ตะลอนเที่ยว : น้องหมา mid road หาบ้านอบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293759

ตะลอนเที่ยว : น้องหมา mid road หาบ้านอบอุ่น

ตะลอนเที่ยว : น้องหมา mid road หาบ้านอบอุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หมา (สุนัข) ริมถนน หรือหมาข้างถนน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผู้คนบางกลุ่มอาจจะไม่รักใคร่ไม่ไยดีกับพวกเขา มิหนำซ้ำ บางคนอาจรังเกียจพวกเขาด้วยซ้ำไป เพราะด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นหมาไร้ชาติไร้ตระกูล แต่ Mr.Flower ขอยืนยันว่า ถ้าหากคุณได้นำหมาข้างถนนที่หลายคนรังเกียจไปเลี้ยงดูด้วยความรัก แล้วฝึกสอนเขาให้รู้กินรู้อยู่แล้ว รับรองว่าเขาจะจงรักภักดีและรักคุณจนสุดจะพรรณนา แล้วที่สำคัญคือคุณก็จะรักและคิดถึงเขามากเช่นกัน

ขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่อง คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเพื่อเป็นอุทาหรณ์

เรื่องราวเกี่ยวกับความ “รู้ภาษา” ของคุณทองแดง และพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อสุนัขพันทาง ซึ่งเจ้าสัววัลลภ เจียรวนนท์ เคยเปิดเผยผ่านทาง ผู้จัดการรายวัน ในหัวข้อ “มุมมอง พันทาง จากเจ้าสัววัลลภ เจียรวนนท์” ว่า

“ตอนที่คุณทองแดงเพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ วันรุ่งขึ้นพระองค์ท่านเสด็จฯทรงเยี่ยม พอทรงเยี่ยมเสร็จ พระองค์ท่านก็เสด็จฯกลับ ทรงออกเดินไปได้ไม่กี่ก้าว คุณทองแดงก็ลุกตามไป ทั้งที่ปกติแล้ว สุนัขที่เพิ่งคลอดลูกจะหวงลูกมาก แต่คุณทองแดงก็วิ่งตามไป พระองค์ท่านก็ทรงหยุดแล้วทรงหันไปมอง คุณทองแดงก็หันมามองพระองค์ท่านเหมือนกัน ตอนนั้นพระองค์ท่านยังไม่ได้ทรงนึกอะไร และเสด็จพระราชดำเนินต่อไปไม่กี่ก้าว คุณทองแดงก็เดินตาม นอกจากเดินตามแล้ว ยังมองหน้าพระองค์ท่าน แล้วก็มองกลับไปที่ลูกของเขา พอเป็นอย่างนี้ พระองค์ท่านก็ทรงคิดว่า สงสัยใจหนึ่ง คุณทองแดงจะคิดว่าเขามีหน้าที่ที่จะคอยดูแล ให้ความปลอดภัยแก่พระองค์ท่าน แต่อีกใจหนึ่งก็คือความเป็นแม่ที่จะต้องคอยดูแลลูก

พอทรงนึกได้อย่างนี้ พระองค์ท่านก็ทรงนึกอยากจะทดลองว่าใช่อย่างที่ทรงคิดไว้หรือไม่ จึงเสด็จพระราชดำเนินออกไปใหม่เป็นครั้งที่สาม คุณทองแดงก็เดินตามอีกแล้วก็ทำเหมือนเดิม มองดู
พระองค์ท่านแล้วก็หันกลับไปมองดูลูกของตัวเอง ครั้งนี้พระองค์ท่านจึงทรงมีรับสั่งว่า ไม่ต้องตามมาแล้วนะ ไปดูแลลูกได้แล้ว ไม่ต้องห่วงเรา พอพระองค์ท่านทรงมีรับสั่งแค่นี้ คุณทองแดงก็วิ่งหันหลังกลับไปเลย ไม่หันมาดูพระองค์ท่านอีกเลย นี่แหละครับคือสิ่งที่พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งให้ผมฟัง และนี่แหละคือสุนัขพันทางหรือมิดโร้ดอย่างที่พระองค์ท่านทรงเรียก ถ้าให้โอกาสเขา สอนเขา เขาก็กตัญญูอย่างคุณทองแดงนี่แหละ”

นอกจากนี้ เจ้าสัววัลลภยังได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาบอกเล่าอีกด้วยว่า

“พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า หมาพันทางบ้านเรา จริงๆ แล้วเป็นหมาที่ฉลาดมาก ถ้าเผื่อเราให้โอกาส เลี้ยงดูเขาดี สอนเขา เขาก็สามารถทำตามได้ เหมือนอย่างคุณทองแดงเอง เขาก็ไม่ใช่พันธุ์ดี ไม่ได้มีเพ็ดดีกรีอะไรสูงส่ง ในหลวงท่านเสด็จฯทรงพบแล้วชมว่าสวย ประชาชนก็ถวายแด่พระองค์ท่าน และพระองค์ท่านก็ทรงเลี้ยงดูมาจนถึงทุกวันนี้ และพระองค์ท่านก็ทรงรักมากเลย ผมเคยเอาสุนัขพันธุ์บางแก้วไปถวายพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็ทรงจูงของพระองค์ลงมาเหมือนกัน ตรัสว่า คุณวัลลภมีบางแก้ว ฉันก็มีมิดโร้ด (พระองค์ท่านทรงหมายถึงสุนัขกลางถนน) เหมือนกัน” (แล้วทรงแย้มพระพักตร์) (อ้างอิงจาก http://www.tnews.co.th/contents/210514)

เหตุผลสำคัญที่ Mr.Flower ยกอุทาหรณ์เรื่องคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงมาเป็นอารัมภบทในบทความประจำวันนี้ก็เพราะจะยืนยันกับคุณๆ ว่า หมาข้างถนน หรือบางคนเรียกหมาริมถนน หมาพันทาง หรือหมาจรจัด หรือจะเรียกอะไรก็สุดแล้วแต่ แต่เป็นความจริงที่ว่าหมาเหล่านี้เขาต้องการความรักจากผู้คน และเมื่อเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดีตามอัตภาพแล้ว เขาจะจงรักภักดีและรักใคร่คนดูแลเขาอย่างมาก เรียกได้ว่ายอมตายแทนเจ้าของได้เลยทีเดียว

คอลัมน์ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้จึงขอเชิญชวนคุณผู้อ่านที่มีความพร้อมได้โปรดกรุณาช่วยรับลูกสุนัขเหล่านี้ไปอุปการะด้วย โดยลูกสุนัขมาจากแม่สุนัข 4 ตัว ซึ่งมีอยู่ครอกหนึ่งออกลูกมาถึง 12 ตัว ดังนั้นรวมๆ แล้วทั้ง 4 ครอกจึงมีลูกเกือบ 40 ตัว ลูกสุนัขเหล่านี้อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี (ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าส่งข่าวนี้มาบอก) ล่าสุดกลุ่มผู้รักสัตว์กลุ่มนี้พยายามจะนำแม่สุนัขไปทำหมัน แต่ก็เป็นเรื่องยากลำบากมากที่จะจับตัวแม่สุนัข เพราะเขาหวาดระแวงคนมาก ทั้งๆ ที่ให้อาหารกินมาระยะหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ยอมให้เข้าใกล้ คงเป็นเพราะว่าเขาถูกตีถูกทำร้ายมามากจึงหวาดระแวง ส่วนลูกสุนัขมีอายุประมาณ 1 เดือนก็กำลังซุกซนมาก จึงต้องนำเขาไปขังไว้ในกรงชั่วคราว เพื่อป้องกันมิให้เดินเพ่นพ่านแล้วถูกรถเหยียบ และป้องกันมิให้ถูกตะกวดที่อยู่ใน
หนองน้ำใกล้ๆ มาลากลูกสุนัขไปกิน

Mr.Flower และผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มนี้กำลังหาบ้านที่อบอุ่นให้ลูกสุนัข ล่าสุดมีผู้รับไปอุปการะแล้ว 7 ตัว แต่ยังเหลืออีกเกือบ 30 ตัว ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า หากผู้อ่านรายได้ต้องการอุปการะพวกเขา Mr.Flower และผู้อ่านกลุ่มนี้ยินดีนำไปส่งให้ถึงบ้าน (ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล) และเมื่อเขามีอายุครบ 5 เดือน ก็ยินดีจ่ายค่าทำหมันให้ด้วย สนใจรับไปอุปการะ โปรดติดต่อ 091-7233615 ขอบคุณครับ

ส่วนโครงการทำหมัน ตรวจโรค และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำให้สุนัจจรจัดในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งหนังสือพิมพ์แนวหน้าทำโครงการนี้ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือบริษัท SCC (ซิเมนต์ไทย) ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป หากชุมชนใดต้องการรับบริการ โปรดติดต่อเพื่อหารือร่วมกันที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ‘เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม’ 72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/292444

ตะลอนเที่ยว : 'เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม'  72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

ตะลอนเที่ยว : ‘เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม’ 72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม

หวนคิดๆ แล้วขมขื่น ฝืนใจเจียม

เคยโลมเรียม เลียบฝั่ง มาแต่หลังยังจำ

คำที่ขวัญเคยพรอดเคยพร่ำ

ถ้วนทุกคำยังเรียกยังร่ำเร่าร้องก้องอยู่

แว่วๆ แจ้วหู ว่าขวัญชู้เจ้ายังคอย

เรียมเหลือลืมแล้วนั่น ขวัญคงหงอย

หวนคิดๆ แล้วยิ่งเศร้า เหงาใจคอย

อกเรียมพลอยนึกหน่าย คิดถึงสายน้ำนอง

คลองที่เรียมเคยเที่ยวเคยท่อง

เมื่อเราสองต่างว่ายต่างว่องล่องไล่ไม่เว้น

เช้าสายบ่ายเย็น ขวัญลงเล่นกับเรียม

(เพลงขวัญของเรียม เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง แผลเก่า ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย พรานบูรณ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา)

เวลาเมื่อได้ยินเสียงเพลง ขวัญของเรียม ที่ขับร้อง โดยนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ คงทำให้ผู้ที่มีความประทับใจในอดีตที่แสนหวานหวนคิดถึงวันวาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและลำคลองที่มีน้ำใสสะอาดไหลเรื่อยตลอดเวลา

อันที่จริงเพลงขวัญของเรียมนั้น ผู้ขับร้องและบันทึกเสียงคนแรกคือส่งศรี จันทรประภา เมื่อ พ.ศ. 2483 ส่วนนันทวันได้ขับร้องและบันทึกเสียงเพลงนี้ในปี พ.ศ. 2511 เพื่อประกอบละครทีวีเรื่องขวัญเรียม ที่นำเสนอทางไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม

ส่วนเพลงที่นันทวันบอกว่าทำให้คนไทยรู้จักเธอมากขึ้นคือเพลง ดอกนกยูง (ประพันธ์คำร้องโดย ล้วน ควันธรรม ทำนอง เพลงญี่ปุ่น)

เมื่อเวลาที่ลมร้อนกำลัง จะพัด จะพัดมา ต้นดอกนกยูงก็พากันพลัดใบ

ใบแก่ก็ร่วงหล่นไป เหลือเพียงดอกไว้ งามเหลือแสน

เจ้ายืนต้น อาบแดด อาบลม ให้คนชม งามคล้ายวิมานแมน

ใบอ่อนเกิดมีมาแทน งามใดไหนจะแม้นเหมือนดอกนกยูง

ดูซิ งามน้อยหรือไร ถูกใจแต่ว่าอยู่สูง งามแท้หนอดอกนกยูง แม้ว่าอยู่สูง ก็ยังได้ชม

ฉันพอใจในสีแสนสวย แม้บุญช่วยคงสิ้นขื่นขม

ขอให้ร่วงลงมากับลม ให้ฉันได้ชมนะ ดอกนกยูง

นันทวันได้ชื่อว่าเป็นนักร้อง นักแสดง และพิธีกรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย คนไทยที่ติดตามผลงานต่างๆ ของเธอมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 เป็นต้นมาจะทราบได้ดีว่าเธอคือผู้ที่มีพรสวรรค์ในด้านการขับร้องและการแสดงอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ นันทวันได้รับรางวัลเกียรติยศต่างๆ มากมาย อาทิ โทรทัศน์ทองคำ รางวัลเกียรติยศคนทีวี รางวัลเมขลาผู้แสดงหญิงดีเด่นจากละครโทรทัศน์เรื่องสี่แผ่นดิน รางวัลเชิดชูผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น และรางวัลแม่ดีเด่น

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2560 ซึ่งตรงกับวันเกิดของเธอ เธอได้จัดงานคอนเสิร์ต 72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (นันทวัน สมรสกับ กำธร สุวรรณปิยะศิริ) ณ ศาลาเฉลิมกรุง โดยได้นำบทเพลงไพเราะมากมายมาขับกล่อม บรรเลงเพลงโดยวงดนตรีกระชับมิตร พร้อมกับนักร้องรับเชิญที่ไปร่วมงานอย่างคับคั่งในบรรยากาศคล้ายวิกบางขุนพรหมเมื่อหลายสิบปีก่อน อาทิ ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) วงจันทร์ ไพโรจน์, สุประวัติ-นีรนุช ปัทมสูต, นฤพนธ์ ดุริยประณีต, ปกรณ์ พรพิสุทธิ์, สุดา ชื่นบาน, อุมาพร บัวพึ่ง, สมา สวยสด, เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ (อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร) จารุทัศ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, จารุวรี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ (นายแพทย์ลูกชายของกำธร-นันทวัน)

นันทวันในวัย 72 ปี ยังคงงามสมวัย แล้วยังคงมีผลงานด้านการบันเทิงมาฝากมิตรรักแฟนเพลงเป็นประจำ คือรายการที่นี่มีดาวประดับใจ

ในโอกาส 72 ปี 72 กะรัตของ นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ คอลัมน์ตะลอนเที่ยวขอนำภาพการแสดงคอนเสิร์ต 72 กะรัต นันทวัน ณ ศาลาเฉลิมกรุง มาฝากแฟนคอลัมน์ และขออนุญาตอวยพรให้คุณนันทวันมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขทั้งกายและใจตลอดไป

 

ตะลอนเที่ยว : หมาวัด สัตว์เลี้ยงที่ไร้ผู้เหลียวแล แม้จะมีกิน แต่ชีวิตก็เต็มไปด้วยโรคภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289534

ตะลอนเที่ยว : หมาวัด สัตว์เลี้ยงที่ไร้ผู้เหลียวแล แม้จะมีกิน แต่ชีวิตก็เต็มไปด้วยโรคภัย

ตะลอนเที่ยว : หมาวัด สัตว์เลี้ยงที่ไร้ผู้เหลียวแล แม้จะมีกิน แต่ชีวิตก็เต็มไปด้วยโรคภัย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระเช้าไฟฟ้าข้ามฟากไปวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร

ขอถามตรงๆ นะครับ “คุณเคยนำหมาหรือแมวไปปล่อยทิ้งที่วัดหรือไม่” และขอถามต่ออีกคำถามหนึ่ง “คุณเคยคิดจะช่วยนำหมาวัดไปทำหมันหรือไม่” ส่วนคำตอบจะเป็นเช่นไร ขอให้คุณตอบในใจ

สำหรับคนที่เคยไปวัดอยู่บ่อยๆ คงจะเห็นภาพชินตาคือ หมาวัดจำนวนมากที่เป็นขี้เรื้อนทั้งตัวชนิดที่ว่าเป็นจนไม่มีขนสักเส้น แถมบางตัวยังมีแผลเน่าเฟะอีกด้วย นอกจากภาพหมาขี้เรื้อนในวัดทั่วไปแล้ว คุณอาจคุ้นชินกับภาพลูกหมาจำนวนมากที่วิ่งกันยั้วเยี้ย บางตัวก็ถูกรถยนต์ทับจนตาย บางตัวก็พิการ บางตัวก็ถูกหมาใหญ่กันจนเลือดอาบท่วมตัว เป็นภาพที่น่าสังเวชยิ่งนัก

ภาพเหล่านี้เป็นภาพแห่งความจริง แต่น่าประหลาดใจมากที่ทั้งพระสงฆ์และญาติโยมจำนวนมากต่างดูดายแล้วปล่อยให้เกิดภาพเช่นนี้มานานหลายสิบปี โดยบางรายอ้างว่า เป็นเวรเป็นกรรมของหมา มันเกิดมาเป็นหมาวัด มันก็ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ แต่ที่สุดประหลาดคือ พระสงฆ์ที่บวชมานานจนมียศถาบรรดาศักดิ์ชั้นสูงบางรายยังบอกว่า อย่าไปทำหมันหมา เพราะมันบาปกรรม ไปทำเขา เดี๋ยวก็ทำให้คนทำหมันหมาวัดกลายเป็นหมันไม่มีลูก แต่พอถามกลับไปว่า แล้วจะปล่อยให้เขาออกลูกออกหลานมาโดยไม่มีคนดูแล ถูกรถทับตาย ถูกกัดจนตายจนพิการแบบนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือ พระพรรค์อย่างว่าก็บอกว่า มันเป็นกรรมของเขาต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามกรรม (ขออภัยที่ต้องบอกตรงๆ ว่า พระแบบนี้บวชแล้วเสียข้าวสุก อยู่ไปก็รกวัด เปล่าประโยชน์)

อย่างไรก็ตาม ความคิดดังกล่าวไม่ใช่ความคิดของกลุ่มจิตอาสาที่ร่วมกันทำโครงการดูแลสุขภาพสัตว์ป่วยอนาถา โรงพยาบาลสัตว์เล็ก และโรงพยาบาลปศุสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงกลุ่มอาสาสมัครสัตวแพทย์ติดปีก และกองบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าอย่างแน่นอน เพราะคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ต่างมองตรงกันว่า เราทุกคนสามารถช่วยเหลือสัตว์จรจัด สัตว์ป่วยอนาถา และสัตว์พิการได้ด้วยความร่วมไม้ร่วมมือของกันและกัน แล้วพยายามส่งทอดความคิดเช่นนี้ให้กระจายไปในสังคมวงกว้าง

ดังนั้น กลุ่มจิตอาสาจึงได้ร่วมกันทำโครงการทำหมัน ตรวจสุขภาพ และรักษาโรคให้หมาวัด ซึ่งล่าสุดได้ไปทำโครงการที่วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม 2560 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเทศบาลบางปะอิน พระและเณรวัดนิเวศฯ ที่กรุณาช่วยกันจับหมาวัดเพื่อให้หมอได้ทำหมัน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ ฉีดยารักษาโรคเรื้อน และตรวจสุขภาพ

การทำโครงการครั้งนี้ กลุ่มของเราสามารถทำหมันหมาได้ร่วมทั้งหมด 42 ตัว แต่ยังมีหมาอีกหลายสิบตัวที่หลบหนีการจับ ดังนั้นในวันข้างหน้าเราจึงจะต้องกลับไปทำหมันพวกเขาที่ยังเหลืออยู่

หมาวัดจำนวนมากที่ได้รับการผ่าตัดทำหมันในครั้งนี้มีสุขภาพที่ไม่สู้จะดีนัก ส่วนมากจะเป็นโรคเรื้อน แต่ถึงแม้ว่าเนื้อตัวของหมาเหล่านั้นจะไม่สะอาดสะอ้าน ไม่น่าจับต้องสัมผัส แต่ทว่ากลุ่มอาจารย์สัตวแพทย์จิตอาสา สัตวแพทย์ และนิสิตสัตวแพทย์จิตอาสาก็ยังคงให้การดูแลพวกเขาทุกตัวเป็นอย่างดี และทำงานอย่างใจเย็นและเต็มความสามารถ และถึงแม้สถานที่ผ่าตัดจะไม่สะดวกสบาย และมีเครื่องมือไม่ครบครันเพรียบพร้อมเหมือนในโรงพยาบาลสัตว์ แต่หมอและนิสิตทุกคนก็สามารถดัดแปลงสถานที่ให้เข้ากับภาระงานได้อย่างน่าประทับใจ


สามเณรช่วยจับสุนัขให้สัตวแพทย์ทำหมัน

นอกจากภาพการทำงานอย่างขมีขมันและทุ่มเทของเหล่าอาจารย์สัตวแพทย์ สัตวแพทย์ และนิสิตจิตอาสาแล้ว เรายังได้พบเห็นภาพของเจ้าหน้าที่เทศบาลที่ให้ความร่วมมือในการทำงานครั้งนี้ และประทับใจกับพระและเณรจำนวนไม่น้อย รวมถึงเจ้าหน้าที่บางรายของวัดที่ให้ความช่วยเหลือสัตวแพทย์เป็นอย่างดี จนงานลุล่วงไปอย่างน่าพอใจ แม้จะไม่สามารถนำหมาทั้งหมดไปทำหมันได้ก็ตาม

สำหรับคุณผู้อ่านที่ประสงค์จะให้กลุ่มของเราออกไปทำหมันให้หมาแมวจรจัด และหมาแมววัด โปรดติดต่อประสานงานที่หมายเลขโทรฯ 091- 7233615 และหากคุณผู้อ่านประสงค์จะร่วมสนับสนุนโครงการนี้ โปรดติดต่อโดยตรงที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนโครงการนี้ อาทิ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ (ศ.นสพ.ดร. รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช) และคณาจารย์สัตวแพทย์อีกหลายท่าน รวมถึงสัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์เล็ก และโรงพยาบาลปศุสัตว์ จุฬาฯ กลุ่มนิสิตอาสาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พระและสามเณรรวมถึงเจ้าหน้าที่วัดนิเวศฯ เทศบาลบางปะอิน และหนังสือพิมพ์แนวหน้า

ขอขอบคุณบริษัทเวอร์แบค (Verbac) ผู้สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนยานพาหนะและค่าน้ำมันในการเดินทาง


คุณหมอครับ ขอบคุณครับที่ช่วยทำหมันให้ผม


เณรบอกน้องหมาว่า รอหมอก่อนนะ


ห้องผ่าตัดสนาม

ตะลอนเที่ยว : เปอร์เซีย อู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288281

ตะลอนเที่ยว : เปอร์เซีย อู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลก

ตะลอนเที่ยว : เปอร์เซีย อู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อิหร่านอาจจะเป็นเมืองที่คนผู้ซึ่งไม่รู้แจ้ง และไม่หลงใหลในอารยธรรมเปอร์เซียมองข้าม แล้วมองผ่านเลยไป เพราะอาจเข้าใจว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศไม่น่าสนใจ ไม่พัฒนา หรือไม่ปลอดภัย บ้างก็ยังเข้าใจเอาเองว่าอิหร่านกำลังมีศึกสงคราม มีการรบพุ่งกัน

ขอบอกตรงๆ ใครที่เข้าใจเช่นนั้น เข้าใจผิดทั้งหมด เพราะความเป็นจริงอิหร่านมีเสน่ห์มาก ปลอดภัยมาก ส่วนคนที่อาจจะดูข่าวต่างประเทศแบบผ่านๆ ไม่เจาะลึก และไม่เข้าใจสถานการณ์การเมืองโลกโดยแท้ ก็อาจเข้าใจไขว้เขวว่าอิหร่านยังมีการสู้รบกัน ซึ่งไม่ใช่เลย แต่ดินแดนนี้ถูกยกย่องให้เป็นอู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลกมนุษย์ในยุคประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว

อิหร่านหรือเปอร์เซียในอดีตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระดับหนึ่งกับราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เพราะในยุคนั้นมีชาวเปอร์เซียชื่อ “เชคอะหมัด” ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าชาวเปอร์เซียผู้นี้เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แรกเริ่มก็เข้ามาทำมาค้าขาย จนกระทั่งล่วงเข้าสู่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เชคอะหมัด ก็ได้เข้าไปมีส่วนปรับปรุงงานราชการของกรมท่า จนได้ความดีความชอบเป็นถึง “พระยาเชคอะหมัดรัตนราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าขวา” (หมายเหตุ เชคอะหมัด คือต้นตระกูลของสายสกุลบุนนาค)

ขอกลับไปเล่าเรื่องความน่าสนใจของดินแดนเปอร์เซีย หรืออิหร่านในยุคปัจจุบันให้คุณได้รับทราบโดยสังเขป ก่อนที่คณะของเราจะเดินทางไปเยือนกรุงเตหะราน และเมืองอิสฟาฮาน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านด้วยกัน ในช่วงวันที่ 17-24 กันยายน นี้

กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลากหลาย อาทิ พระราชวังโกเลสตาน (วังสวนกุหลาบ) พระราชวังของอาณาจักรเปอร์เซียตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซาฟาวิด (คริสต์ศตวรรษที่ 16) และใช้เป็นพระราชวังของราชวงศ์กอญัร (ช่วงปลายของอาณาจักรเปอร์เซีย ประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว) จุดเด่นของพระราชวังแห่งนี้คืออุทยานสวนกุหลาบและไม้ดอกอื่นๆ ที่แสนงดงาม ตัวพระราชวังภายในตกแต่งด้วยศิลปะกระจกตัดเหลี่ยม ภายนอกตัวอาคารประดับตกแต่งด้วยโมเสคสีสันจัดจ้านสดใสมาก และสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องการไปชมในพระราชวังแห่งนี้คือพระราชบัลลังก์นกยูง

ส่วนพระราชวังอีกแห่งในกรุงเตหะรานคือเนียวาราน หรือเนอวาราน เป็นที่ประทับของพระราชวงศ์ปาห์เลวี พระราชวงศ์สุดท้ายของอิหร่านก่อนจะถูกเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเมื่อ ค.ศ. 1979 และที่พลาดไม่ได้อีกแห่งหนึ่งคือวังเขียว วังขาว ในกรุงเตหะราน

ในกรุงเตหะรานยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นักท่องเที่ยวทุกคนต้องการไปชมที่แห่งนี้ คือพิพิธภัณฑ์เพชรและอัญมณี (Treasury of National Jewels) เพียงแค่ได้ชื่นชมมงกุฎเพชรของพระเจ้าชาห์ปาห์เลวี และพระราชินีฟาราห์ ปาห์เลวี ก็ถือว่าคุ้มค่ามากจนเกินบรรยายแล้ว

นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์อีกมากมาย แต่คณะของเราเลือกจะไปชมพิพิธภัณฑ์พรม ของกรุงเตหะราน ผู้ที่ชื่นชมลวดลายบนผืนพรมเปอร์เซียจะต้องตื่นตะลึงไปกับความวิจิตรของพรมโบราณนับพันผืน แต่ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือการเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศในตลาดโบราณ (Grand Bazaar) อายุกว่าพันปี แต่ยังคงมีชีวิตชีวา ลมหายใจ และเต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งคนไทยได้ยืมคำว่า บาซาร์ (Bazaar) ซึ่งแปลว่าตลาดมาจากภาษาเปอร์เซีย

นอกจากเที่ยวชมสถานีสำคัญในกรุงเตหะรานจนครบถ้วนแบบเจาะลึกแล้ว คณะของเราก็จะบินไปเยือนเมืองอิสฟาฮาน เมืองนี้อยู่ทางตอนใต้ของกรุงเตหะราน ใช้เวลาบินประมาณ 50 นาที

อิสฟาฮานได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดของอิหร่าน จนถึงกับมีคำขวัญว่า “ครึ่งหนึ่งของโลกอยู่ที่อิสฟาฮาน” สถานที่สำคัญที่สุดของอิสฟาฮานที่ต้องไปเยือนก็คือ อิหม่ามสแควร์ ซึ่งมีจุดเด่นคือมัสยิดเชคลอทฟาลาห์ มิสยิดสีฟ้าแห่งเมืองอิสฟาฮาน และยังมีอาคารที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด รวมถึงตลาดบาซาร์โบราณอายุกว่าพันปี และพระราชวังอาลีคาปูที่สุดแสนวิจิตร

อิสฟาฮานมีวังโบราณอีกมากมาย เรียกได้ว่าหากจะชมให้ครบทุกวัง และดูให้ครบทุกซอกทุกมุมคงจะต้องพักอยู่ในเมืองแห่งนี้อย่างน้อยสัก 10 คืน นอกจากวังแล้วยังมีพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่งให้เลือกชมกันอย่างจุใจ แต่ที่พลาดไม่ได้เมื่อไปเยือนอิสฟาฮานคือต้องไปเดินที่สะพานคาจู (Khajou Bridge) จุดเด่นของสะพานนี้คือสถาปัตยกรรมเปอร์เซียที่เน้นซุ้มประตูทรงโค้ง

อันที่จริงยังมีที่เที่ยวอื่นๆ อีกมากมายซึ่งจาระไนไม่ครบไม่ถ้วนในอิสฟาฮาน แต่สำหรับทริปที่คณะของเราจะไปเยือนกรุงเตหะราน และเมืองอิสฟาฮาน ระหว่างวันที่ 17-24 กันยายน 2560 เราจะเลือกไปชมเฉพาะสถานที่สำคัญสุดยอดของเมืองเท่านั้น โดยจะใช้เวลาซึมซับความงามของแต่ละสถานที่จนอิ่มอกอิ่มใจ ไม่ใช่เที่ยวแบบชะโงกทัวร์ ไม่เน้นการนั่งรถนานๆ เรานอนในโรงแรมกลางเมือง และเน้นเที่ยวแบบกินดีนอนดี และมิตรภาพอันแสนอบอุ่น

สำหรับคุณๆ ที่สนใจจะร่วมทริปพิเศษกับทัวร์คุณแหน โปรดติดต่อด่วนที่โทรฯ 091-7233615 ขอเรียนที่นั่งเหลือจำกัดมาก (รับสมาชิกเพียง 12 ท่านเท่านั้น)


อิหม่ามสแควร์


พิพิธภัณฑ์เพชร


พิพิธภัณฑ์พรม


พระราชวังเนียวาราน ในฤดูหนาว


สะพานคาจู


พระราชวังกุหลาบ


สีสันของเมืองเปอร์เซีย

ตะลอนเที่ยว : น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม Homage to The Great Thai Kings

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/286952

ตะลอนเที่ยว : น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม  Homage to The Great Thai Kings

ตะลอนเที่ยว : น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม Homage to The Great Thai Kings

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การแสดงความไว้อาลัยถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย

“คนไทยจงรักภักดีและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวของเขาอย่างที่สุด รักมานานแสนนาน จะจงรักภักดีและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวของเขาตลอดไป ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่”

นี่คือคำประกาศของคนไทยในกรุงมานามา ราชอาณาจักรบาห์เรน ที่ตั้งใจบอกให้ชาวต่างประเทศที่ไปรวมตัวเพื่อชมการแสดงเพื่อเทิดพระเกียรติ น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม ณ หอวัฒนธรรมบาห์เรน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2560 ในงานเทศกาลการแสดงศิลปะประจำฤดูร้อน 2017 ในกรุงมานามา

การแสดงที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นผลงานการนำเสนอบทเพลงผ่านเปียโนโดย ณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาคีตศิลป์ พ.ศ.2552 ร่วมกับคณะนักแสดงจากสถาบันคริสเตียนนิเทศสัมพันธ์ (Christian Communications Institute) มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่


มหาเศรษฐีชาวบาห์เรน MR.Mohamed yateem เข้าชมการแสดง ณ ศาลาไทย

การแสดงครั้งนี้ นอกจากเพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินของราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรบาห์เรน ซึ่งได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 40 ปี ในปี พ.ศ. 2560

นายชยพันธ์ บำรุงพงศ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา กล่าวกับผู้ชมว่า การแสดงรอบพิเศษครั้งนี้จะทำให้ผู้ชมทุกท่านดื่มด่ำและซาบซึ้งกับการแสดงประกอบบทประพันธ์เพลงอันแสนไพเราะและทรงคุณค่าจากการบรรเลงของนายณัฐ ยนตรรักษ์  ที่ตั้งใจประพันธ์บทเพลงเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยให้โลกได้ประจักษ์ และในโอกาสนี้ก็ขอให้ทุกท่านร่วมน้อมจิตถวายความอาลัย และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560


เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา นายชยพันธ์ บำรุงพงศ์ (แถวยืน คนที่ 7 จากซ้าย) พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตและภริยาจากนานาประเทศร่วมชมการแสดง

บทประพันธ์ที่ประเทศไทยโดยนายณัฐได้นำเสนอในเทศกาลการแสดงศิลปะครั้งนี้ ประกอบด้วยเพลง หาที่สุดมิได้ (Sine “Quo” Non) และได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ ลมหนาว (Love in Spring) กับ Oh I Say ไปแสดงด้วย และยังมีเพลง กุหลาบแห่งรัก (Rose of Love) และ Siam Sonata

สำหรับคำว่า Sine “Quo” Non แปลความหมายได้ว่า “อันใดมิอาจเกิด หากปราศจากพระองค์ท่าน” เป็นบทประพันธ์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

บทเพลง กุหลาบแห่งรัก (Rose of Love) ประพันธ์ขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ พ.ศ. 2536 กุหลาบแห่งรักเปรียบเสมือนความรักที่ทรงมีในพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทยทุกคนบนแผ่นดินไทย ความรักจากพระองค์ประสานให้แผ่นดินไทยชุ่มชื่น สดใส เพื่อให้คนไทยทุกคนมีแต่ความผาสุกสดใส แผ่นดินไทยไพบูลย์

เพลง Siam Sonata ประพันธ์ขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา พ.ศ. 2545 โดยบทเพลงได้นำเสนอเอกลักษณ์ของประเทศไทยครบถ้วนทั้งสี่ภาค คือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ซึ่งบ่งบอกเอกลักษณ์และจิตวิญญาณของคนไทยในแต่ละภาค แต่ในความแตกต่างกันนั้น คนไทยทุกคนจากทุกภาคก็สามารถอยู่รวมกันเป็นชาติเดียวกันอย่างผาสุกสงบได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมชาติไทย

สำหรับคนไทยที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองนั้น เมื่อได้รับฟังบทเพลง หาที่สุดมิได้ และได้ชมการแสดงประกอบ โดยเฉพาะในฉากที่อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชออกมาไว้เหนือศีรษะของนักแสดง แค่เพียงเท่านี้ก็มีเสียงร้องไห้และเสียงสะอื้นดังขึ้นภายในหอประชุม


พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ รับหน้าที่พิธีกรของงาน

ตะลอนเที่ยว : สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนป่ากลางกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285854

ตะลอนเที่ยว : สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนป่ากลางกรุงเทพฯ

ตะลอนเที่ยว : สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนป่ากลางกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรุงเทพฯ อาจจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นเมืองที่มีต้นไม้ และพื้นที่สีเขียวจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับมหานคร และเมืองหลวงอื่นๆ บนโลกใบนี้ หรือแม้กระทั่งเทียบพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ กับเมืองหลวงของประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองก็ตาม

แต่ถึงกระนั้น กรุงเทพฯ ก็ยังคงมีพื้นที่สีเขียวและมีสวนป่ากลางเมืองขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้คนเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าผู้คนส่วนใหญ่ของมหานครแห่งนี้จะเลือกเข้าไปสัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นและเขียวขจีของสวนป่ากลางกรุง หรือว่าสมัครใจจะเข้าไปแออัดอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดมากกว่ากัน ซึ่งเรื่องนี้อยู่ที่ความสมัครใจของผู้คน

หลายต่อหลายคนรู้จักตลาดนัดสวนจตุจักรเป็นอย่างดีและไปจับจ่ายซื้อของหรือเดินเล่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่น่าเสียดายที่คนซึ่งไปถึงตลาดนัดจตุจักรกลับไม่รู้จักสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับตลาดนัดสวนจตุจักร

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสวนป่าพระราชทานจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สวนสาธารณะแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนกำแพงเพชร อยู่ติดกับสวนจตุจักรและสวนวชิรเบญจทัศ สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2539 มีพื้นที่รวมประมาณ 200 ไร่ จุดเด่นของสวนสาธารณะแห่งนี้คือสระน้ำรูปทรงตัวอักษรสอเสือผสมกับอักษรภาษาอังกฤษตัวเอส (S) ซึ่งก็คืออักษรตัวแรกของพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และมีการเปิดน้ำพุประกอบดนตรีเป็นช่วงๆ

ภายในสวนแห่งนี้มีสวนพันธุ์ไม้อันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สวนพระมหากรุณาธิคุณเพื่อผู้พิการทางสายตา สวนกุหลาบนานาพันธุ์ สวนบัวนานาชนิดของประเทศไทยและประเทศต่างๆ สวนไผ่ สวนกล้วยทุกสายพันธุ์ สวนไม้ดอกตามฤดูกาลที่อวดสีสดใสตลอดเวลา สวนปาล์ม สวนไม้หอม สวนลั่นทมหรือลานลั่นทม ลานอโศก สวนสาละ สวนชบา และยังมีสวนสัตว์ขนาดเล็ก แต่ที่น่าสนใจมากคือมีแปลงผักอินทรีย์ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามแนวพระราชดำริ เส้นทางศึกษานิเวศธรรมชาติป่าพรุ แต่สำหรับผู้ที่นิยมการดูนกและผีเสื้อแล้ว รับรองได้ว่าในสวนแห่งนี้มีนกและผีเสื้อเกือบร้อยชนิดให้ชมตลอดปี และเมื่อไปสวนแห่งนี้แล้วก็ไม่ควรพลาดการเข้าชมหอนิทรรศการพระราชกรณียกิจ โครงการพระราชดำริอันเกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดแสดง ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 05.30-18.30 น. ไม่เก็บค่าเข้าชม ไม่อนุญาตให้นำจักรยานและยานพาหนะใดๆ เข้าภายในสวน ส่วนหอนิทรรศการพระราชกรณียกิจ เปิดให้บริการวันอังคารถึงศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดตามนักขัตฤกษ์ เปิดบริการเวลา 10.00-18.00 น. ปิดบริการวันจันทร์

ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2560 มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รวมกับองค์กร 25 แห่งที่ดำเนินโครงการสนองพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันจัดงานสีสันพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 9-14 สิงหาคม 2560 ภายในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ อาทิ ด้วยน้ำพระราชหฤทัยสู่ไพรพนาที่ยั่งยืน คู่พระบารมีสู่ต้นกำเนิดศิลปาชีพฯ นนทรีทรงปลูก 9 ต้น ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น และยังมีการประกวดพรรณไม้ 10 ชนิด ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9อาทิ บอนสี โป๊ยเซียน โกสน ลิ้นมังกร แก้วกาญจนา ชวนชม พญามังกร หมากผู้หมากเมีย หน้าวัวใบ และบอนไซ และมีการออกร้านค้าจำหน่ายสินค้านานาชนิดด้วย ผู้เข้าชมงานนี้สามารถขอรับกล้าต้นไม้ อาทิ สัก กาสะลองคำ นนทรี ยางนา ทองอุไร กฤษณา และไม้ยืนต้นอื่นๆ กลับไปปลูกได้

ขอเชิญชวนให้คุณๆ ได้ไปสัมผัสความร่มรื่นของสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่ากลางกรุง ของเรานั้นยังมีแหล่งรมยสถานที่แสนรื่นรมย์

ตะลอนเที่ยว : กาตาร์ เมืองเศรษฐี ไข่มุกแห่งตะวันออกกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284635

ตะลอนเที่ยว : กาตาร์ เมืองเศรษฐี ไข่มุกแห่งตะวันออกกลาง

ตะลอนเที่ยว : กาตาร์ เมืองเศรษฐี ไข่มุกแห่งตะวันออกกลาง

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กาตาร์กลายเป็นเมืองที่คนไทยประเภทที่ชอบท่องเที่ยวดินแดนในตะวันออกกลางให้ความสนใจมากขึ้นมาโดยทันที หลังจากประเทศนี้ถูกประกาศคว่ำบาตรโดยประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อไม่กี่เดือนมานี่ ข้อกล่าวหาที่ใช้คว่ำบาตรกาตาร์คือสนับสนุนขบวนการก่อการร้าย IS แต่กาตาร์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างแข็งขัน

คนที่สนอกสนใจการกีฬาคงทราบดีว่ากาตาร์เคยเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2006 และจะเป็นเจ้าภาพแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 และหลายคนก็อาจรู้ดีว่ากาตาร์คือประเทศผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่และรายสำคัญของโลก ดังนั้นรายได้มหาศาลของกาตาร์จึงมาจากการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ กาตาร์มีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองเป็นอันดับสามของโลก รองจากรัสเซียและอิหร่าน และเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา

วันนี้ผมจะชวนคุณไปเที่ยวกาตาร์ด้วยกัน ขอบอกก่อนเลยว่าเมืองนี้น่าสนใจมาก

ประเทศนี้มีเจ้าผู้ครองรัฐ หรือเรียกว่า Amir หรือ Emir จากราชวงศ์อัลธานี เจ้าผู้ครองรัฐพระองค์ปัจจุบันคือ ทามิม บิน อาเหม็ด อัล ธานี เมืองหลวงคือกรุงโดฮา พลเมืองชาวกาตาร์มีประมาณ 2 ล้าน 7 แสนคนเท่านั้น แต่ในกาตาร์มีคนงานชาวต่างชาติอาศัยและทำงานเป็นจำนวนหลายแสนคน

มีคำถามแรกว่าจะไปเที่ยวดูอะไรในกรุงโดฮา ตอบได้ทันทีว่าไปดูชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่เราเรียกว่ามหาเศรษฐี

สถานที่แรกที่ต้องไปดูคือตลาด (souq) ออกเสียงว่า ซู้ก ตลาดหลักของกรุงโดฮาคือ Souq Waqif เป็นตลาดเก่าแก่กลางเมือง ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวัง เป็นย่านการค้าที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมือง สถาปัตยกรรมเป็นแบบพื้นเมือง เป็นอาคารสูงสองชั้น ซึ่งก็คือ Bazaar ทั่วๆ ไปในย่านตะวันออกกลางและเปอร์เซีย ความน่าสนใจของ souq คือ เป็นจุดศูนย์กลางของสินค้าพื้นเมือง เป็นแหล่งพบปะพูดคุย เจรจาธุรกิจ และพูดคุยในเรื่องต่างๆ นานาจิปาถะ และเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนคลายของผู้คน

ในซู้กแห่งนี้ เราสามารถพบเห็นวิถีชีวิตของชาวตะวันออกกลางได้อย่างหลากหลาย สมัยก่อนจะพบเห็นชาวซาอุฯ ชาวยูเออี ชาวบาห์เรน และยังได้พบเห็นวิถีชีวิตของผู้คนชาวต่างชาติที่เข้าไปทำมาหากินในกรุงโดฮา (แต่หลังกาตาร์ถูกเพื่อนบ้านคว่ำบาตร ก็ทำให้ชาวซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และยูเออีลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า ซู้กวากิฟในกรุงโดฮาน่าสนใจและน่าไปเยี่ยมชม พร้อมน่าจับจ่ายซื้อข้าวของเป็นอย่างมาก

สถานที่ต่อมาที่ต้องไม่พลาดคือพิพิธภัณฑ์กรุงโดฮา หรือ Museum of Islamic Art จะเห็นได้ว่าเขาใช้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์แห่งศิลปะอิสลาม นั่นหมายความว่า ที่นี่คือศูนย์รวมของศิลปะอิสลาม มีทั้งพรม เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องโลหะ อาวุธ อักษรและตำรา ภาพเขียนและภาพวาด ซึ่งเก็บรวบรวมมาจากที่ต่างๆ อันมิได้เฉพาะของชาวกาตาร์ หรือชาวกาตารันเท่านั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์และวันหยุดประจำชาติ และขอบอกว่าเขาจะจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจมาก ดูแล้วไม่น่าเบื่อ แต่ต้องใช้เวลาดูมากสักหน่อย เพราะมีหลายห้องและหลายชั้น

สถานที่ต่อมาคือ Katara Cultural Village หมู่บ้านที่จัดแสดงเรื่องราวทางวัฒนธรรมของชาวกาตาร์หรือกาตารัน ซึ่งทำเป็นสถาปัตยกรรมแบบชนพื้นเมืองที่ผสมผสานความทันสมัยได้อย่างลงตัว แถมมีข้าวของมากมายให้ซื้อหาได้ตามกำลังทรัพย์ แต่ขอบอกว่าราคามิใช่ถูกๆ เลยเชียวแหละ

Imam Muhammad Ibn Abd Al Wahhub Mosque คือสุเหร่าหรือมัสยิดกลางของกรุงโดฮา เป็นศาสนสถานสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ และถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองหลวงแห่งกาตาร์

อันที่จริงสิ่งที่เป็นจุดดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวในกรุงโดฮาอีกอย่างหนึ่งคือ อาคารสูงระฟ้าที่มีสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสุดแปลกตา เช่น ตึกกระจกรูปทรงคดไปคดมา ตึกรูปกระเปาะแก้วทรงรี (บางคนเรียกว่าตึกทรงคอนดอม) ตึกทรงแจกันปากบาน ตึกที่ดูเสมือนมีตาข่ายคลุมรอบตึก

ผมเล่าให้คุณฟังอย่างไรก็คงไม่เหมือนคุณได้ไปเห็นด้วยตาของคุณเอง ดังนั้นถ้าคุณต้องการไปเที่ยวกรุงโดฮา ขอให้ติดต่อ ทัวร์คุณแหน แล้ว Mr.Flower จะพาคุณไปครับ ติดต่อที่ 091-7233615

แล้วเราจะไปตะลอนเที่ยวชมโดฮาด้วยกันครับ ไปเที่ยวสักช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม รับรองว่าอากาศดีมากครับ

ตะลอนเที่ยว :หวนคำนึงถึงยุคดิสโก้กระหึ่มเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/283275

ตะลอนเที่ยว :หวนคำนึงถึงยุคดิสโก้กระหึ่มเมือง

ตะลอนเที่ยว :หวนคำนึงถึงยุคดิสโก้กระหึ่มเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดิสโก้เธคในยุคทศวรรษ 70-80 (ค.ศ.1970-1980) ได้รับการยอมรับและชื่นชอบอย่างมากมายจากบรรดาผู้นิยมฟังดนตรีเสียงดังสนั่นลั่นโลก จนเหมือนจะกระชากหัวใจให้หลุดออกจากร่าง รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบแสงสีของไฟวูบวาบ และแสงเลเซอร์สีเขียวสีแดงที่ยิงฉวัดเฉวียนไปมาตลอดเวลา อีกทั้งยังโปรดปรานการลงไปวาดลีลาท่าเต้นสุดสนุกรวมถึงอาจจะสุดพิสดารบนฟลอร์ ถ้าใช้คำสุดเก๋ของเทิ่ง สติเฟื่อง ก็ต้องบอกว่า “สุดสวิงริงโก้ และ เริดสะแมนแตน”

บรรยากาศสนุกสนานในบรรยากาศดิสโก้เธคของกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศไทยได้หายไปจากสังคมไทยมานานเกือบ 20 ปีแล้วเพราะสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะแหล่งบันเทิงยามราตรียุคใหม่ไม่นิยมทำผืนฟลอร์ขนาดยักษ์ให้ผู้คนลงไปวาดลวดลายท่าเต้นเหมือนเช่นครั้งอดีต ถึงแม้เสียงเพลงในสถานบันเทิงจะยังคงดังสนั่น และอาจจะดังยิ่งกว่าเดิมก็ตาม แต่บรรยากาศแบบดิสโก้เธคในอดีตก็ไม่ปรากฏ

แต่ล่าสุด เหล่าบรรดานักเที่ยวยามราตรีที่ชื่นชอบดิสโก้เธคยุคทศวรรษ 70-80 ซึ่งในปัจจุบันก็มีอายุอานามมิใช่น้อยแล้ว แต่ทว่ายังมีความหนุ่มความสาวเต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ (young at heart) แม้ว่าสังขารอาจจะไม่เอื้ออำนวยให้เหมือนแต่เดิมก็ตาม เหล่าคนหัวใจหนุ่มสาวต่างมีความยินดียิ่งนักที่ The Bubbles Discotheque โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กลับมาเปิดอีกครั้ง แม้จะเปิดเพียงเดือนละครั้งในช่วงวันศุกร์สุดท้ายของเดือนก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าได้รับความนิยมชมชอบอย่างมหัศจรรย์ (แต่สำหรับเดือนกรกฎาคมนี้ The Bubbles Discotheque ไม่เปิดบริการในวันศุกร์สุดท้ายของเดือน เนื่องจากได้เลื่อนเวลาจัดงานไปแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม)

Theme ของงานในแต่ละเดือนก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างเช่น ในวันประเดิม Return to Bubbles Discotheque ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2560 เป็น theme “Saturday Night Fever” และตามมาด้วย theme ต่างๆ อีกสารพัด เช่น Gatsby (แก็ทสบี้), The Mask Mardi Gras (หน้ากากมาร์ดิ กราส์), King of Pop Night (ราชาเพลงป๊อป) และล่าสุดคือ theme Studio 54 Discotheque ซึ่งเป็นดิสโก้เธคที่โด่งดังมากที่สุดบนถนนบรอดเวย์ นครนิวยอร์ก เป็นต้น

ความน่าสนใจของ Return to Bubbles Discotheque คือการได้ย้อนยุคกลับไปซึมซับบรรยากาศดิสโก้ยุค 70-80 ได้ฟังเพลงไพเราะที่สุดแสนจะยอดนิยมในยุคนั้น เช่น Bonny M, Earth Wing $ Fire, Wham, Boy George, Queen, Madonna, Michael Jackson, Electric Light Orchestra, Paul Young, Bee Gees, David Bowie, Frankie Valli และอีกสารพัดชื่อศิลปินนักร้องจนบรรยายไม่หมดในที่นี้ แต่ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือ การได้กลับไปพบปะ พูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในยุคดิสโก้ด้วยกัน ซึ่งนับวันก็อาจจะเหลือลดน้อยลงไปทุกทีทุกที แต่ที่น่าสนใจมิใช่น้อยคือ The Bubbles ได้นำ DJ ตัวจริงที่เปิดแผ่นในยุคนั้นกลับมาเปิดแผ่นให้ผู้ร่วมงานได้ฟังด้วย เช่น Paul Jackson ซึ่งเมื่อพบตัวจริงของเขาในวันนี้แล้ว ก็ทำให้เรานึกถึงความจริงได้ทันทีว่า สังขารไม่เที่ยง แต่แม้ Paul Jackson จะดูเป็นคนมีอายุมากสักนิด แต่ฝีมือการเปิดแผ่นเพลงในยุค 70-80 ยังเฉียบขาดจริงๆ

เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจว่า ทำไมผู้คนที่สุดเก๋ เท่ระเบิด และเป็นดาวเด่นในยุควันวานจำนวนมากมายจึงไปร่วมงาน Return to Bubbles Discotheque กันอย่างคับคั่ง ส่วนการแต่งกายให้เข้ากับ theme ของงานนั้น ก็จะพบได้ว่า บางคนก็จัดเต็มจนน่าตื่นตะลึง บางคนบอกว่า “แม้วันนี้พี่อายุจะมากจนเป็นย่าเป็นยายคนแล้ว แต่หัวใจของฉันก็ยังคงสดใสร่าเริงเสมอ” ช่างสมกับ Young at Heart เสียนี่กระไรเลย

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282097

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระพิฆเณศวรคือเทพแห่งศิลปวิทยาการ เทพแห่งความรู้ เทพแห่งสติปัญญา เทพแห่งนาฏศิลป์ เทพแห่งความสำเร็จ เทพที่ทรงช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวงให้กับผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา

เทศกาลบูชาพระพิฆเณศวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคืองานคเณศจตุรถี ซึ่งจัดขึ้นในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งจะอยู่ในช่วงต้นเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม มีความเชื่ออีกกระแสว่า คเณศจตุรถีนั้นมีเป็นประจำในวันขึ้น 4 ค่ำ และแรม 4 ค่ำของทุกเดือน ถ้าเป็นแรม 4 ค่ำ จะเรียกว่าสังกัษฎี คเณศจตุรถี ส่วนวันขึ้น 4 ค่ำ เรียกว่า ไวนายกี คเณศจตุรถี แล้วถ้าหากวันดังกล่าวตรงกับวันอังคารซึ่งเป็นวันประจำของพระพิฆเณศวร จะเรียกว่ามงคลกี คเณศจตุรถี ซึ่งผู้ที่บูชาพระคเณศอย่างเคร่งครัดจะบูชาทั้งวันขึ้นและแรม 4 ค่ำ ทุกเดือน

แต่สำหรับสิ่งที่คอลัมน์นี้จะนำเสนอให้คุณได้ทราบคือ เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายนเท่านั้น เพราะได้รับการยอมรับว่าเป็นคเณศจตุรถีที่สำคัญที่สุด วันดังกล่าวคือวันที่ผู้ศรัทธาในพระพิฆเณศวรเชื่อว่าเป็นวันประสูติของเทพเจ้าแห่งความรู้และความสำเร็จองค์นี้ มีความเชื่อกันด้วยว่าในวันนั้นพระพิฆเณศวรจะเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อมายังโลกมนุษย์ แล้วทรงประทานพรประเสริฐให้กับผู้คนที่เชื่อถือในพระองค์ ดังนั้นจึงมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อการนี้ในประเทศอินเดีย รวมถึงที่ต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีผู้คนศรัทธาเลื่อมใสในพระพิฆเณศวร สำหรับในประเทศไทยก็มีการจัดงานที่วัดแขก สีลม และในเทวาลัยพระพิฆเณศ รวมถึงที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว นครปฐม และเทวาลัยพิฆเณศ จังหวัดเชียงใหม่

เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายน จะเริ่มต้นพิธีการด้วยการสถาปนาอุสวมูรติ หรือการทำเทวรูปพิฆเณศวรองค์ใหญ่ แล้วนำออกแห่ไปตามชุมชน แล้วจบด้วยการลอยพระพิฆเณศวรลงในน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งท่านกลับสรวงสวรรค์ เรียกพิธีวิสรันยัน

การบูชาที่กระทำสืบต่อมาตามหลักพระเวทคือ ปีฐบูชา หรือการบูชาเทวดา 5 หมวด (ปัญจางคเทวตา) โดยทำเป็นกองข้าวสีต่างๆ และสิ่งสมมติต่างๆ เพื่อแทนพระผู้เป็นเจ้าแต่ละองค์ เช่น ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวรูปสวัสดิกะ ใช้แทนพระพิฆเณศวร ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวสามเหลี่ยม ใช้แทนพระแม่กาลี เป็นต้น และจะมีการทำกองข้าวเป็นตารางหมากรุกสลับสี ซึ่งใช้แทนพระแม่โษฑศมาตฤกา 16 องค์ ตารางสี่เหลี่ยมแทนช่องดาวนพเคราะห์ จุดสีแดงและอักษรสีแดง 7 จุด แทนพระแม่ฆฤตสัปตมาฤกา 7 องค์ และจะมีเทวดาประจำประทีป สังข์ ระฆัง และหม้อกลัศ เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ จักรวาล และทวยเทพเจ้าต่างๆ

แล้วจะมีพิธีบูชาตามหลักของฮินดูคืออุปจาระ 16 ขั้นตอน เช่น การถวายที่ประทับ ถวายน้ำสรงพระบาทและพระหัตถ์ ถวายน้ำสรง ถวายน้ำบริสุทธิ์ ถวายเครื่องทรง ถวายสายยัชโญปวีต ถวายเครื่องหอมถวายอาหาร ถวายอารตี และถวายมนต์ เป็นต้น พิธีจะเริ่มในวันขึ้น 4 ค่ำ แล้วทำต่อเนื่องไป 10 วัน จนถึงวันขึ้น 14 ค่ำ ซึ่งเรียกว่าอนันตจตุรทัสสี ซึ่งแต่ละชุมชนในอินเดียจะทำพิธีนี้อย่างใหญ่โตเอิกเกริกโดยจะสร้างองค์พระพิฆเณศวรให้ใหญ่โตและสวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่วนมากแล้ววัสดุที่ใช้ประดิษฐ์เทวรูปก็จะเป็นวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่ายเมื่อถูกน้ำ

เมื่อถึงวันสุดท้ายของเทศกาลก็จะมีพิธีอัญเชิญพระพิฆเณศวรและเทวรูปอื่นๆ ไปรอบเมืองแล้วเชิญพระพิฆเณศวรไปลอยน้ำ คือพิธีวิสรันยัน ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีผู้คนมากมายนำพระพิฆเณศวรของตนมาร่วมพิธี ถนนหนทางจะคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน และทุกหนแห่งจะประดับประดาด้วยดอกไม้สารพัดสี มีเสียงดนตรีประโคมอย่างอึกทึกตลอดเวลา

ทัวร์คุณแหนโดย Mr.Flower จะพาคุณๆ ไปสัมผัสเทศกาลแห่งความศรัทธานี้ด้วยกัน ในวันที่ 4-7 กันยายน 2560 หากคุณสนใจจะร่วมคณะไปกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280866

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เทศกาลบูชาพระพิฆเณศวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคือเทศกาลคเณศจตุรถี เชื่อกันว่าเป็นวันประสูติของพระพิฆเณศวร เทพแห่งความรู้และความสำเร็จ เทศกาลนี้จะกระทำในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 โดยจะมีการจัดงานนี้ตามเมืองต่างๆ ในประเทศอินเดีย รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีผู้นับถือพระพิฆเณศวร

ในช่วงเทศกาลนี้จะมีพิธีกรรมเพื่อบวงสรวงและบูชาเทพแห่งความรู้และความสำเร็จองค์นี้ พร้อมกับมีพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร โดยจัดสร้างรูปเหมือนของพระพิฆเณศวรขนาดใหญ่เพื่อเป็นประธานในพิธี ซึ่งจะจัดงานกันประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วเมื่องานจบลงก็จะแห่องค์พระพิฆเณศวรไปตามถนนสายสำคัญแล้วจบลง ณ ริมฝั่งแม่น้ำสำคัญของเมือง หรือไม่ก็ริมทะเล โดยการอัญเชิญพระพิฆเณศวรลงลอยในแม่น้ำหรือทะเล แล้วให้องค์เทวรูปค่อยๆ จมลง แล้วสลายไปในสายน้ำ ซึ่งพิธีนี้เชื่อกันว่าเป็นการส่งเสด็จกลับขึ้นไปบนสรวงสวรรค์

เทศกาลคเณศจตุรถี จะมีผู้คนจำนวนมากมายซึ่งนับถือพระพิฆเณศวรไปรวมตัวกันเพื่อร่วมทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ โดยเกือบทุกคนจะทำองค์พระพิฆเณศวรด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ดินเหนียว หรือวัสดุอื่นใดที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายในกระแสน้ำ พร้อมทั้งนำเครื่องไหว้บูชา อันประกอบด้วย ดอกไม้ที่มีสีสันสดใสนานาชนิด มะพร้าวอ่อน กล้วย อ้อย นมสดและนมเปรี้ยวที่หมักตามวิธีการของชาวบ้าน และขนมต้ม ไปถวายเทวรูปพระพิฆเณศวร ในขณะที่ทำพิธีนั้นผู้คนก็จะท่องบทสวดไปด้วย หลังจบสิ้นพิธีกรรมก็จะเชิญพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีมาเลี้ยงดูและให้การปรนนิบัติเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามมีข้อห้ามตามความเชื่อของผู้ที่นับถือพระพิฆเณศวรคือ ในเทศกาลดังกล่าวนี้ ห้ามผู้เข้าร่วมพิธีจ้องมองดวงจันทร์เป็นอันขาด เพราะจะไม่เป็นมงคลกับตัวเอง มีเรื่องเล่าว่า สาเหตุที่พระพิฆเณศวรทรงห้ามมองพระจันทร์ในวันพิธีเพราะว่าพระพิฆเณศวรทรงพลัดตกจากหลังหนู เนื่องจากหนูตกใจที่เห็นงูเห่าที่เลื้อยผ่านหน้า เมื่อทรงตกลงมาก็ทำให้ท้องของพระพิฆเณศวรแตก ขนมต้มที่เสวยเข้าไปก็ไหลทะลักออกมา จากนั้นก็ทรงเก็บขนมต้มเหล่านั้นยัดกลับเข้าไปในพุง แล้วใช้งูเห่าตัวนั้นรัดที่พุงไว้ ขณะนั้นพระจันทร์ผ่านมาเห็นเข้าก็หัวเราะด้วยความขัน ทำให้พระพิฆเณศวรอับอายแล้วเกิดความโกรธอย่างมาก จึงใช้งาขว้างไปที่พระจันทร์ งาติดที่องค์พระจันทร์ทำให้พระจันทร์ไม่สามารถเปล่งแสงสว่างได้ ส่งผลให้โลกในยามค่ำมืดสนิท เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงพระอินทร์และทวยเทพจึงไปอ้อนวอนขอให้พระพิฆเณศวรทรงยอมถอนงาออกจากพระจันทร์ ซึ่งก็ทรงยอมทำตามคำขอ แต่ก็ทรงสาปแช่งให้พระจันทร์ต้องได้รับโทษคือจะต้องไม่สามารถเป็นพระจันทร์เต็มดวงได้ตลอดเวลา นั่นคือจะต้องมีลักษณะเว้าๆ แหว่งๆ เป็นระยะๆ จนกว่าจะถึงวันขึ้น 15 ค่ำ แล้วก็กลับไปเว้าๆ แหว่งๆ เช่นนี้เรื่อยไป (จึงเกิดเป็นวันข้างขึ้นข้างแรม)

ทัวร์คุณแหนจะนำคุณๆ ไปร่วมเทศกาลคเณศจตุรถี ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 4-7 กันยายน 2560 นำไปกราบนมัสการทักทูเสธ (Dugdusheth) พระพิฆเณศวรประจำเมืองปูเน นครมุมไบ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพิฆเณศวรที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เพราะเครื่องทรงทำด้วยทองคำ (คนไทยหลายคนคงจำได้ว่ามุมไบคือเมืองบอมเบย์นั่นเอง) ในเทศกาลนี้คุณจะได้ชมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ปราณประติษฐา คือพิธีที่ทำให้เทวรูปมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ พิธีบูชา 16 ขั้นตอน หรือโษทโศปจาร คือการสรงเทวรูปด้วยน้ำนม น้ำผึ้ง บูชาด้วยเครื่องบูชาต่างๆ และดอกไม้ แล้วตามด้วยการสาธยายมนต์คเณศาถรวศีรษะตามคัมภีร์พระเวท และพิธีบูชาด้วยประทีป หรืออารตี และจะพาคุณไปกราบสักการะพระพิฆเณศวรประจำเมืองมุมไบ ณ วิหารสิทธิวินายัค (Siddhivinayak Temple) ที่เชื่อกันว่าเทวรูปพระพิฆเณศวรในวิหารนี้ คือองค์ประธานของเทวรูปพระพิฆเณศวรทั่วโลก

คุณๆ ที่สนใจไปร่วมพิธีคเณศจตุรถี ณ นครมุมไบ ในปีนี้โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615