นักวิจารณ์ชาวมาเลเซีย ปล่อยเฟคนิวส์ ไทยไม่ปลอดภัย โดนฟาดกลับด้วยไวรัล ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์ (คลิป)

ไทยรัฐออนไลน์3 มี.ค. 2569 11:18 น.

English version

LightDark-กกก+ฟังข่าว

แชร์ข่าวนี้

นักวิจารณ์ชาวมาเลเซีย ปล่อยเฟคนิวส์ ไทยไม่ปลอดภัย โดนฟาดกลับด้วยไวรัล ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์ (คลิป)

นักวิจารณ์ชาวมาเลเซีย ผู้ติดตาม 1.2 ล้าน ปล่อยเฟคนิวส์ ไทยไม่ปลอดภัย โดนฟาดกลับด้วยไวรัล ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์ ในโมโตจีพี

Ian Miles Cheong นักวิจารณ์การเมืองและอินฟลูเอนเซอร์ชาวมาเลเซีย ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1.2 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม X ออกมาโพสต์ข้อความกล่าวอ้างว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับนักท่องเที่ยว” พร้อมระบุว่ายังมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านถึงขั้นยิงปืนใหญ่และใช้โดรนตอบโต้กัน

ต้นตอมาจาก “ดูไบ” เมืองในฝันของมหาเศรษฐี ตกเป็นเป้าการโจมตีหลังจากที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีกลับด้วยการถล่มขีปนาวุธ และโดรนเข้าใส่เป้าหมายทั่วอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล

มีโดรนพุ่งเข้าใส่แลนด์มาร์กสำคัญของดูไบอย่าง The Palm Jumeirah และพื้นที่ของ Fairmont The Palm โรงแรมระดับ 5 ดาว จนภาพลักษณ์ “เมืองสวรรค์ของมหาเศรษฐี” ถูกตั้งคำถาม

กระทั่ง Wals (@walsxbt) อินฟลูเอนเซอร์สายคริปโต/Web3 ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 หมื่นราย โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อดูไบสูญเสียภาพลักษณ์ความปลอดภัย “ประเทศที่ดีที่สุดในโลก” ควรเป็นประเทศไทย พร้อมลิสต์จุดแข็งแบบจัดเต็ม ทั้งอากาศดี ร้านอาหารและบริการยอดเยี่ยม ค่าเงินบาทเสถียร อสังหาริมทรัพย์ราคาจับต้องได้ ค่าครองชีพไม่สูง วีซ่าระยะยาว ภาษีเอื้อต่อสายคริปโต ระบบสาธารณสุขคุณภาพ และความปลอดภัยที่สัมผัสได้จริง

อย่างไรก็ตาม Ian Miles Cheong กลับเข้ามาคอมเมนต์โต้แย้งในลักษณะบิดเบือน จนถูกชาวเน็ตไทยฟาดกลับด้วยคลิปไวรัลจากศึก MotoGP รายการใหญ่ที่จัดในประเทศไทย ซึ่งสร้างสีสันด้วยการแข่งขันพิเศษ “ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์” 

ชมคลิปคลิกที่นี่

กิจกรรมดังกล่าวส่งนักบิดพรีเมียร์คลาส 22 คน นำโดยแชมป์โลกอย่าง มาร์ค มาร์เกซ, ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร, โจอัน เมียร์ และ ฮอร์เก มาร์ติน ฯลฯ มาประชันความเร็วบน “รถตุ๊กตุ๊ก” 

ไฮไลต์อยู่ที่สองนักบิดสายฮา แจ็ค มิลเลอร์ และ โทปรัค ราซกัตลิโอกลู คู่หูสุดเกรียนจาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี หลังโชว์ลีลาขับสุดมัน ทั้งถ่วงท้ายยกล้อและเข้าโค้งแบบโตเกียวดริฟท์ กลายเป็นคลิปไวรัลไปทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติที่พำนักและเคยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ต่างออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่อบอุ่น เป็นมิตร และมีมาตรการดูแลความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ เปิดทางทำร้ายภรรยาได้ หากไม่ถึงขั้น “กระดูกหัก-แผลเปิด”

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ เปิดทางทำร้ายภรรยาได้ หากไม่ถึงขั้น “กระดูกหัก-แผลเปิด”

3 มี.ค. 2569 11:12 น.

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ เปิดทางทำร้ายภรรยาได้ หากไม่ถึงขั้น “กระดูกหัก-แผลเปิด”

กลุ่มตาลีบันที่ปกครองอัฟกานิสถาน ออกกฤษฎีกาฉบับใหม่ไฟเขียวสามีทำร้ายภรรยาได้ ตราบใดที่ไม่ทำให้กระดูกหัก-เกิดบาดแผลเปิด สร้างเสียงวิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนว่าเป็นการทำให้ความรุนแรงถูกกฎหมาย

วันที่ 3 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว CNN รายงานว่า รัฐบาลตาลีบันที่ปกครองอัฟกานิสถาน ออกกฤษฎีกาฉบับใหม่เปิดทางให้สามีสามารถทำร้ายร่างกายภรรยาได้ ตราบใดที่ไม่ได้เป็นการทำให้กระดูกหัก หรือเกิดบาดแผลเปิด

เอกสารกฤษฎีกาเผยแพร่ครั้งแรกโดย “ราวาดารี” กลุ่มสิทธิชาวอัฟกัน หลังเอกสารรั่วไหลออกมา และต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยเครือข่ายวิเคราะห์อัฟกานิสถาน แม้บทลงโทษลักษณะนี้มีการบังคับใช้ในทางปฏิบัติมาก่อน แต่ถือเป็นครั้งแรกที่ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจน นับตั้งแต่ตาลีบันกลับสู่อำนาจหลังการถอนทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตรในปี 2564

ขณะที่ บทลงโทษทำร้ายภรรยาคือจำคุกสูงสุด 15 วัน หากถึงขั้นร้ายแรง และตามข้อความในกฤษฎีกา หากสามีทำร้ายภรรยาจนกระดูกหัก มีบาดแผลเปิด หรือเกิดรอยฟกช้ำชัดเจน และภรรยาร้องเรียนต่อศาล สามีจะถูกจำคุก 15 วัน

ทางด้านกลุ่ม Mahbouba Seraj นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ชายมีสิทธิ์ปกครองผู้หญิงโดยสมบูรณ์ คำพูดของเขาคือกฎหมาย และกฤษฎีกายังระบุว่า ผู้บังคับให้สัตว์ เช่น สุนัขหรือไก่ชน ต่อสู้กัน จะต้องโทษจำคุก 5 เดือน ซึ่งเป็นโทษที่หนักกว่าการทำร้ายภรรยา นอกจากนี้ บิดาสามารถลงโทษบุตรได้หากไม่ปฏิบัติตามหลักศาสนา เช่น การละหมาด ขณะที่ครูที่ทำร้ายนักเรียนจนกระดูกหักจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ กฤษฎีกายังเพิ่มบทลงโทษผู้วิจารณ์ผู้นำตาลีบัน โดยผู้ที่มีความผิดจะถูกเฆี่ยน 39 ครั้ง และจำคุก 1 ปี ขณะที่ผู้ทำให้เจ้าหน้าที่อาวุโสเสื่อมเสีย อาจถูกจำคุก 6 เดือน และเฆี่ยน 20 ครั้ง.

ที่มา CNN

ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ

ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ

3 มี.ค. 2569 10:19 น.

ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ

มาครงประกาศ ฝรั่งเศสเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ นับเป็นการปรับยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 34 ปี

วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวสุนทรพจน์ที่แคว้นบริตตานี หน้าฐานทัพเรืออิลลองก์ ใกล้เมืองแบรสต์ ระบุว่า สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ไม่เสถียรมากขึ้น ทำให้ฝรั่งเศสต้องยกระดับขีดความสามารถนิวเคลียร์ โดยประกาศเพิ่มจำนวนหัวรบจากระดับปัจจุบันราว 300 ลูก และเตรียมปล่อยเรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ลำใหม่ที่มีชื่อว่า The Invincible ในปี 2579 มาครงยังประกาศว่า ต่อจากนี้ฝรั่งเศสจะไม่เปิดเผยจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่แท้จริงต่อสาธารณะอีกด้วย 

ผู้นำฝรั่งเศสเปิดเผยว่า 8 ประเทศยุโรป ได้แก่อังกฤษ เยอรมนี โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม กรีซ สวีเดน และเดนมาร์ก ได้เห็นชอบเข้าร่วมยุทธศาสตร์นโยบาย “ป้องปรามขั้นสูง” (advanced deterrence) ที่ประเทศเหล่านี้จะสามารถ เข้าร่วมการฝึกซ้อมศักยภาพนิวเคลียร์ทางอากาศของฝรั่งเศส (force de frappe) และเป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส

นายมาครงกล่าวว่า 50 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคของอาวุธนิวเคลียร์ โดยการกระจายกำลังของกองกำลังทางอากาศเชิงยุทธศาสตร์ ทั่วทวีปยุโรป จะทำให้ฝ่ายตรงข้าม คำนวณได้ยากขึ้น โดยพันธมิตรยังมีส่วนร่วมพัฒนาขีดความสามารถเสริม เช่น ระบบเตือนภัยจากอวกาศ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และขีปนาวุธพิสัยไกล. 

ที่มา BBC

ระทึกกลางอากาศ! บอลลูนชนเสาสื่อสารสูงเกือบ 1,000 ฟุต ในเท็กซัส กู้ภัยเร่งช่วยชีวิต

ระทึกกลางอากาศ! บอลลูนชนเสาสื่อสารสูงเกือบ 1,000 ฟุต ในเท็กซัส กู้ภัยเร่งช่วยชีวิต

3 มี.ค. 2569 10:04 น.

ระทึกกลางอากาศ! บอลลูนชนเสาสื่อสารสูงเกือบ 1,000 ฟุต ในเท็กซัส กู้ภัยเร่งช่วยชีวิต

เกิดเหตุสุดระทึกในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เมื่อบอลลูนลมร้อนไปเกี่ยวเสาสื่อสารความสูงราว 274 เมตร ส่งผลให้คนในบอลลูนติดค้างอยู่กลางอากาศกว่า 4 ชั่วโมง ก่อนกู้ภัยจะช่วยเหลือลงมาได้

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองลองวิว รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 08.13 น. ของวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ว่ามีบอลลูนลมร้อนพุ่งชนเสาวิทยุบริเวณใกล้ State Highway 300 และ FM 1844

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าบอลลูนติดอยู่สูงจากพื้นดินมากกว่า 900 ฟุต หรือราว 274 เมตร โดยผ้าบอลลูนหลากสีฉีกขาด และพันรอบลวดสลิงของเสา ขณะที่กระเช้าห้อยอยู่ด้านล่าง แกว่งไกวตามแรงลมอย่างน่าหวาดเสียว

ภาพจากโดรนเผยให้เห็นช่วงเวลาที่นักบอลลูนทั้งสองต้องปีนออกจากกระเช้า สวมสายรัดนิรภัย ก่อนโหนตัวข้ามไปยังโครงสร้างของเสาเพื่อให้เจ้าหน้าที่รับตัว

ร้อยโทสตีเฟน วินเชลล์ จากหน่วยดับเพลิงลองวิว ระบุว่า นี่ไม่ใช่ภารกิจช่วยเหลือที่เกิดขึ้นเป็นประจำ การปีนเสาสูงระดับนี้ต้องใช้ทั้งกำลังคนและการทำงานเป็นทีมอย่างเข้มข้น

เจ้าหน้าที่กว่า 14 นายกระจายกำลังตามระดับความสูงต่าง ๆ ของเสา โดยเชือกกู้ภัยที่มีความยาวสูงสุดเพียง 300 ฟุต ทำให้ต้องลำเลียงผู้ประสบเหตุลงมาเป็นช่วง ๆ แบบส่งต่อเชือกจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการปีนขึ้นไปถึงกระเช้า และอีก 1 ชั่วโมงในการยึดตัวทั้งสองคนเข้าสู่โครงสร้างเสา ก่อนเริ่มกระบวนการโรยตัวลง ซึ่งกินเวลาร่วมเกือบ 2 ชั่วโมง รวมปฏิบัติการทั้งสิ้นมากกว่า 4 ชั่วโมง

วินเชลล์ระบุว่า การปีนขึ้นและลงระยะทางเกือบ 1,000 ฟุต พร้อมอุปกรณ์หนัก ถือเป็นภารกิจที่ใช้พละกำลังสูงมาก แต่ผลลัพธ์ถือว่าน่าพอใจ เพราะสามารถช่วยชีวิตทั้งสองคนไว้ได้

มาร์คัส เดลานีย์ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองลองวิว เปิดเผยในงานแถลงข่าวว่า ผู้ประสบเหตุทั้งสองคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังอาการ แม้จะมีสภาพร่างกายคงที่ก็ตาม

ด้าน องค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า จะทำการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบอลลูนรุ่น Cameron Z-77 อย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้.

ที่มา : AP 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บอลลูน

โดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในซาอุฯ ไฟลุกกลางริยาด ท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน

โดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในซาอุฯ ไฟลุกกลางริยาด ท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน

3 มี.ค. 2569 09:43 น.

โดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในซาอุฯ ไฟลุกกลางริยาด ท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน

เกิดเหตุโดรนโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย ช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ 3 มีนาคม ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินบางส่วน

กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียระบุผ่านแพลตฟอร์ม X โดยอ้างอิงการประเมินเบื้องต้นว่า สถานทูตสหรัฐฯ ถูกโดรนจำนวน 2 ลำโจมตี ส่งผลให้เกิดไฟไหม้เล็กน้อยและความเสียหายด้านวัตถุ แต่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค หลังอิหร่านเดินหน้ายิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีรัฐอ่าวอาหรับที่เป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวอย่างน้อย 3 รายเปิดเผยว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น และเห็นเปลวไฟลุกไหม้บริเวณสถานทูตในช่วงเช้าตรู่ โดยหนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า เพลิงไหม้มีขนาดไม่รุนแรง

ภาพที่ปรากฏแสดงให้เห็นควันดำลอยขึ้นเหนือย่านการทูตของกรุงริยาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตและคณะผู้แทนทางการทูตจากหลายประเทศ โดยมี 2 แหล่งข่าวยืนยันว่า ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ เนื่องจากอาคารสถานทูตว่างเปล่าในช่วงเช้ามืด

หลังเกิดเหตุ สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาดได้ออกประกาศ “หลบภัยในที่ตั้ง” โดยขอให้พลเมืองอเมริกันในริยาด เมืองเจดดาห์ และดาห์ราน หลบอยู่ในที่พักอาศัย และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานทูตจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม เนื่องจากเกิดเหตุโจมตีที่อาคารสถานทูต

จนถึงขณะนี้ โฆษกสถานทูตสหรัฐฯ และสำนักงานสื่อรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ยังไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก “USA” นั่งในวอร์รูม บัญชาการรบถล่มอิหร่าน

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก "USA" นั่งในวอร์รูม บัญชาการรบถล่มอิหร่าน

3 มี.ค. 2569 08:31 น.

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก “USA” นั่งในวอร์รูม บัญชาการรบถล่มอิหร่าน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่งบัญชาการรบในวอร์รูม ติดตามปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” โจมตีอิหร่าน โดยมีบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้รวมอยู่ในห้อง  

วันที่ 3 มีนาคม 2569 ทำเนียบขาว สหรัฐฯ เผยแพร่ภาพถ่ายทางการผ่านบัญชี X แสดงให้เห็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี  นั่งติดตามสถานการณ์ปฏิบัติการ Operation Epic Fury จากห้องวอร์รูม สถานที่ซึ่งไม่เปิดเผย โดยมีนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และซูซี ไวลส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ร่วมอยู่ในห้อง

จากภาพนี้จะเห็นว่า ทรัมป์สวมหมวกแก๊ปสีขาวพร้อมตัวอักษร USA และตัวเลข 45-47 ซึ่งหมายถึงประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 นอกจากนี้ยังมีพล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ชี้ไปยังภาพบนจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งดูเหมือนแสดงยุทโธปกรณ์ทางทหารในทะเลอาหรับ ทางตอนใต้ของอิหร่าน ทั้งนี้ พล.อ.เคน ปรากฏตัวในชุดลำลอง แตกต่างจากภาพลักษณ์ปกติที่มักสวมเครื่องแบบเมื่อเข้าพบประธานาธิบดี

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าในภาพหนึ่งเผยให้เห็นนายพีท เฮกเศธ รัฐมนตรีกลาโหม อยู่บริเวณด้านซ้ายของภาพ โดยเขามีกำหนดชี้แจงต่อสภาคองเกรสร่วมกับนายรูบิโอ ผู้อำนวยการซีไอเอ และประธานเสนาธิการร่วมในวันนี้ ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตว่านางไวลส์ สวมอุปกรณ์คล้ายสมาร์ตวอตช์ในพื้นที่ความมั่นคงสูง ซึ่งปกติอุปกรณ์ลักษณะนี้อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ทำเนียบขาวชี้แจงว่าเป็นอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่ไม่มีไมโครโฟนหรือระบบจีพีเอส

ทั้งนี้ กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 จุด มุ่งเป้าไปที่ระบบบัญชาการควบคุม ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และฐานยิงขีปนาวุธ รวมถึงกองบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม

ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และเป้าหมายพลเรือนในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อ 2 มี.ค. ว่า ปฏิบัติการจะไม่กลายเป็น “สงครามไม่รู้จบ” แม้ยังไม่กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัด.

ที่มา BBC / The Economist

สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที

สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที

3 มี.ค. 2569 06:04 น.

สหรัฐฯ เตือนพลเมือง ออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลางทันที

สหรัฐฯ ประกาศเตือนชาวอเมริกันให้รีบเดินทางออกจาก 12 ประเทศในตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์สงครามเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น โดยอิหร่านโจมตีเข้าใส่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ

เมื่อ 2 มี.ค. 2569 กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ เรียกร้องให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากประเทศในตะวันออกกลาง 12 ประเทศในทันที ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค หลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ทำให้เตหะรานโจมตีตอบโต้ไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง

น.ส.โมนา นัมดาร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการกงสุล ระบุว่า พลเมืองสหรัฐฯ ได้รับคำเตือนให้เดินทางออกจากบาห์เรน, อียิปต์, อิหร่าน, อิรัก, อิสราเอล, เขตเวสต์แบงก์และกาซา, จอร์แดน, คูเวต, เลบานอน, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, ซีเรีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน ในทันที

ทั้งนี้ สงครามในตะวันออกกลางขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากอิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ กับอิสราเอล ด้วยการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคหลายแห่งที่มีฐานทัพสหรัฐฯ อยู่ โดยเฉพาะที่คูเวตซึ่งมีทหารอเมริกันเสียชีวิตหลายนาย, บาห์เรน, และนครดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

3 มี.ค. 2569 05:21 น.

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พวกเขาโจมตีเข้าใส่เป้าหมายในอิหร่านแล้วกว่า 1,250 จุดในช่วง 48 ชั่วโมงนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ ขณะที่อิสราเอลประเมินว่ามีทหารอิหร่านเสียชีวิตนับพันนาย

เมื่อ 2 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (เซนต์คอม – CENTCOM) เผยแพร่เอกสารสรุปข้อมูลสำคัญเพื่อให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการ “Epic Fury” เพื่อต่อต้านอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นในวันเสาร์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำการ “โจมตีเป้าหมายเพื่อทำลายกลไกด้านความมั่นคงของระบอบการปกครองอิหร่าน” และ “โดยมุ่งเน้นไปยังสถานที่ที่เป็นภัยคุกคามอย่างปัจจุบันทันด่วน”

ตามรายงานของ CENTCOM ปฏิบัติการ Epic Fury เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 01:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยใน 48 ชั่วโมงแรกมีการโจมตีเป้าหมายไปแล้วมากกว่า 1,250 แห่ง

ส่วนยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่ เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, เครื่องบินขับไล่ F-16, เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี และมีการนำยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่สามารถระบุไว้ในรายงานได้มาใช้ด้วย

ขณะที่เป้าหมายที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีรวมไปถึง เรือและเรือดำน้ำของกองทัพเรืออิหร่าน ตลอดจนระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ และฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ, กองบัญชาการร่วมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองบัญชาการกองทัพอากาศของ IRGC

อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลอ้างว่า อิสราเอลประเมินว่ามีสมาชิกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเสียชีวิตมากกว่า 1,500 ศพ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มการโจมตีอิหร่านร่วมกันเมื่อเช้าวันเสาร์

อย่างไรก็ตาม สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน ระบุในช่วงเช้าวันจันทร์ว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 555 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

3 มี.ค. 2569 04:33 น.

อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขู่เผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

กองทัพอิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” พร้อมขู่จะเผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ตอบโต้ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีพวกเขา จนทำให้ผู้นำสูงสุดและผู้นำระดับสูงอีกหลายสิบคนเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 เว็บไซต์ Times of Israel รายงานว่า ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันดิบทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว

IRGC ขู่ด้วยว่า พวกเขาจะเผาเรือลำใดก็ตามที่พยายามจะแล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้ “ช่องแคบปิดแล้ว และหากใครก็ตามที่ปรารถนาจะผ่านไป วีรบุรุษของเราในกองกำลังเรือของ IRGC และกองทัพจะจุดไฟเผาเรือเหล่านั้น อย่ามาที่ภูมิภาคนี้” พลเอก อิบราฮิม จับบารี โฆษกของ IRGC กล่าว

พลเอกจับบารี กล่าวอีกว่าชาวอเมริกัน “หิวกระหายน้ำมันในภูมิภาคนี้” และอิหร่านจะ “โจมตีท่อส่งน้ำมันของพวกเขาในภูมิภาค และจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันจากพื้นที่นี้”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิหร่านมีขึ้นหลังจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของพวกเขา ถูกสังหารในการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ซึ่งทำให้อิหร่านประกาศจะล้างแค้น

ทั้งนี้ อิหร่านขู่มาตลอดว่าพวกเขาจะปิดช่องแคบฮอร์มุซหากสหรัฐฯ โจมตีพวกเขา แต่ในอดีตที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยปิดช่องแคบแห่งนี้เลย อย่างไรก็ตาม หากอิหร่านทำตามที่ประกาศล่าสุด การปิดช่องแคบจะส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันปริมาณถึง 20% ของโลก และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Times of Israel

สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา

สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา

3 มี.ค. 2569 04:18 น.

สหรัฐฯ สั่งอพยพ สถานทูตในจอร์แดน จากภัยคุกคามปริศนา

สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดนดำเนินการอพยพบุคลากรทั้งหมดเนื่องจากมีภัยคุกคาม ที่พวกเขาไม่ระบุว่าคืออะไร ท่ามกลางรายงานว่า สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตถูกโจมตี

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดนได้อพยพบุคลากรทั้งหมดเป็นการชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อความปลอดภัยสูงสุด” เนื่องจากมี “ภัยคุกคาม” ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุรายละเอียด

ในวิดีโอที่มีการแชร์กันในกลุ่ม WhatsApp ของจอร์แดน ได้ยินเสียงข้อความเตือนภัยด้านความปลอดภัยทั้งภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษ ดังมาจากลำโพงของสถานทูตว่า “ก้มตัวลงและหาที่กำบัง และออกห่างจากหน้าต่าง หาที่กำบังและรอคำแนะนำเพิ่มเติม”

ความเคลื่อนไหวของสถานทูตสหรัฐฯ ในจอร์แดนเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศคูเวต ถูกโจมตีทั้งในวันอาทิตย์และวันจันทร์ ท่ามกลางการทิ้งระเบิดของอิหร่านในคูเวต อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวไม่ยืนยันว่า สถานทูตคือเป้าหมายการโจมตีหรือไม่

ในประกาศเตือนภัยด้านความปลอดภัยเมื่อวันจันทร์ สถานทูตสหรัฐฯ เตือนว่า “ยังคงมีภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน (UAV) เหนือน่านฟ้าคูเวต”

“อย่ามาที่สถานทูต ให้หาที่กำบังในที่พักอาศัยของคุณในชั้นที่ต่ำที่สุดที่มี และอยู่ให้ห่างจากหน้าต่าง อย่าออกไปข้างนอก” ประกาศเตือนบอกด้วยว่า บุคลากรของสถานทูตกำลังหลบภัยอยู่กับที่

“เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่กำลังดำเนินอยู่ สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตได้ยกเลิกการนัดหมายทั้งหมดสำหรับการขอวีซ่าสหรัฐฯ และบริการพลเมืองอเมริกันจนกว่าจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn