน่นอนที่สุดคือไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าโบสถ์ของวัดโบสถ์แห่งนี้สร้างในปี พ.ศ. ใดแน่นอน เพราะยังค้นหาประวัติไม่พบ แต่สิ่งที่นับได้ว่าแปลกมากสำหรับประเพณีการสร้างโบสถ์ของศาสนาพุทธในประเทศไทย คือ ด้านหน้าของโบสถ์หลังนี้หันไปทางทิศตะวันตก ซึ่งผิดไปจากการสร้างโบสถ์ทั่วไปที่ต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ขนาดของโบสถ์ไม่ใหญ่โตมากนัก ลักษณะสำคัญอีกประการของโบสถ์แห่งนี้คือด้านหน้ามีจั่วลดระดับ ซึ่งหาได้ไม่มากนักในประเทศไทย

ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่อีกเช่นกันบอกว่า สมัยก่อนนั้นภายในเขตวัดโบสถ์มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่สองแห่ง คือด้านหน้าและด้านข้างของวัด (บริเวณหลังกุฏิพระหลังเก่า) แล้วยังมีสระอื่นๆ ในหมู่บ้านอีกหลายแห่ง ซึ่งชาวบ้านที่มีฐานะในยุคโบราณนิยมขุดสระน้ำใหญ่ไว้ในหมู่บ้าน เพื่อเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้สำหรับผู้คนในชุมชน แต่ปัจจุบันสระน้ำหลายแห่งในเขตวัดได้ถูกฝังกลบไปแล้ว

ย้อนกลับไปกล่าวถึงความน่าสนใจของโบสถ์ วัดโบสถ์ จะพบว่ามีบานประตูไม้ลงรักปิดทอง ลวดลายเป็นดอกไม้และพรรณพฤกษา ด้านหน้ามีประตูสองบาน ด้านหลังมีประตูสองบานเช่นกัน ส่วนกำแพงด้านข้างทั้งสองข้างเจาะหน้าต่างด้านละ 5 บาน แต่น่าเสียดายมากที่ลวดลายของบานประตูได้ลบเลือนไปจนเกือบไม่เหลือให้เห็นอีกแล้ว ส่วนคำบอกเล่าว่าภายในโบสถ์เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น ก็ไม่ปรากฏอีกต่อไป แต่ยังคงหลงเหลือคำจารึกที่เขียนด้วยสีดำไว้ด้านในผนังโบสถ์ด้านหน้าพระประธาน ซึ่งอยู่ระหว่างประตูทั้งสองบาน แต่ไม่สามารถระบุได้อีกว่าเป็นจารึกดั่งเดิมหรือไม่ เพราะตัวอักษรเลือนลางค่อนข้างมาก แต่ที่ยังคงเหลือชัดเจนคือฐานชุกชีเดิม และเสมารอบโบสถ์ จำนวน 8 ใบ โดยฐานเสมาทำแบบย่อมุม 12 ซึ่งนับว่างดงามมาก ส่วนด้านบนที่รองรับใบเสมาทำเป็นฐานบัวหงายซ้อนหลายชั้น แต่ที่น่าสงสัยคือมีซุ้มเสมาหนึ่งอันที่ตั้งอยู่ด้านขวาของโบสถ์ มีลักษณะแตกต่างจากอันอื่นๆ เพราะทำเป็นซุ้มมีหลังคาคุม แล้วเจาะช่องด้านข้างสี่ด้าน ส่วนฐานก็มีลักษณะแตกต่างไปจากฐานเสมาอันอื่น ๆ นับว่ามหัศจรรย์มาก

อันที่จริงวัดโบสถ์ยังมีโบราณสถานอีกหลายอย่าง อาทิ ศาลาการเปรียญไม้สักอายุกว่า 150 ปี เจดีย์องค์ใหญ่มหึมามีเครื่องเบญจรงค์ประดับที่คอระฆังขององค์เจดีย์ แล้วยังมีเจดีย์องค์เล็กหลายองค์ที่มีลักษณะงดงาม สร้างแบบย่อมุมไม้สิบสอง ที่อยู่รอบๆ องค์เจดีย์ใหญ่

หากคุณต้องการไปชมความงามแบบเรียบง่ายของโบสถ์วัดโบสถ์แห่งนี้ และต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปชม รวมถึงพาคุณเที่ยวชมความงามของวัดโบราณแห่งอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงกับวัดโบสถ์ โปรดติดต่อหนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลข 091-7233615 นะครับ เราเที่ยวกับแบบกลุ่มเล็กๆ เน้นเจาะลึกความงดงามของโบราณสถานแห่งต่างๆ เพื่อให้คุณได้ซึมซับความงามของโบราณสถาน เพื่อช่วยอนุรักษ์โบราณสถานของไทยไว้ให้อยู่สืบต่อไปนานเท่านาน

ตะลอนเที่ยว : วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 3 แห่งบรมราชจักรีวงศ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/633450

ตะลอนเที่ยว : วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 3 แห่งบรมราชจักรีวงศ์

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วัดวาอารามในเขตกรุงเทพมหานครในปัจจุบันมีมากมาย แต่ละวัดมีความงดงามแตกต่างกันไปตามแบบของสถาปัตยกรรมที่ผู้สร้างต้องการให้พระอุโบสถและพระวิหารมีความงดงามโดดเด่น เพราะฉะนั้น เวลาที่คุณได้ไปชมวัดวาอารามแต่ละแห่ง ก็จะพบความงดงามในรูปแบบที่ต่างกันไป 

วันนี้ขออนุญาตพาคุณไปชมวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ตามประวัติระบุว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ขึ้นจากวัดเดิมที่ชื่อวัดจอมทอง หลังจากทรงเสร็จการทัพกับพม่า เมื่อ พ.ศ. 2363 สาเหตุที่ทรงเลือกบูรณะวัดนี้ก็เพราะในวันที่ทรงยกทัพมาถึงวัดนี้ แล้วทรงหยุดพักกองทัพเรือ ทรงให้ทำพิธีเบิกโขลงทวารตามตำราพิชัยสงคราม และทรงตั้งสัจจะอธิษฐานขอทรงมีชัยในการศึกครั้งนี้ ซึ่งปรากฏว่าในการรบครั้งนั้น กองทัพของพม่าไม่ได้ยกเข้า จึงทรงมีรับสั่งให้กองทัพของสยามยกทัพกลับพระนคร เมื่อจบการศึกแล้ว ทรงให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองทั้งหมดแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายวัดนี้แด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระบรมราชชนกรัชกาลที่ 2 จากนั้นรัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อวัดใหม่ว่า วัดราชโอรสาราม เพื่อพระราชทานพระเกียรติยศแด่พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระโอรส

วัดราชโอรสารามฯ มีความโดดเด่นเป็นพิเศษที่พระอุโบสถและพระวิหาร รวมถึงสถาปัตยกรรมรูปแบบจีนผสมกับแบบดั้งเดิมของไทยโบราณ ซึ่งเป็นแบบพระราชนิยมในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 เหตุผลหนึ่งที่ทรงให้ก่อสร้างตามแบบศิลปะจีนเนื่องจากในยุคนั้นมีการติดต่อค้าขายกับจีนค่อนข้างมาก มีการแต่งสำเภาไปค้าขายกับจีน จึงทำให้ได้รับอิทธิพลด้านศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน

ตามประวัติของวัดระบุว่า รัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงคุมงานก่อสร้างวัดเองตั้งแต่ต้นจนแล้วเสร็จ

สิ่งแรกที่เราจะได้ประจักษ์แก่สายตาเมื่อไปถึงหน้าวัด โดยมองจากริมคลองด่านเข้าไปในตัววัดคือซุ้มประตูจีนที่ประยุกต์ให้เข้ากับศิลปะไทยได้อย่างกลมกลืน เมื่อมองไปยังหน้าบันพระอุโบสถส่วนบนจะพบการประดับด้วยกระเบื้องเคลือบจากจีน ทำเป็นลวดลายแจกันก้อนเมฆ หงส์คู่ ผีเสื้อ ช่อดอกไม้ ส่วนหน้าบันชั้นล่างประดับลวดลายหมู่บ้าน ผู้คน ต้นไม้ ภูเขา และสรรพสัตว์โดยหน้าบันวัดนี้ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ทั้งนี้ขนาดของพระอุโบสถไม่ใหญ่โตมากนัก เมื่อเทียบกับพระอุโบสถวัดประจำรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 แต่ก็มีความงดงามโดยผนังพระอุโบสถมีลายจิตรกรรมแบบจีนประดับอยู่ส่วนซุ้มเสมาคู่ทำเป็นรูปเกี้ยวแบบจีน สำหรับประตูพระอุโบสถประดับด้วยดอกโบตั๋นสีทองอร่าม บานประตูด้านนอกมีรูปมังกรดั้นเมฆ ส่วนด้านในเป็นรูปเซี่ยวกางหรือทวารบานแบบจีน และที่แปลกไปกว่าพระอุโบสถอื่นๆ คือด้านหน้าประตูพระอุโบสถมีทวารบาลเป็นตุ๊กตาจีน 3 ตัว (แต่น่าเสียดายมากที่ศีรษะของทวารบาลทั้งสามตัวนั้นถูกลักขโมยไป จึงต้องทำศีรษะใหม่ขึ้นมาทดแทน)

พระพุทธรูปประธานของพระอุโบสถมีพระนามว่าพระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร ปางสมาธิ ประทับใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นประดิษฐานเหนือองค์พระประธาน เมื่อ พ.ศ. 2504ที่ผ้าทิพย์ของพระประธานเป็นรูปปราสาท อันเป็นตราประจำรัชกาลที่ 3 ส่วนที่ฐานชุกชีพระประธานเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารรัชกาลที่ 3 และศิลาจารึกดวงพระชะตารัชกาลที่ 3 

ด้านหลังพระอุโบสถคือพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ส่วนด้านข้างซ้าย-ขวาของพระอุโบสถคือพระวิหารพระยืน (อยู่ฝั่งซ้าย) และพระนั่ง (อยู่ฝั่งขวา) 

ขอเรียนย้ำว่าวัดราชโอรสารามฯ มีความงดงามมาก ควรแก่การไปกราบสักการะและเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เราได้ประจักษ์ถึงความงดงามของศิลปะและสถาปัตยกรรมตามแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ได้อย่างชัดเจน

หากคุณสนใจจะเที่ยวชมโบราณสถานต่างๆในประเทศไทยเพื่อให้ได้ทั้งความรู้ และความสำราญใจโดยต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปชม โปรดติดต่อที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลข 091-7233615 เราจัดทริปท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ (12-18 คนเท่านั้น)

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวแบบแนบชิดธรรมชาติ ณ ปากโสม ลำภูพาน หนองคาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/631949

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวแบบแนบชิดธรรมชาติ  ณ ปากโสม ลำภูพาน หนองคาย

วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ความสุขชนิดหนึ่งที่เราได้รับจากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ได้พูดคุย ได้พบปะกับผู้คนในชุมชนคือ ได้มิตรไมตรี ได้รับรู้ความสุข ความทุกข์ของเพื่อนร่วมประเทศและยังได้รับประทานอาหารการกินแบบพื้นบ้าน ซึ่งเป็นรสมือของชาวบ้านโดยแท้จริง

วันนี้ Mr.Flower ขออนุญาตพาคุณไปเที่ยวเมืองหนองคาย ที่บ้านปากโสม ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคมจังหวัดหนองคาย หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ติดกับลำน้ำโขง เป็นเมืองที่บอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า มีความสงบมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยอากาศดีมาก (โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนหลังฝนตกใหม่ๆ และช่วงหน้าหนาว เพราะอากาศเย็นสบายจนบางวันก็หนาวจับขั้วหัวใจ) หลายคนที่ได้มาเยือนหมู่บ้านแห่งนี้บอกตรงกันว่า เวลาหายใจสูดอากาศเข้าไปจนเต็มปอดแล้ว ได้รับรู้ถึงความบริสุทธิ์ของอากาศ เพราะรอบๆ หมู่บ้านแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ แถมฝั่งตรงข้ามลำโขงก็คือเทือกเขาที่เขียวขจีของประเทศลาว หลายคนจึงบอกว่าได้รับอากาศบริสุทธิ์จากฝั่งลาวที่ไหลข้ามมาฝั่งไทย 

ความน่ารักของผู้คนบ้านปากโสมแห่งนี้คือ ทุกคนยังยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยทุกๆ วันพระผู้คนในหมู่บ้าน (ที่ไม่มีงานประจำ และไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร) ก็จะไปทำบุญฟังเทศน์ ฟังธรรมที่วัดในหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่บางคนก็ถือศีลแปด ศีลสิบในทุกๆ วันพระด้วย นอกจากเคารพศรัทธาในคำสอนของพุทธศาสนาแล้ว ก็ยังมีความเคารพในพญานาค ตามความเชื่อของบรรพบุรุษอีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีศาลบูชาพญานาคอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ริมแม่น้ำโขง 

ส่วนเรื่องอาหารการกินของคนปากโสม และหมู่บ้านใกล้เคียงเกือบทุกหมู่บ้านก็จะคล้ายๆ กัน คือนิยมบริโภคปลาจากลำน้ำโขง และเน้นผักสดที่ปลูกตามริมน้ำโขง นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นของดีประจำบ้านปากโสมคือหมากหลอดผลไม้ที่ชาวบ้านบอกว่าแสนวิเศษที่ชาวบ้านนำผลไปสกัดเป็นน้ำหมากหลอดส่วนใบของหมากหลอดก็นำไปหั่นซอยแล้วคั่วไฟอ่อนๆ เพื่อทำเป็นใบชาหมากหลอด (อันที่จริงต้องพูดถึงหมากเบนด้วย แต่ขออนุญาตยังไม่พูดในวันนี้) หมากหลอดเป็นพืชพืชบ้านที่พบมากในภาคอีสานตอนเหนือ และภาคเหนือ มีลักษณะเป็นไม้เถา พบมากในเขตใกล้ภูเขา ที่มีอากาศร้อนชื้น โดยผลหมากหลอดสุกจะมีสีแดงอมส้มผลสุกนี้เหมาะสำหรับการนำไปทำน้ำหมากหลอดเบอร์รี หมากหลอดมีวิตามินเอมากที่สุด และยังมีวิตามินซี และอีด้วย และยังมีสารเบต้าแคโรทีน และมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง เพราะฉะนั้นหมู่บ้านปากโสมจึงมีผลิตภัณฑ์น้ำหมากหลอดเบอร์รีเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อส่วนกากของหมากหลอดที่คั้นน้ำแล้วจะนำไปทำแยมและทอฟฟี่กวน ส่วนเมล็ดหมากหลอดนำไปคั่วและบดทำชาได้ด้วย

ชาวบ้านปากโสมยังมีฝีมือในการทำข้าวมูนม่อนไข่อีกด้วยผลม่อนไข่หรือผลเซียนท้อ (ภาษาภาคกลาง) ม่อนไข่หรือ Egg Fruitมีความวิเศษตรงที่เนื้อของมันมีความละเอียดเหมือนไข่แดงที่ผสมกับแป้ง ดังนั้นจึงเหมาะกับการนำเนื้อของม่อนไข่ไปผสมเพื่อทำขนม ผลม่อนไข่มีวิตามินซีสูงมาก 

นอกจากนี้ยังมีกล้วยหอมเขียวย่าง ที่มีรสชาติแสนวิเศษ และมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน สาเหตุที่ต้องนำกล้วยหอมเขียวไปย่างก่อน เพราะว่าหากรับประทานผลสุกก็จะมีรสชาติไม่อร่อยเท่ากล้วยน้ำว้า เพราะไม่มีความหวานเหมือนกล้วยน้ำว้า ชาวบ้านจึงนำไปดัดแปลงด้วยการย่าง (ซึ่งคล้ายๆ กับกล้วยหักมุก) เพราะความร้อนจะช่วยให้รสชาติและกลิ่นหอมหวนชวนรับประทาน

เขียนถึงเรื่องอาหารการกินของชาวบ้านปากโสมจนไม่มีพื้นที่เหลือให้เขียนถึงที่ท่องเที่ยว แต่ก็ต้องบอกว่า แหล่งท่องเที่ยวของปากโสม และอำเภอสังคม ก็หนีไม่พ้นบริเวณริมลำน้ำโขง ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่รักความสงบ รักธรรมชาติชอบป่าเขา ชอบสายน้ำ ไม่ชอบความอึกทึกครึกโครม ไม่ชอบแสงสีเสียง และจะเหมาะมากกับคนที่ชอบนอนนับดาวที่พราวอยู่บนฟ้าในเขตป่าเขตเขาริมน้ำโขง

หากคุณสนใจจะไปนอนนับดาวที่สุกสกาวพราวบนฟากฟ้ายามราตรี ณ ริมน้ำโขง ที่บ้านปากโสม ขอให้ติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลข091-7233615 นะครับ เราจะไปเที่ยวด้วยกันแบบกลุ่มเล็กๆ เที่ยวแบบละมุนละไม ซึมซับธรรมชาติ เข้าถึงขบนประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน และเที่ยวแบบอบอุ่นด้วยไมตรีจิตของผู้ร่วมทริปที่แสนน่ารัก