การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ซิดนีย์-แคนาดา-นิวยอร์กเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ซิดนีย์-แคนาดา-นิวยอร์กเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

9 ก.พ. 2569 12:01 น.

การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ซิดนีย์-แคนาดา-นิวยอร์กเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

บรรยากาศการนับคะแนนการลงประชามตินอกราชอาณาจักรทั้ังที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แคนาดา รวมทั้งนครนิวยอร์กเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีสื่อมวลชน และชุมชนชาวไทยร่วมสังเกตการณ์คึกคัก

โดยนายจุมพฏ ฉวางรองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ ได้เปิดการนับบัตรลงคะแนนเสียงประชามติของผู้ใช้สิทธิ์ในพื้นที่รัฐต่างๆ ในแคนาดาฝั่งตะวันตก เช่นรัฐบริติชโคลัมเบีย รัฐอัลเบอร์ต้า ทั้งที่ได้รับจากทางไปรษณีย์และจากประชาชนผู้เดินทางมาใช้สิทธิ์ด้วยการเข้าคูหา เมื่อวันที่ 24-25 มกราคมที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 1,165 ใบ

การนับบัตรลงประชามติเริ่มขึ้นในเวลา 10:00 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่นนครแวนคูเวอร์ ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมง โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่สมัครเข้าร่วมเป็นสักขีพยานและสังเกตการณ์กว่า 20 คน

ผลการนับคะแนนการลงประชามติปรากฏว่า มีผู้ให้ความเห็นชอบจำนวน 996 คะแนน ไม่เห็นชอบ 142 คะแนน ไม่แสดงความเห็น 22 คะแนน และบัตรเสีย 5 ใบ

นายจุมพฏ ฉวาง ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่มาร่วมลงคะแนนเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ผู้ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานและสังเกตการณ์การนับคะแนนเสียงประชามติ รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในครั้งนี้

ขณะที่บรรยากาศการนับคะแนนออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรไทย ที่ซิดนีย์ จัดขึ้นที่โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney, ย่านไทยทาวน์ โดยมีนายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ทำหน้าที่ประธานกำกับกระบวนการ พร้อมเจ้าหน้าที่สถานกงสุลและคณะกรรมการประจำหน่วยดำเนินงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สื่อมวลชนไทยในซิดนีย์ ชุมชนไทยในซิดนีย์ทยอยเข้าร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยเริ่มนับบัตรตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึงเวาลา 14.40 น จึงแล้วเสร็จ ( ตามเวลาในท้องถิ่น ) สะท้อนถึงความสนใจต่อกระบวนการประชามติที่เปิดโอกาสให้คนไทยในต่างแดนมีส่วนร่วมทางการเมือง แม้อยู่ห่างจากมาตุภูมิ

กงสุลใหญ่ฯ กล่าวย้ำถึงความโปร่งใสและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ผลการลงคะแนนสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนน การตรวจสอบเอกสาร และการนับคะแนนต่อผู้เข้าร่วมอย่างชัดเจน

ผู้สังเกตการณ์จากชุมชนไทยระบุว่า การได้ร่วมติดตามกระบวนการประชามติในต่างแดนเป็นสิ่งที่สะท้อนความผูกพันต่อบ้านเกิด และสร้างความมั่นใจในความเป็นระเบียบของการจัดงานครั้งนี้

การลงประชามติในซิดนีย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ รับผิดชอบพื้นที่รัฐนิวเซาท์เวลส์และออสเตรเลียตอนใต้ ซึ่งมีชาวไทยอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยมีบัตรการลงประชามติทั้งหมด 9,209 ใบ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยถึงจำนวนบัตรที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ

ส่วนที่สถานกงสุลใหญ่ เมืองแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจัดอุณหภูมิติดลบ -25 องศา มีการเปิดการนับคะแแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร โดยเชิญคนไทยในนครนิวยอร์กและในเขตกงสุล (คอนเนคทิคัต เมน แมสซาชูเซสต์ นิวแฮมเเชียร์ นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย โรดไอแลนด์ เวอร์มอนต์) ร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนในครั้งนี้  และยังมีสื่อมวลชน รวมทั้งนักศึกษา มาร่วมสังเกตการณ์เต็มพื้นที่หน้าหน่วยนับคะแนนในสถานกงสุลใหญ่ฯ

โดยมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 2,510 คน ขณะที่สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้รับซองใส่บัตรออกเสียงประชามติ จำนวน 2,271 ซอง คิดเป็นร้อยละ 90.48 ของผู้ลงทะเบียนฯทั้งหมด

โดยผลการนับคะแนนออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร สกญ. ณ นครนิวยอร์ก

เห็นชอบ 1954 บัตร

ไม่เห็นชอบ 262 บัตร

ไม่แสดงความคิดเห็น 52 บัตร

รวม 2268 บัตร  

บัตรเสีย 3 บัตร  

รวมทั้งหมด 2271 บัตร 

ด้านนางสาว สมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก กล่าวขอบคุณคนไทยทุกท่านที่ได้ร่วมใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรในครั้งนี้ และขอบคุณคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ ในหน่วยนับคะแนน ที่ทำให้งานในครั้งนี้ผ่านไปประสบความสำเร็จด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และขอบคุณผู้มาร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ ทั้งที่สภาพอากาศหนาวเย็นเป็นอุปสรรคในการเดินทาง.

รายงานข่าวโดย

ณัฐพันธ์ ตรีเมฆ : ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำออสเตรเลีย 

แพรวพิมพ์ เขียวบริบูรณ์ : ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำแคนาดา 

ไพโรจน์ ปักษาษิณ : ผู้สื่อข่าวประจำรัฐนิวยอร์ก 

ที่มาภาพ: สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ และภาพแคนาดา จาก นายสัมฤทธิ์ ปิยวาทโสภณ

“แบด บันนี” ฉลองวัฒนธรรมเปอร์โตริโกบนเวทีซูเปอร์โบวล์ “ทรัมป์” จวกยับเป็นความอัปยศ

"แบด บันนี" ฉลองวัฒนธรรมเปอร์โตริโกบนเวทีซูเปอร์โบวล์ "ทรัมป์" จวกยับเป็นความอัปยศ

9 ก.พ. 2569 11:20 น.

“แบด บันนี” ฉลองวัฒนธรรมเปอร์โตริโกบนเวทีซูเปอร์โบวล์ “ทรัมป์” จวกยับเป็นความอัปยศ

กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการดนตรีและกีฬา เมื่อ “แบด บันนี” (Bad Bunny) ศิลปินหนุ่มชื่อดังชาวเปอร์โตริโก เปลี่ยนสนามซูเปอร์โบวล์ให้กลายเป็นปาร์ตี้ริมถนนสไตล์เปอร์โตริโก พร้อมชูสโลแกนสร้างความเท่าเทียม แต่ไม่วายโดน “โดนัลด์ ทรัมป์” โพสต์โจมตีว่าฟังไม่รู้เรื่องและเป็นความอัปยศของอเมริกา

แบด บันนี หรือชื่อจริง เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอคาซิโอ วัย 31 ปี ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการขึ้นโชว์ช่วงพักครึ่งซูเปอร์โบวล์โดยใช้ภาษาภาษาสเปนตลอดทั้งโชว์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเขาเน้นการนำเสนอวัฒนธรรมบ้านเกิดอย่างเปอร์โตริโกผ่านฉากหลังที่จำลองไร่อ้อย รถเข็นขายน้ำแข็งใส “piragua” และการจำลองบรรยากาศบ้านไม้ “La Casita”

ในโชว์นี้เขายังขนทัพซุปเปอร์สตาร์มาร่วมแจมเพียบ ไม่ว่าจะเป็น เปโดร ปาสคาล, เจสสิกา อัลบา, คาร์ดิ บี รวมถึงแขกรับเชิญเซอร์ไพรส์อย่าง เลดี้ กาก้า ที่มาในเพลง “Die with a Smile” เวอร์ชันกลิ่นอายละติน และศิลปินระดับตำนานอย่าง ริคกี มาร์ติน

แม้จะถูกจับตามองว่าเขาจะวิจารณ์นโยบายคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์อย่างรุนแรงเหมือนบนเวทีแกรมมี่ที่เขาเคยตะโกนว่า “ICE out” หรือไม่ แต่ครั้งนี้แบด บันนี เลือกใช้ “สัญลักษณ์” ในการสื่อสารแทน เขาหยิบเพลง “El Apagon” มาถ่ายทอดเพื่อสะท้อนปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและชาวเปอร์โตริโกที่ถูกขับไล่ที่ทำกิน พร้อมปิดท้ายโชว์ด้วยข้อความบนจอยักษ์ว่า “สิ่งเดียวที่มีอำนาจเหนือความเกลียดชัง คือความรัก” และลูกฟุตบอลที่มีข้อความว่า “Together, we are America” (เราคืออเมริกาด้วยกัน)

นอกจากนี้ยังมีประเด็นดราม่าเรื่องเด็กชายที่ปรากฏตัวในโชว์ ซึ่งชาวเน็ตคาดเดาว่าเป็นเด็กชายชาวเอกวาดอร์ที่ถูกกักตัวโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม ทาง NFL ยืนยันว่าเด็กคนดังกล่าวคือ “ลินคอล์น ฟอกซ์” นักแสดงเด็กที่มารับบทเป็นแบด บันนี วัยเยาว์เท่านั้น

หลังจบโชว์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล ทันที โดยระบุว่า “ไม่มีใครเข้าใจสักคำที่หมอนี่พูด” และตราหน้าโชว์นี้ว่าเป็น “การดูหมิ่นความยิ่งใหญ่ของอเมริกา” แม้ว่าข้อมูลทางสถิติจะระบุว่ามีชาวอเมริกันกว่า 41 ล้านคนที่สื่อสารด้วยภาษาสเปนก็ตาม

ทั้งนี้ โชว์ดังกล่าวได้รับกระแสต่อต้านจากฝั่งอนุรักษ์นิยมมาตั้งแต่ประกาศชื่อศิลปิน เนื่องจากไม่พอใจที่จะมีการใช้ภาษาสเปนบนเวทีระดับชาติของสหรัฐฯ

เส้นทางของแบด บันนี ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก จากอดีตพนักงานแพ็กของในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เมืองเบกา บาฆา ผู้โด่งดังจากการทำเพลงลง SoundCloud จนกลายเป็นศิลปินที่มียอดสตรีมสูงสุดในโลก 4 ปีซ้อน และเพิ่งคว้าสถิติอัลบั้มภาษาสเปนชุดแรกที่ชนะรางวัลอัลบั้มแห่งปีจากเวทีแกรมมี่มาครอง

สำหรับชาวเปอร์โตริโก แบด บันนี คือความภาคภูมิใจ โดย โอลวิน เรเยส หนึ่งในชาวเปอร์โตริโกกล่าวว่า “การที่คนจากที่นี่ไปยืนอยู่บนจุดที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ คือความภูมิใจของพวกเราทุกคน”

ที่มา AFP

อาร์เจนตินาลุ้นสถิติโลก คนลอยน้ำพร้อมกันมากที่สุด กลางทะเลสาบน้ำเค็ม “มาร์ ชีกีตา”

อาร์เจนตินาลุ้นสถิติโลก คนลอยน้ำพร้อมกันมากที่สุด กลางทะเลสาบน้ำเค็ม "มาร์ ชีกีตา"

9 ก.พ. 2569 10:13 น.

อาร์เจนตินาลุ้นสถิติโลก คนลอยน้ำพร้อมกันมากที่สุด กลางทะเลสาบน้ำเค็ม “มาร์ ชีกีตา”

ชาวอาร์เจนตินาหลายร้อยคนรวมตัวกันที่ชายฝั่งทะเลสาบน้ำเค็ม มาร์ ชีกีตา เพื่อร่วมสร้างสถิติโลกใหม่ ในความพยายามทำสถิติ คนลอยน้ำพร้อมกันมากที่สุดในโลก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของงานเทศกาลท้องถิ่น

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในเมือง มิรามาร์ (Miramar) ภายใต้การจัดงานเทศกาล “Festival de la Planchita” ประจำปี ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สอง โดยผู้จัดงานตั้งเป้ารวบรวมผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 1,942 คน เพื่อทำลายสถิติเดิมที่ถูกบันทึกไว้เกือบ 10 ปีก่อน

สถิติโลกปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2017 ที่ทะเลสาบ เอเปกูเอน (Lake Epecuén) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มอีกแห่งของอาร์เจนตินา โดยในครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมลอยน้ำพร้อมกันได้ 1,941 คน และสามารถสร้างโซ่มนุษย์ลอยน้ำขนาดใหญ่ได้สำเร็จ

ตามกติกาของกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด ผู้จัดงานต้องสามารถควบคุมและประสานผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 1,942 คน ให้ลอยตัวในน้ำได้พร้อมกัน โดยไม่ใช้ตัวช่วย และต้องรักษาสภาพการลอยน้ำไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด จึงจะได้รับการรับรองสถิติอย่างเป็นทางการ

ทะเลสาบ มาร์ ชีกีตา ถือเป็นสถานที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการท้าทายสถิติโลกครั้งนี้ เนื่องจากมีความเค็มของน้ำในระดับสูง หรือที่เรียกว่า hypersaline lake ทำให้น้ำมีแรงพยุงตัวตามธรรมชาติ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถลอยตัวได้ง่าย แม้จะไม่ใช่นักว่ายน้ำมืออาชีพก็ตาม

ผู้จัดงานหวังว่า ความพยายามครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างสถิติโลกใหม่ให้กับอาร์เจนตินาเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นของเมืองมิรามาร์ และสร้างสีสันให้กับเทศกาลประจำปีที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อาร์เจนตินา

ศาลฮ่องกงตัดสินโทษจำคุก 20 ปี “จิมมี่ ไหล” คดีความมั่นคงแห่งชาติ

ศาลฮ่องกงตัดสินโทษจำคุก 20 ปี "จิมมี่ ไหล" คดีความมั่นคงแห่งชาติ

9 ก.พ. 2569 09:35 น.

ศาลฮ่องกงตัดสินโทษจำคุก 20 ปี “จิมมี่ ไหล” คดีความมั่นคงแห่งชาติ

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 20 ปี “จิมมี ไหล” อดีตเจ้าพ่อสื่อฮ่องกง วัย 78 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ที่ถูกจับตาว่ากระทบเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาจำคุก นายจิมมี ไหล วัย 78 ปี อดีตเจ้าพ่อสื่อชื่อดังและนักวิจารณ์รัฐบาลปักกิ่ง เป็นเวลา 20 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนธันวาคม ศาลได้มีคำตัดสินว่า นายไหลมีความผิดในข้อหา สมคบคิดร่วมกับต่างชาติบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ และสมคบคิดเผยแพร่บทความยุยงปลุกปั่น แม้เจ้าตัวจะให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาโดยตลอด

คดีของนายจิมมี่ ไหล ถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่สุดนับตั้งแต่จีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง โดยโทษสูงสุดตามกฎหมายสามารถจำคุกตลอดชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลา 20 ปี

การตัดสินโทษของจิมมี ไหล จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติอีกครั้ง โดยหลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณของการถดถอยด้านเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในฮ่องกง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกให้เป็นศูนย์กลางเสรีภาพสื่อของเอเชีย

ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงและจีนยืนยันว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพสื่อ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่กระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

ทั้งนี้ การพิพากษาจำคุก 20 ปีของไหลอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการทูตต่อจีน หลังสหรัฐฯ และอังกฤษเคยออกมาแสดงความกังวลต่อคดีนี้อย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

ทรัมป์เผย “สี จิ้นผิง” เตรียมเยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้ ส่งสัญญาณฟื้นความสัมพันธ์สองมหาอำนาจ

ทรัมป์เผย "สี จิ้นผิง" เตรียมเยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้ ส่งสัญญาณฟื้นความสัมพันธ์สองมหาอำนาจ

9 ก.พ. 2569 09:14 น.

ทรัมป์เผย “สี จิ้นผิง” เตรียมเยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้ ส่งสัญญาณฟื้นความสัมพันธ์สองมหาอำนาจ

โดนัลด์ ทรัมป์เผย มีแผนจะต้อนรับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่ทำเนียบขาวในช่วงปลายปีนี้ ส่งสัญญาณฟื้นฟูความสัมพันธ์ หลังเผชิญความตึงเครียดจากสงครามการค้าและประเด็นภูมิรัฐศาสตร์หลายด้าน

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ NBC News ซึ่งบันทึกเทปรายการเมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ ระบุว่า สี จิ้นผิงจะเดินทางเยือนสหรัฐฯช่วงปลายปีนี้  หลังจากที่ทั้งสองเพิ่งสนทนาทางโทรศัพท์กันในวันเดียวกัน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องการค้า ไต้หวัน สงครามรัสเซีย–ยูเครน และสถานการณ์ในอิหร่าน

โดยทรัมป์กล่าวว่า “เขาจะมาที่ทำเนียบขาวแน่นอน ช่วงปลายปีนี้ และ นี่คือสองประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และเรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก”

รายงานระบุว่า ก่อนการเยือนสหรัฐฯ ของสี จิ้นผิง ทรัมป์มีแผนจะเดินทางเยือนจีนในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งอาจเป็นการปูทางสำหรับการเจรจาระดับผู้นำแบบเผชิญหน้า เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง

นับตั้งแต่ทรัมป์กลับคืนสู่ทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการภาษีศุลกากรอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการเก็บภาษีเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก รถยนต์ และสินค้าอีกหลายประเภท เพื่อบรรลุเป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคง

แม้สหรัฐฯ และจีนจะเผชิญหน้ากันอย่างหนักในประเด็นการค้า แต่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าในภาพรวมได้ หลังความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความพยายามของสหรัฐฯ ในการลดการพึ่งพาการผลิตจากจีน ยังไม่อาจตัดขาดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งระหว่างสองประเทศได้

ในการสนทนาล่าสุด ผู้นำจีนยังได้เตือนทรัมป์ให้ใช้ความระมัดระวัง ต่อประเด็นการขายอาวุธให้ไต้หวัน ซึ่งจีนถือเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน ขณะเดียวกัน สี จิ้นผิงแสดงความหวังว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านการค้า จะสามารถแก้ไขได้ด้วยแนวทางสันติ

สำนักข่าว CCTV ของจีน รายงานคำกล่าวของสี จิ้นผิงว่าการแก้ไขปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป และการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะช่วยให้ทั้งสองประเทศหาหนทางที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกัน

ด้านทรัมป์ระบุว่า การพูดคุยกับผู้นำจีนเป็นไปด้วยดีอย่างยิ่ง และทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักดีถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ในระดับผู้นำ

ขณะเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้มีการเจรจาแบบสามฝ่าย ระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน เพื่อกำหนดกรอบจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่ อย่างไรก็ตาม จีนยังปฏิเสธเข้าร่วมการเจรจาลดอาวุธในระยะนี้ โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงเวลาอันสมควร.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

หุ้นญี่ปุ่นพุ่งแรง หลัง “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” จ่อชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

หุ้นญี่ปุ่นพุ่งแรง หลัง “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” จ่อชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

9 ก.พ. 2569 08:22 น.

หุ้นญี่ปุ่นพุ่งแรง หลัง “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” จ่อชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นคึกคัก ดัชนีนิกเกอิ พุ่งกว่า 5% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับข่าวนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อทิศทางเศรษฐกิจ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยดัชนีนิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นกว่า 5.6% ทะลุระดับ 57,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังนายกรัฐมนตรีหญิงซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นนำการปรับตัวขึ้นในภูมิภาคเอเชีย

โดยสถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย หรือแอลดีพี  ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล สามารถครองเสียงข้างมากระดับ  2 ใน3  ในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 465 ที่นั่ง นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญที่มอบอำนาจบริหารประเทศอย่างแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลทาคาอิจิ

นักวิเคราะห์จาก Aberdeen Investments ระบุว่า ชัยชนะอย่างเด็ดขาดของทาคาอิจิถือเป็นผลลัพธ์เชิงบวกต่อตลาดในระยะกลาง เนื่องจากเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์และการปฏิรูปภาษี ซึ่งจะช่วยหนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะต่อไป 

นอกจากนิกเกอิแล้ว ดัชนี Topix ก็ปรับตัวขึ้นกว่า 3% ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน ขณะที่ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 156.88 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ.  

ที่มา CNBC

คนไทยในแคนาดา โหวตเห็นชอบ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

คนไทยในแคนาดา โหวตเห็นชอบ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

9 ก.พ. 2569 05:11 น.

คนไทยในแคนาดา โหวตเห็นชอบ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

คนไทยในหลายพื้นที่ของแคนาดาร่วมลงคะแนนเสียงประชามติ โดยผลการนับคะแนนซึ่งเสร็จสิ้น 100% แล้ว ชี้ว่า เกือบทั้งหมด “เห็นชอบ” สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แพรวพิมพ์ เขียวบริบูรณ์ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำแคนาดารายงานว่า สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา เปิดการนับบัตรออกเสียงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ณ สถานเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวา

น.ส.ปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ อุปทูตรักษาการ ปฏิบัติราชการแทนเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวา ได้เปิดการนับบัตรออกเสียงลงประชามติของผู้มีสิทธิ์ที่ขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ในพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันออก ครอบคลุมรัฐต่างๆ ของแคนาดา เช่น รัฐออนแทรีโอ, รัฐควิเบก, รัฐโนวาสโกเชีย เป็นต้น

โดยในเวลา 9:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา (ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 12 ชั่วโมง) ณ สถานเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนผู้สมัครเข้าร่วมสังเกตการณ์และเป็นสักขีพยานการนับ รวมทั้งสิ้น 12 คน

ทั้งนี้ น.ส.ปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ กล่าวว่า มีบัตรออกเสียงประชามติในพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันออก ทั้งหมด 1,037 ใบ ที่ได้รับจากทางไปรษณีย์และจากการเข้าคูหาของประชาชนที่มาใช้สิทธิ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

ผลการนับคะแนนบัตรออกเสียงประชามติทั้งหมดที่ได้รับจากทางไปรษณีย์และจากการที่ประชาชนเดินทางมาเข้าคูหาเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา จำนวนทั้งสิ้น 1037 ใบ มีผู้เห็นชอบ 915 เสียง ไม่เห็นชอบ 98 เสียง ไม่แสดงความคิดเห็น 23 เสียง และบัตรเสีย 1 ใบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

เอกสารแฉ แอนดรูว์เผยข้อมูลลับ ตอนเป็นทูตการค้าให้เอปสตีนรู้

เอกสารแฉ แอนดรูว์เผยข้อมูลลับ ตอนเป็นทูตการค้าให้เอปสตีนรู้

9 ก.พ. 2569 04:22 น.

เอกสารแฉ แอนดรูว์เผยข้อมูลลับ ตอนเป็นทูตการค้าให้เอปสตีนรู้

เอกสารชุดล่าสุดที่สหรัฐฯ เปิดเผยออกมาชี้ว่า อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เปิดเผยข้อมูลจากการปฏิบัติงานเป็นทูตการค้าของเขา ให้นายเจฟฟรีย์ เอปสตีน รู้ รวมถึงแนะนำโอกาสลงทุนด้วย

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า ข้อมูลจากเอกสารชุดล่าสุดที่ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เปิดเผยออกมาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ชี้ว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ดูเหมือนจะตั้งใจเปิดเผยข้อมูลลับจากการปฏิบัติหน้าที่ทูตการค้าของเขาในช่วงปี 2553-2554 ให้ เจฟฟรีย์ เอปสตีน รู้

ภายใต้แนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการ ทูตการค้ามีหน้าที่ต้องรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ข้อมูลเชิงพาณิชย์ หรือข้อมูลทางการเมืองเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ และตามกฎหมาย หน้าที่ในการรักษาความลับนี้จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปหลังจากสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่ง

แต่ในอีเมลที่ได้รับการเปิดเผยออกมาระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 แอนดรูว์ได้ส่งรายละเอียดการเดินทางอย่างเป็นทางการที่จะมีขึ้นในฐานะทูตการค้าไปยังสิงคโปร์ เวียดนาม เซินเจิ้นในจีน และฮ่องกง ให้กับเอปสตีน โดยในการเดินทางดังกล่าวมีพันธมิตรทางธุรกิจของเอปสตีนร่วมเดินทางไปด้วย

หลังจากเสร็จสิ้นการเดินทาง ในวันที่ 30 พ.ย.ปีเดียวกัน ดูเหมือนว่าแอนดรูว์จะส่งต่อรายงานอย่างเป็นทางการให้กับนายเอปสตีน หลังจากที่อดีตเจ้าชายรายนี้ได้รับรายงานดังกล่าวจาก อามิต พาเทล ผู้ช่วยของเขาเพียง 5 นาทีเท่านั้น

แอนดรูว์เคยกล่าวในรายการ BBC Newsnight เมื่อปี 2562 ว่า เขาพบเอปสตีนครั้งสุดท้ายที่นิวยอร์กในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2553 เพื่อบอกนักการเงินชื่อฉาวผู้นี้ว่าเขากำลังยุติมิตรภาพระหว่างกัน

อย่างไรก็ตาม ในวันคริสต์มาสอีฟปีนั้น แอนดรูว์ส่งอีเมลถึงเอปสตีนเพื่อแจ้งข้อมูลลับเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนในการบูรณะจังหวัดเฮลมานด์ ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งในขณะนั้นดูแลโดยกองทัพอังกฤษและได้รับทุนจากเงินของรัฐบาลสหราชอาณาจักร

ณ เวลานั้น นายเอปสตีนถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำความผิดคดีทางเพศไปแล้ว

ในอีเมลฉบับต่อมาลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 แอนดรูว์เสนอแนะว่าเอปสตินอาจลงทุนในบริษัทจัดการลงทุนเจ้าหนึ่งที่เขาเดินทางไปเยือนเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย

ทั้งนี้ แอนดรูว์ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนายเอปสตีนมาตลอด หลังถูกผู้หญิงหลายรายกล่าวหาว่า ล่วงละเมิดทางเพศ โดยมีนายเอปสตีนเป็นธุระจัดหา ทำให้เขาเริ่มถอนตัวจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเชื้อพระวงศ์มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกถอดถอนพระอิสริยยศเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แอนดรูว์ย้ายออกจากคฤหาสน์ “รอยัล ลอดจ์” (Royal Lodge) ในวินด์เซอร์ไปยังตำหนักแซนดริงแฮม ในเมืองนอร์ฟอล์กแล้ว ในระหว่างที่บ้านหลังใหม่ของเขาอยู่ระหว่างการปรับปรุง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

9 ก.พ. 2569 03:14 น.

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

(ภาพจาก AFP PHOTO / NARGES MOHAMMADI FOUNDATION)

ศาลอิหร่านพิพากษาจำคุกนางนาร์เกส โมฮัมมาดี นักเคลื่อนไหวเจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง ทำให้โทษจำคุกรวมทั้งหมดของเธอเพิ่มขึ้นเป็น 44 ปีแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 นายมุสตาฟา นิลี ทนายความของนางนาร์เกส โมฮัมมาดี นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอิหร่าน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เปิดเผยว่า เธอถูกศาลอิหร่านตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 7 ปีครึ่ง

นายนิลีประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ว่า นางโมฮัมมาดี ถูกศาลในเมืองมัชฮัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ตัดสินจำคุก 6 ปี ในข้อหา “ชุมนุมและสมรู้ร่วมคิด” กับอีก 1 ปีครึ่ง ในข้อหา “ทำกิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อ”

ทั้งนี้ นางโมฮัมมาดีวัย 53 ปี ได้รับรางวัลในปี 2566 ในขณะที่เธอถูกคุมขังในเรือนจำ จากการทำกิจกรรมต่อต้านการกดขี่สตรีในอิหร่าน

นอกจากโทษจำคุกดังกล่าวแล้ว โมฮัมมาดียังถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลาสองปี และถูกสั่งเนรเทศไปยังภูมิภาคคูสฟ์ (Khusf) ทางตะวันออกเป็นเวลาสองปีด้วย

นายนิลีบอกอีกว่า ลูกความของเขาเพิ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อ 3 วันก่อน เนื่องจากสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ ก่อนจะถูกส่งตัวกลับไปยังศูนย์กักกันที่เธอถูกคุมขังอยู่ “เมื่อเธอเริ่มอธิบายเหตุการณ์และวิธีการที่เธอถูกกักตัว สายโทรศัพท์ก็ถูกตัดไป”

ด้านนายทากี ราห์มานี สามีของโมฮัมมาดี กล่าวว่า เธอไม่ได้ให้การแก้ต่างใดๆ ในขณะที่อยู่ในศาล เนื่องจากความเชื่อที่แน่วแน่ของเธอว่า กระบวนการยุติธรรมนี้ไม่มีความชอบธรรม และเธอมองว่าการกระบวนการเหล่านี้เป็นเพียงการแสดงละครที่มีจุดจบที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วเท่านั้น

อนึ่ง คำพิพากษาล่าสุดทำให้โทษจำคุกที่โมฮัมมาดีจะได้รับเพิ่มขึ้นเป็น 44 ปี โดยก่อนหน้านี้ต้องอยู่ในคุกรวมกว่า 10 ปี จากนั้นในปี 2564 เธอถูกตัดสินจำคุก 13 ปี ข้อหาทำกิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐ และสมรู้ร่วมคิดต่อต้านความมั่นคงของรัฐ

เธอได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากเรือนจำเอวิน (Evin) ที่ขึ้นชื่อของเตหะรานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในเดือนธันวาคม 2567 ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ ก่อนที่เธอจะถูกจับกุมซ้ำอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2568 ขณะเข้าร่วมพิธีรำลึกการเสียชีวิตของนายคอสโรว์ อลิคอร์ดี ทนายความที่ถูกพบเป็นศพในสำนักงานของเขาเมื่อต้นเดือนธันวาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกชี้ “กำแพงสีน้ำเงิน” พาภูมิใจไทยผงาด ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

สื่อนอกชี้ “กำแพงสีน้ำเงิน” พาภูมิใจไทยผงาด ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

9 ก.พ. 2569 00:49 น.

สื่อนอกชี้ “กำแพงสีน้ำเงิน” พาภูมิใจไทยผงาด ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

สื่อต่างประเทศรายงานข่าวชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยวิเคราะห์ว่า “กำแพงสีน้ำเงิน” ปัจจัยที่ทำให้พวกเขาคว้าชัยชนะถล่มทลาย

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) ของสิงคโปร์ รายงานว่า จากการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 8 ก.พ. 2569

ณ เวลา 23.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น คาดการณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยชนะที่นั่งในระบบแบ่งเขตไปได้ 175 ที่นั่ง จากทั้งหมด 400 ที่นั่ง และเมื่อรวมกับพรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นพันธมิตรที่คาดว่าจะได้รับ 56 ที่นั่ง หมายความว่านายอนุทินอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบสูงสุดในการเป็นผู้นำรัฐบาลชุดต่อไป

พรรคที่มาเป็นอันดับสองรองจากภูมิใจไทยคือพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแนวทางก้าวหน้า ได้ไป 85 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทยของตระกูลชินวัตร ได้ไป 60 ที่นั่ง

พรรคภูมิใจไทยจะได้รับที่นั่งเพิ่มขึ้นเมื่อการจัดสรร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งคำนวณตามสัดส่วนของคะแนนเสียงทั้งหมดเสร็จสิ้นลง ซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์จึงจะมีการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ

CNA ระบุว่า ชัยชนะของภูมิใจไทยได้มาจากการสร้าง “กำแพงสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นสีประจำพรรค ล้อมรอบกรุงเทพมหานคร โดยพรรคได้สร้างแคมเปญหาเสียงที่เน้นฐานเสียงสนับสนุนที่แข็งแกร่งในต่างจังหวัด

แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่แนวคิดใหญ่ๆ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่ครอบคลุม ภูมิใจไทยค่อยๆ สร้างฐานรากที่น่าเกรงขามในพื้นที่สำคัญๆ ของประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของตระกูลและกลุ่มการเมืองที่แข็งแกร่ง และส่งผลให้สามารถเข้าควบคุมความเคลื่อนไหวอนุรักษ์นิยมของไทยไว้ได้

พื้นที่จำนวนมากที่เคยเป็นฐานเสียงของพรรคต่างๆ ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มานานหลายปี ได้เปลี่ยนจากสีแดงของพรรคเพื่อไทยมาเป็นสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย

ในช่วงก่อนการลงคะแนนเสียง ผู้นำระดับสูงของภูมิใจไทยได้เน้นย้ำถึงอัตลักษณ์ของพรรคในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายขวาและมีความรักชาติอย่างลึกซึ้ง โดยพรรคได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นทางเลือกที่เน้นความมั่นคงและเน้นแนวทางปฏิบัติจริง เมื่อเทียบกับคู่แข่งฝ่ายปฏิรูปอย่างพรรคประชาชน

แพลตฟอร์มการหาเสียงของพรรคยังรวมถึงการขยายโครงการอุดหนุนที่เป็นที่นิยมเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเร่งการเติบโต ข้อเสนอที่จะลดราคาไฟฟ้า และการลงทุนอย่างหนักในด้านความมั่นคงของชาติ

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ท่าทีของนายอนุทินในการแสดงความแข็งแกร่งของไทย การปกป้องพรมแดน และการรวมศูนย์อำนาจและบทบาทของกองทัพในกิจการของชาติ ท่ามกลางบรรยากาศของความไม่แน่นอนและความภาคภูมิใจในชาติ เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ของพรรคในการคว้าคะแนนเสียง

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกับ CNA ก่อนการลงคะแนนเสียงว่า การเลือกตั้งที่ประกาศจัดขึ้นไม่ถึง 100 วันหลังนายอนุทินรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้เขาสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้สึกชาตินิยมที่ถูกปลุกเร้าจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเวลาหลายเดือน

นับตั้งแต่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและตลอดการหาเสียงเลือกตั้ง นายอนุทินให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กว้างใหญ่ประกอบด้วย 20 จังหวัดเป็นลำดับแรกๆ ในทางกลับกัน คู่แข่งของพรรคกลับอ่อนแอลงจากผลกระทบทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา

การจัดการปัญหาดังกล่าวของพรรคเพื่อไทยทำให้เกิดกระแสต่อต้านที่นำไปสู่การถอดถอนแพทองธาร ชินวัตร จากความผิดฐานละเมิดจริยธรรม ในขณะที่พรรคประชาชนถูกต่อต้านจากความพยายามในอดีตที่จะท้าทายบทบาทของกองทัพในชีวิตระดับชาติ

คาดว่าจำนวนที่นั่งในสภาของอนุทินจะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งโดยพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมที่นำโดยธรรมนัส พรหมเผ่า นักการเมืองอาวุโส พรรคกล้าธรรมยังได้ลงทุนอย่างหนักในการเมืองท้องถิ่นและผู้นำระดับรากหญ้า โดยมีนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องเกษตรกรรม สิทธิในที่ดิน และสวัสดิการสังคม

อิทธิพลของพรรคเติบโตอย่างรวดเร็วจากการมุ่งเป้าไปที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอื่นๆ โดย ส.ส. 20 คนจากพรรคพลังประชารัฐได้เข้าร่วมกับพรรคกล้าธรรมอย่างเป็นทางการหลังจากถูกขับออกจากพรรคเดิมเมื่อปลายปี 2567 ส่งผลให้พรรคมีกลุ่ม ส.ส. ขนาดใหญ่ในการเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2569

พรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าเก้าอี้ ส.ส.ได้ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้และภาคเหนือ

ด้านพรรคเพื่อไทยซึ่งทุ่มเททรัพยากรส่วนใหญ่ไปกับการสร้างฐานที่มั่นในภาคเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดสำคัญอย่างเชียงใหม่และเชียงราย กลับเห็นฐานเสียงสนับสนุนลดน้อยถอยลง ส่วนพรรคประชาชนมีแนวโน้มที่จะคว้าที่นั่งส่วนใหญ่ในเขตเมืองของภาคเหนือ ในขณะที่พรรคกล้าธรรมครองพื้นที่ชนบท

สถานการณ์นี้ทำให้พรรคเพื่อไทยเหลือฐานอำนาจเพียงไม่กี่แห่ง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลยและจังหวัดกาฬสินธุ์

ก่อนการลงคะแนนเสียง นักวิเคราะห์กล่าวกับ CNA ว่าหากพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกครอบงำโดยตระกูลชินวัตรมาอย่างยาวนาน ไม่สามารถสร้างอิทธิพลในภาคเหนือได้ ช่วงเวลาของการเป็นตัวละครหลักในการเมืองไทยของพวกเขาอาจจะจบลงแล้ว

ที่นั่งแบบแบ่งเขต 60 ที่นั่งที่คาดการณ์ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นับว่าลดลงอย่างมากจากการเลือกตั้งในปี 2566 ที่เคยได้ถึง 112 ที่นั่ง บวกกับที่นั่งแบบบัญชีรายชื่ออีก 29 ที่นั่ง

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ว่า พรรคต้องเคารพ “เสียงของประชาชน”

“เราต้องเคารพผลการเลือกตั้ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna