ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

1 ธ.ค. 2568 04:10 น.

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

ผู้ก่อตั้งองค์กรสนับสนุนสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี จากการทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 พ.ย. 2568 ว่า นายลุดวิก มิเนลลี วัย 92 ปี ผู้ก่อตั้งองค์กร “ดิกนิตัส” (Dignitas) ซึ่งรณรงค์เรื่องสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจ (right-to-die) ในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิตแล้วจากการทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ เพียงไม่กี่วันก่อนจะถึงวันเกิดอายุ 93 ปีของเขา

องค์กรดิกนิตัสโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายมิเนลลี โดยระบุว่า เขาได้ใช้ชีวิตเพื่อ “เสรีภาพในการเลือก การกำหนดชีวิตด้วยตนเอง และสิทธิมนุษยชน”

อนึ่ง นายมิเนลลีก่อตั้งองค์กร ดิกนิตัส ในปี 2541 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา องค์กรก็ได้ช่วยให้คนหลายพันคนจากโลกนี้ไปอย่างสงบ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา บางประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงจุดยืนเรื่องการ “ช่วยทำอัตวินิบาตกรรม” โดยออสเตรเลีย, แคนาดา และนิวซีแลนด์ เริ่มมีการออกกฎหมายสนับสนุนเรื่องดังกล่าว ขณะที่รัฐสภาของสหราชอาณาจักรก็กำลังพิจารณากฎหมายว่าด้วยการช่วยทำอัตวินิบาตกรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้ต่อต้านกฎหมายดังกล่าวออกมาโต้แย้งว่า กฎหมายนี้อาจนำไปสู่การบีบบังคับผู้พิการและผู้เปราะบางให้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองได้

ทั้งนี้ ผู้คนจำนวนมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กร ดิกนิตัส ให้จากโลกนี้ไป เป็นผู้ที่เดินทางมายังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากในประเทศของพวกเขาไม่อนุญาตให้มีการช่วยทำอัตวินิบาตกรรม

ตลอดชีวิตของนายมิเนลลี เขารณรงค์เรื่องสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจอย่างแข็งขัน โดยมีคำขวัญให้แก่องค์กรของตัวเองว่า “ศักดิ์ศรีในการมีชีวิต ศักดิ์ศรีในการตาย”

ในการสัมภาษณ์กับ BBC เมื่อปี 2553 นายมิเนลลีกล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นว่าเราต้องต่อสู้เพื่อนำสิทธิมนุษยชนสุดท้ายมาใช้ในสังคมของเรา และสิทธิมนุษยชนสุดท้ายคือสิทธิในการตัดสินใจยุติชีวิตของตนเอง และความเป็นไปได้ที่จะยุติชีวิตนี้โดยปราศจากความเสี่ยงและความเจ็บปวด”

เดิมทีแล้วนายมิเนลลีมีอาชีพเป็นนักข่าว โดยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวให้กับนิตยสารข่าวเยอรมัน แดร์ ชปีเกล ก่อนจะไปศึกษากฎหมายและหันมาสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน

หลังจากการก่อตั้งดิกนิตัส เขาต้องเผชิญกับข้อพิพาททางกฎหมายหลายครั้ง และประสบความสำเร็จในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาของสวิสหลายคดี

ในแถลงการณ์ ดิกนิตัสระบุว่าผลงานของนายมิเนลลีนั้นมีอิทธิพลอย่างยั่งยืน โดยชี้ไปที่คำตัดสินของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปในปี 2554 ซึ่งยืนยันสิทธิของบุคคลว่าสามารถตัดสินใจกำหนดรูปแบบและเวลาของการยุติชีวิตของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การการุณยฆาต (Euthanasia) ซึ่งคือการที่แพทย์ฉีดยาเพื่อยุติชีวิตของบุคคลโดยเจตนาเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน นั้นผิดกฎหมายในสวิตเซอร์แลนด์

แต่การทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ (assisted dying) ซึ่งคือการที่บุคคลได้รับยาจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ แล้วนำไปใช้เองนั้น ได้รับการอนุญาตตามกฎหมายมานานหลายทศวรรษแล้ว

ดิกนิตัสระบุในแถลงการณ์ของพวกเขาว่า จะยังคง “บริหารจัดการและพัฒนาสมาคมตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง ในฐานะองค์กรสากลที่เป็นมืออาชีพและพร้อมต่อสู้เพื่อการกำหนดชีวิตตนเองและเสรีภาพในการเลือก ทั้งในขณะมีชีวิตและเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

1 ธ.ค. 2568 03:32 น.

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้อาคารสูงอย่างรุนแรงในฮ่องกง เพิ่มขึ้นเป็น 146 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 150 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นอาคารเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้อาคารสูงของโครงการที่พักอาศัย “หว่องฟุกคอร์ต” (Wang Fuk Court) ที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 146 ศพแล้ว และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีก 150 คน

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวสร้างความเสียหายให้แก่อาคาร 7 จาก 8 หลังของโครงการหว่องฟุกคอร์ต ในเขตไท่โปทางตอนเหนือของเกาะฮ่องกง โดยในเบื้องต้นยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ แต่ข้อกล่าวหาที่ว่า ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากวัสดุก่อสร้างที่ติดไฟง่าย ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

การไว้อาลัยนาน 3 วันเริ่มต้นขึ้นแล้วในวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) โดยมีผู้คนนับพันมารวมตัวกัน ณ จุดเกิดเหตุเพื่อไว้อาลัยให้กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย และมีผู้คนเข้าคิวยาวถึง 2 กม. เพื่อรอวางดอกไม้และข้อความไว้อาลัย

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดของเกาะฮ่องกงในรอบมากกว่า 70 ปี โดยไฟลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามนั่งร้านไม้ไผ่และตาข่ายก่อสร้างที่หุ้มอยู่นอกอาคารสูง 31 ชั้น ก่อนที่ลมจะพัดสะเก็ดไฟลอยไปติดที่อาคารหลังอื่น ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและมีนั่งร้านหุ้มอยู่ภายนอกในลักษณะเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ หรือราว 40 ชั่วโมง จึงจะสามารถดับไฟได้ทั้งหมด ต้องใช้ทีมนักดับเพลิงจำนวนกว่า 2,000 คน ในวันเดียวกัน ตำรวจก็เริ่มเข้าไปเก็บหลักฐานภายในอาคาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ และล่าสุดพวกเขาตรวจค้นอาคารที่ถูกไฟไหม้เสร็จสิ้นแล้ว 4 จาก 7 หลัง

มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ด้วย 1 นาย คือเจ้าหน้าที่ โฮ ไว่โหว อายุ 37 ปี และบาดเจ็บอีก 12 นาย เนื่องจากต้องผจญเพลิงความร้อนสูงกว่า 500 องศาเซลเซียส

จนถึงตอนนี้ มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 11 คน โดย 8 คนตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า ก่อเหตุทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร ขณะที่อีก 3 คนถูกควบคุมตัวในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (ICAC) ระบุว่า ผู้ที่ถูกจับกุมในการสอบสวนคดีทุจริตครั้งนี้รวมถึงผู้อำนวยการของบริษัทวิศวกรรมและผู้รับเหมาช่วงนั่งร้าน โดยก่อนหน้านี้โฆษกตำรวจกล่าวว่า พวกเขามีเหตุผลที่เชื่อว่า “ผู้ที่รับผิดชอบบริษัทดังกล่าวประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ซึ่งนำไปสู่การเกิดเพลิงไหม้และทำให้ไฟ “ลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้”

หลังเกิดเหตุ ทางการฮ่องกงสั่งระงับงานก่อสร้างอาคารในโครงการเอกชนกว่า 30 แห่งเป็นการชั่วคราว

เมื่อวันเสาร์ ตำรวจฮ่องกงควบคุมตัวชายวัย 24 ปีคนหนึ่งในข้อหาต้องสงสัยว่าปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจรัฐ โดยชายผู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ยื่นคำร้องให้มีการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้โดยอิสระ

ทั้งนี้ โครงการหว่องฟุกคอร์ตสร้างขึ้นในปี 2526 มีห้องพักทั้งหมด 1,984 หน่วย และมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 4,600 คน ตามการสำรวจประชากรในปี 2564 โดยที่ผู้อาศัยเกือบ 40% มีอายุ 65 ปีขึ้นไป บางคนอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้มาตั้งแต่แรก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

30 พ.ย. 2568 23:13 น.

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในศรีลังกา จากอิทธิพลของพายุไซโคลน เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 330 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา ถูกน้ำท่วมในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.2568 หลังจากพายุไซโคลนกำลังแรงทำให้เกิดฝนตกหนักและโคลนถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 334 ศพ และมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ของศรีลังการะบุว่า ขอบเขตของความเสียหายในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพิ่งเริ่มปรากฏให้เห็นเท่านั้น หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถเปิดทางถนนที่ถูกต้นไม้ที่หักโค่นกับโคลนที่ถล่มลงมากีดขวาง

ศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 334 ศพ หลังเกิดฝนตกหนักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์” และมีผู้สูญหายอีกเกือบ 400 ราย

พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโคลัมโบเกิดน้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเคลานีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทางการออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

“แม้ว่าพายุไซโคลนจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ตอนนี้ฝนที่ตกหนักบริเวณต้นน้ำกำลังทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวแม่น้ำเคลานี” เจ้าหน้าที่ศูนย์ DMC กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซึ่งอินเดียตอบสนองเป็นชาติแรก และเฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาส่งมาก็ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว 24 คนในวันอาทิตย์ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และชายนั่งรถเข็น ที่ติดค้างอยู่ในเมืองค็อตมาเล ซึ่งห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร

กองทัพอากาศศรีลังกากล่าวว่า ปากีสถาน ก็กำลังส่งทีมกู้ภัยมาเช่นกัน ส่วนญี่ปุ่นเตรียมส่งทีมมาประเมินความต้องการเร่งด่วนของศรีลังกา และให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือ

ทางการระบุด้วยว่า น้ำที่ท่วมในเมืองหลวงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันจึงจะลดลง ในขณะที่พายุไซโคลนดิตวาห์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือสู่ประเทศอินเดีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

30 พ.ย. 2568 22:10 น.

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

เหตุน้ำท่วมรุนแรงบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 442 ศพ นอกจากนั้นยังมีผู้สูญหายกับผู้บาดเจ็บรวมกว่าพันราย ในขณะที่ทางการกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 โดยล่าสุดอยู่ที่ 442 ศพแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติการช่วยเหลือยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางถนนสายหลักที่ถูกตัดขาด และอินเทอร์เน็ตกับไฟฟ้าได้รับการฟื้นฟูเพียงบางส่วนเท่านั้น

สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย (BNPB) เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 640 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 400 คนใน 3 จังหวัดได้แก่ สุมาตราเหนือ สุมาตราตะวันตก และอาเจะห์

เหตุน้ำท่วมทำให้ประชาชนมีเกือบ 50,000 ครอบครัวที่ต้องอพยพ และมีอย่างน้อย 2 เมืองบนเกาะสุมาตรายังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ในวันอาทิตย์ โดยทางการระบุว่า ได้ส่งเรือรบ 2 ลำจากกรุงจาการ์ตาเพื่อนำความช่วยเหลือไปมอบให้ผู้ประสบภัยแล้ว โดยคาดว่าจะเดินทางไปถึงในวันจันทร์นี้

อนึ่ง ไซโคลน เซนยาร์ ซึ่งเป็นพายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภูมิภาคแถบนี้ ทำให้มรสุมในอินโดนีเซียรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่บนเกาะสุมาตรา ทำให้บ้านเรือนถูกพัดหายไปและอาคารหลายพันหลังจมอยู่ใต้น้ำ

หน่วยงานภัยพิบัติของอินโดนีเซียกล่าวว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการกู้ภัย และแม้ว่าผู้คนนับหมื่นรายจะได้รับการอพยพแล้ว แต่ยังมีอีกหลายร้อยคนที่ยังคงติดค้างอยู่

ที่เมืองตาปานูลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีรายงานว่าชาวบ้านได้บุกเข้าปล้นร้านค้าเพื่อหาอาหารประทังชีวิต ในขณะที่รัฐบาลกลางของอินโดนีเซียกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติบนเกาะสุมาตรา เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีการประสานงานกันมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

30 พ.ย. 2568 12:33 น.

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

เกิดเหตุกราดยิงภายในห้องจัดเลี้ยงแห่งหนึ่งในเมืองสต็อกตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างงานรวมญาติ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กและผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นการก่อเหตุที่มุ่งเป้าไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ

สำนักงานเขตซานวาคินเคาน์ตี้ เปิดเผยว่า เกิดเหตุกราดยิงภายในห้องจัดเลี้ยงในเมืองสต็อกตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่มีการจัดงานรวมญาติภายในห้องดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 10 ราย โดยผู้เคราะห์ร้ายมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่

นางเฮเธอร์ เบรนต์ โฆษกสำนักงานเขตซานวาคินเคาน์ตี้ แถลงต่อผู้สื่อข่าว ณ จุดเกิดเหตุว่า ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า “เหตุการณ์นี้อาจเป็นการก่อเหตุแบบพุ่งเป้า” นางเบรนต์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เกินกว่าจะหยั่งถึง” และระบุว่า “ภารกิจอันดับหนึ่งของเราคือการระบุตัวผู้ต้องสงสัย” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการทำงานเพื่อระบุแรงจูงใจที่เป็นไปได้ แต่ยังไม่มีการระบุตัวผู้ต้องสงสัยหรือจับกุมใครได้

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของผู้บาดเจ็บในทันที แต่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าผู้บาดเจ็บหลายรายถูกนำส่งโรงพยาบาล

เมืองสต็อกตันเป็นเมืองที่มีประชากรประมาณ 320,000 คน ตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนียตอนกลาง ห่างจากเมืองซาคราเมนโตไปทางใต้ประมาณ 45 ไมล์ ด้านสำนักงานผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย นายกาวิน นิวซัม เปิดเผยว่าผู้ว่าการรัฐได้รับรายงานเกี่ยวกับ “เหตุกราดยิงอันน่าสยดสยอง” นี้แล้ว

ที่มา ABC News / AP

คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

คิม จองอึน ประกาศเสริม "ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์" ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

30 พ.ย. 2568 11:50 น.

คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศกร้าวจะเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพอากาศด้วย “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่” เพื่อเตรียมพร้อมตอบโต้การยั่วยุจากศัตรู ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดขั้นสูงสุด หลังเกาหลีเหนือปฏิเสธการเจรจาและติดตั้งรั้วลวดหนาม 3 ชั้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ประกาศแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพอากาศ โดยให้คำมั่นว่าจะติดตั้ง “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่”

นายคิมกล่าวสุนทรพจน์ในงานฉลองครบรอบ 80 ปี กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ เมื่อวันศุกร์ (28 พ.ย.)  โดยมี คิม จูแอ บุตรสาวของเขา ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจที่ได้รับการยอมรับ เข้าร่วมพิธีด้วย

นายคิมระบุว่า “กองทัพอากาศจะได้รับมอบยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ และได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญใหม่” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงประเภทของยุทโธปกรณ์ดังกล่าว ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวเสริมว่า “กองทัพอากาศจะต้องปราบปรามและควบคุมการกระทำที่สอดแนมและการยั่วยุทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากศัตรูทุกรูปแบบได้อย่างเด็ดขาด”

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐ แสดงให้เห็นนายคิมและบุตรสาวกำลังรับชมเครื่องบินขับไล่ทำการบินผาดโผนแสดงแสนยานุภาพบนท้องฟ้า

ในพิธีดังกล่าว นายคิมยังชมการบินสาธิตของกองทัพอากาศจากแท่นสังเกตการณ์ และการแสดง ตลอดจนการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์คิมจองอิลให้แก่กองทัพอากาศ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของประเทศ

ในขณะที่เกาหลีเหนือยังคงผลักดันการปรับปรุงกองกำลังทหารให้มีความทันสมัย แต่ก็ยังมุ่งเน้นไปที่การเสริมกำลังกองทัพอากาศด้วยการเปิดตัวการซ้อมรบทางอากาศด้วยกระสุนจริงครั้งแรกโดยใช้เครื่องบินทหารเมื่อเดือนพฤษภาคม และระบบเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศในเดือนมีนาคม

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างยิ่งบริเวณชายแดนระหว่างสองเกาหลี โดยเฉพาะหลังเกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาของเกาหลีใต้ เพื่อป้องกันการปะทะกันทางทหารโดยไม่ตั้งใจ

เกาหลีใต้ได้เสนอจัดการเจรจาทางทหารเพื่อหารือเกี่ยวกับ “เส้นแบ่งเขตทางทหาร” หลังมีรายงานการรุกล้ำโดยกองทัพเกาหลีเหนือซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 พ.ย.) นายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ “กระทำการขั้นสุดโต่ง” ด้วยการติดตั้งรั้วลวดหนามถึงสามชั้นตามแนวชายแดน นายอี แจมยอง ยังได้เตือนถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “เรามาถึงจุดที่ไม่รู้ว่าการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจจะเกิดขึ้นเมื่อใด” พร้อมระบุว่า “ช่องทางการติดต่อทั้งหมดถูกตัดขาด พวกเขาปฏิเสธการเจรจาและการติดต่อทั้งหมด นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”.

ที่มา Yonhap

ฮ่องกงเริ่มไว้อาลัย 3 วัน เหตุไฟไหม้ตึกที่พักอาศัย คร่าชีวิต 128 ศพ

ฮ่องกงเริ่มไว้อาลัย 3 วัน เหตุไฟไหม้ตึกที่พักอาศัย คร่าชีวิต 128 ศพ

30 พ.ย. 2568 10:59 น.

ฮ่องกงเริ่มไว้อาลัย 3 วัน เหตุไฟไหม้ตึกที่พักอาศัย คร่าชีวิต 128 ศพ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางการฮ่องกงได้จัดพิธีไว้อาลัย ด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 3 นาที หน้าสำนักงานใหญ่ของรัฐบาล เพื่อเริ่มต้นช่วงเวลาการไว้ทุกข์ 3 วัน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองในรอบมากกว่า 70 ปี

มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 128 ราย จากเหตุเพลิงไหม้ที่โหมกระหน่ำอาคารสูง 7 หลัง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 พ.ย.) มีผู้บาดเจ็บ 83 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 150 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก

นายจอห์น ลี ผู้นำสูงสุดของฮ่องกง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมการยืนสงบนิ่ง 3 นาที มีการลดธงชาติจีนและธงของฮ่องกงลงครึ่งเสา นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งจุดไว้อาลัยทั่วเมืองเพื่อให้สาธารณชนสามารถแสดงความเคารพและลงนามในสมุดแสดงความเสียใจได้

เหตุเพลิงไหม้เริ่มต้นที่กลุ่มอาคารหวังฟุก คอร์ท ในเขตต่ายโป ซึ่งเป็นอาคารที่พักอาศัยที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2526 และมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 4,600 คน เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังอาคาร 7 ใน 8 หลัง และต้องใช้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 2,000 นาย ใช้เวลาเกือบสองวันในการควบคุมเพลิง

แม้สาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่าไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วทั้งภายในและภายนอกอาคาร เนื่องจากมีวัสดุไวไฟถูกติดตั้งอยู่ด้านนอกอาคาร ซึ่งรวมถึง โฟมโพลิสไตรีน ที่ติดอยู่ด้านนอกหน้าต่าง และตาข่ายพลาสติกที่ล้อมรอบนั่งร้าน

อาคารดังกล่าวถูกคลุมด้วยนั่งร้านไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างและปรับปรุงในฮ่องกง ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างว่ายังเหมาะสมที่จะใช้งานอยู่หรือไม่

เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยรวม 8 ราย ในข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร โดยหน่วยงานอิสระต่อต้านการทุจริตฮ่องกงระบุว่าผู้ถูกจับกุมรวมถึงผู้อำนวยการของบริษัทวิศวกรรมและผู้รับเหมาช่วงนั่งร้าน ก่อนหน้านี้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 ราย ในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท

หตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในฮ่องกง โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดชอบ และมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารสูง ประชาชนที่อาศัยในหวังฟุก คอร์ต รายงานว่าสัญญาณเตือนไฟไหม้เสีย และมีข้อกล่าวหาว่าบริษัทที่ทำการปรับปรุงอาคารมีความประมาท ขณะที่หน่วยงานดับเพลิงของฮ่องกงยืนยันว่าสัญญาณเตือนไฟไหม้ในอาคารทั้ง 8 หลัง ไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการของฮ่องกงเปิดเผยว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารหวังฟุก คอร์ต มาแล้ว 16 ครั้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และมีการยืนยันว่าการสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างละเอียดจะดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า.

ที่มา BBC

ยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำในทะเลดำ ยกระดับแรงกดดันต่อรายได้จากน้ำมัน

ยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำในทะเลดำ ยกระดับแรงกดดันต่อรายได้จากน้ำมัน

30 พ.ย. 2568 10:32 น.

ยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำในทะเลดำ ยกระดับแรงกดดันต่อรายได้จากน้ำมัน

ทางการยูเครนได้เปิดเผยว่า โดรนทางทะเลของยูเครนได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ซึ่งเป็นเรือที่อยู่ในกลุ่ม “กองเรือเงา” ฃของรัสเซีย ขณะแล่นผ่านทะเลดำ เรือที่ถูกโจมตีคือเรือบรรทุกน้ำมัน “ไคโรส” (Kairos) และ “วิรัต” (Virat) ซึ่งทั้งสองลำติดธงชาติแกมเบีย และถูกขึ้นบัญชีเป็นเรือที่ต้องถูกมาตรการคว่ำบาตร

การโจมตีเกิดขึ้นนอกชายฝั่งตุรกี โดยเรือไคโรสถูกโจมตีในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลดำ ส่วนเรือวิรัตถูกโจมตีซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ในพื้นที่ตอนกลางทางตะวันออก ภาพวิดีโอที่ได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าวบีบีซี แสดงให้เห็นโดรนผิวน้ำพุ่งเข้าชนเรือจนเกิดการระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ และมีควันดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แหล่งข่าวของบีบีซีระบุว่ามีการใช้โดรนรุ่น “ซี เบบี้” (Sea Baby) ซึ่งเป็นโดรนทางทะเลที่พัฒนาโดยหน่วยงานความมั่นคงของยูเครน (SBU)

ทางการตุรกีได้เข้าช่วยเหลือเรือที่ถูกโจมตี และได้เผยแพร่ภาพเรือของตุรกีที่พยายามดับเพลิงบนเรือไคโรส

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการปฏิบัติการของยูเครนอย่างชัดเจน โดยมุ่งเป้าไปที่การทำลายรายได้จากน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำสงคราม โดยเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า เรือที่บรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำนั้นเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยตรง นอกเหนือจากการถูกมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคแคสเปียน  ได้ประกาศระงับการบรรทุกน้ำมันชั่วคราวที่จุดจอดเรือในท่าเรือ โนโวรอสซีสค์ ของรัสเซียในทะเลดำ หลังถูกโจมตีด้วยเรือไร้คนขับในช่วงกลางคืน โดยระบุว่าจุดจอดเรือได้รับความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวเมื่อวันเสาร์ (29 พ.ย.) ว่า คณะผู้แทนของยูเครน นำโดย รุสเตม อูเมรอฟ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูง กำลังเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อเดินหน้าเจรจาข้อตกลงยุติสงคราม โดยนายอูเมรอฟเข้ารับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนแทนที่ อันดรีย์ เยอร์มัก หัวหน้าคณะทำงานของเซเลนสกี ซึ่งลาออกไปหลังจากถูกหน่วยงานต่อต้านการทุจริตเข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์เมื่อวันศุกร์

คณะผู้แทนยูเครนมีกำหนดพบกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่รัฐฟลอริดาในวันอาทิตย์ ขณะที่นายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีกำหนดเจรจาในกรุงมอสโกในสัปดาห์หน้า.

ที่มา BBC

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

30 พ.ย. 2568 10:04 น.

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

ฝนตกหนักจากมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน ได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปีในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 600 รายในอินโดนีเซีย ไทย ศรีลังกา และมาเลเซีย ขณะที่ประชาชนนับล้านคนได้รับผลกระทบ และหลายร้อยชีวิตยังคงสูญหาย

สถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งนี้เป็นผลมาจากฝนที่ตกหนักผิดปกติในช่วงฤดูมรสุม ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างหนัก

อินโดนีเซียมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราที่เผชิญกับพายุไซโคลนเซนยาร์ (Senyar) ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน อาคารบ้านเรือนนับพันหลังถูกน้ำท่วมมิด ขณะที่สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติของอินโดนีเซียระบุว่า ยังมีผู้สูญหายอีกเกือบ 300 คน ในสุมาตราหลังน้ำท่วมทำลายล้างบ้านเรือน

ไทยยืนยันยอดผู้เสียชีวิตรวมกว่า 160 ราย ใน 10 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ มีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 3.8 ล้านคน โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา ซึ่งน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ อำเภอหาดใหญ่เผชิญกับปริมาณน้ำฝนถึง 335 มิลลิเมตร ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นปริมาณที่หนักที่สุดในรอบ 300 ปี รัฐบาลได้ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินชดเชยสูงสุด 2 ล้านบาท สำหรับครัวเรือนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว

ด้านศรีลังกาเผชิญกับพายุไซโคลนดิตวาห์ (Ditwah) ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 ราย และมีผู้สูญหายประมาณ 170 คน รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน บ้านเรือนถูกทำลายกว่า 15,000 หลัง และประชาชนกว่า 78,000 คนต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว นอกจากนี้ พื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของประเทศไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้

มาเลเซีย แม้จะมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย แต่ความเสียหายก็รุนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในรัฐปะลิสทางตอนเหนือ มีประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิง

การปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ประชาชนนับร้อยคนยังคงติดค้างอยู่ บางส่วนต้องรอความช่วยเหลือบนหลังคาบ้าน ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนได้รับการอพยพแล้ว

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สภาพอากาศสุดขั้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเกิดจากการปะทะกันของพายุไต้ฝุ่นโคโตะ (Koto) ในฟิลิปปินส์ และการก่อตัวของพายุไซโคลนเซนยาร์ (Senyar) ในช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้ส่งผลให้รูปแบบของพายุเปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีฝนตกหนัก ความรุนแรงและระยะเวลาของฤดูมรสุมยาวนานขึ้น ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและลมกระโชกแรงกว่าเดิม.

ที่มา BBC

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครมือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 88 ปี

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครมือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 88 ปี

30 พ.ย. 2568 06:06 น.

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครมือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 88 ปี

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครผู้ทรงเกียรติของสหราชอาณาจักร ผู้อยู่ในวงการมานานกว่า 60 ปี และเคยคว้ารางวัลมากมายรวมถึงรางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 88 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด หนึ่งในนักเขียนบทละครชื่อดังที่สุดของสหราชอาณาจักร ผู้ได้รับรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำจากบทภาพยนตร์เรื่อง “Shakespeare In Love” เสียชีวิตอย่างสงบ ที่บ้านในเมืองดอร์เซ็ต โดยมีครอบครัวอยู่รายล้อม ขณะมีอายุได้ 88 ปี

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยอย่างยิ่งต่อการจากไปของ “หนึ่งในนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา”

ทั้งสองพระองค์ตรัสในแถลงการณ์ว่า “เขาเป็นมิตรที่รักผู้ใช้พรสวรรค์ของตนอย่างอ่อนน้อม เขาสามารถและเคยเขียนงานเกี่ยวกับทุกหัวข้อ ทั้งท้าทาย สร้างความสะเทือนใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชม ซึ่งผลงานเหล่านั้นถือกำเนิดขึ้นจากเรื่องราวส่วนตัวของเขาเอง”

ในแถลงการณ์ United Agents ซึ่งเป็นตัวแทนของ เซอร์ สต็อปพาร์ด ระบุว่า “เขาจะถูกจดจำผ่านผลงานของเขา สำหรับความยอดเยี่ยมและความเป็นมนุษย์ รวมถึงสติปัญญาและไหวพริบ, ความไม่เคารพบูชาต่อสิ่งที่เป็นอยู่, ความมีน้ำใจ และความรักอันลึกซึ้งต่อภาษาอังกฤษของท่าน”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับทอม และได้รู้จักกับเขา” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ ผลงานของ เซอร์ สต็อปพาร์ด ตราตรึงใจผู้ชมมานานกว่า 6 ทศวรรษด้วยผลงานที่พาผู้ชมไปสำรวจประเด็นทางปรัชญาและการเมือง นอกจากนั้น เขายังเขียนบทภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์และวิทยุอีกหลายเรื่อง และดัดแปลงนวนิยายเรื่อง “Anna Karenina” ของ ลีโอ ตอลสตอย เป็นภาพยนตร์ในปี 2555 ที่นำแสดงโดย เคียรา ไนต์ลีย์ กับ จูด ลอว์

ในปี 2563 เซอร์ สต็อปพาร์ด เปิดตัวผลงานกึ่งอัตชีวประวัติเรื่องใหม่ชื่อ “Leopoldstadt” ซึ่งมีฉากอยู่ในย่านชาวยิวของกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล “โอลิวิเยร์” (Olivier) สาขาบทละครใหม่ยอดเยี่ยม และคว้ารางวัล “โทนี อวอร์ดส์” (Tony Awards) ถึง 4 รางวัล

ทั้งนี้ เซอร์ สต็อปพาร์ด เกิดมาในชื่อ โทมัส สเตราสเลอร์ ที่ประเทศเชโกสโลวะเกีย ก่อนจะลี้ภัยออกจากบ้านเกิดในช่วงที่นาซียึดครองและมาอาศัยอยู่ในอังกฤษ จากนั้นเขาก็ได้รู้จากญาติว่า ปู่ย่าตายายทั้ง 4 คนของเขาเป็นชาวยิว และทั้งหมดเสียชีวิตในค่ายกักกันของนาซี

“ผมรู้สึกโชคดีอย่างเหลือเชื่อที่ไม่ต้องเอาชีวิตรอดหรือตาย มันเป็นส่วนที่โดดเด่นของสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ของชีวิต” เซอร์ สต็อปพาร์ด บอกกับนิตยสาร “Talk” ของสหรัฐฯ ในปี 2542 ขณะที่รำลึกถึงการกลับไปเยือนเมืองซลิน (Zlin) บ้านเกิดของเขา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก

เซอร์ สต็อปพาร์ด เคยทำงานเป็นนักข่าวในบริสตอลในปี 2497 ก่อนจะมาเป็นนักวิจารณ์ละครเวที และเริ่มเขียนบทละครสำหรับวิทยุและโทรทัศน์

“ผมต้องการเป็นนักข่าวที่ยิ่งใหญ่” เซอร์ สต็อปพาร์ด กล่าว “ความทะเยอทะยานแรกของผมคือการนอนอยู่บนพื้นของสนามบินในแอฟริกา ขณะที่กระสุนปืนกลพุ่งผ่านเครื่องพิมพ์ดีดของผมไป แต่ผมกลับไม่มีประโยชน์มากนักในฐานะนักข่าว ผมรู้สึกว่าผมไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามกับผู้คน”

“ผมมักคิดว่าพวกเขาจะขว้างกาน้ำชาใส่ผม หรือไม่ก็โทรเรียกตำรวจ”

อาชีพนักเขียนบทละครของเซอร์ สต็อปพาร์ด ไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจังจนกระทั่งทศวรรษ 1960 เมื่อบทละครเรื่อง “Rosencrantz and Guildenstern are Dead” เปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาล Edinburgh Fringe Festival ต่อมาได้ถูกนำไปแสดงที่ National Theatre และบรอดเวย์

เซอร์ สต็อปพาร์ด ได้รับเกียรติและรางวัลมากมายตลอดอาชีพการงาน รวมถึงการได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวินจากสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 ผู้ล่วงลับ สำหรับการทำคุณประโยชน์ด้านวรรณกรรมในปี 2540

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc