ตะลอนเที่ยว : ความสุขใจที่เกิดจากการให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/233503

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ผู้ให้ย่อมมีความสุขใจ และอิ่มเอมใจ” นี่คือความจริงแท้ที่บังเกิดผลต่อผองผู้ซึ่งเป็นผู้ให้ทุกผู้ทุกนาม ความสุขใจอันเกิดจากการให้ และการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ รวมถึงเหล่าสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา ทำให้โลกใบนี้ร่มเย็นเป็นสุข

การให้โดยปราศจากเงื่อนไข ให้ด้วยจิตคิดเมตตาโดยแท้ ให้ด้วยความเต็มใจ ให้โดยไม่รู้สึกเสียดายหรืออาลัยอาวรณ์กับของที่ได้สละหรือบริจาคไปแล้วโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ กลับคืน จะยังผลให้กับผู้ให้บังเกิดความปีติและอิ่มเอมใจ

โครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้ชาวนาชาวสวนรายย่อยเพื่อนำไปเลี้ยงดูต่อไป ซึ่งหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้อ่านแนวหน้าได้ร่วมกันจัดทำโครงการนี้ขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2559 นับเป็นโครงการหนึ่งที่เกิดจากความตั้งใจให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ นับจากวันแรกที่เริ่มต้นโครงการจวบจนถึงขณะนี้ คณะของพวกเราทุกคนได้ไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์มาแล้วรวม 33 ชีวิต แล้วนำไปมอบให้ชาวนชาวสวนรายย่อย 12 ครอบครัว โดยส่วนมากจะเป็นกลุ่มเกษตรกรจากสหกรณ์การเกษตร อ.ศรีประจันต์จ.สุพรรณบุรี และเกษตรกรใน อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี และได้มอบให้กับสวนบำบัด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี รวมถึงเกษตรกรจาก อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ด้วย

โครงการไถ่ชีวิตโคกระบือที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าและผู้อ่านจัดทำขึ้นนี้มีเงื่อนไขพิเศษอยู่ที่ว่า ผู้ซึ่งรับโคกระบือไปเลี้ยงดูต้องทำสัญญากับผู้มอบให้ โดยสัญญามีสาระสำคัญคือ ต้องไม่ฆ่า ไม่ขาย ไม่ทำร้ายโคกระบือ และผู้มอบให้มีสิทธิ์ไปเยี่ยมดูโคกระบือได้เป็นระยะ หากตกลูกออกมาแล้วประสงค์จะเลี้ยงดูต่อไป ผู้มอบให้ก็ยินดีให้เลี้ยงดูต่อไป แต่หากจะขายลูกที่ตกออกมาให้ผู้อื่น ก็มีข้อห้ามคือ ห้ามขายเพื่อนำไปฆ่า แต่หากไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูต่อไป ก็ต้องส่งคืนให้กับผู้มอบให้ หากทำผิดเงื่อนไขสัญญา ผู้กระทำผิดจะถูกแจ้งความฟ้องร้องและดำเนินคดีจนถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์และนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะไปช่วยดูแลสุขภาพสัตว์ให้ตามกำหนดระยะเวลา และให้คำแนะนำเรื่องการผสมเทียมกับเกษตรกรด้วย

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2559 คณะของเราจำนวนประมาณ 30 คน ได้ร่วมเดินทางไปไหว้พระวัดสำคัญๆ บางวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิงวัดมงคลบพิตร วัดหน้าพระเมรุ และวัดสุวรรณดาราราม และได้ไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ วัดใหญ่ชัยมงคลด้วย จากนั้นก็ได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อโต ที่วัดป่าเลไลยก์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งผู้ร่วมคณะทุกคนล้วนอิ่มบุญและมีความสุขกันทั่วหน้า

เมื่อกราบพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็แวะไปเยี่ยมกระบือชุดหนึ่งที่มอบให้กับเกษตรกรใน อ.ศรีประจันต์ (ซึ่งในตอนแรกตั้งใจจะไปเยี่ยมโคที่มอบให้กับเกษตรกรอีกครอบครัวหนึ่งที่ศรีประจันต์ด้วย แต่เนื่องจากเวลาไม่พอ จึงเยี่ยมได้เพียงครอบครัวเดียว) กระบือทั้ง 3 ชีวิตนี้มีคู่หนึ่งเป็นฝาแฝด ชื่อ โชคกับชัย ส่วนอีกตัวหนึ่งชื่อมี

วันที่คณะของเราไปเยี่ยมเกษตรกรที่รับกระบือไปเลี้ยง เขาได้กล่าวขอบคุณคณะผู้มอบให้ และย้ำว่าชีวิตของเขาตั้งแต่เด็กๆ มาแล้วผูกพันกับโคและกระบือมาโดยตลอด เขาบอกว่าพ่อแม่สั่งสอนให้ทุกคนในบ้านรักและเคารพโคกระบือ เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีบุญคุณต่อคน เพราะโคช่วยทำงาน ส่วนกระบือช่วยไถนาปลูกข้าว และนวดข้าว จนทำให้ผู้คนมีข้าวกินอย่างอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่โบราณกาล เขาบอกด้วยว่า เขาสามารถยกมือไหว้กระบือได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ เพราะประจักษ์มาโดยตลอดว่าชีวิตของเขามีข้าวกินก็เพราะบุญคุณของกระบือ แม้วันนี้เขาจะไม่ได้ทำนาด้วยแรงงานกระบืออีกต่อไป แต่ก็ยินดีเลี้ยงกระบือไว้อย่างดี โดยทำคอกให้กระบือได้อยู่อย่างสุขสบาย ทำมุ่งป้องกันยุงและแมลง ก่อไฟให้ความอบอุ่น และเพื่อให้มีควันไฟไล่ยุง แมลง และฝูงเหลือบไม่ให้เข้าไปกัดกระบือ ในช่วงกลางวันก็ปล่อยให้กระบือออกไปเดินกินหญ้าในสวน โดยปล่อยให้เดินโดยอิสระ และได้ขุดหนองน้ำเล็กๆ ไว้เพื่อให้พวกเขาลงไปนอนแช่น้ำและแช่โคลนในช่วงบ่ายๆ ที่อากาศร้อนจัด

คณะของเราสังเกตได้ชัดว่ากระบือที่มอบไปนั้นมีสุขภาพดีอ้วนสมบูรณ์ และอารมณ์ดี เวลาคณะของเราเข้าไปเล่นด้วยพวกเขาก็ไม่ตื่นตระหนก แต่กลับเดินเขามาเลียมือ และเอาหัวชนมือของพวกเราเบาๆ ทำให้ผู้ไปเยี่ยมบางรายน้ำตาไหลด้วยความยินดี และบอกว่าวันหน้าจะมาเยี่ยมอีก

นี่คือความสุขเล็กๆ แต่เป็นความสุขแท้จริงจากการให้ของพวกเรา และจากผู้อ่านแนวหน้าทุกคน

ครั้งหน้าคณะของเราตั้งใจจะไปเยี่ยมโคกระบือที่สวนบำบัด อ.พนัสนิคม หากกำหนดวัดเวลาได้ชัดเจนแล้วจะเรียนให้คุณๆผู้อ่านรับทราบครับ เพื่อจะได้เดินทางไปด้วยกัน และขอเรียนให้ทราบว่า โครงการนี้ยังดำเนินต่อไป ดังนั้นหากคุณผู้อ่านสนใจรายละเอียดโครงการ และต้องการร่วมบริจาคสมทบทุน โปรดติดต่อหมายเลขโทร.091-7233615

หมายเหตุ ขอขอบคุณ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการสนับสนุนรถตู้พนักงานขับรถ และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงอนุญาตให้พนักงานจากสำนักสื่อสารองค์กรและชุมชนสัมพันธ์เดินทางไปร่วมโครงการในช่วงการเดินทางไปไถ่ชีวิตโคกระบือที่โรงฆ่าสัตว์ ใน อ.เมือง จ.นครปฐม ทุกครั้ง รวมถึงจัดหารถยนต์และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในทริปไหว้พระ และเยี่ยมโคกระบือ ในครั้งนี้ด้วย

ขอบคุณผู้อ่านแนวหน้าทุกท่านที่ร่วมบริจาคเงินเพื่อโครงการนี้ ถึงแม้บางท่านจะไม่ได้ไปร่วมทริปนี้ก็ตาม แต่ก็หวังว่าจะสามารถไปร่วมได้ในทริปต่อๆ ไป

ขอบคุณ เจ้าของและเพื่อนพนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่ร่วมกันทำโครงการนี้ขอบคุณ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สนับสนุนน้ำดื่มและอาหารว่างในการเดินทาง

และขอขอบคุณโคกระบือที่เกิดมาเพื่อช่วยให้มนุษย์สามารถทำนาปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงดูชาวโลกได้อิ่มหนำสำราญ แม้สุดท้ายแล้วพวกเขาจะถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหารของคนที่กินข้าวที่พวกเขาช่วยปลูกก็ตาม

 

ตะลอนเที่ยว : สวนแม่ฟ้าหลวง ณ ดอยตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/232442

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวนแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง จังหวัดเชียงราย เป็นสวนไม้ดอกและสวนป่าที่ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สวนแม่ฟ้าหลวงอยู่ในเขตพระตำหนักดอยตุง พระตำหนักทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือที่คนไทยภูเขาถวายพระนามว่า แม่ฟ้าหลวง สวนแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าพระตำหนัก เป็นสวนไม้ดอกเมืองหนาวที่มีพันธุ์ดอกไม้นานาชนิดให้ชมตลอดปี แต่ส่วนมากผู้คนมักนิยมไปชมสวนนี้ในช่วงหน้าหนาว เพราะจะได้ชมความงามและความหลากสีสันของดอกไม้แสนสวยจากเมืองหนาว อาทิ พิทูเนียบีโกเนีย ซัลเวีย แมกโนเลีย กุหลาบ ลิ้นมังกร หงอนไก่ บาซูก้า พวงคราม รักเร่ ดอกลำโพง และดอกไม้สวยๆ อีกสารพัดชนิดที่จำชื่อได้ไม่หมด

แต่มิใช่ว่าสวนแม่ฟ้าหลวงจะมีดอกไม้สวยๆ ให้ชมเฉพาะในยามหน้าหนาวเท่านั้น แต่ต้องยืนยันว่าดอกไม้ที่สวนนี้สวยงามทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อนหรือหน้าฝน เพราะพันธุ์ไม้ดอกในสวนจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่ที่มีให้ชมตลอดปีก็คือกล้วยไม้ และบานชื่น

สำหรับคนที่ไม่เคยรู้ประวัติความเป็นมาของพื้นที่แห่งนี้ก่อนที่จะสร้างพระตำหนักดอยตุง สวนป่าและสวนไม้ดอกแสนสวยรอบๆ ดอยตุงแห่งนี้ ในอดีตคือป่าหัวโล้น และไร่ฝิ่น รวมถึงยังเป็นเส้นทางลำเลียงฝิ่น เฮโรอีน และอาวุธสงคราม บนเทือกเขาของดอยนางนอน ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 1,200 เมตร

แต่ด้วยน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวงที่ทรงตั้งพระทัยจะพลิกฟื้นเขาหัวโล้นแห่งนี้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ชาวไทยภูเขาที่อยู่อาศัยในเขตทุรกันดารแห่งนี้ได้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม มีอาชีพทำกินที่มั่นคง ดังนั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2530 จึงได้มีการเริ่มก่อสร้างพระตำหนักดอยตุง ซึ่งสมเด็จย่าทรงตั้งพระทัยไว้ว่า เมื่อทรงมีพระชนมายุเกิน 90 พรรษาจะไม่เสด็จไปประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีก เนื่องจากทรงพระชรามาก การเสด็จพระราชดำเนินไปในต่างประเทศจะเป็นเรื่องยุ่งยากและลำบาก ดังนั้นเมื่อทรงมีพระชนมายุ 88 พรรษา ในปี 2530 ได้มีผู้ทูลเกล้าฯ เสนอที่บนดอยตุงให้ทรงพิจารณา เมื่อทรงเห็นที่แห่งนี้แล้วจึงตัดสินพระทัยที่จะสร้างพระตำหนักดอยตุง ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่าบ้านดอยตุง และทรงมีรับสั่งว่าจะปลูกป่าบนดอยสูงแห่งนี้

จากนั้นก็ได้มีกำเนิดโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย อาทิ กรมชลประทาน กรมป่าไม้ และหน่วยงานด้านกรมการปกครอง รวมถึงทหารและตำรวจ แล้วโครงการพัฒนาดอยตุงก็สามารถพลิกฟื้นคืนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้สำเร็จหลังจากดำเนินกิจการไปได้ระยะเวลาหนึ่ง

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ บริเวณดอยตุงและเขตป่ารอบๆ ดอยตุงก็มีสภาพสมบูรณ์และงดงามดังปรากฏ ชาวไทยภูเขา (ประกอบด้วย เผ่าอาข่าลาหู่ ไทยใหญ่ จีนฮ่อ) ที่เคยทุกข์ยากแห้งแล้งกันดารก็มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง มีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลูกหลานได้เรียนหนังสือ และส่วนใหญ่ก็ทำงานกับโครงการพัฒนาดอยตุง ด้วยเหตุนี้เองชาวไทยภูเขาเหล่านี้จึงรักและเทิดทูนสมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวงอย่างสุดชีวิต

อันที่จริงเมื่อเวลาไปเยี่ยมชมพระตำหนักดอยตุง เราก็มักจะไปชม สวนแม่ฟ้าหลวง หอแห่งแรงบันดาลใจ สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (สวนกุหลาบพันปี)

แต่วันนี้ ในบริเวณสวนแม่ฟ้าหลวงมีของน่าสนใจสิ่งใหม่ให้คุณได้สัมผัส นั่นคือ ดอยตุง tree top way หรือ ทางเดินเรือนยอดไม้ ทางเดินชมป่า ชมไร่กาแฟ ชมไร่ชา และชมพันธุ์ไม้นานาชนิด รวมถึงชมทิวทัศน์ดอยช้างมูบ ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่1 สิงหาคม ปีนี้

ทางเดินเรือนยอดไม้นี้มีความสูงตั้งแต่ 30 เมตรไปจนถึงสูงสุดประมาณ 60 เมตร ยาวประมาณ 300 เมตร แบ่งเป็น 6 ช่วงทางเดิน ซึ่งมีความสูงลดหลั่นกันไป แต่ขอรับรองความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผ่านการตรวจสอบที่ทำให้ผู้เดินบนทางเดินนี้มั่นใจได้เต็มที่ การเดินชมธรรมชาติบนทางเดินเรือนยอดไม้นี้จะให้ความรู้สึกและสัมผัสที่แตกต่างกันไป เพราะบางวันจะได้เดินชมธรรมชาติได้ไกลสุดลูกตา โดยเฉพาะในวันที่ฟ้าใสอากาศดี แต่หากเป็นช่วงที่เมฆลอยตัวลงต่ำ(เช่นวันที่ผมไปชมมา) ก็จะได้เดินท่ามกลางก้อนเมฆ ได้สัมผัสความเย็นของละอองน้ำจากก้อนเมฆ ซึ่งอาจจะมองเห็นทิวทัศน์ได้ไม่ไกลนัก หรือบางวันก็มีหมอกขาวลอยรอบๆ ตัวบนทางเดิน เรียกได้ว่ามีบรรยากาศแตกต่างกันไปตามแต่สภาพอากาศจะ
เอื้ออำนวย (แต่หากมีฝนตกหนัก มีลมพายุ จะไม่อนุญาตให้เดินบนทางเดินนี้)

ค่าบริการสำหรับทางเดินเรือนยอดไม้คือ150 บาทต่อคน ไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หรือผู้ที่มีความสูงน้อยกว่า 120 เซนติเมตร ร่วมกิจกรรมนี้แต่ละรอบจะเปิดให้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 12-13 คน ให้บริการทุกๆ 30 นาที เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 17.00 น.

คุณๆ อยากไปเที่ยวดอยตุง ไปชมพระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง หอแห่งแรงบันดาลใจและสวนกุหลาบพันปี แล้วไปนอนที่บ้านบนดอยสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดกับ Mr.Flowerและกลุ่มผู้อ่านแนวหน้าไหมครับ หากสนใจโปรดโทรศัพท์ติดต่อหมายเลข 091-7233615 คณะของเราจะเดินทางด้วยกันเพียง 20 คน ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ครับ

 

ตะลอนเที่ยว : ลมหายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/229185

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

…..เธอคือลมหายใจ เธอคือ
ทุกอย่าง จะรักเธอไม่มีวันจางไปจากใจ
ก็เพราะเธอคือลมหายใจ เธอคือทุกอย่าง จะรักเธอไม่มีวันจางไปจากใจ
ก็เพราะเธอคือลมหายใจ เธอคือทุกสิ่ง จะให้ทิ้งอะไรก็ยอมทุกอย่าง
จากนี้ ใจฉันจะมีแต่เธอ…..
…..จะให้ทำเช่นไร ในเมื่อใจยังไม่ลืมภาพเธอ หลับตาครั้งใดยังคงเจอภาพเธอในใจ
เฝ้าคิดถึงเธอ ไม่รู้ว่าจะเจอเมื่อไหร่ เป็นคำถามที่ค้างคาใจ ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอ…..
(ลมหายใจ : บอย โกสิยพงษ์)

เนื้อเพลงที่ให้ความรู้สึกซาบซึ้งและกินใจผู้ฟังโดยเฉพาะผู้ที่กำลังตกอยู่ในห่วงแห่งความรัก รวมถึงผู้ที่เคยมีความรัก ถูกนำไปประกอบเป็นเพลงหลัก และถูกใช้เป็นชื่อของละครเวทีแบบ Musical Show เรื่องลมหายใจ ซึ่งกำลังเปิดการแสดงที่เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ ถ.รัชดาภิเษก ห้วยขวาง ในขณะนี้

มนุษย์กับความรักเป็นของคู่กัน (บางคนเชื่อเช่นนั้น แต่บางคนก็ไม่เชื่อ) ดังนั้นถ้าหากมั่นใจว่าเรารักใครก็จงบอกเขาไปว่าเรารักเขาอย่าเก็บคำพูดดีๆ เช่นนี้ไว้ เพราะการที่ไม่ยอมบอกรักเขาในวันนี้ อาจจะทำให้เราหมดโอกาสบอกรักคนรักของเราไปตลอดชีวิต

ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่จีรัง เราไม่สามารถคาดรู้ได้แน่นอนว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราหรือกับคนที่เรารักนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไปดังนั้นเมื่อเรารักเขา ก็จงบอกความในใจเขาคนนั้นเสียตั้งแต่ตอนนี้อย่ารอวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้อาจมาไม่ถึง และอาจไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับเรา เพราะฉะนั้นจงทำวินาทีนี้และวันนี้ให้ดีที่สุด

มีคนจำนวนไม่น้อยไม่กล้าบอกคำรักชัดๆ และตรงๆ กับคนที่ตนเองรักและรู้สึกดีด้วย (ไม่เพียงเฉพาะคนที่เรารักในฐานะคนรักเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ น้อง รวมถึงเพื่อนๆ สนิทของเราด้วย) เราจะต้องไปเขินอายทำไมกับการบอกคำว่า “ผมรักคุณ” หรือ “หนูรักคุณแม่มากที่สุด” “ผมรักพ่อมากครับ” หรือ “เพื่อนเอ๋ย เรารักเพื่อนนะ” ทำไมต้องอายกับการพูดคำดีๆเช่นนี้ ทำไมไม่พูดตั้งแต่ตอนนี้ ทำไมต้องรอ รอเพื่ออะไร แล้วรู้หรือว่าหากไม่พูดให้เขารู้เสียแต่บัดนี้ วันพรุ่งนี้ หรือวินาทีต่อจากนี้ไป เขาหรือเราจะได้กลับมาเจอกันอีก

นั่นคือสาระสำคัญของ Musical Show เรื่อง ลมหายใจ ที่Mr. Flower เก็บเกี่ยวได้จากการชมละครเรื่องนี้

ละครเพลงเรื่องลมหายใจเป็นผลงานการกำกับการแสดงโดย สันติ ต่อวิวรรธน์ ควบคุมการผลิตโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ส่วนเจ้าของบทเพลงรักหวานๆ ในเรื่องคือ บอย โกสิยพงษ์ ส่วนเสียงดนตรีสดที่ประกอบบทละครเป็นผลงานการกำกับของ พัชรพงศ์ จันทาพูน และปิติ เกยูรพันธ์

นักแสดงนำคือ นภัทร อินทร์ใจเอื้อ, ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร,หนึ่งธิดา โสภณ, ธนพร แวกประยูร และ อาริศา หอมกรุ่น

นอกจากนี้ ยังมีผู้มีส่วนร่วมทำให้ละครเวทีมีชีวิตชีวามากขึ้น อาทิ ฝ่ายออกแบบเครื่องแต่งกาย ออกแบบฉาก กำกับเสียงและแสง กำกับลีลาท่าเต้น กำกับศิลป์ และดำเนินการและควบคุมการผลิต ที่ช่วยกันทำให้ละครมีความสมจริงมากที่สุด

ละครเวทีเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (two-way communication)ดังนั้นละครเวทีจะประสบความสำเร็จไปไม่ได้เลย หากไม่มีผู้ชม

ประเทศไทยยังมีผลงานการแสดงดีๆ ให้เราได้ชมกัน ขอแค่เพียงเราช่วยกันสนับสนุนและให้กำลังใจนักแสดงและผู้ผลิตผลงานเท่านั้น แล้วประเทศไทยจะนำผลงานดีๆ ออกมาให้เราชมตลอดไป คุณสามารถจองบัตรได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์  โทร.02-2623456

 

ตะลอนเที่ยว : ท่องเที่ยวเชิงกีฬา Thailand Golf Travel Mart (TGTM) 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/228117

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คุณๆ ทราบไหมครับว่า กีฬากอล์ฟ เป็นกีฬาที่ทำเงินตราอย่างมากมายมหาศาลให้กับธุรกิจนี้ โปรดดูข้อมูลต่อไปนี้ แล้วคุณจะเห็นชัดว่า รายได้จากกีฬากอล์ฟมีมากมายเพียงใด

จำนวนผู้เล่นกอล์ฟในอเมริกา 23-24 ล้านคน ในยุโรป 2.26 ล้านคน อเมริกาใต้และอัฟริกา 1.5 ล้านคน ญี่ปุ่น 7 ล้านคน เกาหลีใต้ 5 ล้านคน และในอาเซียน 3 ล้านคน มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากกิจกรรมอันเกี่ยวข้องกับธุรกิจกอล์ฟจากทั่วโลกรวม 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก Asia Pacific Golf Group : APGG ซึ่งนำเสนอในงาน Thailand Golf Travel Mart 2016 ที่พัทยา เมื่อต้นสัปดาห์นี้)

กอล์ฟเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงแรกนั้นถือได้ว่าเป็นกีฬาเฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้น แต่แล้วกอล์ฟก็ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกอล์ฟระหว่างประเทศ เป็นครั้งแรกในปี 2518 คือรายการกอล์ฟเวิลด์คัพ ครั้งที่ 23 หลังจากนั้นก็มีสนามกอล์ฟเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีนักออกแบบสนามกอล์ฟระดับโลกมาออกแบบสนามกอล์ฟในไทยมากมาย และมีผู้นักกอล์ฟซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนมากเข้ามาออกรอบในสนามกอล์ฟของไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามส่งเสริมให้ประเทศมีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาประเภทต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพราะตระหนักว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยต่างหลงใหลในเกมกีฬาและกอล์ฟก็คือกิจกรรมการกีฬาประเภทหนึ่งที่ททท. พยายามประชาสัมพันธ์ให้นักกอล์ฟจากทั่วโลกรู้จักเมืองไทยผ่านกีฬาชนิดนี้

ช่วงวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ททท. จัดโครงการ Thailand Golf Travel Mart (TGTM) 2016 นำผู้ซื้อ (Buyer) จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 165 ราย มาพบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ขาย (Seller) ในประเทศจำนวน 92 ราย และเชิญสื่อมวลชนจากต่างประเทศกว่า 42 รายมาร่วมรายงานข่าวนี้ ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การเน้นย้ำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นจุดหมายของนักกอล์ฟระดับโลก (World Class Golf Destination)

แน่นอนว่าเมืองไทยมีสนามกอล์ฟประมาณ 200 กว่าสนามกระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีสนามกอล์ฟมาตรฐานระดับโลกหลายสิบแห่ง สนามกอล์ฟเหล่านี้คือเครื่องดึงดูดนักกอล์ฟจากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัส แต่การเข้ามาตีกอล์ฟในเมืองไทยนั้นมิใช่จบแค่เพียงการไปตีกอล์ฟเท่านั้น แต่ยังทำให้นักกอล์ฟและครอบครัว และผู้ติดตามสามารถสัมผัสความงามของศิลปวัฒนธรรมของเมืองไทยในแง่มุมอื่นๆ รวมถึงได้รับบริการในด้านอื่นๆ อาทิ ด้านโรงแรม อาหาร ด้านสปา และที่ท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมโบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และแหล่งธุรกิจอีกสารพัดชนิด

ผู้ประกอบการด้านธุรกิจกอล์ฟชาวอเมริกันและเยอรมันที่ไปร่วมงานครั้งนี้บอกกับ Mr.Flower ว่า เวลานักกอล์ฟชาวต่างชาติมาตีกอล์ฟที่เมืองไทย เขาไม่ได้เน้นเฉพาะการตีกอล์ฟเพียงอย่างเดียว แต่เขายังไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของไทย และบางครั้งครอบครัวของเขาก็ตามมาด้วย โดยลูกและภรรยาของเขาก็ได้มีโอกาสไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งวัฒนธรรมต่างๆ ของไทย ภรรยาของนักกอล์ฟต่างชาติหลายคนชื่นชอบผลไม้ไทย สปาไทย อาหารไทย และผ้าไหมไทย เป็นอย่างมาก หลายคนก็ชื่นชมบริการต่างๆ ในโรงแรมระดับห้าและหกดาวของเมืองไทย แล้วนำเรื่องที่เขาประทับใจไปบอกเล่าให้เพื่อนๆ และญาติพี่น้องในต่างประเทศได้รับรู้ต่อๆ ไป

กีฬาด้านกอล์ฟเป็นกิจกรรมของกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการกีฬาที่ถือได้ว่ามีกำลังซื้อค่อนข้างสูงมากกลุ่มหนึ่ง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถต่อยอดการตลาดด้านการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี อาทิ ด้านโรงแรมระดับห้าดาว ด้านการช็อปปิ้ง ด้านธุรกิจสปา และอาหาร เป็นต้น

จากสถิติของททท. ระบุว่าเมื่อปี 2558 มีนักท่องเที่ยวผู้นิยมกอล์ฟเดินทางเข้าประเทศไทย 5 แสน 3 หมื่นคน ทำรายได้ให้ประเทศประมาณ 4,400 ล้านบาท ประมาณการว่า ในปี 2559-2560 จะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้าประเทศไทยในอัตราที่เติบโตประมาณร้อยละ 3โดยนักท่องเที่ยวที่นิยมเข้ามาตีกอล์ฟในไทยมากที่สุดมาจากตลาดหลัก2 แหล่ง คือ เอเชียตะวันออก และอาเซียน

นักกอล์ฟต่างชาติกลุ่มหนึ่งบอกกับ Mr.Flower ว่าสนามกอล์ฟของไทยได้มาตรฐานโลก แต่คิดราคาค่าบริการที่ถูกกว่าในหลายประเทศมาก ซึ่งถือเป็นจุดดึงดูดใจของนักกอล์ฟที่สำคัญที่สุด และที่มากกว่านั้นคือสามารถเล่นกอล์ฟในไทยได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากประเทศไทยไม่มีหิมะ แต่ถึงแม้จะมีฝนตกหนักในบางช่วง แต่ระบบการระบายน้ำในสนามกอล์ฟที่ได้มาตรฐานโลกก็ทำให้สามารถใช้บริการได้โดยไม่มีอุปสรรค และอีกสิ่งหนี่งทำให้นักกอล์ฟหลงรักประเทศไทยคือ แคดดี้ของไทยมีมารยาทดี มีน้ำใจ และสามารถให้บริการแบบมืออาชีพ

เมื่อได้ฟังความเห็นจากทั้งผู้ทำธุรกิจด้านกีฬากอล์ฟและจากนักกอล์ฟหลายคนจากหลายประเทศที่มีต่อประเทศไทยแล้ว ก็ทำให้พอจะมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า กีฬากอล์ฟคือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นและเพิ่มยอดรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระที่อยุธยา-สุพรรณฯ แล้วแวะเยี่ยมโค-กระบือที่ร่วมบริจาคให้ชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/226965

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Mr.Flower มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศให้แฟนคลับหนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนคอลัมน์บุคคลแนวหน้าโดยธรรมกร รวมถึงผู้ติดตามคอลัมน์ตะลอนเที่ยวว่า โครงการร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูจนกว่าโค-กระบือจะสิ้นอายุขัย โดยมีสัญญาผูกมัดแน่นหนาว่าห้ามฆ่าและห้ามขายโค-กระบือที่ได้รับบริจาคโดยเด็ดขาด ล่าสุดโครงการนี้สามารถไถ่ชีวิตของพวกเขาได้แล้ว 32 ชีวิต ขอเรียนย้ำว่าโครงการนี้เป็นความร่วมมืออย่างดียิ่งระหว่างผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าผู้มีใจเมตตากรุณาต่อสัตว์ร่วมโลกซึ่งมีบุญคุณกับเรา และบุคลากรทุกคนในหนังสือพิมพ์แนวหน้า

วัดพนัญเชิง

เพื่อเป็นการสร้างสายสัมพันธ์อันดีร่วมกันระหว่างผู้อ่านแนวหน้าที่ร่วมกันทำโครงการแห่งความเมตตาต่อสัตว์ในโครงการนี้ Mr.Flowerขอเรียนเชิญแฟนคลับแนวหน้าร่วมเดินทางไปไหว้พระและทำบุญในวัดสำคัญในพระนครศรีอยุธยาและสุพรรณบุรี แล้วแวะไปเยี่ยมโค-กระบือที่บริจาคให้ชาวนา ในวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2559 การเดินทางครั้งนี้เป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ

คณะของเราจะไปไหว้พระวัดสำคัญๆ (บางวัด) ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดพนัญเชิงวรวิหาร กราบนมัสการพระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อซำปอกง) พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในอยุธยา, วัดใหญ่ชัยมงคล วัดสำคัญครั้งสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, วัดมงคลบพิตร วัดที่อยู่ชิดติดกับพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา, วัดหน้าพระเมรุ วัดที่ตั้งอยู่ใกล้กับเขตพระนครของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกกองทัพพม่าเผาทำลาย เนื่องจากกองทัพพม่าตั้งกองบัญชาการรบอยู่ ณ วัดแห่งนี้ และแวะกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยไท จากนั้นมุ่งหน้าไปจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อไปกราบพระที่วัดป่าเลไลยก์ และไปชมอนุสาวรีย์ยุทธหัตถี ณ ดอนเจดีย์ แล้วแวะเยี่ยมโค-กระบือที่บริจาคให้กับชาวนาในอำเภอศรีประจันต์

วัดหน้าพระเมรุ

อันที่จริงโครงการนี้ได้มอบโค-กระบือให้กับเกษตรกรหลายจังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี ขอนแก่น และชลบุรี เป็นต้น แต่สำหรับการเดินทางใน
ครั้งนี้จะแวะเยี่ยมโค-กระบือที่ศรีประจันต์เท่านั้น เพราะเวลาเดินทางมีค่อนข้างจำกัด คณะของเราตั้งความหวังไว้ว่าในครั้งหน้าจะไปไหว้พระวัดสำคัญๆ ในเขตชลบุรีและฉะเชิงเทรา แล้วแวะไปเยี่ยมโค-กระบือที่บริจาคให้เกษตรกรที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

วัดใหญ่ชัยมงคล

รายละเอียดการเดินทางทำบุญและไหว้พระวัดสำคัญในอยุธยา-สุพรรณฯ แล้วแวะเยี่ยมโค-กระบือคือ

06.30 น. พบกันที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถ.วิภาวดีรังสิต (ตรงข้ามกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์) จุดสังเกตที่ตั้งของสำนักงานหนังสือพิมพ์คือหน้าซอยมีปั๊มแก๊สปตท.ตั้งอยู่ เข้าในซอยประมาณ 50 เมตร

07.00 น. ออกเดินทางด้วยรถบัส มุ่งหน้าไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อกราบนมัสการพระที่วัดพนัญเชิงฯ วัดใหญ่ชัยมงคล วัดมงคลบพิตรวัดหน้าพระเมรุ

12.30 น. รับประทานอาหารกลางวันริมแม่น้ำเจ้าพระยา (อาหารมื้อนี้ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่จะเน้นปลาและกุ้ง รวมถึงผักและผลไม้)

13.30 น. เดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระศรีสุริโยไท

14.10 น. เดินทางไปสุพรรณบุรี กราบนมัสการพระที่วัดป่าเลไลยก์แล้วเดินทางไปอนุสาวรีย์ยุทธหัตถี ดอนเจดีย์

16.30 น. แวะชมสวนเกษตรของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ และเยี่ยมโค-กระบือที่บริจาคให้เกษตรกร

17.15 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความอิ่มเอมใจ โดยสวัสดิภาพทุกคน

19.30 น. ถึงกรุงเทพฯ ด้วยความประทับใจในผลบุญกุศลที่ร่วมกันทำในครั้งนี้

(หมายเหตุ ขอให้ผู้ที่ร่วมเดินทางโปรดใช้บริการรถสาธารณะเพื่อไปยังสำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า เนื่องจากที่จอดรถยนต์ในสำนักงานมีจำนวนจำกัด อาจไม่สะดวกต่อการจอดรถยนต์ของสมาชิกผู้ร่วมเดินทาง)

ค่าบริการท่านละ 1 พันบาท รับสมาชิกเพียง 30 รายเท่านั้น (ล่าสุดเหลือที่นั่งจำนวนไม่มากแล้วครับ)

วัดมงคลบพิตร

สำหรับแฟนแนวหน้ารายใดที่มีความประสงค์จะร่วมสมทบทุนเพื่อไถ่ชีวิตโค-กระบือ โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 ทั้งนี้คณะผู้ดำเนินโครงการจะไปไถ่ชีวิตโค-กระบืออีกในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ณ โรงฆ่าสัตว์จังหวัดนครปฐม หากผู้อ่านรายใดต้องการร่วมเป็นพยานในการไถ่ชีวิตที่โรงฆ่าสัตว์ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์เดียวกันนี้ คณะผู้ดำเนินโครงการไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากผู้ประสงค์จะร่วมเดินทางไปที่โรงฆ่าสัตว์ด้วยกัน แต่รับผู้สนใจได้เพียง 4-5 รายเท่านั้นครับ

วัดป่าเลไลยก์

ก่อนจากวันนี้ Mr. Flower ขอเชิญชวนให้คุณๆ งดการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด เพื่อลดการฆ่าสัตว์ใหญ่ในสังคมไทย และขอเรียนแจ้งว่าหากแฟนหนังสือพิมพ์แนวหน้ารายใดมีความพร้อมที่จะสามารถรับโค-กระบือไปเลี้ยงดูเพื่อให้เขาเหล่านั้นมีความสุขในชีวิตได้ โปรดติดต่อเพื่อพูดคุยทำสัญญาได้ที่หมายเลข 091-7233615 ครับ

สาธุ ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับผู้มีจิตเมตตาต่อสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเราทุกคน แล้วพบกันวันเดินทางไปอยุธยาและสุพรรณบุรีครับ

(ขอขอบคุณ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่อนุเคราะห์พาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางในครั้งนี้)

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

อนุสาวรีย์ยุทธหัตถี

อนุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยไท

ชีวิตที่รอความตาย เพื่อให้คนได้อิ่มท้อง

ท้องแก่ใกล้คลอด วัวตัวนี้คณะของเราไถ่ชีวิตเขาแล้ว

อิสรภาพกลางท้องทุ่ง

อิสรภาพกลางท้องทุ่งที่พวกเรามอบให้เขา

ตะลอนเที่ยว : น่าน-แพร่ เมืองที่กาลเวลาถูกสะกดให้หยุดนิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/225951

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วัดพระธาตุเขาน้อย

ความเจริญเป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนา แต่ถ้าหากเป็นเพียงแค่ความเจริญทางวัตถุแล้วทำให้ความสุขสงบของเมืองมลายหายไป เรื่องเช่นนี้ไม่ถูกเรียกว่าความเจริญ หรือพัฒนาการของเมือง แต่มันคือการทำให้เมืองสูญเสียความสุข และความสงบไปโดยปริยาย

จังหวัดต่างๆ ของไทยสูญเสียความสุข ความสงบ และความงามตามวิถีดั่งเดิมไปจนหมดสิ้นเมื่อเมืองเติบโตขึ้นจนเต็มไปด้วยตึกสูงๆ เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง แต่ทว่าสิ่งก่อสร้างที่แปลกปลอมเหล่านั้นกลับทำลายล้างเอกลักษณ์ของเมืองไปจนไม่หลงเหลือรูปลักษณ์ และเอกลักษณ์ดั้งเดิมของเมือง

สำหรับน่านและแพร่ยังอาจจะถือได้ว่าเป็นเมืองที่ยังสามารถรักษาเอกลักษณ์ของเมืองเก่าที่มีชีวิตชีวา และสามารถรักษาเอกลักษณ์ดั่งเดิมของตนไว้ได้อย่างน่านับถือ แม้จะถูกกระแสของการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุนิยมและบริโภคนิยมโหมกระหน่ำบุกรุกอย่างหนักก็ตาม

แต่ถึงกระนั้นเมืองน่านก็ยังมีปัญหาใหญ่มากคือ การโค่นทำลายป่าบนภูเขาจนโกร๋นเหี้ยนเตียนไม่เหลือแม้แต่ตอไม้ แล้วเอาที่บนภูเขาไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด เพื่อป้อนให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ที่เปิดกิจการอยู่ในประเทศไทย ส่วนแพร่ก็มีปัญหานี้ไม่แตกต่างไปจากน่านมากนัก

แต่น่านและแพร่ในมุมมองของความเป็นเมืองเก่าที่สามารถหยุดกาลเวลาได้ชั่วขณะ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองรวมถึงวัดวาอาราม และบ้านเรือนที่ปลูกสร้างด้วยไม้อายุนับร้อยปีก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้ผู้คนใหลหลงไป

น่านและแพร่คือเมืองในโครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด plus แต่ห้ามพลาดในที่นี้คือห้ามพลาดการไปเที่ยวชม

ไปน่านแล้วไปเที่ยวอะไร เที่ยวที่ไหน

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดภูมินทร์

สถานที่แห่งแรกที่ต้องไปคือวัดภูมินทร์ ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน วัดนี้เป็นวัดหลวง ภายในวิหารจตุมุขประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสี่องค์หันพระปฤษฎางชนกัน และมีสิ่งสำคัญภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูบแต้ม แสดงเรื่องพุทธชาดก และชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงตำนานพื้นบ้านของชาวเมืองน่าน ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือภาพปู่ม่านย่าม่าน สำหรับผู้อ่านที่อายุเกิน 50 ปี อาจจะจำได้ว่าวิหารวัดภูมินทร์นี้เคยปรากฏอยู่หลังธนบัตรใบละ 1 บาทของไทยมาก่อน

น่านเป็นเมืองที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับหลวงพระบาง ของลาว เพราะมีความละม้ายกันมากในเรื่องของเมืองที่มีวัดวาอารามอยู่มากมายภายในเขตเมือง วัดต่างๆ ในเมืองน่านมีประมาณ 50 วัด นอกจากวัดแล้วเมืองน่านยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดน่าน ซึ่งเดิมคือคุ้มเจ้าหลวงเมืองน่าน สิ่งสำคัญที่เก็บรักษาไว้ภายในคือ งาช้างดำคู่บ้านคู่เมืองของน่าน

เมื่อออกไปนอกเขตเมืองน่านสักเล็กน้อยก็จะมีวัดพระธาตุเขาน้อยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน
ปางประทานพร

พระธาตุแช่แห้ง

เมื่อออกจากตัวเมืองไปเล็กน้อย โดยไปที่อำเภอภูเพียง ก็จะมีสถานที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งคือวัดพระธาตุแช่แห้ง ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่บนเนินทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ในอดีตคือศูนย์กลางเมืองน่าน วัดพระธาตุแช่แห้งสร้างในสมัยเจ้าพระยาการเมือง เป็นที่ประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมืองน่าน เจดีย์พระธาตุแช่แห้งเป็นเจดีย์ธาตุราศีของผู้เกิดปีเถาะ

น่านมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั้งแหล่งโบราณสถานและสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ชุมชนไทลื้อที่อำเภอท่าวังผา บ้านหนองบัว ที่แห่งนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่องผ้าทอลายน้ำไหล และเมื่อมาถึงชุมชนนี้ก็ต้องไม่พลาดการไปกราบนมัสการพระพุทธรูปที่วิหารวัดหนองบัว และต้องไม่พลาดการชมจิตรกรรมฝาผนังของวัดนี้โดยเฉพาะภาพวาดที่แสดงการแต่งกายของผู้หญิงนุ่งซิ่นลายน้ำไหลและซิ่นตีนจก

บ่อเกลือสินเธาว์

และที่พลาดไม่ได้เช่นกันคือที่อำเภอบ่อเกลือ แหล่งเกลือสินเธาว์ขนาดใหญ่ของเมืองไทยตั้งแต่ยุคโบราณ ปัจจุบันชาวบ่อเกลือยังคงรักษาการทำเกลือภูเขาแบบดั่งเดิมไว้ ส่วนที่อำเภอเวียงสา ซึ่งติดกับจังหวัดแพร่ ก็เป็นเมืองที่คุณยังสามารถพบเห็นบ้านไม้สักแบบดั่งเดิมที่ชาวบ้านยังใช้พักอาศัยในชีวิตจริง และที่เวียงสามีวัดเชียงยืน ซึ่งมีสถาปัตยกรรมละม้ายกับวัดเชียงทอง ในหลวงพระบางมาก และที่พลาดไม่ได้อีกเทศกาลหนึ่งคือประเพณีแข่งเรือยาววันออกพรรษาในลำน้ำน่าน

ขอบอกเพียงสั้นๆ ว่า น่านมีที่เที่ยวนานาชนิดให้คุณเที่ยวชมได้ทั้งปี ลองไปน่านสักครั้งแล้วคุณจะประทับใจ หากคุณได้นั่งสามล้อถีบแล้วค่อยๆ ชมตัวเมืองน่านแบบแช่มช้า ขอยืนยันว่าคุณจะต้องกลับไปเยือนเมืองน่านอีกอย่างแน่นอน

พระธาตุช่อแฮ

ส่วนเมืองแพร่ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเช่นกัน บางคนเรียกว่าเมืองของพระลอ พระเพื่อน และพระแพง เมืองแพร่มีพระธาตุประจำเมืองคือพระธาตุช่อแฮ พระธาตุประจำผู้เกิดปีขาล องค์พระธาตุสร้างเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน สร้างด้วยอิฐโบกปูนแล้วหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง นอกจากนี้ยังมีพระธาตุจอมแจ้งตั้งอยู่ห่างจากพระธาตุช่อแฮไปประมาณ 2 กิโลเมตร

คุ้มเจ้าหลวง

สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเมืองแพร่คือคุ้มวงศ์บุรี ถนนคำลือ บ้านไม้สักสองชั้นสร้างแบบยุโรปประยุกต์ทรงปั้นหยา สิ่งที่ทำให้คุ้มหลังนี้เป็นที่ประทับใจผู้ได้ชมมากคือลวดลายของไม้แกะสลักประดับที่หน้าจั่ว ชายคา ระเบียง ช่องลม ชายน้ำ หน้าต่าง และประตู และที่ต้องไม่พลาดชมคือคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ถนนคุ้มเดิม ตำบลในเวียง เป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรปหรือเรียกง่ายๆ ว่าทรงขนมปังขิง คุ้มเจ้าหลวงหลังนี้มีประตู 72 บาน ใต้ถุนสูง ในอดีตบริเวณใต้ถุนอาคารเคยใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ

ส่วนบ้านอีกหลังหนึ่งที่ได้รับคำกล่าวถึงอย่างมากคือบ้านประทับใจ หรือบ้านเสาร้อยต้น เป็นบ้านที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เสาบ้านเป็นไม้สักรวม 130 ต้น เสาแต่ละต้นมีอายุเฉลี่ย 300 ปีตั้งอยู่บนนถนนสาย แพร่-ลอง หมายเลข 1023

ผ้าม่อฮ่อม

เมื่อไปถึงแพร่แล้ว หลายคนก็ต้องไปชมแพะเมืองผี สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่เกิดจากการถูกฝน น้ำ และลมกัดเซาะมานานนับล้านปีและที่พลาดไม่ได้เป็นอย่างยิ่งเมื่อมาถึงแพร่คือ การหาซื้อเสื้อผ้าม่อฮ่อม บ้านทุ่งโฮ้ง ม่อฮ่อมคุณภาพดีที่ถูกกล่าวขานมานานหลายสิบปี

วนอุทยานแพะเมืองผี

เมืองแพร่และเมืองน่านเป็นเมืองที่หลายต่อหลายคนอาจจะมองข้ามผ่านไป แต่ขอรับรองว่าหากคุณได้มีโอกาสไปเที่ยวไปชมและไปสัมผัสสักครั้ง คุณจะหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของเมืองต้องห้ามพลาดทั้งสองนี้ ไม่เชื่อลองไปพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

ดอยเสมอดาว

ล่องแก่งลำนํ้าว้า

ตะลอนเที่ยว : ชมนก ชมไม้ ในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ จตุจักร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/224789

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรุงเทพฯ มีต้นไม้และพื้นที่สีเขียวน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบพื้นที่แบบตารางกิโลเมตรต่อกิโลเมตรกับเมืองหลวงของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือแม้กระทั่งเปรียบเทียบกันเองกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน สำหรับผู้ที่เคยไปเวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย คงตอบได้ชัดว่ากรุงเทพฯ มีต้นไม้ใหญ่น้อยกว่าเมืองที่กล่าวมาทั้งสิ้น

ข้อความนี้เป็นจริงมากที่สุด เพราะผู้ที่เคยไปเที่ยวชมหรือเคยอยู่อาศัยในประเทศที่พัฒนาแล้วจะรู้ได้โดยทันทีว่า กรุงเทพฯ มีต้นไม้ใหญ่น้อยมาก แถมยังมีสวนสาธารณะน้อย แต่ที่น่าเป็นห่วงมากก็คือสวนสาธารณะที่มีอยู่ก็มีต้นไม้ใหญ่ไม่มาก

มีคำถามว่าทำไมกรุงเทพฯ มีต้นไม้ใหญ่น้อยมากตามถนนหนทางก็ไม่ปลูกต้นไม้ใหญ่ ครั้นเมื่อปลูกต้นไม้ขนาดกลางก็ยังอุตส่าห์ตัดเสียราวกับจะโค่นต้นไม้ทิ้ง เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะว่า คนกรุงเทพฯ ไม่รักต้นไม้หรือหรือเป็นเพราะว่าผู้บริหารกรุงเทพฯ ไม่รักต้นไม้

แต่ช่างเถอะ ใครจะรักหรือไม่รักต้นไม้ก็เรื่องของเขา แต่ Mr.Flower ขอเชิญชวนให้คุณผู้อ่านรักต้นไม้ให้มากๆ และขอให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ ดูแลต้นไม้ และรักษาต้นไม้ให้เติบโต เพื่อความร่มเย็น เพื่อเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ และเพื่อความสบายตาของผู้พบเห็น

วันนี้เราไปเที่ยวสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯที่ถนนกำแพงเพชร เขตจตุจักร ด้วยกันครับ ขอยืนยัน ว่าสวนแห่งนี้มีความร่มรื่นมาก มีต้นไม้มากมาย ถึงแม้จะยังไม่มีต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่ามีความเขียวขจี ให้ความร่มเย็น และเป็นที่อยู่อาศัย รวมถึงเป็นที่หากินของนกนานาชนิต รวมถึงกระรอกหางเป็นพวงที่แสนน่ารักจำนวนมาก

สวนแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา ภายในสวนมีพันธุ์ไม้
นานาชนิด อาทิ พันธุ์ไม้ที่มีดอกหอมสารพัดชนิด อาทิ กุหลาบมอญ สายหยุด นางแย้ม เป็นต้น และยังมีพันธุ์ไม้ใบสวย และไม้ดอกสารพัดชนิด พันธุ์ไม้ในวรรณคดีไทย พันธุ์ไม้ประจำจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดของไทย พันธุ์ไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ไทย พันธุ์ไม้เฉลิมพระเกียรติ บัวสารพัดชนิดทั้งไทยและเทศ ชบาทุกสายพันธุ์จากหลากหลายเขตของโลกไม้น้ำหลากหลายสายพันธุ์ พันธุ์กล้วยทุกชนิดทั้งกินได้และเพื่อการประดับตกแต่ง มะพร้าวสารพัดพันธุ์ รวมถึงพันธุ์ไม้นามพระราชทาน และพันธุ์ไม้เฉลิมพระเกียรติ อาทิ กุหลาบควีนสิริกิติ์ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ดุสิตา นิมมานนรดี มณีเทวา เป็นต้น และยังมีไม้ตระกูลเข็ม ปาล์มทั้งพันธุ์ไทยแท้ และพันธุ์จากต่างประเทศ รวมถึงลั่นทมนานาชนิด

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ คือสวนพฤกษศาสตร์ เป็นแหล่งรวมพันธุ์ไม้นานาชนิดไว้เพื่อการศึกษาและเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจอย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติในเขตเมืองหลวงของประเทศไทย

สวนแห่งนี้ยังให้ความสำคัญกับผู้พิการทางสายตาด้วย โดยการปลูกต้นไม้มีกลิ่นหอมเป็นจุดๆ ไว้แล้วทำทางเดินโดยมีราวเป็นที่จับเพื่อเดินไปสัมผัสกับความหอมของดอกไม้ได้อย่างใกล้ชิด โดยมีทั้งไม้ดอกหอม ใบหอม เปลือกหอม และมีอักษรเบรลล์บรรยายไว้ผสมกับเสียงบรรยายเรื่องราวของต้นไม้ต่างๆ แต่ที่น่าสนใจคือที่ต้นไม้ใหญ่จะมี QR code ติดไว้ทุกต้น ทำให้สามารถใช้ระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่อ่านประวัติและวงศ์ของต้นไม้ได้ทุกต้น

และที่มหัศจรรย์มากคือ มีป่าพรุซึ่งมีสภาพไม่ต่างไปจากป่าพรุในเขตภาคใต้ของไทย เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น ดังนั้นสวนแห่งนี้จึงมีระบบนิเวศน์ที่คล้ายคลึงกับป่าธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่ง

และล่าสุดในช่วงเดือนมหามงคล สิงหาคม ปีนี้ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ร่วมกับ มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนแห่งนี้จะเปิดพื้นที่สวนป่ารักน้ำเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปีและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 สวนป่ารักน้ำถูกสร้างขึ้นโดยจำลองมาจากป่าต้นน้ำ มีพื้นที่ 9 ไร่ จำลองระบบนิเวศน์ให้เหมือนกับป่าต้นน้ำโดยแท้จริง

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ตั้งอยู่ติดกับสวนจตุจักร และสวนรถไฟ (สวนวชิรเบญจทัศ) เปิดให้บริการฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00-20.30 น. ทางเข้าที่สะดวกที่สุดคือเข้าประตูเดียวกับพิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพฯ

ขอเชิญชวนให้คุณไปสัมผัสความเขียวขจีความร่มรื่นของสวนแห่งนี้ และคุณสามารถวิ่งหรือเดินออกกำลังกายได้บนทางเดินทางยาวประมาณ2 กิโลเมตรเศษ ใต้ร่มไม้ที่แสนร่มเย็น รับรองว่าคุณจะหลงรักสวนแห่งนี้ ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่รักและหลงใหลในต้นไม้และพันธุ์ไม้นานาชนิด

 

ตะลอนเที่ยว : สุรินทร์ บุรีรัมย์ เมืองแห่งปราสาทหินในเขตอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/223619

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปราสาทหินพนมรุ้ง

ความตั้งใจเดิมของ Mr.Flower กับการเดินทางไปเที่ยวจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ในครั้งนี้คือการไปชมความงามของปราสาทหินให้ครบทุกแห่งในจังหวัดทั้งสอง แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนความตั้งใจในภายหลัง เพราะแค่เพียงระยะเวลา 3 วัน ของการเดินทางคงไม่สามารถติดตามไปชมความงามของปราสาทหินที่มีหลายสิบแห่งได้ แต่ก็ตั้งใจว่าในวันข้างหน้าจะกลับไปตระเวนชมความวิจิตรของปราสาทหินให้ครบทุกแห่งในบุรีรัมย์และสุรินทร์

ทริปนี้เราเริ่มต้นกันที่บุรีรัมย์ โดยมุ่งตรงไปที่ปราสาทพนมรุ้ง ศาสนาสถานซึ่งได้รับการขนานนามว่าทิพยวิมานบนเขาไกรลาส ปราสาทนี้สร้างขึ้นบนภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว โดยสร้างในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 15-17 สันนิษฐานว่าผู้ทรงสร้างคือพระเจ้านเรนทราทิตย์ แห่งราชวงศ์มหิทธรปุระ เพื่อเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ครั้นต่อมาศตวรรษที่ 18 สำหรับ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นพุทธศาสนสถานในช่วงเวลานั้น ปราสาทหินนี้สร้างด้วยหินทรายสีชมพู

วัดเขาอังคาร

หลายต่อหลายคนจะพากันไปชมปรากฏการณ์ชมแสงพระอาทิตย์ส่องผ่านประตู 15 ช่องของพนมรุ้ง ซึ่งใน 1 ปีจะสามารถชมได้ 4 ช่วงคือ วันที่ 6-8 มีนาคม และวันที่ 6-8 ตุลาคม (ชมพระอาทิตย์ตกผ่าน 15 ช่องประตู) ส่วนวันที่ 3-5 เมษายน วันที่ 8-10 กันยายน (ชมพระอาทิตย์ขึ้นผ่าน 15 ช่องประตู) จุดที่ดูคือด้านหน้าและด้านหลังของปราสาทหิน แต่ที่อยากจะขอบอกว่าต้องไม่พลาดชมก็คือหน้าบัน และทับหลังต่างๆ ในปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งมีความงามแตกต่างกันไป บางคนเข้าใจว่าที่พนมรุ้งมีเพียงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เท่านั้น แต่ขอเรียนว่ามีทับหลังอีกมากมาย โดยเฉพาะหน้าบันรูปศิวนาฏราช และหน้าบันรูปพระกฤษณะทรงปราบนาคกาลียะ แล้วจะยิ่งมีอรรถรสในการชมมากยิ่งขึ้นหากมีความรู้เรื่องเทพเจ้าต่างๆ ตามความเชื่อของฮินดูเป็นอย่างดี

ต่อด้วยปราสาทเมืองต่ำ ที่อยู่ห่างจากปราสาทพนมรุ้ง ประมาณ 8 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สันนิษฐานว่าปราสาทแห่งนี้สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 เป็นศิลปะขอมแบบปาปวน สร้างเป็นเทวสถานของลัทธิไศวนิกาย ปราสาทเมืองต่ำมีขนาดไม่ใหญ่โตเท่าปราสาทพนมรุ้ง มีกำแพงสูงประมาณ 3 เมตร ล้อมรอบทุกด้าน และภายนอกปราสาทมีสระน้ำ (บาราย) ล้อมทั้งสี่ด้านด้วย เปรียบเหมือนเกษียรสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ส่วนใจกลางเขตปราสาทมีประสาท 5 องค์ แต่มีองค์กลางสูงที่สุดเปรียบเสมือนเขาไกรลาสที่ประทับพระศิวะเจ้า ส่วนทับหลังที่สำคัญของปราสาทเมืองต่ำคือทับหลังที่สลักเป็นพระอินทร์ประทับนั่งบนช้างเอราวัณ

ปราสาทเมืองตํ่า

จากนั้นก็ต่อไปชมปราสาทหินในเขตจังหวัดสุรินทร์ เริ่มที่ปราสาทศีขรภูมิ เป็นปราสาทขนาดเล็ก ศิลปะขอมแบบบาปวนผสมนครวัด สร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ปราสาทแห่งนี้ประกอบด้วยปรางค์ก่อด้วยอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันยกพื้นสูง มีบาราย (สระน้ำ) ล้อมรอบ 3 ด้าน มีองค์กลางคือปรางค์ประธาน ก่อด้วยหินทราย ผสมศิลาแลงและอิฐ ปราสาทศีขรภูมินี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่รวมงานศิลป์ชิ้นสำคัญของปราสาทหินที่เป็นศิลปะขอม โดยเฉพาะรูปทวารบาลยืนถือกระบองประกบอยู่ด้านข้างนางอัปสรา และที่นี่ยังได้รับการยอมรับว่ามีรูปสลักนางอัปสราที่งดงามและสมบูรณ์แบบที่สุดในบรรดางานศิลปะการแกะสลักหินในปราสาทหินที่ปรากฏอยู่ในเขตเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปสลักนางอัปสราทรงเครื่องในกรอบประตูด้านหน้าของปรางค์ประธาน ส่วนทับหลังก็สลักเรื่องราวของพระศิวะ 3 ตอน คือศิวนาฏราชบนแท่นหงส์ 3 ตัวที่อยู่เหนือเศียรเกียรติมุข มีรูปพระคเณศ พระพรหม พระวิษณุ และนางปารพตี (พระอุมา) อยู่ด้านล่าง โดยได้ชื่อว่าสวยงามและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองไทย

วนอุทยานเขากระโดง

ต่อด้วยปราสาทหินบ้านพลวง ในเขตอำเภอปราสาท เป็นปราสาทขนาดเล็กแต่ฝีมือการสลักหินวิจิตรบรรจงมาก องค์พระปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงหินทราย และอิฐ เป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมจำหลักลายวิจิตรมาก แต่องค์ปรางค์พังทลายลงเหลือเพียงครึ่งเดียว โดยส่วนยอดพังหายไปแล้ว

อันที่จริงแล้วในเขตจังหวัดสุรินทร์ยังมีปราสาทหินอีกมากมาย อาทิ ปราสาทตาเมือนธม  ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาเมือน ซึ่งเรียกรวมกันว่ากลุ่มปราสาทตาเมือนตั้งอยู่บนแนวเขาพนมดงรัก ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชามาก หากจากชายแดนเพียง 10 กิโลเมตร เท่านั้น

เมืองสุรินทร์ยังได้รับการขนานนามว่าเมืองช้าง ดังนั้นเมื่อมาแล้วก็ต้องไปเที่ยวหมู่บ้านช้างที่อำเภอท่าตูม ชุมชนชาวส่วยด้วย ที่นี่มีการฝึกหัดช้าง เลี้ยงช้าง และคล้องช้าง ชาวบ้านทางตูมเลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อน กินนอนร่วมกัน ไม่ได้เลี้ยงช้างไว้เพื่อใช้แรงงานเหมือนในภาคเหนือของไทย นักท่องเที่ยวที่เป็นคู่สามีภรรยามักนิยมไปจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ศูนย์คชศึกษา ส่วนช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ช่วงขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 6 ที่วัดแจ้งสว่าง บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จะมีการแห่นาคด้วยช้างกว่า 50 เชือก ข้ามลำน้ำมูลในพิธีอุปสมบท ส่วนในสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤศจิกายนทุกปีจะมีงานช้างสุรินทร์ ที่สนามกีฬาศรีณรงค์

ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง

และเป็นปกติเมื่อได้มาเที่ยวแล้ว ก็ต้องซื้อของดีประจำเมืองสุรินทร์และบุรีรัมย์กลับบ้านด้วย ของดีเมืองสุรินทร์จำพวกผ้าคือผ้าไหมยกทองจันทร์โสมา บ้านท่าสว่างที่เป็นผ้าทองยกทองชั้นสูงแบบราชสำนักไทยโบราณ และยังมีเครื่องเงินจำพวกลูกประคำเงิน(ลูกประเกือม) บ้านเขวาสินรินทร์ บ้านโชค บ้านสะดอ อำเภอเขวาสินรินทร์ส่วนของที่ระลึกจากเมืองบุรีรัมย์คือ ผ้าไหมและผ้าฝ้ายบ้านนาโพธิ์ผ้าซิ่นตีนไหมแดง ผ้าเอกลักษณ์ของชาวอำเภอพุทไธสงและอำเภอนาโพธิ์ ผ้าฝ้ายภูเขาไฟภูอัคนี เป็นผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟของชุมชนบ้านเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์โปรดโทร. 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

เขื่อนลำนางรอง

ปราสาทศีขรภูมิ

ประเพณีบวชนาคช้าง

หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง

ตะลอนเที่ยว : ข้าวแช่ บ้านกัลยาณมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/222523

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 09.58 น.
“ข้าวแช่ เขาทานกันหน้าร้อนเท่านั้น หน้าอื่น เขาไม่ทานกันหรอก”

จริงหรือ ที่ต้องทานข้าวแช่แค่เพียงช่วงหน้าร้อนเท่านั้น แล้วถ้าทานในหน้าอื่นจะถือเป็นเรื่องผิดปกติหรือ

วันนี้ Mr.Flower ชวนคุณไปทานข้าวแช่กัน ขอเรียนว่าหากจะทานข้าวแช่หน้าไหนก็ไม่ผิด เพียงแต่ติดปัญหาที่ว่า จะมีผู้ทำข้าวแช่อร่อยๆ ให้ทานหรือเปล่าเท่านั้น

อ้อ! แล้วที่มีผู้บอกว่า เขาไม่ทานข้าวแช่ในหน้าหนาว ก็เพราะอากาศมันเย็นอยู่แล้ว จริงหรือครับ แล้วทำไมยังทานไอศกรีมในหน้าหนาวเล่าครับ หรือว่าไอศกรีมไม่เย็น (ฮา ฮา ฮา)

คนเก่าคนแก่ที่มีความรู้ด้านอาหารการกินเป็นอย่างดีเล่าให้ฟังว่า ข้าวแช่คืออาหารของชาวมอญ ที่ทำขึ้นเพื่อถวายเทพเจ้าตามความเชื่อในช่วงตรุษสงกรานต์ แล้วก็มักจะทำเพื่อถวายพระช่วงฉันเพล และใช้เลี้ยงแขกเหรื่อในงานบุญต่างๆ ข้าวแช่เข้าไปในราชสำนักของกรุงสยามตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสตรีมอญที่ทำงานอยู่ฝ่ายใน และแล้วข้าวแช่ก็ถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับรสอาหารของคนไทย ผสมผสานกับความประณีตพิถีพิถันในการทำทุกขั้นตอนจนกลายเป็นอาหารที่หากินได้ไม่ง่ายนัก

มีผู้บอกว่า ข้าวแช่ทำยาก วิธีการกินก็ยาก คนที่ทำไม่เป็นก็ทำไม่ได้ ถึงทำได้ก็ไม่อร่อย ไม่น่ากิน แต่คนกินนั้นหากกินไม่เป็นก็เสียของอีก เราจึงเข้าใจกันเอาเองว่าข้าวแช่เป็นของยากเป็นของสูง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ข้าวแช่ก็คือของพื้นๆ แต่ต้องทำอย่างพิถีพิถันอย่างมากเท่านั้นเอง ส่วนจะทำให้วิจิตรวิลิศมาหรามากแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับฝีมือการประดิดประดอยให้น่าชมและน่าชิม

ข้าวแช่ที่จะชวนคุณไปชิมวันนี้เป็นข้าวแช่จากบ้านกัลยาณมิตร ซึ่งทำกันมารุ่นต่อรุ่นจนปัจจุบัน อาหนู ปรักมาศ (กัลยาณมิตร) สุวรรณสิงห์ ยังคงเก็บรักษาสูตรข้าวแช่ของบ้านไว้ (ยิ่งช่วงหลังเมื่อเกษียณจากราชการมาหลายปีแล้ว ก็พอจะมีเวลาทำข้าวแช่ได้บ่อยขึ้น) และที่สำคัญคืออาหนูย้ำว่าไม่ต้องลงรูปภาพของอาในคอลัมน์นะจ๊ะ (อาหนูคือน้องสาวคนเล็กสุดท้องของครอบครัวกัลยาณมิตร ซึ่งมี เปรมินเป็นพี่คนโตของบ้านหลายต่อหลายคนเรียกเปรมินว่า พี่เป็ด อาเป็ด ลุงเป็ดผู้น่ารัก ผู้สร้างรอยยิ้ม และความสนุกสนาน โดยเฉพาะเวลาด่า เนื่องจากเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการเลือกคำด่าที่น่ารักมาก)

อาหนูบอกว่าข้าวแช่ทำไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะมีขั้นตอนมาก มีเครื่องเคียงเยอะ ต้องประดิดประดอยให้น่ากิน ข้าวที่กินก็ต้องเป็นข้าวหอมชั้นดีที่หุงให้สวยเป็นพิเศษ เม็ดข้าวต้องร่วนมากๆ แต่ต้องไม่แข็งจนกลืนไม่ลง น้ำเย็นที่ใช้แช่ข้าวก็ต้องสะอาดและมีกลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่ไม่ผ่านการฉีดพ้นสารเคมีใดๆ และต้องไม่มีมดแมลงติดอยู่ในดอกมะลิด้วย พูดถึงวิธีหุงข้าวเพื่อทำข้าวแช่ก็มีขั้นตอนมาก เพราะต้องเลือกข้าวหอมอย่างดีจริงๆ นำไปล้างขัดทำความสะอาดด้วยสารส้มก่อน ล้างให้สะอาดแล้วแช่น้ำไว้หนึ่งคืน ต้มน้ำให้เดือดพล่านแล้วเทข้าวสารที่แช่ไว้ลงในหม้อ ค่อยๆ คน เพื่อไม่ให้เม็ดข้าวหัก แล้วนำข้าวขึ้นมาดูเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้สุกจนข้าวบาน แต่ก็ต้องไม่ให้ข้าวแข็งเป็นไต เมื่อได้ที่พอดีแล้ว ก็ตักข้าวไปแช่ในน้ำเย็นโดยทันที แล้วเอาข้าวไปวางบนผ้าขาวบางแล้วพักข้าวไว้ก่อน (แค่เพียงขั้นตอนการหุงข้าวก็อาจทำให้บางคนท้อแล้วใช่ไหม)

ข้าวแช่จะมีเครื่องเคียงหลักๆ 5-6 อย่าง คือ ลูกกะปิทอด พริกหยวกสอดไส้ทอดแล้วคลุมด้วยไข่ทอดที่โรยเป็นตาข่าย พริกแห้งสอดไส้ปลาป่นทอด หัวไชโป๊วเค็มผัดแห้งกับน้ำตาลโตนด เนื้อฝอยหรือหมูฝอยผัดแห้ง (ใครไม่ทานเนื้อก็ข้ามเมนูนี้ไป) หัวหอมสอดไส้ทอด ปลายี่สนผัดน้ำตาลผักสด เช่น กระชายสด ต้นหอม พริกสด แตงกวา มะม่วงดิบสด โดยผักทุกอย่างจะสลักเป็นดอกไม้ใบไม้ เป็นต้น

ผมจะลองพยายามอธิบายการทำพริกหยวกสอดไส้ให้คุณได้ทราบนะครับ วัตถุดิบและเครื่องปรุง คือ พริกหยวก 10 เม็ด หมูเนื้อครึ่งกิโลกรัม กุ้งครึ่งกิโลกรัม ไข่ไก่ 5 ฟอง กระเทียม 5-7 กลีบ รากผักชี 3 ราก พริกไทย 10-12 เม็ด น้ำปลาอย่างดีครึ่งช้อนชา เกลือทะเลหนึ่งช้อนชา น้ำตาลครึ่งช้อนโต๊ะ เมื่อได้ครบแล้วนําเนื้อหมูและเนื้อกุ้งสับผสมกันให้ละเอียด แล้วโขกกระเทียมพริกไทยรากผักชีให้เข้ากันใส่น้ำปลา น้ำตาลและเกลือคลุกเคล้าให้ดีแล้วผสมกับเนื้อกุ้งและเนื้อหมูสับ นำพริกหยวกที่ฝานไส้ในออกแล้วล้างน้ำให้สะอาด นำเนื้อหมูเนื้อกุ้งที่ผสมไว้ดีแล้วยัดไส้พริกหยวก นําพริกหยวกไปนึ่งในลังถึงที่มีน้ำเดือดจัด เมื่อสุกดีแล้วนําออกมาพักไว้ให้เย็น ต่อมาคือการทำตาข่ายไข่ โดยใช้มือชุบไข่ที่ตีดีแล้วแล้วโรยขวางไปมาในกระทะที่มีน้ำมันพอลื่นก้นกระทะตั้งบนไฟอ่อนๆ เมื่อตาข่ายไข่สุกดีแล้ว ให้ลอกออกเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปห่อพริกหยวกที่เย็นแล้วให้รอบ

นี่แค่เพียงการทำพริกหยวกทอดอย่างเดียวนะครับ ยังไม่ได้สาธยายการทำลูกกะปิทอด และอื่นๆ อีกมากมาย เพียงเท่านี้คุณก็คงรู้ชัดแล้วว่าเครื่องเคียงต่างๆ ของข้าวแช่มีการทำที่พิถีพิถันเพียงใด

อ้อ! เท่าที่ผมเห็นนั้น หลายคนกินข้าวแช่ไม่ถูกวิธี เพราะชอบนำเอาเครื่องเคียงต่างๆ ลงไปแช่ในน้ำพร้อมกับข้าว ขอย้ำว่ากินแบบนั้นผิดวิธีครับ การกินที่ถูกวิธีคือ ต้องกินเครื่องเคียงแบบคำต่อคำกับข้าวแช่พร้อมๆ ไปกับการตักน้ำเย็นที่แช่ข้าวกินเข้าไปพร้อมๆ กัน เพราะการนำเครื่องเคียงไปแช่ในน้ำจะทำให้น้ำขุ่น ไม่น่ารับประทาน

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการรับประทานข้าวแช่บ้านกัลยาณมิตร กรุณาสั่งล่วงหน้านะครับ เพราะทำตามจำนวนสั่งเท่านั้น และที่สำคัญคือโปรดสั่งล่วงหน้าอย่างน้อยสองวัน โดยโทรศัพท์สั่งได้ที่ 02-5122277 ราคาชุดละ 380 บาท (หนึ่งชุดทานได้ประมาณ 2 คน หากทานจุก็น่าจะคนเดียว) หรือสามารถเข้าไปดูและสั่งซื้อได้ทาง เฟซบุ๊คบ้านข้าวแช่กัลยาณมิตร เมื่อสั่งแล้วสามารถไปรับเองได้ ที่หมู่บ้านรสพ.นิเวศน์ ถนนพหลโยธิน ซอยข้างโรงเรียนสตรีวรนาถ หรือจะให้ส่งโดยจักรยานยนต์รับจ้างก็ได้ โดยคิดค่าส่งตามระยะทางที่เรียกเก็บตามจริง

 

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวทั่วไทย แล้วแวะเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านรอบไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/221314

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพื่อนบ้านของไทยร่วมงาน TTM Plus

รายได้จากท่องเที่ยวของไทยในยามนี้ถือได้ว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ยิ่งในยามที่การส่งสินค้าออกจากไทยไปต่างชาติประสบปัญหาและพบอุปสรรคมากนานัปการ ก็ยิ่งทำให้ผู้บริหารประเทศต้องกลับมาสนับสนุนและส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น ต้องพยายามเชิญชวนให้ชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทยให้มากขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องเลือกเฟ้นเพื่อให้ได้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยมิใช่การมุ่งเน้นเพียงตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่กลับกลายเป็นว่าได้แค่เพียงนักท่องเที่ยวประเภทขยะที่เข้ามาก่อปัญหาสารพัดชนิดให้กับเมืองไทย นอกจากเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในบ้านเราแล้ว ยังจำเป็นต้องกระตุ้นให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากกว่าการเดินทางออกไปเที่ยวในต่างประเทศ

สำหรับตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวล่าสุดซึ่งคาดการณ์โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 6.35 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 2 หรือเพิ่มขึ้น 14 % โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทย 8.3 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 14 %) สร้างรายได้4.23 ล้านบาท และจะมีคนไทยเที่ยวไทยจำนวน 36 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4 % สร้างรายได้ 2.12 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6 %)

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงวันที่ 8-10 มิถุนายน ปีนี้ ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานตลาดการท่องเที่ยวไทยผนึกกับเขตอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ ประจำปี 2016  หรือ Thailand Travel Mart Plus The Greater Mekong Subregion 2016 (TTM Plus 2016) ขึ้น ณ ศูนย์การประชุมและการแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อนบ้านของไทยร่วมงาน TTM Plus

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการททท. ระบุว่า ปี 2558 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมากถึง 98 ล้านคน คิดเป็นเพิ่มขึ้น 7.3% สามารถจำแนกจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวกลุ่มประเทศ CLMVT (กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เวียดนาม และไทย) คิดเป็น 42% ของนักท่องเที่ยวทั่วทั้งอาเซียน โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 26.8 ล้านคน ในปี 2010 เพิ่มเป็น44.42 ล้านคน ในปี 2014  หรือเพิ่ม 62% ภายในระยะ 5 ปี จากตัวเลขการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่เห็นได้ชัดนี้ ททท.จึงได้นำเสนอแผนความร่วมมือ CLMVT Linkage เพื่อก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวในอนาคตอันใกล้ โดยเพิ่มเส้นทางการบินเชื่อมต่อระหว่างกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างเมืองหลักกับเมืองรอง รวมถึงการสร้างถนนสายใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างประเทศให้สามารถเดินทางเชื่อมกันได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และสร้างจุดขายแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในกลุ่มประเทศ CLMVT ร่วมกัน โดยเน้นให้ไทยเป็นประเทศหลักที่สามารถอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นๆ ได้โดยง่าย เช่น เที่ยวไทยในภาคอีสานแล้วข้ามไปเที่ยวกรุงเวียงจันทน์ของลาว หรือเที่ยวภาคใต้ของไทยแล้วข้ามไปเที่ยวประเทศมาเลเซีย หรือเที่ยวไทยในเขตภาคตะวันออกแล้วข้ามไปเที่ยวกัมพูชา และเวียดนาม เป็นต้น

เพื่อนบ้านของไทยร่วมงาน TTM Plus

งาน TTM Plus 2016  มีผู้ประกอบการด้านธุรกิจการท่องเที่ยวทุกแขนงของไทย และประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร รถยนต์เช่าเพื่อการท่องเที่ยว การเดินเรือท่องเที่ยว สนามกอล์ฟ สวนสนุก และธุรกิจกิจกรรมสันทนาการด้านการท่องเที่ยวมาร่วมงานประมาณ 400 ราย และมีนักธุรกิจผู้ดำเนินกิจการด้านการท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาร่วมงาน 305 ราย โดยมาจาก จีน ไต้หวัน ยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศ CIS อเมริกาใต้ เนปาล ออสเตรเลีย และอินเดีย ถือได้ว่างานนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเจรจาการทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันได้โดยตรง

ในโอกาสที่ ASEAN จะมีอายุครบ 50 ปีของการก่อตั้งในปี 2560 ททท.จะจัดทำแผนการชื่อ ท่องเที่ยวอาเซียนครบ 50 ปี (Visit ASEAN @ 50)ภายใต้โครงการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ ASEAN ที่บ่งบอกเอกลักษณ์อาเซียนได้ชัดเจน โดยเน้นสถานที่ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมต่อกันได้สะดวก

เพื่อนบ้านของไทยร่วมงาน TTM Plus

นอกจากนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญระดับโลก ที่สามารถช่วยกระตุ้นให้ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้มีกำลังซื้อสูงระดับมหาเศรษฐีโลกเข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น และเข้ามาจัดงานแต่งงานในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยในเดือนพฤษภาคม 2560 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานการประชุมวางแผนสถานที่จัดงานแต่งงานระดับโลก 2017 (Destination Wedding Planning Congress 2017) งานนี้จะมีผู้ประกอบการด้านการจัด
งานแต่งงานระดับ World Class ประมาณ 450 ราย เข้าร่วมงาน ซึ่งตามปกติการจัดงานการประชุมเช่นนี้จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 2.90-3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตะลอนเที่ยววันนี้ เน้นการให้ข้อมูลและตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องการแจ้งให้คุณๆ ทราบว่า ประเทศไทยสามารถสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้จำนวนมหาศาล และคนไทยก็สามารถช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เจริญเติบโตต่อไปได้ ด้วยการร่วมมือและพร้อมใจกันดูแลทำนุบำรุงสถานที่ท่องเที่ยวของเราให้งดงามยั่งยืน และรวมกันเป็นเจ้าบ้านผู้ให้การต้อนรับ และดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยน้ำใจไมตรีแบบไทยรวมถึงช่วยกันเที่ยวเมืองไทยของเราให้ครบถ้วนก่อนจะเดินทางไปท่องเที่ยวภายนอกประเทศ แต่หากจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศก็ไม่ว่ากัน แต่ขอเพียงให้ท่องเที่ยวในประเทศไทยของเราด้วย

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

การประชุมร่วมกับตัวแทนจากไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่เชียงใหม่