ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูก้อน อุดรธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/630402

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูก้อน อุดรธานี

วันอาทิตย์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.35 น.

วันนี้ขอนำคุณไปกราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์ ณ วัดป่าภูก้อน ที่บ้านนาคำอำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากมีผู้เขียนจดหมายไปถึง Mr. Flower โดยส่งไปที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า เนื้อหาในจดหมายตอนหนึ่งระบุว่าอยากให้พาสมาชิกแนวหน้าที่สนใจการเข้าวัด เพื่อทำบุญทำทาน ทำจิตใจให้ผ่องใสเบิกบาน ไปกราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์องค์มหึมาที่ทำจากหินอ่อน จากเมืองคารารา อิตาลี 

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีพระนามว่าพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนีมีความยาวตลอดองค์พระ 20 เมตร โดยสร้างจากหินอ่อนก้อนมหึมา 43 ก้อน แต่ละก้อนมีน้ำหนักประมาณ 10 ตัน โดยปฏิมากรสามารถรังสรรค์พระพุทธไสยาสน์ได้อย่างงดงามเฉพาะส่วนพระพักตร์มีความกว้างของหิน6 เมตร โดยสร้างขึ้นในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา7 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2554 

สำหรับวัดป่าภูก้อนนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาในเขตนายูงและนำโสม ซึ่งบริเวณนี้เป็นป่ารอยต่อของสามจังหวัด คือ อุดรธานี หนองคาย และเลย ตัววัดก่อตั้งเมื่อปี 2530 โดยความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งของนายโอฬาร และนางปิยวรรณ วีรวรรณ วัดนี้มีพื้นที่ 15 ไร่ ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างโดยกรมป่าไม้

ด้วยความที่วัดปลูกสร้างอยู่บนยอดเขาจึงทำให้ผู้ไปกราบไหว้พระ และทำบุญทำทานแล้ว ยังสามารถได้เสพความงดงามของทิวเขาสลับซับซ้อน และได้ชมป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ แล้วถ้ายิ่งไปวัดนี้ในยามหน้าหนาวจะได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นจับใจมากโดยเฉพาะในช่วงยามเช้าและยามเย็น ส่วนถ้าไปเที่ยวชมในหน้าฝน ก็จะได้สัมผัสกับความเขียนขจีเขียวชะอุ่มของป่าไม้ยามที่ต้องสายฝน และยังได้สูดอากาศแสนบริสุทธิ์อีกด้วย 

นอกจากการได้กราบไหว้พระพุทธไสยาสน์แล้ว ผู้ที่ไปวัดนี้ยังจะได้กราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดพระเจดีย์ปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์ ส่วนชั้นสองของพระเจดีย์มีรูปหล่อของบูรพาจารย์กรรมฐานแห่งดินแดนภาคอีสานประดิษฐานไว้ให้กราบไหว้ ระลึกถึงพระคุณอันประเสริฐของครูบาอาจารย์

Mr. Flower ตั้งเป้าหมายจะพาคุณๆ ไปเที่ยวสถานที่สำคัญของเมืองอุดรฯ และพาคุณไปกราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ หากคุณสนใจร่วมทริปทำบุญทำกุศลด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615รับสมาชิก 16 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : หนองคาย เมืองน่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/628848

ตะลอนเที่ยว : หนองคาย เมืองน่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนอาจจะทราบแล้วว่าเมืองหนองคายถูกจัดว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ น่าอาศัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ โดยเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมานั้น มีนิตยสารด้านการท่องเที่ยวระดับโลก จำพวกที่เน้นการอยู่อาศัยแบบ Long Stay ฉบับหนึ่ง (Modern Maturity ของสหรัฐอเมริกา) ระบุว่า หนองคายเป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก 

สำหรับคนที่เคยไปเที่ยวหนองคายคงไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ เพราะต้องยอมรับว่าหนองคายมีความเจริญในระดับหนึ่ง แล้วก็มีความสุขสงบในระดับที่น่าพอใจ อาหารการกินก็นับว่าอุดมสมบูรณ์ อากาศก็ดี เพราะมีมลภาวะน้อยมากเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ทุกแห่งในประเทศไทย และมหานครอื่นๆ ของโลกที่สำคัญคือหนองคายอยู่ใกล้ชิดต่อกับกรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศลาว โดยมีลำน้ำโขงกั้นอยู่เท่านั้น  

หากจะถามว่า เขาใช้เกณฑ์อะไรในการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ น่าอาศัย ก็ตอบได้ว่า ใช่เกณฑ์ 12 ข้อ ต่อไปนี้ คือสภาพดินฟ้าอากาศ ค่าครองชีพประจำวันขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม ที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข สภาพแวดล้อม กิจกรรมนันทนาการ ระบบรักษาความปลอดภัย ความมั่นคงทางการเมือง ระบบเทคโนโลยี และโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัย  

ต้องยอมรับว่าเมืองหนองคายมีความน่าอยู่มากจริงๆ ดังนั้นใครก็ตามที่ไปเที่ยวหนองคายแล้ว ก็มักจะกลับไปเที่ยวไปเยี่ยมเยียนอีกเมื่อมีโอกาส เพราะติดอกติดใจในความสงบของบ้านเมือง และชื่นชอบอากาศที่บริสุทธิ์ เนื่องจากยังไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดตั้งอยู่อย่างแน่นขนัด อีกทั้งหลายคนบอกว่าชอบบรรยากาศริมน้ำโขงในเขตหนองคาย เพราะมองไปยังฝั่งตรงข้ามแล้วพบว่ามีบ้านเรือนของชาวลาวตั้งอยู่ให้เห็นทำให้มองเห็นความคึกคักของบ้านใกล้เรือนเคียงได้อย่างดี  

วันนี้ขอชวนคุณๆ ไปเที่ยวหนองคายด้วยกัน (ก่อนที่จะหมดหน้าหนาวปีนี้) โดยตั้งใจว่าจะไปเที่ยวในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ วางแผนว่าใช้เวลาท่องเที่ยว3 วัน 2 คืน ถ้าหากคุณสนใจร่วมทริปเล็กๆ (12-14 คน) โปรดติดต่อที่091-7233615 

สำหรับวันนี้ขออัญเชิญภาพของหลวงพ่อพระใส แห่งวัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวงมาเป็นขวัญและกำลังใจกับคุณๆ ทุกคนหลวงพ่อพระใส คือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคาย Mr. Flower อยากชวนคุณๆ ไปกราบนมัสการหลวงพ่อพระใสด้วยกัน  

นอกจากนี้ยังนำภาพบรรยากาศริมลำน้ำโขงในเขตตัวเมืองหนองคายมาฝากคุณๆ ด้วย พร้อมทั้งมีภาพพระธาตุหล้าหนอง หรือพระธาตุหนองคาย ซึ่งพระธาตุองค์เดิมตั้งอยู่บนฝั่งแผ่นดินไทย แต่ฝั่งถูกกระแสน้ำโขงกัดเซาะมานานนับร้อยปี จึงทำให้องค์พระธาตุเดิมกลายเป็นไปตั้งอยู่กลางลำน้ำโขงจึงทำให้ต้องสร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นมาไว้ณ ริมลำน้ำโขง ดังปรากฏทุกวันนี้ ส่วนพระธาตุเดิมที่ปัจจุบันอยู่กลางน้ำนั้น ก็เหลือเพียงซากเท่านั้น ซึ่งจะปรากฏให้เห็นในยามที่น้ำโขงลดลงในยามหน้าแล้งเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้คนมากมายนั่งเรือไปกราบนมัสการซากของพระธาตุองค์เดิมที่อยู่กลางน้ำ 

ขอย้ำอีกครั้งว่า เราจะไปทริปหนองคายในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้หากคุณๆ สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ คอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า091-7233615

หลวงพ่อพระใสหลวงพ่อพระใส

บรรยากาศริมโขงบรรยากาศริมโขง

ตะลอนเที่ยว : เมืองพญานาค วังนาคินทร์ คำชะโนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627288

ตะลอนเที่ยว : เมืองพญานาค วังนาคินทร์ คำชะโนด

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มีความเชื่อที่ฝังหัวมายาวนานในสังคมของบุคคลที่ถิ่นฐานพำนักอยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเขตประเทศไทย ลาว กัมพูชา รวมถึงพม่า (เมียนมา) ว่าในเขตใกล้กับแม่น้ำโขงนั้นเป็นที่อยู่ของพญานาค เจ้าแห่งเมืองบาดาล  

พญานาคได้รับการยอมรับว่าเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของดินแดนใต้พิภพ เป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง และพญานาคยังเป็นสะพานสายรุ้งสู่ท้องฟ้าข้ามไปถึงจักรวาล และยังเป็นเจ้าแห่งท้องน้ำอีกด้วย 

ตามความเชื่อของฮินดู พญานาคมีความใกล้ชิดกับทวยเทพชั้นสูง เราจึงพบว่าพระนารายณ์ประทับเหนือบัลลังก์อนันตนาคราช ส่วนศาสนาพราหมณ์ก็ให้ความสำคัญกับพญานาคเช่นกัน โดยเชื่อว่าเป็นเทพแห่งน้ำ 

ในไตรภูมิพระร่วงกล่าวไว้ว่าพญานาคอยู่ในเมืองบาดาล ลึกจากผิวดินลงไป 1 โยชน์หรือ 16 กิโลเมตร เมืองบาดาลมีปราสาทราชวังงดงามไม่ผิดไปจากสรวงสวรรค์ 

ในศาสนาพุทธมีการกล่าวถึงพญานาคแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อหวังจะได้บวชเรียนแต่สุดท้ายก็ไม่ได้บวชเรียนในพุทธศาสนา เพราะเป็นเดรัจฉาน นอกจากนี้ในทศชาติก็กล่าวถึงพระชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นพญานาคราช ชื่อภูริทัตนาคราช ทรงบำเพ็ญกุศลด้วยการทำทานสละชีวิตเพื่อหวังได้บรรลุธรรมขั้นสูง  

อันที่จริงยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับพญานาคมาเล่าสู่ให้คุณได้รับทราบอีกมาก แต่เนื่องจากมีพื้นที่จำกัด จึงขออนุญาตวกเข้าเรื่องวังนาคินทร์คำชะโนด อุดรธานี เพราะ
ผู้อ่านแนวหน้าจำนวนมากถามมาว่าเมื่อไรจะพาสมาชิกคอลัมน์ตะลอนเที่ยวไปชมคำชะโนด ถ้าเช่นนั้น วันนี้เราไปเที่ยวชมเมืองคำชะโนดด้วยกันครับ 

เกาะคำชะโนด หรือวังนาคินทร์คำชะโนด อยู่ในเขตอำเภอบ้านดุง อุดรธานี เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เมืองพญานาค บนเกาะคำชะโนดเต็มไปด้วยต้นชะโนด (ไม้ตระกูลปาล์ม) คำว่าชะโนดก็คือต้นโตนด ชาวบ้านเชื่อว่าเกาะคำชะโนดเป็นที่อยู่ของพญานาคสองตนคือศรีสุทโธและปทุมมา และเป็นเมืองที่มีบริวารของพญานาคอาศัยอยู่มากมาย ชาวอีสานตอนบนเชื่อว่าคำชะโนดคือเขตบรรจบระหว่างเมืองมนุษย์กับเมืองบาดาล ดังนั้น จึงมีเรื่องราวในเชิงลี้ลับมากมายเกี่ยวกับเกาะคำชะโนด 

เกาะแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 50 ไร่มีต้นชะโนดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น และก็มีต้นไม้ใหญ่อื่นๆ ขึ้นอยู่ด้วย เกาะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำจึงมีความอุดมสมบูรณ์มาก เมื่อเข้าไปสู่บริเวณของเกาะจึงสัมผัสได้ถึงความร่มเย็นได้โดยพลัน เนื่องจากมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น 

ผู้จะเข้าไปในบริเวณเกาะ ต้องเดินผ่านทางเดินพญานาค ความยาวประมาณ300 เมตร และต้องถอดรองเท้าออกทุกคน บนเกาะจะมีศาลของปู่เจ้าพญานาคศรีสุทโธและย่าเจ้าพญานาคปทุมมา ซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้คนจำนวนมากมายเข้าไปบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตนเองประสงค์ โดยนำบายศรีซึ่งทำจากใบตองเป็นรูปเศียรพญานาคไปเป็นเครื่องบูชา แล้วเมื่อได้ตามความปรารถนาแล้วก็จะกลับมาถวายบนหรือแก้บนด้วยบายศรีพญานาคต่อไป  

มูลเหตุสำคัญประการหนึ่งที่นำคุณไปเที่ยวเกาะคำชะโนดในครั้งนี้ก็คือเพื่อให้คุณๆ ได้รับทราบถึงความเชื่อของคนในชุมชนในเรื่องของพญานาค และเพื่อให้คุณได้รับทราบถึงประวัติความเป็นมาของเกาะคำชะโนด แต่ที่มากกว่านั้นคือเป็นการเที่ยวในบ้านเมืองไทยของเราโดยการผูกโยงเรื่องราว ความคิด ความเชื่อของท้องถิ่นเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม ความเชื่อของคนในท้องถิ่น อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจถึงแนวคิด ความเป็นอยู่ และอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนในประเทศไทย  

หากคุณสนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไมทั้งในและต่างประเทศ โดยเที่ยวแบบกินดี นอนดี ไม่เน้นการเที่ยวแบบร้อนรนเร่งรีบ รับสมาชิกแต่ละทริป
จำนวนไม่เกิน 16 คน นำเที่ยวโดย Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 ครับ แล้วเราจะไปท่องเที่ยวให้มีความสุข กินอาหารอร่อย และได้ความรู้ลึกซึ้ง

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี แหล่งความรู้ในอาคารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/624615

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี แหล่งความรู้ในอาคารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เที่ยวได้รับความรู้ในทุกๆ ด้านอย่างครบถ้วนบริบูรณ์คือพิพิธภัณฑสถาน แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมิใช่น้อย เพราะผู้ท่องเที่ยวบางคนก็ละเลยและมองข้ามความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานไปเลย บางคนบอกว่าไม่อยากเสียเวลากับการเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็ต้องขออนุญาตบอกว่าขอให้เข้าไปชมเสียก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจ หากเข้าไปชมแล้วไม่น่าสนใจ ก็ชมเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ผมรับรองว่าพิพิธภัณฑ์ ทุกแห่งมีความน่าสนใจมาก 

วันนี้ขอชวนเชิญให้คุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานเมืองอุดรธานีด้วยกัน สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในอาคารราชินูทิศ ซึ่งก่อสร้างตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะอุทิศถวายเป็นพระราชอนุสรณ์แด่สมเด็จพระราชมารดา คือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี สมเด็จศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาคารนี้ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2463 โดยใช้เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดสำหรับสตรี สถาปัตยกรรมของอาคารเป็นแบบโคโลเนียล หลังคาทรงปั้นหยา ปัจจุบันตั้งอยู่บนถนนโพศรี ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 

ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแบ่งเป็นห้องการแสดงดังนี้ ห้องแผ่นดินอีสานใต้ อาณาจักรเกลือ วัฒนธรรมท้องถิ่น ห้องจัดแสดงวิถีชีวิตผู้คนในแถบลุ่มน้ำโขงในเขตภาคอีสาน แอ่งไดโนเสาร์ (กลุ่มสยามโมไทรันนัสอิสานเอนซิส) ห้องเมื่อพุทธศาสนามาถึง ห้องกำเนิดหมากแข้ง ห้องก่อร่างสร้างเมืองอุดรธานี ห้องวัฒนธรรมสู่อารยธรรม ห้องวิถีชีวิตในยุค 50 ปีที่ผ่านมา ห้องพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทรงเป็นต้นราชสกุลทองใหญ่) และห้องน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 10 เป็นต้น 

ขอเชิญชวนให้คุณที่ไปเยือนตัวเมืองอุดรฯได้โปรดไปชมพิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้ รับรองคุณจะประทับใจกับความงดงามของตัวอาคารเป็นอันดับแรก แล้วเมื่อคุณได้เข้าไปชม อ่าน สัมผัสเนื้อหาสาระในห้องต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ฯ คุณจะยิ่งหลงใหล และหลงรักความเป็นมาของเมืองอุดรธานี เนื่องจากมีรากเหง้าที่น่าสนใจมาก  

ขออนุญาตเล่าถึงความเกี่ยวพันระหว่างกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมกับการก่อตั้งเมืองอุดรธานี โดยสังเขป คือกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเดิมมีพระนามว่าพระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงเป็นกำลังสำคัญในการรักษาบ้านเมืองของสยามให้รอดพ้นจากการล่าอาณานิคมโดยฝรั่งเศส ในยุค ร.ศ. 112 โดยทรงตั้งกองกำลังทหาร ณ กองบัญชาการลาวพวน ที่บ้านหมากแข้ง (ชื่อเดิมของอุดรธานี) แล้วหลังจากนั้นต่อมาเมืองหมากแข้งก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับจนได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดอุดรธานี 

สำหรับวันเวลาในการเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานเมืองอุดรธานี คือ วันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น. ปิดจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และที่สำคัญคือเปิดให้เข้าชมโดยไม่คิดค่าบริการ  

ขอย้ำว่าการท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้คนเกิดความรู้และปัญญาคือการเข้าไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานประจำท้องถิ่น ประจำชุมชน ประจำจังหวัด และประจำชาติ เพราะพิพิธภัณฑ์ คือศูนย์รวมสรรพวิชาการไว้ให้ผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชมได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนมากที่สุด โดยสามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง  

หากคุณสนใจและต้องการไปท่องเที่ยวกับ Mr.Flower โดยเน้นการท่องเที่ยวแบบเจาะลึกได้ทั้งความรู้ ความสำราญ เน้นกินดี อยู่ดี เที่ยวแบบอบอุ่นละมุนละไม ไม่เร่งร้อน โดยเที่ยวกับสมาชิกกลุ่มเล็กๆ (12-16 คน) โปรดติดต่อ Mr.Flowerหนังสือพิมพ์แนวหน้า 091-7233615 หรือจะให้จัดทัวร์นำเที่ยวในสถานที่ที่คุณต้องการให้จัดเป็นพิเศษ Mr.Flower ยินดีนำทัวร์ให้ครับ

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยรับ น้องหมา น้องแมว (ที่ถูกทิ้ง) ไปอุปการะด้วยเถอะครับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623047

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยรับ น้องหมา น้องแมว (ที่ถูกทิ้ง) ไปอุปการะด้วยเถอะครับ

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หมา (สุนัข) และแมว ที่เคยมีเจ้าของแล้วถูกทอดทิ้ง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น เจ้าของจงใจทิ้ง หรือเจ้าของเสียชีวิต พวกเขาเหล่านั้นจะยังคงเฝ้าคอย และเฝ้ารอเจ้าของด้วยความทรมาน เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเจ้าของจะกลับมารับพวกเขากลับไปอยู่ด้วยเหมือนเช่นเคย แต่ความหวัง ความฝันของหมา และแมวที่ถูกทอดทิ้งก็ไม่ค่อยเป็นความจริงมากนัก ยกเว้นเพียงแค่บางรายเท่านั้นที่จะได้รับความรักจากเจ้าของใหม่ โดยรับพวกเขาไปอุปการะในบ้านหลังใหม่ที่ให้ความอบอุ่นและความรักกับพวกเขาอีกครั้ง 

ผมเชื่อว่าคุณๆ ที่อ่านคอลัมน์นี้ แล้วเลี้ยงสุนัข หรือแมวไว้ คุณๆ จะไม่มีวันทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงของคุณอย่างแน่นอนเพราะคุณคงไม่ใจไม้ไส้ระกำทำได้ถึงเพียงนั้น เพราะเมื่อเราเลี้ยงดูเขาแล้ว เราก็รักและผูกพันกับเขาอย่างมากแล้วสัตว์เลี้ยงของเราก็รักและผูกพันกับเรามากเช่นกัน เราจึงทิ้งเขาไม่ลง แล้วเขาก็ไม่ต้องการจะถูกเราทิ้ง 

วันนี้ Mr. Flower ขอชวนเชิญคุณๆไปเที่ยวที่สัตหีบ แต่เป้าหมายของการเที่ยววันนี้อยู่ที่การไปช่วยเหลือสัตว์จรจัด คือหมาแมวที่ถูกทอดทิ้ง และหมาแมวที่เพิ่งเกิดใหม่แต่ก็ยังคงเป็นหมาแมวที่อยู่ในกลุ่มสัตว์จรจัดเหมือนกัน เราจะพาคุณไปที่ศูนย์ดูแลสุนัขจรจัด ของกองทัพเรือ ในหน่วยนาวิกโยธิน สัตหีบ 

ในที่แห่งนี้มีสุนัขประมาณ 460 ตัว และมีแมว 130 ตัว ซึ่งมีทั้งสัตว์ที่มีสุขภาพแข็งแรง มีความน่ารัก และสัตว์เจ็บป่วย พิการ รวมถึงแก่มากๆ นอกจากนี้ยังมีลูกสุนัขขนาดต่างๆ ทั้งที่เพิ่งอายุ 1-2 เดือน และสุนัขวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 5-8 เดือน ส่วนแมวก็เช่นกัน 

ในแต่ละวันหมาและแมวที่นี่ได้กินอาหารวันละสองมื้อ คือเช้าและบ่าย โดยเช้าเป็นอาหารเม็ด ส่วนบ่ายเป็นอาหารสดเช่น ข้าวสุกและเนื้อสัตว์ สำหรับเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้รับการบริจาคจากบริษัทเอกชนบางแห่งที่อยู่ในบริเวณสัตหีบ 

ค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารและยารักษาโรค รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ สำหรับดูแลสัตว์ตกประมาณ 1.5 แสนบาท โดยเงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้มาจากการบริจาคจากประชาชนทั่วไป และส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณของกองทัพเรือ แต่ในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดหนัก ประชาชนต่างก็ชะลอการเดินทางไปบริจาค จึงทำให้งบฯ ที่ได้รับจากส่วนนี้ขาดหายไปอย่างมาก แต่ถึงแม้จะไม่มีเงินบริจาค แต่สุนัขและแมวทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้ก็ยังต้องกิน และต้องรักษาโรคทุกวัน  

ดังนั้น Mr. Flower จึงอยากเชิญชวนคุณๆ ได้โปรดให้ความช่วยเหลือสัตว์จรจัดเหล่านี้ ด้วยการไปเยี่ยม และบริจาคเงิน อาหาร ยารักษาโรค และน้ำยาทำความสะอาดกรงและพื้นซีเมนต์ และที่สำคัญคือขอเชิญชวนให้คุณรับสุนัขและแมวไปอุปการะ 

หากคุณได้มีโอกาสไปเยี่ยมพวกเขา คุณจะได้พบความประทับใจ และระคนกับความหดหู่ เนื่องจากได้เห็นสัตว์จำนวนไม่น้อยต่างพยายามกระโจนเข้าหาคุณด้วยความคิดถึงเจ้าของ หมาบางตัวพยายามร้องขอให้เราอุ้มเขา พยายามตะกายเพราะอยากเล่นกับคน เนื่องจากเข้าใจว่าคนที่ไปเยี่ยมอาจจะมารับเขากลับไปอยู่ในบ้านที่อบอุ่น และได้รับความรักเหมือนที่เคยได้รับมาก่อน แล้วก็ได้เห็นสัตว์แก่สัตว์บาดเจ็บสาหัส สัตว์พิการที่มองผู้ไปเยี่ยมด้วยสายตาวิงวอน  

นอกจากนี้ยังมีลูกสุนัขอายุ1-2 เดือน ถูกแยกไว้ในกรงหนึ่ง และสุนัขอายุประมาณ 4-6เดือน ถูกแยกไว้ในกรงอีกแห่งหนึ่ง สุนัขเหล่านี้ส่งเสียงร้องเมื่อเห็นคนเดินเข้าไปไกล และพยายามวิงวอนขอให้เดินเข้าไปเล่นกับพวกเขา และน่าจะวิงวอนให้ผู้ไปเยี่ยมช่วยรับเขาไปเลี้ยงดูด้วย 

สำหรับศูนย์ดูแลสุนัข (และแมว) แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สัตหีบ ชลบุรี คุณๆ สามารถเข้าไปเยี่ยม ไปบริจาค และไปขอรับสัตว์ไปอุปการะได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ และคุณสามารถเข้าไปร่วมเป็นอาสาสมัครดูแลสุนัขและแมวในสถานที่แห่งนี้ได้ด้วยและมีข่าวฝากสำหรับคุณๆ ที่ต้องการนำสัตว์เลี้ยงแสนรักของคุณที่ตายแล้วไปรับการเผาอย่างถูกกรรมวิธี ไร้มลภาวะในสถานที่แห่งนี้ ก็สามารถนำสุนัข แมว กระต่าย ห่าน หงส์ (สัตว์เลี้ยงที่ถูกกฎหมาย) ไปขอรับบริการเผาได้ด้วย ของย้ำว่าค่าบริการก็แสนจะถูกมาก และมีข่าวฝากสุดท้ายคือ หากคุณต้องการจะบริจาคโค กระบือ ให้กับศูนย์ฯ แห่งนี้คุณก็สามารถบริจาคให้ได้เช่นกัน

ตะลอนเที่ยว : ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ของชาวไทพวน พรหมบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/621522

ตะลอนเที่ยว : ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ของชาวไทพวน พรหมบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประเพณีกวนข้าวทิพย์เป็นประเพณีที่คนไทยกระทำสืบต่อมาเป็นเวลายาวนานจนได้รับการกำหนดไว้ในพระราชพิธีเดือนสิบซึ่งกระทำพร้อมๆ กับการกวนกระยาสารท หุงข้าวยาคู รวมเรียกว่านักขัตฤกษ์ภัทรบท ซึ่งตามประวัติระบุว่ากระทำมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย สืบต่อมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพิธีนี้ ครั้นสิ้นรัชกาลประเพณีนี้ถูกละเลยไป จนมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง โดยปรับให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เพราะทรงเห็นว่าเป็นประเพณีสำคัญที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ช่วยเสริมสร้างพลังใจให้ชาวนา และเสริมส่งคติธรรมด้านอาชีพเกษตรกรรม

แรกเริ่มนั้น ประเพณีกวนข้าวทิพย์เกิดขึ้นในชมพูทวีปก่อนสมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ จนกระทั่งในสมัยพุทธกาลก็มีการกล่าวถึงข้าวทิพย์ เมื่อนางสุชาดาน้อมถวายข้าวมธุปายาสแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ

ตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ บอกว่าประเพณีกวนข้าวทิพย์ช่วยเสริมส่งให้ต้นกล้าข้าวในนาเจริญงอกงามสมบูรณ์ดี และให้ผลบริบูรณ์ เนื่องจากชาวนาได้ทำกาลทาน ด้วยการเสียสละข้าวของให้กับผู้ทรงศีล โดยการนำน้ำนมข้าวจากรวงข้าวที่กำลังตั้งท้องไปกวนเป็นข้าวยาคู ข้าวมธุปายาส หรือข้าวทิพย์ นับเป็นบุญกิริยาวัตถุของผู้คนในยุคนั้น

ประเพณีนี้ได้เข้าสู่กรุงสุโขทัยโดยมากับศาสนาพราหมณ์ ดังปรากฏหลักฐานจากพระราชนิพนธ์สิบสองเดือน ดังความปรากฏว่า ฝ่ายข้างพระพุทธศาสนา พระราช
พิธีภัทรบทนี้ มหาชนทำมธุปายาส ยาคูอังคาสพระภิกษุสงฆ์และเลี้ยงพราหมณ์ ทั้งบูชาพระรัตนตรัย อุทิศส่วนกุศลให้ญาติในปรโลก พระราชพิธีภัทรบทนี้ พุทธศาสนาไสยศาสตร์ เจือกันได้โดยโบราณราชประเพณี

ส่วนพระราชพิธีกวนข้าวทิพย์ของไทยแต่โบราณนั้น ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดเป็นพระราชพิธี ที่กระทำกันในเดือน 10 พร้อมการกวนกระยาสารท ข้าวยาคู ทำร่วมกันทั้งพิธีพราหมณ์และพิธีพุทธ โดยพราหมณ์ทำพิธีประกาศโองการบูชาเทพยดาและพระสยามเทวาธิราช ส่วนพิธีสงฆ์จัดสามวัน โดยวันแรกสวดพระจุลปริตร วันที่สองสวดพระมหาปริตรวันที่สามสวดธรรมจักกัปปวัตนสูตรและมหาสมัยสูตร โดยมีการประโคมตลอดทั้งสามวันการกวนข้าวทิพย์ต้องใช้สาวพรหมจรรย์ผู้บริสุทธิ์ นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าขาวเป็นผู้กวนประจำกระทะละสองคน แต่เดิมนั้นพระราชพิธีนี้กระทำในเขตพระบรมมหาราชวัง ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ย้ายไปกระทำพระราชพิธีนี้ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกเธอฝ่ายในทรงทำหน้าที่ลงใบพายก่อนเป็นปฐม จากนั้นจึงทรงมอบให้ผู้อื่นทำหน้าที่ฝีพายกวนต่อไป โดยทรงให้สวมมงคล และทรงเจิมพายลงยันต์อุณาโลมไว้เป็นสำคัญ

ไฟสำหรับกวนข้าวทิพย์ใช้แว่นขยายจุดไฟจากแสงอาทิตย์ ใช้ฟื้นคือไม้ชัยพฤกษ์และไม้พุทราเพื่อเป็นมงคล เครื่องปรุงข้าวทิพย์ประกอบด้วย ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วแม่ตายถั่วราชมาศ ถั่วเหลือง ถั่วทอง ถั่วเขียนเมล็ดงา ผลเดือย สาคูวิลาด สาคูลาน เมล็ดแตงอุลิต ข้าวโพด ข้าวเม่า ข้าวฟ่าง เผือก มันเทศ กระจับสด แห้วไทย ข้าวสารหอม ผลไม้แดง ผลบัว ผลมะกล่ำใหญ่ น้ำนมโคเนย น้ำผึ้ง มะพร้าวแก่ มะพร้าวอ่อน ชะเอมเทศน้ำอ้อย น้ำตากรวด น้ำตาลทราย น้ำตาลหม้อข้าวตอก ผลทับทิม ผลน้อยหน่า เงาะ ลางสาด ละมุด พลับสด สาลี่ แห้วจีน กล้วยหอมกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ส้มเขียวหวาน ส้มแป้นส้มซ่า ส้มเกลี้ยง ส้มตรังกานู และเนื้อผลไม้แห้ง เช่น ลิ้นจี่ ลำไย พุทราริ้ว พลับ อินทผลัม ส่วนผลไม้กวนมีดังนี้ ทุเรียน สับปะรด ผลไม้แช่อิ่ม มีดังนี้ ผลชิด ผลสะท้านและมีน้ำนมข้าวอ่อน ชะเอมสด ข้าวแดง ขนมปัง (ขนมปังมีเพิ่มมาในสมัยรัชกาลที่ 4) รวมของทั้งสิ้น 65 ชนิด แต่ละชนิดใช้จำนวนและน้ำหนักไม่เท่ากัน

เมื่อพระราชพิธีนี้เสร็จสิ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฝีพายผู้กวนข้าวทิพย์ได้รับพระราชทานรางวัลเป็นกลุ่มแรก ในฐานะผู้ออกแรงกวน โดยให้ฝีพายควักเอาข้าวทิพย์ให้ติดใบพายไปเท่านั้น จากนั้นจึงทรงให้แบ่งเป็นสี่ส่วนคือ เครื่องต้นบูชาพระสยามเทวาธิราชและอีกส่วนหนึ่งพระราชทานให้พระสงฆ์ที่รับพระราชทานฉันเช้า อีกส่วนหนึ่งจัดเป็นห่อขนาดต่างๆ กันเพื่อพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์ตามพระราชบรรดาศักดิ์ และอีกส่วนหนึ่งพระราชทานพระเถรานุเถระ พระราชาคณะตามฐานานุกรม

สำหรับภาพที่นำมาแสดงในวันนี้เป็นพิธีกวนข้าวทิพย์ของชาวบ้านไทพวนหมู่บ้านโภคาภิวัฒน์ พรหมบุรี สิงห์บุรี เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยในการนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ พระราชทานน้ำนมโคเพื่อประกอบพิธีนี้ โดยหม่อมราชวงศ์ยงยุพลักษณ์ เกษมสันต์ เป็นประธานในพิธี

ตะลอนเที่ยว : วัดภูมินทร์ พุทธสถานสำคัญของไทยในจังหวัดน่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620128

ตะลอนเที่ยว : วัดภูมินทร์ พุทธสถานสำคัญของไทยในจังหวัดน่าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำหรับผู้ที่ชื่นชม ชื่นชอบ และแสวงหาความหนาวเย็นในประเทศไทย คงตั้งอกตั้งใจจะไปสัมผัสความเย็นของอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 10 องศา ในสถานที่ต่างๆ ในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ของไทยกันในระยะนี้ และจังหวัดยอดนิยมแห่งหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดก็คือน่าน

วันนี้ Mr.Flower จะชวนคุณกลับไปเที่ยวน่านอีกนานๆ หลังจากที่หลายคนอาจจะไม่ได้กลับไปเที่ยวน่านมานานแสนนานแล้ว

จังหวัดน่านมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และหลากหลาย ทั้งโบราณสถาน พุทธสถาน บ้านอายุนับร้อยปีที่ปลูกสร้างจากไม้สักทั้งหลังไม่เว้นแม้กระทั่งหลังคาบ้าน ป่าเขาลำเนาไพร และลำน้ำ

สำหรับวันนี้จะชวนคุณไปกราบนมัสการพระและชื่นชมความงามของวัดภูมินทร์ ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงคือลาน หรือหากเรียกแบบตะวันตกก็คือ square)

วัดภูมินทร์ เดิมชื่อวัดพรหมมินทร์ ตามประวัติระบุว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้านครน่าน วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์อยู่ในอาคารเดียวกันซึ่งสร้างเป็นทรงจตุรมุข มีพญานาคสองตนแบกพระอุโบสถไว้ ซึ่งสร้างตามคติความเชื่อว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ผ่านบันไดแก้วที่เทพยดาได้เนรมิตขึ้น ซึ่งบันไดแก้วนั้นมีพญานาคสองตนคอยเฝ้ารับเสด็จ โดยทอดวางลำตัวขนานกันไปตามบันไดแก้วตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย

พระอุโบสถมีพระพุทธรูปสี่ทิศประดิษฐานอยู่กึ่งกลางอาคาร เป็นพระพุทธรูปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย โดยพระพักตร์หันไปทางประตูทั้งสี่ทิศ พระอุโบสถวัดภูมินทร์มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ทว่างดงามมาก เพราะสร้างด้วยรูปแบบพุทธสถานที่ได้สัดส่วนพอดี และมีความลงตัวมาก

ภาพของพระอุโบสถแห่งนี้เคยถูกนำไปพิมพ์ไว้ที่หลังธนบัตรใบละหนึ่งบาท ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ภาษาพื้นเมืองเรียกว่าฮูปแต้ม (ฮูป คือรูป แต้มคือการวาดภาพ) เนื้อหาของจิตรกรรมฝาผนังแบ่งเป็นสามตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 คือพุทธชาดก ตอนที่ 2 คือ ตำนานพื้นบ้านของน่านนคร และตอนที่ 3 บอกเล่าสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านในยุคโบราณ

จากการศึกษาด้านโบราณคดีทำให้เชื่อว่าผู้วาดภาพบนผนังวัดภูมินทร์คือหนานบัวผันศิลปินชาวไทลื้อ แต่ไม่มีหลักฐานระบุว่าหนานบัวผันเป็นคนไทลื้อที่อาศัยอยู่ในเขตนครน่าน แต่มาจากที่ใดนั้น ยังไม่มีหลักฐานบ่งชัด แต่สำหรับคนลื้อนั้นเป็นคนพื้นเมืองในเขตน่านเมื่อครั้งอดีต (ปัจจุบันก็ยังมีคนเชื้อสายไทลื้อ หรือคนลื้อในจังหวัดน่านและหลายจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบน) แต่สำหรับไทลื้อจริงๆ นั้น มีหลักฐานว่าอยู่ในเขตเมืองล้า แขวงเมืองสิบสองปันนามาก่อน

สำหรับภาพวาดภาพหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือภาพที่ชื่อว่า กระซิบรัก ณ เมืองน่าน ซึ่งจริงๆ คนน่านเรียกว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน แต่คำว่าปู่และย่า
ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปู่ย่าตายายตามความเชื่อและความคิดของคนไทย แต่น่าจะหมายถึงหนุ่มสาวชาวพม่ามากกว่า

สำหรับภาพประกอบบทความในวันนี้ Mr.Flower ตั้งใจนำภาพวัดภูมินทร์ที่บันทึกในช่วงกลางคืนมาฝากคุณ เพราะต้องการให้เห็นความงดงามของพระอุโบสถแห่งนี้ในยามที่ต้องแสงไฟ (ฟ้า) ซึ่งก็บอกได้คำเดียวว่างดงาม และมีมนต์เสน่ห์มาก

Mr.Flower ตั้งใจจะพาคุณๆ (กลุ่มเล็กๆ) ไปเที่ยวเมืองน่านอีกครั้งช่วงกลางเดือนมกราคม 2565 หากคุณสนใจร่วมทริปเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง กรุณาติดต่อที่ 091-7233615 ครับ

เราจะไปเที่ยวน่านกันอีกครั้งในหน้าหนาวนี้ครับ

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเมืองเจียงฮาย ไหว้พระ ทำบุญ ทำทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/618598

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเมืองเจียงฮาย ไหว้พระ ทำบุญ ทำทาน

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ระยะนี้ Mr.Flower ชวนคุณไปเที่ยวภาคเหนือมาแล้วอย่างน้อย 2-3 จังหวัด เช่น เชียงใหม่ น่าน และเชียงราย สาเหตุที่ชวนไปแอ่ว (เที่ยว) ภาคเหนือในยามนี้ เพราะรู้ว่าหลายคนต้องการสัมผัสอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาว และรู้ว่าหลายคนต้องการออกไปเปิดหูเปิดตา หลังจากต้องทนเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในบ้าน เพราะเชื้อโควิด-19 แพร่ระบาดมายาวนานกว่าหนึ่งปี 

วันนี้จึงขอนำคุณไปเที่ยวเชียงราย หรือแอ่วเจียงฮายด้วยกัน หลังจากที่เคยพาคุณไปแอ่วเจียงฮายมาแล้วหลายครั้งแล้วทุกครั้งที่ไปก็ทำให้คุณๆ ประทับใจกับเมืองนี้ทุกครั้ง เนื่องจากภูมิประเทศงดงามภูมิอากาศดี อัธยาศัยและน้ำใจของผู้คนช่างแสนประเสริฐ ได้ทั้งท่องเที่ยว ได้ทำบุญทำทาน และได้ความสนุกสนานสำเริงสำราญใจพร้อมทั้งได้กระจายรายได้ให้กับผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

มีช่วงหนึ่งที่โชเฟอร์ขับรถตู้พาพวกเราท่องเที่ยวและทำบุญบอกกับพวกเราด้วยความตื้นตันใจว่า ทริปนี้คือทริปแรกในรอบ 1 ปีเต็มที่เขาได้กลับมาขับรถตู้พานักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวบนดอยตุง เขาเล่าให้ฟังว่าตลอดหนึ่งปีเต็มที่ไม่ได้ขับรถตู้ ทำให้รายได้หายไปมาก เขาต้องกลับไปทำไร่ทำนาอยู่ในบ้านที่อยู่ต่างอำเภอไกลออกไปจากตัวเมือง แต่เขายังโชคดีที่ยังมีที่ดินของบรรพบุรุษ ส่วนเพื่อนๆ ร่วมอาชีพของเขาอีกหลายคนเมื่อตกงานแล้ว ไม่มีรายได้เลยแม้แต่น้อย บางคนไม่มีที่ดินจึงไม่สามารถกลับไปทำไร่ทำนาได้ เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่แสนรันทดแล้ว ทำให้เราทุกคนรับรู้ได้ถึงความโหดร้ายของการไม่มีรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของตนเองและคนในครอบครัว (ขออภัยที่นำเรื่องหดหู่มาเล่าให้ฟัง แต่มันคือความจริงฉากหนึ่งของชีวิตของเพื่อนร่วมชาติของเราในยุควิกฤตโควิด-19 ระบาด) 

ทริปนี้เราไปเที่ยวหลายที่ในเชียงราย อาทิ ดอยตุง พระตำหนักดอยตุง วัดพระธาตุดอยตุง สามเหลี่ยมทองคำ หอฝิ่น (พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับฝิ่น และการพลิกสภาพจากไร่ฝิ่นเป็นสวนปลูกพืชไม้เมืองหนาว อันเกิดจากน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวง)ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน เชียงแสน เชียงของดอยแม่สลอง เป็นต้น 

หลายคนที่ไปเที่ยวกับเราในทริปนี้บอกว่าไม่ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระธาตุดอยตุงมานานมากแล้ว บางคนบอกว่านานกว่า 20 ปีมาแล้ว เมื่อได้มากราบอีกครั้งก็คิดถึงวันเก่าๆ ที่เคยมาเที่ยว มาไหว้พระกับคนสนิทในครอบครัว และบอกว่าถึงจะไม่ได้มานานกว่า 20 ปี แต่เมื่อมาถึงแล้วก็สามารถสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุสำคัญแห่งนี้ 

อันที่จริงทริปนี้ นอกจากได้ท่องเที่ยวเพื่อตักตวงความสุขสำราญให้ชีวิตแล้วเรายังได้ไปอุดหนุนสินค้าที่ทำจากฝีมือของคนไทยที่อาศัยในเขตภูเขาสูงด้วย โดยเฉพาะสินค้าจำพวกผ้าทอมือ ผ้าปัก ผ้านุ่ง ผ้าพันคอผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น และเรายังได้ไปรับประทานอาหารที่มีรสชาติแสนอร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัยที่ร้านอาหารของดอยตุง และร้านจันกะผัก (ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ)รวมถึงร้านอาหารเมล็ดชา (ศูนย์วิจัยพัฒนาชาน้ำมัน และพืชน้ำมัน) รวมถึงร้านอาหารอื่นๆ ของชาวบ้านอีกหลายร้าน  

สำหรับจุดประสงค์หลักของการเดินทางในทริปนี้คือการนำสิ่งของต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า ชุดนักเรียน เครื่องเขียนแบบเรียน ชุดกีฬา รองเท้านักเรียน รองเท้ากีฬา เสื้อกันหนาวผ้าห่ม รวมถึงเงินเพื่อการปรับปรุงสนามฟุตบอล และสนามบาสเกตบอล ไปบริจาคให้โรงเรียนและนักเรียนบนดอยสูงในเขตอำเภอเชียงของ 

เราตั้งใจว่าจะกลับไปช่วยกันปรับปรุงสนามฟุตบอล และบาสเกตบอลของโรงเรียนให้สำเร็จเรียบร้อยในช่วงต้นปี (น่าจะช่วงปลายเดือนมกราคม 2565) ดังนั้นหากคุณๆ สนใจจะร่วมทริปไปกับเราอีก และมีความประสงค์ร่วมบริจาคเพื่อการปรับปรุงสนามกีฬาให้เด็กๆ ขอได้โปรดติดต่อ 091- 7233615 และขอย้ำว่าแต่ละทริปของเรารับสมาชิกเพียง 14-16 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : ดอยแห่งความสันติ ดอยแม่สลอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/616990

ตะลอนเที่ยว : ดอยแห่งความสันติ ดอยแม่สลอง

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ดอยแม่สลองในวันนี้มีแต่ความสุข สงบ และสันติ เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พ่อฟ้าหลวงของพวกเราทุกคน” คำพูดนี้มาจากปากคำโดยตรงของหลานนายพลต้วนซีเหวิน ซึ่งเป็นผู้ให้คำบรรยายเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับนายพลต้วน ณ สุสานของนายพลผู้นี้ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสันติคีรี แม่สลองนอก 

หมู่บ้านสันติคีรี มีชื่อในภาษาจีนว่า “เหมย ซือ เลอ”เหมย แปลว่า สวยงาม, ซือ แปลว่า เรียบร้อย,เล่อ แปลว่า ความสงบสุข ดังนั้นหมู่บ้านแห่งนี้จึงหมายถึง ดินแดนที่แสนสงบสุข มีแต่ความเรียบร้อย และงดงาม 

ในอดีตนั้น บางส่วนของดอยแม่สลองคือที่ตั้งของกองพล 93 (กองทหารของจีนพรรคก๊กมินตั๋ง ของนายพลเจียงไคเช็ค) เหตุที่ต้องมาอาศัยอยู่บนดอยแม่สลองเพราะตกอยู่ในสภาพกองพลพลัดถิ่น หลังจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ กองพลนี้ถูกขับไล่มาจากตอนใต้ของจีน ถอยร่นเข้าไปในพม่า (เมียนมา) จนสุดท้ายต้องเข้ามาอาศัยบนแผ่นดินไทย โดยมี นายพลหลี่เหวินฝาน และนายพลต้วนซีเหวิน นำกองกำลังจำนวน 3 หมื่นคนของลี้ภัยในไทย เพราะไม่แน่ใจว่าหากต้องถูกส่งกลับไปจีนแล้วจะต้องประสบชะตากรรมเลวร้ายอย่างไร ดังนั้นในปี 2504 รัฐบาลไทยอนุญาตให้ทหารของนายพลหลี่เหวินฝานไปอยู่ที่ถ้ำง้อบ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ส่วนทหารกองพล 93 ของนายพลต้วนซีเหวินให้อาศัยอยู่บนดอยแม่สลอง จนกระทั่งปี 2512 กองพล 93ได้ช่วยรัฐบาลไทยต่อสู้กับกองกำลังของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตดอยหลวง ดอยยาวดอยผาหม่น จนเมื่อเหตุการณ์สงบแล้วในช่วงปี 2515 รัฐบาลไทยจึงยอมรับให้กองพล 93 มีสถานภาพเป็นคนสัญชาติไทย และในยุคที่ทหารไทยต้องต่อสู้กับกองกำลังคอมมิวนิสต์ที่เขาค้อ เขาหญ้าเพชรบูรณ์ กองกำลังจีนชุดนี้ก็ได้อาสาไปช่วยทหารไทยรบ เมื่อเหตุการณ์สู้รบจบลง ทหารอาสากลุ่มนี้ก็ยอมมอบอาวุธให้รัฐบาลไทย แล้วเปลี่ยนอาชีพเป็นเกษตรกรบนที่สูง 

ดังนั้นบนดอยแม่สลองจึงมีพืชเศรษฐกิจเมืองหนาวปลูกอยู่ โดยเฉพาะชา ท้อ พีช แอปเปิ้ลสตรอเบอร์รี แมคคาเดเมีย รวมถึงไม้ดอกเมืองหนาวอีกสารพัดชนิด ด้วยเหตุนี้ดอยแม่สลองจึงมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อสันติคีรี เพราะเป็นดินแดนที่สุขสงบ เรียบร้อย และงดงาม  

แม่สลองในวันนี้นับได้ว่าเป็นดินแดนที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เพราะมีภูมิประเทศที่สวยงามน่าท่องเที่ยว มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ อาหารการกินก็บริบูรณ์  

หลายคนเลือกไปเที่ยวดอยแม่สลองในช่วงหน้าหนาว เพราะได้สัมผัสอากาศเย็นอย่างจับใจ โดยในช่วงหน้าหนาวนั้น อุณหภูมิหลังช่วงเที่ยงคืนไปแล้วอาจจะติดลบด้วย ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 15-20 องศาเซลเซียส  

วันนี้ผมจึงมาชวนคุณๆ ไปเที่ยวดอยแม่สลองด้วยกันครับ ใครที่ไม่เคยไปมาก่อน ขอแนะนำให้ไป ส่วนใครที่ไปมาแล้ว ก็ขอชวนให้ไปเที่ยวด้วยกันอีกครับ

รูปภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้ คืออนุสรณ์สถานทหารจีน และสุสานนายพลต้วนซีเหวิน และที่ขาดไม่ได้คือภาพใบเมเปิ้ลที่กำลังเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดงทั้งต้น ซึ่งจะเห็นอยู่มากมายบนดอยแม่สลองรวมถึงดอกบัวตองเหลืองอร่ามที่บานสะพรั่งอยู่ตามเนินเขา 

หากคุณสนใจต้องการไปเที่ยวในแบบกลุ่มเล็กๆ (10-14 คน) เน้นกินดี อยู่ดี ไม่เที่ยวแบบเร่งรีบร้อนร้น และที่สำคัญคือสมาชิกทุกคนล้วนมีมิตรภาพ เที่ยวด้วยกันแล้วมีแต่ความประทับใจโปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี ดอยแม่สลอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/615489

ตะลอนเที่ยว : พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี ดอยแม่สลอง

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เทือกเขาสูงเกือบทุกแห่งในเชียงรายเมื่อครั้งอดีต ประมาณ 50-60 ปีที่ผ่านมา คือดินแดนที่หลายคนทราบดีว่าเป็นเขตที่ถูกใช้เพื่อการปลูกฝิ่น ป่าไม้ต้นน้ำถูกตัดโค่นทำลายจนโล่งเตียน แต่เมื่อครั้นสมเด็จย่า หรือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จขึ้นไปทรงสร้างพระตำหนักดอยตุง เมื่อปลายปี 2530 เพื่อทรงทำโครงการพัฒนาดอยตุง เพื่อช่วยเหลือชาวไทยภูเขาที่อยู่ในเขตทุรกันดาร และเพื่อช่วยฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายจนกลายเป็นเขาหัวโล้น        

เมื่อสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวง ได้เสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักดอยตุง ซึ่งทรงเรียกว่าบ้านบนดอยสูง พระองค์ได้ทรงงานเพื่อพัฒนาและสร้างงานอาชีพด้าน
ต่างๆ ให้กับชาวไทยภูเขา เช่น การปลูกพืชและไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อให้ชาวไทยกลุ่มนี้มีงานที่ไม่ผิดกฎหมายทำและมีรายได้ดี เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น 

เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5-10 ปี ภูเขาที่เคยเต็มไปด้วยไร่ฝิ่น ได้แปรสภาพเป็นพื้นที่ปลูกพืชเมืองหนาว และไร่ดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งทำให้ชาวไทยภูเขามีรายได้ดี เพราะขายสินค้าได้ราคาดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ดังนั้นป่าที่เคยเสื่อมโทรม ภูเขาที่เคยเป็นเขาหัวโล้นก็กลับมามีสภาพที่เขียวขจีขึ้นเป็นลำดับ ธรรมชาติกลับคืนมาเกือบเหมือนดังเดิมก่อนถูกมนุษย์ทำลาย เมื่อมีป่า มีต้นไม้ใหญ่ ก็มีความชุ่มชื่นของน้ำตามมา แล้วทุกชีวิตบนภูเขาสูงก็กลับมามีความสุข เพราะมีอาชีพมั่นคงทำ ได้อยู่อาศัยในเขตบ้านเกิดของตน โดยไม่ต้องร่อนเร่ทิ้งถิ่นฐานเข้าไปหางานทำในเมือง 

ถึงแม้สมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวงจะประทับ ณ พระตำหนักดอยตุง แต่พระองค์ทรงงานเพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมบนเขาสูงเกือบทุกแห่งในเขตจังหวัดเชียงราย ดังเป็นที่ประจักษ์ว่าทรงพลิกฟื้นคืนชีวิตให้ป่าเสื่อมโทรม และเขาหัวโล้นได้กลับมามีชีวิตชีวา มีความเขียวขจีเหมือนดังเดิม ด้วยเหตุนี้ ชาวเชียงรายจึงถวายพระนาม แม่ฟ้าหลวง แด่พระองค์ท่าน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระราชทานชีวิตใหม่ให้กับชาวไทยภูเขาในเขตจังหวัดเชียงราย รวมถึงชาวเชียงรายทุกคน 

เพราะฉะนั้น ชาวเชียงรายจึงภาคภูมิใจมาก และทุกคนก็บอกตรงกันว่า ภูมิใจมากที่สมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวง ทรงสร้างพระตำหนักดอยตุง ในเขตจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้สถานที่ต่างๆ ในเชียงรายก็ยังอัญเชิญพระนามของพระองค์ท่านไปเป็นสิริมงคลแก่ชาวจังหวัด อาทิอำเภอแม่ฟ้าหลวง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รวมถึงชื่อโรงเรียนอีกหลายแห่งที่มีพระนามแม่ฟ้าหลวงอยู่ด้วย 

สำหรับตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ขอพาคุณไปชมและกราบนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดดอย ณ ดอยแม่สลองความสูง 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล อยู่ในเขตหมู่บ้านสันติคีรี พระบรมธาตุองค์นี้สร้างเสร็จเมื่อปี 2539 สร้างเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวง ศิลปะของพระบรมธาตุเป็นแบบล้านนาประยุกต์ สร้างบนฐานสี่เหลี่ยมลดชั้น ความสูงจรดยอดพระเจดีย์ 30 เมตร กว้างด้านละ 15 เมตร 

พระบรมธาตุแบ่งเป็นสามชั้น ชั้นแรก ประดิษฐานพระรูปสมเด็จย่า ขนาดเท่าพระองค์จริง ในพระอิริยาบถประทับนั่งบนพระราชอาสน์ หล่อด้วยสำริด (หรือสัมฤทธิ์) ชั้นสองประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จย่า และชั้นที่สามประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีพระวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิสีทองอร่ามมีพุทธลักษณะงดงามมาก และที่ฐานองค์พระมีพระนามาภิไธยม ว ก ประดิษฐาน 

Mr. Flower เพิ่งพาสมาชิกแนวหน้าไปทำบุญทำทาน บริจาคของให้นักเรียนบนดอยสูง และท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายมาเมื่อวันที่ 7-10 พฤศจิกายน และตั้งใจจะพาสมาชิกกลุ่มอื่นๆ ไปเที่ยวเชียงรายอีกครั้งในช่วงกลางเดือนมกราคม 2565 โดยใช้เวลาท่องเที่ยว3 คืน 4 วัน เดินทางด้วยเครื่องบิน ถ้าหากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมทริปกับเรา (รับสมาชิกเพียง 12-14 คน) กรุณาติดต่อ 091-7233615