ตะลอนเที่ยว : นักท่องเที่ยวจีนยังคงรัก (การเดินทางท่องเที่ยว) เมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/245452

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

รายได้ของประเทศไทยที่เกิดมาจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ นับได้ว่ามีนัยสำคัญอย่างมากกับการหาเงินตราเข้าสู่ประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งรายได้แล้ว การท่องเที่ยวยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้มาเยือนกับผู้เป็นเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวประทับใจในการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่แห่งใดแล้ว เขาก็มักจะกลับไปบอกเล่าความประทับใจให้กับเพื่อนฝูง คนใกล้ชิด และญาติพี่น้อง ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆ ไปโดยปริยาย (แต่ตรงกันข้าม หากนักท่องเที่ยวรู้สึกไม่ดีกับแหล่งท่องเที่ยวที่ไปเยือนแล้ว เขาก็จะนำความเลวร้ายที่ได้รับไปเผยแพร่ต่อๆ ไปเช่นกัน)

สำหรับประเทศไทย พบว่ามีตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2559 สูงถึง 571,681.93 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.89 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558) โดยมีนักท่องเที่ยงต่างชาติ 7,553,011 คน (เพิ่มขึ้น 8.23 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558)นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยมากที่สุดคือจีน เพิ่มขึ้น 13.38 เปอร์เซ็นต์ ตามมาคือจากภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้น 10.67 เปอร์เซ็นต์ และนักท่องเที่ยวจากอาเซียนเพิ่มขึ้น 6.34 เปอร์เซ็นต์

ส่วนไตรมาส 3 ของปี 2559 คาดการณ์ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะสูงถึง 6 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558) โดยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 394 ล้านบาท และคาดว่าตลอดปี 2559 จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 33 ล้านคน

จากการที่ Mr.Flower ไปร่วมสังเกตการณ์ในงานส่งเสริมการขายสินค้าทางการท่องเที่ยวของจีน ชื่องานว่า China International Travel Mart 2016 (CITM 2016) ที่จัด ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 11-13 พฤศจิกายน แล้วได้พบว่าประเด็นการท่องเที่ยวภายในจีนนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่คนจีนและรัฐบาลจีนให้ความสำคัญค่อนข้างมาก

ส่วนฝ่ายรัฐบาลไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร และผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายยุทธศักดิ์ สุภสรก็ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวกับจีนอย่างมากเช่นกัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการการท่องเที่ยวยืนยันว่า รัฐบาลไทยและคนไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากจีนตลอดเวลา และพยายามขจัดปัญหาและอุปสรรคที่ขัดขวางการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว รัฐบาลไทยมุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวจีนทุกคนได้รับความประทับใจสูงสุดในการเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทย และอยากให้ได้เรียนรู้และสัมผัสกับประสบการณ์ดีๆ ในประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยได้เข้มงวดกับการขจัดปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยวให้หมดไป ทั้งนี้ รมว. กระทรวงท่องเที่ยวฯ ยังได้ตอบคำถามเรื่องการยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนว่า เรื่องนี้คงต้องนำไปหารือร่วมกันในคณะรัฐมนตรีก่อน เพราะไม่สามารถเร่งรีบตัดสินใจได้ เนื่องจากมีปัจจัยด้านความมั่นคงของประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ก็ยังคงมั่นใจว่าในปี 2559 นี้ นักท่องเที่ยวชนิดที่มีคุณภาพจากจีนจะเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยประมาณ 9 ล้านกว่าคน และจะสร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 460 ล้านบาท

ขณะเดียวกันในงานนี้ ผู้ว่าฯการททท. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวกับนายหลี่ เส้า หัว ผู้บริหารระดับสูง (CEO) ของบริษัท Alitrip (บริษัทในเครือ Alibaba Group ของ Jack Ma) โดยการลงนามครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการค้าขายด้านธุรกิจท่องเที่ยวและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยผ่านระบบ Social Media ในหมู่ชาวจีนได้สะดวกและง่ายดายขึ้น เพราะในปัจจุบันคนจีนใช้บริการผ่านระบบ Social Media เป็นจำนวนหลายร้อยล้านคน

ในงานนี้ มีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการการท่องเที่ยวจากประเทศไทยจำนวน 50 บริษัทไปร่วมเจรจาซื้อขายภายในงานด้วย โดยผู้ประกอบการเหล่านี้มาจากธุรกิจโรงแรม 22 บริษัท ธุรกิจนำเที่ยว 16 บริษัท สายการบิน2 บริษัท ธุรกิจด้านการบันเทิง 7 บริษัท สนามกอล์ฟ 1 บริษัท ร้านอาหาร 1 บริษัท และผู้ให้บริการด้าน Online Travel Agent 1 บริษัท โดยภาคเอกชนหลายรายที่ไปร่วมงานนี้ได้ให้ความเห็นกับ Mr. Flower ว่าตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ และเป็นตลาดหลักในด้านการท่องเที่ยว เป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับไทยค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับตลาดจากยุโรป และสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญคือจีนมีประชากรเกือบ 1,500 ล้านคน หากนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มคุณภาพเข้าไปท่องเที่ยวไทยเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากคนกลุ่มนี้อย่างน่าพอใจ

ส่วนผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยวของจีนและคนจีนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปร่วมงานนี้ ได้ให้ความเห็นกับ Mr.Flower ว่า ประเทศไทยเป็นที่รับรู้และรู้จักในหมู่คนจีนเป็นอย่างดี เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติของคนไทยกับคนจีนมีมายาวนานและแนบแน่นมาก คนจีนจึงรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศไทยมากกว่าประเทศทางแถบยุโรปหรือสหรัฐ แถมการเดินทางจากจีนไปเที่ยวไทยก็ไม่ต้องใช้เวลายาวนานเหมือนกับการเดินทางไปยุโรป ดังนั้นไทยจึงเป็นดินแดนในฝันของชาวจีนจำนวนมาก แต่สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจีนต้องการก็คือ การปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นและให้เกียรติ และขอให้นำเสนอบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพกับนักเที่ยวของจีน อย่าคิดเพียงว่า เป็นคนจากประเทศจีนแล้วจะให้บริการที่ด้อยกว่าการให้บริการกับนักท่องเที่ยวจากยุโรป ส่วนปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญนั้น เป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ไขไปพร้อมๆ กันระหว่างผู้ประกอบการของไทยกับของจีน เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบด้านลบต่อทุกฝ่าย

ส่วนคำพูดทิ้งท้ายที่แสนประทับใจจากคนจีนที่มีต่อไทยคือ เมืองไทยกับเมืองจีนใกล้ชิดกันมานาน คนไทยและคนจีนเปรียบเหมือนพี่น้องกัน คนจีนจำนวนไม่น้อยอพยพไปทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยมาตั้งแต่โบราณกาล จนแต่งงานและสร้างครอบครัวด้วยกัน และที่สำคัญคือคนจีนที่รู้จักเมืองไทยค่อนข้างดี ต่างก็รักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของไทยอย่างมาก คนจีนที่รักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงอยากไปกราบถวายบังคมพระบรมศพของพระองค์ท่านด้วย เพราะพระองค์ท่านเปรียบเสมือนเทวดาจากสรวงสวรรค์

 

ตะลอนเที่ยว : แรงบันดาลใจจากสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวงของปวงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/243344

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

เกียรติยศไม่ได้มาด้วยชาติกำเนิด แต่เกิดจากการกระทำ

Not noble by birth, yet noble by deeds.

ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในหอแห่งแรงบันดาลใจ ดอยตุง 

หอแห่งแรงบันดาลใจแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อนำเสนอพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของสมาชิกสายราชสกุลมหิดลทั้ง 5 พระองค์ คือ สมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

คณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า (จำนวน 30 คน) ซึ่งร่วมในทริป “ไหว้สาสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวง” (ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 1พฤศจิกายน) โดยได้ไปเยี่ยมชมหอแห่งแรงบันดาลใจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม


พระแก้วมรกต องค์จำลอง วัดพระแก้ว เชียงราย

ผู้ร่วมทริปทุกคนบอกตรงกันว่า เรื่องราวที่ถ่ายทอดอยู่ในหอแห่งแรงบันดาลใจสุดแสนซาบซึ้งและกินใจเป็นที่สุด โดยเฉพาะการบอกเล่าถึงพระราชประวัติของสมเด็จย่า ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ และยังแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่สมเด็จย่าทรงเลี้ยงดูอภิบาลพระธิดา และพระโอรส ทั้งสามพระองค์ จนทำให้คนไทยได้มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นอกจากนี้ เนื้อหาในหอแห่งแรงบันดาลใจยังนำเสนอพระราชกรณียกิจของสมาชิกราชสกุลมหิดลในทุกแง่มุม โดยเฉพาะการที่ทรงทุ่มเทพระกำลัง และพระสติปัญญาอย่างยิ่งยวดเพื่อขจัดปัดเป่าปัญหาสังคมต่าง ๆ นานาให้บางเบา และหมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ในทริปนี้ คณะของเราทุกคนยังได้ไปกราบถวายสักการะพระฉายาลักษณ์สมเด็จย่า ณ ห้องโถงใหญ่ หรือห้องเพดานดาว ในพระตำหนักดอยตุงด้วย และในห้องนี้เองที่ทุกคนถึงกับน้ำตาเอ่อล้นออกมาด้วยความคิดถึงพระองค์ท่าน เมื่อยามที่หมอบกราบถวายสักการะพระฉายาลักษณ์ซึ่งประดิษฐานไว้ ณ จุดที่สมเด็จย่าเคยประทับ


อุโบสถวัดพระแก้ว เชียงราย

เมื่อกราบถวายสักการะสมเด็จย่าเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เดินไปกราบถวายความเคารพที่ห้องพระบรรทมของพระองค์ท่าน ซึ่งห้องพระบรรทมนี้ทำให้ทุกคนได้ประจักษ์ในความเรียบง่ายและความสมถะของพระองค์ท่าน

คณะของเรายังได้ไปชมความงามของสวนแม่ฟ้าหลวง และได้ขึ้นไปเดินบนเรือนยอดไม้ภายในสวนแม่ฟ้าหลวงด้วย เรือนยอดไม้เป็นทางเดินที่ทำเชื่อมระหว่างต้นไม้ภายในสวน ซึ่งระหว่างทางเดินก็จะได้ชมความเขียวขจีของต้นไม้นานาชนิด รวมถึงไร่กาแฟ และพันธุ์ไม้อื่น ๆ ด้วย  ทางเดินเรือนยอดไม้มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 30 เมตรจากพื้นดิน (โดยจุดที่สูงที่สุดประมาณ 35-36 เมตร)

การไปไหว้สาแม่ฟ้าหลวงในครั้งนี้ นอกจากจะได้ไปท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญมากมายแล้ว คณะของเรายังนำอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง เสื้อผ้า เครื่องใช้ มุ้ง ผ้าเช็ดตัว กางเกงใน ถุงเท้า และยาสามัญประจำบ้านไปมอบให้ทหารชายแดน ณ ค่ายดอยช้างมูบ (ดอยช้างมูบอยู่ชายแดนไทยกับเมียนมา) นอกจากมอบของให้ทหารชายแดนแล้ว คณะของเราได้มอบเสื้อผ้า เครื่องเขียน สมุด หนังสือ และเครื่องกีฬาให้กับนักเรียนบนดอยอีกด้วย (โดยมอบผ่านเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ซึ่งให้การดูแลโรงเรียนบนดอย 8 แห่ง)


พระธาตุดอยตุง เชียงราย

ส่วนสถานที่อื่น ๆ ที่คณะของเราไปเยี่ยมชมในทริปนี้คือ วัดพระแก้ว เชียงราย, เสาสะดือเมืองเชียงราย (หรือเสาหลักเมือง), วัดพระธาตุจอมทอง, วัดร่องขุ่น, พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย (พญามังราย), พระธาตุดอยตุง, สถานีวิจัยชาน้ำมัน (โครงการในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี), พระธาตุผาเงา, เมืองโบราณเชียงแสน, วัดป่าสัก, วัดเจดีย์หลวง, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, พิพิธภัณฑ์หอฝิ่น สามเหลี่ยมทองคำ, โครงการจันกะผัก (ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าแปลงสวนผักในโครงการของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี), โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตกระดาษสา,โรงงานผลิตกาแฟสำเร็จรูป และโรงงานผลิตเซรามิก ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง รวมถึงวัดห้วงปลากั้ง

สำหรับที่พักสุดวิเศษของพวกเราในทริปนี้คือ ดอยตุงลอดจ์ หรือบ้านต้นน้ำ ซึ่งเป็นของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง (หลายคนบอกตรงกันว่าจองที่พักของดอยตุงลอดจ์ได้ยากมาก สาเหตุที่จองยากก็เพราะมีห้องพักจำกัด) และที่หลายคนบอกว่าประทับใจมากไม่แพ้กับการได้พักที่ดอยตุงลอดจ์คือ การรับประทานอาหารมื้อพิเศษของดอยตุงลอดจ์ ทุกคนชมว่าอาหารอร่อยมาก รสชาติดีเลิศ ผักและผลไม้ก็แสนสด และสุดสะอาด ทำให้ประทับใจมาก แถมมารยาทของพนักงานของดอยตุงลอดจ์ ก็สุภาพเรียบร้อย ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มทุกคน

ทุกคนบอกตรงกันว่าอยากจะขึ้นไปพักที่ดอยตุงลอดจ์อีก และอยากจะใช้เวลาให้มากและนานที่สุดบนดอยตุง อยากเดินชมสวนแม่ฟ้าหลวงทั้งวัน และหลายคนยืนยันตรงกันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะกลับไปดอยตุงอีก

(หมายเหตุ หากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ และอาหารแห้ง รวมถึงยาสามัญประจำบ้านให้กับทหารชายแดนที่ปฏิบัติหน้าที่บนดอยช้างมูบ และประสงค์จะบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องเขียน เครื่องกีฬา ให้นักเรียนบนดอยที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กรุณาติดต่อ Mr. Flower ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091- 7233615 หรือถ้าหากต้องการไปเที่ยวกับคณะของ Mr. Flower ก็สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์เดียวกันนี้)


เจดีย์วัดป่าสัก อ.เชียงแสน เชียงราย


พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย


หอพระเจ้าล้านทอง ม. แม่ฟ้าหลวง


มอบของให้ทหารค่ายดอยช้างมูบ เชียงราย

 

ตะลอนเที่ยว : พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/242282

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทถือได้ว่าเป็นพระที่นั่งองค์ประธานในหมู่พระมหาปราสาท ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง (เขตพระราชฐานชั้นกลางนับตั้งแต่ประตูพิมานไชยศรีถึงประตูสนามราชกิจ) ในพระบรมมหาราชวังของกรุงรัตนโกสินทร์ พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและมีพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ซ้าย พระปรัศว์ขวา และเรือนบริวาร(เรือนจันทร์) ต่อเนื่องทางด้านหลัง เพื่อเชื่อมกับเขตพระราชฐานชั้นใน

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเอกองค์หนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยจุดสำคัญที่ได้รับการกล่าวขานมากเป็นพิเศษคือเรือนยอดพระมหาปราสาท หรือกุฎาคาร ที่มีรูปทรงถูกต้องตามแบบศิลปะชั้นยอดทุกประการ พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งแบบหนึ่งชั้น เป็นสถาปัตยกรรมแบบทรงปราสาทจตุรมุข ด้านทิศเหนือมีมุขเด็จยื่นออกมา ทำเป็นพระที่นั่งก่ออิฐถือปูนฐานสูง 2.85 เมตร ชั้นล่างเป็นเชิงฐาน ถัดไปเป็นฐานสิงห์และฐานเชิงบาตรสองชั้น หลังคาเป็นยอดทรงปราสาทประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ส่วนคันทวยมีลักษณะเป็นพญานาค 3 หัว ที่หน้าบันจำหลักรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ล้อมรอบด้วยลายกนกเทพพนม มุมยอดปราสาททั้ง 4 มุม เป็นรูปพญาครุฑ หน้าบันจำหลักรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ไขรารอบพระมหาปราสาทเป็นรูปครุฑยุดนาครองรับ

ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทประดิษฐานพระแท่นองค์ต่างๆ ไว้ ดังนี้

พระที่นั่งบุษบกมาลา เป็นพระแท่นสำหรับประดิษฐานพระสยามเทวาธิราช เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี (พ.ศ. 2525)

พระแท่นราชบัลลังก์ประดับมุก เป็นพระแท่นสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป

พระแท่นราชบรรจถรณ์ประดับมุก พระแท่นองค์นี้สร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ภายในประดิษฐานปูชนียวัตถุสำหรับในพระราชพิธีสำคัญ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2332 ณ ตำแหน่งที่ตั้งเดิมของพระที่นั่งอินทราภิเษกมหาปราสาท อันเคยเป็นพระที่นั่งที่ทรงใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แล้วในกาลต่อมาได้ถูกฟ้าผ่า และเกิดเพลิงไหม้องค์พระที่นั่งจนหมดสิ้น โดยรัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ โดยให้องค์พระที่นั่งมีขนาดสูงใหญ่เท่ากับพระที่นั่งสุริยามรินทร์ในพระบรมมหาราชวังของกรุงศรีอยุธยา

ครั้นเมื่อสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จออกว่าราชการ ณ ท้องพระโรง นอกจากนั้นในระหว่างรัชสมัยของพระองค์ เมื่อพระบรมวงศ์ชั้นสูงซึ่งเป็นฝ่ายในบางพระองค์สิ้นพระชนม์ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระศพบนพระที่นั่งนี้ เช่น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุนทรเทพ เป็นต้น แล้วครั้นเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตก็ได้อัญเชิญพระบรมศพไปประดิษฐานไว้ ณ พระมหาปราสาทองค์นี้ จึงกลายเป็นธรรมเนียมของราชสำนักที่จะประดิษฐานพระบรมศพสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า สมเด็จพระอัครมเหสี และพระบรมศพพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานด้วย

หากนับย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ. 2489 พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทได้ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร(รัชกาลที่ 8) สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และในปัจจุบันได้ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อ พ.ศ. 2454 ส่วนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีในการพระราชกุศลต่างๆ ด้วย อาทิ พระราชพิธีฉัตรมงคล (พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า) ในวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปีที่ผ่านมา

ส่วนในยุครัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระมหามณเฑียร ก็ได้เสด็จมาประทับ และเสด็จออกว่าราชการ ณ ที่พระที่นั่งองค์นี้เช่นเดียวกับในสมัยรัชกาลที่ 1 และเคยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นที่ชุมนุมสงฆ์เพื่อทำสังคายนาพระไตรปิฎกด้วย

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อมีการพระราชพิธีต่างๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดมุขเหนือ มุขตะวันออก และมุขตะวันตกเป็นท้องพระโรง สำหรับฝ่ายหน้า จัดมุขใต้สำหรับฝ่ายใน แล้วเสด็จขึ้นประทับที่พระบัญชรบุษบกมาลา ซึ่งตั้งอยู่กลางผนังด้านทิศใต้ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่เสด็จออกให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท นอกจากนั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้ทำฉากลงรักปิดทองเป็นภาพพิธีอินทราภิเษก เพื่อกั้นมุขใต้แทนพระวิสูตร (ม่าน)

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4 รัชกาลก่อนอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนหน้าที่จะสร้างพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปดังกล่าว

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จเฉลิมราชมณเฑียร ณ พระมหาปราสาทนี้ เมื่อ พ.ศ. 2465 โปรดเกล้าฯ ตั้งพระแท่นบรรทมที่มุขด้านทิศตะวันออก แล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ต่อเติมห้องสรงขึ้นที่มุมพระมหาปราสาท ระหว่างมุขตะวันออกกับมุขใต้

ส่วนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีในการพระราชกุศลต่างๆ ด้วย อาทิ พระราชพิธีฉัตรมงคล (พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า) ในวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปี และเมื่อครั้งที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปี พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระสยามเทวาธิราชจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งบุษบกมาลา ที่มุขเด็จของพระที่นั่งองค์นี้ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ากราบสักการะ

นอกจากนี้ ที่มุขเด็จของพระมหาปราสาทนั้น พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ได้เสด็จออกให้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เนื่องในวโรกาสต่างๆ หรือบางครั้งใช้เป็นที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุสำคัญ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 1 เสด็จออกให้เจ้าประเทศราชเข้าเฝ้าฯ โดยเสด็จประทับเหนือพระที่นั่งบุษบกมาลา ซึ่งตั้งอยู่กลางมุข ส่วนเจ้าประเทศราชหมอบเฝ้าฯ อยู่ ณ ท้องพระลานเบื้องหน้าพระพักตร์ นอกจากนั้น ในรัชกาลต่อมา ณ มุขเด็จแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่เสด็จออกมหาสมาคมในงานพระราชพิธี หรือโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในโอกาสสำคัญ

ตะลอนเที่ยว : รูปที่มีทุกบ้าน : พ่อของแผ่นดินไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/241306

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ก่อนนอนทุกคืน คนไทยจำนวนมาก (โดยเฉพาะผู้นับถือพุทธศาสนา) จะสวดมนต์ ไหว้พระ แล้วกราบพระพุทธรูป พร้อมๆ กันนั้นก็จะกราบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทุกครั้ง

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นประดุจดั่งพระ และเทวดาของคนไทยทุกคน คนไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่แผ่ไพศาลปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรไทยให้มีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุขมายาวนานถึง 7 ทศวรรษ

คงจะไม่เกินเลยไปที่จะบอกว่า บ้านทุกหลังในประเทศไทยล้วนแล้วแต่มีรูปของในหลวงติดอยู่ในบ้าน และเป็นรูปที่เราคนไทยทุกคนเห็นจนชินตามาตั้งแต่เด็กจนแก่ และรูปนี้ก็จะยังคงติดอยู่ในบ้านของเราตลอดไป แม้วันนี้พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้วก็ตาม แต่ยืนยันได้ว่าบ้านของคนไทยจะไม่มีวันปราศจากรูปของในหลวง องค์พระเจ้าอยู่หัวที่คนไทยเคารพรักอย่างสูงสุดจนไม่สามารถหาที่เปรียบประมาณได้

ตั้งแต่เล็กยังเคยได้ถามแม่ว่า บนข้างฝาบ้านเรานั่นติดรูปใคร
ที่แม่คอยบูชาประจำ ก่อนนอน ทุกคืน จะต้องไหว้
แม่ตอบว่า ให้กราบรูปนั้นทุกวัน ท่านเป็นเทวดา ที่มีลมหายใจ
ที่เรายังพอมีกินอย่างวันนี้ ท่านดูแลคนไทยมานานเหลือเกิน ให้จำไว้
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน จะรวยหรือจน หรือว่าจะใกล้ไกล
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน ด้วยความรัก ด้วยภักดี ด้วยจิตใจ
เติบโตมากี่สิบปีที่ผ่าน ภาพที่เห็นคือท่านทำงานทุกวัน
เมื่อไหร่เราทำอะไรที่เกิดท้อ แค่มองดูรูปบนข้างฝา จะได้กำลังใจ จากรูปนั้น
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน จะรวยหรือจน หรือว่าจะใกล้ไกล
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน ด้วยความรัก ด้วยภักดี ด้วยจิตใจ
จะขอตามรอยของพ่อ ท่องคำว่าเพียงและพอจากหัวใจ
เป็นลูกที่ดีของพ่อ ด้วยความรัก ด้วยภักดี
จะขอตามรอยของพ่อ ท่องคำว่าเพียงและพอจากหัวใจ
เป็นลูกที่ดีของพ่อ ด้วยความรัก ด้วยภักดีตลอดไป

(เพลง รูปที่มีทุกบ้าน บทเพลงเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ประพันธ์คำร้องโดยนิติพงษ์ ห่อนาค ทำนองโดย อภิไชย เย็นพูนสุข เรียบเรียงเสียงประสานโดย วีรภัทร์ อึ้งอัมพร ขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์)

(หมายเหตุ ขอบคุณภาพวาดพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์จากศิลปินรายหนึ่งที่วาดภาพชุดนี้ ซึ่งปรากฏอยู่ใน social media อย่างแพร่หลายในระยะนี้ ผู้เขียนขออนุญาตอัญเชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ชุดนี้มาแสดงในคอลัมน์นี้ ทั้งนี้ผู้เขียนพยายามติดตามหาเจ้าของผลงานเพื่อขออนุญาตนำผลงานมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ แต่ไม่สามารถหาตัวผู้เป็นเจ้าของได้)

 

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคมแทบพระบาท พระบรมนาถบพิตรของปวงไทย : ขอเป็นข้ารองบาท ทุกชาติไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/240248

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของปวงพสกนิกรไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อเวลา 15.52 นาฬิกา วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ข่าวร้ายสุดประมาณนี้ ทำให้คนไทยทั่วทั้งแผ่นดินไทยผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน รวมถึงคนไทยในต่างแดนผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่านต่างรู้สึกเสียขวัญ ใจหาย และเศร้าสลดจนสุดจะพรรณนาได้

ต่อแต่นี้ไป พสกนิกรไทยจะต้องอยู่โดยไม่มีพระผู้เปรียบประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรพระองค์นี้ปกเกล้าปกเกศให้ร่มเย็นเป็นสุขอีกต่อไปแล้ว

เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วทั้งแผ่นดินไทยในยามนี้แล้วความทุกข์ระทมในจิตใจของพสกนิกรไทยก็บังเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทยในครั้งนี้

พระผู้เป็นดุจดั่งพ่อของแผ่นดินไทยเสด็จสู่สรวงสวรรค์แล้ว หลังจากที่พระองค์ท่านทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อพระราชกรณียกิจใหญ่หลวงอันยังความผาสุกให้กับพสกนิกรของพระองค์ท่านมาเนิ่นนานหลายทศวรรษ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของประชาชน จะประทับตราตรึงอยู่ในหัวใจพสกนิกรไทยไปตลอดกาลชั่วนิจนิรันดร์

ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

คนไทยที่แท้ รู้ดีในหัวใจเรื่องราวอันมากมาย ที่ทรงได้ทำ

เหนื่อยแบกภาระ ผู้คนบนผืนดินได้มี และได้กิน มีความหวังงดงาม

บังคมกราบกราน ปฏิญาณตนจากใจ กี่ชาติที่เกิดไป จักขอตาม

ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป มอบชีวิต ด้วยกายและใจ

จะต้องเหนื่อยล้า โรยแรงเท่าไร จะขอจงรักภักดี

ราชาแห่งไหน ที่มีในนิทาน ที่เด็กเด็กเคยอ่าน อยู่สุขสันต์สวยงาม

ราชาแห่งนี้ ท่านทรงงานและงาน หลายสิบปีพ้นผ่าน ยังทรงสร้างทำบังคมกราบกราน ปฏิญาณตนจากใจ กี่ชาติที่เกิดไป จักขอตามขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป มอบชีวิต ด้วยกายและใจ

จะต้องเหนื่อยล้า โรยแรงเท่าไร จะขอจงรักภักดี ทุกชาติไป

ขอทรงยิ่งยืนยงชั่วฟ้า พลานามัยเกษมสำราญ
ขอทรงยิ่งยืนยงชั่วฟ้า ยิ่งยืนยิ่งยงชั่วกาล
ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป มอบชีวิต ด้วยกายและใจ

จะต้องเหนื่อยล้า โรยแรงเท่าไร จะขอจงรักภักดี
ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป มอบชีวิต ด้วยกายและใจ

จะต้องเหนื่อยล้า โรยแรงเท่าไร จะขอจงรักภักดี ทุกชาติไป

(อัสนี วสันต์ โชติกุล)

 

ตะลอนเที่ยว : พัทยา เมืองที่ไปแล้ว ก็ต้องไปอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/239144

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยมาก (ซึ่งก็ดี เพราะชุ่มฉ่ำ แต่บางที่ก็ฉ่ำเสียจนท่วม) แต่ถึงแม้ฝนจะตกหนักในบางวัน แต่พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์นักท่องเที่ยวอย่างเราๆท่านๆ ก็ต้องมองหาแหล่งหย่อนใจเพื่อชาร์จแบตเตอรีเพิ่มพลังงานให้กับชีวิต

สำหรับคนจำนวนไม่น้อยที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ยามเมื่อถึงวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ ทุกครั้ง ผู้ซึ่งมีวิญญาณนักท่องเที่ยวก็ต้องเปลี่ยนที่กินที่นอนเพื่อสร้างสีสันให้กับชีวิต แต่จะให้ไปเที่ยวไกลๆ ในช่วงเวลาหยุดสั้นๆ ก็คงไม่สะดวกมากนัก ดังนั้นหลายคนก็จึงไปเที่ยวพัทยา

“ไปพัทยาอีกละ ไปทำไม มีอะไรให้เที่ยวเหรอ น่าเบื่อจะตาย น้ำทะเลก็ไม่น่าเล่น รถก็ติด” บางคนอาจจะบ่นเช่นนี้ แต่บางคนก็บอกว่า “พัทยานี่แหละดีไม่ไกลกรุงเทพฯ ไม่ต้องขับรถนานหลายชั่วโมง ไปนอนสักคืนสองคืนก็พอแล้ว ไปเดินเล่นริมชายหาด ไปนั่งและนอนมองทะเล ไปเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ อย่าคิดมากน่า ไปเถอะ”

เวลาพูดถึงพัทยา คุณคิดถึงอะไร?  Mr.Flower เชื่อว่าคุณรู้ดีว่าพัทยามีอะไรต่างๆ มากมายให้คุณเที่ยวชม คุณอาจจะไปแบบเช้ากลับเย็น หรือไปค้างคืนก็ได้ เพราะไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่หากคุณอยู่ไกลจากพัทยามากๆ ก็จำเป็นต้องค้างคืนแน่นอน

สำหรับคนที่ชอบความคึกคักครึกครื้นก็มักไปพัทยากลาง และพัทยาใต้ ส่วนคนที่ไม่ชอบความคึกคักมากนักก็ไปหาดจอมเทียน บางคนก็ไปเที่ยวเกาะล้าน เกาะครก เกาะสาก เกาะไผ่ ไปดำน้ำดูปะการัง บางคนก็บอกว่าไม่มีอะไรจะทำก็ไปช็อปปิ้งที่พัทยา แล้วก็หลบไปนั่งเก้าอี้ริมชายหาดใต้ร่มที่ริมทะเล เพื่อระลึกถึงวันวานที่ยังหวานอยู่ แต่บางคนบอกว่าชอบไปเดินถนนคนเดินยามค่ำ (walking street) ที่พัทยาใต้ เพราะติดใจแสงสีเสียงยามราตรี และก็แวะนั่งตามผับบาร์ หรือไม่ก็กินอาหารทะเลสดๆ (แต่ราคาก็ไม่ค่อยถูกเท่าไรนัก เพราะฉะนั้นต้องเลือกร้านให้ดี และเช็คราคาให้แน่ก่อนสั่งก็แล้วกัน)

แต่สำหรับช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Mr.Flower หลบไปนอนที่พัทยา ขอย้ำว่าไปเพื่อนอนจริงๆ เอางานเขียนไปทำ แล้วก็เอาหนังสือไปอ่าน
สองสามเล่ม ปรากฏว่าอ่านไม่จบ เพราะนอนเสียมากกว่าอ่าน หากจะถามว่าแล้วทำไมต้องไปนอนที่พัทยา ทำไมไม่นอนบ้าน ไปทำไม ไปเพื่อนอน นอนที่บ้านก็ได้

ก็ต้องตอบว่า นอนที่บ้านได้ครับ แต่ที่บ้านไม่มีทะเลให้ดู แต่พัทยามีครับ จึงเลือกไปนอนดูทะเลที่พัทยา

พัทยายามฝนตกก็น่ารักดีนะครับ นั่งมองฝนตกใส่น้ำทะเล นั่งมองดูเมฆฝนสีเข้มทะมึนกับท้องทะเลสีเข้มยามฝนตก บางทีสีของฟ้ากับน้ำก็กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่โดยส่วนมากแล้วฝนทะเลจะตกไม่นาน มาเร็วไปเร็ว ยกเว้นฝนตกหนักจนระบายไม่ทัน ก็ทำให้พัทยาถูกน้ำท่วมได้เหมือนกันครับ บางคนอาจงงว่าทำไมพัทยาซึ่งติดกับทะเล แต่ถูกน้ำท่วม ก็จะไม่ท่วมได้อย่างไรเล่าครับ ก็เล่นปลูกสร้างอาคารกีดขวางทางน้ำไหล น้ำลงทะเลไม่ได้ ก็ต้องท่วมสิครับ จริงไหม

Mr.Flower หลบไปนอนที่ Cape Dara พัทยาเหนือ ย้ำว่าไปเพื่อนอนจริงๆ เพราะไม่ได้ออกไปข้างนอกโรงแรมเลย ไปเพื่อนอนตื่นสาย
ตื่นแล้วก็นั่งมองวิวทะเล ลงไปกินข้าว เสร็จแล้วก็ขึ้นไปนอนต่อ (นี่คือเหตุผลที่ทำให้อ่านหนังสือไม่จบ เพราะนอนมากกว่าอ่าน) ไม่ได้ลงสระว่ายน้ำเลย แต่แอบไปเดินชายหาดหลังโรงแรมทุกเย็น ครั้นยามพอฝนตกก็รีบวิ่งขึ้นไปนั่งดูสายฝนที่ระเบียงห้องพัก ดูสายฝนสักพักก็นอน (อีกแล้ว)

ขอบอกว่าเป็นการชาร์จแบตเตอรีเพิ่มพลังงานให้กับชีวิตได้ดีจริงๆ ครับ เรียกได้ว่านอนกันจนหน้าบานเลยเชียวแหละ

อ้อ ในความเป็นจริงนั้น Mr.Flower ตั้งใจจะไปสำรวจตลาดการท่องเที่ยวพัทยาในยามที่ทัวร์ศูนย์เหรียญกำลังถูกกวาดล้างด้วย แต่เมื่อไปแล้วก็พบว่ายังคงมีทัวร์จีนในพัทยามากพอประมาณ แต่ผู้ขายของหลายรายในพัทยาบอกว่าลูกค้าจีนหายไปเยอะพอดู ส่วนโรงแรมบางแห่งก็บ่นว่าลูกค้าจีนหายไป แต่สำหรับโรงแรมมีมาตรฐานสากลก็บอกว่า ไม่กระทบกระเทือนอะไรเลย เพราะลูกค้าชาวจีนที่ไปใช้บริการเป็นลูกค้าที่ไม่ได้มากับทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่เป็นชาวจีนที่มากับเป็นครอบครัว หรือแบบคู่ฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ (อย่างเช่นที่ Cape Dara) ซึ่งเท่าที่สังเกตเห็นก็จริงตามที่ได้รับการบอกเล่า เพราะคนจีนที่ไปพักใน Cape Dara เป็นกลุ่มหนุ่มสาวที่เพิ่งแต่งงานเป็นส่วนมาก

พัทยาถือได้ว่ายังคงมีเสน่ห์ตามแบบฉบับของพัทยา คือเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย มีชีวิตกลางวัน และแสงสีในยามราตรี มีที่เงียบสงบสำหรับคนที่ชอบความสงบ มีน้ำทะเลให้ลงเล่น มีชายหาดให้เดินเล่นมีโลกใต้น้ำให้ดำดิ่งลงไปดู มีกีฬาทางน้ำสารพัดชนิดให้เลือกเล่น มีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ นานา มีที่กินให้เลือกตามสไตล์ นี่แหละสีสันและความมีชีวิตของพัทยา

 

ตะลอนเที่ยว : ถือศีลกินเจ ชมเมืองเก่า เมืองภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/238045

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กินเจ คืออะไร

บางคนอาจไม่เคยรู้ความหมายที่แท้จริงของการกินเจ แต่เข้าใจเพียงว่า กินเจก็แค่การไม่กินเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่คนจีนที่เคร่งครัดกับประเพณีนี้อย่างมากเล่าให้ฟังว่า

คำว่าเจในภาษาจีนตามแนวคิดของฝ่ายพุทธศาสนาลัทธิมหายาน แปลว่า อุโบสถ การกินเจหมายถึงการไม่กินอาหารทุกชนิดหลังเวลา 12 นาฬิกาไปแล้ว จนถึงรุ่งเช้าวันใหม่ ซึ่งก็จะคล้ายกับแนวปฏิบัติของชาวพุทธในประเทศไทยที่ถือศีลแปด และในช่วงกินเจนั้นก็จะไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกันก็จะเคร่งครัดกับการถือศีลปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ทั้งกาย วาจา และใจ พร้อมๆ กันไปด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติธรรม และเพื่อลดละการฆ่าสัตว์เพื่อนำเนื้อของเขาไปบริโภค

เทศกาลกินเจเริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึงวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ทุกปี โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 1-9 ตุลาคม

ช่วงกินเจนี้ เราจะพบว่ามีการปักธงพื้นสีเหลือง และมีอักษรจีนสีแดงเขียนไว้ ซึ่งเรียกธงเจหรือธงไจ มีความหมายว่า ไม่มีของคาว ธงนี้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าในช่วงเวลากินเจนั้นเราจะไม่เบียดเบียนชีวิตสรรพสัตว์ตลอดเวลา 9 วัน 9 คืน

นอกจากนี้ผู้กินเจยังเชื่อว่าการกินเจเป็นการถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้าในอดีตทั้ง 7 พระองค์ และถวายแด่พระโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ (ซึ่งอาจจะมีความหมายรวมไปถึงการบูชาดาวนพเคราะห์ด้วย) จึงงดเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งปวง โดยประกาศว่า จะงดเว้นการเอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาบำรุงชีวิตตน จะงดเว้นการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเลือดให้ตน และงดเว้นการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเนื้อให้ตน

เมื่อพูดถึงเทศกาลกินเจในเมืองไทยแล้ว หลายคนอาจจะนึกถึงการกินเจที่ภูเก็ต แต่บางคนอาจจะนึกถึงการกินเจในจังหวัดตรัง (แต่บอกได้เลยว่าทุกพื้นที่ของไทยซึ่งมีคนไทยเชื้อสายจีนอยู่ ต่างก็มีเทศกาลกินเจทุกหนแห่ง) แต่สาเหตุหนึ่งที่ Mr.Flower โยงเอาเทศกาลกินเจกับเมืองภูเก็ตมาไว้ด้วยกันก็เพราะจะชวนคุณไปเที่ยวเมืองเก่าของภูเก็ต (ไปภูเก็ตคราวนี้ไม่ได้พาคุณๆ ไปเที่ยวทะเลนะครับ) และพาไปดูเทศกาลกินเจที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยหรือ จุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง (คนภูเก็ตเรียกศาลเจ้าว่าอ๊าม) ตั้งอยู่ที่ ซอยภูธร ถนนระนอง อำเภอเมือง (จุ้ย แปลว่า น้ำ ตุ่ย แปลว่า ครกตำข้าว) ในยุคโบราณนั้นหน้าศาลเจ้านี้เป็นคลองกว้างใหญ่มาก ชาวบ้านได้สร้างกังหันน้ำขึ้น แล้วใช้พลังจากกระแสน้ำเพื่อตำข้าว

หลายคนชอบไปชมเทศกาลกินเจที่ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยในช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนจบเทศกาล เพราะตื่นเต้นและหวาดเสียวมาก โดยเฉพาะขบวนแห่ของม้าทรงที่แสดงอิทธิฤทธิ์กันอย่างสุดจะบรรยาย เช่น การใช้ของมีคมสารพัดชนิดทิ่มแทงตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ลิ้น ปาก และใบหน้า รวมถึงใช้ลูกตุ้มเหล็กขนาดใหญ่ตีร่างกาย (ขออนุญาตไม่นำภาพเหล่านี้มาให้คุณชมในคอลัมน์นี้นะครับ) โดยขบวนม้าทรงเหล่านี้จะเดินและเต้นไปตามถนนในเมืองภูเก็ต ซึ่งชาวบ้านก็จะตั้งโต๊ะบูชาเทพเจ้าพร้อมเครื่องเซ่นไหว้ไว้ที่หน้าบ้านตลอดทั้งถนน พร้อมกับมีการจุดประทัดตลอดเส้นทาง ทำให้ทั้งเมืองมีควันธูปลอยคลุ้งส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล และมีเสียงประทัดดังตลอดเวลา และอีกพิธีหนึ่งคือการลุยไฟสะเดาะเคราะห์ หรือโก๊ยโห้ย รวมถึงการปีนบันไดมีดสูงกว่า 10 เมตร

ในช่วงจบส่งท้ายของพิธีกินเจภูเก็ตคือในคืนวันที่ 9 จะมีขบวนแห่พระไปส่งลงทะเลที่สะพานหิน และนำเสาโกเต้งลงมาดับโคมไฟทั้ง 9 ถือว่าสิ้นสุดพิธีกรรมทั้งหมดในเทศกาลกินเจ (ขอย้ำว่าอยากให้คุณไปชมด้วยตาตนเองสักครั้ง และคุณจะต้องบอกกับตัวเองว่ามหัศจรรย์มาก)

คุณเชื่อไหมครับ บางคนไปเที่ยวภูเก็ตหลายสิบครั้ง แต่ไม่เคยเข้าไปเที่ยวตัวเมืองเก่าของภูเก็ตเลย เพราะทุกครั้งที่ไปก็มุ่งหน้าไปทะเล ไปหาดทราย และไปเกาะเสียทุกคราไป จนมองข้ามความสวยงามของเมืองเก่าภูเก็ตไปอย่างน่าเสียดาย ทริปนี้นอกจากชวนคุณไปถือศีลกินเจ และไหว้เจ้าแล้ว ก็อยากชวนคุณไปดูเมืองเก่าแบบชิโนโปรตุกีสในย่านถนนพังงา ภูเก็ต รัษฎา และระนอง แต่หากจะพูดจริงๆ แล้วก็ต้องบอกว่าเกือบทุกถนนในตัวเมืองภูเก็ตมีอาคารเก่าแก่ที่สวยงามกระจายอยู่ทั่วไป

ภาพที่ Mr.Flower นำมาฝากคุณในวันนี้เป็นตึกสวยๆ งามค่ำคืนบนย่านถนนพังงาเท่านั้น แต่ไม่ได้นำภาพศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยมาฝาก เนื่องจากวันที่ไปภูเก็ตนั้นที่ศาลเจ้ากำลังจัดเตรียมสถานที่เพื่อเทศกาลกินเจ จึงทำให้ถ่ายภาพสวยๆ มาฝากไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ขอฝากทิ้งท้ายว่า ถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงกินเจ แต่ Mr.Flower ก็อยากเชิญชวนคุณๆ ให้งดทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดสักสัปดาห์ละ 2-3 วัน (หรือหากจะงดทานมากกว่านั้นได้ก็ดีครับ) เพราะการที่คุณงดทานเนื้อสัตว์ก็เท่ากับลดการฆ่าสัตว์ไปโดยปริยาย

ส่วนถ้าหากคุณๆ อยากจะไปเที่ยวเมืองเก่าภูเก็ตกับทริปของ Mr.Flower ก็โปรดติดต่อได้ที่หมายเลข 091-7233615 แต่ต้องเป็นช่วงหลังจากเทศกาลกินเจไปแล้วนะครับ เราไปกันกลุ่มเล็กๆ 14-16 ท่านเท่านั้นครับ

ส่วนทริปดอยตุง เชียงราย ที่เดินทางปลายเดือนตุลาคมนี้ที่นั่งเต็มแล้วครับ ขออภัยแฟนคอลัมน์ที่สนใจจะร่วมทริป แต่ Mr.Flower ไม่สามารถหาจัดที่นอนบนดอยตุงให้ได้แล้วครับ เอาไว้ทริปหน้านะครับ

 

ตะลอนเที่ยว : ดอยตุง : ธรรมชาติและชีวิตของผู้คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/236916

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง”

นี่คือพระราชดำรัสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีศรีสังวาลย์ หรือสมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวงของคนไทยทรงบอกไว้เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ซึ่งในวันนั้นดอยตุงเป็นป่าหัวโล้น ไร้ความอุดมสมบูรณ์

แต่ในวันนี้ ดอยตุงมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งทำกินของผู้คนมากมายทั้งคนไทยภูเขาและคนไทย เป็นสถานที่ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามและชวนให้ไปสัมผัส

ปลายฝนต้นหนาวนี้ คณะของเรา (18 คน) จะไปเที่ยวดอยตุงด้วยกัน และที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ คณะของเราจะได้ขึ้นไปพักบนดอยตุงลอดจ์ด้วย

หากถามว่าทำไมต้องตื่นเต้นกับการได้พักที่ดอยตุงลอดจ์ คำตอบคือ หนึ่ง ได้อยู่บนดอยตุงและได้พักใกล้กับสวนแม่ฟ้าหลวงมากที่สุด ดังนั้นจึงสามารถเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทุกแห่งในดอยตุงได้โดยไม่ต้องเร่งรีบ ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่จะได้สัมผัสคือ พระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง หอแห่งแรงบันดาลใจ และสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (สวนกุหลาบพันปี)

เมื่อพูดถึงดอยตุงลอดจ์แล้ว เดิมคือสำนักงานและที่พักของหน่วยอนุรักษ์ต้นน้ำที่ 31 กรมป่าไม้ เมื่อเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จฯ ประทับทรงงานที่พระตำหนักดอยตุง ในแต่ละครั้งเป็นระยะเวลาหลายเดือน บางโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ ทรงเยี่ยมด้วย จึงสร้างบ้านพักขึ้นใหม่ในบริเวณนี้ สำหรับขบวนเสด็จและพนักงานของโครงการ แต่บ้านพักนี้สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2540 หลังจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จสวรรคต ดังนั้นผู้บริหารโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานอนุญาตสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสพักอยู่บนดอยตุง และเพื่อหารายได้ไปดูแลรักษาห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ดอยตุงลอดจ์ จึงเป็นแหล่งสร้างงานอีกแห่งหนึ่งในโครงการดอยตุงฯ ซึ่งช่วยให้ผู้คนในพื้นที่ได้เรียนรู้วิชาชีพด้านการโรงแรม เช่น งานการต้อนรับ งานบริการ งานห้องอาหาร และงานบริหารจัดการ จึงทำให้คนในพื้นที่มีทางเลือกเพิ่มขึ้น มีรายได้ที่ดีและมีชีวิตที่มั่นคง ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองใหญ่

หลายคนอาจจะบ่นว่าทำไมจึงจองที่พักของดอยตุงลอดจ์ได้ยากเหลือเกิน คำตอบคือ เพราะที่แห่งนี้เต็มเกือบตลอดเวลา เพราะว่าถูกใช้สำหรับทำและอบรมโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์นานัปการ อาทิ โครงการสำหรับเยาวชนจากทั่วประเทศ ดังนั้นที่พักจึงเต็มเกือบทุกวัน แต่อย่างไรก็ตาม ถือเป็นโอกาสดีของคณะเราที่ได้มีโอกาสขึ้นไปพักในดอยตุงลอดจ์

คณะของเราจะขึ้นไปเที่ยวบนดอยตุงในวันที่ 30 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน เดินทางโดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โดยคณะตั้งใจจะนำหนังสือ ขนม ของใช้ในชีวิตประจำวัน และเสื้อผ้าไปมอบให้กับนักเรียนในโรงเรียนทุรกันดาร และมอบให้กับทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนด้วย ดังนั้นหากคุณผู้ใดมีความประสงค์จะบริจาคหนังสือที่มีประโยชน์สำหรับเด็ก กรุณาติดต่อ Mr.Flower นะครับ

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการจะเดินทางไปกับคณะของเรา โปรดติดต่อที่โทร.091-7233615

และก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ ขอนำภาพสวยๆ จากสวนแม่ฟ้าหลวง และภาพผลิตภัณฑ์คุณภาพดีจากโครงการดอยตุงมาฝากคุณๆ เพราะเชื่อแน่ว่า คุณต้องอยากไปร่วมทริปกับเรา

 

ตะลอนเที่ยว : ท้องฟ้า ขุนเขา ต้นไม้ สายหมอก ลำธาร : ของขวัญจากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/235799

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

… เพราะฉันรู้ว่าเธออ่อนโยน และฉันรู้เธอเอาใจใส่ อยากจะฝากหัวใจดวงหนึ่ง ซึ่งมีสิ่งของมากมายข้างใน

ท้องทะเลและป่าเขาลำเนาไพร ฟ้าและเมฆและหมอกดาวดวงน้อยใหญ่ แดดที่ยังส่องแสง น้ำบนใบหญ้า ลมที่ยังพัดโชย

จะฝากให้เธอไว้ …จะฝากให้เธอ… จะฝากให้เธอไว้… จะฝากเอาไว้ที่เธอ

เพราะฉันรู้ว่าเธอห่วงใย รักและหวงมากมายเช่นกัน จึงได้ฝากของอันสำคัญ ให้เธอเก็บมันให้นานเท่านาน นั่นคือท้องทะเลและป่าเขาลำเนาไพร ฟ้าและเมฆและหมอกดาวดวงน้อยใหญ่ แดดที่ยังส่องแสง น้ำบนใบหญ้า ลมที่ยังพัดโชย

ฝากเอาไว้… ฝากเอาไว้… ฝากเอาไว้ …ไว้ที่เธอ

(เพลง ฝากเอาไว้, ศิลปิน เฉลียง)

สองสามสัปดาห์มานี้ Mr.Flower เชิญชวนคุณไปเที่ยวเมืองเหนือในยามหน้าฝนด้วยกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าหน้าฝนให้ความรู้สึกที่เย็นฉ่ำสดชื่น และให้ความเขียวขจีของใบไม้ใบหญ้า (แต่บางคนอาจจะบอกว่าน่ากลัวน้ำป่าในยามหน้าฝน แต่ก็ต้องขอยืนยันว่าเราไปได้เข้าไปเที่ยวแบบเสี่ยงอันตราย เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวล)

ทริปนี้เราจะไปเที่ยวหมู่บ้านอาข่า บ้านหล่อโย ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ไปชมและร่วมการโล้ชิงช้าของอาข่า ไปนอนบ้านดิน กินอาหารธรรมชาติแท้ๆ เดินป่าแบบสบายๆ (แต่ถ้าฝนตกก็ไม่เดินป่าโดยจะเปลี่ยนเป็นนั่งและนอนดูหยาดฝนที่นอกชานหน้าบ้านแทน) ไปคุยกับพี่น้องอาข่า และนำขนมกับหนังสือที่มีประโยชน์ต่อสมองของเด็กๆ ไปมอบให้กับห้องสมุดของโรงเรียนบนภูเขา

ชุมชนอาข่าบ้านหล่อโยมีประชากรประมาณ150 คน เป็นชุมชนแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้บางครั้งอาจจะสื่อสารด้วยการพูดกับผู้สูงอายุบางคนไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่ทุกครั้งที่ได้คุยกันก็จะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมกับได้รับการเชิญชวนให้เข้าไปนั่งพักในบ้านอยู่เสมอ โดยแต่ละบ้านจะมีน้ำชาอุ่นๆ และแตงร้านที่เนื้อแน่นและกรอบมากเป็นของรับรอง

เด็กน้อยวัยประถมที่บ้านหล่อโยยังคงเล่นรถไม้และเล่นลูกข่าง แต่ก็แอบเห็นเด็กบางคนที่เริ่มโตเป็นวัยรุ่นนั่งก้มหน้าเล่นเกมจากโทรศัพท์มือถือแบบเอาจริงเอาจัง ส่วนเด็กน้อยอายุ 1-2 ขวบ ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็มีแก้มสีแดงสุกปลั่งเหมือนชมพู่แก้มแหม่ม เวลาเราเดินเข้าไปทักทายเขาก็จะโบกไม้โบกมือเล่นกับเรา เหมือนกับเพื่อนผู้ถูกชะตากัน

และทริปนี้คณะเราได้นอนในบ้านดินอาข่าของชายหนุ่มอาข่ารายหนึ่งอายุ 20 ปีปลายๆ ชื่อ โยฮันชายหนุ่มคนนี้มีความมุ่งมั่นอยากทำให้ชุมชนของเขายังคงเก็บรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอาข่าแบบดั้งเดิมไว้ให้มากและนานที่สุด และไม่ต้องการให้พี่น้องอาข่าทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปทำมาหากินในเมือง แต่อยากให้อยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน แล้วร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมรอบๆ หมู่บ้านเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

Mr.Flower ถามโยฮันว่า เคยนึกกลัวไหมว่าสักวันหนึ่งหมู่บ้านแห่งนี้จะมีสภาพเสื่อมโทรมเหมือนภูทับเบิก เพชรบูรณ์ เขาบอกว่าไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะที่นี่มีนักท่องเที่ยวน้อย แต่พอถามต่อว่า แล้วถ้าหากสื่อฯ ช่วยกันเขียนแนะนำสถานที่นี้ให้นักท่องเที่ยวรับรู้ แล้วผู้คนแห่กันขึ้นมาเที่ยวมากๆ เล่า จะรับมืออย่างไร เขาตอบว่า ที่นี่มีห้องพักเพียง 8 ห้องเท่านั้น โดยสี่ห้องเป็นแบบมีห้องน้ำในตัว ส่วนอีกสี่ห้องไม่มีห้องน้ำในตัว เพราะฉะนั้นจึงรับนักท่องเที่ยวได้เพียงครั้งละ 16 คน แต่เขาบอกว่ากำลังจะสร้างห้องพักเพิ่มอีกสัก 4 ห้อง Mr.Flower ถามต่อว่า แล้วหากคนอื่นๆ ในหมู่บ้านจะสร้างบ้านดินขึ้นมาบ้าง หรือถ้ามีนายทุนภายนอกเข้ามาสร้างห้องพักเพิ่มจะแก้ปัญหาอย่างไร โยฮันบอกว่า ต้องคุยกันในชุมชนให้ชัดเจนว่าจะทำห้องพักทั้งหมดกี่ห้อง เพื่อมิให้มีห้องพักเกิดขึ้นมากจนทำลายสภาพแวดล้อม Mr.Flower จึงบอกว่า หากที่นี่มีสภาพเป็นภูทับเบิกก็หมายถึงความมีเสน่ห์ของธรรมชาติก็จะหมดไป แล้วผู้คนที่รักธรรมชาติก็จะไม่มาที่นี่อีก

สำหรับทริปเที่ยวเมืองเหนือ หรือพูดให้ตรงประเด็นคือเที่ยวเชียงราย ดอยตุง ซึ่งคณะของเราจะเดินทางไปเที่ยวกันในช่วงประมาณ 19-22 ตุลาคมรับสมาชิกเพียง 16 คนเท่านั้น โดยจะนอนที่บ้านดินอาข่า 1 คืน แล้วไปนอนที่ดอยตุงลอดจ์อีก 2 คืนนั้น ขณะนี้ยังสามารถรับสมาชิกได้อีกจำนวนหนึ่งครับ ถ้าหากคุณๆ สนใจร่วมทริปกับเรา โปรดติดต่อหมายเลขโทร.091-7233615 และโปรดเตรียมหนังสือดีๆ ไปมอบให้กับห้องสมุดโรงเรียนบนภูเขาด้วยนะครับ

บ้านดินอาข่า

 

 

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองเหนือยามหน้าฝน สดชื่น เย็นฉ่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/234661

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วัดโป่งนํ้าร้อน ต.ดอยฮาง

หน้าฝนเป็นช่วงที่หลายต่อหลายคนบ่นว่าไม่น่าเดินทางท่องเที่ยว เพราะฝนตก ทำให้ขับรถยากลำบาก เฉอะแฉะ ทำให้เนื้อตัวเปียกปอน สกปรกเลอะเทอะ

แต่อันที่จริงแล้วอยากจะบอกว่า หน้าฝนเป็นช่วงที่น่ารักและน่าเดินทางท่องเที่ยวไม่แพ้หน้าร้อนหรือหน้าหนาว เพราะหยาดฝนที่เย็นฉ่ำทำให้ต้นไม้ต้นไร่สดชื่นเขียวขจี และอากาศหลังฝนตกก็สะอาดสดชื่นทำให้หายใจได้เต็มปอด สูดลมหายใจแล้วชื่นใจสุดๆ

หมู่บ้านโป่งนํ้าร้อน

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวเมืองเหนือ โดยเฉพาะในเขตป่าเมืองเหนือในยามหน้าฝนด้วยกัน รับรองว่าคุณจะได้รับความสดชื่น เย็นฉ่ำ ทำให้ประทับใจแบบไม่รู้ลืม

วันนี้เราจะไปเที่ยวบ้านป่าเมี่ยงโป่งน้ำร้อน ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย สาเหตุที่เลือกไปที่นี่เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติมากมาย อาทิ น้ำตกห้วยแก้ว และน้ำพุร้อน ไร่ชาอู่หลง และป่าชาพันธุ์อัสสัม

สถานที่แห่งนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติอย่างแท้จริง เพราะที่นี่ไม่มีแหล่งบันเทิงที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงเหมือนในเขตเมืองใหญ่ๆ แต่ทว่าทุกแห่งหนของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้จะอยู่ใกล้ชิดและแวดล้อมด้วยธรรมชาติโดยแท้จริง และเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรประมาณ 250-300 คนเท่านั้น

หมู่บ้านโป่งนํ้าร้อน

หมู่บ้านแห่งนี้มีความน่ารักหลายประการ โดยเฉพาะกฎระเบียบของชุมชน เช่น ห้ามตัดไม้ในเขตพื้นที่ป่าชุมชน ห้ามล่าสัตว์ในเขตหมู่บ้านห้ามปล่อยสารพิษใดๆ ลงในเขตต้นน้ำ ห้ามเผาป่า ห้ามลักขโมยข้าวของห้ามจับปลาในเขตอนุรักษ์ ห้ามจับสัตว์น้ำโดยใช้ไฟฟ้าช็อต ยาเบื่อ ระเบิด และปืนลูกปิงปอง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ห้ามส่งเสียงดังในยามวิกาลหลังช่วงสี่ทุ่มไปแล้ว ยกเว้นช่วงเทศกาล ห้ามยิงปืนในยามวิกาลในเขตที่พักอาศัย ห้ามปล่อยสัตว์เลี้ยงไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ห้ามทะเลาะวิวาทในงานกิจกรรมใดๆ ของชุมชน และงานประเพณีของชุมชน สมาชิกของชุมชนต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ห้ามนำหน่อไม้ออกขายก่อนและหลังเปิดประมูลในช่วง 15 กรกฎาคมถึง 15 กันยายน ทุกปี ห้ามตัดใบตองกล้วยในเขตป่าต้นน้ำก่อนและหลังกำหนด ในช่วง 1 กรกฎาคมถึง 31 ธันวาคม ทุกปีและห้ามตัดไม้ทุกชนิดในเขตป่าชุมชน ป่าต้นน้ำ หากมีความจำเป็นต้องใช้ไม้ต้องแจ้งต่อกรรมการหมู่บ้านก่อน และต้องได้รับอนุมัติจากกรรมการหมู่บ้านก่อนตัดไม้

ข้อห้ามทั้งหมดข้างต้นนี้มีโทษปรับเป็นขั้นๆ เช่น ตั้งแต่ 200 บาท ถึง 5,000 บาท หรือปรับเป็นจำนวน 10 เท่าของราคาสิ่งของที่กระทำละเมิด รวมถึงจะถูกส่งตัวดำเนินคดีความด้วย หากสิ่งที่กระทำละเมิดเป็นความผิดกฎหมายของบ้านเมือง นี่คือกฎระเบียบเบื้องต้นประจำหมู่บ้านซึ่งสมาชิกทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หมู่บ้านแห่งนี้มีเสน่ห์มากมาย อาทิ รอยยิ้มและไมตรีของคนในชุมชน ซึ่งอยู่รวมกันอย่างกลมกลืนระหว่างคนเมืองกับคนไทยภูเขาเผ่าอาข่า และยังมีมนต์เสน่ห์จากลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่านหมู่บ้าน รวมถึงเสน่ห์จากวัดเล็กๆ ชื่อวัดโป่งน้ำร้อน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับลำธารริมเนินเขา

ไร่ชาอู่หลง

นอกจากนี้ยังมีชารสอร่อย หอมหวล ชวนชิมชวนดื่ม คือชาอัสสัมและชาอู่หลง แถมยังมีเมี่ยงที่ทำจากใบชาอัสสัมให้เคี้ยวอีกด้วย หลายคนคงสงสัยว่าชาอู่หลงกับชาอัสสัมแตกต่างกันอย่างไร ตอบง่ายๆ สั้นๆ เพื่อความเข้าใจเร็วๆ คือ ชาอู่หลงเป็นชาทรงพุ่มที่ปลูกตามเนินเขา มีอายุสั้นกว่าชาอัสสัม เพราะชาอัสสัมเป็นไม้ยืนต้น บางต้นอายุอาจยืนยาวนับร้อยปีและเป็นต้นไม้ใหญ่ รสชาติและกลิ่นหอมของชาทั้งสองชนิดนี้ก็ต่างกัน เช่น ชาอัสสัมจะมีรสชาติที่เข้มและขมกว่าชาอู่หลง ใบของชาอัสสัมใหญ่กว่าใบชาอู่หลง เป็นต้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรักหรือชอบรสชาติของชาชนิดใดมากกว่ากัน เพราะขึ้นกับความชื่นชอบส่วนบุคคล

สำหรับอาหารการกิน และที่พักอาศัยในเขตหมู่บ้านป่าเมี่ยงโป่งน้ำร้อนก็จะเน้นความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง เพราะอาหารทุกมื้อก็จะทำมาจากผักและผลไม้ในชุมชน เช่น หน่อไม้ ใบชา ผักสด และข้าวไร่หรือข้าวนึงที่ปลูกในหมู่บ้าน หากต้องการเนื้อสัตว์ก็จะใช้เนื้อไก่ และเนื้อหมูที่เลี้ยงไว้ในชุมชน แต่หากไม่ประสงค์จะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อทำเป็นอาหารก็สามารถจะขอให้ทำอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ได้ ส่วนที่พักก็เป็นแบบกึ่งโฮมสเตย์ คืออยู่อย่างใกล้ชิดกับคนในชุมชน แต่ไม่ได้อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ห้องพักไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่มีเครื่องทำน้ำร้อน สำหรับใช้ในช่วงที่อากาศเย็นจัดๆ

ชุ่มฉ่ำหลังฝน

ขอเน้นย้ำว่าความสุขและความสนุกที่ได้จากการท่องเที่ยวแบบนี้คือ การได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับคนในชุมชน ได้นั่งเล่นมองฟ้า มองก้อนเมฆ มองต้นไม้ และสูดอากาศบริสุทธิ์ แล้วมองดูดาวที่พร่างพราวเต็มท้องฟ้าในยามค่ำคืน และที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือ การได้อยู่กับตัวเองโดยแท้จริง รับรองว่าคุณจะได้พักผ่อนเต็มที่อย่างแท้จริง คุณจะได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ แล้วตื่นเช้าตรู่โดยไม่ต้องเร่งรีบแต่งตัวไปทำงาน ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาจราจรติดขัดและไม่ต้องสูดควันพิษเหมือนการใช้ชีวิตประจำวันในเมืองใหญ่ เช่นกรุงเทพฯ

หมายเหตุ ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ Mr.Flower จัดทริปแอ่วเมืองเหนือ 3 คืน 4 วัน ไปเที่ยวชุมชนอาข่า หมู่บ้านหล่อโย จังหวัดเชียงราย พักค้างคืนที่บ้านดินอาข่า 1 คืน และพักที่ดอยตุงลอดจ์ 2 คืน ทริปนี้รับสมาชิกเพียง 18 รายเท่านั้น คุณๆ ที่สนใจโปรดติดต่อจองที่นั่งได้ที่เบอร์ 091-7233615

ใบชาอัสสัม

หากินประสาแม่ลูก

HE AIN’T HEAVY, HE’S MY BROTHER

พรมธรรมชาติ ปูด้วยมอสและไลเคน