ตะลอนเที่ยว : ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ของชาวไทพวน พรหมบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/621522

ตะลอนเที่ยว : ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ของชาวไทพวน พรหมบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประเพณีกวนข้าวทิพย์เป็นประเพณีที่คนไทยกระทำสืบต่อมาเป็นเวลายาวนานจนได้รับการกำหนดไว้ในพระราชพิธีเดือนสิบซึ่งกระทำพร้อมๆ กับการกวนกระยาสารท หุงข้าวยาคู รวมเรียกว่านักขัตฤกษ์ภัทรบท ซึ่งตามประวัติระบุว่ากระทำมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย สืบต่อมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพิธีนี้ ครั้นสิ้นรัชกาลประเพณีนี้ถูกละเลยไป จนมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง โดยปรับให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เพราะทรงเห็นว่าเป็นประเพณีสำคัญที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ช่วยเสริมสร้างพลังใจให้ชาวนา และเสริมส่งคติธรรมด้านอาชีพเกษตรกรรม

แรกเริ่มนั้น ประเพณีกวนข้าวทิพย์เกิดขึ้นในชมพูทวีปก่อนสมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ จนกระทั่งในสมัยพุทธกาลก็มีการกล่าวถึงข้าวทิพย์ เมื่อนางสุชาดาน้อมถวายข้าวมธุปายาสแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ

ตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ บอกว่าประเพณีกวนข้าวทิพย์ช่วยเสริมส่งให้ต้นกล้าข้าวในนาเจริญงอกงามสมบูรณ์ดี และให้ผลบริบูรณ์ เนื่องจากชาวนาได้ทำกาลทาน ด้วยการเสียสละข้าวของให้กับผู้ทรงศีล โดยการนำน้ำนมข้าวจากรวงข้าวที่กำลังตั้งท้องไปกวนเป็นข้าวยาคู ข้าวมธุปายาส หรือข้าวทิพย์ นับเป็นบุญกิริยาวัตถุของผู้คนในยุคนั้น

ประเพณีนี้ได้เข้าสู่กรุงสุโขทัยโดยมากับศาสนาพราหมณ์ ดังปรากฏหลักฐานจากพระราชนิพนธ์สิบสองเดือน ดังความปรากฏว่า ฝ่ายข้างพระพุทธศาสนา พระราช
พิธีภัทรบทนี้ มหาชนทำมธุปายาส ยาคูอังคาสพระภิกษุสงฆ์และเลี้ยงพราหมณ์ ทั้งบูชาพระรัตนตรัย อุทิศส่วนกุศลให้ญาติในปรโลก พระราชพิธีภัทรบทนี้ พุทธศาสนาไสยศาสตร์ เจือกันได้โดยโบราณราชประเพณี

ส่วนพระราชพิธีกวนข้าวทิพย์ของไทยแต่โบราณนั้น ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดเป็นพระราชพิธี ที่กระทำกันในเดือน 10 พร้อมการกวนกระยาสารท ข้าวยาคู ทำร่วมกันทั้งพิธีพราหมณ์และพิธีพุทธ โดยพราหมณ์ทำพิธีประกาศโองการบูชาเทพยดาและพระสยามเทวาธิราช ส่วนพิธีสงฆ์จัดสามวัน โดยวันแรกสวดพระจุลปริตร วันที่สองสวดพระมหาปริตรวันที่สามสวดธรรมจักกัปปวัตนสูตรและมหาสมัยสูตร โดยมีการประโคมตลอดทั้งสามวันการกวนข้าวทิพย์ต้องใช้สาวพรหมจรรย์ผู้บริสุทธิ์ นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าขาวเป็นผู้กวนประจำกระทะละสองคน แต่เดิมนั้นพระราชพิธีนี้กระทำในเขตพระบรมมหาราชวัง ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ย้ายไปกระทำพระราชพิธีนี้ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกเธอฝ่ายในทรงทำหน้าที่ลงใบพายก่อนเป็นปฐม จากนั้นจึงทรงมอบให้ผู้อื่นทำหน้าที่ฝีพายกวนต่อไป โดยทรงให้สวมมงคล และทรงเจิมพายลงยันต์อุณาโลมไว้เป็นสำคัญ

ไฟสำหรับกวนข้าวทิพย์ใช้แว่นขยายจุดไฟจากแสงอาทิตย์ ใช้ฟื้นคือไม้ชัยพฤกษ์และไม้พุทราเพื่อเป็นมงคล เครื่องปรุงข้าวทิพย์ประกอบด้วย ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วแม่ตายถั่วราชมาศ ถั่วเหลือง ถั่วทอง ถั่วเขียนเมล็ดงา ผลเดือย สาคูวิลาด สาคูลาน เมล็ดแตงอุลิต ข้าวโพด ข้าวเม่า ข้าวฟ่าง เผือก มันเทศ กระจับสด แห้วไทย ข้าวสารหอม ผลไม้แดง ผลบัว ผลมะกล่ำใหญ่ น้ำนมโคเนย น้ำผึ้ง มะพร้าวแก่ มะพร้าวอ่อน ชะเอมเทศน้ำอ้อย น้ำตากรวด น้ำตาลทราย น้ำตาลหม้อข้าวตอก ผลทับทิม ผลน้อยหน่า เงาะ ลางสาด ละมุด พลับสด สาลี่ แห้วจีน กล้วยหอมกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ส้มเขียวหวาน ส้มแป้นส้มซ่า ส้มเกลี้ยง ส้มตรังกานู และเนื้อผลไม้แห้ง เช่น ลิ้นจี่ ลำไย พุทราริ้ว พลับ อินทผลัม ส่วนผลไม้กวนมีดังนี้ ทุเรียน สับปะรด ผลไม้แช่อิ่ม มีดังนี้ ผลชิด ผลสะท้านและมีน้ำนมข้าวอ่อน ชะเอมสด ข้าวแดง ขนมปัง (ขนมปังมีเพิ่มมาในสมัยรัชกาลที่ 4) รวมของทั้งสิ้น 65 ชนิด แต่ละชนิดใช้จำนวนและน้ำหนักไม่เท่ากัน

เมื่อพระราชพิธีนี้เสร็จสิ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฝีพายผู้กวนข้าวทิพย์ได้รับพระราชทานรางวัลเป็นกลุ่มแรก ในฐานะผู้ออกแรงกวน โดยให้ฝีพายควักเอาข้าวทิพย์ให้ติดใบพายไปเท่านั้น จากนั้นจึงทรงให้แบ่งเป็นสี่ส่วนคือ เครื่องต้นบูชาพระสยามเทวาธิราชและอีกส่วนหนึ่งพระราชทานให้พระสงฆ์ที่รับพระราชทานฉันเช้า อีกส่วนหนึ่งจัดเป็นห่อขนาดต่างๆ กันเพื่อพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์ตามพระราชบรรดาศักดิ์ และอีกส่วนหนึ่งพระราชทานพระเถรานุเถระ พระราชาคณะตามฐานานุกรม

สำหรับภาพที่นำมาแสดงในวันนี้เป็นพิธีกวนข้าวทิพย์ของชาวบ้านไทพวนหมู่บ้านโภคาภิวัฒน์ พรหมบุรี สิงห์บุรี เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยในการนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ พระราชทานน้ำนมโคเพื่อประกอบพิธีนี้ โดยหม่อมราชวงศ์ยงยุพลักษณ์ เกษมสันต์ เป็นประธานในพิธี

ตะลอนเที่ยว : วัดภูมินทร์ พุทธสถานสำคัญของไทยในจังหวัดน่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620128

ตะลอนเที่ยว : วัดภูมินทร์ พุทธสถานสำคัญของไทยในจังหวัดน่าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำหรับผู้ที่ชื่นชม ชื่นชอบ และแสวงหาความหนาวเย็นในประเทศไทย คงตั้งอกตั้งใจจะไปสัมผัสความเย็นของอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 10 องศา ในสถานที่ต่างๆ ในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ของไทยกันในระยะนี้ และจังหวัดยอดนิยมแห่งหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดก็คือน่าน

วันนี้ Mr.Flower จะชวนคุณกลับไปเที่ยวน่านอีกนานๆ หลังจากที่หลายคนอาจจะไม่ได้กลับไปเที่ยวน่านมานานแสนนานแล้ว

จังหวัดน่านมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และหลากหลาย ทั้งโบราณสถาน พุทธสถาน บ้านอายุนับร้อยปีที่ปลูกสร้างจากไม้สักทั้งหลังไม่เว้นแม้กระทั่งหลังคาบ้าน ป่าเขาลำเนาไพร และลำน้ำ

สำหรับวันนี้จะชวนคุณไปกราบนมัสการพระและชื่นชมความงามของวัดภูมินทร์ ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงคือลาน หรือหากเรียกแบบตะวันตกก็คือ square)

วัดภูมินทร์ เดิมชื่อวัดพรหมมินทร์ ตามประวัติระบุว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้านครน่าน วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์อยู่ในอาคารเดียวกันซึ่งสร้างเป็นทรงจตุรมุข มีพญานาคสองตนแบกพระอุโบสถไว้ ซึ่งสร้างตามคติความเชื่อว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ผ่านบันไดแก้วที่เทพยดาได้เนรมิตขึ้น ซึ่งบันไดแก้วนั้นมีพญานาคสองตนคอยเฝ้ารับเสด็จ โดยทอดวางลำตัวขนานกันไปตามบันไดแก้วตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย

พระอุโบสถมีพระพุทธรูปสี่ทิศประดิษฐานอยู่กึ่งกลางอาคาร เป็นพระพุทธรูปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย โดยพระพักตร์หันไปทางประตูทั้งสี่ทิศ พระอุโบสถวัดภูมินทร์มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ทว่างดงามมาก เพราะสร้างด้วยรูปแบบพุทธสถานที่ได้สัดส่วนพอดี และมีความลงตัวมาก

ภาพของพระอุโบสถแห่งนี้เคยถูกนำไปพิมพ์ไว้ที่หลังธนบัตรใบละหนึ่งบาท ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ภาษาพื้นเมืองเรียกว่าฮูปแต้ม (ฮูป คือรูป แต้มคือการวาดภาพ) เนื้อหาของจิตรกรรมฝาผนังแบ่งเป็นสามตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 คือพุทธชาดก ตอนที่ 2 คือ ตำนานพื้นบ้านของน่านนคร และตอนที่ 3 บอกเล่าสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านในยุคโบราณ

จากการศึกษาด้านโบราณคดีทำให้เชื่อว่าผู้วาดภาพบนผนังวัดภูมินทร์คือหนานบัวผันศิลปินชาวไทลื้อ แต่ไม่มีหลักฐานระบุว่าหนานบัวผันเป็นคนไทลื้อที่อาศัยอยู่ในเขตนครน่าน แต่มาจากที่ใดนั้น ยังไม่มีหลักฐานบ่งชัด แต่สำหรับคนลื้อนั้นเป็นคนพื้นเมืองในเขตน่านเมื่อครั้งอดีต (ปัจจุบันก็ยังมีคนเชื้อสายไทลื้อ หรือคนลื้อในจังหวัดน่านและหลายจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบน) แต่สำหรับไทลื้อจริงๆ นั้น มีหลักฐานว่าอยู่ในเขตเมืองล้า แขวงเมืองสิบสองปันนามาก่อน

สำหรับภาพวาดภาพหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือภาพที่ชื่อว่า กระซิบรัก ณ เมืองน่าน ซึ่งจริงๆ คนน่านเรียกว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน แต่คำว่าปู่และย่า
ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปู่ย่าตายายตามความเชื่อและความคิดของคนไทย แต่น่าจะหมายถึงหนุ่มสาวชาวพม่ามากกว่า

สำหรับภาพประกอบบทความในวันนี้ Mr.Flower ตั้งใจนำภาพวัดภูมินทร์ที่บันทึกในช่วงกลางคืนมาฝากคุณ เพราะต้องการให้เห็นความงดงามของพระอุโบสถแห่งนี้ในยามที่ต้องแสงไฟ (ฟ้า) ซึ่งก็บอกได้คำเดียวว่างดงาม และมีมนต์เสน่ห์มาก

Mr.Flower ตั้งใจจะพาคุณๆ (กลุ่มเล็กๆ) ไปเที่ยวเมืองน่านอีกครั้งช่วงกลางเดือนมกราคม 2565 หากคุณสนใจร่วมทริปเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง กรุณาติดต่อที่ 091-7233615 ครับ

เราจะไปเที่ยวน่านกันอีกครั้งในหน้าหนาวนี้ครับ

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเมืองเจียงฮาย ไหว้พระ ทำบุญ ทำทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/618598

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเมืองเจียงฮาย ไหว้พระ ทำบุญ ทำทาน

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ระยะนี้ Mr.Flower ชวนคุณไปเที่ยวภาคเหนือมาแล้วอย่างน้อย 2-3 จังหวัด เช่น เชียงใหม่ น่าน และเชียงราย สาเหตุที่ชวนไปแอ่ว (เที่ยว) ภาคเหนือในยามนี้ เพราะรู้ว่าหลายคนต้องการสัมผัสอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาว และรู้ว่าหลายคนต้องการออกไปเปิดหูเปิดตา หลังจากต้องทนเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในบ้าน เพราะเชื้อโควิด-19 แพร่ระบาดมายาวนานกว่าหนึ่งปี 

วันนี้จึงขอนำคุณไปเที่ยวเชียงราย หรือแอ่วเจียงฮายด้วยกัน หลังจากที่เคยพาคุณไปแอ่วเจียงฮายมาแล้วหลายครั้งแล้วทุกครั้งที่ไปก็ทำให้คุณๆ ประทับใจกับเมืองนี้ทุกครั้ง เนื่องจากภูมิประเทศงดงามภูมิอากาศดี อัธยาศัยและน้ำใจของผู้คนช่างแสนประเสริฐ ได้ทั้งท่องเที่ยว ได้ทำบุญทำทาน และได้ความสนุกสนานสำเริงสำราญใจพร้อมทั้งได้กระจายรายได้ให้กับผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

มีช่วงหนึ่งที่โชเฟอร์ขับรถตู้พาพวกเราท่องเที่ยวและทำบุญบอกกับพวกเราด้วยความตื้นตันใจว่า ทริปนี้คือทริปแรกในรอบ 1 ปีเต็มที่เขาได้กลับมาขับรถตู้พานักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวบนดอยตุง เขาเล่าให้ฟังว่าตลอดหนึ่งปีเต็มที่ไม่ได้ขับรถตู้ ทำให้รายได้หายไปมาก เขาต้องกลับไปทำไร่ทำนาอยู่ในบ้านที่อยู่ต่างอำเภอไกลออกไปจากตัวเมือง แต่เขายังโชคดีที่ยังมีที่ดินของบรรพบุรุษ ส่วนเพื่อนๆ ร่วมอาชีพของเขาอีกหลายคนเมื่อตกงานแล้ว ไม่มีรายได้เลยแม้แต่น้อย บางคนไม่มีที่ดินจึงไม่สามารถกลับไปทำไร่ทำนาได้ เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่แสนรันทดแล้ว ทำให้เราทุกคนรับรู้ได้ถึงความโหดร้ายของการไม่มีรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของตนเองและคนในครอบครัว (ขออภัยที่นำเรื่องหดหู่มาเล่าให้ฟัง แต่มันคือความจริงฉากหนึ่งของชีวิตของเพื่อนร่วมชาติของเราในยุควิกฤตโควิด-19 ระบาด) 

ทริปนี้เราไปเที่ยวหลายที่ในเชียงราย อาทิ ดอยตุง พระตำหนักดอยตุง วัดพระธาตุดอยตุง สามเหลี่ยมทองคำ หอฝิ่น (พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับฝิ่น และการพลิกสภาพจากไร่ฝิ่นเป็นสวนปลูกพืชไม้เมืองหนาว อันเกิดจากน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวง)ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน เชียงแสน เชียงของดอยแม่สลอง เป็นต้น 

หลายคนที่ไปเที่ยวกับเราในทริปนี้บอกว่าไม่ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระธาตุดอยตุงมานานมากแล้ว บางคนบอกว่านานกว่า 20 ปีมาแล้ว เมื่อได้มากราบอีกครั้งก็คิดถึงวันเก่าๆ ที่เคยมาเที่ยว มาไหว้พระกับคนสนิทในครอบครัว และบอกว่าถึงจะไม่ได้มานานกว่า 20 ปี แต่เมื่อมาถึงแล้วก็สามารถสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุสำคัญแห่งนี้ 

อันที่จริงทริปนี้ นอกจากได้ท่องเที่ยวเพื่อตักตวงความสุขสำราญให้ชีวิตแล้วเรายังได้ไปอุดหนุนสินค้าที่ทำจากฝีมือของคนไทยที่อาศัยในเขตภูเขาสูงด้วย โดยเฉพาะสินค้าจำพวกผ้าทอมือ ผ้าปัก ผ้านุ่ง ผ้าพันคอผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น และเรายังได้ไปรับประทานอาหารที่มีรสชาติแสนอร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัยที่ร้านอาหารของดอยตุง และร้านจันกะผัก (ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ)รวมถึงร้านอาหารเมล็ดชา (ศูนย์วิจัยพัฒนาชาน้ำมัน และพืชน้ำมัน) รวมถึงร้านอาหารอื่นๆ ของชาวบ้านอีกหลายร้าน  

สำหรับจุดประสงค์หลักของการเดินทางในทริปนี้คือการนำสิ่งของต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า ชุดนักเรียน เครื่องเขียนแบบเรียน ชุดกีฬา รองเท้านักเรียน รองเท้ากีฬา เสื้อกันหนาวผ้าห่ม รวมถึงเงินเพื่อการปรับปรุงสนามฟุตบอล และสนามบาสเกตบอล ไปบริจาคให้โรงเรียนและนักเรียนบนดอยสูงในเขตอำเภอเชียงของ 

เราตั้งใจว่าจะกลับไปช่วยกันปรับปรุงสนามฟุตบอล และบาสเกตบอลของโรงเรียนให้สำเร็จเรียบร้อยในช่วงต้นปี (น่าจะช่วงปลายเดือนมกราคม 2565) ดังนั้นหากคุณๆ สนใจจะร่วมทริปไปกับเราอีก และมีความประสงค์ร่วมบริจาคเพื่อการปรับปรุงสนามกีฬาให้เด็กๆ ขอได้โปรดติดต่อ 091- 7233615 และขอย้ำว่าแต่ละทริปของเรารับสมาชิกเพียง 14-16 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : ดอยแห่งความสันติ ดอยแม่สลอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/616990

ตะลอนเที่ยว : ดอยแห่งความสันติ ดอยแม่สลอง

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ดอยแม่สลองในวันนี้มีแต่ความสุข สงบ และสันติ เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พ่อฟ้าหลวงของพวกเราทุกคน” คำพูดนี้มาจากปากคำโดยตรงของหลานนายพลต้วนซีเหวิน ซึ่งเป็นผู้ให้คำบรรยายเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับนายพลต้วน ณ สุสานของนายพลผู้นี้ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสันติคีรี แม่สลองนอก 

หมู่บ้านสันติคีรี มีชื่อในภาษาจีนว่า “เหมย ซือ เลอ”เหมย แปลว่า สวยงาม, ซือ แปลว่า เรียบร้อย,เล่อ แปลว่า ความสงบสุข ดังนั้นหมู่บ้านแห่งนี้จึงหมายถึง ดินแดนที่แสนสงบสุข มีแต่ความเรียบร้อย และงดงาม 

ในอดีตนั้น บางส่วนของดอยแม่สลองคือที่ตั้งของกองพล 93 (กองทหารของจีนพรรคก๊กมินตั๋ง ของนายพลเจียงไคเช็ค) เหตุที่ต้องมาอาศัยอยู่บนดอยแม่สลองเพราะตกอยู่ในสภาพกองพลพลัดถิ่น หลังจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ กองพลนี้ถูกขับไล่มาจากตอนใต้ของจีน ถอยร่นเข้าไปในพม่า (เมียนมา) จนสุดท้ายต้องเข้ามาอาศัยบนแผ่นดินไทย โดยมี นายพลหลี่เหวินฝาน และนายพลต้วนซีเหวิน นำกองกำลังจำนวน 3 หมื่นคนของลี้ภัยในไทย เพราะไม่แน่ใจว่าหากต้องถูกส่งกลับไปจีนแล้วจะต้องประสบชะตากรรมเลวร้ายอย่างไร ดังนั้นในปี 2504 รัฐบาลไทยอนุญาตให้ทหารของนายพลหลี่เหวินฝานไปอยู่ที่ถ้ำง้อบ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ส่วนทหารกองพล 93 ของนายพลต้วนซีเหวินให้อาศัยอยู่บนดอยแม่สลอง จนกระทั่งปี 2512 กองพล 93ได้ช่วยรัฐบาลไทยต่อสู้กับกองกำลังของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตดอยหลวง ดอยยาวดอยผาหม่น จนเมื่อเหตุการณ์สงบแล้วในช่วงปี 2515 รัฐบาลไทยจึงยอมรับให้กองพล 93 มีสถานภาพเป็นคนสัญชาติไทย และในยุคที่ทหารไทยต้องต่อสู้กับกองกำลังคอมมิวนิสต์ที่เขาค้อ เขาหญ้าเพชรบูรณ์ กองกำลังจีนชุดนี้ก็ได้อาสาไปช่วยทหารไทยรบ เมื่อเหตุการณ์สู้รบจบลง ทหารอาสากลุ่มนี้ก็ยอมมอบอาวุธให้รัฐบาลไทย แล้วเปลี่ยนอาชีพเป็นเกษตรกรบนที่สูง 

ดังนั้นบนดอยแม่สลองจึงมีพืชเศรษฐกิจเมืองหนาวปลูกอยู่ โดยเฉพาะชา ท้อ พีช แอปเปิ้ลสตรอเบอร์รี แมคคาเดเมีย รวมถึงไม้ดอกเมืองหนาวอีกสารพัดชนิด ด้วยเหตุนี้ดอยแม่สลองจึงมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อสันติคีรี เพราะเป็นดินแดนที่สุขสงบ เรียบร้อย และงดงาม  

แม่สลองในวันนี้นับได้ว่าเป็นดินแดนที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เพราะมีภูมิประเทศที่สวยงามน่าท่องเที่ยว มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ อาหารการกินก็บริบูรณ์  

หลายคนเลือกไปเที่ยวดอยแม่สลองในช่วงหน้าหนาว เพราะได้สัมผัสอากาศเย็นอย่างจับใจ โดยในช่วงหน้าหนาวนั้น อุณหภูมิหลังช่วงเที่ยงคืนไปแล้วอาจจะติดลบด้วย ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 15-20 องศาเซลเซียส  

วันนี้ผมจึงมาชวนคุณๆ ไปเที่ยวดอยแม่สลองด้วยกันครับ ใครที่ไม่เคยไปมาก่อน ขอแนะนำให้ไป ส่วนใครที่ไปมาแล้ว ก็ขอชวนให้ไปเที่ยวด้วยกันอีกครับ

รูปภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้ คืออนุสรณ์สถานทหารจีน และสุสานนายพลต้วนซีเหวิน และที่ขาดไม่ได้คือภาพใบเมเปิ้ลที่กำลังเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดงทั้งต้น ซึ่งจะเห็นอยู่มากมายบนดอยแม่สลองรวมถึงดอกบัวตองเหลืองอร่ามที่บานสะพรั่งอยู่ตามเนินเขา 

หากคุณสนใจต้องการไปเที่ยวในแบบกลุ่มเล็กๆ (10-14 คน) เน้นกินดี อยู่ดี ไม่เที่ยวแบบเร่งรีบร้อนร้น และที่สำคัญคือสมาชิกทุกคนล้วนมีมิตรภาพ เที่ยวด้วยกันแล้วมีแต่ความประทับใจโปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี ดอยแม่สลอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/615489

ตะลอนเที่ยว : พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี ดอยแม่สลอง

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เทือกเขาสูงเกือบทุกแห่งในเชียงรายเมื่อครั้งอดีต ประมาณ 50-60 ปีที่ผ่านมา คือดินแดนที่หลายคนทราบดีว่าเป็นเขตที่ถูกใช้เพื่อการปลูกฝิ่น ป่าไม้ต้นน้ำถูกตัดโค่นทำลายจนโล่งเตียน แต่เมื่อครั้นสมเด็จย่า หรือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จขึ้นไปทรงสร้างพระตำหนักดอยตุง เมื่อปลายปี 2530 เพื่อทรงทำโครงการพัฒนาดอยตุง เพื่อช่วยเหลือชาวไทยภูเขาที่อยู่ในเขตทุรกันดาร และเพื่อช่วยฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายจนกลายเป็นเขาหัวโล้น        

เมื่อสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวง ได้เสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักดอยตุง ซึ่งทรงเรียกว่าบ้านบนดอยสูง พระองค์ได้ทรงงานเพื่อพัฒนาและสร้างงานอาชีพด้าน
ต่างๆ ให้กับชาวไทยภูเขา เช่น การปลูกพืชและไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อให้ชาวไทยกลุ่มนี้มีงานที่ไม่ผิดกฎหมายทำและมีรายได้ดี เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น 

เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5-10 ปี ภูเขาที่เคยเต็มไปด้วยไร่ฝิ่น ได้แปรสภาพเป็นพื้นที่ปลูกพืชเมืองหนาว และไร่ดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งทำให้ชาวไทยภูเขามีรายได้ดี เพราะขายสินค้าได้ราคาดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ดังนั้นป่าที่เคยเสื่อมโทรม ภูเขาที่เคยเป็นเขาหัวโล้นก็กลับมามีสภาพที่เขียวขจีขึ้นเป็นลำดับ ธรรมชาติกลับคืนมาเกือบเหมือนดังเดิมก่อนถูกมนุษย์ทำลาย เมื่อมีป่า มีต้นไม้ใหญ่ ก็มีความชุ่มชื่นของน้ำตามมา แล้วทุกชีวิตบนภูเขาสูงก็กลับมามีความสุข เพราะมีอาชีพมั่นคงทำ ได้อยู่อาศัยในเขตบ้านเกิดของตน โดยไม่ต้องร่อนเร่ทิ้งถิ่นฐานเข้าไปหางานทำในเมือง 

ถึงแม้สมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวงจะประทับ ณ พระตำหนักดอยตุง แต่พระองค์ทรงงานเพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมบนเขาสูงเกือบทุกแห่งในเขตจังหวัดเชียงราย ดังเป็นที่ประจักษ์ว่าทรงพลิกฟื้นคืนชีวิตให้ป่าเสื่อมโทรม และเขาหัวโล้นได้กลับมามีชีวิตชีวา มีความเขียวขจีเหมือนดังเดิม ด้วยเหตุนี้ ชาวเชียงรายจึงถวายพระนาม แม่ฟ้าหลวง แด่พระองค์ท่าน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระราชทานชีวิตใหม่ให้กับชาวไทยภูเขาในเขตจังหวัดเชียงราย รวมถึงชาวเชียงรายทุกคน 

เพราะฉะนั้น ชาวเชียงรายจึงภาคภูมิใจมาก และทุกคนก็บอกตรงกันว่า ภูมิใจมากที่สมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวง ทรงสร้างพระตำหนักดอยตุง ในเขตจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้สถานที่ต่างๆ ในเชียงรายก็ยังอัญเชิญพระนามของพระองค์ท่านไปเป็นสิริมงคลแก่ชาวจังหวัด อาทิอำเภอแม่ฟ้าหลวง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รวมถึงชื่อโรงเรียนอีกหลายแห่งที่มีพระนามแม่ฟ้าหลวงอยู่ด้วย 

สำหรับตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ขอพาคุณไปชมและกราบนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดดอย ณ ดอยแม่สลองความสูง 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล อยู่ในเขตหมู่บ้านสันติคีรี พระบรมธาตุองค์นี้สร้างเสร็จเมื่อปี 2539 สร้างเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวง ศิลปะของพระบรมธาตุเป็นแบบล้านนาประยุกต์ สร้างบนฐานสี่เหลี่ยมลดชั้น ความสูงจรดยอดพระเจดีย์ 30 เมตร กว้างด้านละ 15 เมตร 

พระบรมธาตุแบ่งเป็นสามชั้น ชั้นแรก ประดิษฐานพระรูปสมเด็จย่า ขนาดเท่าพระองค์จริง ในพระอิริยาบถประทับนั่งบนพระราชอาสน์ หล่อด้วยสำริด (หรือสัมฤทธิ์) ชั้นสองประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จย่า และชั้นที่สามประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีพระวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิสีทองอร่ามมีพุทธลักษณะงดงามมาก และที่ฐานองค์พระมีพระนามาภิไธยม ว ก ประดิษฐาน 

Mr. Flower เพิ่งพาสมาชิกแนวหน้าไปทำบุญทำทาน บริจาคของให้นักเรียนบนดอยสูง และท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายมาเมื่อวันที่ 7-10 พฤศจิกายน และตั้งใจจะพาสมาชิกกลุ่มอื่นๆ ไปเที่ยวเชียงรายอีกครั้งในช่วงกลางเดือนมกราคม 2565 โดยใช้เวลาท่องเที่ยว3 คืน 4 วัน เดินทางด้วยเครื่องบิน ถ้าหากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมทริปกับเรา (รับสมาชิกเพียง 12-14 คน) กรุณาติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกระบี่ ให้หายคิดถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/614011

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกระบี่ ให้หายคิดถึง

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คิดถึงเมืองไทยเหลือเกิน คำคำนี้บ่งบอกได้ดีว่า เราทุกคนอยากออกไปท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจและสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวที่แสนงดงาม ซึ่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมขนบประเพณี โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สรรสร้างขึ้น โดยสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้มีอยู่มากมายทั่วเมืองไทยของเรา 

แต่วันนี้หลายคนบอกตรงกันว่า คิดถึงทะเลคิดถึงหาดทราย คิดถึงเกาะแก่ง แล้วบอกให้ Mr. Flower ช่วยพาไปเที่ยวทะเลให้หายคิดถึง หลังจากอยู่บ้านหยุดเชื้อ (โควิด-19) เพื่อชาติมานานกว่าหนึ่งปี และบัดนี้หลายคนได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบสองเข็มแล้ว บางรายได้รับสามเข็มแล้ว ดังนั้น หลายคนจึงบอกว่าเราไปเที่ยวกันเถอะ ขอเที่ยวเมืองไทยให้หายคิดถึง 

Mr. Flower จึงขออนุญาตพาคุณๆ ไปเที่ยวกระบี่ด้วยกันอีกครั้ง (หลังจากไปเที่ยวกระบี่ด้วยกันมาแล้วหลายครั้งมาก) หลายคนถามว่าไม่เบื่อกระบี่หรือ กระบี่มีอะไรดี จึงต้องไปเที่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีก  

ก่อนอื่นต้องบอกตามตรงว่า สถานที่เที่ยวแหล่งต่างๆ ในเมืองไทยมีมากมาย และสามารถไปเที่ยวได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย หากผู้ไปเยือนประทับใจ และรู้ประวัติความเป็นมาของสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ แบบลึกซึ้ง ยกตัวอย่างเช่น การได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หรือการได้เข้าไปกราบนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และชมพระบรมมหาราชวัง หลายคนบอกตรงกันว่าไปกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ เพราะทุกครั้งที่ไปก็ประทับใจกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ของไทย และหลงใหลในความงดงามของสถานที่จนเกินบรรยาย  

ซึ่งก็ไม่ต่างจากการได้ไปเที่ยวชมความงดงามในแง่มุมต่างๆ ของเมืองเชียงใหม่ และเมืองเชียงราย รวมถึงเมืองอื่นๆ ทุกแห่งในประเทศไทย แล้วก็ไม่ต่างไป
จากการไปท่องเที่ยวเมืองกระบี่ เช่นกัน ทุกครั้งที่เราได้ไปท่องเที่ยวเมืองต่างๆ ในประเทศไทย นอกจากจะได้ความเบิกบานสำราญใจแล้ว เรายังได้สัมผัสกับวิถีชีวิต
ของพี่น้องร่วมชาติในแง่มุมต่างๆ ได้พูดคุย ได้เห็นรอยยิ้มได้รับรู้ความสุขความทุกข์ของพี่น้องร่วมชาติของเราไปพร้อมๆ กัน และที่สำคัญคือได้กระจายรายได้สู่พี่น้องร่วมชาติของเราด้วย จึงกลายเป็นว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยคือการกระจายรายได้สู่ท้องที่ต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม 

สำหรับทริปกระบี่ที่เราจะไปท่องเที่ยวด้วยกันในครั้งนี้ จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมนี้ กำหนดไว้วันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม รับสมาชิก14 ท่านเท่านั้น 

หลายคนถามว่าไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ตอบโดยสังเขปว่า การเที่ยวบนฝั่ง ก็จะพาไปชมพิพิธภัณฑ์ลูกปัดคลองท่อม ท่าปอมคลองสองน้ำ สระมรกต ชุมชนไทยจีนและมุสลิม ซึ่งมีมาแต่โบราณที่แหลมสักเป็นต้น ส่วนทะเลและเกาะแก่งที่จะพาไปชมก็ได้แก่เกาะพีพี เกาะห้อง ทะเลแหวก เกาะเหลาลาดิง เป็นต้น

ผู้อ่านคอลัมน์นี้หลายคนที่ยังไม่เคยไปร่วมทริปกับเรามักชอบถามว่า ทำไมไม่ระบุให้ชัดว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวสำหรับทริปเป็นเงินเท่าไร หลายคนอาจเกรงว่าจะต้องจ่ายเงินแพงเกินเหตุ หรือถูกเอาเปรียบ ก็ต้องขอตอบว่า เราเที่ยวกันแบบหารเฉลี่ย โดยเน้นกินดี อยู่ดี เที่ยวแบบเพื่อนสนิท คนรู้ใจ ไม่เน้นการแสวงหากำไร เพราะเราเที่ยวไปด้วยทำบุญไปด้วย แล้วหลังจากเที่ยวก็ยังชวนไปทำบุญตามที่ต่างๆ อีก  

ตัวอย่างชัดๆ คือ การกินการอยู่ของเราก็คือ ใครใคร่กินอะไรก็สามารถสั่งได้ ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ที่น่าประหลาดใจมากคือ สมาชิกของเรามักจะนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นดีเยี่ยมไปแบ่งกันดื่มโดยไม่คิดมูลค่า เรียกว่าไปเที่ยวแต่ละทริป จะมีไวน์ชั้นเยี่ยมของโลกไปแบ่งกันดื่มทุกครั้ง  

หลายคนอาจงงว่าใครใคร่กินอะไรก็สั่งตามที่ตัวเองต้องการกิน แล้วจะคิดค่าบริการอย่างไร ก็ตอบว่าหารเฉลี่ยกันครับ บางคนถามต่อไปว่าแล้วหากบางคนสั่งของกินราคาแพงมากๆ ในขณะที่คนอื่นสั่งของกินราคาไม่แพงมาก แล้วจะดูแลอย่างไร คำตอบคือสมาชิกของเราทุกคนสั่งอาหารมาแบ่งกันรับประทาน โดยดูว่าสมาชิกในกลุ่มรับประทานหรือไม่รับประทานอะไร เหตุที่เราไม่สั่งอาหารแบบ fixed ก็เพราะเรารู้ว่าสมาชิกแต่ละคนชอบอาหารไม่เหมือนกัน ดังนั้นก็จึงเปิดเสรีให้สั่งได้ตามที่ตนเองต้องการรับประทาน  

แต่ขอเน้นว่า เราเที่ยวกันแบบกินดี อยู่ดี เที่ยวแบบคนรู้ใจ เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งรีบร้อนร้น ไม่ออกจากโรงแรมเช้าตรู่ แล้วกลับเข้าโรงแรมดึกดื่น ไม่นอนโรงแรมไกลเมือง (สำหรับทริปยุโรป และญี่ปุ่น) แล้วที่สำคัญคือเน้นการเที่ยวแบบเจาะลึกเพื่อให้ได้สัมผัสศิลปวัฒนธรรมของเมืองที่เราไปเยือน เพราะฉะนั้นจึงต้องพาคุณๆไปเยือนพิพิธภัณฑ์ของเมืองที่เราไปเยือน (หากเมืองนั้นๆ มีพิพิธภัณฑ์)  

นี่คือการเที่ยวแบบละมุนละไมตามสไตล์ของเราหากคุณสนใจต้องการร่วมเป็นเพื่อนร่วมเดินทางท่องเที่ยวกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ไปกระบี่ครั้งนี้ ไม่ลงทะเล แต่ไปดูลูกปัดโบราณที่คลองท่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/612416

ตะลอนเที่ยว : ไปกระบี่ครั้งนี้ ไม่ลงทะเล แต่ไปดูลูกปัดโบราณที่คลองท่อม

วันอาทิตย์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นที่แน่นอนว่า สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนนี้ เราจะไปเที่ยวกระบี่ด้วยกัน แล้วก็ย้ำเหมือนเดิมว่าทริปนี้รับสมาชิกแค่เพียง 14 รายเท่านั้นครับ ทริปนี้เราจะไป
นอนพักผ่อนหย่อนใจที่กระบี่รวมสามคืน เน้นกินดีอยู่ดี เป็นเรื่องสำคัญ  

แต่วันนี้จั่วหัวให้คุณสงสัยว่า ไปกระบี่ทั้งที แล้วทำไมไม่ไปเที่ยวทะเล ก็แค่จะบอกคุณว่า ไปกระบี่ก็ต้องไปเที่ยวทะเลอย่างแน่นอน เพราะทะเลกระบี่สวยงามน่าประทับใจ แต่ก็ต้องบอกว่ากระบี่ไม่ได้มีดีแค่เพียงทะเลเท่านั้น เพราะยังมีของดีอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ พิพิธภัณฑ์ลูกปัด วัดคลองท่อม  

ดังนั้น วันนี้ Mr. Flower จึงขอพาคุณไปชมพิพิธภัณฑ์ลูกปัด ที่วัดคลองท่อมอำเภอคลองท่อม กระบี่ ด้วยกันครับ 

หลายคนที่เป็นนักนิยมลูกปัดโบราณต้องรู้จักชื่อลูกปัดคลองท่อมอย่างแน่นอน เพราะเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว คลองท่อมคือสถานที่ซึ่งนักขุดค้น ค้นหาโบราณวัตถุ โดยเฉพาะลูกปัดโบราณ ต่างแห่แหนไปขุดหาลูกปัดที่คลองท่อมกันอย่างเอิกเกริก หลายคนได้ลูกปัดสวยๆ ไปมากมาย แม้กระทั่งทุกวันนี้ในหลายพื้นที่ของคลองท่อมก็ยังมีคนไปขุดหาลูกปัดโบราณบ้าง แต่ถ้าหากเป็นพื้นที่ซึ่งมีเจ้าของที่ครอบครองแล้ว คนทั่วไปก็ไม่สามารถเข้าไปขุดหาได้ แต่เจ้าของที่อาจจะขุดหาเอง 

กลับไปพูดถึงพิพิธภัณฑ์คลองท่อม แรกเริ่มนั้น พิพิธภัณฑ์ถูกก่อตั้งโดยพระครูอาทรสังวรกิจ เจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอคลองท่อมและอำเภอเกาะลันตา โดยท่านได้เก็บรวบรวมลูกปัดและโบราณวัตถุที่ชาวบ้านค้นพบได้จากควน (เนินเขา) หลังวัดคลองท่อม แล้วนำไปมอบให้วัดเก็บรักษาไว้ โดยท่านได้สร้างเป็นอาคารถาวรเพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุเมื่อปี 2525 

ลูกปัดชิ้นสำคัญที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือลูกปัดสุริยเทพ ซึ่งกลายเป็นเสมือนตราสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปโดยปริยาย อันที่จริงลูกปัดสุริยเทพนี้มีขนาดเล็กมาก แต่ภาพที่นำมาแสดงในบทความวันนี้ถูกขยายให้ใหญ่มากขึ้น เพื่อจะได้ชมความงามได้สะดวก ลูกปัดนี้ทำจากแก้วโมเสกทำเป็นรูปใบหน้าคน ซึ่งมีลักษณะคล้ายสัญลักษณ์พระอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีลูกปัดชนิดต่างๆ จัดแสดงไว้อีกมากมาย เช่น ลูกปัดที่ทำจากหินทำจากทอง ทำจากแก้วโมเสก และลูกปัดเขียนลาย รวมถึงลูกปัดนกแสงตะวัน  

สิ่งสำคัญที่ต้องพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งคือควนลูกปัดจากแหล่งต่างๆ เช่น แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย ที่ขุดค้นพบลูกปัดสารพัดชนิด เช่น ลูกปัดหินต่างๆ เช่น ควอทซ์
คาร์เนเลียน อาเกต และอเมทิสต์ เป็นต้น และยังพบลูกปัดทองคำด้วย ส่วนแหล่งโบราณคดีท่าชนะ ก็ขุดค้นพบลูกปัดแก้วและลูกปัดหินเช่นกัน โดยทำเป็นรูปสัตว์ และรูปทรงต่างๆ    

จากประวัตินั้น ชาวบ้านที่เป็นคนเฒ่าคนแก่ในคลองท่อมบอกว่าเคยขุดดินในสวนบริเวณบ้านแล้วพบลูกปัดมากมาย แต่ไม่รู้ว่าเป็นของมีค่าจึงไม่มีใครสนใจ แล้วคนเก่าคนแก่ก็บอกกันต่อๆ มาว่า ของเหล่านี้เป็นของเจ้าที่หากใครนำไปครอบครองจะพบกับความวิบัติ ดังนั้น ชาวบ้านจึงไม่นำกลับไปบ้าน แต่จนกระทั่งเมื่อมีข่าวใหญ่ ทำให้ผู้คนมากมายพากันไปขุดหาลูกปัดเมื่อ 40 ปีก่อน จึงทำให้ลูกปัดสวยงามถูกนำออกจากพื้นที่ไปเป็นจำนวนมากจนทางการได้สั่งห้ามขุดค้นอีกต่อไป การที่ค้นพบลูกปัดจำนวนมากที่คลองท่อมทำให้เชื่อว่าบริเวณนี้ และบริเวณใกล้เคียงคือชุมชนโบราณแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญของภาคใต้ เพราะอาจเป็นสถานที่ผลิตลูกปัดซึ่งหมายความว่าต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากในยุคโบราณ และอาจเป็นเมืองท่าเขตค้าขายสำคัญครั้งโบราณด้วย   

ขออนุญาตพูดถึงเรื่องลูกปัดโบราณที่คลองท่อมเพียงเท่านี้นะครับ แต่ใจจริงแล้วต้องการชวนเชิญคุณไปสัมผัสความงดงามของลูกปัดสารพัดชนิด รวมถึงโบราณวัตถุอื่นๆ ที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์คลองท่อมด้วยตาของคุณเอง  

หากคุณสนใจไปเที่ยวกระบี่ด้วยกันกับเรา กรุณาติดต่อสอบถามที่ 091- 7233615 หลายคนถามว่าคิดค่าบริการอย่างไร ตอบสั้นๆ ว่าเราเที่ยวกันแบบหารเฉลี่ยเราไม่ได้เที่ยวแบบทัวร์เชิงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นเราจึงไปกันเพียงกลุ่มเล็กๆ และที่สำคัญคือเราเน้นการกินดี อยู่ดี เที่ยวแบบละมุนละไมไม่เร่งรีบร้อนร้น  

และขอแจ้งว่าทริปเชียงราย ไปแจกอุปกรณ์การศึกษาและเสื้อผ้าชุดนักเรียน เครื่องกีฬา รองเท้านักเรียนให้เด็กชาวเขาจังหวัดเชียงรายที่จะเดินทาง7-10 พฤศจิกายนนี้ ไม่สามารถรับสมาชิกเพิ่มได้แล้วครับ ขออภัยที่หลายท่านไม่สามารถไปร่วมทริปเชียงรายกับเราในครั้งนี้ได้ โปรดรอทริปหน้านะครับ

ตะลอนเที่ยว : เกาะขาม แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่คุณต้องหลงรัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/610888

ตะลอนเที่ยว : เกาะขาม แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่คุณต้องหลงรัก

วันอาทิตย์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.20 น.

หลายคนไม่รู้มาก่อนว่าเกาะขาม ซึ่งอยู่ที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีความงามมากเหลือเกิน จนกระทั่งในวันหนึ่ง เมื่อคุณได้ไปสัมผัสความงดงามของเกาะขามด้วยตัวคุณเองคุณก็จะบอกกับทุกคนที่คุณอยากให้เขาเหล่านั้นได้ไปเที่ยวเกาะขามว่า ต้องไปเกาะนี้เพราะงดงาม สะอาด และบริสุทธิ์มาก 

เกาะขามอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือเป็นเกาะที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวร แต่เป็นพื้นที่สำหรับอนุรักษ์ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ทะเล เพราะฉะนั้นเกาะขามจึงยังคงความบริสุทธิ์ไว้ได้อย่างน่าประทับใจ 

เราใช้เวลานั่งเรือข้ามฟากจากฝั่งสัตหีบ (บริเวณพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะ และทะเลไทย) ไปเกาะขามประมาณ 20 นาที เมื่อไปถึงเกาะขาม สิ่งแรกที่เราได้ประสบคือน้ำทะเลสะอาดใสมาก และมีหาดทรายที่ขาวสะอาดมากเช่นกัน ทั้งนี้ก็ต้องยกความดีความงาม และขอปรบมือให้กับกองทัพเรือ และทหารเรือที่กรุณาช่วยรักษาให้เกาะแห่งนี้ยังคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้ได้ เมื่อทุกคนขึ้นบนเกาะแล้ว จะได้รับการต้อนรับจากทหารเรือพร้อมทั้งได้รับฟังกฎกติกามารยาทของการเที่ยวบนเกาะแห่งนี้ นอกจากนี้ก็จะได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเกาะ และข้อมูลว่าปัจจุบันเกาะขามมีภารกิจด้านการอนุรักษ์อะไรบ้าง ซึ่งต้องขอบคุณทหารเรือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเกาะขามได้อย่างกระจ่างชัด ทำให้คนฟังหลงรักเกาะขามมากยิ่งขึ้น 

สิ่งที่ทุกคนเมื่อไปถึงเกาะขามแล้วต้องทำเหมือนกันก็คือ ถ่ายภาพวิว ถ่ายภาพหาดทราย ถ่ายภาพน้ำทะเลสีครามแสนสวยที่ใสสะอาด แล้วก็เดินไปรอบๆ เกาะบางคนก็ขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อหามุมถ่ายภาพจากมุมสูง ขอบอกว่าน้ำทะเลของเกาะขามตามมุมต่างๆ ของเกาะมีสีสันที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับระดับความลึกของน้ำ แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกจุดคือความสะอาดของน้ำและต้องยอมรับว่าบนเกาะแห่งนี้ยังมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมากมาย ดังนั้นจึงทำให้เมื่อเราได้อยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่แล้วเย็นสดชื่นมาก แม้อากาศจะค่อนข้างร้อนก็ตาม แต่ร่มไม้สามารถช่วยลดความร้อนได้อย่างมหัศจรรย์

อย่างที่เรียนให้ทราบตั้งแต่แรกแล้วก็คือบนเกาะนี้ไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวรใดๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นท่าเทียบเรือ และสะพานไม้ก็จะเป็นสิ่งปลูกสร้างไม่ถาวรทั้งสิ้น (แต่รับรองในความมั่นคง) ทุกอย่างทำจากไม้ โดยอาจจะมีเหล็กเป็นโครงสร้างประกอบบ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยดังนั้นทุกๆ เดือนจึงต้องมีการตรวจสอบความมั่นคงของสะพานและท่าเทียบเรือเป็นประจำเพื่อความปลอดภัยของผู้มาเยือน แต่ขอบอกว่าการที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวรบนเกาะขาม จึงทำให้เกาะนี้มีมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหลมากจนเกินบรรยาย เสน่ห์ของสะพานไม้ที่ทำขึ้นด้วยความตั้งใจแบบไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างถาวรทำให้ผู้ไปเยือนสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติได้มากขึ้น บางช่วงของสะพานไม้เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปตามโขดหิน ทำให้นักท่องเที่ยวได้อยู่ใกล้ชิดกับน้ำทะเลสีครามมากขึ้น 

ส่วนที่หาดทรายนั้น เจ้าหน้าที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำได้ แต่เมื่อนักท่องเที่ยวจะอาบน้ำจืดล้างตัว ก็ต้องล้างด้วยน้ำธรรมดาเท่านั้น ไม่สามารถฟอกสบู่ หรือใช้แชมพูสระผมได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้สารเคมีจากสบู่และแชมพูไหลลงทะเลไปทำลายสิ่งมีชีวิตใต้ผิวน้ำของเกาะแห่งนี้  

เราสามารถเที่ยวบนเกาะแห่งนี้ได้ถึงประมาณ 15.00 น. แล้วก็นั่งเรือกลับเข้าฝั่งสัตหีบ ขอย้ำว่าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวค้างแรมบนเกาะขามในทุกกรณี  

ได้ทราบเรื่องความงดงามของเกาะขามแล้ว คุณอยากจะไปสัมผัสความงาม และความบริสุทธิ์ของเกาะขามแล้วใช่ไหมครับ ถ้าใช่ โปรดติดต่อที่หมายเลข091-7233615 ครับ เราจะไปเที่ยวด้วยกัน  

และขออนุญาตตอบคำถามคุณๆที่โทรฯ ไปถามถึงเรื่องทริปต่างๆ เช่น สมุยกระบี่ ภูเก็ต เชียงราย ที่ Mr.Flowerจะนำสมาชิกไปเที่ยว หลายคนถามว่าทำไมไม่บอกราคาทริป คำตอบคือ เราเที่ยวกันแบบเพื่อนสนิท เราหารเฉลี่ยค่าใช้จ่ายกัน เราไม่ได้ทำทริปในรูปแบบทัวร์เชิงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถกำหนดราคาได้ แต่รับรองว่าค่าใช้จ่ายถูกมากเมื่อเทียบกับคุณภาพที่คุณได้รับ แต่ละทริปรับสมาชิกไม่เกิน 14 ราย และที่สำคัญคือเน้นกินดีอยู่ดี ไม่เที่ยวแบบรีบร้อนลุกลี้ลุกลนไม่เน้นนั่งรถนานๆ แล้วได้เที่ยวน้อยๆหากคุณสนใจการเที่ยวแบบเพื่อนสนิทลองไปเที่ยวกับเราสักทริป แล้วคุณจะรู้ว่าเที่ยวแบบเพื่อนสนิทคืออะไร แต่รับรองว่าคุณจะหลงรักและไปเที่ยวกับเราตลอดไป

ตะลอนเที่ยว : ไหว้สาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในเชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609325

ตะลอนเที่ยว : ไหว้สาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 หลายเมืองของประเทศไทย อาทิ เชียงใหม่(บางอำเภอ เช่น อำเภอเมือง)ชลบุรี (พัทยา) เพชรบุรี (ชะอำ) ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน)เป็นต้น จะเปิดบ้านเปิดเมืองเพื่อรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ซึ่งก็หมายความว่าจะมีความคึกคักและครึกครื้นจากหมู่นักท่องเที่ยวตามมาด้วย  

แต่ทว่าความครึกครื้นคึกคักที่ว่านี้คงจะมีบรรยากาศแตกต่างไปจากช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างแน่นอน เพราะทั้งชาวเมืองที่เป็นเจ้าของบ้าน และแขกผู้มาเยือนต่างก็จะต้องระมัดระวังดูแลสุขภาพของกันและกันอย่างที่สุดเนื่องจากการเปิดเมืองนั้นไม่ได้หมายความว่าเปิดแล้วจะปราศจากเชื้อโควิด-19 แต่ก็คงไม่สามารถปิดเมืองได้ตลอดไป เพราะไม่มีเมืองใดสามารถปิดเมืองแล้วดำเนินกิจการด้านธุรกิจให้เจริญรุ่งเรืองได้ 

เมื่อเราจำเป็นต้องเอาตัวให้รอด (รอดทั้งตัวและรอดทั้งเศรษฐกิจ) ก็จึงต้องอยู่ร่วมกับเชื้อโควิด-19 ให้ได้ และต้องอยู่ให้ได้โดยที่เราไม่ตกเป็นเหยื่อของมัน แต่ไม่ใช่เพียงแค่เราไม่เป็นเหยื่อเท่านั้น เราต้องระวังตัวเองไม่ให้กลายเป็นผู้แพร่กระจายเชื้อไวรัสตัวนี้ไปยังผู้อื่นด้วย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เราทุกคนต้องยกการ์ดสูงเพื่อป้องกันตัวเองและป้องกันคนอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเรื่องนี้เราทุกคนทำได้ถ้าเราไม่ประมาท และไม่คิดเอาเองว่าเราจะไม่ติดเชื้อโควิด-19 แต่เราต้องคิดตลอดเวลาว่า เราอาจจะติดเชื้อนี้ก็ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เราจึงต้องสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานตลอดเวลาที่อยู่กับผู้อื่น ล้างไม้ล้างมือทุกครั้งเมื่อจับต้องและสัมผัสสิ่งของอื่นๆ แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือของเราเอง เราก็ต้องทำความสะอาดตลอดเวลา แล้วที่สำคัญต้องเว้นระยะห่างทางสังคมระหว่างบุคคลอย่างน้อย1-2 เมตรแต่หากไม่สามารถเว้นระยะห่างได้เช่นนั้นก็ต้องไม่เปิดหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในระยะใกล้ชิดกับผู้อื่น 

เกริ่นเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองเพื่อให้พ้นจากเชื้อโควิด-19มานานแล้ว ขอเข้าเรื่องที่จะชวนคุณๆ ไปไหว้สา (ไหว้สาคือคำของชาวเหนือของไทย)กราบพระศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองเชียงใหม่ด้วยกัน โดยจะเริ่มต้นที่วัดพระสิงห์วรวิหารก่อน แล้วตามมาด้วยวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร (อันที่จริงมีวัดและพระศักดิ์สิทธิ์อีกหลายสิบแห่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งวันหน้าจะพาคุณไปไหว้สา) 

ถามว่าทำไมต้องไปวัดพระสิงห์เป็นแห่งแรก ก็ขอตอบว่าเพราะต้องการพาคุณไปกราบพระสิงห์ หรือพระพุทธสิหิงค์ (แต่วันที่ไปนั้นทางวัดปิดวิหารพระสิงห์ชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม) จึงไม่ได้นำภาพของพระสิงห์มาฝากคุณในวันนี้ แต่ก็นำภาพพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งมีนามว่าพระศรีสรรเพ็ชญมาฝากคุณ และด้านหน้าพระอุโบสถจะมีรูปหล่อของครูบาเจ้าศรีวิชัยประดิษฐานอยู่เนื่องจากท่านเป็นเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์มาก่อน นอกจากนี้เมื่อไปวัดพระสิงห์แล้วทุกคนจะต้องไปชมวิหารลายคำ และหอไตรที่แสนงดงามด้วย สำหรับคนที่เกิดปีมะโรงก็จะไปกราบไหว้พระมหาเจดีย์ธาตุ หรือพระธาตุหลวง เนื่องจากเชื่อกันว่าเป็นพระธาตุประจำปีมะโรง  

ส่วนวัดที่สองที่จะพาคุณไปไหว้สาก็คือวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดนี้มีความสำคัญมากตรงที่มีพระมหาเจดีย์องค์มหึมา (ฐานกว้างด้านละ 60 เมตร และความสูงเมื่อครั้งที่ยังสมบูรณ์ คือ 80 เมตร) และยังมีเสาอินทขิล(เสาหลักเมือง) ตามประวัติระบุว่าพระมหาเจดีย์นี้สร้างไว้ ณ ใจกลางเมืองเชียงใหม่เมื่อครั้งโบราณ ครั้งสมัยพระเจ้าแสนเมืองมาพระมหาเจดีย์นี้ได้รับการก่อสร้างสืบต่อมาจากกษัตริย์ผู้ทรงครองล้านนามาอีกหลายพระองค์ จนกระทั่งยุคของพระนางเจ้าจิรประภามหาเทวี ประมาณช่วง พ.ศ. 2088ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นในเมืองนี้จนทำให้ส่วนยอดของพระมหาเจดีย์หักพังทลายลงมา จากนั้นก็มิได้มีการซ่อมบำรุงพระมหาเจดีย์แต่อย่างใด จนผ่านเลยไปเกือบ 400 ปี ในยุคเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย จึงได้มีการบูรณะพระมหาเจดีย์ 

สำหรับพระวิหารหลวงของวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในยุคของเจ้าอินทวิชยานนท์(เจ้าพ่อของเจ้าแก้วนวรัฐ) สร้างเมื่อปี 2471 ภายในพระวิหารประดิษฐานพระปางห้ามญาติ สูง18 ศอก หล่อด้วยสำริดทั้งองค์ ครั้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 5แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงให้ใช้วัดนี้ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แทนการกระทำพิธีที่วัดเชียงมั่น  

นักโบราณคดีที่ศึกษาศิลปะเมืองเหนือยกย่องว่าพญานาคที่หน้าวิหารหลวงวัดเจดีย์หลวงงดงามมากที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่างดงามประดุจสิ่งมีชีวิตจริงในยามที่ต้องแสงไต้แสงไฟยามค่ำ (แต่วันที่ไปนั้นปิดซ่อมพระวิหาร จึงไม่สามารถถ่ายภาพพญานาควัดเจดีย์หลวงมาให้ชมได้)  

ทั้งหมดทั้งมวลที่บอกเล่าความวิจิตรงดงามของวัดทั้งสองให้คุณฟังในวันนี้ คงจะไม่มีอะไรดีกว่าคุณได้ไปสัมผัสด้วยสายตาของคุณเอง ก็จึงขอเชิญชวนคุณไปไหว้สาและทำบุญด้วยกันครับ เราตั้งใจจะไปเที่ยวเมืองเชียงใหม่ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ หากคุณสนใจร่วมเดินทางกับเรา (รับสมาชิก 12 ราย) โปรดติดต่อ091-7233615 (สำหรับทริปสมุยเดินทาง20-23 ตุลาคม เต็มแล้วครับ ส่วนทริปกระบี่ เดินทาง 20-23 พฤศจิกายน ยังมีที่นั่งว่างอยู่บ้างครับ)

วัดพระสิงห์วรวิหารวัดพระสิงห์วรวิหาร

วัดเจดีย์หลวงวรวิหารวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวภูเก็ตด้วยกันนะครับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/607745

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวภูเก็ตด้วยกันนะครับ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มีเสียงเรียกร้องจากหัวใจของนักเดินทางท่องเที่ยวเรียกร้องไปยัง Mr.Flower ว่า ช่วยจัดทริปสำหรับกลุ่มเล็กๆ สมาชิก 8-12 คน ไปเที่ยวภูเก็ตหน่อยเถอะจ้า เพราะอยากไปเที่ยวภูเก็ตมากเหลือเกิน คิดถึงภูเก็ตมากที่สุด 

เมื่อได้รับคำเรียกร้องเช่นนี้ก็ต้องบอกว่ายินดีครับ ยินดีพาคุณๆ ที่คิดถึงภูเก็ตไปเยือนภูเก็ตด้วยกัน  

ถามว่าไปกันเมื่อไรดี ตอบว่า ไปเดือนพฤศจิกายนนี้ครับ ไปช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤศจิกายนครับ หลายคนถามว่าทำไมไม่ไปช่วงเดือนตุลาคม ตอบว่า เพราะเดือนตุลาฯนี้เรามีทริปไปเกาะสมุยแล้วครับ วันที่ 21-24 ตุลาคม รับสมาชิกเพียง 12 รายเท่านั้นครับ นอนพักที่โรงแรม The Pavillion หาดละไม โรงแรมน่ารักของโกฉุย 

กลับไปคุยเรื่องทริปภูเก็ตกันอีกที ถามว่าไปเที่ยวที่ไหนบ้าง คำตอบเบื้องต้นก็คือ ไปเที่ยวตัวเมืองเก่าของภูเก็ต นอนพักในโรงแรมเก๋ๆ ย่านเมืองเก่า 1 คืน แล้วอีกคืนหนึ่งไปนอนที่โรงแรมริมทะเล คิดว่าไปสองคืนก็น่าจะเพียงพอ แต่ก็มีข้อเสนอสำรองคือ อาจไปกันสักสามคืน โดยหนึ่งคืนนอนในตัวเมืองเก่า ส่วนอีกสองคืนนอนที่โรงแรมริมทะเล  

ส่วนอาหารการกินนั้น เราก็จะตระเวนหาของอร่อยๆ รับประทานกันตามร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอาหารที่แสนอร่อย สะอาดสะอ้านถูกสุขลักษณะ ซึ่งร้านอาหารที่แสนอร่อยในภูเก็ตมีให้เลือกรับประทานมากมายเกินบรรยาย มีทั้งที่ตั้งอยู่ในตลาดพื้นเมือง ตามร้านค้าในชุมชน และในภัตตาคารหรูหรา 

หลายคนถามว่าจะมีโอกาสนั่งเรือออกไปท่องเที่ยวตามเกาะแก่งต่างๆ ด้วยหรือไม่ ก็ขอตอบว่า หากไปเพียงสองคืน ก็อาจจะไม่ได้นั่งเรือออกไปเที่ยวเกาะแก่ง เพราะแค่พาคุณๆ ไปเที่ยวชมเมืองเก่า ไหว้พระทำบุญก็เกือบจะหมดเวลาแล้วแต่ถ้าหากเป็นโปรแกรมสามคืนสี่วันก็รับรองว่าต้องพาคุณไปนั่งเรือเที่ยวตามเกาะแก่งที่โด่งดังขึ้นชื่อแน่นอน เช่น เกาะนาคา หรืออาจไปเที่ยวเกาะพีพีด้วยกัน  

หลายคนถามว่า ไปเที่ยวภูเก็ตช่วงเดือนพฤศจิกายน จะเจอพายุฝนหรือไม่ คำตอบคือ โดยปกติแล้ว เมื่อเข้าเดือนพฤศจิกายน ทะเลด้านฝั่งอันดามันจะปลอดโปร่งจากลมพายุฝน ดังนั้นโอกาสเจอฝนหนักๆ ก็จะน้อยมาก เพราะฉะนั้นเทศกาลเที่ยวท้องทะเลในฝั่งอันดามันจึงเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงช่วงหน้าร้อนของเมืองไทย 

สำหรับรูปภาพท้องทะเลสวยๆ หาดทรายขาวสะอาดที่นำมาฝากคุณๆ เพื่อยั่วต่อมอยากเดินทางท่องเที่ยวให้ทำงานพลุ่งพล่านจนเกินหักห้ามใจ รวมถึงภาพอาหารการกินสารพัดชนิดที่บ่งบอกถึงความเอร็ดอร่อย คงทำให้คุณหลับตานึกถึงรสชาติอาหารที่แสนอร่อยจนเกินบรรยายได้โดยทันที แล้วก็เชื่อว่าคงทำให้คุณอยากไปเที่ยวภูเก็ตด้วยกันนะครับ 

สำหรับคุณๆ ที่สนใจร่วมทริปแสนวิเศษ สุดสนุก น่าประทับใจ เต็มไปด้วยมิตรภาพแสนอบอุ่น โปรดติดต่อ 091-7233615 แต่มีเงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญคือคุณต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบสองเข็มเรียบร้อยแล้ว และต้องมีสุขภาพแข็งแรงพร้อมเดินทางท่องเที่ยว 

เราไปเที่ยวภูเก็ตด้วยกันนะครับ รับรองคุณจะประทับใจเมื่อเดินทางท่องเที่ยวกับเรา