ตะลอนเที่ยว : ศิลป์แผ่นดิน งานศิลป์ลํ้าค่าของไทยจากใจแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/220219

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
งานศิลป์ที่งดงามวิจิตรตระการตา สมกับความเป็นศิลปะชั้นเอกของแผ่นดินไทย คือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

หลายคนอาจเข้าใจว่า ผู้ผลิตงานศิลป์ล้ำค่าของแผ่นดินคือผู้ที่เกิดมาในตระกูลของช่างศิลป์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว งานศิลป์ชิ้นเอกจำนวนมากที่จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ล้วนเกิดมาจากฝีมือของลูกหลานชาวไร่ชาวนาของไทย ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดครูช่างฝีมือชั้นเยี่ยมเพื่อให้การอบรมและสั่งสอน พร้อมทั้งถ่ายทอดการผลิตงานศิลป์ให้กับลูกหลานไทยเหล่านั้น จนปรากฏเป็นงานศิลป์ชิ้นวิเศษสุดที่มีความงดงามวิจิตรบรรจงสมเป็นศิลปะชั้นเอกของแผ่นดินไทย

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลของสมเด็จแม่แห่งแผ่นดินไทย ทรงเล็งเห็นในความสามารถด้านงานศิลป์ของลูกหลานชาวนาชาวไร่ มิใช่แค่เพียงเขาทั้งหลายจะมีความสามารถเฉพาะงานด้านการเกษตร แต่ในชีวิตจริงของเขาทุกคนยังมีความสามารถด้านงานศิลป์ที่สั่งสมอยู่ในสายเลือดมายาวนาน

ด้วยเหตุสำคัญดังกล่าว สมเด็จแม่แห่งแผ่นดินไทยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2521โรงฝึกศิลปาชีพ คือ ศูนย์กลางของการฝึกฝนบ่มเพาะและศึกษาเรียนรู้งานศิลป์ด้านต่างๆ ของเหล่านักเรียนศิลปาชีพ ซึ่งทรงรับอุปถัมภ์นักเรียนมาจากครอบครัวชาวนาชาวไร่ผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินสำหรับทำกิน

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์

เป็นระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ ที่โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาได้ทำหน้าที่บ่มเพาะฝึกฝนงานศิลป์แขนงต่างๆ ให้กับเขาเหล่านี้ จนในที่สุดเขาทั้งหลายก็ได้กลายเป็นช่างศิลป์ชั้นสูงของแผ่นดินในสารพัดแขนง อาทิ ช่างเครื่องเงินเครื่องทองช่างถมทอง ช่างคร่ำ ช่างลงยาสี ช่างปักผ้า ช่างแกะสลักไม้ ช่างเขียนลาย ช่างทอผ้า เป็นต้น ช่างศิลป์เหล่านี้สามารถผลิตงานประณีตศิลป์สุดวิจิตร จนมีฝีมือเทียบได้กับผลงานของช่างหลวง

จนกระทั่งวันที่ 21 กันยายน 2553 โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ได้ยกฐานะขึ้นเป็นสถาบันสิริกิติ์ สถาบันของช่างศิลป์ชั้นเยี่ยมยอดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผลงานทุกชิ้นที่ผลิตขึ้นมาล้วนทรงคุณค่าสุดประมาณ สามารถบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย สามารถประกาศเกียรติภูมิของความเป็นช่างศิลป์ชั้นสูงให้นานาชาติได้ประจักษ์

นิทรรศการศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 7 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป โดยจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ใน พ.ศ. 2559 และในโอกาสมหามงคลที่จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2560 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบวันที่ 12 สิงหาคม 2559 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุครบ5 รอบ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะทรงเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2554 ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ไปทรงเปิดงาน “ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 7” ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันศุกร์ที่10 มิถุนายน 2559

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ขอเชิญชวนทุกท่านไปชมความวิจิตรตระการตาของศิลป์แผ่นดินด้วยกันโดยเริ่มจากการชมพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมก่อน งานศิลป์ชิ้นสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ วอสีวิกากาญจน์ บุษบกมาลา สุพรรณเภตรา บุษบกจตุรมุขพิมาน เรือพระที่นั่งจำลองศรีสุพรรณหงส์ วานเรศบวรอาสน์ ตรีพิธพรรณบุษบก ฉากปักไหมน้อยเรื่องอิเหนา ฉากถมทองเรื่องรามเกียรติ์ ฉากจำหลักไม้เรื่องสังข์ทอง และห้องปีกแมลงทับ เป็นต้น

ขออนุญาตแนะนำว่าหากคุณๆ จะชมงานศิลป์ทุกชิ้นในพระที่นั่งอนันตสมาคมให้ครบถ้วนทุกชั้น คุณต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน ขอเรียนว่าไม่ควรเร่งรีบในการชม เพราะแค่เพียงการเสพความวิจิตรของงานศิลป์แต่ละชิ้นก็กินเวลาไม่น้อยกว่า 10-15 นาทีแล้ว นี่ยังไม่นับถึงการได้ชมความงดงามอลังการขององค์พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งสุดแสนจะงดงามจนเกินบรรยาย

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์

แต่ที่พิเศษยิ่งกว่าคือในโอกาสนี้คุณจะได้ชมความงดงามวิจิตรบรรจงของเรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์อาคารโถงยอดทรงปราสาท 9 ยอด จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี พ.ศ. 2559ความหมายของเรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์คือเรือนยอดที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกและเฉลิมพระเกียรติในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งใหญ่ เรือนยอดนี้ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของพระที่นั่งอนันตสมาคม เรือนยอดนี้มียอดปราสาท 9 ยอด ซึ่งนับว่ามีจำนวนยอดปราสาทมากที่สุดในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นด้วยวัตถุชนิดต่างๆ ประกอบกัน เช่น โลหะผสม และหินอ่อน ปิดทองประดับกระจก ตกแต่งด้วยจิตรกรรมอันวิจิตรทั้งเรือน เรือนยอดแห่งนี้ถือเป็นอาคารโลหะทั้งหลัง หลังแรกของประเทศไทย

แต่ที่น่าประทับใจคือ งบประมาณในการสร้างเรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์นั้น มิได้มาจากงบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว แต่ใช้เงินที่ได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมงานศิลป์แผ่นดินทุกครั้งรวมกันจนสามารถสร้างเรือนยอดหลังนี้ขึ้นมาให้เป็นสิ่งล้ำค่าคู่แผ่นดินไทยอีกแห่งหนึ่ง

นิทรรศการศิลป์แผ่นดิน เปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ และขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ และวันรัฐธรรมนูญ) เปิดเวลา 10.00-17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 150 บาท นักเรียนนิสิตนักศึกษาในเครื่องแบบหรือแสดงบัตรประจำตัวจ่ายค่าบัตรเพียง 75 บาท เด็กสูงไม่ถึง 120 เซนติเมตรเข้าชมฟรี และเปิดให้เข้าชมฟรีในวันเฉลิมพระชนมพรรษา5 ธันวาคม และ 12 สิงหาคม และวันเด็ก ผู้เข้าชมโปรดแต่งกายสุภาพ

เมื่อชมงานศิลป์จนอิ่มเอมแล้ว โปรดอย่าลืมแวะซื้อของที่ระลึกนานาชนิดซึ่งเป็นงานศิลป์ที่แสนงดงามจากร้านจำหน่ายสินค้าของพิพิธภัณฑ์ด้วย ร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกอยู่ที่อาคารด้านข้างพระที่นั่งอนันตสมาคม รับรองว่าคุณจะต้องได้ของสวยๆ งามๆ มากมายกลับไปฝากคนที่คุณรักอย่างแน่นอน

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์

 

งานศิลป์ลํ้าค่าภายในท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม

ตะลอนเที่ยว : เขียวๆ สะอาดๆ กับธรรมชาติ ณ เมืองกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/219122

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่เคยเข้าไปสูดอากาศสะอาดบริสุทธิ์ในเขตป่าที่อุดมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด และนานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่เคยนั่งเล่นสบายๆ แล้วเอาเท้าแช่น้ำที่ใสสะอาดเย็นฉ่ำในลำธารจากขุนเขา

หากคุณไม่เคยได้สัมผัสความวิเศษสุดของธรรมชาติมานานหลายปีแล้ว ทริปนี้ผมขอชวนคุณๆ ไปอยู่ท่ามกลางความเขียวของป่าพรุ และสัมผัสกับธารน้ำใสไหลเย็นที่ป่าพรุท่าปอม คลองสองน้ำบ้านหนองจิก ต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่

ความมหัศจรรย์ของที่แห่งนี้คือ น้ำในลำธารที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างน้ำจืดจากแหล่งต้นน้ำซึ่งเป็นเขาหินปูน บนเขาช่องพระแก้ว และน้ำทะเลในยามที่น้ำหนุนสูงในช่วงวันขึ้น 12 ค่ำ ไปจนถึงช่วงวันแรม 5 ค่ำ ในยามที่น้ำทะเลหนุนสูงน้ำในลำธารแห่งนี้จะมีสีครามขุ่น แต่เมื่อน้ำทะเลลง น้ำในลำธารก็จะแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวใสสะอาดที่มองดูแล้วเห็นเป็นสีเขียวอมฟ้าใสแจ๋วมองเห็นพื้นของลำธารได้อย่างชัดเจน ความยาวของคลองนี้คือ 5 กิโลเมตร ไหลออกสู่ทะเลอันดามัน แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชวนมองอย่างมากคือ รากของต้นไม้นานาพันธุ์ อาทิ ชมพู่น้ำ ตังหน เสม็ด ซึ่งรากของมันถูกกระแสน้ำที่ไหลรินกัดเซาะจนเห็นรากที่เปลือยเปล่าพันรัดขดไขว้กันไป-มาอย่างแสนวิจิตร จนบางคนเรียกว่ารากของต้นไม้แห่งป่าหิมพานต์ เพราะยิ่งดูก็ยิ่งแสนเพลินในความมหัศจรรย์

ป่าพรุ ท่าปอม คลองสองน้ำแห่งนี้ คือแหล่งศึกษาเชิงนิเวศวิทยาของจังหวัดกระบี่ เป็นที่ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้ และพันธุ์สัตว์ขนาดเล็ก อาทิ ปลา ปู และหอย รวมถึงนกอีกหลายชนิดเราสามารถเดินชมป่าพรุแห่งนี้ได้ตามทางเดินศึกษาธรรมชาติความยาวประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ โดยจะได้ชมป่า 3 ประเภท คือ ป่าชายเลน (ที่เต็มไปด้วยต้นโกงกาง) ป่าพรุน้ำจืด (ป่าพรุที่นี้แตกต่างจากป่าพรุที่อื่นคือเป็นป่าพรุบนดอนที่น้ำไม่ท่วมขัง และป่าดิบชื้น ที่ยังคงมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น

ป่าพรุท่าปอม อยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 28 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 4 เส้นที่จะไป อ.อ่าวลึก จุดสังเกตคือเมื่อขับรถไปถึงบ้านทุ่ง หลักกิโลเมตรที่ 126 จะมีป้ายบอกทางไปป่าพรุ ท่าปอม คลองสองน้ำ เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงป่าพรุแสนสวยแห่งนี้

ค่าเข้าชม สำหรับคนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ส่วนชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 30 บาท ค่าจอดรถเก๋งและรถกระบะเล็กคันละ 20 บาท เวลาให้บริการเข้าชมตั้งแต่ 08.30-16.30 น. ทุกวัน

หากต้องการรายละเอียดการท่องเที่ยวป่าพรุท่าปอมเพิ่มเติม โปรดโทร.สอบถามที่ อบต.เขาคราม โทร.075-694198, 075-694165 หรือเบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร.1672

จบจากทริปป่าพรุท่าปอมแล้ว ขอพาคุณไปพาเรือคายัคหรือเรือแคนูที่อ่าวท่าเลนต่ออีกสักหน่อยนะครับ เหตุผลที่พาคุณไปพายคายัคที่ท่าเลนเพราะอ่าวแห่งนี้ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวว่าเหมาะสำหรับพายคายัคชมธรรมชาติมากที่สุด เพราะได้ชมทั้งภูเขาหินปูน ป่าชายเลน ลากูน และทะเลที่คลื่นลมค่อนข้างสงบ อีกทั้งยังไม่ชมสิงสาราสัตว์สารพัดชนิด เช่น ลิงแสม ปลา ปู ค้างคาว

ณ อ่าวท่าเลนนี้ คุณสามารถเช่าคายัคพายได้ตามความต้องการ เช่น ครึ่งวัน หรือเต็มวันและยังมีการพาทัวร์โดยการพายคายัคอีกด้วย โดยราคาค่าบริการก็เริ่มตั้งแต่ 700-800 บาท และ 1,200-1,400 บาท ขึ้นกับระยะทาง เช่น 4 กิโลเมตร และ 7 กิโลเมตร ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ 4 ชั่วโมง ไปจนถึง 6 ชั่วโมง

อ่าวท่าเลน อยู่ที่ ต.เขาทอง อ.เมือง จ.กระบี่ ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 35 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 4 แล้วต่อเข้าทางหลวงหมายเลข 4033 เข้าไปประมาณ 15 กิโลเมตร ก็จะถึงอ่าวท่าเลน

หากต้องการรายละเอียดการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โปรดโทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

หมายเหตุ

สำหรับแฟนๆ ของ ธรรมกร คอลัมน์บุคคลแนวหน้า ซึ่งให้การสนับสนุนโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือเพื่อนำไปมอบให้เกษตรกร ธรรมกร ฝากเรียนทุกท่านว่า ในเดือนสิงหาคมปีนี้จะจัดทริปแบบเช้าไป-เย็นกลับ เพื่อไปไหว้พระที่พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี แล้วจะแวะไปเยี่ยมโคกระบือที่มอบให้กับชาวนาที่อำเภอศรีประจันต์และเดิมบางนางบวช

ท่านที่ประสงค์จะร่วมทริปด้วยกัน โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 สัปดาห์หน้าจะนำเสนอรายละเอียดของทริปให้ทราบครับผม

ล่องทะเลกระบี่

ตะลอนเที่ยว : วัว-ควาย ก็รักชีวิตเหมือนเราทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/217961

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โครงการไถ่ชีวิตวัว-ควาย (หรือบางคนเรียกว่ากระบือ เพราะเห็นว่าคำว่าควายไม่ไพเราะเสนาะหู) กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้รับความสนใจและการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้อ่านแนวหน้า เพราะนับจากต้นปี 2559 จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2559 โครงการนี้สามารถไถ่ชีวิตวัว-ควายจากโรงฆ่าสัตว์ (จากปทุมธานีและนครปฐม) ได้แล้วรวม 15 ชีวิต แบ่งเป็น ควาย 5 ชีวิต คือควายแม่ลูก 1 คู่ ควายฝาแฝด 1 คู่ และควายเดี่ยวอีกหนึ่งชีวิต ส่วนวัว 10 ชีวิต แบ่งเป็นวัวแม่ลูก 2 คู่ และวัวสาว รวมถึงวัวที่ตั้งท้องอ่อนๆ อีก 4 ชีวิต

ขอเรียนย้ำว่าโครงการนี้เกิดขึ้นได้เพราะการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้อ่านแนวหน้าที่มีใจกุศล และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท บางจากปิโตรเลียม  จำกัด (มหาชน) โดยคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ให้คำสัญญาว่าจะส่งทีมสัตวแพทย์ออกไปดูแลสุขภาพสัตว์เป็นประจำตามช่วงฤดู และตามที่ได้รับการร้องขอจากผู้รับสัตว์ไปเลี้ยง โดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนด้านการขนย้ายสัตว์จากโรงฆ่าสัตว์เพื่อส่งไปให้ถึงมือของเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกให้นำสัตว์ไปเลี้ยงดูรวมถึงให้การสนับสนุนด้านพาหนะในยามที่กองบรรณาธิการข่าวของหนังสือพิมพ์แนวหน้าต้องออกไปเยี่ยมสัตว์ที่มอบให้กับเกษตรกรเป็นประจำทุกเดือน เพื่อดูว่าสัตว์มีความเป็นอยู่อย่างไร ได้รับการดูแลดีเพียงใด มีสุขภาพดีเพียงใด เพื่อจะได้นำข้อมูลกลับมารายงานให้ผู้อ่านแนวหน้าที่ร่วมบริจาคได้รับทราบเป็นระยะๆ

ขอย้ำว่าโครงการนี้ มิใช่การที่ทำแค่เพียงสักแต่ว่า นำเงินไปไถ่วัวควายจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้กับใครก็ได้ เพราะคณะผู้จัดทำได้มีการคัดเลือกผู้รับสัตว์ไปเลี้ยง โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด เช่น ต้องเป็นเกษตรรายย่อยที่สามารถเลี้ยงดูสัตว์ที่ได้รับบริจาคไปเป็นอย่างดี ต้องมีโรงเรือนเลี้ยงดูสัตว์ที่เหมาะสม ต้องมีแหล่งน้ำแหล่งอาหารให้กับสัตว์อย่างเหมาะสม เป็นผู้ที่คนในชุมชนลงความเห็นและรับรองว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี มีความขยันหมั่นเพียร และเป็นผู้มีอัธยาศัยดีเป็นมิตรกับคนในชุมชน

นอกจากนั้น ผู้รับมอบสัตว์ไปเลี้ยงดูต้องทำสัญญากับผู้มอบ คือหนังสือพิมพ์แนวหน้าว่า ต้องไม่ฆ่า ไม่ขายสัตว์ที่ได้รับไปโดยเด็ดขาดในทุกกรณี หากไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูต่อไปต้องส่งมอบคืนสัตว์ให้ผู้มอบ เมื่อสัตว์ตกลูกต้องแจ้งให้ผู้มอบรับทราบ โดยผู้มอบจะขอรับซื้อลูกสัตว์เพื่อนำไปมอบให้เกษตรกรรายอื่นนำไปเลี้ยงดูต่อไป หรือหากจะขายให้ผู้อื่นเอง ก็ต้องมั่นใจเต็มที่ว่าผู้ที่รับซื้อไปจะไม่นำไปฆ่า นี่คือข้อสัญญาเบื้องต้นที่ผู้รับสัตว์ไปเลี้ยงดูต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด

ลูกวัวอายุ 7 วัน กำลังดูดนมแม่

ผู้ร่วมบริจาคบางรายตั้งคำถามว่า แล้วแนวหน้าจะสามารถติดตามดูแลสัตว์ที่มอบให้เกษตรกรได้ตลอดไปหรือ คำตอบคือ แนวหน้ามีหน้าที่ต้องติดตามดูโดยตลอดไปอย่างแน่นอน ดังนั้นขอให้ผู้ร่วมบริจาควางใจได้ นอกจากนี้เรายังมีโครงการจะนำท่านผู้ร่วมบริจาคและผู้อ่านแนวหน้าไปเยี่ยมสัตว์ที่บริจาคให้กับเกษตรกรเป็นระยะๆ ด้วย โดยจะทำโครงการ “ไหว้พระที่อยุธยา-อ่างทอง-สุพรรณบุรี แล้วแวะเยี่ยมน้องวัวน้องควายที่บ้านเกษตรกร” โดยตั้งใจว่าทริปหน้าจะไปเดินทางในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ (รายละเอียดการเดินทางจะนำเรียนให้ทราบในหนังสือพิมพ์แนวหน้าในโอกาสต่อไป)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม คณะของเราได้ไปไถ่ชีวิตวัว 8 ตัว (วัวแม่ลูก 2 คู่ และวัวสาวอีก 4 ตัว) และควายแม่ลูกอีกหนึ่งคู่ รวมทั้งหมด 10 ตัว โดยมอบวัวให้กับเกษตรกรที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนควายมอบให้กับสวนบำบัด ที่อำเภอพนัสนิคม (วันหน้าจะพาคุณๆ ไปเที่ยวชมสวนบำบัด พนัสนิคม ด้วยกัน)

เมื่อวันที่คณะของเราไปไถ่ชีวิตวัวควายที่โรงฆ่าสัตว์นครปฐม พอจะกลับออกมา ก็พบว่ามีผู้นำวัวแม่ลูกคู่หนึ่งไปขายให้กับโรงฆ่าสัตว์ คณะของเราจึงสัญญากับเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ว่าเราจะกลับมาไถ่ชีวิตวัวแม่ลูกคู่นี้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

Mr.Flower มีเกร็ดเล็กๆ มาเล่าให้คุณๆ ฟัง วันที่ไปเลือกไถ่ชีวิตพวกเขานั้น “ธรรมกร” (ผู้เขียนคอลัมน์บุคคลแนวหน้า ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการนี้) ได้พูดขึ้นว่า “อ้าว ใครต้องการจะไปอยู่บ้านใหม่กับเรา เดินออกมาหาเราเร็วๆ เลย ออกมาเลยนะ”พอพูดจบ แม่วัวตัวสีขาวนวลก็ใช้จมูกดันก้นลูกของตนให้เดินออกมาหาคณะของเรา พวกเราเห็นแล้วถึงกับต้องร้องไห้โดยทันที ทั้งๆ ที่ในใจจริงนั้น พวกเราตั้งใจจะไถ่ชีวิตแม่ลูกทั้งหมดจากโรงฆ่าอยู่แล้ว เพียงแต่พูดขึ้นมาเพราะเคยได้ยินมาว่า วัวควายก็รับรู้ภาษาคนได้ โดยเขาจะรับรู้ได้โดยสัมผัสทางใจว่าใครจะมาช่วยเหลือพวกเขา

บัดนี้พวกเขาทั้งสิบชีวิตได้ไปอยู่บ้านใหม่ที่อบอุ่นและปลอดภัยแล้ว และเราจะตามไปเยี่ยมเยียนพวกเขาบ่อยๆ ซึ่งก็หวังว่าคุณๆ คงจะไปร่วมคณะกับเราในวันข้างหน้านะครับ

ส่วนวัวควายชุดเดิม 5 ชีวิตที่พวกเรามอบให้กับเกษตรที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อต้นเดือนเมษายนปีนี้ก็มีความสุขดี พวกเราแวะไปเยี่ยมพวกเขามา เขาจำพวกเราได้พอเรียกชื่อควายฝาแฝดชื่อ โชคกับชัย และอีกตัวหนึ่งชื่อมี เขาเดินเข้ามาหาพวกเราทันที ส่วนวัวสองตัวนั้น ยังไม่มีชื่อ แต่วัวสีขาวที่เห็นในภาพซึ่งอยู่ในคอกนั้น ก็จำเราได้ พอเราเดินไปใกล้ก็เอาหน้าผากมาใกล้กับมือของเรา แล้วให้เราลูบหน้าผากอันที่จริงวัวสีขาวตัวนี้เชื่องมาก ชอบนอนให้เกาท้องและเกาคางให้ด้วย วันหน้าพวกเราไปเยี่ยมพวกเขากันอีก และหวังว่าคุณๆ จะได้ร่วมคณะไปกับเราด้วยกัน

ขออนุโมทนาบุญกับผู้ที่ร่วมไถ่ชีวิตวัวควายร่วมกับหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกท่าน โดยบางท่านก็เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง (แต่ท่านบอกไม่ต้องระบุชื่อ) บางท่านเป็นนักเขียนชื่อดังเจ้าของบทนวนิยายที่ถูกนำไปสร้างเป็นละครทีวี.ที่โด่งดังอย่างมาก บางท่านก็เป็นเจ้าของบริษัทห้างร้าน บางท่านออกตัวว่าเป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนเพียงไม่มากนัก ขอเรียนว่าไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตาม แต่ท่านที่ร่วมบริจาคในครั้งนี้คือเพื่อนร่วมบุญของกันและกันด้วยกันทั้งสิ้น ขออนุญาตเรียนแจ้งว่า กรุณาโปรดอย่าใส่เงินรวมบริจาคเข้าไปในซองจดหมายที่เขียนถึง “ธรรมกร” นะครับเพราะเกรงว่าจดหมายอาจสูญหายก่อนถึงมือผู้รับ (มีบางท่านทำเช่นนั้นไปแล้ว)

หากคุณๆ ประสงค์จะร่วมโครงการนี้ โปรดโทรศัพท์ถึง ธรรมกร หมายเลข 091-7233615 หลายท่านถามว่าทำไมจึงไม่ให้เบอร์บัญชีที่จะร่วมสมทบทุนในหนังสือพิมพ์ไปเลย แต่ธรรมกรฝากกราบเรียนว่า อยากจะขอพูดคุยกับท่านที่จะร่วมโครงการก่อน เพื่อจะได้ทราบชื่อ-นามสกุลของผู้ร่วมโครงการทุกรายครับ

ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่านอีกครั้ง และอยากจะเรียนเชิญชวนว่า หากท่านสามารถยุติการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ม้า รวมถึงสัตว์ใหญ่ชนิดอื่นๆ ด้วย ก็จะเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ให้กับตัวท่านเองและครอบครัวของท่าน

บ้านหลังใหม่ของพวกเขา

วัวแม่ลูกคู่ใหม่ที่กำลังรอพวกเราไปไถ่ชีวิตในเร็ววันนี้

วัวกระบือชุดเดิมที่มอบให้เกษตรกรตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนปีนี้

ตะลอนเที่ยว :แต่งงานกับฉันเถอะ : please, marry me.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/216837

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ในอดีตเมื่อประมาณ 20-30 ปีที่แล้ว น้อยคนนักที่จะคิดและเชื่อว่า เมืองไทยคือสถานที่ยอดนิยมแห่งหนึ่งที่ชาวต่างชาติจะเข้ามาใช้เพื่อจัดพิธีแต่งงานกันอย่างเอิกเกริกและหรูหรา

Mr.Flower จำได้ดีว่า เคยมีนักธุรกิจด้านโรงแรมและท่องเที่ยวบางรายวิพากษ์แนวคิดที่จะทำให้เมืองไทยกลายเป็นสถานที่สำคัญอันดับต้นๆ ของโลกในการจัดพิธีวิวาห์ของผู้คนจากต่างชาติต่างภาษา

แนวคิดเรื่องนี้ถูกจุดประกายให้สังคมได้รับรู้เป็นครั้งแรกๆ โดย จุฑาพร เริงรณอาษา ตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่ได้รับตำแหน่งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่วันนี้จุฑาพรกำลังจะพ้นจากตำแหน่งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะถึงกำหนดเกษียณอายุราชการ แต่สิ่งที่รองผู้ว่าการฯ รายนี้เคยพยายามผลักดันก็ได้ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเป็นลำดับ

ฝันใหญ่ๆ ประการหนึ่งของรองผู้ว่าการฯ รายนี้คือ ต้องการเห็นประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน World Destination Wedding Congress 2017 (ซึ่งก็คงจะมีข่าวดีปรากฏให้เห็นในเร็วๆ นี้)


หาดทรายกระบี่

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมไทยจึงอยากได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ คำตอบอยู่ตรงนี้

มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมด้านการจัดงานแต่งงานของโลกตกประมาณ 298 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (The value of the Global Wedding Industry : US $ 298 Billion) ส่วนมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมด้านสถานที่จัดงานแต่งงานของโลกตกประมาณ 80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (The value of Global Destination Wedding Industry : US $ 80 Billion)

สถานที่ยอดนิยมที่ผู้คนทั่วโลกมักปรารถนาจะไปจัดงานแต่งงานของตนให้จงได้ก็มีดังต่อไปนี้เขตอเมริกาเหนือ 30% เอเชีย 22% ยุโรป 20% อเมริกาใต้ 12% ออสเตรเลีย 6% ส่วนตะวันออกกลางและแอฟริกาอยู่ในระดับเดียวกันคือ 5%

อะไรก็ไม่น่าสนใจมากไปกว่าการที่ Wedding Planner ชื่อดังระดับโลกต่างให้ความสนใจเมืองไทยกันมากพอสมควร หลายคนบอกว่าเมืองไทยมีศักยภาพในการเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานที่มีชื่อเสียงในระดับต้นๆ ของโลกได้

แน่นอนว่า เมื่อพูดเฉพาะในเขตเอเชียด้วยกันเองแล้ว นอกจากไทยจะเป็นที่รู้จักของ Wedding Planner ระดับโลกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีผู้มองไปยังบาหลี อินโดนีเซียมิใช่น้อย

แล้วทำอย่างไร ประเทศไทยจึงจะเป็นที่รู้จักและกลายเป็นสถานที่ซึ่ง Wedding Plannerระดับโลกเลือกใช้ คำตอบก็คือ ต้องแสดงศักยภาพให้เขาเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมากในการช่วยกำหนดให้คู่บ่าว-สาวระดับนำของโลก อาทิ มหาเศรษฐีโลก ดาราชั้นนำของโลก และนักการเมืองชั้นนำของโลก ถ้าเราคนไทยทุกคนช่วยกันแสดงศักยภาพ ความพร้อมและความสมบูรณ์ในทุกๆ ด้านให้เขาประจักษ์ เขาก็ต้องเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานอย่างแน่นอน

อย่าลืมว่า เรามีตัวเลือกให้เขาอย่างมากมายจุใจ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่หลากหลาย เช่น ทะเลสวยๆ ชายหาดขาวสะอาดที่ยาวสุดลูกหูลูกตา มีเกาะแก่งที่งดงามมากมายให้เลือก มีเขตชุมชนเก่าที่ยังมีชีวิตมีขนบวัฒนธรรมประเพณี มีป่าไม้ ภูเขา มีดอกไม้ที่งดงามตามฤดูกาลและมีคนไทย ซึ่งได้ชื่อว่ามีน้ำใจไมตรี มีความโอบอ้อมอารี แถมยังมีความพร้อมในด้านอื่นๆ เช่น ศิลปการแสดง แสงสีเสียง ช่างภาพฝีมือดี รวมถึงอาหารรสอร่อยระดับโลกตามต้องการของผู้จัดงาน เป็นต้น

ข้อมูลล่าสุดจากงาน Amazing Romance Trade Meet ซึ่งจัดในจังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 13พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นงานต่อเนื่องซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ทำให้พบว่า ผู้ให้บริการด้านโรงแรมและสถานที่จัดงานของไทยซึ่งมีจำนวนประมาณ 70 ราย ได้มีโอกาสพบปะและนำเสนอสินค้ากับผู้ซื้อจากทั่วโลกกว่า 50 ราย

ผู้ซื้อกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากประเทศสหรัฐ และจากกลุ่มแคริบเบียนบอกว่า ได้ยินชื่อเมืองไทยมานาน เคยเห็นภาพของแหล่งท่องเที่ยวสวยงามของไทยมานาน แต่ไม่เคยมาสัมผัสของจริง เมื่อได้มาเห็นภาพความงามของสถานที่จริงๆ แล้วก็ทำให้เชื่อได้ว่า เมื่อไปนำเสนอให้ลูกค้าได้รับทราบข้อมูล ลูกค้าก็น่าจะไม่ปฏิเสธประเทศไทย ซึ่งคำตอบนี้จะคล้ายๆ กับกลุ่มผู้ซื้อจากไต้หวัน และฮ่องกง เพียงแต่สองกลุ่มหลังบอกว่า ตามปกติแล้วคนไต้หวันกับคนฮ่องกงค่อนข้างจะรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี เพราะมาเที่ยวเมืองไทยบ่อยๆ แต่บางกลุ่มอาจไม่เคยไปจังหวัดทางเหนือของไทย เพราะส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงเมืองไทยก็จะคิดแค่เพียงทะเลกับชายหาดสวยๆ เท่านั้น แต่พอได้เห็นความงามของป่าเขาในจังหวัดทางตอนเหนือของไทยแล้วก็ทำให้มั่นใจว่าลูกค้าต้องให้ความสนใจอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้านฝ่ายผู้ขายของไทยก็มั่นใจว่าสามารถให้บริการเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะมีสินค้าให้เลือกหลายระดับ สามารถรองรับได้ตั้งแต่การจัดงานเล็กๆ แต่หรูหราที่มีแขกเหรือเพียงหลัก 10 คน ไล่เรื่อยไปจนถึงหลักพันคนได้อย่างสบาย

ผู้ค้าของไทยบอกว่าราคาการให้บริการสำหรับจัดงานแต่งงานมีให้เลือกตั้งแต่ระดับหลักแสนไปจนถึงหลักร้อยล้าน ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า

ยิ่งได้ดู Location สำหรับจัดงานแต่งงานตามสถานที่ต่างๆ ของไทยแล้ว ก็บอกได้เพียงคำเดียวว่า แต่งงานกันเถอะนะ : please, marry me.


นํ้าใสแจ๋ว ท่าปอมคลองสองนํ้า กระบี่


บรรยากาศในงาน wedding romance trade กระบี่


จุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการการ ททท. ด้านตลาดยุโรปตะวันออกกลาง แอฟริกา และสหรัฐ

 

ตะลอนเที่ยว :ลำปาง เมืองรถม้า ชามตราไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/215711

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กิจกรรมนั่งรถม้า

ลำปางถูกกล่าวว่าเป็นเมืองผ่าน คือเมืองที่ผู้คนมักจะไม่ค่อยแวะนอนพักค้างคืน หรือแวะท่องเที่ยวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะ
คนจำนวนมากที่ขึ้นไปเที่ยวภาคเหนือมักจะปักหมุดไว้ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากลำปางไปประมาณ 100 กิโลเมตร ลำปางจึงกลายเป็นเมืองผ่านไป ทั้งๆ ที่เมืองนี้มีความน่าสนใจมิใช่น้อย มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย

แต่ก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ที่ลำปางกลายเป็นเมืองผ่าน ดังนั้นจึงทำให้ยังคงสามารถเก็บรักษาความเป็นเมืองเก่าที่ยังคงความดั่งเดิมไว้ให้ผู้คนได้ชื่นชม

ลำปางมีชื่อหลายชื่อ เช่น เขลางค์นคร เวียงละกอน อาลัมพางนคร ขึ้นอยู่กับการอ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์แต่ละตำรา แต่ปัจจุบันก็คือลำปาง เมืองที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอู่อารยธรรมล้านนาที่สำคัญแห่งหนึ่ง ลำปางมีศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ที่นักโบราณคดีให้การยอมรับ เช่น พระธาตุลำปางหลวง และวัดไหล่หินหลวง (ทั้งสองแห่งนี้อยู่ในอำเภอเกาะคา)

ลำปางยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกอย่างหนึ่งคือ รถม้าเมืองลำปาง ซึ่งเชื่อกันว่ารถม้าเป็นพาหนะของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ของกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ลำปางยังเคยเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าของกรุงสยามในเขตตอนเหนือในยุครัชกาลที่ 5 อีกด้วย และที่ผู้คนต่างมองแล้วต้องยิ้มกันทุกคนก็คือ การได้เห็นว่าในเขตตัวเมืองลำปางมีชามตราไก่ใบมหึมาตั้งประดับไว้ตามมุมถนนสายหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนกับเป็นอนุสาวรีย์ของเมือง

วัดพระธาตุลำปางหลวง

เมื่อมาถึงลำปางแล้ว สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือต้องไปวัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา วัดนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 20 ตอนปลาย เป็นที่อวดศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบสกุลช่างเมืองลำปาง หลายต่อหลายคนตื่นตะลึงกับบันได
หน้าวัดที่ทำเป็นนาคสองชั้น นาคชั้นแรกเป็นมังกร

ส่วนชั้นที่สองเป็นนาคเศียรเดียว บางก็บอกว่าเป็นมังกรคายนาค ดูกี่ครั้งกี่หนก็ฉงนใจ แต่ก็ถือว่ามหัศจรรย์มาก เมื่อเดินขึ้นบันไดนาคไปจนถึงประตูโขงขอให้หยุดพินิจพิเคราะห์ประตูโขงให้ดี แล้วจะพบว่าอลังการมาก ส่วนบนมีลายปูนปั้นเป็นกรองวิมาน ประดับด้วยนาคและหงส์ตามชั้นต่างๆ ไล่ไปจนถึงยอดซุ้มประตู

จากนั้นก็ต้องเข้าไปในวิหารหลวงที่สุดวิจิตรอลังการ ไปกราบนมัสการพระเจ้าล้านทองประดิษฐานอยู่ในกู่สีทองอร่าม แล้วก็ต้องไปกราบนมัสการพระธาตุลำปางหลวง พระธาตุประจำคนเกิดปีฉลู และที่พลาดไม่ได้คือ ต้องไปวิหารพระพุทธ อายุของวิหารประมาณ 700 ปีเศษ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่เกือบเต็มตัววิหารเป็นศิลปะเชียงแสน ณ วิหารแห่งนี้คือที่ซึ่งทุกคนต่างเข้าไปดูความมหัศจรรย์ของเงาพระธาตุลำปางหลวงกลับหัว อันที่จริงต้องบอกว่าในวัดพระธาตุลำปางหลวงนี้ ยังมีโบราณสถานต่างๆ อีกมากมายให้คุณๆ ไปกราบสักการะและชื่นชมความวิจิตร

เมื่อชมและกราบนมัสการวัดพระธาตุลำปางหลวงเสร็จก็ต้องไปวัดไหล่หินหลวง หรือวัดเสลารัตนปัพพะตาราม สร้างในปี พ.ศ. 2226 (อยู่ห่างจากวัดพระธาตุลำปางหลวงไปประมาณ 7-8 กิโลเมตร) ขอย้ำว่าต้องไม่พลาดการชมวัดนี้เป็นอันขาด เพราะสวยงามมากทั้งๆ ที่วิหารมีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่สุดวิจิตรเกินบรรยายจริงๆ เป็นงานช่างสกุลลำปางที่ขึ้นชื่อมากที่สุด

กลับเข้าไปในตัวเมืองลำปางกันบ้าง สถานที่หนึ่งที่ต้องขอชวนคุณๆ เที่ยวชมคือ สถานีรถไฟนครลำปาง สิ่งที่ต้องชมคือ
อาคารของสถานีรถไฟที่สุดคลาสสิก ว่ากันว่าก่อสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ตอนปลาย

วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม

วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ถนนพระแก้ว ตำบลเวียงเหนือ มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เป็นเวลาถึง 32 ปี

วัดศรีชุม

วัดศรีชุม ตำบลสวนดอก อำเภอเมือง วัดศิลปะแบบพม่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สร้างตั้งแต่พ.ศ.2433 โดยพ่อค้าใหญ่ชาวพม่าชื่ออูโยที่เข้ามาทำป่าไม้ในเขตของสยามในยุคอังกฤษปกครองพม่า วิหารเดิมของวัดสวยงามมาก แต่ถูกไฟไหม้ไป ต้องก่อสร้างขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังคงความวิจิตรงดงาม

วัดเจดีย์ซาว ตำบลต้นธงชัย ถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม อยู่ห่างจากสถานปฏิบัติธรรมหลวงพ่อเกษมเขมโก ประมาณ 500 เมตร
คำว่าซาว แปลว่า ยี่สิบ วัดเจดีย์ซาว คือวัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างมานานกว่า 1,000 ปี จุดเด่นของวัดคือ
องค์พระธาตุเจดีย์ซาว ศิลปะล้านนาผสมพม่า ข้างหมู่พระเจดีย์มีวิหารหลังเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน ชาวบ้านเรียก “พระทันใจ” พระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย

วัดเจดีย์ซาวหลัง

บานประตูทั้งสามเป็นของโบราณเขียนลายรดน้ำ เสาซุ้มประตูหน้าต่างประดับลวดลายกระจกสี ที่นี่มีพิพิธภัณฑสถานเขลางค์นคร เมื่อ พ.ศ.2526 ชาวบ้านขุดพบพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์หนัก 100 บาทสองสลึง แล้วมอบให้วัด พระพุทธรูปองค์นี้ชื่อว่าพระแสนแซ่ทองคำ ปางมารวิชัยศิลปะสมัยล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้วครึ่ง สูง 15 นิ้ว

บ้านเสานัก ถนนป่าไม้ ชุมชนท่ามะโอ ฝั่งเหนือสะพานข้ามน้ำวัง บ้านนี้เป็นบ้านไม้ทั้งหลัง มีเสารวมทั้งหมด 116 ต้น บ้านนี้สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2438 โดยหม่องจันโอง

สะพานรัษฎาภิเศก

สะพานรัษฎาภิเศก หรือ สะพานขาว ถนนรัษฎา เจ้าผู้ครองนครลำปางเป็นผู้ที่ตั้งชื่อจากพิธีเฉลิมฉลองรัษฎาภิเษกสมัยรัชกาลที่ 5
เดิมเป็นสะพานไม้เสริมเหล็ก แต่ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2460 ได้ทำเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก จุดเด่นคือเสาหัวสะพานมีสัญลักษณ์
ไก่ขาว และครุฑประดับไว้

ตลาดรัษฎา หรือ ตลาดหัวขัว เป็นตลาดเช้าที่ใหญ่ที่สุดของลำปางตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน เปิดตั้งแต่ตีสี่จนถึงเก้าโมงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเปิดประมาณ 4 โมงเย็นถึงหัวค่ำ เป็นศูนย์รวมสินค้าพื้นเมืองและของฝากสารพัดชนิด เช่น ไส้อั่ว ข้าวแต๋น หมูยอ แคบหมู ขนมผลไม้ และผักพื้นบ้าน

ถนนตลาดเก่า หรือถนนตลาดจีน (กาดกองต้า) ถนนคนเดินคือตลาดตรอกท่าน้ำวังในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นจุดที่มีความรุ่งเรืองมากที่สุด เป็นย่านการค้าสำคัญของเมือง มีชาวอังกฤษ พม่า และจีน เข้ามาทำธุรกิจ โดยเฉพาะชาวจีนเข้ามาทำการค้าขายมากที่สุดจนกลายเป็นชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ในเขตภาคเหนือ จึงมีชื่อถนนตลาดจีน อาคารบ้านเรือนสองฝั่งถนนเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุโรปกับจีน ปัจจุบันทำเป็นถนนคนเดินเปิดขายของทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 18.00-22.00 น.

วัดปงสนุก

วัดปงสนุกเหนือ ตำบลเวียงเหนือ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยที่พระเจ้าอนันตยศ  พ.ศ.1223 วัดนี้มีม่อนดอย เนินเขาพระสุเมรุจำลองที่ตั้งวิหารพระเจ้าพันองค์ สร้างด้วยไม้ลักษณะมณฑปหลังคาซ้อนสามชั้น บนสันหลังคาเหนือมุขทั้งสี่สร้างปราสาทไม้จำลองขนาดเล็กหุ้มด้วยสังกะสีฉลุลาย ซึ่งหมายถึงทวีปทั้งสี่รอบเขาพระสุเมรุ ลักษณะตัวอาคารผสมผสานระหว่างศิลปล้านนา พม่าและจีน ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ห้องกลางวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปสี่องค์หันพระพักตร์ออกสี่ทิศ

ประทับนั่งใต้โพธิ์พฤกษ์ทำด้วยตะกั่ว ด้านล่างของฐานชุกชีประดับลวดลายรูปช้าง นาค สิงห์ นกอินทรี เชื่อกันว่าวิหารหลังนี้สร้างโดยช่างเชียงแสน เลียนแบบหอคำเมืองเชียงเกี๋ยง (เชียงเจิ๋ง) ในสิบสองปันนา ซึ่งปัจจุบันถูกรื้อถอนไปหมดสิ้นแล้ว วัดปงสนุกได้รับรางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหรือ รางวัล Award of Merit จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์
และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประจำปี พ.ศ.2551

เซรามิค ธนบดี

พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี  เลขที่ 32 ถนนวัดจองคำ ตำบลพระบาท ภายในพิพิธภัณฑ์มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น นิทรรศการความเป็นมาของชามตราไก่นครลำปางและเซรามิกเพื่อการส่งออก อนุสาวรีย์ผู้ค้นพบแร่ดินขาว มีการสาธิตการผลิตเซรามิคชามไก่แบบดั้งเดิม ชามไก่ที่เล็กที่สุดในโลก เล็กกว่าเมล็ดข้าวเปลือก ชามไก่นี้เก็บรักษาไว้ในตู้กระจกทรงสามเหลี่ยม ต้องมองผ่านแว่นขยายจึงจะเห็นลวดลายของตัวไก่ ชามไก่ทองคำ ที่ทำด้วยทองคำแท้ 100% ด้านในชามเป็นทองคำเงางาม ส่วนด้านนอกใช้น้ำทองวาดเป็นไก่ทองคำบนพื้นสีขาว

ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร ไปชมการแสดงของช้าง การอาบน้ำให้ช้าง นั่งช้างชมป่าท่องไพร มีโรงเรียนฝึกสอนควาญช้างมีบ้านพักแบบ Home Stay และที่นี่มีโรงพยาบาลช้าง หากคุณต้องการจะไปทำบุญทำทานกับช้างก็สามารถไปได้ที่โรงพยาบาลช้าง

สถานีรถไฟลำปางหลวง

ลำปางยังมีที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย อาทิ อุทยานแห่งชาติดอนขุนตาล เขตเชื่อมต่อระหว่างลำพูนกับลำปาง อุโมงค์รถไฟขุนตาล เริ่มก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน เมืองปาน แจ้ห่ม น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน น้ำตกแจ้ซ้อน น้ำตกแม่มอญ น้ำตกแม่ขุน ถ้ำผางาม วังเหนือ

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน

นอกจากเที่ยวแล้วลำปางยังมีสินค้าให้คุณซื้อกลับบ้านอีกมากมาย ทั้งผ้าทอมือทุกกว๋าว เมืองปาน เครื่องไม้แกะสลัก บ้านหลุก แม่ทะ เซรามิคเมืองลำปางที่โด่งดังไปทั่วโลก กระดาษสาบ้านน้ำโท้ง บ้านบ่อแฮ้ว ห้างฉัตร และรถม้าจำลองของประดับบ้าน

หากคุณต้องการรายละเอียดการท่องเที่ยวทั่วเมืองลำปาง โปรดโทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง) โทร.053-248604, 053-248607, 053-241466 E-mail : tatchmai@tat.or.th

ตะลอนเที่ยว : ไปเลย แล้วหลงรักเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/214757

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผาหล่มสัก (ภูกระดึง)

หน้าร้อนปีนี้ เมืองไทยร้อนและแล้งหนักหนาสาหัสมากมายจริงๆ (อันที่จริงนั้นเมืองไทยร้อนและแล้งมาหลายปีแล้ว เพียงแต่ 2-3 ปีแล้งและร้อนจนน่าวิตก) เมื่อเผชิญกับอากาศร้อนมากๆ คนไทยก็ถวิลหาความหนาวเย็น บางคนก็หนีร้อนไปพึ่งความหนาวที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรืออาจไปไกลถึงยุโรป แต่บางคนก็บอกว่าไปเมืองเลยก็พอจะหาความเย็นเพื่อบรรเทาความร้อนของอุณหภูมิได้บ้าง แต่ทว่าเมืองเลยในหน้าร้อนโดยเฉพาะช่วงกลางวันก็ร้อนมิเบาเลยเช่นกัน ครั้นพอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความเย็นก็จะมาเยือนโดยพลัน

ถ้าเช่นนั้น ทริปนี้เราไปเที่ยวเลยด้วยกันครับ

ประวัติเมืองเลยระบุว่าชุมชนเดิมก่อตั้งโดยชนเผ่าไทยจากอาณาจักรโยนกเชียงแสน โดยการนำของพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมือง (สายราชวงศ์สิงหนวัติ) ปัจจุบันจังหวัดเลย มี 14 อำเภอ คือ เมือง นาด้วง เชียงคาน ด่านซ้าย ปากชม นาแห้ว ภูเรือ ท่าลี่ วังสะพุง ภูกระดึงภูหลวง ผาขาว เอราวัณ และหนองหิน

จังหวัดเลย ได้รับการยอมรับว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อาทิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง สถานีเกษตรภูเรือ สวนหินผางาม ชุมชนเก่าเชียงคาน แก่งคุดคู้ พระธาตุศรีสองรักวัดเนรมิตวิปัสสนา ด่านซ้าย ภูลมโล เป็นต้น และยังมีงานเทศกาลที่ผู้คนรู้จักกันดีอีกมากมายเช่นกัน เช่น ดอกฝ้ายบาน-มะขามหวาน ดอกไม้เมืองหนาวที่ภูเรือ บุญบั้งไฟล้าน (เอราวัณ) สงกรานต์ไทย-ลาว (ท่าลี่) ผีตาโขน (ด่านซ้าย) ออกพรรษา (เชียงคาน) เป็นต้น

พระธาตุศรีสองรัก

เที่ยวที่ไหนดีในเมืองเลย คำถามนี้ตอบยากมาก เพราะเลยมีที่ท่องเที่ยวมากมายและหลากหลาย ทั้งแบบธรรมชาติ แบบศิลปวัฒนธรรม แบบชุมชนเก่าแก่ แบบวัดวาอาราม แบบสวนดอกไม้สวยหน้าหนาวและแบบการเกษตร ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีชอบการท่องเที่ยวรูปแบบไหน แต่ที่จะแนะนำในทริปนี้คือ

พระธาตุศรีสองรัก อำเภอด่านซ้าย ก่อสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่มีรูปทรงศิลปะแบบล้านช้าง เป็นสัญลักษณ์แห่งสัมพันธไมตรีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต (ลาว) องค์พระธาตุสูง 19 เมตร โดยทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จะมีงานสมโภชพระธาตุชื่องานลูกผึ้งลูกเทียน คือการต้นผึ้งและต้นเทียนไปถวายบูชาพระธาตุ

เทศกาลผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จัดในเดือน 7ประมาณเดือนมิถุนายน ถือเป็นงานบุญประเพณีใหญ่ที่รวมเอางานบุญต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น บุญบั้งไฟ บุญหลวงหรือบุญผะเหวด และผีตาโขน ประเพณีผีตาโขนมีความเชื่อกันว่าคนที่เล่นหรือแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่จะต้องถอดเครื่องแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่ออกให้หมดแล้วนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้านเด็ดขาด ถือเป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายให้สิ้นไป

ตักบาตรข้าวเหนียว เชียงคาน

วัดเนรมิตวิปัสสนา อำเภอด่านซ้าย จุดเด่นคืออุโบสถขนาดใหญ่สร้างจากศิลาแลงทั้งหลัง มีพระพุทธชินราชจำลองประดิษฐานภายใน ผนังในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมสวยงามวิจิตร เจดีย์และสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของวัดนี้ก่อสร้างจากศิลาแลงทั้งสิ้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากองค์พระธาตุศรีสองรัก

พระธาตุสัจจะ อำเภอท่าลี่ เป็นโบราณสถานศิลปะล้านช้าง องค์พระธาตุสูง 33 เมตร (ลักษณะคล้ายพระธาตุพนม) ตั้งอยู่ในวัดลาดปู่ทรงธรรม วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองเลย

อุทยานแห่งชาติภูเรือ จุดชมทะเลหมอกยามหน้าหนาวที่โด่งดังแห่งหนึ่งของเมืองไทย และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกยอดนิยมอีกด้วย ยอดภูเป็นที่ราบกว้างมีป่าสนขึ้นปกคลุมเช่นเดียวกับภูกระดึง ยอดภูสูง 1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เขตป่าสมบูรณ์แห่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ ส่วนบนของภูเป็นป่าสนสามใบเหมือนเขตเมืองหนาว และมีทุ่งหญ้าสีเหลืองทองสุดสวยในช่วงฤดูแล้ง เป็นจุดชมวิว ชมทะเลหมอก ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกยอดนิยม และในเขตอุทยานนี้ยังมีน้ำตกให้เที่ยวชมด้วย อุทยานแห่งชาติภูกระดึงปิดให้บริการระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัวเพื่อรอการกลับมาเยือนของนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาว

นํ้าตกตาดเหือง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อำเภอภูเรือ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะมีดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง อาทิ กุหลาบหลากสี กล้วยไม้หลายพันธุ์ ยอดภูหลวงสูง 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย เช่น ช้างป่า เลียงผา กวาง เก้ง ไก่ฟ้า และนกนานาชนิดกว่า 200 สายพันธุ์

ภูลมโล เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินล่องกล้า เขตเชื่อมต่อกับจังหวัดพิษณุโลก นักท่องเที่ยวยกย่องว่าเป็นแดนซากุระเมืองไทย เพราะมีดอกนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งทั้งภู โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว

นํ้าตกธารสวรรค์ (ภูกระดึง)

สวนหินผางาม อำเภอหนองหิน ที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าคุนหมิงแห่งเมืองเลย มีลักษณะเป็นหินผาสลับซับซ้อนสวยงามและแปลกตากับหินสูงทรงแปลกๆ บางจุดจะคล้ายเขาวงกต บางจุดเป็นถ้ำขนาดเล็ก

ตลาดไม้ดอกไม้ประดับบ้านหนองบง ศูนย์กลางจำหน่ายดอกไม้เมืองหนาว และไม้ประดับของอำเภอภูเรือ ตลาดนี้จะคึกคักมากเป็นพิเศษในช่วงที่ดอกไม้เมืองหนาวบานสะพรั่ง

แก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้ อำเภอเชียงคาน เกาะแก่งกลางลำโขง ที่จะปรากฏตัวเฉพาะช่วงหน้าแล้งเท่านั้น ช่วงที่เหมาะกับการเที่ยวแก่งคุดคู้คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม เป็นช่วงน้ำโขงลดน้อยจนสามารถเดินชมแก่งหินและสันทรายของน้ำโขงได้

เชียงคาน ชุมชนที่หลายคนยอมรับว่าสุดแสนโรแมนติกเมืองที่ค่อนข้างเรียบง่าย สงบ มีบ้านเรือนแบบห้องแถวสองชั้นปลูกสร้างด้วยไม้ ชุมชนอยู่ริมโขง มีวัดวาอารามมากมาย

ภูทอก เชียงคาน จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น และจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นแก่งคุดคู้ และลำโขงในมุมสูง

แก่งคุดคู้

เทศกาลผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จัดในเดือน 7ประมาณเดือนมิถุนายน ถือเป็นงานบุญประเพณีใหญ่ที่รวมเอางานบุญต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น บุญบั้งไฟ บุญหลวงหรือบุญผะเหวด และผีตาโขน ประเพณีผีตาโขนมีความเชื่อกันว่าคนที่เล่นหรือแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่จะต้องถอดเครื่องแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่ออกให้หมดแล้วนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้านเด็ดขาด ถือเป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายให้สิ้นไป

สำหรับผู้ที่นิยมการเดินทางเพื่อทำบุญไหว้พระ ก็มักจะไปที่ วัดศรีโพธิ์ชัย วัดอายุเก่าแก่คู่เมืองเลย อายุกว่า 400 ปี วัดศรีคุณเมือง วัดเก่าแก่ที่มีพระพุทธรูปไม้จำหลักปางประทานอภัย ศิลปะล้านช้าง วัดพระพุทธบาทภูควายเงินไปสักการะรอยพระพุทธบาทขนาด 120 เซนติเมตร ประทับไว้บนฐานหิน วัดท่าแขก วัดเก่าแก่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อำเภอเชียงคาน สักการะพระพุทธรูปแกะสลักจากหินทราย อายุกว่า 300 ปี

ขอย้ำว่าเมืองเลยมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลากหลายจริง ๆ เพราะฉะนั้นคุณจึงต้องตัดสินใจกำหนดจุดที่คุณจะไปเที่ยวให้ชัดเจนก่อน เพราะบางแห่งก็เที่ยวได้แค่บางฤดูกาลเท่านั้น หากต้องการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โปรดโทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

เมืองเชียงคาน

ถนนคนเดินเชียงคาน

ตะลอนเที่ยว : ผลไม้สดแสนอร่อย ดอกไม้หน้าแล้งแสนสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/213780

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หน้าร้อนของเมืองไทยนั้น มีทั้งคนชอบและคนชัง เหตุที่ชอบเพราะว่าหน้าร้อนเป็นช่วงที่มีผลไม้สดรสอร่อยหอมหวานให้กินกันอย่างอุดมสมบูรณ์ (แม้ผลไม้บางชนิดจะถูกพ่อค้าจีนเหมาไปทั้งสวนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเหลือให้คนไทยเจ้าของประเทศได้มีกินบ้าง แม้จะไม่ค่อยได้คุณภาพก็ตามที) แถมยังมีดอกไม้สีสดสวยผลิดอกออกช่อล้อลมให้ชมตามที่ต่างๆ อย่างอิ่มตาอิ่มใจ

แต่บางคนก็ชังหน้าร้อนเมืองไทยมาก เพราะนับวันจะยิ่งร้อนหนักขึ้นหนักขึ้น และหนักขึ้นจนแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ยกตัวอย่างชัดๆ ถึงความร้อนแบบบ้าคลั่งในปีนี้ เป็นต้น (แต่จะบ่นไปทำไมกัน เพราะเมืองไทยนั้นแทบจะกลายเป็นทะเลทรายอยู่แล้ว เนื่องจากต้นไม้เหลือน้อยลงเป็นลำดับ)

เรามาพูดถึงความดีของหน้าร้อนเมืองไทยกันดีกว่า ความดีอันดับแรกคือการที่มีผลไม้สดรสอร่อยให้กินกันอย่างจุใจ โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนของทุกปีถือได้ว่าเป็นช่วงที่ผลไม้เมืองระยอง เมืองจันทบุรี และเมืองตราดให้ผลผลิตกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลางสาด สละ (ส่วนมะม่วงแสนอร่อยจากเมืองแปดริ้วนั้นจะวายไปจากตลาดแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน)

ฤดูผลไม้ของภาคตะวันออกปีนี้ ขอชวนคุณๆ ไปกินผลไม้สดจากสวนแบบบุฟเฟ่ต์ให้สำราญใจตามสไตล์อร่อยไปทุกไร่ ชิมไปทุกสวน และเชิญเลือกซื้อกลับบ้านไปฝากคนที่บ้านให้หนำใจ

ผลไม้สดจากสวน สีสันตะวันออก

การท่องเที่ยวแบบอร่อยไปทุกไร่ ชิมไปทุกสวน คือรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกในรูปลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ทำให้
คุณๆ ได้สัมผัสกับผลไม้สดจากสวน และได้สัมผัสความเป็นอยู่ของชาวสวนไปพร้อมๆ กัน แล้วที่สำคัญคือจะได้รู้ด้วยว่า เงาะ ทุเรียน มังคุด ลางสาด ที่เรากินกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้นมีต้นลักษณะเช่นไร

เริ่มกันที่ชุมชนตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ที่นี่คือชุมชนของชาวสวนผลไม้นานาชนิด ที่รอรับนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าผลไม้ ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน คุณๆ จะได้ชิมผลไม้สดๆ จากต้น นอกจากผลไม้แล้ว ชุมชนตะพงยังมีผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้าน เช่น กะปิ น้ำปลาแท้ น้ำพริกแกงระยอง ขนมจีนข้าวกล้อง ผลไม้แปรรูป ให้คุณเลือกซื้อได้ตามต้องการ ในช่วงเดือนพฤษภาคมทุกปี จังหวัดระยองจัดเทศกาลผลไม้และของดีเมืองระยอง ณ ตลาดกลางผลไม้เพื่อการเกษตรตะพง โดยมีการนำผลไม้สดจากสวนมาจำหน่าย และมีการประกวดผลไม้ รวมถึงจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเลสารพัดชนิด

จังหวัดต่อไปคือ จันทบุรี เมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทุเรียนรสอร่อย มังคุดเนื้อดี เงาะแสนหวาน ในช่วงเดือนพฤษภาคมเช่นกันจะมีการจัดงานมหกรรมทุเรียนโลก งานจันทบุรีมหานครผลไม้ ณ บริเวณองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี มีการประกวดขบวนรถประดับผลไม้ ประกวดธิดาชาวสวน ประกวดผลไม้ที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออก ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด ระกำ สละ กระท้อน ลางสาดซำค้อจากท่าใหม่ และยังมีลำไยจากโป่งน้ำร้อนให้ชิมด้วย แต่ที่น่าสนใจมากคือการประกวดสุนัขพันธุ์ไทยแสนรู้ รวมถึงการออกร้านจำหน่ายอัญมณี

เลยไปที่จังหวัดตราดในช่วงเดือนพฤษภาคม ก็มีงานระกำหวาน เทศกาลผลไม้ และของดีเมืองตราด จัดที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดในงานจะมีการจำหน่ายสินค้าการเกษตร การประกวดผลไม้สด และนิทรรศการการเกษตรของจังหวัดตราด ขอยืนยันว่าระกำเมืองตราดนั้นหวานและกลิ่นหอมได้ใจจริงๆ ส่วนบางคนชอบระกำสายพันธุ์ที่มีรสอมเปรี้ยว บอกว่ากินแล้วชุ่มคอดี ระกำจึงถือได้ว่าเป็นผลไม้สุดเด่นสุดดังอย่างหนึ่งของตราด นอกจากนี้ยังมีสับปะรดตราดสีทองรสชาติหวานกรอบแสนอร่อยให้ทานอีกด้วย

(หมายเหตุ คุณๆ สามารถหาข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้จาก ททท. สำนักงานระยอง (ระยอง จันทบุรี) โทร.0-3865-5420-1 และททท. สำนักงานจังหวัดตราด โทร.0-3959-7255)

เมื่อได้กินผลไม้สดแสนอร่อยจากภาคตะวันออกเรียบร้อยแล้วMr.Flower ขอแถมภาพดอกไม้สีสดแสนสวยประจำฤดูร้อนของไทยให้คุณๆ ได้ชื่นตาชื่นใจ คุณคงไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่า หน้าร้อนนั้นแม้จะร้อนจัดสักเพียงใด แต่ก็มีสิ่งชดเชยคือความสวยสดใสของดอกไม้แสนสวย อาทิ ราชพฤกษ์สีเหลืองอร่าม หางนกยูงฝรั่งที่มีสีแดงจัดจ้าน และชมพูพันธุ์ทิพย์ หรือตาเบบูยา สีชมพูอ่อนหวาน

หากคุณๆ มีที่มีทางพอประมาณและสามารถปลูกต้นไม้เหล่านี้ไว้ได้ โปรดช่วยกันปลูกด้วยนะครับ เพราะจะได้เพิ่มความเขียวให้กับเมืองไทย และแต่งแต้มสีสันสวยงามในยามหน้าร้อนให้สบายตาสบายใจ

 

ตะลอนเที่ยว : ลพบุรี เมืองแห่งความหลัง และความหลากหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/212775

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
พระปรางค์สามยอด ลพบุรี

ลพบุรี จังหวัดที่ได้ชื่อว่ามีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย มีแหล่งท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา เชิงการเกษตร เป็นเมืองทหาร และเป็นเมืองที่มีเขื่อนใหญ่ที่สำคัญของภาคกลาง รวมถึงยังเป็นเมืองที่มีการเลี้ยงโต๊ะจีนให้กับเหล่าวานรลูกเจ้าพ่อศาลพระกาฬอีกด้วย

ลพบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางเหนือประมาณ150 กิโลเมตร เป็นเมืองที่อุดมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวสารพัดชนิด ทำให้คุณๆ สามารถไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

หลายต่อหลายคนรู้จักเมืองลพบุรีว่าเป็นราชธานีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถจนทำให้ฝรั่งชาติตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศส ให้การยอมรับนับถือ เมื่อเอ่ยพระนามสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็จะต้องนึกถึงพระนารายณ์ราชนิเวศน์


พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือวังนารายณ์ ตั้งอยู่ ณ ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2208 ออกแบบโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมยุโรป พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระองค์ในช่วงฤดูฝน แต่บางตำราระบุว่าทรงให้สร้างวังแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นราชธานีสำรองในยามที่คับขันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหาอำนาจชาติตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลในกรุงศรีอยุธยาในยุคนั้น หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะขึ้นใหม่แล้วพระราชทานนามว่า  พระนารายณ์ราชนิเวศน์

สิ่งปลูกสร้างในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชคือ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท พระที่นั่งจันทรพิศาล พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ตึกพระเจ้าเหา ตึกรับรองแขกเมือง พระคลังศุภรัตน์ (หมู่ตึกสิบสองท้องพระคลัง) อ่างเก็บน้ำหรือถังเก็บน้ำประปา โรงช้างหลวง ส่วนสิ่งก่อสร้างในรัชกาลที่ 4 คือ หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ และอาคารต่างๆ ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หมู่ตึกพระประเทียบ ทิมดาบหรือที่พักของทหารรักษาการณ์

ขอแนะนำว่า เมื่อไปถึงพระนารายณ์ราชนิเวศน์แล้วอย่าพลาดการเข้าชมพิพิธภัณฑ์เป็นอันขาด เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์


วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

สถานที่ต่อไปคือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟลพบุรี ไม่ปรากฏชัดเจนว่าสร้างในสมัยใด แต่มีหลักฐานว่าวิหารหลวงของวัดสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เป็นวิหารใหญ่ ประตูเป็นช่องเหลี่ยมแบบไทย หน้าต่างเจาะช่องศิลปะโกธิค ทิศใต้ของวิหารหลวงคือพระอุโบสถ หน้าตาทำเป็นแบบฝรั่งเศส ทิศตะวันตกของวิหารหลวงมีพระปรางค์องค์ใหญ่ที่สุดในลพบุรี สร้างด้วยศิลาแลงโบกปูนประดับลวดลายเป็นรูปพระพุทธรูปและพุทธประวัติ

พระปรางค์สามยอด ตั้งอยู่บนเนินดินทางทิศตะวันตกของทางรถไฟใกล้ อยู่กับศาลพระกาฬ เป็นปรางค์เรียงต่อกัน 3 องค์ มีฉนวนทางเดินเชื่อมกัน เป็นศิลปะเขมรแบบบายน สร้างด้วยศิลาแลง ตกแต่งลวดลายปูนปั้นงดงาม เปิดให้เข้าชมเวลา 06.00-18.00 น. เว้นวันจันทร์และอังคาร


ศาลพระกาฬ

ศาลพระกาฬ ตั้งอยู่ริมทางรถไฟด้านทิศตะวันออกของพระปรางค์สามยอด ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองลพบุรี เป็นเทวสถานเก่าแก่ยุคขอม ทับหลังทำด้วยศิลาทรายสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ อายุประมาณศตวรรษที่ 16 บริเวณรอบศาลพระกาฬเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงหลายร้อยชีวิต ชาวเมืองเชื่อว่าเป็นบริวารของเจ้าพ่อพระกาฬ ดังนั้นจึงห้ามทำร้ายลิงเป็นอันขาด และทุกปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 เป็นต้นมา) จึงมีการจัดโต๊ะจีนเลี้ยงลิงศาลพระกาฬ ในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน

บ้านวิชาเยนทร์ (บ้านหลวงรับราชทูต) ถนนวิชาเยนทร์ ห่างจากปรางค์แขกประมาณ 300 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เคยใช้เป็นที่รับรองของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสชุดแรกที่เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนารายณ์ฯ เมื่อ พ.ศ.2228  ต่อมา คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีกเข้ามารับราชการจนได้รับความดีความชอบให้เป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ จึงได้รับพระราชทานบ้านหลังนี้ให้เป็นที่พำนักในบริเวณใกล้กับบ้านหลวงรับราชทูต อาคารที่ปลูกสร้างขึ้นใหม่นี้แสดงให้เห็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ผสมกับศิลปะไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เปิดให้ชมเวลา 07.00-17.00 น. ยกเว้นวันจันทร์และอังคาร


ทุ่งดอกทานตะวัน

นอกจากโบราณสถานแล้ว ลพบุรียังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อคือ ทุ่งทานตะวัน เขตอำเภอเมือง อำเภอพัฒนานิคม และอำเภอชัยบาดาล พื้นที่ประมาณ 2-3 แสนไร่ ทานตะวันจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม จุดยอดนิยมที่ผู้คนมักไปชมทุ่งทานตะวันคือ เขาจีนแล ใกล้กับวัดเวฬุวัน ตำบลโคกตูม ว่ากันว่าเป็นจุดที่สวยที่สุดของทุ่งทานตะวัน

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  ตั้งอยู่ที่บ้านแก่งเสือเต้น ตำบลหนองบัว ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) เป็นเขื่อนสำคัญของภาคกลาง และยังมีพิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสัก คุณๆ สามารถนั่งรถรางชมบริเวณรอบๆ เขื่อนได้ ใช้เวลาไป-กลับประมาณ 50 นาที


เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

หากไปที่อำเภอโคกสำโรง ก็จะต้องไปวัดเขาวงพระจันทร์ วัดจะตั้งอยู่เชิงเขา แต่จะมีบันไดสู่ยอดเขาอีก 3,790 ขั้น บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของมณฑปพระพุทธบาท สองข้างทางขึ้นยอดเขารอบล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เมื่อขึ้นถึงยอดเขาจะสามารถมองทิวทัศน์ของเมืองได้อย่างงดงาม

ลพบุรีมีแหล่งหัตถกรรมและสินค้าพื้นเมืองที่น่าสนใจ คือ หมู่บ้านดินสอพอง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์จากดินสอพองนานาชนิด และยังมีหมู่บ้านทอผ้ามัดหมี่ และผ้าพื้นเมืองของไทยพวน


วัดเขาวงพระจันทร์ ลพบุรี

นอกจากนี้บางคนก็นิยมไปท่องเที่ยวในเขตทหาร เช่น หน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ไปชมการสาธิตการฝึกดำรงชีพในป่า ทดลองกระโดดหอสูง 34 ฟุต ฝึกกระโดดร่มจากบอลลูน ฝึกไต่หน้าผา ทัวร์ป่าแบบทหาร และฝึกยิงปืน


ไข่เค็มดินสอพอง

แต่ Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณๆ ไปร่วมทำบุญทำกุศลด้วยการบริจาคเงินและสิ่งของเครื่องใช้ให้กับวัด เพื่อนำไปช่วยสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเอดส์ HIV ระยะสุดท้ายที่วัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง รวมถึงบริจาคเงินเพื่อให้กับบ้านเด็กธรรมรักษ์ และแวะกราบนมัสการท่านเจ้าคุณพระอลงกต ผู้ที่อุทิศตนเพื่อผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้ายมาเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี


งานเลี้ยงโต๊ะจีนลิง

เห็นไหมครับว่า ลพบุรีมีที่เที่ยวนานาชนิดให้คุณไปสัมผัสจริงๆ เชิญนะครับ ไปเที่ยวลพบุรีกันครับ

ตะลอนเที่ยว : วัวควายยิ้มหวาน เบิกบานกับชีวิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/211717

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คนไทยในอดีตโดยเฉพาะผู้ที่ทำอาชีพการเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ จะคุ้นเคยและคลุกคลีกกับวัวและควาย หรือโคกระบือมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเกินความจริงที่จะมีคำพูดว่า วัวควายมีบุญคุณต่อคน เพราะเขาช่วยเราทำไร่ไถนา ปลูกข้าว และนวดข้าว จนทำให้เราทุกคนมีข้าวกินอย่างอุดมสมบูรณ์

คนเก่าคนแก่มักจะบอกว่า อย่าไปดูถูกวัวควาย อย่าไปด่าไปว่าเขา อย่าไปตีเขาโดยไม่มีเหตุอันสมควร ชาวไร่ชาวนาที่มีอายุกว่า 60 ปีหลายคนบอกด้วยว่า สมัยก่อนนั้น เวลาถึงฤดูทำนา เมื่อเตรียมควายเทียมคันไถเรียบร้อยแล้วก่อนจะออกไปไถนา ปู่ย่าตายายและพ่อแม่จะให้ทำพิธีไหว้ควายก่อน เพื่อแสดงความกตัญญูที่ช่วยเราทำไร่ทำนา ในสมัยก่อน เมื่อเริ่มย่างเข้าฤดูฝน ชาวนาจะเริ่มเตรียมการไถนาโดยใช้ควายเป็นกำลังหลัก ชาวนามักจะไถนาในช่วงเช้าตรู่ถึงช่วงสายๆ แต่ช่วงกลางวันและบ่ายต้นๆ จะหยุดพัก เนื่องจากอากาศร้อนจึงปล่อยให้ควายได้หลบแดดสักพักหนึ่ง

ชาวนาที่ใช้ควายไถนา ทำนาจึงผูกพันควายมาก และถือว่าควายเปรียบเสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว เมื่อมีลูกมีหลานก็จะสอนให้เด็กๆ คุ้นเคยกับควาย จึงเห็นว่าเด็กชาวนามักจะเล่นกับควาย ขี่หลังควาย เดินจูงควายไปกินหญ้า และอาบน้ำในลำคลองกับควาย โดยใช้กาบมะพร้าวอันใหญ่ๆ ถูทำความสะอาดให้ควาย ครั้นพอตกเย็นก็พาควายเข้าคอก ก่อไฟเพื่อเอาควันไฟไล่แมลง ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร ไม่ให้ไปรบกวนควาย ภาพแห่งความผูกพันเช่นนี้จางหายไปจากสังคมไทยเกือบหมดสิ้นแล้ว

ขอย้อนภาพการใช้ควายไถนาเพื่อฟื้นความหลังให้กับคุณผู้อ่าน ชาวนาจะไถนาโดยเวียนไปทางซ้าย (วนทวนเข็มนาฬิกา) เมื่อไถไปก็จะได้ขี้ไถ คือดินที่ถูกขุดขึ้นมา ดินเหล่านี้จะกลบหญ้าให้เน่าสลายกลายเป็นปุ๋ย ตามปกติจะไถแล้วหมักดินทิ้งไว้เป็นเวลานานประมาณ 1 เดือน เรียกว่าการดองนา เมื่อทิ้งระยะเวลาไว้จนหญ้าเน่า ดินร่วนซุยดีแล้ว ชาวนามักดูจากการมีไส้เดือนขึ้นตามขี้ไถ ถ้ามีไส้เดือนมากก็แสดงว่าดินพร้อมจะรองรับการปลูกข้าวได้แล้ว ชาวนาจึงเริ่มการคราดนา เพื่อเอาต้นหญ้าที่ไม่เน่าเปื่อยออกจากดิน ช่วงการคราดนานี้เป็นช่วงที่สนุกสนานมากสำหรับเด็กๆ ที่จะเดินตามพ่อหรือลุง เพราะจะมีปลาตัวเล็กๆ เช่น ลูกปลาช่อน ปลาชะโด กระโดดหนีออกจากขี้โคลนที่ถูกหมักไว้ เด็กๆ ก็จะพากันจับปลาไปทำอาหาร

การไถและคราดนาด้วยกำลังของควายนั้น จะมีคำสั่งเฉพาะ เช่น หย่อคือหยุด หนคือถอย ฮุ่ยคือการสั่งให้ควายเดินหน้า อ่อยคือการสั่งให้ค่อย ๆ หยุด และสั่งซ้ายและขวาตามทางที่เราจะให้ควายเดินไป แสดงว่าควายฟังภาษาคนที่สื่อสารด้วยออกนะครับ เพราะฉะนั้นจึงยืนยันได้ว่าควายไม่โง่ ดังนั้นกรุณาเลิกด่าว่าโง่เหมือนควายเถอะครับ

ดองนา รอจนกระทั่งดินร่วนซุย หญ้าเน่า หลังการไถดองจะมีไส้เดือนขึ้นอยู่ตามขี้ไถ เป็นไส้เดือนสีแดง เด็กๆ จะใช้ไส้เดือนเป็นเหยื่อล่อปลา ชาวนาจะสังเกตถ้ามีไส้เดือนปริมาณมากแสดงว่าดินเน่าได้ที่ เหมาะสำหรับการปลูกข้าว แล้วจึงเริ่ม คราดนา สมัยก่อนไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไส้เดือน กาลเวลา และหญ้า จะช่วยปรับปรุงดินเองตามธรรมชาติ

ชาวนาจาก อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บอกกับ Mr.Flower ว่า ควายชอบให้พูดกับเขาเพราะๆ ไม่ชอบให้ดุด่าเขา และไม่ชอบให้ตีเขาด้วย หากพูดกับเขาดีๆ เลี้ยงดูเขาดีๆ แล้ว เขาก็จะช่วยทำนาโดยไม่เกียจคร้านแม้แต่น้อย

ผมพูดถึงเรื่องการทำนาด้วยควายมาเสียยืดยาว เพราะผมประทับใจภาพความหลังที่เคยเห็นเมื่อครั้งไปต่างจังหวัดแล้วได้ไปดูการไถนาด้วยควายเมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้ว และที่สำคัญคือผมชอบดูตาของควาย เพราะตากลมโตสวยมาก

วันนี้ผมไม่มีภาพการไถนาด้วยควายมาฝากคุณๆ แต่มีภาพเหตุการณ์วันที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าและพันธมิตรร่วมโครงการปันน้ำใจไถ่ชีวิตโคกระบือ มอบให้เกษตรกรสร้างชีวิตอย่างยั่งยืน ที่อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี พันธมิตรของเราประกอบด้วยคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) และสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ โดยบริจาควัว 2 ชีวิตและควาย 3 ชีวิตให้กับชาวนา ผู้ได้รับวัวสองชีวิตไปดูแลคือนายมานพ ผอผึ้ง ส่วนผู้ได้รับควายสามชีวิตไปดูแลคือนายสัมฤทธิ์ ครองตน (เหตุผลที่ต้องให้ควายไปทั้งสามชีวิตกับเกษตรกรรายนี้เพราะควายคู่หนึ่งเป็นฝาแฝด ชื่อโชค-ชัย จึงต้องให้อยู่ด้วยกัน เพราะเขาสนิทสนมกันมาก ส่วนอีกหนึ่งชีวิตชื่อบุญก็ติดกันแจ จึงไม่อยากแยกเขาจากกัน)

โครงการนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2558 หลังจากคอลัมน์บุคคลแนวหน้าโดยธรรมกรได้ลงประกาศเชิญชวนแฟนๆ คอลัมน์โปรดช่วยกันบริจาคเงินสมทบทุนโครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์เพื่อนำไปมอบให้ชาวนาตัวจริงที่ผ่านการคัดเลือกอย่างโปร่งใสจากสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับวัวควายไปเลี้ยงจะไม่ฆ่าไม่ขายและไม่ทอดทิ้งเขา โดยมีการทำสัญญาที่รัดกุมระหว่างผู้รับมอบวัวควายไปเลี้ยงกับผู้มอบ (คือตัวแทนจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า) ส่วนคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ จะส่งอาจารย์และนิสิตไปช่วยดูแลสุขภาพให้เป็นประจำที่สำคัญคือมีเงื่อนไขว่า ผู้มอบมีสิทธิ์เข้าไปขอดูและเยี่ยมเยียนวัวควายได้ตลอดเวลา

ขอย้ำอีกครั้งว่าโครงการนี้เกิดมาจากความรักของคุณๆ ผู้อ่านแนวหน้าที่มีต่อวัวและควาย จึงขอให้แนวหน้าโดยธรรมกรเป็นตัวกลางในการรับผิดชอบโครงการนี้

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคือคุณถ่ายเถา สุจริตกุล (เจ้าของนวนิยาย มงกุฎดอกส้ม) บอกกับธรรมกรว่า ขอให้ทำโครงการนี้ให้ต่อเนื่องตลอดไป เพราะชอบใจตรงที่มีการเข้าไปดูวัวควายอย่างใกล้ชิดเป็นประจำ ซึ่งทำให้มั่นใจว่าวัวควายที่ผู้อ่านทุกท่านร่วมกันบริจาคไถ่ชีวิตเขาจะมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ถูกนำไปฆ่าไปแกงกิน ซึ่งความเห็นนี้ก็สอดคล้องต้องกันกับผู้บริจาคทุกท่านด้วย ดังนั้นโครงการนี้จึงจะดำรงอยู่ต่อไปครับ

ท่านผู้อ่านที่มีความประสงค์จะบริจาคร่วมสมทบทุนโครงการนี้โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 และคอลัมน์ตะลอนเที่ยวก็มีแนวคิดว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะจัดทริปเล็กๆ ไปไหว้พระที่จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วไปเยี่ยมเยียนวัวควายที่เราบริจาคให้กับชาวนาด้วยกัน

และขอแจ้งให้ทราบด้วยว่า ในเร็วๆ นี้ คงจะได้ไปไถ่ชีวิตวัวและควายจากโรงฆ่าสัตว์ได้อีกสัก 3 ชีวิต เนื่องจากมีเงินบริจาคเข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการไถ่ชีวิตให้กับวัวควายชุดใหม่ครับ โปรดติดตามรายละเอียดจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า

 

ตะลอนเที่ยว : ตรุษสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่ที่งดงามของชาวอุษาคเนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/210766

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คุณเชื่อไหมว่าหากถามคำถามกับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆ และวัยรุ่น หรือแม้แต่ต่อให้ถามกับผู้ที่อายุประมาณ 30-40 ปีด้วยก็ตามว่า วันสงกรานต์คือวันอะไรมีความสำคัญอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร และชาวไทยควรทำอะไรในวันสงกรานต์

ผู้คนจำนวนมากที่คุณถามคำถามนี้อาจไม่สามารถตอบได้ตรงประเด็น และหลายคนคงจะตอบได้แค่เพียงว่า ก็เป็นวันเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน บางคนอาจตอบว่า เป็นวันที่สามารถจะแต่งตัวแบบวาบหวิวแล้วรอให้คนอื่นสาดน้ำ หรือบางคนก็อาจจะตอบว่าเป็นวันหยุดราชการต่อเนื่องหลายวัน ฯลฯ

แต่ก็อาจจะมีบางกลุ่มตอบได้ว่า วันสงกรานต์ถือเป็นประเพณีเก่าแก่ของสังคมไทย และผู้คนในดินแดนอุษาคเนย์ ที่เรียกว่าประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงช่วงเวลาของการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ คือ วันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 แต่ต่อมาวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ของไทยก็ปรับเปลี่ยนไปตามแบบความนิยมของประเทศตะวันตก คือ ถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ (เริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2483)

สำหรับคนไทยในยุคอดีตจะให้ความสำคัญกับวันสงกรานต์มาก โดยจะพร้อมใจไปทำบุญตักบาตรที่วัดเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ก่อพระเจดีย์ทราย สรงน้ำพระพุทธรูปประจำหมู่บ้าน สรงน้ำพระสงฆ์ รดน้ำขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตนเองนับถือ และมีการละเล่นสนุกสนาน อาทิ รำวง เล่นเข้าทรงแม่ศรี เล่นสะบ้า เล่นลูกช่วง เป็นต้น

สมัยก่อนนั้นเมื่อใกล้จะถึงวันสงกรานต์ ผู้คนก็จะทำความสะอาดบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใหญ่เป็นการใหญ่ ญาติพี่น้องที่แยกย้ายไปทำมาหากินต่างถิ่นก็จะพร้อมใจกลับบ้านไปรวมญาติพร้อมเพรียงกัน รวมถึงพร้อมใจร่วมกันทำความสะอาดสถานที่สาธารณะประจำชุมชน เช่น วัด และลานชุมชน นอกจากนี้ยังตระเตรียมเสื้อผ้าชุดที่เห็นว่าสวยงามที่สุดเพื่อจะสวมใส่ไปทำบุญทำทาน และเตรียมเสื้อผ้าใหม่ๆ ไปมอบให้ผู้ใหญ่ในวันรดน้ำขอพรวันสงกรานต์ แต่ที่สำคัญและขาดไม่ได้ในอดีตคือ การเตรียมอาหารคาวหวานสุดพิเศษไปเพื่อทำบุญ และจะมีการทำขนมประจำเทศกาลสงกรานต์ คือ ข้าวเหนียวแดง (นำไปทำบุญในวันตรุษ) และกะละแม (นำไปทำบุญในวันสงกรานต์)

เมื่อทำบุญเสร็จสรรพแล้ว แต่ละครอบครัวก็จะนิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อแสดงความระลึกถึงและความกตัญญูกตเวที และยังมีการปล่อยนกปล่อยปลาให้เป็นอิสระและรอดพ้นจากความตาย

หากย้อนไปดูภาพอดีตจะเห็นว่าวันสงกรานต์นั้นเป็นวันที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการแสดงออกซึ่งความมีน้ำใจ ความกตัญญูกตเวที เวลาจะรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ก็จะรดน้ำที่มือของท่าน ครั้นเมื่อจะรดน้ำผู้อื่น ก็จะรดที่ไหล่หรือบ่า ก่อนจะรดน้ำก็ต้องขออนุญาตก่อน ไม่ใช่เอาน้ำใส่ถังแล้วยกขึ้นสาดเหมือนกับไล่หมูไล่หมาแบบในยุคนี้ หากไม่รู้จักกันก็ต้องขออนุญาตก่อนจะรดน้ำ ไม่ใช่เห็นใครเดินมาก็สาดน้ำใส่เขาไปจนมั่วไปหมด และน้ำที่ใช้รดในวันสงกรานต์ก็ต้องเป็นน้ำสะอาด ผสมน้ำอบน้ำปรุง ลอยดอกมะลิ ไม่ใช่ตักน้ำจากที่ไหนก็ไม่รู้ไปสาดใส่คนทั่วไปอย่างสะเปะสะปะ

ดังนั้นสงกรานต์จึงเป็นประเพณีที่งดงาม อ่อนหวาน เอื้ออาทร เป็นวันทำบุญทำทาน เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที แสดงความเคารพซึ่งกันและกันของเพื่อนมนุษย์ในสังคม โดยใช้น้ำที่เย็นฉ่ำและหอมหวนเป็นเครื่องเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน

นั่นคือสงกรานต์ในอดีตของไทย ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจนแทบจะหาความดีงามแบบเดิม ๆ ไม่ได้อีกต่อไป เราจึงพบเห็นว่าคนไทยและคนต่างชาติที่มาเล่นสงกรานต์ในยุคนี้ต่างสาดน้ำใส่กันอย่างบ้าคลั่งไร้รสนิยม

เรื่องสำคัญนี้หน่วยงานของรัฐบาลที่ดูแลขนบประเพณีแท้ๆ ของไทยควรจะต้องเร่งรณรงค์ให้ผู้คนเข้าใจประเพณีสงกรานต์ตามแบบฉบับที่ดีงามของไทยให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เน้นการขายความสนุกที่ไม่คำนึงถึงความงดงามของขนบประเพณีเพียงเพื่อคิดหวังจะกวาดรายได้เข้าประเทศจนลืมคำนึงถึงความเหมาะสมดีงาม

สำหรับวันมหาสงกรานต์ปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 13 เมษายน เวลา 20 นาฬิกา 36 นาที 36 วินาที ตามปฏิทินจันทรคติตรงกับวันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือนห้า ปีวอก นางสงกรานต์นามว่า มณฑาเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย หัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์ลืมเนตรมาเหนือหลังคัสพะ (ลา) ซึ่งเป็นพาหนะ เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ จันทร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 500 ห่า ตกในเขาจักรวาล 200 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 150 ห่า ตกในมหาสมุทร 100 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 50 ห่าเกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อวาโย (ธาตุลม) มีน้ำพอประมาณ แต่พายุจัด เกณฑ์นาคราชให้น้ำปีวอก นาคราชให้น้ำ 2 ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีน้อย กลางปีงาม แต่ปลายปีมาก เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในนาจะได้ 10 ส่วน เสียเพียงส่วนเดียว ธัญญาหาร มังสาหารบริบูรณ์ ประชาชนทั้งหลายจะอยู่เย็นเป็นสุข วันเถลิงศกตรงกับวันเสาร์ที่ 16 เมษายน เวลา0 นาฬิกา 34 นาที 12 วินาที ตามปฏิทินจันทรคติตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือนห้า ปีวอก

หลายคนถามว่าสงกรานต์ปีนี้เราจะไปไหนกันดี ก็ขอตอบว่า ทั่วประเทศไทยล้วนจัดงานสงกรานต์กันทั้งสิ้น แต่ที่โด่งดังก็คือ ที่เชียงใหม่  โดยเฉพาะรอบๆ คูเมือง ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็ต้องที่ถนนข้าวสาร ส่วนที่หนองคายก็ที่วัดโพธิ์ชัย ที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ส่วนที่พระนครศรีอยุธยาก็จัดในเขตเมืองหลวงเก่า ส่วนที่สมุทรปราการก็ต้องที่พระประแดง ลงไปหาดใหญ่ สงขลาก็มีงานสงกรานต์มิดไนท์ ที่บางแสน ชลบุรี ก็มีงานวันไหล ก่อเจดีย์ทราย เป็นต้น

เทศกาลสงกรานต์เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป ส่วนใหญ่จะสิ้นสุดงานในวันที่ 15 เมษายน แต่บางแห่งก็เริ่มงานตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน เช่นที่ขอนแก่น เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน และบางแห่งมีเทศกาลสงกรานต์ล่าออกไปโดยเริ่มช่วงวันที่ 22-24เมษายนเช่นที่พระประแดง เป็นต้น

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องสถานที่จัดงานสงกรานต์ โปรดติดต่อสอบถามจาก โทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย