ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15  มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

27 ม.ค. 2569 08:49 น.

ฝรั่งเศสเอาจริง ผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 มาครงชี้ถึงเวลาปกป้องสมองเยาวชน

ฝรั่งเศสมีมติผ่านร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย นับเป็นมาตรการสำคัญที่ประธานาธิบดีมาครง ผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องเยาวชนจากผลกระทบของการใช้หน้าจอมากเกินไป

สภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศส หรือสภาล่าง มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 130 ต่อ 21 หลังการประชุมยาวข้ามคืนตั้งแต่วันจันทร์ (26 ม.ค.) ถึงเช้าวันอังคาร โดยขั้นตอนต่อไป ร่างกฎหมายจะถูกส่งต่อให้วุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูง พิจารณาก่อนประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย

ประธานาธิบดีมาครงออกมาแสดงความยินดีกับผลการลงมติ พร้อมระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า นี่คือก้าวสำคัญครั้งใหญ่ ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนฝรั่งเศส

ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังครอบคลุมถึงการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนมัธยมปลายด้วย ซึ่งจะทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่สองของโลกที่ออกกฎหมายลักษณะนี้ ต่อจากออสเตรเลียที่ประกาศแบนโซเชียลมีเดียสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นายมาครงกล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ว่า “อารมณ์และความรู้สึกของเด็กและวัยรุ่นของเรา ไม่ควรถูกซื้อขายหรือชักใย ไม่ว่าจะโดยแพลตฟอร์มจากสหรัฐฯ หรืออัลกอริทึมจากจีนก็ตาม”

โดบทางการฝรั่งเศสตั้งเป้าให้มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้กับบัญชีใหม่ ตั้งแต่ช่วงเปิดปีการศึกษา 2026 เป็นต้นไป

ด้านกาเบรียล อัตตาล อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้นำพรรคเรอเนซองส์ของมาครงในสภาล่าง ระบุว่า เขาหวังว่าวุฒิสภาจะผ่านร่างกฎหมายนี้ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้การแบนมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายน

อัตตาลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะมีเวลาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ในการปิดใช้งานบัญชีที่มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์อายุที่กำหนด ซึ่งนอกจากการลดผลกระทบด้านสุขภาพจิตของวัยรุ่นแล้ว อัตตาลยังเน้นย้ำว่า มาตรการนี้จะช่วยรับมือกับอำนาจบางฝ่ายที่พยายามครอบงำความคิดของเยาวชนผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เขากล่าวว่าฝรั่งเศสสามารถเป็นผู้บุกเบิกในยุโรปได้ภายในหนึ่งเดือน เราสามารถเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนและครอบครัว และอาจเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศในแง่ของความเป็นอิสระได้ด้วย โดยร่างกฎหมายระบุชัดว่า “ห้ามผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าถึงบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ให้บริการโดยแพลตฟอร์มออนไลน์” อย่างไรก็ตาม ได้ยกเว้นแพลตฟอร์มด้านการศึกษาและสารานุกรมออนไลน์

ขณะเดียวกัน สำนักงานเฝ้าระวังด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศส (ANSES) ระบุในรายงานล่าสุดว่า แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Snapchat และ Instagram ส่งผลเสียหลายประการต่อวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง แม้จะไม่ใช่สาเหตุเดียวของปัญหาสุขภาพจิตที่แย่ลงก็ตาม โดยความเสี่ยงที่ถูกระบุ ได้แก่ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และการเข้าถึงเนื้อหาที่มีความรุนแรง

ทั้งนี้ การบังคับใช้จริงจำเป็นต้องมีระบบยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาในระดับสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงบางส่วนที่คัดค้าน โดยอาร์โนด์ แซงต์-มาร์แตง ส.ส.พรรคซ้ายจัด France Unbowed (LFI) วิจารณ์มาตรการดังกล่าวว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการปกครองเชิงดิจิทัล และเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป ต่อผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา องค์กรคุ้มครองเด็ก 9 แห่ง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเอาผิดกับแพลตฟอร์ม มากกว่าการแบนเด็กออกจากโซเชียลมีเดีย.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฝรั่งเศส

ญี่ปุ่นหิมะตกหนักติดต่อกัน 7 วันพายุหิมะถล่มแรงสุดเป็นประวัติการณ์ คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ศพ

ญี่ปุ่นหิมะตกหนักติดต่อกัน 7 วันพายุหิมะถล่มแรงสุดเป็นประวัติการณ์ คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ศพ

27 ม.ค. 2569 08:28 น.

ญี่ปุ่นหิมะตกหนักติดต่อกัน 7 วันพายุหิมะถล่มแรงสุดเป็นประวัติการณ์ คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ศพ

เผยสภาพอากาศหนาวจัดในญี่ปุ่น และอุบัติเหตุจากหิมะ คร่าชีวิตประชาชน 10 ศพ ในรอบ 7 วัน หลายพื้นที่หิมะสะสมเกินค่าเฉลี่ยทั้งปี ทางการเตือนระวังหิมะถล่ม–หิมะหล่นจากหลังคา

วันที่ 27 มกราคม 2569 กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน จากสภาพอากาศหนาวจัดและอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับหิมะทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้ จังหวัดนีงาตะ บนชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตถึง 6 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า 4 ศพ เสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพขณะกวาดหิมะหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วนที่เหลือเสียชีวิตจากการพลัดตกจากหลังคาบ้านระหว่างกำจัดหิมะ

เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาระบุว่า แม้หิมะตกหนักในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นจะเริ่มผ่านจุดหนักสุดแล้ว และสภาพอากาศเลวร้ายที่สุดเริ่มคลี่คลาย แต่ปริมาณหิมะที่สะสมในหลายพื้นที่ได้เกินค่าเฉลี่ยทั้งปีไปแล้ว แม้บางแห่งหิมะจะหยุดตกแล้วก็ตาม

โดยทางการญี่ปุ่นเตือนประชาชนในพื้นที่ที่มีหิมะสะสมจำนวนมากให้เฝ้าระวังดินถล่มจากหิมะ หิมะหล่นจากหลังคา และอุบัติเหตุระหว่างการกำจัดหิมะ โดยเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นและมีฝนตก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายซ้ำซ้อน

รายงานข่าวระบุว่า เมืองซัปโปโร ในจังหวัดฮอกไกโด มีหิมะตกสะสมมากกว่า 1 เมตร นับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่พื้นที่ซุคายุ ในเทือกเขาฮาโกดะ จังหวัดอาโอโมริ มีหิมะสะสมสูงถึง 4.5 เมตร ส่วนเมือง อุโอะนุมะ จังหวัดนีงาตะ ถูกหิมะฝังลึกเกือบ 2.5 เมตร

อย่างไรก็ตาม นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ความกดอากาศต่ำจะทวีกำลัง ส่งผลให้หิมะและลมแรงปกคลุมพื้นที่ตั้งแต่ฮอกไกโดถึงภูมิภาคโฮคุริกุ ในวันอังคารนี้ ขณะที่บางพื้นที่ในโฮคุริกุและชูโกกุอาจมีฝนตก และคาดว่าจะมีหิมะตกหนักอีกระลอก ตามแนวชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคตะวันตกในช่วงวันพฤหัสบดีและศุกร์นี้ จากมวลอากาศเย็นกำลังแรงที่เคลื่อนตัวลงไปทางใต้.

ที่มา NHK

สนามบินในเอเชีย เริ่มเฝ้าระวังไวรัส “นิปาห์” หลังพบระบาดในอินเดีย

สนามบินในเอเชีย เริ่มเฝ้าระวังไวรัส “นิปาห์” หลังพบระบาดในอินเดีย

27 ม.ค. 2569 06:06 น.

สนามบินในเอเชีย เริ่มเฝ้าระวังไวรัส “นิปาห์” หลังพบระบาดในอินเดีย

สนามบินในหลายพื้นที่ของเอเชียได้เริ่มยกระดับการเฝ้าระวังด้านสุขภาพและการตรวจคัดกรองการเดินทางอย่างเข้มงวด หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของ ไวรัสนิปาห์ในรัฐหนึ่งของอินเดีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 ว่า หลายประเทศและเขตการปกครองในเอเชียรวมถึง ไทย, เนปาล และเกาะไต้หวัน เริ่มบังคับใช้มาตรการเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์ตามสนามบินต่างๆ แล้ว หลังจากมีการยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อดังกล่าวในรัฐเบงกอลตะวันตกของประเทศอินเดียแล้ว 5 ราย

โรคนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยส่วนใหญ่แพร่กระจายจากหมูและค้างคาวที่ติดเชื้อมาสู่มนุษย์ แต่ก็สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างคนสู่คนได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า ความเสี่ยงที่ไวรัสตัวนี้จะแพร่กระจายเป็นวงกว้างนั้น ยังอยู่ในระดับต่ำ

ในรัฐเบงกอลตะวันตก มีผู้คนประมาณ 100 ราย กำลังอยู่ระหว่างการกักตัวหลังจากมีการตรวจพบไวรัสในโรงพยาบาล โดยมีแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่อีกหนึ่งรายที่มีผลตรวจเป็นบวก หลังจากพบผู้ติดเชื้อยืนยันสองรายแรก ซึ่งเป็นพยาบาลชายและหญิงจากเขตเดียวกัน

ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับการคัดกรองสุขภาพตามสนามบินหลักสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากรัฐเบงกอลตะวันตก โดยนำเทคนิคต่าง ๆ ที่เคยใช้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาอีกครั้ง

ผู้โดยสาร ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จะถูกเฝ้าระวังอาการไข้และอาการที่เกี่ยวข้องกับไวรัสนิปาห์ นอกจากนี้ยังมีการแจก “บัตรเตือนสุขภาพ” เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้เดินทางว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรหากมีอาการเจ็บป่วยด้วย

เจ้าหน้าที่ยังได้เพิ่มการทำความสะอาดและการเตรียมความพร้อมด้านการควบคุมโรคที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตด้วย เนื่องจาก สายการบินอินดิโก (Indigo) ของอินเดีย มีเที่ยวบินตรงให้บริการทุกวันระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติโกลกาตาในรัฐเบงกอลตะวันตกและภูเก็ต

ในการตอบข้อซักถามถึงความกังวลของสาธารณชนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวว่ายังไม่มีรายงานการตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ภายในประเทศ แต่ระดับการเฝ้าระวังจะยังคงอยู่ในเกณฑ์สูงต่อไป

ส่วนที่เนปาล รัฐบาลได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจเช็กสุขภาพ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวันในกรุงกาฐมาณฑุ รวมถึงตามจุดผ่านแดนทางบกสำคัญที่ติดกับอินเดีย เพื่อพยายามสกัดกั้นไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ประเทศ

ทางการเนปาลจัดตั้งจุดบริการด้านสุขภาพเพื่อคัดกรองผู้เดินทางที่มีอาการป่วย นอกจากนี้ โรงพยาบาลและจุดบริการสุขภาพชายแดนยังได้รับคำสั่งให้รายงานและจัดการกับกรณีที่น่าสงสัย เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่เกิดจากพรมแดนแบบเปิดและการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากรัฐเบงกอลตะวันตกที่อยู่ติดกันในแต่ละวัน

ในขณะเดียวกัน ทางการสาธารณสุขของไต้หวันกำลังวางแผนที่จะกำหนดให้การติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็น “โรคติดต่อที่ต้องแจ้งประเภทที่ 5” ซึ่งเป็นระดับการจำแนกสูงสุดสำหรับโรคอุบัติใหม่ร้ายแรงตามกฎหมายท้องถิ่น

การดำเนินการครั้งนี้ ซึ่งต้องผ่านระยะเวลารับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 60 วันก่อนจะมีผลบังคับใช้ จะกำหนดให้ต้องมีการรายงานเหตุการณ์ในทันทีและมีมาตรการควบคุมพิเศษหากพบผู้ติดเชื้อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่ออัตราการเสียชีวิตที่สูงและความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างของไวรัสนิปาห์

ศูนย์ควบคุมโรคของไต้หวันระบุว่า ไต้หวันยังคงระดับการแจ้งเตือนการเดินทางเป็น “สีเหลือง” หรือระดับ 2 ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนให้ผู้เดินทางใช้ความระมัดระวังในการไปเยือนรัฐเกรละ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย

นายหลิน หมิงเฉิง รองอธิบดีกรมควบคุมโรคของไต้หวัน กล่าวว่า คำแนะนำการเดินทางจะมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : independent

ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ไฟยังดับกระทบคนนับแสน

ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ไฟยังดับกระทบคนนับแสน

27 ม.ค. 2569 04:45 น.

ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ไฟยังดับกระทบคนนับแสน

พายุฤดูหนาวที่กำลังพัดถล่มสหรัฐฯ กว่าครึ่งประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ เที่ยวบินถูกยกเลิกวันละหลายพันถึงหมื่นเที่ยว ขณะที่ประชาชนยังไม่มีไฟฟ้าใช้อีกหลายแสนราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุฤดูหนาวที่ทวีความรุนแรงและพัดถล่มพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้สายการบินต่าง ๆ ต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายพันเที่ยวและล่าช้าอีกจำนวนมากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ม.ค. 2569) เนื่องจากฝนเยือกแข็ง และหิมะที่ตกหนักส่งผลกระทบต่อการเดินทางและทำให้โครงข่ายคมนาคมหยุดชะงัก

ข้อมูลจาก FlightAware ระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ มีเที่ยวบินถูกยกเลิกไปแล้วประมาณ 5,300 เที่ยว และล่าช้ากว่า 4,300 เที่ยว หลังจากที่เมื่อวันอาทิตย์มีการยกเลิกเที่ยวบินไปมากกว่า 11,000 เที่ยว ซึ่งถือเป็นสถิติรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ด้านการบิน Cirium

คนเดินถนนกำลังเดินอยู่บนถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ในนครนิวยอร์ก
คนเดินถนนกำลังเดินอยู่บนถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ในนครนิวยอร์ก

ในขณะเดียวกันข้อมูลจากเว็บไซต์ PowerOutage.us ระบุว่า ในวันจันทร์ยังมีประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟดับอีกกว่า 800,000 ราย ตั้งแต่รัฐเทนเนสซีไปจนถึงกลุ่มรัฐแคโรไลนา โดยรัฐเทนเนสซีเป็นพื้นที่ที่มีรายงานเคสไฟฟ้าดับมากที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไข

พายุฤดูหนาวยังเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ แล้วอย่างน้อย 20 ศพ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 รายในรัฐนิวยอร์กนับตั้งแต่วันศุกร์ ขณะที่รัฐอื่น ๆ อย่างเทนเนสซี, ลุยเซียนา, แมสซาชูเซตส์, แคนซัส และเพนซิลเวเนีย ก็มีรายงานผู้เสียชีวิตเช่นกัน

ตำรวจในรัฐเท็กซัสระบุด้วยว่า มีเด็กสาววัย 16 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะเล่นเลื่อนหิมะ

ผู้อยู่อาศัยกำลังกวาดหิมะออกจากรถของตน หลังจากเกิดพายุหิมะในเมืองซัมเมอร์วิลล์ รัฐแมสซาชูเซตส์
ผู้อยู่อาศัยกำลังกวาดหิมะออกจากรถของตน หลังจากเกิดพายุหิมะในเมืองซัมเมอร์วิลล์ รัฐแมสซาชูเซตส์

ทั้งนี้ สำนักงานบริการสภาพอากาศ (NWS) ของสหรัฐฯ ระบุว่า ความกดอากาศต่ำทางตอนใต้ของนิวอิงแลนด์คาดว่าจะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกในวันจันทร์ ซึ่งจะทำให้มีหิมะตกหนักในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเกิดฝนเยือกแข็งครอบคลุมพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของภูมิภาคมิด-แอตแลนติก

NWS เตือนด้วยว่า มีความเป็นไปได้เพิ่มมากขึ้นที่จะเกิดพายุฤดูหนาวรุนแรงอีกลูก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ โดยพวกเขาย้ำว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะทราบรายละเอียดที่แน่ชัด ซึ่งพวกเขาจะคอยแจ้งข้อมูลอัปเดตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์

ผู้เชี่ยวชาญจาก AccuWeather ระบุว่าพายุฤดูหนาวที่พัดถล่มรัฐต่าง ๆ มากกว่า 24 รัฐในครั้งนี้ คาดว่าจะสร้างความเสียหายเบื้องต้นและความสูญเสียทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระหว่าง 1.05 แสนล้านดอลลาร์ ถึง 1.15 แสนล้านดอลลาร์ สูงที่สุดนับตั้งแต่เหตุไฟไหม้ป่าในพื้นที่ลอสแอนเจลิส

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ระบุในประกาศแจ้งเตือนว่า ข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ ซึ่งรวมถึงหิมะ ฝนเยือกแข็ง และทัศนวิสัยต่ำ กำลังส่งผลกระทบต่อศูนย์กลางการบินหลัก ๆ เช่น บอสตัน และน่านฟ้าในบริเวณพื้นที่นิวยอร์ก

ภาพวิวตึกวันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และย่านแมนแฮตตันตอนล่างในนครนิวยอร์ก กับแม่น้ำฮัดสันที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง
ภาพวิวตึกวันเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และย่านแมนแฮตตันตอนล่างในนครนิวยอร์ก กับแม่น้ำฮัดสันที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง

ขณะที่ HotelPlanner เว็บไซต์จองโรงแรมออนไลน์ระบุว่า อัตราการยกเลิกการจองโรงแรมทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาพุ่งสูงขึ้นถึง 36% ในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้าและระหว่างที่พายุเฟิร์น (Fern) พัดถล่ม

พายุลูกนี้ยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการส่งพัสดุอย่าง UPS ระบุว่าสภาพอากาศที่รุนแรงอาจทำให้บริการในบางพื้นที่หยุดชะงัก พร้อมเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติมต่อเครือข่ายการขนส่งทางอากาศ รวมถึงที่ศูนย์กระจายสินค้าหลักในเมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

27 ม.ค. 2569 03:20 น.

ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผู้ตรวจการชายแดนไปคุมปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในมินนิโซตา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนตายแล้ว 2 ศพ

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจส่งผู้ตรวจการชายแดน (Border Czar) ทิม โฮแมน ไปยังรัฐมินนิโซตา และว่าเขาได้พูดคุยกับนาย ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาแล้ว หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสังหารประชาชนรายที่ 2 ในเมืองมินนิอาโพลิส

เมืองมินนิอาโพลิสตกอยู่ในสภาวะสั่นคลอนจากการประท้วง นับตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ยิงนาย อเล็กซ์ เพรตติ พยาบาลแผนกไอซียูเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการสังหาร เรเน กูด คุณแม่ลูกสาม

“ผมกำลังส่ง ทอม โฮแมน ไปยังมินนิโซตาในคืนนี้ เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นมาก่อน แต่เขารู้จักและชื่นชอบผู้คนที่นั่นหลายคน ทอมเป็นคนเด็ดขาดแต่ยุติธรรม และจะรายงานตรงต่อผม” ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา

ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า โฮแมน ซึ่งเป็นมือขวาของทรัมป์ด้านความมั่นคงชายแดน จะทำหน้าที่ “บริหารจัดการการปฏิบัติการของ ICE ในพื้นที่รัฐมินนิโซตา เพื่อเดินหน้าจับกุมอาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายที่เลวร้ายที่สุดต่อไป”

การตัดสินใจส่งโฮแมนไปในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ เนื่องจากมีรายงานว่าทรัมป์พึงพอใจกับการใช้วิธีเจาะจงเป้าหมายมากกว่าปฏิบัติการจู่โจมตรวจคนเข้าเมืองแบบฉับพลัน ที่คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิให้การสนับสนุน

นายทรัมป์บอกด้วยว่า เขาได้ต่อสายพูดคุยกับ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาแล้ว และเป็นการพูดคุยที่ดีมาก “อันที่จริง เราดูเหมือนจะมีคลื่นความถี่ที่ตรงกัน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าวอลซ์เป็นฝ่ายโทรหาเขา “ด้วยคำร้องขอที่จะทำงานร่วมกัน”

“ผมบอกผู้ว่าฯ วอลซ์ว่า ผมจะให้ ทอม โฮแมน โทรหาเขา และสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่คืออาชญากรทุกคนที่พวกเขาควบคุมตัวไว้” ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ในขณะเดียวกัน ความโกรธแค้นต่อการสังหารเพรตตีวัย 37 ปีพุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แม้แต่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองก็เรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุสังหารนี้อย่างละเอียด หลังคำพูดของฝ่ายรัฐบาลสวนทางกับภาพที่ปรากฏในคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุ

ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว อ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนความพยายามปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง แต่ภาพที่ปรากฏกลับแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามจะหยิบปืนแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

27 ม.ค. 2569 02:23 น.

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ประกาศพอกันทีกับคำสั่งของสหรัฐฯ ที่เขาแทรกแซงนักการเมืองในเวเนซุเอลา ยืนยันขอแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ม.ค. 2569 ว่า นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวว่า เธอ “พอแล้ว” กับคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะที่เธอกำลังพยายามสร้างความสามัคคีภายในชาติ หลังจากที่อดีตผู้นำ นิโคลัส มาดูโร ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

โรดริเกซต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำรักษาการ โดยเธอต้องรักษาสมดุลระหว่างการดึงกลุ่มผู้ภักดีต่อมาดูโรให้ยังคงให้ความร่วมมือภายในประเทศ ไปพร้อมกับการพยายามทำให้ทำเนียบขาวพึงพอใจ

ปัจจุบัน หลังจากดำรงตำแหน่งใหม่มาได้เกือบหนึ่งเดือน โรดริเกซได้เริ่มโต้ตอบสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อเรียกร้องหลายประการที่ต้องการให้เวเนซุเอลากลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันอีกครั้ง

“พอกันทีสำหรับคำสั่งจากวอชิงตันที่มีเหนือนักการเมืองในเวเนซุเอลา” เธอกล่าวต่อหน้ากลุ่มคนงานน้ำมันในเมือง ปอร์โต ลา ครูซ (Puerto La Cruz) ซึ่งถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ช่อง “เวเนโซลานา เด เตเลบิซิออน” (Venezolana de Televisión) ของรัฐบาล

“ขอให้การเมืองของเวเนซุเอลาเป็นผู้แก้ไขความแตกต่างและความขัดแย้งภายในของเราเอง สาธารณรัฐแห่งนี้ได้จ่ายราคาที่แพงเหลือเกินจากการที่ต้องเผชิญกับผลกระทบของลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิสุดโต่งในประเทศของเรา”

โรดริเกซ ซึ่งเป็นอดีตรองประธานาธิบดีในสมัยของมาดูโร ยืนกรานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ปกครองเวเนซุเอลา แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้พยายามแสวงหาความขัดแย้งกับวอชิงตัน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เคยกล่าวอ้างว่าสหรัฐฯ “จะเข้าไปบริหาร” เวเนซุเอลา ทันทีหลังจากที่มาดูโรถูกจับกุม แต่ในภายหลังเขากลับให้การสนับสนุนโรดริเกซในฐานะผู้นำรักษาการของประเทศ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับรักษาการผู้นำเวเนซุเอลา และชื่นชมเธอว่าเป็น “คนที่ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเสริมว่า “ผมคิดว่าเรากำลังไปได้สวยกับเวเนซุเอลา”

รัฐบาลของทรัมป์ได้กำหนดข้อเรียกร้องหลายประการที่เวเนซุเอลาต้องยอมรับ ซึ่งรวมถึงการตัดความสัมพันธ์กับจีน อิหร่าน รัสเซีย และคิวบา พร้อมทั้งตกลงที่จะเป็นพันธมิตรด้านการผลิตน้ำมันกับสหรัฐฯ เพียงผู้เดียว ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวในขณะนั้น

นอกจากนี้ โรดริเกซยังถูกคาดหวังว่า ต้องให้ความสำคัญกับรัฐบาลทรัมป์และบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรกสำหรับการซื้อขายน้ำมันในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ ชายโยนวัตถุต้องสงสัย เข้ากลางฝูงชน

อพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ ชายโยนวัตถุต้องสงสัย เข้ากลางฝูงชน

27 ม.ค. 2569 00:03 น.

อพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ ชายโยนวัตถุต้องสงสัย เข้ากลางฝูงชน

เจ้าหน้าที่ของออสเตรเลียอพยพจัตุรัสเมืองเพิร์ธ หลังชายคนหนึ่งโยนวัตถุต้องสงสัยเป็นระเบิดเข้ากลางฝูงชนที่กำลังชุมนุมกัน โดยชายคนนี้ถูกจับกุมตัวแล้ว และไม่มีการระเบิดเกิดขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 ตำรวจออสเตรเลียรายงานว่า ชายคนหนึ่งถูกจับกุมตัวหลังก่อเหตุโยนวัตถุที่ตำรวจเชื่อว่าอาจบรรจุระเบิดเข้าไปในกลุ่มฝูงชน ที่ลานคนเดินในเมืองเพิร์ธ ทางตะวันตกของประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอพยพผู้คนออกจากตลาด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ฟอเรสต์ เพลซ (Forrest Place) ซึ่งเป็นจัตุรัสคนเดินในเมืองเพิร์ธ ในขณะที่ประชาชนหลายพันคนมารวมตัวกันเพื่อร่วมการชุมนุมสนับสนุนสิทธิของชาวพื้นเมือง นอกจากนี้ เหตุการณ์ยังเกิดขึ้นตรงกับ “วันออสเตรเลีย” (Australia Day) ซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติอีกด้วย

ชายวัย 31 ปีรายนี้ถูกควบคุมตัวได้ในที่เกิดเหตุและยังคงถูกคุมขังภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตำรวจระบุว่าวัตถุดังกล่าวไม่ได้เกิดการระเบิดขึ้น และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่ถึงสองเดือนหลังจากเหตุโจมตีบริเวณหาดบอนได ในซิดนีย์ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เทศกาลของชาวยิวและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ศพ

พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า พวกเขาเห็นชายคนหนึ่งขว้างวัตถุไปยังบริเวณด้านหน้าเวทีในขณะที่กำลังมีการกล่าวสุนทรพจน์ในการชุมนุม “วันรุกราน” (Invasion Day)

นายคอล แบลนซ์ ผู้บัญชาการตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียบอกกับสื่อว่า วัตถุดังกล่าวไม่ระเบิด แต่ภายในมีลูกปืนเหล็กและสกรูพันรอบภาชนะแก้วที่บรรจุของเหลวไม่ทราบชนิดไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบว่าของเหลวดังกล่าวคืออะไร

ทั้งนี้ วันออสเตรเลีย (Australia Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มกราคม เป็นวันรำลึกถึงการขึ้นฝั่งของกองเรือที่หนึ่งจากอังกฤษ ณ อ่าวซิดนีย์คอฟ เมื่อปี 1788 (พ.ศ.2331) และเป็นจุดเริ่มต้นของการล่าอาณานิคม ทำให้ชาวออสเตรเลียพื้นเมืองจำนวนมากและผู้สนับสนุนเรียกวันนี้ว่าเป็น “วันรุกราน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายแล้ว

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายแล้ว

26 ม.ค. 2569 22:50 น.

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายแล้ว

กองทัพอิสราเอลยืนยันว่า กลุ่มฮามาสคืนร่างตัวประกันรายสุดท้ายให้กับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว หลังจากตามหามานานเกือบ 4 เดือน เปิดทางก้าวเข้าสู่แผนการสันติภาพระยะที่ 2

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับร่างของ จ่าสิบเอก แรน กวิลี ซึ่งเป็นตัวประกันรายสุดท้ายที่เหลืออยู่ในฉนวนกาซาคืนจากกลุ่มฮามาสแล้ว เกือบ 4 เดือนหลังจากทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ระงับสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 2 ปี

ตามข้อตกลง กลุ่มฮามาสจะต้องส่งคืนตัวประกันทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิตแล้ว ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม โดยฮามาสคืนตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้ง 20 คนไปแล้ว และทยอยคืนศพตัวประกันอิสราเอลและชาวต่างชาติอีก 27 ราย เหลือเพียงร่างของนายกวิลี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิสราเอลระบุว่าจะกลับมาเปิดจุดข้ามแดนสำคัญระหว่างฉนวนกาซาและอียิปต์อีกครั้ง เมื่อปฏิบัติการค้นหาและส่งคืนร่างของนายกวิลีเสร็จสิ้นลง

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวถึงการนำร่างของนายกวิลีกลับมาว่า เป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมเหนือธรรมดา “เราสัญญาไว้ และผมก็ได้สัญญาไว้ ว่าจะพาทุกคนกลับบ้าน เราพาทุกคนกลับมาแล้วจนถึงตัวประกันคนสุดท้าย”

ด้านนายฮาเซม กัสเซม โฆษกกลุ่มฮามาส กล่าวว่าการค้นพบร่างตัวประกันรายสุดท้ายนี้ “เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของฮามาสต่อข้อกำหนดทั้งหมดในข้อตกลงหยุดยิง”

อนึ่ง การคืนร่างนายกวิลีถือเป็นการเปิดทางให้อิสราเอลและฮามาส สามารถก้าวไปสู่ “เฟส 2” หรือ “ระยะที่ 2” ของแผนสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้

ระยะที่สองนั้นมีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูและทำให้ฉนวนกาซาเป็นเขตปลอดทหารโดยสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงการปลดอาวุธกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่น ๆ ด้วย โดยก่อนหน้านี้อิสราเอลได้ปฏิเสธที่จะดำเนินการต่อจนกว่าจะพบร่างของนายกวิลี

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุในแถลงการณ์ว่า “จากข้อมูลและข่าวกรองที่มีอยู่ จ่าสิบเอก (กองหนุน) แรน กวิลี… นักรบหน่วยคอมมานโด ยามาม (Yamam) ซึ่งมีอายุ 24 ปีในขณะเสียชีวิต ได้พลีชีพในการรบเมื่อเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2566 และร่างของเขาถูกลักพาไปยังฉนวนกาซา”

ทั้งนี้ การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 ราย และมีชาวอิสราเอลกับชาวต่างชาติประมาณ 251 คนถูกจับไปเป็นตัวประกัน โดยส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวในขณะที่มีชีวิตอยู่ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อแลกกับการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ 250 คน และผู้ถูกคุมขังจากกาซาอีก 1,718 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวไทยในแคนาดา ฝ่าลมหนาว -30 องศา ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคึกคัก

ชาวไทยในแคนาดา ฝ่าลมหนาว -30 องศา ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคึกคัก

26 ม.ค. 2569 21:53 น.

ชาวไทยในแคนาดา ฝ่าลมหนาว -30 องศา ใช้สิทธิ์เลือกตั้งคึกคัก

ชาวไทยในแคนาดาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรคึกคัก ระหว่างวันที่ 24-25 มกราคม 2569 ที่ สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา กับนครแวนคูเวอร์ ท่ามกลางอากาศหนาว -30 องศา

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 สถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ ได้จัดให้มีการใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร สำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรกับสถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ ซึ่งครอบคลุมคนไทยที่อาศัยในพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันตก ได้แก่ รัฐบริติชโคลัมเบีย รัฐอัลเบอร์ทา ฯลฯ

นายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ นครแวนคูเวอร์
นายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ นครแวนคูเวอร์

โดยนายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ นครแวนคูเวอร์ ให้ข้อมูลว่า สถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ได้เปิดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและได้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ด้วยการเข้าคูหาเดินทางมาลงคะแนนได้ระหว่างเวลา 10.00-16.00 นาฬิกา ของวันเสาร์ที่ 24 – วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ซึ่งมีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิ์อย่างคับคั่ง

ส่วนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ นายจุมพฏ ฉวาง กล่าวว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ได้ทยอยส่งบัตรลงคะแนนและบัตรลงประชามติกลับมาที่สถานกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์เป็นจำนวนมากแล้ว

ด้านหน่วยเลือกตั้ง ณ สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา อุปทูตรักษาการ นางสาวปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ กล่าวว่าสำหรับผู้ใช้สิทธิ์ลงทะเบียนที่หน่วยเลือกตั้งนั้น สถานเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวาได้เปิดให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เดินทางมาใช้สิทธิ์ได้ในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ระหว่างเวลา 09:00-16:00 น.

การเปิดคูหาเลือกตั้งที่ สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา เริ่มจากการตรวจหีบบัตรลงคะแนนโดยนายชารีฟ โยธาสมุทร เลขานุการเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการประจำที่เลือกตั้งในครั้งนี้ ได้เชิญผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 2 คนเป็นพยานในการตรวจหีบบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและหีบบัตรออกเสียงประชามติว่าไม่มีบัตรหรือเอกสารใดอยู่ในกล่อง ก่อนที่จะปิดหีบ หลังจากนั้นจึงประกาศเปิดคูหาเลือกตั้งในเวลา 9 นาฬิกาตรง ตามเวลาท้องถิ่นกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา

ซึ่งมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันออก เช่น รัฐออนแทรีโอ รัฐควิเบก ฯลฯ ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์โดยการเข้าคูหาทยอยเดินทางมาใช้สิทธิ์ตลอดวัน ท่ามกลางอุณหภูมิ ลบ 30 องศาเซลเซียสและพายุหิมะครอบคลุมพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันออกและพื้นที่แอตแลนติกซึ่งเป็นเขตอาณาของสถานเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวา

ด้านการใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ นางสาวปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ กล่าวว่าได้จัดส่งบัตรเลือกตั้งและบัตรลงประชามติทางไปรษณีย์ให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ทางไปรษณีย์ทยอยส่งบัตรลงคะแนนเลือกตั้งกลับมายังสถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวาแล้วจำนวนมาก และสถานเอกอัครราชทูตฯ มีกำหนดจะนำส่งบัตรเลือกตั้งกลับไปนับคะแนนที่ประเทศไทยทางถุงเมล์การทูตโดยเที่ยวบินตรงไปยังประเทศไทย 2 รอบ โดยรอบแรก ในวันที่ 26 มกราคม 2569 และรอบที่สอง ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

นอกจากนี้ นางสาวปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ ได้กล่าวขอบคุณผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติทุกท่านที่ได้เดินทางมาใช้สิทธิ์ที่คูหา และได้ทยอยส่งซองไปรษณีย์บรรจุบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติกลับมาที่สถานเอกอัครราชทูตฯ มาในโอกาสนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้มีนักเรียนนักศึกษาที่มาใช้สิทธิ์เป็นครั้งแรกด้วย โดยต่างดีใจที่มีโอกาสในการใช้สิทธิ์ของตัวเอง แม้จะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยก็ตาม

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่แน่น

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง "บ้านใหญ่" เกาะพื้นที่แน่น

26 ม.ค. 2569 18:26 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่แน่น

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “นักวิชาการ” มอง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่ไม่ปล่อย หวังโกยคะแนน สส.เขต ด้านพรรคประชาชน ปลุกกระแส “พิธา” ชิงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งทั่วไปกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุด ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่แต่ละพรรคการเมืองต่างเร่งวางหมากทางยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในนาทีสุดท้าย ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนทิศทางการเมืองในระยะสั้น แต่ยังอาจกำหนดสมดุลอำนาจทางการเมืองในอนาคตอันใกล้ด้วย

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมการเมืองไทยมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับทัพภายในพรรค การดึงบุคคลสำคัญกลับมามีบทบาท รวมถึงการเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บางพรรคเน้นสร้างกระแสในระดับประเทศ ขณะที่บางพรรคเลือกทำงานเงียบในระดับพื้นที่ เพื่อรักษาฐานเสียงเดิมและขยายแนวร่วมใหม่อย่างเป็นระบบ

เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันเพียงที่กระแสนิยมหรือภาพลักษณ์ผู้นำเท่านั้น หากแต่เป็นการวัดพลังของโครงสร้างพรรค เครือข่ายในพื้นที่ และความแม่นยำของยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดกำลังจะถูกพิสูจน์ผ่านผลการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามไปยัง ศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 โดย ศ.ดร.ยุทธพร ได้ประเมินแนวโน้มและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองสำคัญ 5 พรรค ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายของศึกเลือกตั้ง2569 ไว้ดังนี้

พรรคประชาชน

การนำ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กลับมาช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้บรรยากาศของฐานเสียงพรรคกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่มีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากจำนวนผู้เข้าร่วมการปราศรัยที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้าย ยุทธศาสตร์หลักของพรรคประชาชนคือการให้นายพิธาลงพื้นที่สำคัญที่ยังมีความเสี่ยงในการได้คะแนน เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี

สิ่งนี้ทำให้ ศ.ดร.ยุทธพร เชื่อว่าในช่วงเวลาที่เหลือ นายพิธาจะไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน และต้องลงพื้นที่เหล่านี้เพื่อกระตุ้นฐานคะแนนของพรรคให้กลับมาอีกครั้ง แต่หากจะหวังผลถึงระดับแลนด์สไลด์ คงยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันไม่มีแรงส่งทางการเมืองเหมือนกับการเลือกตั้งปี 66ที่ผ่านมา

การเลือกตั้งปี 66 คะแนนนิยมของนายพิธามีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของพรรคก้าวไกล แต่ก็ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว ยังมีแรงหนุนอื่นๆ เข้ามาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังอำนาจ คสช.คลายตัวอย่างแท้จริง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงการยุบพรรคอนาคตใหม่ที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 63 และ 64 ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งในปี 66

ส่วนการใช้กลยุทธ์การหาเสียงแบบแบ่งขั้วทางการเมือง เช่น วลี “มีลุงไม่มีเรา” แม้จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความเกลียดชังทางการเมือง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กลับกลายเป็นจุดแข็งของพรรคประชาชนในปัจจุบัน เช่น การนำวลี “ทหารมีไว้ทำไม” กลับมาใช้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำแนวทางเดิม และสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีบริบทที่แตกต่างจากปี 66 อย่างชัดเจน

สำหรับจำนวนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าพรรคประชาชนยังมีโอกาสได้จำนวนใกล้เคียงกับการเลือกตั้งปี 66 เนื่องจากคะแนนนิยมของพรรคจำนวนมากมาจากกระแสในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเอื้อต่อการเก็บคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อโดยตรง

พรรคภูมิใจไทย

จุดได้เปรียบสำคัญของพรรคภูมิใจไทยคือการมีฐาน “บ้านใหญ่สายตระกูลการเมือง” อยู่ในพรรคเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีบ้านใหญ่อยู่ประมาณ 86 ตระกูล เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียงราว 40 กว่าตระกูล ส่งผลให้พรรคมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตค่อนข้างสูง แม้จำนวน สส. ที่ได้รับอาจไม่เข้ามาครบทั้งหมด และอาจมีการตกหล่นราว 20–30% แต่โดยภาพรวม สส. ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มบ้านใหญ่ที่อยู่กับพรรคมาอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ พรรคภูมิใจไทยยังต้องแข่งขันโดยตรงกับพรรคประชาชน เช่น จังหวัดชลบุรี ซึ่งพรรคเลือกใช้ยุทธศาสตร์การล็อกเป้าหมายและการควบคุมฐานหัวคะแนนอย่างเข้มข้น

แม้กระแสของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงตัวนายอนุทิน ในภาพรวมช่วงหลังจะดูเงียบลง แต่ไม่ได้หมายความว่าฐานเสียงในพื้นที่จะอ่อนแรงลงแต่อย่างใด เนื่องจากการทำงานระดับพื้นที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พรรคจึงไม่ได้เน้นการลงพื้นที่เชิงกระแสหรือการจัดเวทีดีเบตมากนัก เพราะไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลัก หากแต่เลือกใช้แนวทางการประคับประคองและรักษาฐานเสียงเดิม เพื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 69 อย่างมั่นคง

ในส่วนของจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งปี 66 พรรคภูมิใจไทยได้เพียง 3 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งปี 69 ครั้งนี้ ด้วยจำนวน สส.บ้านใหญ่ที่เพิ่มขึ้นและฐานคะแนนที่ติดมากับตระกูลการเมืองเหล่านี้ คาดว่าอาจได้ สส.บัญชีรายชื่อประมาณ 15 ที่นั่ง แต่ไม่น่าจะมากไปกว่านี้ เนื่องจากคะแนนนิยมในระดับประเทศยังเป็นรองพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้มักมีการมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็น “พรรคต่ำร้อย” หรือเป็นพรรคที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยจนเสี่ยงจะสูญพันธุ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ยุทธพรเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าพรรคเพื่อไทยยังมีศักยภาพที่จะได้ที่นั่ง สส. ถึงระดับ 100 ที่นั่ง วาทกรรมที่ว่า “เพื่อไทยเลือดไหล” หรือ “เพื่อไทยเลือดไหลไม่หยุด” นั้น ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี พบว่าการสูญเสีย สส. ของพรรคเพื่อไทยมีเพียงราว 9% เท่านั้น อีกทั้งยังมี สส. จากพรรคการเมืองอื่นย้ายเข้ามาเสริม ทำให้ภาพรวมของพรรคไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

อีกปัจจัยสำคัญคือการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างนายยศชนัน ซึ่งช่วยดึงคะแนนนิยมและรักษาฐานเสียงเดิมของพรรคไว้ได้ โดยแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน นายสุริยะเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้สนับสนุน นายยศชนันเป็นตัวแทนของตระกูลชินวัตร และนายจุลพันธ์เป็นตัวแทนของ สส. และคนในพรรคในฐานะหัวหน้าพรรค ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยมีความครบถ้วนในทุกมิติ

ในเชิงโครงสร้าง พรรคเพื่อไทยยังคงมีฐานแฟนคลับครอบคลุมทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เคยเป็นจุดอ่อนเริ่มลงตัวมากขึ้น ฐานผู้สนับสนุนเดิมยังคงมีความศรัทธาอยู่ สิ่งที่อาจลดลงบ้างคือ สส. เขต ซึ่งส่วนหนึ่งย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ยังไม่ทำให้พรรคเพื่อไทยหลุดจากระดับเกิน 100 ที่นั่ง และยังมีโอกาสขึ้นมาเป็นอันดับสอง

ภาพรวม ศ.ดร.ยุทธพร เชื่อว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสามพรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย จะมีจำนวนที่นั่งใกล้เคียงกัน โดยช่องว่างไม่น่าจะเกิน 20–30 ที่นั่ง และผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างสูสี

สำหรับจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งปี 66 พรรคเพื่อไทยได้ถึง 29 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งปี 69ครั้งนี้ คาดว่าจำนวนจะลดลงเหลือไม่เกิน 20 ที่นั่ง

พรรคกล้าธรรม

พรรคกล้าธรรมถือเป็นพรรคที่มาอย่างเงียบๆ แทบไม่ปรากฏในเวทีดีเบต ไม่เด่นในโซเชียลมีเดีย และไม่อยู่ในโพลล์ต่างๆ เนื่องจากพรรคไม่ได้ใช้ยุทธศาสตร์ด้านกระแส หากถามว่าพรรคกล้าธรรมหายไปไหน ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าเขา “หายไปอยู่ในสภา” มากกว่า เพราะพรรคเลือกใช้ยุทธวิธีการล็อกเป้าหัวคะแนนในพื้นที่เป็นหลัก

ทั้งนี้ ศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่าอย่างน้อยพรรคกล้าธรรมจะได้ที่นั่งประมาณ 40–50 ที่นั่ง อีกทั้งยังมี สส. ที่ไหลออกจากพรรคประชาธิปัตย์ราว 20 คน รวมถึงคะแนนจากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ดึงมาจากพรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อย ทำให้พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคขนาดกลาง กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา

พรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถเรียกคะแนนเสียงจากภาคใต้กลับมาได้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งช่วยปลุกฐานแฟนคลับเดิมให้กลับมามีความคึกคักและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผู้สมัครในภาคใต้ พบว่าหลายเขตเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่อาจทำให้จำนวนที่นั่งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

มีความเป็นไปได้ว่าพรรคจะได้ที่นั่งในภาคใต้ประมาณ 10 ที่นั่ง และอาจได้เพิ่มเติมจากบัญชีรายชื่อบางส่วน ขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพรรคตั้งเป้าจะทวงคืนความเป็นเจ้าพื้นที่ คาดว่าอาจทำได้เพียง 1–2ที่นั่งเท่านั้น ส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่าอาจได้ประมาณ 10 ที่นั่ง จากกระแสความนิยมของนายอภิสิทธิ์

บทสรุปการเลือกตั้ง 69

การเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นและหลากหลายเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรคการเมือง ทั้งการเร่งสร้างกระแสในระดับประเทศ การรักษาฐานเสียงเดิมในพื้นที่ และการอาศัยโครงสร้างเครือข่ายทางการเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ภาพรวมการแข่งขันมีแนวโน้มออกมาอย่างสูสี โดยผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความแข็งแรงของโครงสร้างพรรค ความต่อเนื่องในการทำงานในพื้นที่ และความแม่นยำของยุทธศาสตร์ที่แต่ละพรรควางไว้ ซึ่งทั้งหมดจะถูกสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่จะถึงนี้