ตะลอนเที่ยว : นํ้าทะเลใสๆ หาดทรายขาวๆ รอคุณไปสัมผัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/584893

ตะลอนเที่ยว : นํ้าทะเลใสๆ หาดทรายขาวๆ รอคุณไปสัมผัส

ตะลอนเที่ยว : นํ้าทะเลใสๆ หาดทรายขาวๆ รอคุณไปสัมผัส

วันอาทิตย์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นานเหลือเกิน นานมากแล้ว ที่คนไกลจากทะเล ไม่ได้ไปสัมผัสน้ำทะเล ไม่ได้เดินเท้าเปล่าบนหาดทรายเนื้อละเอียดเหมือนแป้งชั้นดีที่ใช้สำหรับทาผิวกาย ไม่ได้สวมชุดว่ายน้ำสีสันสดใสสวยงามแล้วแหวกว่ายในน้ำทะเล ไม่ได้หายใจลึกๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด  

หลายคนบอกตรงกันว่าคิดถึงทะเลมากมากเหลือคณา แล้วก็เฝ้ารอวันเวลาที่จะได้ไปสัมผัสความงดงามของทิวทัศน์ของท้องทะเล ได้นั่งมองพระอาทิตย์ดวงกลมโตสีสวยประทับใจขึ้นพ้นขอบฟ้าในยามเช้า แล้วก็เฝ้ารอคอยชมท้องฟ้าที่งดงามยามพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า 

นับตั้งแต่ประเทศไทย และโลกของเราถูกรุกรานด้วยเชื้อโควิด-19 มาประมาณ 1 ปีครึ่งทุกคนจำเป็นต้อง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” และที่สำคัญคือไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้โดยสะดวกง่ายดายเหมือนช่วงที่โลกอยู่ในสภาวการณ์ปลอดเชื้อโรค  

ทุกคนเฝ้ารอคอยวันที่จะได้ออกไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติที่สวยงามอีกครั้ง โดยทุกคนก็พยายามดูตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อให้รอดพ้นจากเชื้อโควิด-19  

วันนี้ ยามนี้ แม้หลายพื้นที่ในประเทศไทยจะถูกคุกคามด้วยเชื้อโควิด-19 อย่างหนักหน่วง แต่ก็ยังมีข่าวดีว่าในบางพื้นที่ของไทยก็สามารถรักษาพื้นที่ของตนให้ห่างไกลจากเชื้อโควิด-19ดังจะพบว่าอัตราการติดเชื้อมรณะตัวนี้ในจังหวัดต่ำมาก เมื่อสามารถรักษาพื้นที่ได้ดีเช่นนี้ ก็จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต่างต้องการจะเข้าไปพักผ่อนและท่องเที่ยวในจังหวัดเหล่านั้น โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกมายาวนาน ขอยืนยันว่าภูเก็ตในยามนี้สวยงามเหลือเกิน ทะเลก็สวย ป่าไม้ก็สวย บ้านเมืองก็สวย และรอยยิ้มของคนภูเก็ตก็ยังหวานประทับใจผู้ไปเยือนเหมือนเช่นเคย  

วันนี้ Mr.Flower จึงขอนำภาพสวยๆ จากมุมต่างๆ ของเมืองภูเก็ตมาฝากคุณ และกระซิบกับคุณว่า รออีกไม่นาน เราจะไปเที่ยวภูเก็ตด้วยกัน ไปเล่นน้ำทะเลใสสะอาด นอนกลิ้งเกลือกบนหาดทรายเนื้อละเอียดขาวราวกับแป้ง ไปเที่ยวเกาะแก่งต่างๆ ในภูเก็ต ไปดำน้ำดูโลกใต้น้ำที่แสนมหัศจรรย์ ไปกินอาหารพื้นเมืองรสจัดจ้านไปเดินดูบ้านเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีส ที่อายุนับร้อยปีแต่ยังมีชีวิตชีวา แล้วไปไหว้พระทำบุญทำกุศล และทำทานกันเพื่อนมนุษย์และสัตว์ร่วมโลกของเราด้วยกัน 

Mr.Flower มั่นใจว่าเมื่อคุณได้ชมภาพสวยๆ จากมุมต่างๆ ของเมืองภูเก็ตที่เลือกสรรมาฝาก พร้อมกับได้ชมภาพสารพัดอาหารที่แสนจะน่ารับประทานแล้ว คุณจะต้องคิดถึงเมืองภูเก็ตอย่างมาก และคงจะอดใจไม่ไหวที่จะรีบไปสัมผัสความน่ารัก น่าหลงใหลของเมืองภูเก็ตด้วยกัน  

และถ้าหากไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทางท่องเที่ยว Mr.Flower วางแผนว่าจะนำคุณๆ (กลุ่มเล็กๆ จำนวน 10-14 คน) ไปเที่ยวภูเก็ตในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมปีนี้ ตั้งใจจะไปพักผ่อนสัก 4 คืน หากคุณสนใจร่วมเดินทางแบบเป็นกันเอง อบอุ่น และสนุกสนาน กินดี นอนดี เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งรีบร้อนรน สนใจติดต่อสอบถามที่ 091-7233615  

(ขอบคุณภาพสวยๆ จากคุณกิจ และคุณจิ๋ว สมาชิกคอลัมน์ตะลอนเที่ยว)

ตะลอนเที่ยว : นํ้าจิตนํ้าใจ นํ้าที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากใจคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583162

ตะลอนเที่ยว : นํ้าจิตนํ้าใจ นํ้าที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากใจคนไทย

ตะลอนเที่ยว : นํ้าจิตนํ้าใจ นํ้าที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากใจคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สืบเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ได้นำเสนอเรื่องโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า ทำให้มีผู้อ่านแนวหน้าที่มีใจกุศลมีจิตเมตตา โทรศัพท์เข้ามาสอบถามโครงการนี้กันมากมาย หลายรายขอร่วมบริจาค หลายรายแจ้งว่าจะช่วยหาผู้รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูให้ดีที่สุด หลายรายบอกว่ารอวันที่ Mr. Flowerจะจัดทริปเดินทางไปเยี่ยมเยียนโค-กระบือ และผู้เลี้ยงดูโค-กระบือที่พวกเราส่งมอบให้นำไปเลี้ยงดูต่อ 

ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงขออนุญาตบอกเล่าถึงโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ (สำหรับคุณๆ ที่สนใจแต่ไม่ทราบรายละเอียดโครงการนี้มาก่อน ส่วนผู้ที่ทราบดีอยู่แล้ว ก็ต้องกราบขออภัยด้วยที่ต้องฉายหนักซ้ำ) 

โครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้ารวมกับผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (ยกเว้นระยะที่เกิดวิกฤติโควิด-19 แพร่ระบาด จึงชะลอโครงการออกไปก่อน แต่ยังคงค้นหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่สามารถรับโค-กระบือไปเลี้ยงดูได้ตลอดเวลา) แรกเริ่มนั้นบรรณาธิการข่าวของแนวหน้า คือเฉลิมชัย ยอดมาลัย ได้หารือกับคุณผาณิตพูนศิริวงศ์ ผู้บริหารหนังสือพิมพ์แนวหน้าว่าจะทำโครงการนี้ เพราะได้รับทราบจากผู้อ่านแนวหน้าที่แจ้งมาว่าพบกระบือเพศเมียมีลูกอ่อนหนึ่งตัว ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บ เจ้าของกระบือแจ้งว่าไม่มีเงินรักษาพยาบาล จำเป็นต้องฆ่าแม่กระบือตัวนั้น เนื่องจากปล่อยไว้ก็ต้องตาย เมื่อทางหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้รับเรื่องนี้จึงไปหารือกับอาจารย์ในคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหาแนวทางรักษา ซึ่งสุดท้ายได้ตัดสินใจนำกระบือดังกล่าวไปรักษา ซึ่งสามารถช่วยชีวิตแม่กระบือตัวดังกล่าวได้  

จากนั้นทางกองบรรณาธิการแนวหน้าจึงเกิดความคิดทำโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปส่งให้ผู้เหมาะสมเลี้ยงดูต่อไปจนกว่าสัตว์จะถึงแก่อายุไข พร้อมกับมีเงื่อนไขเป็นสัญญาลายลักษณ์อักษรว่าผู้รับสัตว์ไปเลี้ยงดูต่อต้องไม่ฆ่า ไม่ขายไม่ทำร้ายสัตว์ และเมื่อสัตว์ตกลูกจะต้องแจ้งให้ผู้ทำโครงการรับทราบโดยทันที ซึ่งผู้ทำโครงการยินดีจะช่วยเหลือลูกสัตว์ต่อไป แต่ถ้าหากผู้เลี้ยงดูประสงค์จะรับลูกสัตว์ไว้เลี้ยงดูต่อไป ผู้ทำโครงการก็ยินดีให้เลี้ยงดูต่อไป โดยต้องทำสัญญาดังเดิมทุกประการ  

แรกเริ่มทำโครงการนั้น ได้ไปไถ่ชีวิตโค-กระบือชุดแรกจำนวน 5 ตัว (กระบือ 3 ตัวโค 2 ตัว) จากโรงฆ่าสัตว์ย่านปทุมธานี แล้วส่งมอบต่อให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรอำเภอศรีประจันต์ สุพรรณบุรี จำนวน 2 ครอบครัวรับไปเลี้ยงดูต่อ  

จากนั้นโครงการนี้ก็ดำเนินการต่อมาเรื่อยๆ โดยไถ่ชีวิตโค-กระบือเป็นประจำตลอดปี โดยบางเดือนไถ่ชีวิตได้ 3-5 ตัว แต่บางเดือนไถ่ชีวิตได้ 10 ตัว โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้อ่านแนวหน้าเสมอมา นอกจากนี้ยังจัดพาผู้ร่วมบริจาคไปเยี่ยมเยียนโค-กระบือที่ได้รับการไถ่ชีวิตเป็นระยะๆ พร้อมกับไหว้พระในจังหวัดนั้นๆเช่น ที่สุพรรณบุรี นครปฐม ชลบุรี เป็นต้น 

ล่าสุดโครงการนี้สามารถไถ่ชีวิตโค-กระบือมาแล้วรวมประมาณ 100 ตัว และกระจายให้ผู้รับเลี้ยงในจังหวัดต่างๆ อาทิ ชลบุรี เชียงราย สุพรรณบุรี นครปฐม และขอนแก่น ขออนุญาตเรียนให้ทราบว่าในช่วงวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ซึ่งวันนี้ Mr. Flower ได้กราบเรียนเชิญหม่อมไฉไล ยุคล ไปร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์กำแพงแสนเมื่อกำลังเลือกไถ่ชีวิตโค-กระบือนั้น ก็ได้ทราบข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9เสด็จสวรรคต หม่อนไฉไล ยุคล ท่านจึงตัดสินใจไถ่ชีวิตโค-กระบือจำนวน 10 ตัว โดยท่านจ่ายเงินของท่านเอง เพื่อน้อมเกล้าฯ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แล้วนำโค-กระบือทั้งหมดไปเลี้ยงที่สวนในจังหวัดนครปฐมส่วนเงินที่ทุกท่านร่วมบริจาค ซึ่ง Mr. Flowerเตรียมไปสำหรับไถ่ชีวิตโค-กระบือ ก็สามารถไถ่ชีวิตโค-กระบือได้อีก 9 ตัว   

โครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงดำเนินการต่อมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในช่วงวิกฤติแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 เราจำเป็นต้องชะลอการเดินทางไปไถ่ชีวิตโค-กระบือชั่วคราว และขอชะลอการรับบริจาคเงินสมทบทุนโครงการเป็นการชั่วคราวเช่นกัน โดยการไถ่ชีวิตโค-กระบืองวดล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมกราคม 2563 ซึ่งเราร่วมกันไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดเชียงราย จำนวน 33 ตัว แล้วซื้อต่อจากชาวบ้านที่กำลังจะนำโค-กระบือไปขายให้โรงฆ่าสัตว์อีก 4 ตัว ทำให้ในครั้งนั้นเราทุกคนร่วมกันไถ่ชีวิตโค-กระบือได้อีก 37 ตัวแล้วส่งมอบให้นักเรียนโรงเรียนชาวนา ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักวิปัสสนาสากล ไร่เชิญตะวันเชียงราย รับไปเลี้ยงดูต่อ ซึ่งปัจจุบันโค-กระบือที่เรามอบให้กับหลายครอบครัวได้ตกลูกออกมาแล้วรวม 33 ตัว  

สำหรับคุณที่สนใจร่วมโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า กรุณาติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615และขอเชิญชวนทุกท่านลดการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด รวมถึงสัตว์ทุกประเภท ซึ่งเท่ากับลดการฆ่าทำลายล้างชีวิตสัตว์ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา

ตะลอนเที่ยว : ความสุขสันต์ของกระบือและโค หลังรอดชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/581448

ตะลอนเที่ยว : ความสุขสันต์ของกระบือและโค หลังรอดชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์

ตะลอนเที่ยว : ความสุขสันต์ของกระบือและโค หลังรอดชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พวกเราห่างหายจากการร่วมกันทำทานด้วยการไถ่ชีวิตกระบือและโคมาเกือบสองปีแล้ว นับจากประเทศไทยและโลกใบนี้ถูกเชื้อโควิด-19 เล่นงานอย่างหนัก

การร่วมกันไถ่ชีวิตกระบือและโคครั้งล่าสุดที่พวกเราได้ร่วมกันทำคือเมื่อปลายปี 2562 โดยในครั้งนั้นเราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตกระบือและโครวมทั้งสิ้น 37 ชีวิต(ทั้งนี้ยังไม่นับรวมชีวิตน้อยๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นมาในเร็ววันเพราะชีวิตน้อยๆ เหล่านั้นยังอยู่ในท้องของแม่กระบือและแม่โคอีก 9 ตัว)

เมื่อปลายปี 2562 พวกเราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตกระบือและโคจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งจากจังหวัดเชียงราย แล้วนำไปให้นักเรียนโรงเรียนชาวนาที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว นำสัตว์ดังกล่าวไปเลี้ยง โดยกระจายให้ครอบครัวต่างๆ 16 ครอบครัว บางครอบครัวได้รับสัตว์ไปช่วยเลี้ยงดูต่อจำนวน 4 ชีวิต บางครอบครัวได้รับไปเลี้ยงดู 1 ชีวิต โดยขึ้นอยู่กับความสามารถในการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัว

ทุกครอบครัวที่ได้กระบือและโคไปเลี้ยงดูต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่ฆ่า ไม่ขายต่อ และไม่ทำร้ายโคและกระบือเป็นอันขาด หากผิดสัญญาจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด สำหรับลูกของโคและกระบือที่ตกออกมานั้น ถือว่าเป็นส่วนควบของแม่โคและแม่กระบือที่พวกเราส่งมอบให้แต่ละครอบครัวนำไปช่วยเลี้ยงดู ซึ่งย้ำว่าเราไม่ได้มอบให้เป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดของผู้ที่รับไปเลี้ยงดู เพราะผู้ที่ส่งมอบให้มีสิทธิ์เข้าไปตรวจเยี่ยมโคและกระบือได้ทุกเวลา ดังนั้นผู้รับไปเลี้ยงจึงไม่สามารถขายลูกโคและกระบือที่ตกออกมาได้แต่ถ้าผู้รับไปเลี้ยงไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูสัตว์ที่ได้รับต่อไปสามารถแจ้งคืนสัตว์ได้ทุกเมื่อ โดยผู้ส่งมอบให้จะหาผู้รับเลี้ยงที่มีความเหมาะสมรายต่อไป นำสัตว์ไปเลี้ยงดู

สำหรับผู้ที่ติดตามคอลัมน์ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower มาโดยตลอดจะทราบดีว่าพวกเราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตโคและกระบือมาตั้งแต่ปลายปี 2556 จนถึงปัจจุบัน และสามารถไถ่ชีวิตพวกเขาได้แล้วนับร้อยชีวิต และนำโค-กระบือที่ไถ่ชีวิตไปส่งมอบให้เกษตรกรในท้องที่ต่างๆเลี้ยงดู ตัวอย่างเช่น ที่อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอศรีประจันต์จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐมและล่าสุดที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

คณะของผู้มอบโคและกระบือติดตามดูความเป็นอยู่ของสัตว์ที่มอบให้ผู้รับเลี้ยงอย่างใกล้ชิด มีการโทรศัพท์ และไลน์พูดคุยไถ่ถามความเป็นอยู่ของทั้งสัตว์และทั้งคนเป็นประจำสม่ำเสมอ จนกลายเป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน

และในวันนี้ Mr. Flower ขอนำภาพที่จะทำให้คุณๆ ประทับใจเมื่อได้เห็นโคและกระบือที่ถูกไถ่ชีวิตออกมาจากโรงฆ่าสัตว์เมื่อประมาณ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา วันนี้กับวันวานของพวกเขาแตกต่างกันไกลมาก วันที่เราไปไถ่ชีวิตพวกเขาจากโรงฆ่าสัตว์นั้น พวกเขาทั้งหมดส่งสายตาเสมือนวิงวอนขอให้เราช่วยพาเขาออกจากแดนประหาร จนทำให้พวกเราต้องตัดสินใจไถ่ชีวิตพวกเขาทั้งหมดออกมา แม้ในช่วงนั้นจะติดขัดปัญหาเรื่องเงินที่เตรียมไปสำหรับไถ่ชีวิต แต่สุดท้ายพวกเราก็สามารถไถ่ชีวิตของโค-กระบือออกมาได้ทั้งหมด แม้จะต้องจ่ายเงินไปเป็นจำนวนมาก แต่ทุกคนก็ยินดีและเต็มใจทำ

วันนี้ขอนำภาพที่เชื่อว่าคุณเห็นแล้วจะยิ้มได้ด้วยความชื่นใจคือ ภาพของโคและกระบือจากครอบครัวแก้มและสุขศรี ซึ่งได้รับกระบือไปเลี้ยงดูสองตัว มาบัดนี้
ครอบครัวนี้มีสมาชิกใหม่เพิ่มอีกสองตัว โดยเป็นกระบือเผือกครอบครัวนี้ตั้งชื่อกระบือได้น่ารักมาก คือมีเงิน (กระบือเผือก)บุญหลาย บุญมี (กระบือเผือกเพศเมีย) และนำโชค สำหรับนำโชค (กระบือเผือก) คือสมาชิกรายล่าสุด เพิ่งเกิดได้ประมาณ 3 เดือน

ภาพของกระบือที่มีชีวิตอยู่ในท้องทุ่ง มีน้ำให้เล่นมีโคลนให้นอนแช่ มีหญ้าสด มีฟางแห้งให้กินอย่างอิ่มหนำสำราญคือภาพที่ทำให้คุณๆ ยิ้มได้ ใช่ไหมครับและนี่คือความอิ่มเอมใจร่วมกันของเราทุกคนที่ร่วมกันไถ่ชีวิตของพวกเขาเมื่อหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคและกระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลข 091-7233615 ส่วนผู้ประสงค์จะรับโค-กระบือไปเลี้ยงดู สามารถติดต่อสอบถามได้จากหมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน

งดบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อลดการฆ่าสัตว์ เมตตาธรรมค้ำจุนโลกา

ตะลอนเที่ยว : ช้าง (และคนเลี้ยงช้าง) ตกงาน กำลังรอความเมตตาจากคุณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579763

ตะลอนเที่ยว : ช้าง (และคนเลี้ยงช้าง) ตกงาน กำลังรอความเมตตาจากคุณ

ตะลอนเที่ยว : ช้าง (และคนเลี้ยงช้าง) ตกงาน กำลังรอความเมตตาจากคุณ

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สามสี่สัปดาห์ก่อน Mr.Flower ชวนคุณไปช่วยเหลือช้างตกงาน จำนวน 27 เชือก และคนเลี้ยงช้างตกงาน จำนวนประมาณ 60 คน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา(ตลาดน้ำอโยธยา) ซึ่งพวกเราก็สามารถช่วยเหลือในเบื้องต้นได้โดยการมอบอาหารให้ช้าง และคนเลี้ยงช้างไปแล้ว  

อาหารที่มอบให้ช้างไปแล้วคือต้นสับปะรดจำนวนสองคันรถสิบล้อ (เต็มจนล้นคัน) ราคาคันรถละ 13,000 บาท โดยมอบให้ช้างสองระยะ ห่างกันช่วงละ 10 วัน ซึ่งสับปะรดหนึ่งคันรถสิบล้อ ช่วยให้ช้างมีอาหารกินประทังชีวิตไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยช้างต้องมีอาหารอื่นๆ กินด้วย เช่น หญ้าเนเปียร์ หญ้าขนต้นกล้วย ต้นข้าวโพด และใบไม้อื่นๆ เช่นใบโพธิ์ เป็นต้น นอกจากนี้พวกเรายังซื้ออ้อยให้ช้างอีกหนึ่งคันรถบรรทุกขนาดเล็ก(คิดเป็นเงิน 6 พันบาท) ขณะเดียวกันพวกเราก็ได้นำกล้วยจำนวนหนึ่ง (ประมาณ200 หวี) ไปมอบให้ช้างด้วย แล้วก็มอบข้าวสาร ข้าวเหนียว หอม กระเทียม พริกแห้งน้ำดื่ม และขนมให้คนเลี้ยงช้าง เพื่อใช้ประทังชีวิตในยามที่พวกเขาทั้งคนและช้างตกงาน เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติไปใช้บริการในยามโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนัก 

ซึ่งอันที่จริง พวกเราได้ช่วยกันบริจาคเงินจำนวน 33,000 บาท เพื่อซื้ออาหารให้ช้างตกงานที่อพยพจากชลบุรีกลับไปบ้านเดิมที่อำเภอสตึก บุรีรัมย์ เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ โดยสั่งซื้อต้นสับปะรดหนึ่งคันรถสิบล้อ ต้นข้าวโพด หญ้าเนเปียร์ อ้อย และกล้วย ให้กับช้างจำนวน 6 เชือก ไปแล้วด้วย 

มีคำถามว่าทำไมพวกเราต้องช่วยช้างและคนเลี้ยงช้าง ทำไมเจ้าของช้างไม่ดูแลช้างเหล่านั้น คำตอบคือ เพราะเจ้าของช้างขอความเมตตาจากพวกเรา เนื่องจากเขาแจ้งว่าไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับซื้ออาหารให้ช้างกินในแต่ละวัน ครั้นจะให้ช้างร่อนเร่ออกขอทานไปตามชุมชนต่างๆ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะผิดกฎหมาย ซึ่งพวกเราก็เห็นตรงกันว่าไม่ควรจะนำช้างออกไปร่อนเร่ขอทาน เพราะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย ดังนั้นจึงมีความเห็นร่วมกันว่าพวกเราจะพยายามช่วยเหลือในเบื้องต้น เพื่อให้ช้างมีอาหารกินประทังชีวิตให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก พวกเราจึงร่วมกันบริจาคเงินซื้ออาหารให้ช้างและคนเลี้ยงช้าง ตามที่ได้นำเสนอข้อมูลให้ทราบมาโดยตลอดโดยผ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว 

ล่าสุดจากการที่ Mr.Flower ลงไปในพื้นที่เพื่อดูความเป็นอยู่ของทั้งช้างและคนเลี้ยงช้าง ก็พบว่าระยะนี้มีฝนตกลงมามากกว่าช่วงเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคมจึงทำให้ช้างพอจะมีใบไม้ และหญ้ากินมากกว่าในช่วงแล้งฝน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการกินของช้างในแต่ละวัน เนื่องจากมีช้างจำนวนมากถึง 27 เชือก จึงทำให้คนเลี้ยงช้างต้องออกหาอาหารจำนวนมากสำหรับช้าง โดยการตระเวนออกไปหาหญ้า ใบไม้ และต้นกล้วยจากพื้นที่ที่อยู่ค่อนข้างไกลจากเขตพักอาศัยของช้าง ซึ่งส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายคือค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเติมรถจักรยานยนต์ที่นำออกไปยังแหล่งที่มีหญ้าสำหรับช้าง เพราะไม่สามารถนำช้างทั้งโขลงเดินไปกินหญ้าในเขตที่อยู่ห่างไกลออกไปมากๆ เช่น เกินระยะทาง 10 กิโลเมตรได้ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาการขนย้ายช้างไปในพื้นที่ต่างๆ อีกทั้งเจ้าของที่ก็ไม่อนุญาตให้นำช้างเข้าไปในเขตพื้นที่ด้วย แต่อนุญาตเพียงให้คนเลี้ยงช้างเข้าไปตัดหญ้าแล้วนำไปให้ช้างกินเท่านั้น  

ดังนั้น Mr.Flower จึงรับปากกับคนเลี้ยงช้างว่าพวกเราจะช่วยกันจัดซื้อต้นสับปะรดให้ช้างอีกหนึ่งคันรถสิบล้อ โดยให้นำต้นสับปะรดไปให้ช้างในวันที่ 20มิถุนายนนี้ ขณะเดียวกันก็ขอเชิญชวนให้คุณๆ ร่วมให้ความช่วยเหลือช้างตกยากโขลงนี้ด้วย ทั้งนี้ คุณสามารถเดินทางไปบริจาคเงินให้กับคนเลี้ยงช้างเพื่อช่วยช้างโดยตรงได้ที่ตลาดน้ำอโยธยา พระนครศรีอยุธยาทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-17.00 น. และสามารถติดต่อสอบถามเพื่อร่วมบริจาคได้กับคอลัมน์ตะลอนเที่ยว ที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : โหยทะเล หิวป่าเขาลำเนาไพร อีกไม่นาน เราจะไปเที่ยวด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/578073

ตะลอนเที่ยว : โหยทะเล หิวป่าเขาลำเนาไพร อีกไม่นาน เราจะไปเที่ยวด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : โหยทะเล หิวป่าเขาลำเนาไพร อีกไม่นาน เราจะไปเที่ยวด้วยกัน

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คุณกอไก่ : คุณฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กี่เข็มแล้วฉันฉีดไปแล้วหนึ่งเข็ม แต่เข็มที่สองยังไม่รู้จะได้ฉีดวันไหนแต่ฉันอยากไปเที่ยวมาก ฉันโหยหิวอยากไปสัมผัสทะเล แม่น้ำน้ำตก ขุนเขา และโบราณสถานต่างๆ ใจจะขาด  

คุณฮอนกฮูก : ฉันฉีดไปแล้วหนึ่งเข็มเหมือนกันเข็มที่สองก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ฉีดวันไหน ใช่ ฉันก็คิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เหมือนคุณเลย ถ้าเช่นนั้น เราไปเที่ยวกันไหมไปเที่ยวกันแบบ New Normal ในยามโควิด-19 ยังไม่หายไปจากประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก แต่ฉันไม่รอแล้วฉันจะเที่ยวแล้ว ไปเที่ยวกันดีกว่าเนอะ 

Mr. Flower มั่นใจว่าบทสนทนาข้างต้นระหว่างคุณกอไก่ กับคุณฮอนกฮูก คงไม่ต่างไปจากบทสนทนาของคุณๆ กับเพื่อนๆ และญาติมิตรใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าเราทุกคนต่างหิวโหยอยากไปสัมผัสความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นานา สารพัดที่ที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยของเรา ในเมื่อเราคิดตรงกันเช่นนี้แล้ว เราจะมัวรอช้าอยู่ไย เราออกเดินทางท่องเที่ยวกันเลยดีไหม 

ต้องบอกคุณตรงๆ ว่าในยามนี้ทะเลบ้านเราสวยใสงดงามมากจนเกินบรรยาย หาดทรายก็ขาวสะอาดยิ่งกว่าช่วงที่มีนักท่องเที่ยวกลาดเกลื่อนอยู่บนหาดทราย น้ำตกก็สวยงามตามธรรมชาติเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเป็นจำนวนมาก โบราณสถานที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนก็สงบเงียบ เหมาะกับการเข้าไปสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งกาลเวลาที่ผันผ่าน 

บอกตรงๆ ชัดๆ ว่าช่วงนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวมากที่สุดของบ้านเรา โดยเฉพาะคนที่ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองได้ดีเยี่ยมจนไร้การรุกรานของเชื้อโควิด-19ซึ่งหมายความว่าคุณเป็นคนที่มีสุขภาพดีเยี่ยม ที่เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสความงดงามของธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของบ้านเรา 

ภาพของทะเลในจังหวัดกระบี่ที่สวยและสะอาดในยามนี้ ภาพของเกาะปันหยี จังหวัดพังงาที่ร้างจากกองทัพของนักท่องเที่ยว รวมถึงภาพเขาตะปูที่ยืนอยู่โดดเดี่ยวอ้างว้างโดยไร้นักท่องเที่ยว และภาพน้ำใสๆ สะอาดจากคลองสองสี ที่ท่าปอม กระบี่ คือสิ่งมหัศจรรย์ที่คุณๆ ไม่สามารถหาได้ในยามที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของเมืองไทยเต็มไปด้วยกองทัพของนักท่องเที่ยวจากต่างบ้านต่างเมือง 

เพราะฉะนั้นในยามนี้ จึงนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะเหมาะสมกับการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่มีอยู่มากมายหลายหลากบนแผ่นดินไทย  

Mr.Flower ขอชวนเชิญให้คุณออกเดินทางท่องเที่ยวในยามนี้ เพราะคุณจะได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติชนิดที่คุณไม่สามารถหาได้โดยง่ายในช่วงที่คนจำนวนมากมายพากันเดินทางท่องเที่ยว หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่เที่ยวในช่วงโควิด-19 ระบาด ซึ่ง Mr.Flowerเห็นด้วยกับการไม่ไปเที่ยวในแหล่งที่มีเชื้อนี้แพร่ระบาดหนักแต่ Mr.Flower เพียงแค่ต้องการบอกความจริงกับคุณว่า อยากให้คุณรักษาสุขภาพให้ดีที่สุด แล้วออกท่องเที่ยวด้วยกันแบบกลุ่มเล็กๆ ในหมู่เพื่อนฝูงและญาติมิตรที่ไว้ใจเรื่องสุขภาพของกันและกันได้เป็นอย่างดี เราเที่ยวกับแบบ New Normal เที่ยวแบบระวังรักษาสุขภาพของตัวเอง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายธรรมชาติ 

ปลายเดือนนี้ Mr.Flower มีโปรแกรมพาคุณๆ ไปเที่ยวทะเลภาคตะวันออกด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ สมาชิกเพียง 10-14 รายเน้นเที่ยวแบบละมุนละไม กินดี นอนดี เที่ยวโดยไม่รีบร้อนเร่งรัด โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ช้างไทย สิ่งมีชีวิตที่รอวันช่วยเหลือ (ซึ่งไม่ต่างจากสัตว์อื่นๆ) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/576440

ตะลอนเที่ยว : ช้างไทย สิ่งมีชีวิตที่รอวันช่วยเหลือ (ซึ่งไม่ต่างจากสัตว์อื่นๆ)

ตะลอนเที่ยว : ช้างไทย สิ่งมีชีวิตที่รอวันช่วยเหลือ (ซึ่งไม่ต่างจากสัตว์อื่นๆ)

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มีผู้ตั้งคำถามว่าช้างไทยในปัจจุบันเหลืออยู่กี่มากน้อย ทั้งช้างบ้าน และช้างป่า

คำตอบคือ ระบุจำนวนชัดๆ ได้ยากมากเพราะการเก็บสถิติประชากรช้างของไทยมีความคลาดเคลื่อนสูงมาก (นี่ขนาดช้างตัวเท่าช้างยังเก็บสถิติไม่ได้ชัดเจนเลย แล้วจะไปเชื่อถือสถิติจำนวนสัตว์อื่นๆ ได้อย่างไร) แต่ก็มีความพยายามบอกว่าช้างเลี้ยง(ช้างบ้าน) ในไทยมีจำนวนประมาณ 3,700 เชือก(อ้างตัวเลขที่จดทะเบียนกับกรมปศุสัตว์)ส่วนช้างป่าก็มีข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่ามีจำนวนประมาณ 3,200-3,450 ตัว อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติต่างๆ ของไทย

ช้างไทยประสบปัญหาความยากลำบากและความอดอยากมานานกว่า 30 ปีแล้ว เพราะไร้ที่อยู่อาศัย และไร้แหล่งอาหารที่สมบูรณ์ดังนั้นในระยะ 20 กว่าปีที่ผ่านมา คนไทยจึงเห็นภาพช้างบ้านถูกนำไปร่อนเร่เป็นขอทาน ส่วนช้างป่าก็ต้องถูกคนฆ่า เพราะคนอ้างว่าช้างป่าเข้าไปทำลายพืชไร่ของคน ทั้ง ๆ ที่คนนั่นแหละคือตัวการที่เข้าไปทำลายแหล่งที่อยู่และแหล่งอาหารของช้างป่า

ช้างไทยในอดีตได้รับเกียรติยศสูงส่ง เพราะเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ได้ออกศึกทำสงครามร่วมกับพระมหากษัตริย์ จึงถือว่าช้างเป็นสัตว์ประจำชาติของไทย เพราะฉะนั้นในอดีตของไทย (สยาม) จึงมีช้างเผือกอยู่บนธงประจำสยาม แต่ปัจจุบันช้างไทยกลายเป็นตัวตลกไปโดยปริยาย บางยุคเราเห็นช้างถูกทาสีเพื่อให้ดูละม้ายแพนด้า แล้วยังเห็นช้างถูกนำไปร่อนเร่เป็นขอทาน และต้องแสดงอากัปกิริยาต่างๆ นานาที่ผิดธรรมชาติของช้าง เช่น การถูกบังคับให้ยืนสองขา เป็นต้น จึงกลายเป็นว่าช้างถูกทรมานเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับคน และเพื่อหารายได้ให้กับนายทุนอย่างน่าสมเพช

ในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ (โดยเฉพาะจีน) ไหลทะลักเข้ามาในไทย ช้างกลายเป็นสินค้าสำคัญตัวหนึ่ง เพราะถูกใช้งานเพื่อ entertain นักท่องเที่ยวเพื่อแลกกับเงินสำหรับนายทุน และค่าจ้างสำหรับเจ้าของช้างกับคนเลี้ยงช้าง โดยช้างได้อาหารเป็นเครื่องตอบแทนประจำวัน แต่ในยามที่ประเทศไทยไร้นักท่องเที่ยว เพราะวิกฤติโควิด-19 ช้างบ้านที่เคยมีงานทำก็กลายเป็นช้างตกงาน อดอยาก หิวโหย (ทั้งคนเลี้ยงช้างและช้าง) ส่วนช้างป่าก็ยังคงประสบปัญหาไร้ที่อยู่และแหล่งอาหารธรรมชาติตามเดิม เพราะผู้มีอิทธิพลเถื่อนพากันบุกรุกเข้าไปทำลายผืนป่า และทำลายแหล่งอาศัย แหล่งอาหารของช้าง

หากจะพูดถึงปัญหาของช้าง เราสามารถพูดกันได้เป็นวันๆ และพูดได้ไม่รู้จบ แต่สำหรับคอลัมน์นี้ เราจะพยายามช่วยช้าง และช่วยคนเลี้ยงช้างให้รอดพ้นจากความอดอยากหิวโหย ในยามที่สังคมไทยประสบหายนะจากโควิด-19 หากคุณๆ ติดตามคอลัมน์นี้มาอย่างต่อเนื่อง คงทราบดีแล้วว่าเราทุกคนได้พยายามช่วยช้างที่ตกทุกข์ได้ยากตลอดเวลา ตัวอย่างที่เรากำลังช่วยเหลือช้างตกยากคือช้างที่ตลาดน้ำอโยธยาพระนครศรีอยุธยา และช้างที่สตึก บุรีรัมย์รวมถึงช้างตกยากจากสถานที่อื่นๆ ที่ร้องขอความช่วยเหลือมาที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สำหรับการช่วยเหลือช้างตกงาน27 เชือก ที่อยุธยานั้น เราได้ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อซื้อต้นสับปะรด จำนวนสามคันรถสิบล้อ (ล่าสุดนำต้นสับปะรดจำนวน 2 คันรถสิบล้อไปบริจาคให้ช้างแล้ว ส่วนอีกหนึ่งคันรถจะส่งมอบให้ช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ ราคาต้นสับปะรดคันรถละ 13,000 บาท) และบริจาคอ้อยให้อีกจำนวนหนึ่งคันรถบรรทุกเล็ก(ราคา 6 พันบาท) รวมถึงได้นำกล้วยหลายร้อยหวีไปมอบให้ช้าง และขณะเดียวกันก็ได้มอบอาหารแห้งและของกินเล็กๆ น้อยๆ เช่น ข้าวสาร ข้าวเหนียว หอม กระเทียม พริกแห้งปลาร้า น้ำดื่ม ขนม ให้คนเลี้ยงช้างไว้แบ่งกันรับประทาน (คนเลี้ยงช้างมีจำนวนประมาณ 70 คน) ส่วนช้างที่สตึก บุรีรัมย์ คณะของเราได้ซื้อต้นข้าวโพด หญ้าเนเปียร์ และกล้วย รวมถึงต้นสับปะรด แล้วจัดส่งไปให้เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตเชิญชวนคุณๆ ที่มีใจเมตตาต่อช้างและคนเลี้ยงช้างไปร่วมช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยกัน โดยคุณสามารถไปช่วยเหลือได้โดยตรงที่ตลาดน้ำอโยธยา พระนครศรีอยุธยา หรือจะร่วมสมทบทุนบริจาคเพื่อซื้ออาหารให้ช้างและคนเลี้ยงช้างผ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้ โดยติดต่อที่หมายเลข 091-7233615 อันที่จริงเราพยายามจะตั้งกองทุนหาเงินเพื่อซื้อช้างแล้วมอบให้ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องอาศัยการร่วมมืออย่างมหาศาล แต่เราก็ตั้งความหวังไว้ว่าจะพยายามทำให้สำเร็จทีละส่วนเพื่อให้ช้างไทยไม่ต้องตกระกำลำบากอีกต่อไป

ตะลอนเที่ยว : ช่วยช้างตกยากหิวโหย ช่วยคนเลี้ยงช้างไร้งาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/574865

ตะลอนเที่ยว : ช่วยช้างตกยากหิวโหย ช่วยคนเลี้ยงช้างไร้งาน

ตะลอนเที่ยว : ช่วยช้างตกยากหิวโหย ช่วยคนเลี้ยงช้างไร้งาน

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สองสามสัปดาห์นี้ Mr.Flower ไม่ได้ชักชวนคุณๆ ไปเที่ยวที่ไหน เพราะรู้ว่าชวนไป คุณๆ ก็คงไม่ค่อยมีกระจิตกระใจจะไปเที่ยวในยามที่ข่าวเชื้อโควิด-19 แพร่ระบาดไปในหลายสถานที่ของประเทศไทย ดังนั้นการอยู่บ้านหยุดเชื้อ เพื่อชาติ และเพื่อเราทุกคน จึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด รอให้เชื้อโควิด-19 ถูกควบคุมได้แบบอยู่หมัดเสียก่อน เราจึงค่อยไปท่องเที่ยวกันใหม่ดีกว่าครับ 

สัปดาห์ที่แล้ว Mr.Flower นำเสนอเรื่องการช่วยหาอาหารให้ช้างตกทุกข์ได้ยากลำบากหิวโหย เพราะไร้งานทำ ซึ่งช้างทั้ง 27 เชือกอยู่ที่ตลาดน้ำอโยธยา พระนครศรีอยุธยารวมถึงการช่วยเหลือคนเลี้ยงช้าง จำนวนประมาณ 60 คน ที่พักอาศัยอยู่ในที่เดียวกันกับช้างโขลงดังกล่าว 

การช่วยเหลือครั้งที่ผ่านมา (เฉพาะที่อยุธยา) พวกเราสั่งซื้อต้นสับปะรด (ย้ำว่าต้นสับปะรดจริงๆ ไม่มีผลสับปะรดเลยแม้แต่ผลเดียว) หนึ่งคันรถสิบล้อ ราคา 1 หมื่น 3 พันบาทสั่งจากจังหวัดระยอง ต้นสับปะรดถูกส่งถึงช้างเมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม เวลาเช้าตรู่หลังจากเราได้นำกล้วยหอมและมะม่วงจำนวนหนึ่งไปบริจาคให้ช้างเมื่อวันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม (กล้วยหอมและมะม่วงบริจาคโดยเบนซ์ทองหล่อ) ซึ่งเราเช่ารถกระบะเล็กแล้วขับนำของไปบริจาคให้ช้างและคน  

เมื่อช้างได้รับต้นสับปะรดจำนวนหนึ่งคันรถสิบล้อเรียบร้อยแล้ว โดยเรากระจายให้คนดูแลช้างนำไปเลี้ยงช้างให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน เราได้รับคำขอบคุณจากทั้งช้างและจากคนเลี้ยงช้าง โดยช้างส่งเสียงร้องแปร๊นๆๆ เพื่อขอบคุณ พร้อมย่อขาหน้าทั้งสองข้างเพื่อแสดงความขอบคุณ แล้วก็โบกงวง พร้อมกับเต็นระบำโยกตัวไปมาเพื่อบอกเราว่าขอบคุณที่มีเมตตาต่อพวกเขาส่วนคนเลี้ยงช้าง เรานำข้าวสาร ข้าวเหนียว (รวม 8 ถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม) และหอม กระเทียม พริกแห้ง ปลาร้า น้ำดื่ม และขนม พร้อมชา กาแฟ จำนวนหนึ่งไปมอบให้ เพื่อให้เขาได้แบ่งปันกันเอง 

ในวันดังกล่าวนั้น เรานำทีมรายการ ไลฟ์ วาไรตี (รายการทีวีของแนวหน้า) ไปสัมภาษณ์พิเศษคนเลี้ยงช้างด้วย ซึ่งจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง NBT (ช่อง 11) วันอาทิตย์ เวลา 11 นาฬิกาในเร็วๆ นี้ โปรดติดตามชม 

ต้องขอเรียนให้ทราบว่า ผู้อ่านแนวหน้าและผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time (วิทยุจุฬาฯ FM 101.5) มีจิตเมตตาต่อสรรพสัตว์รวมถึงผู้คนตกทุกข์ได้ยากเสมอมา เพียงแค่เรากระจายข่าวไปในเวลาอันแสนสั้น หลายคนก็ร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือช้างและคนอย่างอบอุ่น ทำให้เราได้ช่วยช้างที่สตึก บุรีรัมย์ (ห้าเชือก) โดยสั่งซื้ออาหารให้เป็นเงินทั้งสิ้น33,000 บาท และช่วยช้างที่ตลาดน้ำอโยธยา ในงวดแรกด้วยการซื้อต้นสับปะรดเป็นเงิน 13,000 บาท และสั่งอ้อยให้อีกหนึ่งคันรถกระบะเล็ก เป็นเงิน 6 พันบาท(อ้อยจะไปส่งปลายเดือนพฤษภาคม) นอกจากนั้น เรายังสั่งต้นสับปะรดให้ช้างในสัปดาห์ต่อๆ ไปอีกสัปดาห์ละหนึ่งคันรถสิบล้อ โดยจะจ่ายเงินให้ผู้นำสินค้าไปส่งหลังจากส่งสินค้าให้ช้างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะรวมเป็นเงินอีก 26,000 บาท  

ส่วนคนเลี้ยงช้าง พวกเราได้แค่เพียงซื้ออาหารแห้งให้เท่านั้น พร้อมกับให้เงินช่วยเหลือจำนวนเล็กน้อยไว้ โดยเราบอกกับเขาว่า ขอให้เขาช่วยตัวเองให้มากที่สุด ส่วนเรื่องช้างนั้น เราจะพยายามช่วยให้มากที่สุดเช่นกัน แต่ไม่รับปากว่าจะช่วยตลอดไป เพราะพวกเราไม่สนับสนุนการนำช้างมาให้คนนั่งบนหลังช้าง แต่คนเลี้ยงช้างบอกเราว่า เขาไม่ได้ทรมานช้าง เขารักช้างเหมือนคนในบ้าน แต่หากเขาไม่ให้ช้างทำงานแบบนี้ ก็ไม่มีรายได้เลี้ยงช้างและคนเขารับรองว่าเขาไม่ได้ทรมานช้างอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด      

การไปเลี้ยงอาหารช้างในครั้งนี้ทำให้พวกเราได้เห็นและได้เล่นกับลูกช้างอายุประมาณ 2 ปีด้วย เชือกหนึ่งเป็นพลายชื่อวาเลนไทน์ ขี้เล่นมาก ขอกล้วย อ้อยกินตลอดเวลา หากให้ช้าจะงอน และใช้งวงลากมือเพื่อให้นำกล้วยอ้อยมาให้กินโดยด่วน ส่วนอีกเชือกหนึ่งเป็นพัง ชื่อวิสาขา นิสัยเรียบร้อย ขี้อ้อน ชอบกินแตงโมแช่เย็นมาก เวลาเห็นเนื้อแตงโมสีแดงสด จะชูงวงแล้วร้องขอเสียงดังมาก พร้อมเต้นระบำให้ดูเพื่อขอแตงโมกิน เป็นภาพที่น่ารักมาก 

สำหรับคุณๆ ที่สนใจจะไปเยี่ยมช้าง และเลี้ยงอาหารช้างด้วยกันในสัปดาห์หน้า โปรดติดต่อ 091-7233615 ขอแอบกระซิบทิ้งท้ายว่า มีผู้อ่านแนวหน้ารายหนึ่งซึ่งเป็นอดีตแม่ค้าขายเครื่องดื่มในโรงอาหารคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (พี่ล้วน ขวัญใจนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ) อ่านคอลัมน์นี้แล้วบอกว่าครั้งหน้าขอไปร่วมเลี้ยงช้างด้วย ขออภัยที่ไม่ได้เอ่ยนามผู้บริจาคทุกท่าน เพราะทุกท่านบอกว่าไม่ต้องระบุชื่อ แต่ยินดีร่วมทำบุญทำทานด้วยกัน เพราะรู้จักผู้เขียนคอลัมน์นี้เป็นอย่างดี เนื่องจากร่วมงานบุญกันมาตลอด

ตะลอนเที่ยว : ตกระกำลำบากกันทั่วหน้าทั้งช้างและคน เพราะวิกฤติโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/573275

ตะลอนเที่ยว : ตกระกำลำบากกันทั่วหน้าทั้งช้างและคน เพราะวิกฤติโควิด-19

ตะลอนเที่ยว : ตกระกำลำบากกันทั่วหน้าทั้งช้างและคน เพราะวิกฤติโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr.Flower ไม่ได้มาชวนคุณไปท่องเที่ยวที่ไหน เพราะต้องการให้ทุกคนอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ และดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้ห่างไกลรอดพ้นจากเชื้อโควิด-19 

แต่ทว่า Mr. Flower ขออนุญาตเชิญชวนให้คุณๆ ร่วมกันช่วยเหลือช้างตกยาก อดอยากหิวโหย และช่วยสงเคราะห์คนเลี้ยงช้างที่ตกทุกข์ได้ยากขาดรายได้ เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวไปใช้บริการนั่งช้างชมเมือง 

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า Mr.Flower ไม่เคยสนับสนุนธุรกิจนำช้างไปร่อนเร่ขอทาน หรือนำช้างไปแสดงพิสดาร เช่น ยืนสองขา หกคะเมนตีลังกา หรือแสดงท่าทางพึลึกพิเรนทร์ผิดธรรมชาติของช้าง รวมถึงการนำช้างไปให้นักท่องเที่ยวนั่งไปตามที่ต่างๆ เพราะทั้งหมดนั้นคือการทรมานช้าง แม้คนเลี้ยงและเจ้าของช้างจะอ้างว่าต้องทำเพื่อความอยู่รอดทั้งของช้างและคนก็ตาม 

ย้อนไปเมื่อประมาณต้นเดือนเมษายนปีนี้Mr.Flower ได้รับการติดต่อจากเจ้าของช้างที่นำช้างไปแสดงที่จังหวัดชลบุรีว่าอยากให้ช่วยสนับสนุนพาช้างกลับบ้านที่บุรีรัมย์ (อำเภอสตึก) เนื่องจากช้างอดอยากเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะชาวจีน)เข้าไปใช้บริการมานานนับปี เนื่องจากเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ได้ เพราะวิกฤติโควิด-19 ซึ่งในครั้งนั้น Mr.Flower ตอบไปว่า ไม่สามารถช่วยตามที่ขอร้องได้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการนำช้างร่อนเร่ไปแสดงตามที่ต่างๆ แต่ยินดีช่วยหาอาหารให้ช้างได้มีกินเป็นครั้งเป็นคราว และยินดีช่วยหาค่าอาหารบางมื้อบางคราวให้กับคนเลี้ยงช้าง ดังนั้นจึงได้ระดมทุนจัดซื้ออาหารให้ช้าง เช่น หญ้าเนเปีย ข้าวโพดทั้งฝักและต้น กล้วย อ้อย และต้นสับปะรด โดยจ่ายเงินโดยตรงให้กับผู้ขาย แล้วให้นำอาหารไปส่งมอบให้ช้างซึ่งสามารถเดินทางกลับไปบุรีรัมย์ได้เรียบร้อยแล้ว (โดยในครั้งนั้นจ่ายเงินไปทั้งสิ้นรวม 33,000 บาท)   

มาล่าสุด Mr.Flower ได้รับการติดต่อจากเจ้าของช้างอีกรายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์เช่นกัน โดยแจ้งว่าอยากให้ช่วยพาช้างกลับบ้านเพราะช้างซึ่งถูกนำไปแสดงอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประสบปัญหาอดอยากมานาน เนื่องจากไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยว 

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ (14 พฤษภาคม) Mr.Flower จึงไปดูช้างที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา(ตลาดน้ำอโยธยา) โดยได้รับความอนุเคราะห์จากสมาชิกแนวหน้าและสมาชิกรายการ Good Time (FM101.5 วิทยุจุฬาฯ) ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนซื้ออาหารให้ช้าง โดยเบื้องต้นได้รับบริจาคกล้วยจากบริษัท เบนซ์ทองหล่อ จำกัดเมื่อได้กล้วยแล้ว Mr.Flower จึงเช่ารถกระบะเล็ก (pick up) นำกล้วยไปให้ช้าง แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริง ก็รู้สึกสังเวชมากที่ได้พบช้างทั้งหมด 27 เชือกอยู่กันอย่างอดอยาก ส่วนคนเลี้ยงช้างก็บอกว่าขาดแคลนรายได้ เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการ เพราะปัญหาโควิด-19 แพร่ระบาด จนทำให้นักท่องเที่ยวจีนไม่เดินทางเข้าไทย และนักท่องเที่ยวไทยก็ไม่ออกไปท่องเที่ยว 

สิ่งที่พวกเราในคณะตัดสินใจช่วยช้างในเบื้องต้นคือนำกล้วยจำนวนไม่มากนักไปให้ช้างกินประทังชีวิตไปก่อน แล้วสั่งซื้อต้นสับปะรดจากจังหวัดระยองจำนวน 3 คันรถสิบล้อ ผู้ขายคิดราคา 15,000 บาทต่อคัน แต่ขอต่อรองแล้วลดเหลือ13,000 บาทต่อคัน โดยให้นำต้นสับปะรดคันแรกไปมอบให้ช้างในวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคมนี้ แล้วจากนั้นให้นำไปมอบให้ในสัปดาห์ต่อๆ ไปอีกสัปดาห์ละหนึ่งคันรถสิบล้อ ซึ่งเท่ากับคณะของเราสั่งซื้อจำนวนสามคันรถสิบล้อ โดยทราบว่าต้นสับปะรดหนึ่งคันรถสิบล้อนั้นช่วยให้ช้างมีอาหารกินได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคณะของเราสามารถช่วยช้างได้เบื้องต้นเท่านี้ ส่วนคนเลี้ยงช้างนั้นคณะของเรานำข้าวสาร (ข้าวเหนียวและข้าวเจ้า) และหัวหอม หัวกระเทียม พริกแห้ง และอาหารแห้งอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งไปมอบให้เพื่อใช้ประทังชีวิตไปก่อน เหตุที่ให้ของดังกล่าวกับคนเลี้ยงช้างเพราะเขาบอกว่าต้องการของเหล่านั้น ส่วนผักและปลานั้นยังพอหาได้ในพื้นที่และลำคลองในบริเวณใกล้ที่พักอาศัย 

Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมช่วยเหลือช้างตกยากโขลงนี้ รวมถึงคนเลี้ยงช้างที่ตกระกำลำบากมา ณ โอกาสนี้ด้วย หากคุณสนใจร่วมบริจาค โปรดติดต่อ 091-7233615หรือจะเดินทางไปบริจาคด้วยตัวของคุณเองได้ที่ตลาดน้ำอโยธยา  

เมตตาธรรม ค้ำจุนโลกา

ตะลอนเที่ยว : นํ้าสองสี ‘คราม-ขาว’ ที่ท่าปอม กระบี่ ความงามจากธรรมชาติบริสุทธิ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/571515

ตะลอนเที่ยว : นํ้าสองสี‘คราม-ขาว’ที่ท่าปอม กระบี่ ความงามจากธรรมชาติบริสุทธิ์

ตะลอนเที่ยว : นํ้าสองสี‘คราม-ขาว’ที่ท่าปอม กระบี่ ความงามจากธรรมชาติบริสุทธิ์

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ธรรมชาติรังสรรค์ความงดงามให้แผ่นดินนี้ได้อย่างมหัศจรรย์ และยังเป็นความงามที่แสนบริสุทธิ์อีกด้วย  

วันนี้ Mr. Flower พาคุณไปเที่ยวท่าปอม คลองสองน้ำ ณ บ้านหนองจิกเขาคราม อยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่เพียง34 กิโลเมตรเท่านั้น อยู่บนถนนเส้นกระบี่-อ่าวลึก สาเหตุที่ได้ชื่อว่าคลองสองน้ำเพราะว่าน้ำในลำคลองของท่าปอมมีสองสีคือสีครามของน้ำทะเล และสีขาวใสของน้ำตก ที่มาบรรจบกันในคลองแห่งนี้ (คลองมีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร) แล้วทำให้สามารถมองเห็นสีของน้ำที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากไปท่องเที่ยวสถานที่แห่งนี้ในวันที่น้ำทะเลหนุนสูง ก็จะยิ่งเห็นน้ำสีครามตัดกันสีขาวได้ชัดมากๆ  

ต้นกำเนิดของน้ำสีขาวใสอยู่คือน้ำผุดบนเขาช่องพระแก้ว ส่วนสีครามของน้ำเกิดมาจากน้ำทะเลของทะเลอันดามัน คลองสายนี้ไหลลงสู่ทะเลอันดามันที่บ้านท่าปอม จึงทำให้น้ำจากสองแหล่งไหลเข้ามาประสบกันแล้วแบ่งเป็นสองสีอย่างมหัศจรรย์  

น้ำที่บริเวณท่าปอมใสสวยงามมากมีสีเขียวฟ้าครามใสราวกับกระจกใส แถมในบริเวณนี้ก็ยังมีความร่มรื่นด้วยพรรณไม้ของป่าชายเลน นับว่าเป็นระบบนิเวศที่แสนอุดมแห่งหนึ่งของกระบี่ เป็นทั้งป่าพรุ ป่าดิบชื้น และป่าชายเลน เป็นที่บริบาลของสัตว์น้ำนานาชนิด 

ทางเดินเข้าชมแหล่งน้ำสองสีแห่งนี้เป็นสะพานคอนกรีตขนาดเล็ก ที่สร้างเข้าไปในเขตต้นไม้ จึงทำให้มีร่มเงาของต้นไม้ปกคลุมทางเดินเกือบตลอดเส้นทาง ความยาวของสะพานประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ บริเวณสุดทางเดินเป็นแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำใสแจ๋วสีเขียวคราม ความใสของน้ำไม่ต่างไปจากสระมรกต (ในกระบี่) 

แต่ที่สุดแสนมหัศจรรย์ชวนให้ใหลหลงยิ่งนักคือ รากไม้ของต้นชมพูน้ำ และต้นไม้ชนิดอื่นๆ ที่อยู่ริมลำธารมีความงดงามจนเกินบรรยาย เพราะรากของต้นไม้เหล่านั้นเติบโตอยู่บนสายน้ำ โดยส่วนที่โผล่พ้นผิวดินมีความสลับซับซ้อน สอดประสานกันเป็นลวดลายต่างๆ ที่ชวนให้นึกถึงเส้นสายสารพัดเส้นที่ตัดพาดผ่านกันไป-มา บางคนจินตนาการว่าเป็นเส้นผม (สีขาวดอกเลา) ของนางพญางูขาว บางคนจินตนาการว่าเป็นเสมือนการถักทอเส้นใยโดยฝีมือของธรรมชาติ 

อันที่จริง Mr. Flower เคยเข้าไปชมความงามของท่าปอมคลองสองน้ำครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ในครั้งนั้นการเดินทางเข้าไปชมยังไม่สะดวกสบายเฉกเช่นทุกวันนี้เพราะยังต้องเดินบนสะพานไม้ที่ทำขึ้นแบบชั่วคราว แต่ขอบอกว่าภาพของความงามของรากไม้ และความใสสะอาดของลำธารในวันวานมีมากกว่าปัจจุบันหลายร้อยเท่า รากไม้ในวันก่อนยังงดงามมาก เพราะไม่มีมนุษย์บุกลงไปเหยียบย่ำรากไม้ ดังนั้นจึงทำให้มองเห็นรากไม้ที่สมบูรณ์ซึ่งงอกลงกระจายในสายน้ำ แต่ในระยะหลังนั้น มนุษย์ (จำพวกเที่ยวแบบไร้ความคิด)ต่างพากันลงไปเหยียบย่ำทำลายรากไม้ที่เคยงดงาม จนมันกุดด้วนเสมอถูกตัด จนความงามที่เคยมีมาก่อนลดหายไปอย่างน่าเสียดาย 

วันนี้ ในยามที่โลกเผชิญวิกฤติโควิด-19 ผู้คนเข้าไปเที่ยวท่าปอมคลองสองน้ำลดลง ซึ่งก็เป็นโอกาสอันดีที่น่าจะทำให้ธรรมชาติฟื้นคืนตัวกลับมาได้บ้าง หวังว่าความงามของธรรมชาติจะสามารถกลับมาได้อีกครั้ง วันนี้ Mr. Flower นำภาพท่าปอมคลองสองน้ำที่ปราศจากผู้คนมาฝากคุณและบอกกับคุณๆ ว่า รอให้ธรรมชาติฟื้นตัวสักระยะ แล้วเมื่อโควิด-19 ซาลงไป หรือผ่านพ้นไป จะพาคุณไปสัมผัสความงามของท่าปอมคลองสองน้ำด้วยกัน สนใจร่วมเดินทางด้วยกัน ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ชมนกงามในป่าของเมืองกระบี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/569928

ตะลอนเที่ยว : ชมนกงามในป่าของเมืองกระบี่

ตะลอนเที่ยว : ชมนกงามในป่าของเมืองกระบี่

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.05 น.

เสน่ห์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการนั่งชมนกในป่าคือการได้สัมผัส และซึมซับความงดงาม รวมถึงความสงบร่มเย็น ความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขาลำเนาไพร และยังเป็นการละลายความเครียดออกจากชีวิต เนื่องจากการดูนกป่าต้องอาศัยความสงบเป็นประการแรก เพราะนกป่าโดยเฉพาะนกที่หาได้ยากมักจะอาศัยอยู่ในป่าที่มีต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า มีความอุดมสมบูรณ์ และห่างไกลจากเสียงอึกทึกครึกโครมอันเกิดจากการกระทำสารพัดแบบของมนุษย์ 

อันที่จริง ป่าของประเทศไทยมีนกนานาพันธุ์ เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน ในซีกโลกตะวันออก  จึงมีความหลากหลายของภูมิประเทศ จึงนำไปสู่ความหลากหลายทางชีวภาพ (zoological crossroad) แต่วันนี้จะชวนคุณไปดูนกสวยงาม และนกที่มีความงามสง่าในเขตป่าของจังหวัดกระบี่ด้วยกัน (แต่ตอนนี้อาจจะต้องรอให้โควิด-19 ผ่านพ้นไปก่อน ดังนั้นจึงนำภาพนกสวยๆ มาฝากคุณ แล้วรอโอกาสเหมาะๆ เราจะไปชมนกตัวจริงๆ ในป่าด้วยกัน) 

ภูมิอากาศของจังหวัดกระบี่ ซึ่งตั้งอยู่ในภาคใต้ของไทยเป็นเขตร้อนชื้นมีฝนตกชุกเกือบตลอดปี ป่าไม้ที่นี่จึงเป็นป่าดิบฝน แต่เนื่องจากกระบี่ตั้งอยู่ริมทะเล จึงมีป่าชายเลนเช่น ป่าโกงกาง และป่าแสมด้วย สำหรับภูมิประเทศของกระบี่ก็ประกอบไปด้วยที่ราบผสมกับภูเขาและพื้นน้ำทะลในฝั่งอันดามัน ในอดีตนั้นกระบี่มีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์มาก แต่ก็ถูกตัดโค่นทำลายเพื่อทำสวนปาล์มน้ำมัน และสวนยางพารา รวมถึงยังมีการทำลายป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงเหลือป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่บ้าง โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับผู้รักการกินนอนอยู่กับธรรมชาติโดยแท้ 

วันนี้ Mr.Flower นำภาพนกสีสวยสดใส และภาพนกที่แสนสง่ามาฝากคุณๆ เพื่อยั่วความอยากเที่ยว หลายภาพที่นำมาฝาก ล้วนแสดงให้เห็นชีวิตและความเป็นอยู่ของนกในป่าเขตจังหวัดกระบี่ เช่น เหยี่ยวออสเปรย์ หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่านกออก ซึ่งเป็นนกที่หากินด้วยการล่า นกชนิดนี้จะพบตามบริเวณป่าชายเลน เพราะเขาต้องหาอาหารจำพวกสัตว์น้ำจากทะเลปากอ่าว ภาพการจับเหยื่อของเหยี่ยวออสเปรย์นับว่ามีลีลาที่สง่ามาก โดยเฉพาะการกางปีกร่อนแล้วโฉบด้วยความรวดเร็วเพื่อจับเหยื่อที่อยู่ตามผิวน้ำ 

ส่วนนกสีสวยที่นำมาฝากในวันนี้คือนกกระเต็นลาย มีขนาดเล็กน่ารัก มีลายที่ขนปีกเป็นริ้วสีดำสลับฟ้า ส่วนด้านบนของหัวมีขนสีฟ้าสด ส่วนขนตรงบริเวณแก้มเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีปากเรียวแหลมสีแดงจัดจ้านมาก   

นอกจากนี้ยังมีนกอีกหลายชนิดที่นำภาพมาฝากคุณๆ ในวันนี้ แต่ต้องขออภัยที่ไม่สามารถระบุชื่อที่แน่ชัดได้เพราะผู้ถ่ายภาพ คือคุณอติพจน์ ศรีสุคนธ์ หรือโกจู๊ด บุรุษผู้มีความน่ารักแห่งจังหวัดกระบี่ เจ้าของร้านอาหารแสนอร่อยชื่อตะโกลา บอกว่าไม่กล้าบอกชื่อนก เพราะเกรงจะบอกผิด แล้วทำให้เสียความน่าเชื่อถือ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ขอยืนยันว่ามีนกสวยๆ งามๆ อีกมากในเขตป่าจังหวัดกระบี่ และอยากชวนเชิญคุณๆ ไปชมนกแสนงามเหล่านี้ด้วยกันในอนาคตอันใกล้นี้ 

ข้อแนะนำสำหรับผู้ต้องการจะชมนกป่าคือ ต้องนั่งเงียบๆ ให้มากที่สุด ไม่ส่งเสียงคุยกัน แม้จะคุยกันเบาๆ ก็ตาม แต่เสียงจะดังขึ้นมาทันทีในป่าที่สงบเงียบ ไม่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด เพราะเป็นสิ่งที่นก และสัตว์ป่าอื่นๆ จะสังเกตเห็นได้ชัด แล้วนกจะไม่เข้ามาใกล้ ไม่ฉีดน้ำหอมกลิ่นแรงๆ เพราะกลิ่นที่แปลกไปจากกลิ่นป่าทำให้นกรู้ได้ทันทีว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ใกล้เขา รวมถึงไม่นำอาหาร เครื่องดื่มที่มีกลิ่นแรงๆ เข้าไปด้วย แล้วสำหรับผู้ที่ต้องการบันทึกภาพนกให้สวยงามที่สุด ก็ต้องมีกล้องถ่ายภาพที่สามารถดึงภาพ หรือซูมภาพนกในระยะใกล้ได้เป็นอย่างดี ถ้าหากไม่มีอุปกรณ์ถ่ายภาพดีๆ แต่ต้องการชมนกงามๆ ด้วยตาของตนเอง ก็ยินดีเชิญชวนนะครับ 

วันหน้าในอนาคตอันใกล้ เมื่อโควิด-19 ผ่านพ้นไปแล้ว Mr.Flower จะนำคุณไปชมนกงามๆ ที่กระบี่ด้วยกัน สนใจติดต่อที่ 091-7233615