ตะลอนเที่ยว : สุกใส สุขสันต์ สดชื่นในวันปีใหม่ ทำใจให้สงบด้วยการน้อมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/385943

ตะลอนเที่ยว : สุกใส สุขสันต์ สดชื่นในวันปีใหม่ ทำใจให้สงบด้วยการน้อมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ตะลอนเที่ยว : สุกใส สุขสันต์ สดชื่นในวันปีใหม่ ทำใจให้สงบด้วยการน้อมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันขึ้นปีใหม่กำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ทุกครั้งเมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ เราทุกคนก็จะนึกถึงอนาคตที่สดใส นึกถึงสิ่งดีงามที่จะเข้ามาสู่ชีวิตของเรา และก็เป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเราจะไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามศาสนสถานต่างๆ ตามแต่ความเชื่อ และความเคารพศรัทธาของแต่ละบุคคล

การทำบุญทำทาน การกราบไหว้เคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวันขึ้นปีใหม่คือการต้อนรับวันใหม่ที่สดใสของปีใหม่ เพราะการได้ทำบุญทำทาน การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้จิตใจของผู้กระทำบังเกิดความสุขสงบและความปีติเบิกบาน ทำให้หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความอิ่มเอมปรีดา และเป็นการเตือนตนเองว่า เมื่อเราได้เข้ามาเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และดีงามแล้ว เราก็จะยึดมั่นในหลักของความดีความงามสืบต่อไป

 

วัดพระธุาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน

การเริ่มต้นศักราชด้วยการทำความดีจะทำให้การเริ่มต้นชีวิตในปีใหม่ของคุณดำเนินไปอย่างราบรื่น ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้ เพราะว่าการทำบุญทำทานจะช่วยให้จิตใจของผู้กระทำความดีบังเกิดความเบิกบาน และปีติในการกระทำสิ่งดีสิ่งงาม แล้วเมื่อได้กระทำความดีต่อเนื่องสืบต่อไปทุกๆ วัน ก็จะยิ่งทำให้จิตใจของผู้กระทำความดีเบิกบาน สดใสตลอดไปและเมื่อได้ระลึกถึงการทำความดีขึ้นมาครั้งใด ผู้ที่ได้กระทำความดีก็จะบังเกิดความปลื้มปริ่มและปรีดิ์เปรมทุกครั้งไป

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ไม่ได้เชิญชวนคุณไปเที่ยวที่ไหนเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมานั้นได้ชวนคุณไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศมามากแล้ว ดังนั้นจึงแค่อยากจะเรียนกับคุณๆ ว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในที่แห่งใดในช่วงปีใหม่นี้ ถ้าหากคุณสะดวกที่จะไปทำบุญทำทาน ไหว้พระไหว้เจ้า กราบไหว้นมัสการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเคารพนับถือแล้ว ก็หวังว่าคุณจะหาโอกาสไปในช่วงปีใหม่นี้

 

วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย

แต่ที่สำคัญไม่น้อยก็คือ เมื่อคุณๆ ได้ไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ก็ขอเชิญชวนให้คุณๆ ไปกราบขอพรจากคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย รวมถึงลุงป้าน้าอาของคุณด้วย เพราะบางคนอาจจะหลงลืมไปว่า คุณพ่อคุณแม่คือพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แสนประเสริฐที่สุดในบ้านของคุณทุกคน บางคนตระเวนไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทุกสารทิศ แต่กลับลืมกราบไหว้พระที่แสนประเสริฐในบ้านของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นการมองข้ามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนภาพประกอบคอลัมน์ในสัปดาห์นี้ Mr. Flower เลือกนำภาพจากวัดพระแก้วมรกต เชียงราย วัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหารลำพูน อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จันทบุรี และมัสยิดกลาง ปัตตานี มาฝากแฟนคอลัมน์ เพราะเป็นสถานที่สำคัญที่ Mr.Flower เคยพาคุณไปกราบนมัสการและเยี่ยมชมมาแล้วในปี 2561

และเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ 2562 Mr.Flower ขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณความดีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ที่แต่ละท่านให้ความเคารพนับถือ ได้โปรดคุ้มครองอภิบาลทุกท่านให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดปี 2562 และตลอดไป

กราบขอบพระคุณแฟนคอลัมน์ที่ให้การสนับสนุนหนังสือพิมพ์แนวหน้า และสนับสนุน Mr.Flower ด้วยดีมาโดยตลอด

Happy New Year 2019 สุขสันต์วันปีใหม่ 2562  

ปีหน้าและปีต่อๆ ไป เราจะไปท่องเที่ยวเที่ยวด้วยกันอีกครับ

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

ตะลอนเที่ยว : ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายนํ้าแห่งรัตนโกสินทร์’ผูกใจ ผูกสัมพันธ์ สังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384460

ตะลอนเที่ยว : ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายนํ้าแห่งรัตนโกสินทร์’ผูกใจ ผูกสัมพันธ์ สังคมไทย

ตะลอนเที่ยว : ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายนํ้าแห่งรัตนโกสินทร์’ผูกใจ ผูกสัมพันธ์ สังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“คุณไปเที่ยวชมงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ มาแล้วกี่รอบครับ”

คำถามนี้ถูกถามกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทย ในยามนี้

หลายคนไปงานนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ครั้ง สาเหตุที่ไปเที่ยวงานนี้บ่อยๆ และยืนยันจะไปอีกหลายครั้งจนกว่างานจะจบลง ก็เพราะหลงใหลในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นไทย และได้ย้อนรำลึกถึงความอบอุ่นรุ่งเรืองของบ้านเมืองสยาม เมื่อครั้งแผ่นดินรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราชเจ้าเมื่อร้อยกว่าปีล่วงมาแล้ว

สำหรับผู้ที่มีความรู้เชิงประวัติศาสตร์เป็นอย่างดีก็จะนึกได้โดยพลันว่า เมื่อครั้งรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้านั้น เคยมีงานเถลิงพลับพลา และงานปีสวนดุสิต ซึ่งในงานจะมีการเจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ พระราชทานเลี้ยงน้ำชาแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร รวมถึงข้าราชการ และมีการประกวดประขันเครื่องชิ้นโต๊ะตกแต่งพลับพลา และพระราชทานสิ่งของแก่พสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ รวมถึงมีการแสดงการละเล่นรื่นเริงต่างๆ อีกมากมาย

หลังจากการจัดงานเถลิงพลับพลา และงานปีสวนดุสิตแล้ว ในปีต่อๆ มาได้จัดงานฤดูหนาวที่วัดเบญจมบพิตร ซึ่งเป็นงานใหญ่ มีการออกร้านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร้านรวงของพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงเจ้านายฝ่ายหน้าและฝ่ายใน และร้านของข้าราชบริพาร และร้านค้าอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงาน และทอดพระเนตรร้านรวงรวมถึงซุ้มต่างๆ ด้วย

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิสกุล ทรงนิพนธ์ว่า“…ทุกคนที่ก้าวเข้าประตูเหล็กแดงเข้าไปแล้ว จะรู้สึกเหมือนเมืองๆ หนึ่งที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผู้คนแต่งตัวสวยๆ งามๆ ร้านจัดกันอย่างประณีตและเรียบร้อย ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม นอกจากเสียงดนตรีเบาๆ พอได้ยิน พูดกันไม่ต้องตะโกน ไม่มีคนแน่นถึงกับเบียดเสียดกัน ทุกคนจะได้เฝ้าในหลวงของเขาทั่วกัน ใครอยากเฝ้าก็นั่งอยู่หน้าร้าน เวลาเสด็จผ่านทาง หยุดทอดพระเนตรและทักทายเจ้าของร้าน ทั้งครอบครัวก็ได้เฝ้าใครอยากทูลอะไร อยากถวายอะไร ก็ถวายได้…”

ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ทรงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯจัดงานฤดูหนาว เพื่อหารายได้สมทบทุนเพื่อการกุศล ณ สโมสรสนามเสือป่า พระราชวังดุสิต ในบางปีก็โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปจัดงานในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และย้ายไปจัด ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ และพื้นที่สนามไชย ข้างพระราชอุทยานฯ นี่คือบรรยากาศอันแสนวิจิตร และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก ความผูกพัน ซึ่งสร้างความอบอุ่นใจให้กับผู้ไปเยือนเมื่อยุคกว่าหนึ่งศตวรรษที่ล่วงมาแล้วแล้วก็นับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยที่ได้หวนกลับไปสู่บรรยากาศอันแสนวิจิตร และเต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนเช่นเมื่อครั้งอดีต

งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม2561 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2562 ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า กรุงเทพฯ พื้นที่การจัดงานแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เขตพระลานพระราชวังดุสิต จัดนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ และเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลปัจจุบันเขตสนามเสือป่า จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในร้านค้าของพระบรมวงศานุวงศ์ หน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน และเขตร้านอาหารเครื่องดื่ม จัดจำหน่ายอาหารชาววัง อาหารพื้นบ้านจากทุกภูมิภาคของไทย แบ่งเป็นตลาดน้ำ ตลาดบก การแสดงสาธิตศิลปวัฒนธรรมอันเป็นภูมิปัญญาของชาวไทยจากทุกภาค

นอกจากนี้ในแต่ละวันจะมีการแสดงอันวิจิตรจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความบันเทิงกับผู้เข้าชมงานอีกด้วย โดยส่วนใหญ่การแสดงบนเวทีจะเริ่มในเวลาตั้งแต่ 16.00-21.00 น.

สำหรับผู้ที่ไปเที่ยวชมงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ มาแล้วหลายครั้งคงทราบดีว่าการเที่ยวงานนี้ให้ได้อรรถรสอย่างเต็มเปี่ยมนั้น ต้องแต่งกายด้วยชุดไทยในยุครัชกาลที่ 5และ 6 แล้วเข้าไปเที่ยวชมงานด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยไปเที่ยวชมงานนี้ ก็ขอเชิญชวนให้คุณได้ไปสัมผัสสักครั้ง แล้วเชื่อเหลือเกินว่าคุณจะหลงรักบรรยากาศของงาน และจะภาคภูมิใจกับมรดกทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ของไทย

หมายเหตุ คุณสามารถเช่าชุดไทยตามแบบฉบับที่คุณชื่นชอบได้ภายในบริเวณงาน โดยมีสถานที่เช่าชุดไทย ณ บริเวณใกล้ประตูทางเข้าสวนสัตว์ดุสิต เขาดินวนา ด้านตรงกันข้ามกับอาคารรัฐสภา งานนี้เปิดให้เข้าชมฟรี เพียงแต่คุณต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนติดตัวไปด้วย หรือหากคุณชวนเพื่อนต่างชาติไปเที่ยวด้วยโปรดนำหนังสือเดินทางติดตัวไปด้วย

อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ สายสัมพันธ์แห่งความเป็นไทย ที่เชื่อมร้อยรัดดวงใจคนไทยให้ใกล้ชิดสนิทกัน

ตะลอนเที่ยว : เกาซุง (Kaohsiung) เมืองที่ศิลปะผสมผสานอย่างลงตัวกับอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/383125

ตะลอนเที่ยว : เกาซุง (Kaohsiung) เมืองที่ศิลปะผสมผสานอย่างลงตัวกับอุตสาหกรรม

ตะลอนเที่ยว : เกาซุง (Kaohsiung) เมืองที่ศิลปะผสมผสานอย่างลงตัวกับอุตสาหกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บางคนอาจจะคิดเอาเองแบบพื้นๆ ตื้นๆ ว่า เมืองอุตสาหกรรมก็คือเมืองที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม มีปล่องควันสูง ๆ มีมลภาวะแพร่กระจายมากมาย และมีแต่ความเร่งรีบร้อนรน ความวุ่นวายของผู้คน แต่ความจริงแล้วเมืองอุตสาหกรรมหลักของไต้หวัน อย่างเช่น เกาซุง ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของเกาะไต้หวัน เมืองที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม มากมายและขวักไขว่ไปด้วยเรือสินค้าขนาดใหญ่จากนานาชาติที่จอดรับ-ส่งสินค้าอยู่ ณ ท่าเรือ และยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ซึ่งเคยมีตึกที่สูงที่สุดของไต้หวันตั้งอยู่ในเมืองเกาซุง คือตึก 85 Sky Tower (ความสูงของตัวตึก 347.5 เมตร หากรวมความสูงของเสาอากาศเข้าไปด้วยก็จะสูงถึง 378 เมตร ตึกนี้เริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 สำเร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1997)

แต่ทว่าเมื่อผู้มาเยือนได้เข้าไปสัมผัสเมืองเกาซุงอย่างใกล้ชิดแล้วจะรู้ได้ทันทีว่าเมืองอุตสาหกรรมสำคัญแห่งนี้ มิได้เป็นเมืองที่ไร้ศิลปะ ไร้วัฒนธรรม แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับสุนทรียศาสตร์ในด้านต่างๆ อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยความตั้งใจจริงของผู้บริหารและผู้คนที่เป็นสมาชิกของเมือง

ผู้บริหารเมืองเกาซุงบอกว่า เมืองที่เป็นเขตอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นต้องมีศูนย์ศิลปะ หอศิลป์ หอแสดงดนตรี คอนเสิร์ตฮอลล์ โรงละคร และหอสมุดสาธารณะที่ดีที่สุดเพื่อให้บริการกับประชาชนทุกคน เพราะถ้าหากเมืองอุตสาหกรรมขาดสิ่งสำคัญเหล่านี้ไปเสียแล้ว ผู้คนก็จะมีจิตใจที่แข็งกระด้าง ไม่มีสุนทรียะในอารมณ์ และจะไม่มีความสุขสมบูรณ์ในการดำรงชีวิต

Mr. Flower ขอบอกตรงๆ ว่าประทับใจในคำพูดของผู้บริหารเมืองเกาซุงมาก แต่ที่มากกว่านั้นก็คือการได้เห็นด้วยตา และได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วพบว่า หอศิลป์แห่งชาติของเมืองเกาซุง หรือ National Kaohsiung Center for the Arts และ หอสมุดสาธารณะของเกาซุง หรือ Kaohsiung Main Public Library คือรมณียสถานของผู้คนอย่างแท้จริง

หอศิลป์แห่งชาติของเมืองเกาซุง หอศิลป์ที่ตั้งอยู่ ณ เขตฐานทัพเรือเก่าของเมือง สำหรับความใหญ่โตของตัวหอศิลป์ก็ตกประมาณสนามฟุตบอลมาตรฐาน 4 สนามรวมกัน โดยยังไม่นับรวมพื้นที่สวนเขียวขจีอีกหลายร้อยไร่ซึ่งล้อมรอบตัวหอศิลป์ หากนับรวมพื้นที่ทั้งหมดแล้วก็ตกประมาณ 10 เฮกเตอร์ สถาปัตยกรรมของหอศิลป์แห่งนี้เป็นการผสมผสานรูปลักษณ์ของต้นไทรเข้ากับรูปร่างของเรือเดินสมุทรขนาดมหึมา เนื่องจากเกาซุงเป็นเมืองแห่งต้นไทรและเป็นเมืองท่าสำคัญ ดังนั้นจึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างหอศิลป์ให้มีความสอดประสานกันระหว่างต้นไทรและเรือเดินสมุทร หอศิลป์แห่งนี้ประกอบด้วย คอนเสิร์ตฮอลล์ โรงละครโอเป-รา โรงแสดงละคร Recital Hall หรือห้องแสดงดนตรีเดี่ยว และหอสำหรับบรรยาย โรงละครกลางแจ้ง ส่วนกิจกรรมการแสดงต่างๆ ณ หอศิลป์แห่งนี้ก็มีการจัดแสดงตลอดปี โดยมีทั้งการแสดงของไต้หวันและการแสดงจากนานาชาติ แต่ที่น่าประทับใจคือ หอศิลป์แห่งนี้ได้รับการดูและสนับสนุนโดยภาครัฐร่วมกับเอกชน ซึ่งนับว่าน่ารักมากจนเกินจะบรรยายเป็นคำพูดได้ นับว่าแตกต่างจากเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะภาครัฐและภาคเอกชนของไทยมักจะไม่เหลียวแลและให้การสนับสนุนหอศิลป์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองเงินงบประมาณ ดังนั้นเมืองไทยของเราก็จึงขาดแคลนหอศิลป์และการแสดงงานศิลปะที่ดีไปอย่างน่าใจหาย

ส่วนสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้หอศิลป์ของเมืองเกาซุงคือ หอสมุดสาธารณะแห่งเกาซุง หอสมุดแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเขตเศรษฐกิจสำคัญของเมือง ซึ่งราคาที่ดินสูงมาก การที่เมืองเกาซุงกล้าเปิดหอสมุดสาธารณะกลางเมืองเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารเมืองและนักธุรกิจในเมืองเกาซุงต่างให้ความสำคัญกับแหล่งสร้างเสริมสติปัญญาของประชาชนมากกว่าเห็นแก่เงิน และที่สำคัญคือหอสมุดนี้เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม ยกเว้นเฉพาะวันหยุดประจำชาติเท่านั้น

ผู้คนที่ไปใช้บริการหอสมุดแห่งนี้บอกว่า เมืองที่ขาดแคลนหอสมุดดีๆ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเมืองนั้นไร้แหล่งสติปัญญา และผู้คนที่ไร้สติปัญญาก็ย่อมไม่สามารถสร้างสรรค์ให้เมืองและชุมชนมีความเจริญรุ่งเรืองและผาสุกได้

หอสมุดสาธารณะเมืองเกาซุงให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพแวดล้อมอย่างมาก เพราะเน้นแนวคิด green และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาคารหอสมุดมีทั้งหมด 10 ชั้น รวมชั้นใต้ดินและชั้นดาดฟ้า หรือ roof top ด้วย โดยชั้นดาดฟ้าทำเป็นสวนขนาดใหญ่ ความน่าสนใจของหอสมุดแห่งนี้คือ มีห้องสมุดสำหรับเด็ก มีหนังสือภาษาต่างๆ เตรียมไว้ให้เด็กได้อ่าน (รวมหนังสือภาษาไทยด้วย)มีการจัดบรรยายการให้สามารถดึงดูดเด็กๆ ให้เข้าไปอยู่ในโลกของหนังสือ โดยใช้สีสันสดใส และภาพตัวการ์ตูนที่เป็นมิตรกับเด็กๆ และจัดเตรียมห้องน้ำน่ารักๆ ไว้สำหรับเด็กด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับเด็ก โดยการอบหนังสือทุกเล่มด้วยตู้อบแสงอินฟราเรด เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจจะติดมากับหนังสือแล้วแพร่กระจายสู่เด็กซึ่งยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้บริหารเมืองที่มีต่อเด็กอย่างชัดเจน และเป็นที่แน่นอนว่าหอสมุดในยุคนี้ต้องเป็นสถานที่ที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนอยากเข้าไปใช้บริการได้โดยสะดวกสบาย ดังนั้นจึงจัดเตรียมหนังสือทั้งที่เป็นกระดาษ และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงซีดีเสียงและภาพ และวีดิทัศน์ต่างๆ ไว้ให้บริการอย่างพร้อมสรรพ ส่วนการยืมและคืนหนังสือก็แสนสะดวก สามารถคืนหนังสือได้ตลอดเวลาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ถึงแม้จะหอสมุดจะปิดให้บริการ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลกับการถูกปรับเมื่อคืนหนังสือไม่ตรงเวลา

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า เมืองที่มีความเจริญ ผู้คนมีสติปัญญา และมีความสุข เมืองนั้นจะต้องมีแหล่งสะสมศิลปวิทยาการมีหอสมุด มีหอศิลป์ มีแหล่งให้ความรู้ความบันเทิงที่เต็มไปด้วยสาระและมีคุณภาพ ดังนั้นเมืองที่ผู้คนเจริญแล้วจึงไม่เน้นการสร้างแหล่งมอมเมาประชาชน ไม่เน้นการหลอกล่อให้ประชาชนลุ่มหลงอยู่กับสิ่งไร้สาระ และบ้าคลั่งอยู่กับสิ่งที่ดูเสมือนเป็นความบันเทิง แต่ทว่าจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เบาปัญญา

ตะลอนเที่ยววันนี้ไม่ได้ตั้งเป้าจะชวนคุณไปเที่ยวที่ไหน แต่ต้องการตั้งคำถามกับคุณ ๆ ว่า เมืองที่คุณอยู่อาศัยนั้นเป็นเมืองแห่งสติปัญญาหรือเมืองเบาปัญญา คุณคงตอบตัวเองได้ดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณมีความต้องการจะท่องเที่ยวและสัมผัสเมืองที่น่าสนใจ โดยให้ Mr. Flower พาคุณไปสัมผัสเมืองนั้นๆ อย่างใกล้ชิด กรุณาติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091 7233615

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ชมกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยางามยามค่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381782

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ชมกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยางามยามค่ำ

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ชมกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยางามยามค่ำ

วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม่น้ำเจ้าพระยา หรือแม่เจ้าพระยา คือ สายน้ำแห่งชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยทำมาหากินอยู่ในเขตภาคกลางของประเทศไทย สองริมฝั่งเจ้าพระยาจึงเป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยเรือกสวนไร่นา และมีชุมชนใหญ่ตั้งกระจายอยู่เป็นจุดๆ ตลอดสายน้ำ

แม่เจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านพระราชธานีเก่าของอาณาจักรสยาม คือ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา หรือ กรุงศรีอยุธยา ได้รับการกล่าวขวัญมานานแสนนานว่างดงามยิ่งนัก เพราะสองฟากฝั่งของเจ้าพระยาที่ไหลเลาะเรียบเกาะเมืองอยุธยา จะบริบูรณ์ไปด้วยวัดวาอาราม ป้อมค่ายป้องกันราชธานี และชุมชนต่าง ๆ ทั้งของชาวสยามและชาวนานาชาติที่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในราชธานีแห่งนี้ ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำมาหากินในยุคนั้นก็มี อาทิ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ดัทช์ โปรตุเกส ฝรั่งเศส เปอร์เซีย เป็นต้น

มีผู้คนจำนวนมากกล่าวตรงกันว่า กรุงศรีอยุธยางามทั้งในยามกลางวันและยามราตรี ซึ่งก็เป็นความจริงตามนั้นทุกประการ และเพื่อเป็นการยืนยันถึงความงามดังที่ถูกกล่าวไว้ ตะลอนเที่ยววันนี้จึงจะพาคุณๆ ไปชมความงามของเกาะเมืองอยุธยาในยามค่ำ ด้วยการล่องเรือเหนือลำเจ้าพระยาชมพระราชธานีแห่งนี้ในคืนวันเพ็ญ เดือน 12

เราลงเรือเอี้ยมจุ๊นที่ดัดแปลงเป็นเรือสำราญ ซึ่งสามารถให้บริการสมาชิกได้ทั้งหมด 20 คน เริ่มต้นจากหน้าวัดกษัตราธิราช แล้วล่องผ่านหน้าวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งฝั่งตรงข้ามวัดไชยฯ คือพระตำหนักสิริยาลัย วัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์คริสต์ของนักบุญยอแซฟ (โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกของอาณาจักรสยาม) ป้อมเพชร (ป้อมปราการสำคัญเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จุดนี้เป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำป่าสัก ลพบุรี และอยุธยา) วัดพนัญเชิง แล้วล่องเรื่อยไปถึงสะพานปรีดี-ธำรง (ปัจจุบันมีสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสะพานสมเด็จพระเอกาทศรถ สร้างอยู่ติดกับสะพานปรีดี-ธำรง) อันที่จริงสองฝั่งเจ้าพระยาช่วงที่เราล่องเรือชมเมืองนั้นยังมีชุมชนของชาวอยุธยาตั้งอยู่ริมสองฝั่ง และมีวัดเล็กวัดน้อยตั้งอยู่ด้วย เพียงแต่เรือของเราไม่ได้แวะทุกจุดที่ผ่าน

ภาพแห่งความวิจิตรที่เลือกสรรเพื่อนำมาฝากคุณๆ ในทริปนี้ คือภาพวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอยู่ใกล้ชิดติดกับวิหารหลวงวัดมงคลบพิตร

สำหรับวัดพระศรีสรรเพชญ์ นับเป็นพระอารามหลวงซึ่งเคยเป็นเขตพระราชฐานในพระบรมมหาราชวังเมื่อครั้งยุคกรุงศรีอยุธยา แต่ภายหลังสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราชทานเขตพระราชฐานให้เป็นเขตพุทธาวาส เพื่อสร้างพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวัง แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระราชมณเฑียร และพระบรมมหาราชวังขึ้นไปทางทิศเหนือของพระอารามหลวงแห่งนี้ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ถือเป็นต้นแบบของพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังซึ่งในกาลต่อมาเมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรฯ ขึ้นเป็นราชธานีของกรุงเทพฯ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นเป็นพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวัง ดังปรากฏจนทุกวันนี้

ภาพชุดต่อมาคือวัดไชยวัฒนารามในยามเย็นจนถึงยามค่ำ ซึ่งงดงามประดุจสรวงสวรรค์ โดยเฉพาะในยามค่ำที่พระจันทร์เต็มดวงฝั่งตรงข้ามของวัดไชยวัฒนารามคือพระตำหนักสิริยาลัย

ส่วนภาพประกอบอื่นๆ ก็คือภาพของวัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์นักบุญยอแซฟ ป้อมเพชร และสะพานปรีดี-ธำรง

หากคุณๆ สนใจไปชมความงามรอบๆ เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาด้วยการนั่งเรือล่องไปเรื่อยๆ กับ Mr. Flower แล้วพูดคุยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพระมหาราชธานีแห่งนี้ โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615

ภายในเขตพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยาราชธานี

วัดไชยวัฒนาราม

สองฝั่งเจ้าพระยาในรอบเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยายามค่ำ

ตะลอนเที่ยว : สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ช่างแสนงดงามในยามคํ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/378933

ตะลอนเที่ยว : สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ช่างแสนงดงามในยามคํ่า

ตะลอนเที่ยว : สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ช่างแสนงดงามในยามคํ่า

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คุณเคยล่องเรือชมสองฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่ลำน้ำแห่งชีวิตของประเทศไทยไหลผ่านกรุงเทพมหานครเขตชั้นในหรือไม่ แล้วขอถามต่อไปว่าคุณเคยลอยเรือชมสองฝั่งเจ้าพระยาในยามค่ำหรือไม่

หากคุณยังไม่เคยชมความงดงามของตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่บนสองฟากฝั่งเจ้าพระยาที่ไหลเรื่อยในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในเมื่อยามราตรีแล้ว Mr. Flower ขอบอกว่าคุณพลาดการชมความงามของกรุงเทพฯ ในส่วนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

ขอเรียนย้ำว่าสายน้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านเขตพระบรมมหาราชวัง หรือวังหลวงของกรุงรัตนโกสินทร์ คือภาพแห่งความวิจิตร เสมือนว่าคุณได้เห็นสรวงสวรรค์วิมานชั้นฟ้า ยิ่งยามแสงไฟที่สาดฉายต้องกับองค์พระมหาปราสาท และองค์พระที่นั่งต่างๆในเขตพระบรมมหาราชวัง ดูราวกับว่ากรุงเทพฯ คือเมืองที่ทาทาบไปด้วยทองเนื้อดีที่สุกสกาวอร่ามเรือง

นอกจากความวิจิตรอลังการของพระบรมมหาราชวังในยามค่ำแล้ว ยังมีความวิจิตรพิสดารที่งามจนเกินบรรยายของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ภาพของพระปรางค์ที่สูงสง่างดงามยามเมื่อต้องแสงไฟสีทองอร่าม โดยมีฉากหลังที่มืดมิด ช่วยขับสีสันให้องค์พระปรางค์เด่นจนเสมือนว่าลอยอยู่กลางห้วงเวหาหาวเมื่อยิ่งมองก็ยิ่งฉงนใจว่าเหตุใดหนอ บรรพบุรุษของชนชาติไทยจึงสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้ขึ้นมา โดยแต่ทั้งหมดก็บังเกิดขึ้นได้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าที่มีพระบวรพุทธศาสนาและด้วยความจงรักภักดีอย่างสูงสุดที่มีต่อองค์พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า

สองฟากฝั่งเจ้าพระยาดารดาษไปด้วยโบสถ์วิหารและศาสนสถานของศาสนาต่างๆ เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม แล้วยังอุดมไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ยุคโบราณ เช่น อาคารสุนันทาลัย (Royal Seminary)ซึ่งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานเป็นพระราชอนุสรณ์แด่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี รวมถึงอาคารราชนาวิกสภา และพระราชวังเดิม หรือพระราชวังแห่งกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ป้อมวิไชยประสิทธิ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดระฆังโฆสิตารามวัดกัลยาณมิตร โบสถ์วัดซางตาครู้ส วัดประยุรวงศาวาส โบสถ์กาลหว่าร์ บ้านพักของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย อาคารเก่าของโรงแรมโอเรียนเต็ล อาคารเก่าอายุกว่าร้อยปีซึ่งเดิมเคยเป็นที่ตั้งบริษัทอีสต์เอเชียติก รวมถึงบ้านบางยี่ขัน ของเจ้าพระยาชลภูมิพานิช นอกจากนี้สองฟากฝั่งเจ้าพระยายังมีศาลเจ้าจีนที่งดงาม เช่น ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว และมีโกดังสินค้าจีน หรือล้ง ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของศิลปะจีนในยุคโบราณและที่ขาดมิได้ก็คือตลาดริมน้ำเจ้าพระยา เช่นตลาดท่าเตียน ตลาดท่าช้างวังหลัง ตลาดยอดพิมาน ตลาดท่ามหาราช

เมื่อเอ่ยถึงแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะลืมเลือนโรงพยาบาลศิริราช หรือโรงพยาบาลวังหลังไปเสียมิได้ เพราะโรงพยาบาลแห่งนี้คือโรงพยาบาลแรกของประเทศไทย โรงพยาบาลที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของมหาชนชาวสยาม และคนไทยในยุคปัจจุบันต่างจดจำได้ดีว่าโรงพยาบาลศิริราชคือที่ประทับเพื่อรักษาพระวรกายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จวบจนถึงวันเสด็จสวรรคต

เมื่อได้เห็นโรงพยาบาลศิริราชแล้ว ก็ต้องมองไปยังฝั่งตรงกันข้ามก็จะพบกับดินสอโดมแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แล้วเมื่อล่องเรือไปเรื่อยๆจนลอดสะพานพระปิ่นเกล้า แล้วเลยไปอีกไม่นานก็จะพบกับสะพานพระราม 8

ทริปนี้ Mr. Flower พาคุณล่องเรือสองฝั่งเจ้าพระยายามค่ำ เริ่มจากบริเวณสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปสิ้นสุดที่สะพานพระราม 8 หากคุณสนใจร่วมล่องเรือ และรับทานอาหารค่ำ แล้วพูดคุยสรวลเสเฮฮาแบบอย่างเป็นกันเอง โปรดติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615 Mr. Flower ยินดีพาคุณล่องเจ้าพระยาในยามค่ำ แล้วชื่นชมความงดงามของบ้านเรือนและโบราณสถานริมสองฝั่งเจ้าพระยา

ตะลอนเที่ยว : หลากหลายแต่กลมกลืน ความงดงามในความแตกต่าง ปัตตานี เมืองน่าอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376013

ตะลอนเที่ยว : หลากหลายแต่กลมกลืน ความงดงามในความแตกต่าง ปัตตานี เมืองน่าอยู่

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ความงดงามอย่างหนึ่งของสังคมโลกมนุษย์คือ ความแตกต่างหลากหลาย เพราะความแตกต่างย่อมแสดงให้เราประจักษ์ว่าสิ่งหนึ่งไม่เหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง แต่เมื่อสิ่งของที่แตกต่างกันมาอยู่รวมกันในที่ใดที่หนึ่ง ก็จะทำให้เกิดการผสมกลมกลืนระหว่างกัน แล้วทำให้เกิดความแตกต่างที่ชวนให้มอง ชวนให้ค้นหา และชวนให้ติดตาม

ลองดูแจกันดอกไม้ที่มีแต่ดอกไม้ประเภทเดียวกัน สีเดียวกัน ขนาดเดียวกัน กับแจกันอีกใบหนึ่งที่มีดอกไม้หลากประเภท หลายสีสัน มีทั้งใบและดอกหลากหลายขนาดใส่อยู่ในแจกันใบเดียวกัน เมื่อคุณได้ดูแจกันสองใบที่ผ่านการตกแต่งด้วยดอกไม้ตามที่กล่าวมาแล้ว คุณจะเห็นได้ชัดว่าแจกันที่มีดอกไม้หลายหลากอยู่ด้วยกันมีความงดงาม และมีสีสันชวนมองมากกว่า ใช่ไหม

ฉันใดก็ฉันนั้น เมืองปัตตานีก็มีความหลากหลายภายในสังคมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ความหลากหลายของวัฒนธรรม และขนบประเพณี รวมถึงความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนที่อยู่รวมกันในสังคมของปัตตานีมีความงดงามที่ทำให้ผู้ไปเยือนทุกคนต่างหลงใหล

วันนี้ Mr. Flower ขอพาคุณไปกราบนมัสการและชมมัสยิดกลางปัตตานี ที่หลาย ๆ คนขนานนามว่าทัชมาฮาลของเมืองไทย มัสยิดกลางแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2497 และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2506 จุดเด่นของมัสยิดกลางปัตตานีคือยอดโดมทรงกลมสีเขียวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางอาคาร แล้วประดับด้วยโดมขนาดเล็กล้อมรอบโดมใหญ่ 4 ด้าน โดยแต่เดิมนั้นด้านข้างของมัสยิดมีหออาซาน 2 ฝั่ง แต่ภายหลังได้สร้างเพิ่มอีกสองหอ ส่วนเบื้องหน้ามัสยิดมีสระน้ำ คนจำนวนมากที่เป็นผู้ต่างศาสนามักจะไม่กล้าเข้าไปชมความงามของมัสยิดแห่งนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ดูแลมัสยิดฝากบอกว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ต้อนรับศาสนิกชนทุกศาสนา เพียงแต่ขอให้แต่งกายให้เหมาะสม และมีกิริยาสำรวมในระหว่างเข้ากราบนมัสการและเยี่ยมชมภายในตัวอาคาร แต่ Mr. Flower แนะนำว่า หากคุณได้ชมความงามของมัสยิดแห่งนี้ในเวลาค่ำ (เปิดประตูใหญ่ถึงเวลา 21 นาฬิกา) คุณจะหลงใหลในความงดงาม

ศาสนสถานต่อมาคือมัสยิดกรือเซะ หรือมัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์ หรืออีกชื่อหนึ่งคือมัสยิดปิตูกรือบัน ศาสนสถานแห่งนี้มีอายุกว่า 200 ปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลักษณะเด่นของศาสนสถานนี้คือรูปทรงของประตูมัสยิดที่เป็นวงโค้งแหลมแบบโกธิคของยุโรป โดยผสมผสานกับสถาปัตยกรรมของชาวตะวันออกกลาง ผู้รู้บอกว่า คำว่า ปิตูแปลว่าประตู ส่วนกรือบันแปลว่า ช่องประตูที่มีรูปโค้ง มีตำนานเกี่ยวกับมัสยิดกรือเซะถูกผูกโยงเข้ากับตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งมีสุสานลิ้มกอเหนี่ยวอยู่ใกล้เคียงกับมัสยิดแห่งนี้ ตำนานเล่าว่าสาเหตุที่มัสยิดแห่งนี้สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์เพราะต้องคำสาปของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลที่ก่อสร้างไม่สำเร็จว่า เป็นเพราะโครงสร้างโดมของเดิมนั้นไม่แข็งแรงเพียงพอและขาดความสมดุลจึงทำให้พังทลายลงมา และจากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่พบร่องรอยของไฟไหม้หรือการถูกฟ้าผ่า ตามที่เล่าขานในตำนานแต่ประการใด แต่ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อราชวงศ์กลันตันปกครองปัตตานีต่อจากราชวงศ์ศรีวังสา ก็ได้สั่งให้ย้ายศูนย์กลางเมืองไปยังบานาและจะบังติกอตามลำดับ ดังนั้นมัสยิดกรือเซะจึงถูกปล่อยทิ้งให้ร้าง แต่แม้มัสยิดแห่งนี้จะสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม คุณก็ยังสามารถสัมผัสถึงความงดงามของมัสยิดแห่งนี้ได้

ส่วนศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือศาลเจ้าเล่งจูเกียง ตั้งอยู่ที่เลขที่ 63 ถนนอาเนาะรู ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีภายในประดิษฐานรูปแกะสลักเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และรูปบูชาของเจ้าแม่ทับทิม พระหมอ และทุกปีในวันที่ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติจีนจะมีงานประเพณีแห่เจ้าแม่ไปตามถนนสายต่างๆ ของเมืองปัตตานี และมีพิธีลุยไฟหน้าศาลเจ้า รวมถึงว่ายน้ำข้ามแม่น้ำตานีที่บริเวณสะพานเดชานุชิต

ตามตำนานระบุว่าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นสตรีจีน มีอายุในสมัยราชวงศ์เหม็ง นางเดินทางมาจากเมืองจีนเพื่อติดตามพี่ชายซึ่งมาอยู่ที่เมืองปัตตานี โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นน่าจะตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ตำนานลิ้มกอเหนี่ยวระบุด้วยว่าเจ้าแม่เป็นผู้มีวาจาสัตย์ มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมาก เมื่อเจ้าแม่ทำตามคำมั่นที่ให้กับครอบครัวในเมืองจีนไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถนำตัวพี่ชายกลับไปเมืองจีนได้ ตำนานระบุว่าพี่ชายของนางคือลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างมัสยิดกรือเซะ เมื่อทำการตามที่สัญญาไม่สำเร็จ เจ้าแม่จึงยอมสละชีวิตเพื่อรักษาสัจจะ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้นับถือศรัทธาในเจ้าแม่อย่างมาก

เหตุที่ Mr. Flower เล่าเรื่องเกี่ยวกับมัสยิดกลางปัตตานี มัสยิดกรือเซะ และศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวให้คุณๆ ได้ฟังในวันนี้ก็เพียงแค่ต้องการจะบอกคุณว่า เมืองปัตตานีมีความหลากหลายที่งดงาม และขอยืนยันว่าหากคุณได้ไปเที่ยวเมืองปัตตานี คุณจะยอมรับว่าความแตกต่างหลากหลายคือความงดงามของมนุษยชาติ

มัสยิดกลางปัตตานี

มัสยิดกลางปัตตานี

ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ตะลอนเที่ยว : ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก ผู้รักษาความถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งใด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374495

ตะลอนเที่ยว : ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก ผู้รักษาความถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งใด

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ก่อนอื่นอยากให้คุณได้อ่านบทกลอนเรื่องรามเกียรติ์ในตอนที่เลือกสรรมา ณ ที่นี้ เชื่อเหลือเกินว่าเมื่อคุณได้อ่านแล้ว คุณจะซาบซึ้งในความงามของภาษา และจะสามารถเห็นภาพจากบทกลอนนี้ได้อย่างชัดเจน บทกลอนนี้มาจากรามเกียรติ์ตอนทศกัณฐ์ขับพิเภก หรือในปัจจุบันจะเรียกว่าตอนพิเภกสวามิภักดิ์

จึ่งมีพระราชบัญชา แก่พญาพิเภกกุมภัณฑ์ คืนนี้ใกล้รุ่งราตรีกาล บันดาลนิมิตความฝัน ว่ามีพญาแร้งชาญฉกรรจ์ ขนนั้นขาวผ่องทั้งอินทรีย์ บินมาแต่เบื้องบูรพทิศ สำแดงฤทธิ์ดั่งราชปักษี ข้ามมหาคงคาวารี ร่อนอยู่ตรงที่หน้าพระลาน ปะกับแร้งดำตัวกล้า อันมาปัจจิมทิศาล ตีกันในกลางคัคนานต์ แร้งดำตัวหาญนั้นเสียชัย ตกลงยังพื้นปัถพี สกุณีไม่บินไปได้ กลิ้งเกลือกเสือกสิ้นชีวาลัย กลายไปเป็นรูปอสุรา แล้วว่าเอากะลาน้ำมันยางใส่ไส้วางลงเหนือหัตถา ยังมีหญิงหนึ่งพาลา วิ่งเข้ามาจุดอัคคี น้ำมันแห้งสิ้นไส้ชวลิต กะลาไหม้ไฟติดมือพี่ พิษเพลิงร้อนทั่วอินทรีย์ ฝันนี้ดีร้ายประการใดฯ

เมื่อนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย พิเคราะห์ตามความฝันก็พรั่นใจ ทอดถอนฤทัยคะนึงคิด เสียดายพิภพกุมภัณฑ์ แสนสนุกดั่งสวรรค์ชั้นดุสิต จะแหลกลาญด้วยหมู่ปัจจามิตร อันมาแต่ทิศบูรพา คิดแล้วยอกรบังคม ทูลพระบรมเชษฐา อันซึ่งฝันว่ากะลา ได้แก่กรุงลงกา เชื้อไส้นั้นได้แก่พระองค์ นํ้ามันคือพระวงศ์น้อยใหญ่ เพลิงพลุ่งรุ่งโรจน์ลามไป ได้แก่นวลนางสีดา อันหญิงซึ่งวิ่งมาจุดไฟ ได้แก่นางสำมนักขา แร้งเผือกซึ่งโบยบินมา คือว่าพระรามจักรี แร้งดำนั้นคือพระองค์ ผู้วงศ์พรหเมศเรืองศรี จะได้รณรงค์ราวี ด้วยสามีสีดานงลักษณ์ ฝันนี้มิได้สถาวร จะร้อนทั่วลงกาอาณาจักร ทั้งพวกอสูรหมู่ยักษ์ จะซบพักตร์ร่ำร้องรักกันฯ

เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรรังสรรค์ ได้ฟังดั่งใครมาฟาดฟัน หวาดหวั่นฤทัยรำพึงคิด แสนทุกข์ทุกข์ถึงชีวิต แล้วมีบัญชาประกาศิต เจ้าผู้ร่วมวงศ์ชีวิต นิมิตสิอัปมงคล จะเสียเคราะห์สะเดาะประการใด จึ่งจำได้จำเริญสถาผล จงเร่งคิดอ่านผ่อนปรน ให้โทษพ้นร้ายราคีฯ

เมื่อนั้น พิเภกสุริย์วงศ์ยักษี ได้พระราชวาที น้อมเศียรชุลีแล้วทูลไป ซึ่งจะเสียเคราะห์สะเดาะนาม ตามในคัมภีร์หามีไม่ อันจะผ่อนปรนให้พ้นภัย มิให้อันตรายชีวิต จะได้ก็ด้วยสัตย์ธรรม์ ถือมั่นในความสุจริต จงตั้งอยู่ในทศพิธ ดับจิตโมหันต์ฉันทา อย่าโลภงงงวยด้วยรสรัก คิดหักซึ่งความเสน่หา จงส่งองค์นางสีดา ไปให้สามีอรไท ก็จะสิ้นอันตรายภัยพาลดับการรณรงค์เสียได้ พระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร ไม่ไร้อัคเรศบังอร แม้นมาตรปรารถนาจะเชยชิด จะแสนสนิทนางเทพอัปสร ก็จะได้ด้วยเดชภูธร อย่าอาวรณ์ในหญิงที่ผัวมีฯ

หวังว่าคุณจะซาบซึ้งในรสของภาษา และได้รับรู้ถึงการยึดมั่นในความสุจริตของพิเภกพญายักษ์ แล้วคงจะเข้าใจได้โดยพลันว่า เหตุใดตะลอนเที่ยววันนี้จึงใช้ชื่อตอนว่า ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก

แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ ขอเรียนเชิญคุณๆ ไปชมโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ ซึ่งจัดการแสดงโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่เปิดการแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2561 (พักการแสดงในวันจันทร์)

การแสดงโขนตอนนี้ได้เชิญบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มาเป็นบทดำเนินเรื่อง และยังคงอนุรักษ์การแสดงโขนหลวงไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การแสดงแบ่งเป็นสององก์ องก์แรกคือสุบินนิมิตแบ่งเป็นสามตอน คือ พิเภกถูกขับ พิเภกลาชายาและธิดา และเนรเทศองก์สองมีห้าตอนคือ พบนิลเอก สวามิภักดิ์ มณโฑทูลตัดศึก สนามรบ และหอกกบิลพัท

ขอรับรองว่าคุณจะต้องตื่นตะลึงกับความวิจิตรอลังการของฉากสำคัญๆ เช่น ท้องพระโรงกรุงลงกา ฉากพิเภกถอดมงกุฎฝากตรีชฎาถวายคืนให้ทศกรรฐ์ ฉากสำเภานำพิเภกออกจากลงกา และฉากยกรบ เป็นต้น นอกจากนี้คุณจะประทับใจกับท่าร่ายรำที่แสนงดงาม บทร้องที่แสนไพเราะ บทพากย์ที่ได้อารมณ์ รวมถึงความวิจิตรบรรจงของพัสตราภรณ์ และศิราภรณ์

การแสดงชั้นสูงของไทยเช่นนี้จะเกิดขึ้นมิได้เป็นอันขาดหากไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เพราะเป็นการรวมสรรพศิลป์และสรรพศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และยังต้องทุ่มเทความวิริยะอุตสาหะจากผู้ร่วมงานทั้งหน้าฉากและหลังฉากนับพันคน ดังนั้นคุณจึงไม่ควรพลาดการชมงานศิลป์ชั้นสูงครั้งนี้เป็นอันขาด

ติดต่อจองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร.02-2623456 บัตรราคา 420 ถึง 1,820 บาท บัตรนักเรียน-นักศึกษาเพียง 200 บาท

ตะลอนเที่ยว : พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งศิลปวิทยาการ และความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373038

ตะลอนเที่ยว : พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งศิลปวิทยาการ และความสำเร็จ

ตะลอนเที่ยว : พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งศิลปวิทยาการ และความสำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระพิฆเนศ หรือพระคเณศ (ภาษาสันสกฤต) หรือพระคณปติ ทรงได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นมหาเทพแห่งความสำเร็จ และมหาเทพแห่งศิลปวิทยาการ เป็นเทพผู้ประสิทธิ์ประสาทปัญญาความรู้และความสำเร็จ รวมถึงเป็นองค์มหาเทพผู้นำคณะข้ามผ่านความขัดแย้งทั้งปวงจึงทรงได้รับพระนามว่า ผู้เป็นใหญ่เหนือความขัดแย้งและขัดข้อง จึงทรงช่วยขจัดปัดเป่าให้อุปสรรคทั้งปวงหมดสิ้นไป

ตามตำนานเทพปกรณัมของอินเดียกล่าวว่า พระพิฆเนศเป็นโอรสของพระศิวะและพระปารวตี มีพระวรกายเป็นมนุษย์แต่มีเศียรเป็นช้าง พระวรกายที่อ้วนพีอุดมหมายถึงความสมบูรณ์พูนสุข พระเศียรเป็นช้าง หมายถึงทรงมีพระสติปัญญามากมาย พระเนตรเล็ก หมายถึงความสามารถในการแยกแยะสิ่งผิดถูกได้ พระกรรณและพระนาสิกใหญ่ หมายถึงทรงสามารถมีสัมผัสและสามารถพิจารณาสิ่งต่างๆ ได้ดีเลิศ พาหะของพระองค์คือมุสิกะ หรือพญาหนู (แต่บางตำรากล่าวว่าเป็นพระสหาย) พระพิฆเนศมีชายาสององค์คือ พุทธิและสิทธิ มีโอรสสององค์คือชุกกับลัฟ หรือโชคกับลาภพระพิฆเนศทรงประทับอยู่ ณ คณปติโลก ซึ่งในคัมภีร์กล่าวไว้ว่าประทับอยู่บนเกาะกลางมหาสมุทรแห่งน้ำอ้อย เมื่อเวลาลมพัดจะบังเกิดคลื่นพัดพาเอาเพชรพลอยและอัญมณีเข้าหาฝั่ง

เมื่อพูดถึงพระพิฆเนศแล้ว จะพบว่าคนในสังคมไทยกลุ่มหนึ่งให้ความเคารพศรัทธาในพระพิฆเนศมายาวนาน ดังพบว่ามีรูปบูชาของพระพิฆเนศอยู่ตามเทวสถานต่างๆ ทั่วดินแดนของไทย และยังมีการค้นพบเทวรูปพระพิฆเนศที่เก่าแก่ตั้งแต่ยุคขอมเรืองอำนาจ ซึ่งค้นพบที่โบราณสถานในเขตจังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันรูปบูชาพระพิฆเนศองค์นี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้จะพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระพิฆเนศ ณ พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศ ตั้งอยู่ที่ 277 หมู่ 10 ถนนเชียงใหม่-ฮอด (อินทนนท์) หลักกิโลเมตรที่ 35 ต.ยางคราม อ.ดอยหล่อ (เขตติดต่อกับ อ.สันป่าตอง) จ.เชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นของเอกชน เจ้าของคือคุณปัณฑร ทีรคานนท์ เปิดให้เข้านมัสการโดยไม่คิดเงิน และเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-17.00 น.

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีรูปบูชาของพระพิฆเนศนับพันองค์ สร้างโดยวัสดุต่าง ๆ อาทิ ทองคำ เงิน นาก ทองแดง ทองเหลือง ดิน แก้ว หิน ไม้ และวัสดุทางวิทยาศาสตร์ มีทั้งที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องพิพิธภัณฑ์ (ภายในห้องพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ผู้ชมทั่วไปถ่ายภาพหรือบันทึกวีดีโอ) และจัดแสดงอยู่ในลานกลางแจ้ง (อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ในลานกลางแจ้ง) โดยมีรูปบูชาในแบบปางต่างๆ ซึ่งนำมาจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับเทพองค์นี้ บางปางนับว่าแปลกมาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่คงไม่เคยได้เห็นมาก่อน เช่น ปางที่เป็นพระพิฆเนศสององค์ยืนสวมกอดกัน ซึ่งปางนี้มาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทพแห่งความรัก และเพื่อเป็นการให้ความรู้ที่ถูกต้องกับผู้เข้าชม และนมัสการ ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดเตรียมผู้บรรยายไว้ให้กับผู้ที่เข้าชมเป็นหมู่คณะด้วย

มีคำถามว่าพระพิฆเนศองค์ใดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ผู้นำชมตอบแบบให้ปัญญาที่ชัดเจนอย่างมากว่า ทุกองค์ล้วนศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น เพราะขึ้นอยู่กับความศรัทธา หากเราศรัทธาในองค์พระพิฆเนศ แล้วเราทำดี ประพฤติดี เมื่อเรากราบไหว้บูชาท่าน เราก็จะพบพานแต่สิ่งดี

อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่าพระพิฆเนศ 5 เศียร คือปางอะไร คำตอบคือ ปางปัญจมุข ปางที่หลายคนเชื่อว่าเป็นสุดยอดของพระพิฆเนศทุกปาง และยังมีอีกปางหนึ่งคือปางเอกเขนก หรือปางเสวยสุข หลายคนเชื่อกันว่าเมื่อได้กราบบูชาปางนี้แล้วจะทำให้ชีวิตราบรื่น สมบูรณ์พูนสุข ไร้ทุกข์ ไร้ปัญหา ไร้สิ่งรบกวนใจ

ขอเรียนให้ทราบว่า Mr. Flower จัดทริปสำหรับกลุ่มเล็กๆ (รับสมาชิกเพียง 10-12 คน) เดินทางในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ เราจะไปเที่ยวเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ด้วยกัน คุณผู้อ่านท่านใดสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อ 091-7233615

 

ตะลอนเที่ยว : เรียบๆ ง่ายๆ สบายๆ ริมนํ้าวัง ลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371579

ตะลอนเที่ยว : เรียบๆ ง่ายๆ สบายๆ ริมนํ้าวัง ลำปาง

ตะลอนเที่ยว : เรียบๆ ง่ายๆ สบายๆ ริมนํ้าวัง ลำปาง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม่น้ำวัง หรือแม่วัง เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดลำปาง แม่วังเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ เกิดจากเทือกเขาผีปันน้ำ เขตดอยหลวง บ้านป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปิงที่บ้านปากวัง ตำบลตากออก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตากความยาวทั้งหมดของลำน้ำคือ 460 กิโลเมตร

วันนี้ Mr.Flower อยากจะชวนคุณๆ หลบความวุ่นวาย ความเร่งรีบของชีวิต แล้วไปนั่งนิ่งๆ อ่านหนังสือเล่มโปรดสักสองสามเล่ม เขียนจดหมายถึงคนไกลที่คุณอยากเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เขาได้รับรู้ หรือฟังเพลงที่คุณชื่นชอบให้ฉ่ำอุรา หรืออาจจะนั่งคุยกันแบบสบายๆ กับเพื่อนที่คุยอยากจะคุยมานานแสนนานแต่ไม่มีเวลาให้คุยกัน ที่แห่งนี้ที่อยากจะชวนคุณไปใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่เร่งไม่รีบ ก็คือริมแม่น้ำวัง ซึ่งในภาพที่นำมาประกอบนี้คือ บางมุมจาก The RiversideGuest House ลำปาง และ R-Lampang Guest House ลำปาง

อันที่จริงยังมี Gusest House เก๋ๆ น่ารักๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำวังอีกหลายแห่ง แต่สำหรับสัปดาห์นี้ขอแนะนำเพียงสองแห่งนี้ก่อน เพราะว่า Mr. Flowerมีกิจธุระจะต้องทำในบริเวณถนนตลาดเก่า อำเภอเมืองลำปาง จึงมีโอกาสอีกครั้งที่ได้แวะไปเยี่ยมชม รวมถึงนอนพักที่ Guest House ทั้งสองแห่ง

แค่เพียงการได้เดินเรื่อยๆ แล้วดูบ้านเรือนเก่าแก่ที่มีอายุกว่าร้อยปี แต่ยังมีสภาพดีเยี่ยม ซึ่งตั้งอยู่บนถนนตลาดเก่า หรือที่คนพื้นเมืองลำปางเรียกว่ากาดกองต้า ก็ทำให้คนที่แสวงหาความสงบ ชื่นชอบและมีความสุขใจอย่างที่สุดแล้ว ถนนเส้นนี้เป็นถนนสายสั้นๆ เพียงไม่กี่กิโลเมตรวางขนานไปกับแม่น้ำวัง โดยบริเวณหนึ่งของถนนเส้นนี้จะเชื่อมกับสะพานรัษฎาภิเศก หรือสะพานขาว หรือขัวสี่โก๊ง (สะพานสี่โค้ง) สะพานที่ชาวลำปางสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเสด็จครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี เมื่อ พ.ศ.2437

ขอย้อนกลับไปพูดถึงชีวิตสบายๆ ริมน้ำวังอีกครั้ง ก่อนอื่นต้องบอกว่าลำปาง แม้กระทั่งในตัวเมืองของจังหวัด ยังคงเป็นเมืองที่เงียบสงบ เรียบง่าย แต่ทว่าเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของขนบประเพณีและวัฒนธรรม หลายคนบอกว่าโลกในที่อื่นๆ หมุนแสนจะรวดเร็ว แต่ทว่าโลกของลำปางยังคงหมุนไปเรื่อยๆ ไม่บ้าคลั่งไปกับกระแสอันเชี่ยวกรากของกาลเวลา และความเร่งรีบของผู้คน ลำปางในวันนี้จึงกลายเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนที่ต้องการได้ซึมซับกับความเรียบง่ายต่างให้ความสนใจและอยากไปเยือน

สำหรับบ้านพักทั้งสองแห่งที่เลือกมาแนะนำให้คุณๆ ได้เห็นในวันนี้ เป็นบ้านไม้สักอายุกว่าร้อยปีตั้งอยู่ริมน้ำวัง เป็นบ้านพักที่มีบรรยากาศชวนให้คุณนึกถึงวันวานเมื่อครั้งคุณยังเป็นเด็กน้อย โดยเฉพาะคนชาวกรุงเทพฯ ที่อาจจะเคยไปเที่ยวบ้านญาติในต่างจังหวัด หากคุณเคยไปนอนพักที่บ้านญาติซึ่งทำด้วยไม้ หรือแม้กระทั่งคุณที่อาจจะเคยอาศัยอยู่ในบ้านไม้ของปู่ย่าตายายมาก่อน ก็คงจะหวนระลึกนึกถึงบรรยากาศในวันวานได้อย่างแจ่มกระจ่าง บรรยากาศของบ้านทำให้คุณคิดถึงความอบอุ่นที่คุณได้รับจากคนในบ้าน และที่สำคัญเวลาอยู่ในบ้านไม้เก่าแก่เช่นนี้ คุณจะต้องเดินด้วยปลายเท้า ต้องเดินให้เบาที่สุด เพื่อมิให้เป็นการรบกวนผู้ที่อยู่ด้านล่าง หรือในห้องที่อยู่ข้างเคียง จะพูดจะคุยในห้องก็ต้องออมเสียง จะเปิดวิทยุ ทีวี.เสียงดังก็ไม่สมควรกระทำ เพราะจะเป็นการรบกวนผู้ที่อยู่ในห้องติดกัน

มนต์เสน่ห์ของบ้านไม้ริมน้ำคือ ความอบอุ่นของบ้าน และความร่มเย็นของแมกไม้และสายน้ำ เพราะฉะนั้น การที่ได้อยู่ในบ้านเช่นนี้จึงทำให้คุณไม่สามารถจะนอนอุดอู้อยู่ภายในห้องได้ทั้งวันทั้งคืน แต่ด้วยมนต์เสน่ห์ของสายน้ำและแมกไม้จึงดึดดูดให้คุณต้องลงไปชื่นชมกับความเงียบสงบของริมแม่น้ำ แค่คุณๆ ได้นั่งนิ่งๆ แล้วมองสายน้ำไหลเอื่อยๆ ไหลเรื่อยๆ เพียงแค่นี้ก็ทำให้คุณเกิดความสงบอย่างน่าอัศจรรย์ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ลงไปทานอาหารง่ายๆ ที่ริมลำน้ำ ตกสายสักหน่อยก็นั่งเปลญวนที่ผูกไว้ใต้ต้นไม้ริมลำน้ำ แล้วนอนอ่านหนังสือเล่มโปรด หรือนั่งจิบชา กาแฟ หรือน้ำผลไม้ แล้วสนทนากับคนที่คุณอยากคุยด้วย เพียงแค่นี้ก็ทำให้ชีวิตมีความสุขมากมายจนเกินบรรยายแล้ว

คุณอยากไปใช้ชีวิตแบบชิลๆ เรียบๆ ง่ายๆ แต่มีคุณภาพที่ริมแม่น้ำวังบ้างไหมครับ ถ้าอยากจะทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากความว้าวุ่นของเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ สักชั่วครู่ชั่วยามก็สามารถให้Mr. Flower พาคุณไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของบ้านไม้สักริมน้ำวังได้นะครับ หากสนใจโปรดติดต่อ091 7233615

 

ตะลอนเที่ยว : ปลายฝน ต้นหนาว ที่โครงการหลวงอินทนนท์ เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370161

ตะลอนเที่ยว : ปลายฝน ต้นหนาว ที่โครงการหลวงอินทนนท์ เชียงใหม่

ตะลอนเที่ยว : ปลายฝน ต้นหนาว ที่โครงการหลวงอินทนนท์ เชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน อากาศยามดึกจนถึงใกล้รุ่งสางบนยอดดอยอินทนนท์ลดลงเหลือต่ำสุด 6 องศาเซลเซียส ฝนที่เคยตกหนักมาก่อน เริ่มจางหายไป แม้บางวันอาจจะยังมีฝนเทลงมาอย่างหนักบ้างก็ตาม แต่ก็ถูกมองว่าเป็นช่วงสุดท้ายปลายฤดูฝนในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยแล้ว

นั่นหมายถึงหน้าหนาวของประเทศไทยในเขตภาคเหนือตอนบนเริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อลมหนาวเริ่มโชยมาก็ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบความหนาวเย็นต่างเตรียมตัวจะขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นบนยอดดอย เนื่องจากไม่สามารถหาไอเย็นจัดๆ ได้จากธรรมชาติในพื้นที่ราบลุ่มทั่วไป แม้จนกระทั่งในตัวเมืองเชียงใหม่เองก็ตามที

ถ้าเช่นนั้น หน้าหนาวนี้ เราไปเที่ยวโครงการหลวงอินทนนท์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยกันดีกว่า

หม่อมเจ้า ภีศเดช รัชนี ทรงกล่าวถึงโครงการหลวงอินทนนท์ ในบทพระนิพนธ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับโครงการหลวงว่า “ศุภนิมิตอันดีของโครงการหลวงอินทนนท์ก็เพราะถือกำเนิดหนึ่งวันหลังวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันเฉลิมฯ ปี พ.ศ.2522 ทรงเชิญคณะรัฐมนตรีไปรับพระราชทานเลี้ยงร่วมกับข้าราชบริพารที่พระราชวังบางปะอิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งถามผู้เขียนว่า เรื่องดอยอินทนนท์เป็นอย่างไร และเมื่อทราบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็มีรับสั่งกับนายกรัฐมนตรี พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ หลังจากงานพระราชทานเลี้ยงผู้เขียนขับรถกลับกรุงเทพฯ เข้านอนยังไม่หลับดีก็ได้รับโทรศัพท์ว่ารุ่งขึ้นเช้า วันที่ 6 ธันวาคม 2522 ท่านนายกฯขอให้ร่วมคณะบินไปดอยอินทนนท์ คณะของนายกรัฐมนตรีประกอบด้วย รมต.สำนักนายก รองเลขาฯนายกฯ ผู้เขียน อธิบดี 4 กรม เลขาธิการปฏิรูปที่ดิน และผู้ว่าราชการเชียงใหม่ ข้าราชการท้องที่ เช่นนายอำเภอ ตำรวจ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติขึ้นไปสมทบที่บังกะโลป่าไม้ขุนกลาง”

จากป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์แล้วกลับกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม เพราะการบุกรุกตัดไม้ ทำไร่เลื่อนลอย จนกระทั่งในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม และเพื่อช่วยเหลือให้ชาวบ้านซึ่งอยู่บนเขตภูเขาสูงมีที่ทำกินเป็นหลักแหล่งถาวร เพื่อจะได้มีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยการทำการเกษตรแบบถาวร ดังนั้น การจัดตั้งสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 ที่บริเวณบ้านขุนกลาง สถานีวิจัยแห่งนี้ดำเนินงานด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก และผลไม้ เมื่อวิจัยจนสำเร็จแล้วจึงถ่ายทอดความรู้ไปยังชาวบ้าน จนสามารถทำให้ชาวบ้านสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือกับสถานีวิจัยฯ เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งปี 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสถานีเกษตรหลวง อินทนนท์

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ในวันนี้คือสถานที่ดำเนินงานวิจัยด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก ผลไม้เมืองหนาว พืชผักอินทรีย์ ไม้ผลเมืองร้อน กาแฟ รวมถึงงานประมงบนพื้นที่สูงด้วย ภารกิจอีกประการหนึ่งของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์คือการพัฒนา และส่งเสริมให้ชาวบ้าน
เพาะปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ด้วยระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพภาคการเกษตร และเพิ่มความเข้มแข็ง รวมถึงเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง รัชกาลที่ 9

Mr. Flower เพิ่งไปเที่ยวชมโครงการหลวงอินทนนท์มาเมื่อต้นเดือนตุลาคม แม้ในวันที่ไปนั้น จะเจอกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลานานพอสมควร แต่การได้นั่งมองสายฝนอยู่ในร้านอาหารของโครงการหลวงฯ พร้อมกับได้รับประทานอาหารรสชาติดีเยี่ยมของที่นี่ แล้วได้พูดคุยกับพนักงานของร้านอาหารในโครงการหลวงฯ ซึ่งส่วนมากเป็นลูกหลานของคนในพื้นที่ ซึ่งก็คือคนไทยบนที่สูง คุยกันได้สักระยะหนึ่ง ผู้เขียนก็ถามพวกเขาว่า “สูคิดถึงพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 มากไหม” คำตอบที่ได้รับคือ “หมู่เฮาคิดถึงพ่อหลวงของเฮามากที่สุด และคิดถึงเปิ้นทุกวัน หมู่เฮามีชีวิตที่สุขสบายได้ทุกวันนี้ก็เพราะเปิ้น หมู่เฮารักเปิ้นขนาด”

แม้ภาพประกอบในคอลัมน์นี้จะไม่มีภาพรอยยิ้มแห่งความคิดถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 จากคนไทยบนที่สูง แต่ภาพป่าไม้ที่เขียวขจีท่ามกลางสายฝน และภาพพืชผักริมทางก่อนถึงร้านอาหาร รวมถึงภาพอาหารรสชาติอร่อยที่นำมาฝากคุณๆ ในสัปดาห์นี้ คงทำให้คุณผู้อ่านคิดถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 และคุณๆ คงอยากจะไปเที่ยวโครงการหลวงอินทนนท์ เพื่อจะได้ไปร่วมสัมผัสอากาศหนาว และเพื่อไปเที่ยวชมโครงการจากน้ำพระทัยของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9

ผู้ที่สนใจร่วมทริปเที่ยวชมโครงการหลวงอินทนนท์กับ Mr. Flower และเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ด้วยกัน โปรดติดต่อ091-7233615 ทริปนี้จะเดินทางช่วงกลางเดือนธันวาคมรับสมาชิก 15 ท่านเท่านั้นครับ