ตะลอนเที่ยว : Slow life @ ระนอง เมืองฝนแปด แดดสี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255292

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 09.22 น.

Slow life คือรูปแบบการใช้ชีวิตให้มีความสุข โดยไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ และไม่ต้องร้อนรน ชีวิตสบาย ๆ แบบนี้คุณสามารถหาได้ในเมืองระนอง เมืองฝนแปด แดดสี่ เมืองที่หลายต่อหลายคนลงความเห็นตรงกันว่า เงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยความสุขสบาย แถมมีอาหารอร่อยคุณภาพดีให้เลือกกินมากมายในราคาที่ถูกอย่างน่าอัศจรรย์ เมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติให้เลือกเที่ยวหลากหลาย และยังมีแหล่งประวัติศาสตร์ให้เข้าไปเรียนรู้ความเป็นมาในอดีตได้อีกด้วย

สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของเมืองระนองที่คนไทยรู้จักดีคือน้ำแร่ร้อน ดังนั้นเมื่อไปถึงเมืองระนองแล้วก็ต้องไปแช่น้ำแร่ร้อนให้จงได้ ส่วนจะแช่ทั้งตัวหรือแช่เพียงแค่บางส่วนของร่างกายก็แล้วแต่คุณสะดวก แต่บอกได้เพียงคำเดียวว่า น้ำแร่ร้อนเมืองระนองนั้นมีคุณภาพดีติดอันดับโลก เพราะไม่มีกลิ่นกำมะถันฉุนอย่างรุนแรงเหมือนน้ำแร่ร้อนในที่อื่น ๆ บนโลกใบนี้

แหล่งไปนอนแช่น้ำแร่ร้อนที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองระนองคือน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน (อยู่ในเขตตัวอำเภอเมืองระนอง ไม่เก็บค่าบริการ และสามารถเข้าใช้บริการได้ตลอดวัน) และน้ำแร่ร้อนพรรั้ง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว (อยู่ห่างตัวเมืองไปประมาณ 9 โดยเสียค่าเข้าเขตอุทยานในราคาที่ถูกมากเพียง 10 บาท สำหรับคนไทย)

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของตัวเมืองระนองคือ พระราชวังรัตนรังสรรค์ (องค์จำลอง) พระราชวังจำลองแห่งนี้สร้างด้วยไม้สักและไม้ตะเคียน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการแสดงพระราชดำเนินเยือนเมืองระนองในรัชสมัยรัชการที่ 5, 6 และ 7 แห่งราชวงศ์จักรี
และสถานที่อีกแห่งที่อยู่ติด ๆ กับพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) คือหอพระเก้าเกจิ ระนอง เป็นหอที่ประดิษฐานรูปปั้นเหมือนของพระเกจิอาจารย์ที่ทรงคุณของจังหวัดในภาคใต้ คือหลวงพ่อทวด หลวงพ่อจันทร์ หลวงพ่อรื่น หลวงพ่อนุ้ย หลวงพ่อเบี้ยว หลวงพ่อติ้ว หลวงพ่อลอย หลวงพ่อน้อย และหลวงพ่อบรรณ


หลวงปู่ทวด ที่วัดวารีบรรพต

อีกแห่งหนึ่งที่ควรแก่การไปเยี่ยมชมมากคือค่ายเจ้าเมืองระนอง หรือจวนเจ้าเมืองเก่าระนอง ผู้สำเร็จราชการคนแรกของเมืองระนอง ซึ่งเป็นต้นตระกูล ณ ระนอง คือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี หรือคอซูเจียง ซึ่งปัจจุบันภายในจวนแห่งนี้ยังมีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความโอ่อ่าใหญ่โตของคฤหาสน์หลังเก่าของตระกูล ณ ระนองปรากฏให้เห็น โดยภายในอาคารหลังที่เหลืออยู่ ณ ขณะนี้ใช้เป็นที่ตั้งแท่นบูชาป้ายชื่อบรรพบุรุษของตระกูล และรูปภาพคนสำคัญในตระกูล ณ ระนองทุกคน


บ่อน้ำพุร้อนรักษะวารินทร์

นอกจากนี้ ยังมีวัดที่ผู้คนนิยมและศรัทธามากคือวัดวารีบรรพต วัดหาดส้มแป้น ดังนั้นเมื่อไปถึงเมืองระนองแล้ว ชาวพุทธจึงมักไปกราบไหว้พระที่วัดทั้งสองนี้ แต่ที่น่าสนใจมากคือชาวพม่าที่เข้าไปทำมาหากินและทำอาชีพอยู่ในเมืองระนอง รวมถึงชาวพม่าที่อยู่ในจังหวัดเกาะสองของพม่าก็มักจะไม่ทำบุญที่วัดวารีบรรพตด้วย ดังนั้นสถูปเจดีย์ของวัดแห่งนี้จึงมีลักษณะคล้ายเจดีย์ของพม่า

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติทางทะเลของระนองที่ขึ้นชื่อคือ เกาะพยาม ซึ่งยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้ผู้ไปเยือนหลงใหล นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ ที่น่าสนใจคือหมู่เกาะกำ และอุทยานแห่งชาติแหลมสน


ธารน้ำใสที่บ่อน้ำพุร้อนพรรั้ง

สำหรับของกินที่แสนอร่อยของเมืองระนองคือ น้ำพริกกุ้งเสียบกินกับผักสดสารพัดชนิด แกงส้มปลาทะเลกับยอดมะพร้าวอ่อน และปลาสดๆ ที่นำไปทอดจนส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ ใบเหลียงผัดไข่ โรตีมะตะบะ และอาหารทะเลที่มากมายจนสุดบรรยาย
แต่เมื่อคุณไปถึงระนองทั้งที่แล้ว ก็อยากจะชวนคุณข้ามไปเที่ยวจังหวัดเกาะสองของพม่า (เมียนมา) สักหน่อย เพราะอยู่ไม่ไกลจากระนองเลย คุณจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของเพื่อนบ้านของไทยด้วย แต่ขอบอกก่อนว่าเกาะสองนั้นมิใช่เกาะ เพราะอยู่บนแผ่นดินใหญ่ของพม่าที่วิคตอเรียพอยท์ แต่คนไทยชอบเรียกว่าเกาะสอง เพราะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า Kaw Thaung (ก้อต้อง)

สะพานแขวนบ่อน้ำพุร้อนรักษะวารินทร์


น้ำตกหงาว

คุณเคยไปเที่ยวระนองหรือยังครับ ถ้ายังไม่เคยไป และต้องการให้ Mr. Flower พาคุณไปเที่ยวแบบสบาย ๆ กินอาหารอร่อย ๆ นอนในที่พักที่สะอาด สะดวก สบาย และคุยเรื่องราวต่าง ๆ นานาที่มีสาระ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615 นะครับ


ป่าในเขตน้ำตกหงาว


พระที่ราชวังรัตนรังสรรค์ (องค์จำลอง)


ศาลบรรพบุรุษตระกูล ณ ระนอง


ประภาคารระนอง


จังหวัดเกาะสอง เมียนมา

ตะลอนเที่ยว : หลายชีวิต ชีวิตที่หลากหลาย แต่มีฉากสุดท้ายเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254338

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเพียงธรณีประตูที่คนจะก้าวสู่ความแก่ ความตาย”

คนเรานั้นมีจุดกำเนิดที่แตกต่าง และมีวิถีแห่งการดำรงชีวิตที่หลากหลาย แต่ทว่าทุกคนล้วนมีจุดจบไม่ต่างกันคือ มรณา

หลายชีวิต บทประพันธ์อมตะเรื่องหนึ่งของ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งประพันธ์ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 แต่ยังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านตลอดมา

หลายชีวิตเป็นนวนิยายที่ประกอบด้วยเรื่องสั้น 11 เรื่อง จากแง่มุมต่างๆ ของชีวิตจาก 11 คน ซึ่งทั้งหมดไม่มีความเกี่ยวข้องหรือมักคุ้นกันมาก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าทุกคนก็ต้องมาจบชีวิตพร้อมกันในเรือเมล์ลำเดียวกัน

ความตาย คำคำนี้อาจเป็นคำที่หลายคนหวาดกลัว และรังเกียจ แล้วพยายามจะหลบหนีให้จงได้ แต่สำหรับบางคนแล้ว ความตาย ถือเป็นเรื่องปกติ เป็นของธรรมดา และเป็นสิ่งที่สวยงามที่มนุษย์ทุกคนควรจะเตรียมพร้อมเพื่อรับกับมันเมื่อถึงวันแห่งความตาย

หลายชีวิต นำเสนอเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่ต่างเพศต่างวัย ต่างอาชีพ และมีชาติตระกูลที่ต่างกัน มีทั้งพระอริยสงฆ์เจ้านายผู้ไม่ปลื้มกับฐานันดรศักดิ์ ชาวนา โสเภณี โจร นายทหารผู้จมไม่ลง พระเอกลิเกซูเปอร์สตาร์ หมอผู้พยายามเอาชนะความตาย และหญิงสาวที่มีชีวิตราบรื่นมากจนตัวเองรู้สึกเบื่อหน่าย รวมถึงหญิงสาวที่ถูกผู้เป็นแม่ทำร้ายอย่างแสนสาหัส

ก่อนจะถึงจุดจบนั้น ทุกคนได้ลงเรือลำเดียวกัน โดยหวังจะไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน แต่ทุกคนก็มีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน
ครั้นเมื่อเรือล่ม ชีวิตทั้งหลายก็ต้องจบลงพร้อมกัน

เจ้าลอย, หลวงพ่อเสม, พรรณี, ท่านชายเล็ก, ผล, ละม่อม, โนรี, ลินจง, จั่น, ทองโปรย และหมอแสง มนุษย์ทั้ง 11 คน ซึ่งมีความแตกต่างกัน แต่ต้องมาจบชีวิตในเรือลำเดียวกัน เป็นฉากเตือนใจให้เราทุกคนพึงระลึกว่า ความตายที่ทุกคนเกรงกลัวนั้น แต่ในบางครั้งความตายก็ถือเป็นการลงโทษอย่างรุนแรงของผู้ทำกรรมชั่ว แต่บางครั้งก็ถือเป็นผลสนองของกรรมดีที่แสนบริสุทธิ์ และบางคราวก็เป็นเหมือนกุญแจไขปัญหา แต่ในบางโอกาสก็เป็นยาสมานแผล

หลายชีวิตอาจจะทำให้ผู้ชมได้ตระหนักว่า สายธารแห่งชีวิตของคนนั้นย่อมไหลเรื่อยเป็นนิรันดร์ ผู้ที่จะรอดพ้นไม่ถูกธารนั้นกลืนหายก็คือผู้ที่สามารถว่ายเข้าถึงฝั่ง และสามารถขึ้นไปยืนบนตลิ่งที่ปลอดภัยได้ โดยไม่ถูกกระแสธารพัดพาไป แต่จะมีสักกี่คนที่รอดพ้นสายธารนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายธารแห่งกระแสชีวิตที่เชียวกรากยิ่งนัก

ละครเวทีเรื่อง หลายชีวิต นำเสนอโดยภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงวันที่ 25 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์ (งดการแสดงวันจันทร์) การแสดงรอบวันอังคารถึงศุกร์ เวลา 19.00 น. ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ แสดงสองรอบ คือ 13.00 น. และ 19.00 น. แสดง ณ ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรฯ กำกับการแสดงโดย พันพัสสา ธูปเทียน บทละครโดย ปริดา มโนมัยพิบูลย์ กำกับการแสดงโดย ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ แสดงนำโดย สุประวัติ ปัทมสูต ร่วมกับนักแสดงที่เป็นนิสิตอักษรศาสตร์ทั้งเก่าและปัจจุบัน

บัตรราคา 600 บาท (ลดครึ่งราคาสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา) จองบัตรได้ที่ 081-5597252 และ 094-9313434 หรือที่ http://www.BangkokStudio41.com

 

ตะลอนเที่ยว : บริสุทธิ์ ใส ๆ ในโลกใต้ท้องทะเลฝั่งอันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/253405

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ความพิสดาร และความงดงามในโลกของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใต้ท้องทะเลลึก เป็นสิ่งที่ผู้ชื่นชอบการดำน้ำต่างเสาะแสวงหาเป็นที่สุด เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ถ้าหากได้ไปเที่ยวชมในบริเวณที่ทะเลบริเวณนั้นยังมีความบริสุทธิ์ เพราะยังไม่ถูกน้ำมือของมนุษย์บุกเข้าไปทำลายล้างแล้วละก็ ทุกคนจะต้องตื่นตะลึงกับสิ่งมีชีวิตในใต้ท้องทะเล อาทิ ปลาสารพัดชนิด ปะการังสารพัดแบบ เต่าทะเลตัวมหึมา ดอกไม้ทะเล กุ้ง หมึก ฉลาม หอยเม่น แมงกระพรุน

ยิ่งถ้าคุณเป็นผู้ที่สามารถดำน้ำลึกได้แบบ scuba diving ได้ด้วยละก็ คุณจะยิ่งหฤหรรษ์เป็นที่สุด เพราะโลกใต้ท้องทะเลที่ยิ่งลึกลงไปก็จะยิ่งมีความพิสดารจนยากจะบอกเล่าเป็นตัวอักษรได้โดยง่าย เพราะเล่าอย่างไรก็ไม่เหมือนกับการที่คุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง

แต่สำหรับผู้ที่ว่ายน้ำไม่เก่ง หรือว่ายน้ำไม่เป็น แต่พอจะพยุงตัวในน้ำได้บ้าง ก็ยังพอมีโอกาสได้เห็นโลกใต้น้ำได้เหมือนกัน แต่เป็นโลกใต้น้ำที่ต้องอาศัยการชมแบบ snorkeling โดยลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ แล้วเพ่งมองสิ่งมีชีวิตใต้ท้องน้ำที่อยู่ไม่ลึกมากนักโดยมองผ่านแว่นกันน้ำ แล้วหายใจผ่านท่อหายใจโดยการหายใจทางปากแทนจมูก

ขอบอกเพียงแค่สั้นๆ ว่า ถ้าหากคุณได้มีโอกาสไปดำน้ำดูสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตแล้ว คุณจะต้องตื่นตะลึงในความงดงามของธรรมชาติ คุณจะได้สัมผัสกับสีสันของปะการัง ได้เห็นฝูงปลาว่ายเวียนไปมา ถ้าโอกาสดีมากๆ จะได้พบกับเต่าทะเลตัวใหญ่มหึมา ได้พบปลาสิงโต ได้เห็นดอกไม้ทะเลกอใหญ่ยักษ์ซึ่งเป็นเสมือนบ้านของปลาการ์ตูน หรือที่ทุกคนชอบเรียกว่าปลานีโม่ สีสวยสดสารพัดสี อาทิ ส้ม-ขาว หรือแดงปานดำ

ทริปนี้ Mr.Flower พาคุณไปเที่ยวโลกใต้ท้องทะเลของประเทศเมียนมา โดยไปลงเรือเร็ว (speed boat) ที่ท่าเรือจังหวัดระนอง แล้วแล่นเรือเข้าไปในเขตของเมียนมา นั่งเรือออกไปประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ (แต่เป็นหนึ่งชั่วโมงบนเรือสปีดโบ๊ท ชนิดสามเครื่องยนต์ เพราะฉะนั้น แล่นเร็วแค่ไหน โปรดจินตนาการเอาเองนะครับ แต่ย้ำได้ว่า แล่นเร็วมากๆ) เป้าหมายอยู่ที่เกาะหัวใจมรกต (Cock’s Comb Island) เกาะย่านเชือก เกาะเกือกม้า

บริเวณนี้ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยฝูงปลานานาพันธุ์ ปะการังสารพัดชนิด และสัตว์ทะเลที่มีรูปร่างแปลกๆ อีกมากมาย และที่น่าประทับใจคือป่าไม้บนเกาะเหล่านี้ก็ยังเขียวขจี บนเกาะเกือบทุกแห่งที่ไปชมไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวรที่เป็นตึกคอนกรีต แต่มีเพียงเต็นท์ให้อาศัยนอนค้างคืนบนเกาะบางแห่งเท่านั้น เช่นที่เกาะมังกร ส่วนเกาะนาวโอพี เริ่มมีสิ่งปลูกสร้างถาวรแล้ว แต่ยังไม่มากนัก

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปเที่ยวชมเกาะ และชมโลกใต้ทะเลในแถบอันดามัน คือตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม แต่สำหรับปีนี้สภาพอากาศค่อนข้างปรวนแปรมากพอสมควร จึงส่งผลให้ช่วงเดือนต้นมกราคมจนเกือบกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทะเลมีคลื่นลมแรงผิดปกติ จึงทำให้บางวันไม่สามารถออกเรือเพื่อท่องเที่ยวได้ (ซึ่งบางวันที่ผู้เขียนไปเที่ยวนั้นก็เจอกับคลื่นลมแรง สปีดโบ๊ทกระแทกกับท้องน้ำค่อนข้างแรงมาก แต่ก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าหากกระแทกแรงกว่านี้คงมีหวังเมาทะเลอย่างแน่นอน แถมยังมีฝนตกบ้างในบางช่วงเวลาอีกด้วย) เมื่อสภาพอากาศเป็นแบบนี้ ไกด์นำเที่ยวต่างก็บ่นว่า ลูกค้าหายไปเกือบหมด แต่ก็ดีไปอีกอย่างหนึ่งคือผู้ที่ไปเที่ยวก็ได้เที่ยวแบบ Exclusive เพราะมีนักท่องเที่ยวน้อย เกาะทั้งเกาะจึงเปรียบเสมือนเกาะส่วนตัวไปโดยปริยาย

ภาพโลกใต้น้ำสวยๆ ที่นำมาฝากคุณๆ ในวันนี้ผู้เขียนได้รับความอนุเคราะห์จากคุณชัยภัทร จิตนธรรม มัคคุเทศก์ผู้พาชมโลกใต้น้ำ ซึ่งมีทั้งปลานีโม่ (ปลาการ์ตูน) ในดงดอกไม้ทะเล (sea anemone) หมึก ปลาสิงโต ปะการังสีสวยๆ สารพัดชนิด ทั้งแบบเขากวาง ปะการังสมอง ปะการังถ้วย ปะการังเสา และปะการังดอกกะหล่ำ เป็นต้น อันที่จริงผู้เขียนได้เจอปลาปักเป้า หอยเม่น และเต่าทะเลด้วย แต่ไม่มีภาพมาฝาก เพราะเต่าตัวโตนั้นพอว่ายน้ำมาจ๊ะเอ๋กับคน เขาก็ตกใจรีบว่ายหนีไปทันที เนื่องจากเขาเกรงว่าจะตกเป็นอาหารของชาวประมง

เมื่อได้ดูภาพสวยๆ แล้ว ถ้าหากคุณสนใจอยากไปสัมผัสโลกใต้ทะเลกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่โทร.091-7233615 นะครับ

อ้อ ฝากข้อคิดไว้นิดหนึ่งนะครับ การไปเที่ยวชมโลกใต้ท้องทะเลนั้น สิ่งที่ผู้ไปเที่ยวต้องไม่กระทำเป็นอันขาดคือการสัมผัสสิ่งมีชีวิตทุกชนิดใต้ท้องทะเล และต้องไม่ให้อาหารกับสัตว์เหล่านั้นด้วย แต่เราต้องปล่อยให้เขาอยู่กันเองตามธรรมชาติ และให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎของห่วงโซ่อาหาร บางคนอาจเข้าใจผิดว่า การให้อาหารปลาคือการทำบุญ แต่อันที่จริงคือ
การฆ่าพวกเขาทางอ้อม และเป็นการทำลายระบบนิเวศน์อย่างเลือดเย็นที่สุด

 

ตะลอนเที่ยว : ไถ่ชีวิตโคกระบือ ความสุขใจที่เกิดจากการให้ชีวิตใหม่กับเพื่อนร่วมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/251498

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เวลามนุษย์เราทำบุญทำทาน เขาหวังจะได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนหรือไม่

คำตอบในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับปัจเจก เพราะแต่ละคนก็มีความคิดแตกต่างกันไป บางคนอาจจะคิดไปถึงเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องการสะเดาะเคราะห์ เรื่องสุขภาพ เรื่องการเงิน และเรื่องครอบครัว แต่บางคนก็ไม่ได้คิดไม่ได้หวังอะไรเลย แต่คิดเพียงว่าทำแล้วสบายใจ ส่วนผลในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไรก็คงตอบไม่ได้ชัด รู้แค่เพียงว่า เมื่อมีโอกาสทำความดี ก็เพียรพยายามทำไปเรื่อยๆ

คุณๆ เล่าครับ คาดหวังสิ่งใดบ้างจากการทำบุญทำทาน

แต่ไม่ว่าคุณๆ จะคาดหวังสิ่งใดก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่คุณต้องได้รับแน่ๆ หลังจากการตั้งใจให้แน่วแน่ในการทำบุญทำทานก็คือ ความสบายอกสบายใจ แล้วคุณก็จะมีรอยยิ้มบนใบหน้า แล้วเมื่อคุณคิดถึงบุญกุศลที่ได้กระทำขึ้นมาครั้งใด คุณก็จะมีความปีติอิ่มเอมใจทุกครั้ง

คนไทยบางกลุ่มเชื่อว่าการปล่อยสัตว์ให้ได้รับอิสรภาพจากการจะถูกนำไปฆ่า จะช่วยให้ผู้ช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นสามารถผ่านเรื่องทุกข์เรื่องร้ายในชีวิตของเขาได้ ซึ่งก็คงไม่ใช่ความผิดที่ใครจะเชื่อเช่นนั้น แต่บางคนก็คิดว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ เอาเคราะห์ร้ายของตนไปไว้ที่สัตว์เหล่านั้นแทน

เรื่องความคิดความเชื่อเป็นเรื่องที่ปัจเจกมีแตกต่างกันไปตามพื้นฐานความคิด และประสบการณ์ เราคงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าใครผิดหรือถูก แต่พระผู้ใหญ่ท่านสอนว่า เวลาจะช่วยเหลือสัตว์ใดๆ อย่าคิดว่าจะเอาเคราะห์ของเราไปให้กับเขาเลย เพราะอาจจะเป็นการก่อเวรก่อกรรมผูกพันต่อเนื่องกันไปไม่จบไม่สิ้น หากจะช่วยเขา ก็ขอให้ตั้งจิตให้มั่น แล้วหวังให้เขาพ้นทุกข์พ้นภัย ให้เขามีชีวิตรอดพ้นจากความตาย เพราะการคิดเช่นนี้จะช่วยให้จิตใจของเราสบายมากขึ้น ส่วนช่วยเขาแล้วบุญกุศลจากการช่วยจะทำให้เราได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่นั้น พระท่านว่าอย่าไปใส่ใจให้มากจนกลายเป็นการหมกมุ่น เพราะจะเท่ากับเป็นการช่วยเหลือโดยมีเงื่อนไข เพื่อหวังผลประโยชน์ของตัวเราเป็นที่ตั้ง

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่า ท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเพื่อเลี้ยงดูเขาเหล่านั้นจนกว่าจะหมดสิ้นอายุขัย เพราะมีความต้องการที่สอดคล้องกันคือ คิดหวังจะช่วยให้โคกระบือเหล่านั้นมีชีวิตรอดต่อไป โดยไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการได้ช่วยเหลือสัตว์ใหญ่จำนวนหนึ่งให้รอดพ้นจากความตาย ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกท่านช่วยด้วยใจอันเป็นกุศลจริงๆ เพราะโครงการนี้ไม่มีใบอนุโมทนาบัตร และไม่มีใบเสร็จรับเงินมอบให้กับผู้บริจาค แต่ก็มีผู้อ่านจำนวนมากร่วมบริจาคกับโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเพราะความเชื่อมั่นในหนังสือพิมพ์แนวหน้า และในตัวของผู้เขียนคอลัมน์ รวมถึงเพราะความตั้งใจมั่นของผู้บริจาคที่จะร่วมกันทำบุญทำทานเพื่อช่วยเหลือให้โคกระบือรอดชีวิตจากการถูกฆ่า

โครงการนี้ดำเนินมาได้ครบ 1 ปีเต็มแล้ว ซึ่งพวกเราสามารถไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้วทั้งหมด 43 ชีวิต โดยมอบให้เกษตรกรในอำเภอศรีประจันต์ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี (โดยประสานกับสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ ซึ่งผ่านการประสานงานกับบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และมอบให้กับเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่น (โดยผ่านการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของ SCG รายหนึ่ง) รวมถึงมอบให้กับสวนผักบำบัด อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี และอีกส่วนหนึ่ง (10 ชีวิต) หม่อมไฉไล ยุคล ร่วมไถ่ชีวิตพวกเขา แล้วนำไปเลี้ยงดูไว้ในสวนของโรงแรมเรือ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

โคกระบือที่คณะของเราไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์นั้นมีทั้งโคกระบือท้องโคกระบือแม่ลูก และโคกระบือวัยหนุ่ม-สาว และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างมากเพราะเมื่อก่อนปีใหม่ไม่กี่วันกระบือที่เรามอบให้กับสวนผักบำบัดได้คลอดลูกออกมา ซึ่งพวกเราตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมพวกเขาด้วยกัน (โดยกำหนดจะเดินทางไปช่วงหลังวันตรุษจีน ซึ่งอาจจะเป็นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ คอลัมน์นี้จะแจ้งรายละเอียดการเดินทางที่แน่นอนให้ทราบในโอกาสต่อไป)

ตามปกตินั้น พวกเราจะไปเยี่ยมโคกระบือที่เราร่วมกันบริจาคเป็นประจำ (ประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง) เพราะเรามีเหตุผลว่า เราต้องการไปดูความเป็นอยู่ของพวกเขา และไปเพื่อให้กำลังใจผู้ที่รับโคกระบือไปเลี้ยงดู การเดินทางไปแต่ละครั้งได้รับการอนุเคราะห์ด้านยานพาหนะจากบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โดยที่คณะของเราจะเก็บค่าร่วมเดินทางจากผู้ร่วมคณะเพียงรายละ 1,200 บาท เพื่อเป็นค่าอาหารกลางวัน โดยเงินส่วนที่เหลือจะเก็บเข้ากองทุนไถ่ชีวิตโคกระบือต่อไป

ล่าสุด โครงการนี้กำลังประสานงานกับหน่วยทหารพรานที่ 47 จังหวัดยะลา เพราะได้ทราบข่าวว่ามีเกษตรในจังหวัดยะลาต้องการได้โคกระบือไปเพื่อใช้ทำนา สำหรับความคืบหน้าของส่งมอบโคกระบือให้ชาวนาในจังหวัดยะลานั้น คอลัมน์นี้จะเรียนแจ้งให้คุณผู้อ่านทราบเป็นระยะๆ และขอเชิญชวนทุกท่านร่วมโครงการนี้ด้วยกัน โดยติดต่อได้ที่ Mr.Flower หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ก่อนลาจากกันในสัปดาห์นี้ Mr.Flower มีภาพลูกกระบือตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อก่อนวันปีใหม่ และภาพฝูงกระบือ (บางส่วน) ที่เราร่วมกันบริจาคให้สวนผักบำบัด เพื่อเป็นของกำนัลแด่คุณๆ หวังว่าคุณๆคงยิ้มหวานเมื่อทราบว่า แม่กระบือของพวกเรานั้นได้ให้กำเนิดกระบือตัวใหม่ ขอบอกคุณๆ ว่าเวลาดูแววตาของลูกกระบือตัวนี้แล้ว คุณจะบังเกิดความปลื้มปีติอย่างอัศจรรย์

 

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตเขา ชีวิตเรา ควรหรือที่เราจะเอาชีวิตเขามาเพื่อบำรุงชีวิตเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/252440

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสรรพสัตว์ คือการสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่สามารถสร้างบุญด้วยการนี้ได้จะมีจิตใจที่ผ่องใส มีจิตใจที่สบายตลอดเวลา

พระสงฆ์รูปหนึ่งที่ Mr.Flower มักจะแวะไปกราบและขอความรู้เรื่องธรรมะเป็นระยะๆ ท่านบอกว่า ใครก็ตามที่งดเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสัตว์อื่นๆ และไม่บริโภคเลือดและเนื้อของสัตว์ และพยายามชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้นการฆ่าสัตว์ และบริโภคเนื้อสัตว์ บุคคลผู้นั้นย่อมจะมีชีวิตที่อยู่ห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวง และจะเป็นผู้ที่มีจิตใจผ่องใส

พระสงฆ์ท่านนี้มิได้พูดถึงเรื่องนรกหรือสวรรค์ใดๆ จากการไม่ฆ่าสัตว์ แต่ท่านพูดเพียงว่า ผู้งดเว้นการฆ่าจะมีจิตใจที่ผ่องใสและเป็นสุข

ก่อนอื่น ขอเรียนว่า Mr.Flower มิได้ตำหนิหรือกล่าวโทษผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์นะครับ เพราะการกินเนื้อสัตว์ก็มิได้บ่งบอกว่าผู้กินเป็นคนไม่ดี แล้วก็ไม่เคยบอกว่าคนที่กินเจกินผักต้องดีกว่าคนกินเนื้อสัตว์ เพียงแต่อยากจะบอกว่า หากลด ละ หรือเลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ได้ ก็จะลดการฆ่าสัตว์อื่นได้โดยปริยาย

หลายคนถามว่า การฆ่าโคฆ่าควายเพื่อเอาเนื้อมากิน เป็นบาปมากกว่าการฆ่าปลา ฆ่ากุ้ง ฆ่าไก่ จริงหรือ เพราะชีวิตหนึ่งชีวิตก็มีค่าของความเป็นชีวิตเท่ากัน ดังนั้นการฆ่าปลาหนึ่งตัวกับการฆ่าควายหนึ่งตัวก็คือการฆ่าเท่ากัน

Mr.Flower ขออนุญาตไม่ตอบเรื่องนี้ เพราะไม่มีความรู้ใดๆ มากพอที่จะอธิบายได้ เพียงแต่บอกได้สั้นๆ ว่า ควายคือสัตว์ใหญ่ ส่วนปลาคือสัตว์เล็ก แล้วก็ยอมรับว่าชีวิตทุกชีวิตมีค่าของความเป็นชีวิตเท่าเทียมกัน แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าฆ่าอะไรบาปมากกว่ากัน เพราะการฆ่าก็คือการฆ่า แล้วเมื่อถูกฆ่าแล้วทั้งควายและปลาต่างก็ตายทั้งคู่

แต่สามารถบอกได้เพียงว่า การที่คนเราจะงดเว้นการกินเนื้อสัตว์นั้นเป็นเรื่องของความคิด และเป็นเรื่องของจิตใจของปัจเจก ปัจเจกที่เจริญแล้วย่อมลดการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกรรมวิธีทั้งปวง และเป็นผู้ที่มีความเห็นถูกต้อง และมีความประพฤติชอบ และปฏิบัติชอบ

มักจะมีคนตั้งคำถามแบบเสียดสีว่า แล้วทำไมนายทุนใหญ่ในไทยที่ทำอาชีพฆ่าสัตว์ขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันจึงรวยเอา รวยเอา ไม่เห็นเขาจะยากจะจนเลย แถมยังขยายกิจการได้ใหญ่โตสารพัด

ผู้เขียนต้องขออนุญาตไม่ตอบคำถามนี้ครับ เพราะเราไม่รู้เหตุปัจจัยอื่น ๆ ในชีวิตของเขาผู้นั้น แต่เราจะรู้คำตอบชัดเจนในคำถามนี้ เมื่อฉากสุดท้ายของชีวิตเขามาถึง

แต่ผู้เขียนก็ยังยืนยันว่า การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่นเป็นสิ่งดี ส่วนใครจะกระทำได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของปัจเจก แล้วก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเราไม่ฆ่าและไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วเราจะกลายเป็นคนที่ดีเด่น วิเศษวิโส เลิศเลอกว่าคนที่ฆ่าสัตว์และกินเนื้อสัตว์ เพราะหากใครคิดแบบนั้นก็ถือได้ว่ากำลังหลงตัวเอง ซึ่งก็มิใช่เรื่องดีแต่ประการใด

คนอื่นๆ อาจจะมีเหตุผลร้อยแปดพันประการกับการกินหรือฆ่าสัตว์ นั้นก็เป็นเหตุผลของเขา ส่วนถ้าเราจะไม่กินเนื้อสัตว์และไม่ฆ่าสัตว์ ก็ขอให้เรารับรู้เพียงว่าเป็นความตั้งใจของเรา เราจะไม่ตำหนิและว่าร้ายผู้อื่น เรารู้แค่ว่าเราไม่กินเนื้อสัตว์และไม่ฆ่าสัตว์เพราะเราไม่ต้องการเบียดเบียนใคร และไม่ต้องการก่อเวรก่อกรรมวนเวียนต่อๆ กันไป ขอให้คิดเพียงเท่านั้น ถ้าเรามีจิตที่เบิกบาน มีจิตที่ยินดี แล้วเราบริสุทธิ์ใจว่าเราสามารถแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อนร่วมโลกของเราได้แล้ว ใครจะพูดจาชมเชย หรือนินทาอย่างไรในเรื่องที่เรากระทำ เราก็แค่เพียงฟังไว้ แต่ไม่ต้องเอาใจไปฝักใฝ่ให้จิตวุ่นวาย

ขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ผู้ที่กินเนื้อสัตว์มิได้หมายความว่าเป็นคนไม่ดี และคนที่กินเจ งดบริโภคเนื้อสัตว์ก็มิได้หมายความว่าดีกว่าคนกินเนื้อสัตว์

ส่วนเหตุผลสำคัญที่คอลัมน์นี้ เชิญชวนให้คุณที่เห็นด้วยร่วมกันไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกร รวมถึงคนอื่นๆ ที่สามารถรับเขาไปเลี้ยงดูได้ จนกว่าเขาจะถึงกาลแห่งอายุขัย ก็เพราะมีเจตนาอยากจะช่วยไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์เท่านั้น และต้องการให้โคกระบือที่ผ่านการไถ่ชีวิตแล้วอยู่ไปจนกว่าจะตายโดยธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่าเราคงไม่สามารถตามไปไถ่ชีวิตพวกเขาได้ทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ตั้งความหวังไว้เพียงว่า เราจะทำได้เท่าที่กำลังความสามารถของพวกเราจะพึงมี และเมื่อไถ่ชีวิตของเขามาแล้วเราก็นำเขาไปไว้ในที่ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่าปลอดภัยกับเขาและทำให้เขามีความสุขตามอัตภาพ

ดังนั้นหากคุณผู้อ่านรายใดสามารถรับเขาไปเลี้ยงดูได้ ขอได้โปรดติดต่อคอลัมน์นี้ ซึ่งหากผ่านการพิจารณาแล้ว ทางโครงการก็ยินดีมอบวัวควายให้คุณนำไปเลี้ยงดู โดยไม่คิดมูลค่า เพียงแต่มีสัญญาผูกพันตามกฎหมายว่าผู้ที่รับไปเลี้ยงต้องไม่ฆ่า ไม่ขาย ไม่ทำร้ายเขา และไม่เลี้ยงเขาเพื่อการผสมพันธุ์เพื่อนำลูกของเขาไปฆ่าเพื่อเป็นอาหาร และหากไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูเขาต่อไป ก็สามารถส่งคืนให้กับเราได้ทุกเมื่อ

ส่วนการไปเยี่ยมวัวควายที่กลุ่มของเราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตและบริจาคให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงดูในครั้งต่อไป จะมีขึ้นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ โดยไปที่สวนบำบัด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ผู้อ่านรายใดที่ประสงค์จะร่วมคณะไปกับเรา โปรดติดต่อที่โทร.091-7233615 เดินทางแบบเช้าไป-เย็นกลับ โดยไปพร้อมกันที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า เวลา 06.30 น. (รถออกเวลา 07.00 น.) หรือหากมีความประสงค์จะร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ ก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรฯ เดียวกัน

หมายเหตุ รูปภาพประกอบคอลัมน์ในวันนี้คือภาพโคกระบือที่เราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตพวกเขามาในระยะเวลา 1 ปีเศษจำนวน 43 ตัว โดยกระจายมอบให้กับผู้รับไปเลี้ยงในที่ต่างๆ อาทิ สุพรรณบุรี ขอนแก่น นครปฐม ชลบุรี เป็นต้น และล่าสุดกำลังอยู่ในระหว่างการประสานงานกับหน่วยทหารพรานที่ 47 จังหวัดยะลา เพื่อส่งมอบโคกระบือให้กับเกษตรกรใน อ.ยะหา จ.ยะลา

 

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันความสุขให้เพื่อนร่วมโลกในวัน Christmas : Merry Christmas to All of You.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250024

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Do They Know It’s Christmas?
It’s Christmastime, there’s no need to be afraid
At Christmastime, we let in light and we banish shade
And in our world of plenty we can spread a smile of joy
Throw your arms around the world at Christmastime
But say a prayer, Pray for the other ones
At Christmastime it’s hard, but when you’re having fun
There’s a world outside your window
And it’s a world of dread and fear
Where the only water flowing
Is the bitter sting of tears
And the Christmas bells that ring there are the clanging chimes of doom
Well tonight thank God it’s them instead of you
And there won’t be snow in Africa this Christmastime
The greatest gift they’ll get this year is life
Where nothing ever grows
No rain nor rivers flow
Do they know it’s Christmastime at all?
Here’s to you. Raise a glass for everyone
Spare a thought this yuletide for the deprived
If the table was turned would you survive
Here’s to them. Underneath that burning sun
You ain’t gotta feel guilt just selfless
Give a little help to the helpless
Do they know it’s Christmastime at all?
Feed the world. Feed the world
Feed the world. Feed the world. Feed the world
Let them know it’s Christmastime again
Feed the world. Feed the world
Let them know it’s Christmastime again

ปราก สาธารณรัฐเช็ก

วันนี้เป็นวัน Christmas เป็นวันพระคริสตสมภพ เป็นวันที่คนส่วนหนึ่งบนโลกใบนี้มีความสุข ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม Mr.Flower ก็ปรารถนาให้คุณๆ ผู้อ่านและคนทุกคนบนโลกใบนี้ รวมถึงสรรพสัตว์ใหญ่น้อยทุกชีวิตมีความสุขด้วย

เพลง Do They Know It’s Christmas? ที่เลือกมาเปิดเรื่องในวันนี้ เป็นผลงานของ Band Aid 30 ซึ่งทำขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1984 (คุณสามารถเปิดฟังและดูภาพจาก youtube ที่ https://www.youtube.com/watch?v=-w7jyVHocTk)

ในขณะที่คนบางคนกำลังมีความสุขสดชื่น สนุกสนานในวันคริสต์มาส แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนบนโลกใบเดียวกับที่เราอยู่นี้ต้องทนทุกข์แสนสาหัส บางคนต้องเผชิญกับภัยสงคราม และการสู้รบที่ไร้มนุษยธรรม บางคนต้องอดอยากหิวโหย ไม่มีอาหารและน้ำจะกิน บางคนไร้เครื่องนุ่งห่มกันหนาวในยามที่หนาวเหน็บ บางคนไม่มีที่พักอาศัย ไม่มียารักษาโรค ส่วนสัตว์จำนวนไม่น้อยที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเราก็กำลังถูกไล่ล่าเอาชีวิต

แฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี

ภาพที่ขัดแย้งระหว่างภาพความสนุกสนานของคนกลุ่มหนึ่ง กับภาพความทุกข์ทรมานของคนอีกกลุ่มหนึ่ง คือภาพของความเป็นจริงที่เราทุกคนควรตระหนัก และควรหาทางช่วยเหลือพวกเขา

เนื้อเพลง Do They Know It’s Christmas? มีความหมายที่น่าสนใจมาก เพราะต้องการให้เราทุกคนช่วยกันดูแลเพื่อนร่วมโลกของเรา แบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมโลกของเราตามกำลังความสามารถ

เราคงจะมีความสุขได้ไม่เต็มที่ ยิ้มได้ไม่เต็มหน้า หัวเราะได้ไม่สุดเสียง และกินอะไรก็คงไม่อร่อยเท่าที่ควร หากเรารู้ว่าเพื่อนร่วมโลกของเรายังตกทุกข์ได้ยาก

เรามาแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมโลกของเราด้วยนะครับ ช่วยกันแบ่งปันตามกำลังความสามารถของแต่ละท่าน เพื่อให้เพื่อนร่วมโลกของเรามีความสุขในวันคริสต์มาสและทุกๆ วัน

นูเรมเบิร์ก เยอรมนี

Mr. Flower ขอกล่าวคำว่า Merry Christmas and Happy New Year 2017 to All of You and All People and All Everything in This World. May Our World Have a Wonderful Peace Forever.

ขอขอบคุณที่ทุกท่านกรุณาเป็นแฟนคอลัมน์ของ Mr.Flower และร่วมคณะไปเที่ยว และร่วมทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ และช่วยโครงการทำหมันให้กับหมาแมวจรจัดกับ Mr.Flower มาโดยตลอด ขอบคุณครับ แล้วเราจะร่วมโครงการดีๆ ด้วยกัน และจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดไป

วันนี้ Mr.Flower ขอมอบภาพต้นคริสต์มาสสวยๆ จากหลายแห่งทั่วโลกมาเป็นเครื่องกำนัลแด่คุณๆ และหวังว่าปีหน้าเราจะได้ร่วมคณะไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในยุโรปด้วยกัน (หรือถ้าหากคุณต้องการให้จัดทริปพาคุณไปเที่ยวที่ไหน กรุณาโทร.บอก Mr.Flower ที่ 091-7233615)

สุขสันต์วันคริสต์มาส และสุขสันต์วันปีใหม่ พ.ศ. 2560 แด่ทุกท่านครับ

แฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี

วีสบาเดน เยอรมนี

มิลาน อิตาลี

ร้านรวงในสตราสบวร์ก ฝรั่งเศส ตบแต่งร้านรับเทศกาลคริสต์มาส

ลุงซานต้า กับน้องหมาซานตี้ โรเทนบวร์ก เยอรมนี

สีสันเทศกาลคริสต์มาส

สีสันเทศกาลคริสต์มาส

Merry Christmas and Happy New Year 2017 to All of You.

สีสันเทศกาลคริสต์มาส

ตะลอนเที่ยว : Christmas Celebrations : Silent Night

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249112

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Silent night, holy night. All is calm, all is bright.

Round yon Virgin, Mother and Child. Holy infant so tender and mild,

Sleep in heavenly peace, Sleep in heavenly peace

Silent night, holy night. Shepherds quake at the sight.

Glories stream from heaven afar. Heavenly hosts sing Alleluia,

Christ the Savior is born. Christ the Savior is born.

Silent night, holy night. Son of God love’s pure light.

Radiant beams from Thy holy face. With dawn of redeeming grace,

Jesus Lord, at Thy birth. Jesus Lord, at Thy birth.

(เพลง Silent night)

ขอแนะนำให้คุณลองเปิดเพลง Silent Night เบาๆ ในบ้านของคุณ บ้านซึ่งตกแต่งด้วยเครื่องประดับในเทศกาลคริสต์มาส มีต้นสนเขียวๆ ติดไฟดวงเล็กๆ ส่งแสงวิบๆ วับๆ แล้วที่ต้นสนนั้นก็ประดับด้วยของน่ารักๆ ไว้ด้วย และยิ่งถ้ามีตุ๊กตาซานตาคลอสตัวอ้วนน่ารัก หนวดสีขาวสะอาด หนวดยาวๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กับต้นคริสต์มาสของคุณ แล้วคุณได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคนที่คุณรัก เพียงเท่านี้ รับรองว่าคุณจะมีความสุขมากในช่วงเวลาใกล้วันคริสต์มาสนี้

นี่คือบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาสในบ้านของคุณ

แต่ถ้าคุณได้ไปสัมผัสบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาส และเที่ยวตลาดคริสต์มาสสำคัญๆ บนโลกใบนี้ด้วยแล้ว คุณคงจะมีความสุขมากจนเกินบรรยาย

สัปดาห์ก่อน Mr.Flower พาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่สุดของเยอรมนี ที่เมืองนูเรมเบิร์ก มาแล้ว สัปดาห์นี้จะพาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งจัดที่จัตุรัสเวนเซสลาส และจัตุรัสโอลด์ทาวน์ (สองแห่งนี้จัดตลาดคริสต์มาสใหญ่ที่สุดในกรุงปราก) นอกจากนี้ยังมีตลาดคริสต์มาสในที่อื่นๆ ของปรากอีก เช่น ฮาเวลสกา ทราซิสเต นาเมสติ มิรู แต่ขอบอกว่าตลาดคริสต์มาสที่สวยที่สุดของปรากอยู่ที่โอลด์ทาวน์ เพราะสถานที่จัดงานสุดวิจิตร เนื่องจากแวดล้อมด้วยโบสถ์เก่า และหอนาฬิกาโบราณ ผสมผสานกับร้านขายของกว่า 300 ร้าน

จุดเด่นอีกอย่างของตลาดคริสต์มาสในโอลด์ทาวน์คือต้นคริสต์มาสใหญ่ยักษ์ประดับประดาด้วยไฟวิบวับสวยงาม ต้นคริสต์มาสของเมืองนี้ทำจากต้นสนจริงๆ สูงเกือบ 30 เมตร และทุกๆ ชั่วโมงก็จะมีเสียงระฆังบอกเวลาจากหอนาฬิกา (Town Hall Clock) ตัวนาฬิกาที่หอแห่งนี้มีอายุเก่าแก่มาก ติดตั้งเมื่อปี ค.ศ.1410 เป็นนาฬิกาดาราศาสตร์ และทุกๆ ต้นชั่วโมงนาฬิกาก็จะส่งเสียงบอกเวลา แล้วรูปแกะสลักสาวก 12 องค์ของพระคริสต์ก็จะออกมาเดินที่หน้าต่างเหนือนาฬิกา ซึ่งช่วงเวลานี้จะเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจำนวนนับพันที่ไปเฝ้ารอดู (โดยนาฬิกาจะตีบอกเวลาและมีสาวก 12 องค์ ออกมาเดินในช่วง 09.00-21.00 น. ของทุกวัน)

ขอบอกว่าบรรยากาศของตลาดคริสต์มาสในกรุงปรากนี่สุดแสนโรแมนติก แม้ผู้คนจะมากมายจนขนาดต้องเดินด้วยอาการไหลตามๆ กันไป เพราะผู้คนแน่นมาก แต่เพราะอากาศที่หนาวจับใจ ผสมกับมีหิมะตกลงมาด้วย ก็ทำให้ความคับคั่งของผู้คน ผสมกับแสงสีของไฟจากร้านรวง และจากไฟประดับจากต้นสนคริสต์มาส และไฟจากปราสาท ทำให้ตลาดแห่งนี้มีสีสันสวยงาม ผสมผสานกับเสียงพูดคุยแบบสนุกสนานและรอยยิ้มใสๆ จากผู้คนที่ไปท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ได้ไปสัมผัสประทับใจไม่รู้ลืม (แต่ก็ต้องระวังพวกมิจฉาชีพที่คอยล้วงและกรีดกระเป๋าด้วยนะครับ)

ปีนี้คุณๆ อาจจะไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในกรุงปรากไม่ทันแล้ว แต่หากคุณอยากไปเที่ยวในปีหน้าMr.Flower จะพาคุณไปครับ ติดต่อสอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลข 091-7233615 (รับสมาชิกเพียง 16 ท่าน เท่านั้นครับ)

Merry Christmas and Happy New Year 2017

 

ตะลอนเที่ยว : นูเรมเบิร์ก ตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่สุดในเยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248311

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

City sidewalks, busy sidewalks, Dressed in holiday style, In the air there is a feeling of Christmas.
Children laughing, People passing, Meeting smile after smile, And on every street corner you’ll hear,

Silver bells, silver bells. It’s Christmas time in the city
Ring- a- ling, hear them ring, soon it will be Christmas day.

Strings of street lights, Even stop lights, Blink a bright red and green As the shoppers rush, home with their treasures. Hear the snow crunch,
See the kids bunch, This is Santa’s big scene, And above all this bustle You’ll hear,

Silver bells, silver bells, It’s Christmas time in the city,
Ring-a-ling, hear them ring, Soon it will be Christmas day.

(เพลง Silver Bells)

ใกล้จะถึงเทศกาลวันคริสต์มาส ช่วงเวลาแห่งความสุข และเวลาแห่งการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีของมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะผู้ที่นับถือคริสต์ศาสนา และแม้กระทั่งชาวพุทธเองก็ยังมีใจยินดี และร่วมรื่นเริงไปกับเทศกาลคริสต์มาสด้วย

ทุกครั้งเมื่อเวลาเราได้ยินเสียงเพลง Silver Bells ในช่วงเวลาใกล้วันคริสต์มาส ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่มีเสียงร้อง หรือเพียงแค่ทำนอง ก็ทำให้เราเคลิบเคลิ้มไปกับความหวานของเพลงนี้ แล้วถ้ายิ่งเราได้ไปอยู่ในบรรยากาศจริงของชุมชนที่เฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสแบบเต็มรูปแบบด้วยแล้ว ก็บอกได้เพียงคำเดียวว่า ได้บรรยากาศจนสุดจะบรรยาย

Mr.Flower ได้รับมอบหมายให้ไปสำรวจตลาดคริสต์มาสในประเทศเยอรมนี (แฟรงค์เฟิร์ต, นูเรมเบิร์ก, โรเธนบวร์ก, บาเดน บาเดน, วีสบาเดน) ประเทศฝรั่งเศส (สตราสบูร์ก) และสาธารณรัฐเช็ก (ปราก, คาร์โลวี วารี) เพื่อไปเก็บข้อมูลเชิงลึกสำหรับพาผู้อ่านแนวหน้าไปเที่ยวชมตลาดคริสต์มาสสำคัญของโลก

วันนี้จะพาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสเมืองนูเรมเบิร์ก (Nurnberg) เมืองสำคัญอันดับสองของแคว้นบาวาเรีย ซึ่งคนเยอรมันออกเสียงชื่อเมืองนี้ว่าเนิร์นแบร์ก เหตุผลสำคัญที่พาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในนูเรมเบิร์กก็เพราะที่นี่เป็นตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่สุดของเยอรมนี ตามประวัติบอกว่ามีมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 แต่ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ก็จำเป็นต้องยุติการจัดตลาดคริสต์มาสไป เนื่องจากเมืองนี้ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง แต่หลังจากสงครามโลกผ่านพ้นไป ก็กลับมารื้อฟื้นอีกครั้ง ตราบจนปัจจุบัน

สถานีจัดตลาดคริสต์มาสของเมืองนี้อยู่ที่จตุรัสกลางเมือง ซึ่งเรียกว่าย่าน Old Town อยู่ใกล้กับมหาวิหารเซนต์ลอว์เรนซ์ แต่ตัวตลาดจริงๆ จะจัดอยู่หน้า The Church of Our Lady โบสถ์แห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 4 ในกลางยุคคริสต์ศตวรรษที่ 14 แต่ปัจจุบันตัวตลาดคริสต์มาสขยายกินบริเวณไปอีกกว่า 200 เมตร คือไล่เรื่อยไปจนถึงบริเวณวิหารเซนต์ซาบาล์ด (St. Sabald Church)

ปีนี้ ตลาดคริสต์มาสเมืองนูเรมเบิร์กเปิดมาตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน และเปิดไปจนถึง วันที่ 24 ธันวาคมนี้

หากจะถามว่า เวลาไปเที่ยวแล้วต้องไปดูอะไรบ้าง หรือต้องทำอะไรบ้าง

ก็ขอตอบแบบรวบรัดว่า สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือการชมร้านรวงต่างๆ (จำนวนหลายร้อยร้านค้า) ที่นำข้าวของเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสไปขายกันอย่างเอิกเกริก แล้วชมผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลที่พากันเดินเที่ยวชม จับจ่ายซื้อข้าวของ และกินดื่มกันอย่างสำราญบานใจ โดยทุกคนก็สวมเครื่องกันหนาวกันแบบเต็มสูตร เพราะอากาศในช่วงนี้หนาวเย็นมาก (บางวันติดลบ 6-8 องศา แค่เฉพาะช่วงเวลาที่ Mr.Flower ไปนะครับ แต่ช่วงยิ่งใกล้คริสต์มาสก็จะยิ่งหนาวเย็นมากขึ้น จนถึงกับมีสโนว์ตกลงมา ทำให้กลายเป็น White Christmas) และมีอีกสิ่งที่ต้องทำคือ การกินขนมปังขิง (Gingerbread) กินไส้กรอกเยอรมัน (Bratwurst) และดื่มไวน์อุ่น (Mulled Wine หรือ Gluhwine) ซึ่งไวน์ชนิดนี้เป็นไวน์แดง แบบทั้งมีแอลกอฮอล์ และไร้แอลกอฮอล์ แต่ที่น่ารักคือเมื่อซื้อไวน์อุ่นแล้ว สามารถนำแก้วไวน์ซึ่งทำด้วยกระเบื้องเคลือบมีลวดลายและสีสันสวยงามกลับบ้านไปด้วย และที่ไม่ควรพลาดคือการนั่งรถม้าชมย่านเมืองเก่า แต่สิ่งที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือการเข้าไปชมวิหารสำคัญของเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เปิดให้เข้าชมฟรี แต่หากไปเที่ยวกับ Mr.Flower แล้ว สิ่งที่ไม่พลาดคือ การเข้าไปชมปราสาทเก่าและชมพิพิธภัณฑ์ประจำเมือง ซึ่งสามารถช่วยบอกเล่าความเป็นมาของเมืองได้เป็นอย่างดี

สำหรับคุณๆ ที่มีวีซ่าเชงเกน (Schengen VISA) อยู่แล้ว และต้องการจะไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสที่นูเรมเบิร์ก
กับทัวร์คุณแหน หนังสือพิมพ์แนวหน้าภายในปีนี้ โปรดติดต่อ Mr.Flower ด่วนที่หมายเลข 091-7233615 (รับสมาชิกเพียง 10 ท่านเท่านั้นครับ) เราจะไปเที่ยวกันสักหนึ่งอาทิตย์ โดยนอนในโรงแรมกลางเมืองนูเรมเบิร์ก ส่วนการเที่ยวใน
เมืองนั้น เน้นการเดินเที่ยวด้วยเท้าเท่านั้น ส่วนหากออกไปเที่ยวนอกเมือง เช่น Bamburgh และ Bayrauth คณะของเราจะนั่งรถไฟไป แล้วไปเดินเที่ยวด้วยกัน แบบเช้าไป แล้วเย็นกลับมานอนในนูเรมเบิร์ก

แต่ถ้าหากปีนี้ไม่สะดวกจะเดินทางไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในยุโรป ก็สามารถจองที่นั่งสำหรับปีหน้าได้ครับ แต่ขอย้ำว่ารับสมาชิกเพียง 20 คนเท่านั้นครับ

Merry Christmas and Happy New Year 2017 to All of You.

สุขสันต์วันคริสต์มาส และสวัสดีปีใหม่ 2560 ครับ

 

ตะลอนเที่ยว : ทรงสืบสานพระราชปณิธานจากสมเด็จพระราชบิดา เพื่อความผาสุกของปวงประชาชาวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247427

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทยเชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของชนชาวไทยทั้งปวง” (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงตอบรับขึ้นทรงราชย์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต)

บัดนี้ พระราชอาณาจักรไทยได้มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ รัชกาลที่ 10 แล้ว ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถพบิตร รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

เมื่อหวนรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งของประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2495 เวลา 17.45 นาฬิกา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต วันสำคัญนั้นคือวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการ มหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณสวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร

พระนานของพระราชโอรสพระองค์นี้ทรงได้มาจากการผูกดวงพระชะตา และถวายพระนามโดยสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระมหาวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชหัตถเลขา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระสังฆราชทรงขนานพระนามให้พระราชโอรส

ครั้นเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชโอรสพระองค์นี้เจริญพระชนม์ครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2515 ทรงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิติยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดชจักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมา

ในวันมหามงคลนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงถวายสัตย์ปฏิญาณในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย เฉพาะพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ท่ามกลางสันนิบาตนี้ว่า ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมารจะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิตและร่างกายจะหาไม่”

และเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์นี้ก็ทรงรับพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ของประเทศ นั่นคือทรงตอบรับการขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย

ขอสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ตะลอนเที่ยว : ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/246508

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หมู่บ้านโผวเล้ง

นิมิตฺตํ สาธุรุปานํ กตญฺญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

ความกตัญญูรู้คุณผู้มีพระคุณทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สัตว์ ต้นไม้ และดินฟ้าอากาศ รวมถึงการตอบแทนพระคุณของผู้มีพระคุณทั้งปวง เป็นสิ่งประเสริฐที่บุคคลสมควรจักต้องประพฤติปฏิบัติเป็นประจำและสม่ำเสมอ ผู้ใดมีความกตัญญูกตเวที ผู้นั้นจะประสบแต่ความสุขความเจริญ มีชีวิตที่ราบรื่น แม้ในยามที่ต้องตกทุกข์ได้ยาก แต่ความทุกข์ความยากทั้งหลายก็จะผ่านพ้นไปด้วยผลของความกตัญญูรู้บุญคุณต่อผู้มีพระคุณ

นี่คือคำอบรมสั่งสอนของปู่ย่าตายาย และบรรพบุรุษของคนไทย รวมถึงบรรพชนของคนจีนผู้ซึ่งเข้ามาทำมาหากินอยู่บนพระราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และยังได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสัมภารของพระเจ้าแผ่นดินไทยตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์จวบจนปัจจุบัน

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านล่วงเลยมานานกี่ร้อยปี แต่คำสอนที่ทรงคุณค่านี้ก็ยังคงถูกอบรมปลูกฝัง และถูกกล่อมเกลาให้เหล่าลูกหลานไทย และจีน ให้รู้สึกซาบซึ้งในคำสอนนี้เสมอมา

พิธีเปิดศาลบรรพชนตระกูลแซ่เตียว เมืองโผวเล้ง ซัวเถา

แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่คนยุคนี้บางกลุ่มบางจำพวกกลับจงใจละเลยและหลงลืมเรื่องความกตัญญูกตเวทีไปจนหมดสิ้น บางคนอาจจะคิดเอาเองด้วยความเข้าใจผิดว่า เรื่องสำคัญเช่นนี้เป็นเรื่องล้าหลังงมงาย โดยอ้างว่า ยุคสมัยนี้ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องของบุญคุณของผู้มีพระคุณ หรือบางคนก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเรื่องของระบบอุปถัมภ์แบบเล่นเส้นเล่นสาย เล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งล้วนเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกับสาระสำคัญของความกตัญญูรู้คุณ

เมื่อพูดถึงเรื่องกตัญญูกตเวที และความซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณแล้ว ก็ทำให้นึกถึงละครเวทีเรื่อง ลอดลายมังกร ที่กำลังแสดงอยู่ที่โรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์ในขณะนี้ ซึ่งเป็นผลงานการกำกับการแสดงของ ถกลเกียรติ วีรวรรณ

พิธีเปิดศาลบรรพชนตระกูลแซ่เตียว เมืองโผวเล้ง ซัวเถา

เนื้อเรื่องย่อมีอยู่ว่า อาเหลียง ชายชาวจีนซึ่งอพยพมาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน เพื่อเข้ามาทำมาหากินแบบหนักเอาเบาสู้ โดยเน้นการทำงานสุจริตทุกชนิดบนผืนแผ่นดินไทย อาเหลียงมีความฝันว่า สักวันหนึ่งจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม และจะต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีฐานะที่ดีขึ้น เขาจึงทำงานสุจริตทุกชนิดด้วยความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง จากชีวิตของกรรมกรรับจ้างแบกหาม ก็ค่อยๆ ขยับขึ้นสู่การเป็นลูกจ้างในร้านกาแฟ แล้วในที่สุดก็ได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตหลากหลายชนิด

คุณธรรมประจำใจของอาเหลียงคือความกตัญญูรู้คุณ และความซื่อสัตย์สุจริต แต่ถึงแม้ในชีวิตของอาเหลียงจะต้องประสบกับปัญหาที่หนักหนาสาหัสในบางครั้งบางช่วง แต่เขาก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง จบจนกระทั่งบั้นปลายของชีวิตที่สามารถผ่านพ้นเรื่องร้ายๆ ไปได้ด้วยดี

หลายคนอาจจะนึกเพียงว่า นี่คือเรื่องราวจากบทละคร ที่คงจะหาความจริงได้ยากเย็นในสังคมนี้ แต่ Mr.Flower ขอยืนยันว่า ละครเรื่องนี้สะท้อนความเป็นจริงอย่างมากและอย่างเป็นรูปธรรมของลูกหลานจีนที่เข้ามาทำมาหากินบนแผ่นดินไทย เพราะคนเหล่านี้ต่างประสบความสำเร็จอย่างงดงามในชีวิต จนบางคนเป็นมหาเศรษฐีบนแผ่นดินไทย

พิธีเปิดศาลบรรพชนตระกูลแซ่เตียว เมืองโผวเล้ง ซัวเถา

สิ่งหนึ่งที่บุคคลผู้มีตัวตนจริง (ซึ่งเป็นชาวจีนจากเมืองโผวเล้ง จากซัวเถา จากสายตระกูลแซ่เตียว) ยืนยันกับ Mr.Flower คือ ชีวิตนี้
จะหาความเจริญรุ่งเรืองและความร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้เลย หากขาดความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณทั้งหลาย ต่อบรรพบุรุษ ต่อแผ่นดิน
ถิ่นกำเนิด และต่อพระเจ้าแผ่นดินไทยผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในการทำมาหากิน ต้องไม่คดในข้องดในกระดูก และต้องยึดมั่นในหลักคุณงามความดีอย่างเคร่งครัดตลอดเวลา หากบุคคลใดยึดมั่นและถือปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวอย่างเที่ยงตรงแล้ว รับรองว่าชีวิตจะประสบแต่ความสุขความเจริญและความดีงามตลอดไป

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr. Flower จึงนำเอาภาพการแสดงละครเวทีเรื่องลอดลายมังกร มาผสมกับภาพชีวิตจริงของลูกหลานไทยเชื้อสายจีน จากสายตระกูลแซ่เตียว ที่ไปทำพิธีบูรณะและเปิดศาลบรรพบุรุษ ณ เมืองโผวเล้ง ซัวเถา เมื่อช่วงวันที่ 20 พฤศจิกายน

หมายเหตุ ละครเวทีเรื่องลอดลายมังกร เปิดการแสดงจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2559 จองบัตรชมการแสดงได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ 02-2623456

ละครลอดลายมังกร