รัสเซียช็อก ระเบิดคร่าตำรวจอีก 2 ในมอสโก ใกล้จุดนายพลโดนสังหาร

รัสเซียช็อก ระเบิดคร่าตำรวจอีก 2 ในมอสโก ใกล้จุดนายพลโดนสังหาร

24 ธ.ค. 2568 23:04 น.

รัสเซียช็อก ระเบิดคร่าตำรวจอีก 2 ในมอสโก ใกล้จุดนายพลโดนสังหาร

เกิดเหตุระเบิดในกรุงมอสโกของรัสเซียอีกครั้ง ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย เพียงไม่กี่วันหลังเกิดระเบิดคาร์บอมบ์ จนทำให้นายพลคนหนึ่งของกองทัพรัสเซียเสียชีวิต

ในวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 เกิดเหตุระเบิดในกรุงมอสโกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ หลังจากตำรวจ 2 นายพยายามเข้าไปตรวจสอบชายคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ในบริเวณใกล้กับจุดที่นายพลระดับสูงเพิ่งเสียชีวิตจากเหตุระเบิดคาร์บอมบ์เมื่อ 2 วันก่อน ซึ่งทางการรัสเซียอ้างว่าเป็นฝีมือของหน่วยข่าวกรองยูเครน

ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่รัสเซียยกทัพบุกโจมตีเต็มรูปแบบในยูเครน มีบุคคลสำคัญในกองทัพรัสเซียและกระบอกเสียงผู้สนับสนุนสงครามในยูเครนถูกลอบสังหารไปแล้วหลายราย โดยมีหลายครั้งที่หน่วยข่าวกรองของกองทัพยูเครนออกมายอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 ธ.ค.) เกิดระเบิดคาร์บอมบ์บริเวณลานจอดรถทางตอนใต้ของกรุงมอสโก เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ทำให้พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมการปฏิบัติการแห่งคณะเสนาธิการกองทัพรัสเซียเสียชีวิต แต่ยังไม่มีใครออกมาอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

สำหรับกรณีล่าสุด คณะกรรมการสอบสวนแห่งรัฐของรัสเซียระบุว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายเข้าไปหาชายที่ทำตัวผิดปกติ กลับเกิดการระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นายเสียชีวิต และมีบุคคลที่สามเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าบุคคลที่สามนั้นคือใคร

ทางการรัสเซียระบุอีกว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนคดีอาญา ภายใต้กฎหมายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และการลักลอบค้าอุปกรณ์ระเบิดผิดกฎหมาย

ขณะที่ช่องข่าวอย่างไม่เป็นทางการของรัสเซียในเทเลแกรม (Telegram) อ้างว่า มือระเบิดคือหนึ่งในผู้เสียชีวิต โดยเขาได้จุดชนวนระเบิดในขณะที่ตำรวจเดินเข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรัสเซียยังไม่มีการยืนยันเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าไต้หวัน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าไต้หวัน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

24 ธ.ค. 2568 21:35 น.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าไต้หวัน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.1 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน ทำให้อาคารสั่นสะเทือน แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้บาดเจ็บ

กรมอุตุนิยมวิทยาของไต้หวันรายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.1 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะไต้หวัน เมื่อช่วงเย็นของวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้ตัวอาคารในกรุงไทเปสั่นไหว แต่ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.47 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ระดับความลึก 11.9 กิโลเมตร ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ประเมินความรุนแรงไว้ที่ระดับ 6.0

สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายต่อระบบโครงข่ายการคมนาคมบนเกาะ ด้านบริษัท TSMC ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน แถลงว่าแรงสั่นสะเทือนยังไม่ถึงระดับที่จำเป็นต้องอพยพพนักงานออกจากโรงงานต่างๆ

กรมอุตุนิยมวิทยาของไต้หวันระบุว่า มีการแจ้งเตือนภัยในหลายพื้นที่ รวมถึงไทเป, เกาสง, ไทจง และไถหนาน โดยวัดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้ที่ระดับ 4 (จากทั้งหมด 7 ระดับตามมาตรวัดของไต้หวัน) ในพื้นที่เขตฮวาเหลียนและผิงตง

ทั้งนี้ ไต้หวันตั้งอยู่ใกล้กับจุดเชื่อมต่อของแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวได้ง่าย เช่นในปี 2559 เกิดแผ่นดินไหวในภาคใต้ของไต้หวัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพ หรือในปี 2542 เกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.3 คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 2,000 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ 2 สายแกร่งกว่าเดิม

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ 2 สายแกร่งกว่าเดิม

24 ธ.ค. 2568 20:48 น.

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ 2 สายแกร่งกว่าเดิม

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ ภูมิใจไทย-กล้าธรรม ปักธงแกร่งกว่าเดิม ชี้”เพื่อไทย” ไม่หวั่นพลังดูด ยึดพื้นที่เหนียวแน่น

เลือกตั้ง 2569 ใกล้ถึงวันรับสมัคร ปาร์ตี้ลิสต์ และ สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเกิดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ นั่นหมายความว่า หากนักการเมืองต้องการย้ายพรรคสลับขั้น ต้องให้แล้วเสร็จก่อนการรับสมัคร ทำให้ช่วงนี้ฝุ่นตลบ แต่ก็น่าจับตาว่า ผู้สมัครในขั้นของพรรคอนุรักษ์นิยมเดิม มีการย้ายพรรคมากขึ้น

หากประเมินการย้ายพรรคของผู้สมัคร ในสายอนุรักษ์นิยม รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์สถานการณ์การเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ได้เกิดปรากฏการณ์ “สส.ไหล” ในวงกว้าง โดยมีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก กติกาการเลือกตั้งที่เอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนย้ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประการที่สอง ระยะเวลากรอบการเลือกตั้งที่ค่อนข้างสั้น เหลือเพียงราว 40 กว่าวันนับจากปัจจุบัน ทำให้แต่ละพรรคการเมืองต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อแสวงหาความได้เปรียบ

เมื่อระยะเวลาหาเสียงมีจำกัด ฐานเสียงหรือคะแนนนิยมของพรรคการเมืองมักไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ส่งผลให้หลายพรรคเลือกใช้ “ทางลัด” ในการแข่งขันทางการเมือง ด้วยการดึงตัว หรือ “ช็อปปิ้ง สส.” เพื่อเพิ่มโอกาสคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับหลักการหรือเอกภาพภายในพรรคเท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน หากกฎหมายรัฐธรรมนูญยังไม่ได้รับการแก้ไข รูปแบบและปัญหาเดิมก็มีแนวโน้มจะเกิดซ้ำ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 กล่าวคือ จะยังคงมี “กติกา 2 ระดับ” ทั้งในสนามเลือกตั้ง และในขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกติกาลักษณะนี้ไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ประชาชนตัดสินใจอาจไม่ถูกถ่ายทอดไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรตามความต้องการของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

การเคลื่อนย้ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ เปรียบเสมือนกระแสน้ำที่ไหลรวมกันเป็นหลายสาย ตั้งแต่แม่น้ำสายใหญ่ สายกลาง ไปจนถึงสายเล็ก โดยแม่น้ำสายใหญ่หมายถึงกระแสการย้ายไปสู่พรรคภูมิใจไทย ขณะที่แม่น้ำสายกลางคือ กระแสที่ไหลไปสู่พรรคกล้าธรรม

ส่วนแม่น้ำสายเล็กอาจไหลไปยังพรรคเพื่อไทย หรือพรรคการเมืองที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ในภาพรวม แม่น้ำสายใหญ่และสายกลางถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นน้ำของกระแสน้ำสำคัญทั้งสองสาย ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา รองลงมาคือพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับขั้วและการรวมกลุ่มของนักการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการเลือกตั้ง

พรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมล่มสลาย?

สำหรับกลุ่มพรรคการเมืองสายอนุรักษ์นิยม รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ไม่น่าจะเกิดภาวะล่มสลาย แต่กลับมีแนวโน้มจะรวมตัวกันมากขึ้น จากเดิมที่กระจายตัวเป็นหลายสายย่อย อาจไหลรวมกันเป็นกระแสหลักที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งเสริมพลังทางการเมืองให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า กระบวนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจไม่สามารถถ่ายทอดเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากการตัดสินใจของ สส. ในสภาไม่ได้ยึดโยงกับทิศทางคะแนนเสียงของประชาชนอย่างชัดเจน และยังคงดำเนินไปภายใต้เกณฑ์การจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ผลปรากฏว่าพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทั้งสองครั้ง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เจตจำนงของประชาชนยังมีบทบาทจำกัดอย่างยิ่งในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้กติกาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

สำหรับพรรคเพื่อไทย แม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสดราม่าเกี่ยวกับการโยกย้ายออกของ สส. ในพรรคเพื่อไทย แต่ รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ตนยืนยันมาตลอดว่าพรรคเพื่อไทยยังมีโอกาสได้ สส. ประมาณ 100 ที่นั่ง เพราะฐานคะแนนเสียงของพรรคยังคงอยู่ แม้ว่าผลการเลือกตั้งล่าสุดในสนามเลือกตั้งซ่อม พรรคเพื่อไทยจะแพ้ 2 สนามและชนะเพียง 1 สนาม แต่คะแนนเสียงโดยรวมไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โจทย์สำคัญสำหรับพรรคตอนนี้คือการปรับโครงสร้างพรรคและหาฐานคะแนนเสียงใหม่มาเสริม

ในเรื่องสถานการณ์การย้ายพรรคในตอนนี้มีแนวโน้มสงบลง เนื่องจากหลายพรรคเริ่มประกาศรายชื่อ สส. บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตออกมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามต่อไปว่า สส. ที่ย้ายพรรคในช่วงที่ผ่านมา จะเปลี่ยนใจกลับไปสู่พรรคเดิมในโค้งสุดท้ายหรือไม่

รัสเซียประกาศแผนสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์” ภายในปี 2036 รองรับสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน

รัสเซียประกาศแผนสร้าง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์" ภายในปี 2036 รองรับสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน

24 ธ.ค. 2568 15:52 น.

รัสเซียประกาศแผนสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์” ภายในปี 2036 รองรับสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน

รัสเซียประกาศแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2036 เพื่อจ่ายพลังงานให้โครงการสำรวจดวงจันทร์และสถานีวิจัยนานาชาติร่วมกับจีน เดินหน้าสู่ภารกิจระยะยาวบนดวงจันทร์ท่ามกลางการแข่งขันของชาติมหาอำนาจ

รัฐวิสาหกิจอวกาศรัสเซีย “รอสคอสมอส” ระบุว่าเป้าหมายคือการจัดหาไฟฟ้าให้ยานสำรวจบนผิวดวงจันทร์ รถโรเวอร์ หอดูดาว และโครงสร้างพื้นฐานของสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน พร้อมลงนามสัญญากับบริษัทการบินและอวกาศ Lavochkin สำหรับการก่อสร้าง 

แม้ในแถลงการณ์ล่าสุดจะไม่ได้ใช้คำว่า “นิวเคลียร์” โดยตรง แต่รอสคอสมอสระบุชัดเจนว่าผู้ที่มีส่วนร่วมหลักในโครงการนี้คือ Rosatom (รัฐวิสาหกิจพลังงานปรมาณูของรัสเซีย) และ สถาบันคูร์ชาตอฟ (Kurchatov Institute) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อจ่ายไฟให้กับรถสำรวจ, ศูนย์สังเกตการณ์  และระบบสนับสนุนชีวิตบนดวงจันทร์

นายดมิทรี บาคานอฟ หัวหน้าคนปัจจุบันของรอสคอสมอส ยืนยันว่าเป้าหมายหลักคือการติดตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อการสำรวจดวงจันทร์อย่างยั่งยืน และยังมีแผนขยายการสำรวจไปยังดาวศุกร์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ดาวฝาแฝด” ของโลกอีกด้วย

ความร่วมมือนี้มีจุดเริ่มต้นจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปี 2021 และมีการขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัสเซียและจีนได้ลงนามความร่วมมือเฉพาะด้านในการสร้างโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ ซึ่งตามแผนโรดแมประบุว่า ช่วงปี 2033-2035 จะเริ่มส่งมอบและติดตั้งส่วนประกอบโรงไฟฟ้า รวมถึงภารกิจร่วม 5 ครั้ง เพื่อขนส่งโมดูลเข้าสู่ดาวบริวารและติดตั้งบนพื้นผิวดวงจันทร์ ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานีวิจัยที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบถาวร

นับตั้งแต่ ยูริ กาการิน เป็นมนุษย์คนแรกที่ขึ้นสู่อวกาศในปี 1961 รัสเซียแสดงความภาคภูมิใจในฐานะผู้นำมาตลอด แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษหลังกลับเริ่มล้าหลังสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะความล้มเหลวของภารกิจ “Luna-25” เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ที่ยานพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงการก้าวขึ้นมาของ SpaceX โดย อีลอน มัสก์ ที่เข้ามาแย่งชิงตลาดการขนส่งอวกาศ

การประกาศสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญของรัสเซียในการยกระดับจากการส่งยานไปสำรวจแบบครั้งคราว เป็นการสร้าง “อาณานิคมทางวิทยาศาสตร์” ระยะยาวบนดวงจันทร์ที่มีระยะห่างจากโลกกว่า 384,400 กิโลเมตร.

ที่มา Reuters / Interfax

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

24 ธ.ค. 2568 14:42 น.

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

เกิดเหตุสะเทือนขวัญซ้ำซ้อนในกรุงมอสโก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรัสเซีย 2 นายถูกสังหารด้วยแรงระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพิกัดที่ใกล้เคียงกับจุดที่พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ นายทหารระดับสูงของรัสเซียถูกลอบสังหารด้วยคาร์บอมบ์ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการสอบสวนแห่งรัฐของรัสเซียแถลงว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อตำรวจ 2 นายสังเกตเห็นชายคนหนึ่งมีพฤติกรรมพิรุธและท่าทางแปลกๆ จึงตัดสินใจเข้าตรวจสอบ แต่ในระหว่างนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ตำรวจทั้ง 2 นายเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่สามเสียชีวิตในเหตุการณ์ด้วยอีก 1 ราย แต่ทางการยังไม่มีการระบุตัวตนแน่ชัดว่าเป็นใคร

อย่างไรก็ตาม ช่องข่าวในเทเลแกรมของรัสเซีย รายงานข้อมูลอ้างว่า ผู้เสียชีวิตรายที่สามก็คือตัว “มือระเบิด” เอง ซึ่งทำการจุดชนวนระเบิดพลีชีพในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเดินเข้าไปใกล้

สิ่งที่ทำให้ทางการรัสเซียให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นพิเศษ คือสถานที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้กับจุดที่พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมปฏิบัติการกองทัพบกของเสนาธิการทหารรัสเซีย ถูกสังหารโดยระเบิดที่ติดตั้งไว้ใต้รถยนต์เมื่อสองวันก่อน ซึ่งทางการรัสเซียเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือของหน่วยข่าวกรองยูเครน

ในขณะที่ฝั่งยูเครนยังไม่มีการแถลงยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่เว็บไซต์ Myrotvorets ซึ่งเป็นฐานข้อมูลไม่เป็นทางการของยูเครนที่รวบรวมรายชื่อบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นอาชญากรสงครามหรือผู้ทรยศ ได้อัปเดตสถานะของนายพลซาร์วารอฟวัย 56 ปีรายนี้ว่าถูก “กำจัด” เรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันทางการรัสเซียได้เปิดสำนวนคดีอาญาในข้อหา “ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย” และ “การค้าหรือครอบครองวัตถุระเบิดโดยผิดกฎหมาย” โดยตลอดช่วงเกือบ 4 ปีของความขัดแย้งที่ผ่านมา มีบุคคลสำคัญในกองทัพรัสเซียและผู้สนับสนุนสงครามจำนวนมากถูกลอบสังหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหน่วยข่าวกรองทหารของยูเครนเคยยอมรับว่าอยู่เบื้องหลังในหลายปฏิบัติการ

ขณะนี้พื้นที่โดยรอบที่เกิดเหตุถูกสั่งปิดกั้นอย่างแน่นหนา เพื่อให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาความเชื่อมโยงระหว่างเหตุระเบิดพลีชีพในครั้งนี้กับคดีสังหารนายพลซาร์วารอฟก่อนหน้านี้.

ที่มา Reuters

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

24 ธ.ค. 2568 13:13 น.

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

ชายชาวอังกฤษวัย 43 ปีในรัฐควีนส์แลนด์ถูกจับกุมและเพิกถอนวีซ่า หลังถูกกล่าวหาเผยแพร่สัญลักษณ์และแนวคิดนาซีทางสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมยุยงความรุนแรงต่อชุมชนยิว ทางการควบคุมตัวรอขึ้นศาลเดือนมกราคม เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมจากความเกลียดชังท่ามกลางกระแสขวาจัดเพิ่มสูง

กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียประกาศเพิกถอนวีซ่าชายชาวอังกฤษวัย 43 ปี ซึ่งพำนักในรัฐควีนส์แลนด์ และนำตัวเข้าสถานกักกันตรวจคนเข้าเมืองที่เมืองบริสเบน โดยชายคนดังกล่าวถูกตั้งข้อหาหลายกระทงจากการเผยแพร่สัญลักษณ์นาซี การสนับสนุนอุดมการณ์นาซี และการยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงต่อชุมชนยิวผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ คดีมีกำหนดพิจารณาในศาลช่วงเดือนมกราคม

โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย ระบุชัดว่า ผู้ต้องหา “เดินทางมาเพื่อเผยแพร่ความเกลียดชัง จึงไม่มีสิทธิอยู่ต่อ” พร้อมย้ำว่าผู้พำนักด้วยวีซ่าอยู่ในประเทศในฐานะแขก และต้องปฏิบัติตามกฎหมายออสเตรเลีย

ตำรวจเปิดเผยว่าเริ่มสืบสวนตั้งแต่เดือนตุลาคมหลังพบการโพสต์เนื้อหาเข้าข่ายใช้สัญลักษณ์แห่งความเกลียดชัง บัญชีของผู้ต้องหาบนแพลตฟอร์ม X ถูกบล็อก แต่ผู้ต้องหาสร้างบัญชีใหม่และโพสต์เนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อไป เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักในย่านคาบูลเจอร์ ชานเมืองบริสเบน เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พบโทรศัพท์ อาวุธ และดาบหลายเล่มที่มีสัญลักษณ์นาซี

ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหา 3 กระทงในฐานะแสดงสัญลักษณ์นาซีที่ถูกห้าม และ 1 กระทงจากการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดความขุ่นเคืองและอันตรายต่อสังคม ทั้งยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเลื่อนการส่งกลับประเทศเพื่อให้ขึ้นศาลในเดือนหน้า หรือให้เดินทางออกโดยสมัครใจ ทั้งนี้ ผู้ต้องหามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนวีซ่า

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว เบิร์กได้เพิกถอนวีซ่าชายชาวแอฟริกาใต้ที่พำนักตั้งแต่ปี 2022 หลังปรากฏภาพเข้าร่วมชุมนุมนีโอนาซีหน้ารัฐสภารัฐนิวเซาท์เวลส์

ออสเตรเลียได้ปรับกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังเข้มงวดขึ้นในปีนี้ กำหนดโทษจำคุกภาคบังคับสำหรับผู้แสดงสัญลักษณ์แห่งความเกลียดชังหรือทำความเคารพแบบนาซี เจ้าหน้าที่ตำรวจย้ำว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ละเมิดเพื่อปกป้องความปลอดภัยและความเข้มแข็งของสังคมพหุวัฒนธรรม.

ที่มา BBC

จากผู้ล่าสู่อาหาร: วิกฤตหมีในญี่ปุ่นจุดกระแสบริโภคเนื้อหมี

จากผู้ล่าสู่อาหาร: วิกฤตหมีในญี่ปุ่นจุดกระแสบริโภคเนื้อหมี

24 ธ.ค. 2568 12:40 น.

จากผู้ล่าสู่อาหาร: วิกฤตหมีในญี่ปุ่นจุดกระแสบริโภคเนื้อหมี

ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับเหตุการณ์หมีทำร้ายคนจนมีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ศพในปีนี้ แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอาหาร เมื่อ “เนื้อหมี” กลายเป็นเมนูยอดนิยมที่ผู้คนพากันไปลิ้มลองตามร้านอาหารตั้งแต่มหานครโตเกียวไปจนถึงเกาะฮอกไกโด

โคจิ ซูซูกิ เจ้าของร้านอาหารวัย 71 ปี ในเมืองชิชิบุ ใกล้กรุงโตเกียว เปิดเผยว่า ตั้งแต่มีข่าวหมีบุกรุกบ้านเรือนและโรงเรียนบ่อยครั้ง จำนวนลูกค้าที่สั่งเนื้อหมีปรุงสุกบนหินร้อนหรือหม้อไฟก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเขาต้องปฏิเสธลูกค้าหลายรายเนื่องจากโต๊ะเต็ม

ซูซูกิกล่าวว่า “ในฐานะพรานและเจ้าของร้าน ผมคิดว่าการนำเนื้อของพวกมันมาปรุงอาหารเป็นการแสดงความเคารพต่อชีวิต มากกว่าการนำไปฝังทิ้งเฉยๆ” 

เช่นเดียวกับที่เมืองซัปโปโร เชฟคิโยชิ ฟูจิโมโตะ จากร้านอาหารฝรั่งเศสสุดหรู ได้นำเนื้อหมีสีน้ำตาลมาทำเป็นเมนู “กงซอมเม่” หรือซุปใสสไตล์ฝรั่งเศส และสเต็กซอสไวน์แดง ซึ่งมีราคาสูงถึงชุดละประมาณ 2,170 บาท  โดยเขาระบุว่าผู้ที่ได้ลองชิมส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “อร่อยและนุ่มกว่าที่คิด”

ปีงบประมาณนี้ถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับญี่ปุ่น โดยมีผู้เสียชีวิตจากหมีแล้ว 13 ราย มากกว่าสถิติเดิมถึง 2 เท่า นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุเกิดจากจำนวนประชากรหมีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จำนวนประชากรมนุษย์ลดลง ประกอบกับปัญหาพืชพรรณในป่า เช่น ลูกนัท ขาดแคลน ทำให้หมีต้องออกมาหาอาหารในเขตชุมชน

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกมาตรการตอบโต้อย่างรุนแรง โดยส่งทั้งทหารและตำรวจปราบจลาจลเข้าช่วยสนับสนุนการล่าและวางกับดัก ในช่วงครึ่งปีแรกมีการกำจัดหมีไปแล้วกว่า 9,100 ตัว ซึ่งมากกว่ายอดรวมของทั้งปีที่แล้ว

กระทรวงเกษตรญี่ปุ่นมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยน “สัตว์รบกวน” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” โดยเตรียมงบประมาณอุดหนุนกว่า 1.84 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 3,660 ล้านบาท) เพื่อควบคุมประชากรหมีและส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้เป็นรายได้เสริมแก่ชุมชนในพื้นที่ห่างไกล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ “โรงงานแปรรูป” ที่ได้รับอนุญาตยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ซากหมีจำนวนมากยังต้องถูกฝังทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ป่า เพียง 826 แห่งทั่วประเทศ และมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วิกฤตทางตอนเหนือ

ทั้งนี้ หมีสีน้ำตาลพบเฉพาะในเกาะฮอกไกโด โดยจำนวนเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจุบันมีราว 11,500 ตัว ส่วนหมีดำญี่ปุ่น พบกระจายตัวอยู่ทั่วไปตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เฉพาะเกาะฮอกไกโด ตั้งเป้ากำจัดหมีให้ได้ปีละ 1,200 ตัว ตลอด 10 ปีข้างหน้าเพื่อความปลอดภัยของประชาชน.

ที่มา AFP

สื่อกัมพูชาตีข่าว กองทัพไทยใช้ T-50TH Golden Eagle ของเกาหลี หย่อนไข่ลึกถึงบัตตัมบัง

สื่อกัมพูชาตีข่าว กองทัพไทยใช้ T-50TH Golden Eagle ของเกาหลี หย่อนไข่ลึกถึงบัตตัมบัง

24 ธ.ค. 2568 12:25 น.

สื่อกัมพูชาตีข่าว กองทัพไทยใช้ T-50TH Golden Eagle ของเกาหลี หย่อนไข่ลึกถึงบัตตัมบัง

พนมเปญโพสต์รายงาน กองทัพอากาศไทยนำเครื่องบิน T-50TH Golden Eagle เข้าปฏิบัติการรบจริงเป็นครั้งแรก โดยปฏิบัติการโจมตีเข้าไปถึงจังหวัดบัตตัมบังของกัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง

พนมเปญโพสต์ สื่อของกัมพูชา รายงานว่ากองทัพอากาศไทยนำเครื่องบินฝึกขั้นสูง T-50TH Golden Eagle เข้าปฏิบัติการรบจริงเป็นครั้งแรก โดยดำเนินภารกิจโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในจังหวัดบัตตัมบังของกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ธันวาคม ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ทวีความตึงเครียดต่อเนื่องตลอดเดือนธันวาคม

โดยพนมเปญโพสต์อ้างข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. เครื่องบิน T-50TH ได้ทิ้งระเบิดจำนวน 4 ลูก ใส่เป้าหมายในพื้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอบานัน จังหวัดบัตตัมบัง

เครื่องบิน T-50TH Golden Eagle ซึ่งผลิตโดย Korea Aerospace Industries (KAI) จากเกาหลีใต้ เดิมถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเครื่องบินฝึกนักบินรบขั้นสูง ก่อนจะถูกพัฒนาให้สามารถปฏิบัติภารกิจทางทหารเต็มรูปแบบ

รายงานของ Defence Security Asia เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ระบุว่า พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ  ยืนยันว่ากองทัพอากาศได้ปรับบทบาท T-50TH จากแพลตฟอร์มฝึก มาเป็นอากาศยานรบที่พร้อมใช้งานจริง ภายใต้สภาพสงครามจริงเป็นครั้งแรก

เครื่องบินดังกล่าวขึ้นบินจาก ฝูงบิน 401 กองบิน 4 ฐานทัพอากาศตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และเข้าปฏิบัติการร่วมกับเครื่องบินขับไล่ F-16 Fighting Falcon ของสหรัฐฯ และ Gripen ของสวีเดน ในลักษณะปฏิบัติการผสมผสาน

รายงานระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องบิน T-50TH Golden Eagle จำนวน 14 ลำ โดยสองลำสุดท้ายถูกส่งมอบในเดือนสิงหาคม 2024 แต่ละลำมีมูลค่าประมาณ 30–35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การนำ T-50TH เข้าร่วมภารกิจรบจริง ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการโจมตีทางอากาศของกองทัพอากาศไทย และเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินรุ่นนี้ถูกใช้ในสถานการณ์ความขัดแย้งจริง

นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่า กองทัพอากาศไทยได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศในกัมพูชาแล้ว ราว 30 ครั้ง โดยก่อนหน้านี้มีการใช้เครื่องบิน F-16 และ Gripen โจมตีเป้าหมายต่างๆ รวมถึงอาคาร โรงแรม สะพาน และสถานศึกษา การเปิดตัว T-50TH ในสนามรบจริงครั้งนี้ จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ทางทหาร และผลกระทบทางการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชา ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้ทั้งสองฝ่ายลดระดับความตึงเครียด.

ที่มา : พนมเปญโพสต์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยปะทะกัมพูชา

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ “DJI – Autel” โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ "DJI - Autel" โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

24 ธ.ค. 2568 11:20 น.

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ “DJI – Autel” โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยสั่งห้ามการนำเข้าโดรนรุ่นใหม่รวมถึงส่วนประกอบสำคัญที่ผลิตโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งรวมถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง DJI และ Autel จากประเทศจีน โดยระบุว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจเป็นช่องทางในการจารกรรมข้อมูลและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

สหรัฐอเมริกาประกาศห้ามนำเข้าโดรนรุ่นใหม่และชิ้นส่วนสำคัญจากผู้ผลิตต่างประเทศ โดยเฉพาะจากบริษัท DJI และ Autel ของจีน หลังคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) มีมติบรรจุบริษัทเหล่านี้ไว้ในบัญชี “Covered List”  หรือบัญชีรายชื่ออุปกรณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

การขึ้นบัญชีดังกล่าวทำให้ DJI, Autel และผู้ผลิตโดรนต่างชาติรายอื่นไม่สามารถขอการรับรองจาก FCC เพื่อจำหน่ายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนสำคัญในสหรัฐฯ ได้ ซึ่งเท่ากับปิดทางการทำตลาดสินค้าใหม่ในประเทศ แม้มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อโดรนรุ่นเดิมที่ได้รับอนุญาตไปก่อนหน้า และไม่ห้ามการใช้งานโดรนที่ผู้บริโภคซื้อมาแล้วอย่างถูกกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามคำสั่งของสภาคองเกรสเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่กำหนดให้เพิ่มชื่อ DJI และ Autel ใน Covered List ภายในหนึ่งปี เว้นแต่การทบทวนด้านความมั่นคงจะเห็นควรให้จำหน่ายต่อได้ ทั้งยังถือเป็นการยกระดับการปราบปรามโดรนผลิตในจีนของทางการสหรัฐฯ ซึ่งในเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณเตรียมออกกฎจำกัดการนำเข้าโดรนจีนที่อาจเข้มงวดยิ่งกว่ามาตรการของ FCC

FCC ระบุว่า ผลการทบทวนความเสี่ยงโดยคณะทำงานระหว่างหน่วยงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งทำเนียบขาวเป็นผู้เรียกประชุม พบว่าโดรนและชิ้นส่วนนำเข้ามีความเสี่ยงต่อความมั่นคง จากภัยคุกคามด้านการสอดแนมโดยไม่ได้รับอนุญาต การรั่วไหลของข้อมูลอ่อนไหว ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และภัยคุกคามอื่นต่อประเทศ ทั้งนี้ การทบทวนเปิดช่องให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐพิจารณาถอนข้อจำกัดในอนาคต หากเห็นว่าโดรนหรือประเภทของโดรนใดไม่ก่อความเสี่ยง

ด้าน DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลก แสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่าแม้บริษัทจะไม่ถูกระบุชื่อเป็นการเฉพาะ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลหรือหลักฐานที่ฝ่ายบริหารใช้ประกอบการพิจารณา พร้อมย้ำว่าการถูกบรรจุใน Covered List เท่ากับเป็นการห้ามเสนอขายโดรนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ DJI ครองส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของโดรนเชิงพาณิชย์ และกว่า 80% ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและกู้ภัยระดับรัฐและท้องถิ่นกว่า 1,800 แห่งใช้เทคโนโลยีของ DJI

ฝั่งจีนออกมาตอบโต้ทันที โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนประณามการตีความแนวคิด “ความมั่นคงแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ ว่าเกินขอบเขต และการจัดทำบัญชีเลือกปฏิบัติ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ แก้ไขแนวปฏิบัติที่ผิดพลาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมแก่บริษัทจีน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่าจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของภาคธุรกิจ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อมุ่งลดการพึ่งพาบริษัทโดรนจีน โดยทำเนียบขาวและ FCC อ้างถึงความกังวลด้านการใช้โดรนในทางที่ผิด โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันโอลิมปิกและฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกันสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยชี้ว่าโดรนจีนที่เข้าถึงน่านฟ้าสหรัฐฯ อย่างกว้างขวางเป็น “ฝันร้ายด้านการต่อต้านข่าวกรอง” มานาน

ก่อนหน้านี้ ผู้ผลิตจีนอย่าง Hikvision ได้ยื่นฟ้องศาลอุทธรณ์กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คัดค้านอำนาจของ FCC ในการระงับการอนุมัติอุปกรณ์ใหม่ และในเดือนกันยายน ศาลสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำร้องของ DJI ที่ขอให้ถอดชื่อออกจากบัญชีบริษัทที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน.


ที่มา Reuters

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

24 ธ.ค. 2568 11:19 น.

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

สหราชอาณาจักรออกมาตรการเข้มงวดครั้งใหม่คุมเข้มวีซ่านักเรียน หลังพบว่ามีการใช้วีซ่าการศึกษาเป็นช่องยื่นขอลี้ภัย คาดส่งผลกระทบนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะจากเอเชียใต้

ภายใต้นโยบายใหม่ของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษ (Home Office) ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรจะต้องรับผิดชอบต่อการคัดกรองคุณสมบัติของผู้สมัครมากขึ้น โดยกำหนดว่า สถาบันการศึกษาต้องทำให้อัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียน ไม่เกิน 5% และหากเกินเกณฑ์ อาจถูกลงโทษถึงขั้นถูกห้ามรับนักศึกษาต่างชาติ

โดยข้อมูลระบุว่า อัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียนจาก ปากีสถานสูงถึง 18% และบังกลาเทศ 22% สูงกว่ากรอบที่รัฐบาลตั้งไว้หลายเท่า ทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งเลือกใช้มาตรการคัดกรองเข้มเป็นพิเศษ หรือถึงขั้นระงับรับสมัครจากประเทศเหล่านี้ชั่วคราว

ลอนดอน เมโทรโพลิแทน ยูนิเวอร์ซิตี เป็นหนึ่งในสถาบันที่ยืนยันว่า ได้ระงับรับใบสมัครจากบังกลาเทศ หลังพบอัตราการถูกปฏิเสธวีซ่าพุ่งสูง โดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยระบุว่า ทางการอังกฤษมองบางภูมิภาคว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง

ทางการอังกฤษเปิดเผยว่า ในปี 2024 มีผู้เดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักเรียนราว 16,000 คน ก่อนยื่นขอลี้ภัยในภายหลัง และกว่า 80% ของผู้ขอลี้ภัยจากปากีสถานและบังกลาเทศ เดินทางเข้าอังกฤษด้วยวีซ่าถูกต้องตั้งแต่แรก

โฆษกกระทรวงมหาดไทยอังกฤษระบุว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับนักศึกษาต่างชาติ แต่จำเป็นต้องเข้มงวดมากขึ้น เพราะต้องมั่นใจว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาเพื่อเป็นนักเรียนจริง และสถาบันการศึกษาต้องรับผิดชอบต่อบทบาทของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและกลุ่มนักศึกษาต่างชาติเตือนว่า มาตรการแบบเหวี่ยงแหอาจทำให้ นักเรียนที่มีเจตนาเรียนจริงถูกกันออกจากระบบ โดยไม่จำเป็น

ขณะเดียวกัน การที่อังกฤษ สหรัฐ แคนาดา และออสเตรเลีย เข้มงวดนโยบายตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้น กำลังผลักดันให้นักเรียนจากเอเชียใต้หันไปเลือกเรียนต่อในประเทศเอเชียมากขึ้น เช่น มาเลเซีย ซึ่งมีค่าเล่าเรียนต่ำกว่า ขั้นตอนวีซ่าง่าย และไม่ต้องใช้เอกสารการเงินซับซ้อน

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า หากประเทศต้นทางไม่สามารถควบคุมการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์ได้ ภาพลักษณ์ของนักเรียนทั้งประเทศอาจได้รับผลกระทบในระยะยาว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อังกฤษ