สิงคโปร์คลายมาตรการรับมือ “ไวรัสนิปาห์” ยุติคัดกรองอุณหภูมิสนามบิน หลังสถานการณ์เริ่มทรงตัว

 สิงคโปร์คลายมาตรการรับมือ "ไวรัสนิปาห์" ยุติคัดกรองอุณหภูมิสนามบิน หลังสถานการณ์เริ่มทรงตัว

21 ก.พ. 2569 08:08 น.

สิงคโปร์คลายมาตรการรับมือ “ไวรัสนิปาห์” ยุติคัดกรองอุณหภูมิสนามบิน หลังสถานการณ์เริ่มทรงตัว

สิงคโปร์ประกาศยุติการคัดกรองอุณหภูมิผู้เดินทางที่สนามบินและท่าเรือ ตั้งแต่ 23 ก.พ. นี้ หลังการระบาดไวรัสนิปาห์ในรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียเริ่มทรงตัว ย้ำยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ

หน่วยงานควบคุมโรคติดต่อของสิงคโปร์ หรือ Communicable Diseases Agency (CDA) แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า สิงคโปร์จะยุติมาตรการคัดกรองอุณหภูมิผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศผ่านสนามบินและท่าเรือ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป หลังสถานการณ์การระบาดของ ไวรัสนิปาห์ในอินเดียเริ่มทรงตัว

ก่อนหน้านี้ สิงคโปร์เพิ่มระดับเฝ้าระวัง โดยเฉพาะเที่ยวบินจากพื้นที่ที่พบการระบาด เช่น รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางการระบุว่า ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในสิงคโปร์ ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดในอินเดีย หรือกรณีผู้ป่วยในบังกลาเทศ

CDA ระบุว่า สถานการณ์ในรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเติม ขณะที่ในบังกลาเทศยังไม่พบการแพร่เชื้อจากคนสู่คน

แม้จะผ่อนคลายมาตรการบางส่วน แต่สิงคโปร์จะยังคงเฝ้าระวังโรคในระดับพื้นฐาน และจะหยุดแจกเอกสารคำแนะนำสุขภาพเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์แก่ผู้เดินทางตามจุดผ่านแดน

อย่างไรก็ตาม เพื่อคงระดับการติดตามโรค ไวรัสนิปาห์ยังคงถูกรวมอยู่ในแบบฟอร์มสำแดงสุขภาพ SG Arrival และ Maritime Declaration of Health สำหรับผู้เดินทางเข้าเมือง

ขณะที่กระทรวงแรงงานสิงคโปร์จะยังคงมาตรการเฝ้าระวังในศูนย์ดูแลแรงงานต่างชาติที่เพิ่งเดินทางเข้าประเทศ โดยเน้นย้ำให้แรงงานปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน รักษาสุขอนามัย และรีบพบแพทย์หากมีอาการป่วย

CDA ยังเตือนแพทย์ให้เพิ่มความระมัดระวัง หากพบผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และมีประวัติเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง โดยสถานพยาบาลและห้องปฏิบัติการต้องรายงานผู้ป่วยต้องสงสัยหรือยืนยันผลติดเชื้อต่อหน่วยงานทันที

ไวรัสนิปาห์คืออะไร? อัตราเสียชีวิตสูงถึง 75%

ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus infection: NiV) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่แพร่เชื้อหลักผ่านการสัมผัสค้างคาว หรือการบริโภคน้ำหวานจากต้นอินทผลัมและผลไม้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว

โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 40–75% และอาจทำให้เกิดอาการตั้งแต่ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ไปจนถึงภาวะสมองอักเสบ

อาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัดใหญ่เฉียบพลัน เช่น

  • ไข้สูง
  • ปวดศีรษะ
  • เจ็บคอ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อาเจียน
  • เวียนศีรษะ
  • ง่วงซึม

ในบางรายอาจพัฒนาเป็นปอดอักเสบ หรือภาวะระบบหายใจล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไวรัสนิปาห์

สวนสัตว์ญี่ปุ่นแทบแตก! แฟน ๆ แห่ให้กำลังใจ “เจ้าพันช์คุง” ลิงน้อยถูกแม่ทอดทิ้งขวัญใจโซเชียล

สวนสัตว์ญี่ปุ่นแทบแตก! แฟน ๆ แห่ให้กำลังใจ "เจ้าพันช์คุง" ลิงน้อยถูกแม่ทอดทิ้งขวัญใจโซเชียล

21 ก.พ. 2569 07:33 น.

สวนสัตว์ญี่ปุ่นแทบแตก! แฟน ๆ แห่ให้กำลังใจ “เจ้าพันช์คุง” ลิงน้อยถูกแม่ทอดทิ้งขวัญใจโซเชียล

บรรยากาศที่สวนสัตว์ อิชิกาวะ ซิตี้ ใกล้กรุงโตเกียวคึกคักผิดปกติ เมื่อแฟนคลับนับร้อยแห่เดินทางมารอชม “เจ้าพันช์คุง” ลูกลิงหิมะญี่ปุ่นวัยเพียง 6 เดือน ที่กลายเป็นไวรัลดังไปทั่วโลกออนไลน์

ภาพของเจ้าพันช์คุงเกาะเจ้าหน้าที่สวนสัตว์แน่นด้วยสีหน้าอ้างว้าง และคอยลากตุ๊กตาอุรังอุตังขายาวติดตัวไปทุกที่ ราวกับเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียว หลังถูกแม่แท้ ๆ เมินเฉยตั้งแต่เกิด ได้กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก และทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างส่งกำลังใจให้เจ้าลิงน้อยต่อสู้กับความโดดเดี่ยวให้ได้ 

ภาพความโดดเดี่ยวของพันช์จุดกระแสความสงสารในโลกออนไลน์ จนเกิดแฮชแท็ก #HangInTherePunch และมีแฟนคลับคอยติดตามอัปเดตชีวิตของมันอย่างใกล้ชิด โดยกระแสไวรัลดังกล่าวยังทำให้สวนสัตว์อิชิกาวะ ซิตี้ ใกล้กรุงโตเกียว คึกคักเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีแฟน ๆ หลั่งไหลไปเยี่ยมชมเพื่อให้กำลังใจเจ้าลิงน้อยตลอดเวลา

เช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมกว่า 100 คนมารวมตัวหน้าโซนลิง บางคนตะโกนให้กำลังใจว่า “สู้ ๆ นะพันช์!” ขณะเจ้าลิงน้อยพยายามเดินเข้าใกล้สมาชิกตัวอื่นในฝูง

ซายากะ ทาคิโมโตะ วัย 32 ปี ขับรถมากว่า 2 ชั่วโมงพร้อมสามีเพื่อมาเจอพันช์โดยเฉพาะ เธอเล่าว่าปกติเธอไม่ค่อยไปสวนสัตว์ แต่เธอและสามีอยากเห็นความน่ารักของพันช์ตัวจริง พร้อมบอกว่าคลิปที่มันลากตุ๊กตานั้นน่าเอ็นดูมาก

โยโกะ วัย 50 ปี แฟนคลับอีกคนหนึ่ง บอกว่าเธอศึกษารูปของพันช์ล่วงหน้าเพื่อจะได้จำมันได้ พร้อมยืนยันว่ามันน่ารักมาก เลยต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ก็แอบเศร้านิดหน่อยที่มันโตเร็วเหลือเกิน แต่ก็โล่งใจที่เห็นว่ามันกำลังมีเพื่อน

รายงานของ โยมิอุริ ชิมบุน ระบุว่า แม่ของพันช์อาจไม่ดูแลลูกเพราะเป็นครอกแรก หรืออ่อนล้าจากอากาศร้อนในช่วงฤดูร้อน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องนำลูกลิงออกมาเลี้ยงในสภาพแวดล้อมจำลองตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยปกติ ลูกลิงหิมะญี่ปุ่นจะเกาะแม่เพื่อความอบอุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่เมื่อไม่มีอ้อมกอดแม่ สวนสัตว์จึงพยายามหาสิ่งทดแทน ไม่ว่าจะเป็นผ้าขนหนูหรือตุ๊กตาแบบอื่น ทว่าเจ้าพันช์กลับเลือกตุ๊กตาอุรังอุตังขายาวตัวหนึ่งซึ่งเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ให้สัมภาษณ์กับฟูจิ ทีวีว่า บางทีมันอาจจะชอบเพราะมันดูคล้ายลิงเหมือนกัน

เมื่อเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เริ่มฝึกให้พันช์กลับเข้าสู่ฝูงลิงอีกครั้ง และต้นเดือนนี้มีข่าวดีว่าเขาเริ่มปรับตัวได้บ้างแล้ว ทางสวนสัตว์เผยว่า พันช์เริ่มหยอกล้อเพื่อน ๆ และโดนดุเป็นครั้งคราว ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการเข้าสังคมตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม แฟน ๆ บางส่วนต่างแสดงความกังวล หลังมีคลิปแพร่กระจายที่เผยให้เห็นพันช์ถูกลิงโตเต็มวัยลากตัวไป

ทางสวนสัตว์ออกแถลงการณ์ขอให้สาธารณชนสนับสนุนความพยายามของพันช์ในการเข้าสังคม พร้อมยืนยันว่าฝูงลิงไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง แม้พันช์จะถูกดุจากลิงตัวอื่น แต่มันแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นทางจิตใจ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าว เจ้าพันช์คุง

ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก

ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก

21 ก.พ. 2569 05:43 น.

ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก

ผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจคำวินิจฉัยศาลสูง 6 ต่อ 3 ล้มภาษีฉุกเฉิน ลั่นเก็บภาษีใหม่ 10% ทันที อ้างกฎหมายปี 1974 แต่จำกัด 150 วันโดยไม่ผ่านสภา

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงตอบโต้คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ที่มีมติ 6 ต่อ 3 สั่งเพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ใช้กับหลายประเทศ โดยเรียกคำตัดสินว่า “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” และ “น่าอับอาย” พร้อมประกาศจัดเก็บภาษีใหม่ในอัตรา 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั่วโลกแทนทันที

โดยทรัมป์ประกาศจะใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีชั่วคราว 10% โดยบทบัญญัตินี้เปิดทางให้ประธานาธิบดีเก็บภาษีเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินที่รุนแรงได้ แต่จำกัดระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน และอัตราไม่เกิน 15% หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ทรัมป์ระบุว่า มาตรการใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ทันที เพื่อทดแทนภาษีชุดเดิมที่ถูกศาลเพิกถอน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจใช้ช่องทางอื่น เช่น มาตรา 232 ซึ่งต้องผ่านกาสอบสวนโดยกระทรวงพาณิชย์

ขณะที่คำวินิจฉัยของศาลสูงก่อนหน้านี้ ระบุว่า ภาษีที่ทรัมป์ประกาศใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินแห่งปี 1977 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอำนาจจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร โดยประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ ระบุในคำพิพากษาว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มอบอำนาจด้านภาษีใด ๆ ให้ฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษา ซามูเอล อาลิโต  คลาเรนซ์ โธมัส  และเบรตต์ คาวานอห์   มีความเห็นแย้ง โดยคาวานอห์ระบุว่า มาตรการภาษีของทรัมป์ชอบด้วยกฎหมาย  

ด้านผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่า ผู้พิพากษาเสียงข้างมากอาจได้รับอิทธิพลจากผลประโยชน์ต่างชาติ พร้อมระบุว่า “เดี๋ยวคุณจะได้รู้” เมื่อถูกถามถึงหลักฐาน

โดยคดีนี้ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของนโยบายด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ศาลสูงไม่ได้ระบุชัดเจนว่าบริษัทเอกชนจะมีสิทธิได้รับเงินคืนหรือไม่ และทรัมป์ส่งสัญญาณว่าอาจไม่ยินยอมคืนเงิน โดยกล่าวว่า ต้องใช้เวลาขึ้นศาลกันอีกหลายปี.

ที่มา BBC CNN

ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชี้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต

ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ชี้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต

20 ก.พ. 2569 22:59 น.

ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชี้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต

ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยล้มมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ หลังทำเนียบขาวใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินปี 1977 เลี่ยงสภาคองเกรส แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการคืนเงินภาษีหรือไม่

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยชี้ว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินเพื่อเลี่ยงการขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสนั้นเกินขอบเขต

โดยมาตรการภาษีของทรัมป์ถูกประกาศใช้สำหรับหลายประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทรัมป์ให้เหตุผลว่าเป็นการปกป้องและกระตุ้นภาคการผลิตภายในประเทศสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเสนอร่างกฎหมายต่อสภาคองเกรส รัฐบาลได้ใช้อำนาจตาม “กฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ปี 1977” (International Emergency Economic Powers Act) โดยการประกาศภาวะฉุกเฉินเปิดทางให้ฝ่ายบริหารออกคำสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ

ก่อนหน้านี้ ในเดือนสิงหาคม 2568  ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำตัดสินว่ามาตรการภาษีส่วนใหญ่ของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังคงให้มีผลบังคับใช้ชั่วคราว และต่อมาทำเนียบขาวได้ยื่นคำร้องให้ศาลสูงสุดพิจารณาและกลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ส่งผลให้ศาลสูงสุดเข้ามามีบทบาทในคดีนี้

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยครั้งนี้ถือเป็นแรงสั่นสะเทือนสำคัญต่อนโยบายการค้าของรัฐบาลทรัมป์ และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในระยะต่อไป โดยรายละเอียดของคำพิพากษาอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติม.

ที่มา Aljazeera CNN

ผู้ร่วมก่อตั้ง Asos แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลก เสียชีวิต หลังตกคอนโดฯ พัทยา ตร.ชี้ไม่พบร่องรอยฆาตกรรม

ผู้ร่วมก่อตั้ง Asos แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลก เสียชีวิต หลังตกคอนโดฯ พัทยา ตร.ชี้ไม่พบร่องรอยฆาตกรรม

20 ก.พ. 2569 22:00 น.

ผู้ร่วมก่อตั้ง Asos แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลก เสียชีวิต หลังตกคอนโดฯ พัทยา ตร.ชี้ไม่พบร่องรอยฆาตกรรม

เควนติน กริฟฟิธส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง “Asos” แบรนด์แฟชั่นออนไลน์ยักษ์ใหญ่ เสียชีวิตหลังตกอาคารสูงในพัทยา ตำรวจเผยห้องล็อกจากด้านใน ไม่พบร่องรอยบุกรุก

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า นายเควนติน กริฟฟิธส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท “Asos” แบรนด์แฟชั่นออนไลน์ชื่อดังระดับโลก เสียชีวิตหลังตกจากอาคารสูงในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตถือหนังสือเดินทางสหราชอาณาจักร และถูกพบร่างอยู่บริเวณด้านนอกโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาพำนักระยะยาวในห้องสวีตชั้น 17 โดยพนักงานสอบสวนให้ข้อมูลกับสำนักข่าว BBC ว่า ขณะเกิดเหตุ กริฟฟิธส์อยู่เพียงลำพัง ห้องพักถูกล็อกจากด้านใน และไม่พบร่องรอยการงัดแงะหรือการบุกรุก ขณะที่ผลการชันสูตรพลิกศพไม่พบหลักฐานบ่งชี้การกระทำผิดทางอาญา

ตำรวจพัทยาเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผู้เสียชีวิตมีคดีความอยู่ระหว่างการพิจารณา 2 คดี ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเครียด นอกจากนี้ เขาแยกทางกับภรรยาคนที่สองซึ่งเป็นชาวไทย และมีรายงานว่าอยู่ระหว่างข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจที่ทำร่วมกัน โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสรุปสำนวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

ล่าสุด ทางด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษแถลงว่า ทางการกำลังให้การสนับสนุนครอบครัวของพลเมืองอังกฤษรายนี้ และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในประเทศไทย

รายงานระบุว่า นายกริฟฟิธส์ร่วมก่อตั้ง ASOS ที่กรุงลอนดอนในปี 2543 ร่วมกับนายนิค โรเบิร์ตสัน นายแอนดรูว์ รีแกน และเดโบราห์ ธอร์ป ก่อนจะลาออกจากบริษัทในอีก 5 ปีต่อมา แต่ยังคงถือหุ้นในสัดส่วนสำคัญ ส่วนชื่อแบรนด์ ASOS เดิมย่อมาจาก “As Seen On Screen” เนื่องจากช่วงเริ่มต้นจำหน่ายเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นของดาราภาพยนตร์และโทรทัศน์ ก่อนขยายตัวเป็นแพลตฟอร์มแฟชั่นออนไลน์ขนาดใหญ่ จำหน่ายสินค้าหลากหลายแบรนด์รวมถึงแบรนด์ของตนเอง โดยช่วงหนึ่งเคยมีมูลค่าบริษัทสูงกว่า 6,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 270,000 ล้านบาท.

ที่มา BBC

รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”

รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”

20 ก.พ. 2569 17:47 น.

รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”

สส.-สว.รัฐฟลอริดามีมติเห็นชอบเปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติปาล์มบีชเป็นสนามบิน โดนัลด์ ทรัมป์ ด้านสส.ฝั่งรีพับลิกันยังต่อต้าน ในขณะที่ผู้ว่าการรัฐยังไม่มีความเห็นว่าจะลงนามเห็นชอบหรือไม่ 

วานนี้ (19 ก.พ.) ร่างกฎหมายเปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติปาล์มบีช เป็นสนามบินนานาชาติ “โดนัลด์ ทรัมป์” ตามชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติฟลอริดา ด้วยคะแนน 25 ต่อ 11 จากสมาชิกวุฒิสภา และ 81 ต่อ 30 จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกส่วนใหญ่จากพรรครีพับลิกันให้การสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ ในขณะที่สมาชิกจากพรรคเดโมแครตต่างแสดงการคัดค้าน โดย โลอิส แฟรงเคิล (Lois Frankel) สส. จากพรรคเดโมแครตจากเขตเวสต์ปาล์มบีช ระบุว่า การที่สภานิติบัญญัติรัฐฟลอริดาซึ่งถูกควบคุมโดยพรรคริพับลิกันพยายามผลักดันให้มีการเปลี่ยนชื่อสนามบิน การแสดงความเพิกเฉยต่อเสียงคัดค้านของประชาชน และไม่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในเขตปาล์มบีชเคาน์ตี้ได้แสดงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาดและไม่ยุติธรรม

ในขั้นถัดไป ร่างกฎหมายนี้จะถูกส่งไปยัง รอน เดอซานติส (Ron DeSantis) ผู้ว่าการรัฐฟลอริดาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเขายังไม่ได้เปิดเผยว่าจะลงนามเห็นชอบในร่างกฎหมายนี้หรือไม่ ขณะที่สำนักงานผู้ว่าการรัฐ ทำเนียบขาว โฆษกของปาล์มบีชเคาน์ตี้ และ องค์กรทรัมป์ (Trump Organization) ต่างปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเช่นกัน

การผลักดันเปลี่ยนชื่อสนามบินตามชื่อของประธานาธิบดี ทรัมป์ เริ่มขึ้นหลังจากที่รัฐฟลอริดาได้อนุมัติแผนการบริจาคที่ดินในย่านดาวน์ทาวน์ไมอามี เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้าง ห้องสมุดประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump’s presidential library) เมื่อปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นชาวนิวยอร์กโดยกำเนิด เขาอาศัยอยู่ในเพนท์เฮาส์ที่อาคารทรัมป์ทาวเวอร์ (Trump Tower) ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่รัฐฟลอริดา ที่รีสอร์ท มาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ในเขตเวสต์ปาล์มบีชเมื่อปี 2019 และใช้รีสอร์ทแห่งนี้เป็นที่พำนักหลักจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา: Reuters

อ่านข่าวเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ ที่นี่

นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

นายกฯ "ทาคาอิจิ" แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

20 ก.พ. 2569 16:50 น.

นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. อย่างถล่มทลาย โดยประกาศที่จะสร้างญี่ปุ่นให้เป็นประเทศที่ “แข็งแกร่งและมั่งคั่ง” ย้ำจุดยืนด้านความมั่นคง เตือนภัยคุกคามรอบด้านทั้งจีน-รัสเซีย-เกาหลีเหนือ พร้อมให้คำมั่นลดภาระค่าครองชีพประชาชนและผลักดันจีดีพีโตต่อเนื่อง

ทาคาอิจิยังได้วิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าจีนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ด้วยการบังคับขู่เข็ญ รวมถึงขยายกิจกรรมทางทหารรอบญี่ปุ่น เธอย้ำว่าปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ “สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2” ซึ่งครอบคลุมถึงภัยคุกคามจากรัสเซียและเกาหลีเหนือด้วย

ส่วนในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเตรียมทบทวนนโยบายป้องกันประเทศหลัก 3 ฉบับภายในปีนี้ เพื่อรับมือกับรูปแบบสงครามสมัยใหม่และการเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ รวมถึงการเร่งการหารือเพื่อผ่อนปรนมาตรการห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของพันธมิตรและกระตุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่นเอง

ก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิเคยสร้างความไม่พอใจให้จีนจากการส่งสัญญาณว่า ญี่ปุ่นอาจพิจารณาแทรกแซงทางทหาร หากจีนใช้กำลังยึดไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังผนวกไต้หวัน โดยล่าสุดนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวบนเวทีการประชุมความมั่นคงมิวนิกว่ามีกลุ่มในญี่ปุ่นที่พยายามฟื้น “ลัทธิทหารนิยม”

ในด้านเศรษฐกิจ ทาคาอิจิยืนยันว่าจะไม่ใช้นโยบายการคลังที่ “บุ่มบาม” จนทำลายความเชื่อมั่นของตลาด แม้ว่าเธอจะให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างสุดกำลังก็ตาม ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทาคาอิจิ จะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์, การต่อเรือ และความมั่นคงด้านไซเบอร์

เธอยังย้ำคำมั่นช่วงหาเสียงว่าจะพิจารณาระงับการจัดเก็บภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารเป็นเวลา 2 ปี เพื่อช่วยประชาชนรับมือเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลของตลาดต่อหนี้สาธารณะขนาดมหึมาของญี่ปุ่น โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้อมูลรัฐบาลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นชะลอลงในเดือนมกราคม โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสด) เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบรายปี ชะลอลงจาก 2.4% ในเดือนธันวาคม และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบสองปี สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์

ทั้งนี้ ทาคาอิจิได้ประกาศจัดตั้ง “สภาแห่งชาติ” ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายพรรค เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปภาษีและหาแหล่งเงินทุนมารองรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมในสังคมผู้สูงอายุต่อไป.

ที่มา AFP

“ฮุน มาเนต” ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

"ฮุน มาเนต" ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

20 ก.พ. 2569 14:50 น.

“ฮุน มาเนต” ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ เผยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดหนัก อ้างทหารไทยรุกล้ำเขตแดนเกินกว่าพื้นที่ทับซ้อน พร้อมล้อมรั้วลวดหนามปิดหมู่บ้าน ทำชาวกัมพูชากว่า 8 หมื่นคนกลับบ้านไม่ได้ แม้ปีก่อนโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งช่วยเจรจาหยุดยิง เตรียมเข้าหารือ “คณะกรรมการสันติภาพ” สัปดาห์นี้

นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฟ็อกซ์ นิวส์ ดิจิตัล” โดยระบุว่า กองทัพไทยได้รุกคืบเข้ามาในดินแดนที่กัมพูชาถือครองมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นการล้ำเส้นเขตพื้นที่ทับซ้อนออกมาอีก โดยมีการใช้ลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์ปิดกั้นหมู่บ้าน ส่งผลให้ชาวกัมพูชากว่า 80,000 คน ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าที่พักอาศัยได้

ฮุน มาเนต กล่าวว่า “การเข้ายึดครองครั้งนี้เกินกว่าพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียวเสียอีก ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขาได้”  พร้อมย้ำว่ากัมพูชายังคงยึดมั่นในการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และไม่เชื่อว่าการใช้สงครามเพื่อหยุดสงครามจะเป็นทางออกที่ยั่งยืน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสั่นคลอนให้กับข้อตกลงหยุดยิงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเป็นตัวกลางเจรจาไว้เมื่อปีที่แล้วในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในขณะนั้นทรัมป์เคยกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นผู้ยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่มีกองทัพเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่ามีการปะทะกันตามแนวชายแดน รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นใกล้กับปราสาทพระวิหาร โดยทางการกัมพูชาตำหนิว่าเป็นฝีมือของกองทัพไทย ขณะที่ฝ่ายไทยปฏิเสธว่าไม่ได้เจตนาเล็งเป้าหมายด้านศาสนาหรือวัฒนธรรม แต่เป็นการปฏิบัติการในพื้นที่ความมั่นคงเท่านั้น

ในสัปดาห์นี้ นายกฯ ฮุน มาเนต ได้เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ เพื่อหาทางออกให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

นอกจากประเด็นไทยแล้ว ฮุน มาเนต ยังได้ชี้แจงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา สหรัฐฯ และจีน โดยระบุว่าการดำเนินความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจที่แข่งขันกัน ไม่จำเป็นต้องมองว่าชัยชนะของฝ่ายหนึ่งคือความพ่ายแพ้ของอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง และกัมพูชาซึ่งเป็นชาติที่มีขนาดเล็กกว่าคงไม่สามารถเลือกชาติหนึ่งมากว่าอีกชาติหนึ่ง

เขายังระบุถึงประเด็นเรื่องฐานทัพเรือเรียม โดยยืนยันว่าไม่ได้ให้จีนใช้เป็นฐานทัพแต่เพียงผู้เดียว ล่าสุดเรือรบยูเอสเอส ซินซินเนติ ของสหรัฐฯ ได้เข้าจอดเทียบท่า ซึ่งห่างจากเรือรบจีนเพียง 150 เมตร เพื่อพิสูจน์ว่ากัมพูชาทำตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมให้มีฐานทัพต่างชาติบนแผ่นดินของตน

กัมพูชายังประกาศรื้อฟื้นการฝึกร่วมทางทหาร “อังกอร์เซนติเนล” (Angkor Sentinel) กับสหรัฐฯ ในปีนี้ หลังจากระงับไปตั้งแต่ปี 2017 และยืนยันความร่วมมือกับเอฟบีไอในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงแบบเชือดหมู (pig butchering) โดยล่าสุดได้จับกุม “ออกญา” ผู้ทรงอิทธิพลรายหนึ่งและสั่งปิดสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพไทยยังไม่มีการตอบรับเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการกล่าวหาเรื่องการรุกคืบพื้นที่ทับซ้อนในขณะนี้.

ที่มา Fox News Digital

“ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

"ยุน ซอกยอล" แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

20 ก.พ. 2569 13:15 น.

“ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวขอโทษต่อประชาชน กรณีสร้าง “ความทุกข์ยาก” จากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 หนึ่งวันหลังศาลกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในความผิดฐานก่อกบฏ ด้านศาลชี้เจตนาทำให้รัฐสภาเป็นอัมพาต ขณะที่อัยการเคยร้องขอโทษประหารชีวิต

อดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล กล่าวขอโทษจากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 ซึ่งสร้างความยากลำบากให้แก่ประชาชน หรือหนึ่งวันหลังจากศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากข้อหาก่อการกบฏ

ศาลกลางกรุงโซลตัดสินว่านายยุนมีความผิดฐานเป็นผู้การก่อกบฏ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2024 เพื่อหวังการทำงานของรัฐสภาเป็นอัมพาต อย่างไรก็ตาม นายยุนตระหนักดีว่าความพยายามในการประกาศกฎอัยการศึกของเขาได้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย แต่ยังคงยืนยันว่าการประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ผู้พิพากษา จี กวี-ยอน ระบุในคำวินิจฉัยว่า นายยุนได้ส่งกำลังทหารไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อขัดขวางและปิดปากคู่แข่งทางการเมืองที่คอยขัดขวางการบริหารงานของเขา ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมหาศาล และศาลไม่เห็นร่องรอยของการสำนึกผิดจากจำเลยเท่าที่ควร

ล่าสุดในวันนี้ (20 ก.พ.) หนึ่งวันหลังจากได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต นายยุนได้ส่งคำแถลงผ่านทนายความเพื่อขอโทษต่อสาธารณชน โดยระบุว่า “ผมขออภัยอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนสำหรับความสับสนและความยากลำบากที่ผมได้ก่อขึ้น อันเนื่องมาจากความบกพร่องของตัวผมเอง แม้ว่าผมจะมีปณิธานอย่างแน่วแน่ที่จะกอบกู้ชาติก็ตาม”

อย่างไรก็ตาม นายยุนยังคงตำหนิคำตัดสินของศาลว่า “ยากที่จะยอมรับได้” แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเขาจะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ ตามกฎหมายเกาหลีใต้ ผู้ต้องขังคดีจำคุกตลอดชีวิตมักจะมีสิทธิ์ได้รับทัณฑ์บนหลังจากรับโทษจำคุกไปแล้ว 20 ปี

การประกาศกฎอัยการศึกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 เมื่อนายยุนปรากฏตัวผ่านโทรทัศน์ในช่วงดึก โดยอ้างเหตุผลเรื่องภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและ “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ที่เป็นอันตราย โดยพยายามระงับอำนาจรัฐบาลพลเรือนและเข้าสู่การปกครองโดยทหาร

ฝ่ายอัยการระบุว่า แรงจูงใจที่แท้จริงของนายยุนคือ “ความกระหายในอำนาจเพื่อมุ่งสู่การเผด็จการและการครองอำนาจระยะยาว” เนื่องจากในขณะนั้นเขาเป็นประธานาธิบดีที่ไม่ได้รับความนิยมและพรรคฝ่ายค้านมีอำนาจเหนือกว่าในสภาฯ จนสามารถบล็อกงบประมาณและถอดถอนบุคคลสำคัญในรัฐบาลของเขาได้

การประกาศกฎอัยการศึกที่กินเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ก่อนถูกสภาโหวตยกเลิกในเวลาต่อมา ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ที่นำไปสู่การรวมตัวประท้วงของประชาชนทันที และทำให้ตลาดหุ้นเข้าสู่สภาวะตื่นตระหนก รวมถึงสร้างความตกตะลึงให้กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ตั้งตัว

แม้ฝ่ายอัยการจะเรียกร้องให้ลงโทษขั้นสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” แต่นโยบายของเกาหลีใต้มีการพักการประหารชีวิตอย่างไม่เป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1997 ทำให้ศาลตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน.

ที่มา Yonhap / AFP

สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

20 ก.พ. 2569 12:16 น.

สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลอินโดนีเซีย ประกาศบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการในการลดภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จัดเก็บต่อสินค้าจากอินโดนีเซียลงจากเดิม 32% เหลือเพียง 19%

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทำเนียบขาวระบุว่า อินโดนีเซียจะยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าต่อสินค้าจากสหรัฐฯ มากกว่า 99% ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเกษตร, สาธารณสุข, อาหารทะเล, เทคโนโลยี ไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ จะให้สิทธิยกเว้นภาษีแก่สินค้าอินโดนีเซียบางประเภท โดยเฉพาะเสื้อผ้าและสิ่งทอที่ใช้ฝ้ายหรือวัสดุสังเคราะห์จากสหรัฐฯ ในการผลิต

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เพื่อเข้าร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” นัดแรก ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของทรัมป์เพื่อหารือเรื่องการฟื้นฟูฉนวนกาซา

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เผยว่าสหรัฐฯ ยอมรับข้อเสนอเงื่อนไขทางภาษีของอินโดนีเซียถึง 90% โดยอินโดนีเซียได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้ากว่า 1,700 รายการ รวมถึงสินค้าส่งออกหลักอย่างน้ำมันปาล์ม รวมถึงกาแฟ, เครื่องเทศ, ช็อกโกแลต และยางธรรมชาติ

อินโดนีเซียตกลงที่จะเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกันมากขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน โดยยอมรับมาตรฐานของสหรัฐฯ ในด้านความปลอดภัยยานยนต์, การปล่อยไอเสีย, อุปกรณ์การแพทย์ และยา รวมถึงอำนวยความสะดวกให้บริษัทอเมริกันเข้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแร่ธาตุหายากในอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐฯ ขยายแหล่งอุปทานแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทค

นอกจากข้อตกลงระดับรัฐบาลแล้ว บริษัทเอกชนจากทั้งสองประเทศยังได้ร่วมลงนามในข้อตกลงพันธมิตรทางธุรกิจรวมมูลค่ากว่า 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) ครอบคลุมอุตสาหกรรมเหมืองแร่, เทคโนโลยี และสิ่งทอ

ประธานาธิบดีปราโบโว ระบุว่าข้อตกลงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางภาษี และจะช่วยให้อินโดนีเซียลดการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลงเพื่อให้เกิดความสมดุลมากขึ้น “ผมมองอนาคตความสัมพันธ์ของสองประเทศด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง”

ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน โดยทั้งสองฝ่ายยังสามารถตกลงแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในอนาคต.

ที่มา BBC