โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ที่ทุ่มงบมหาศาลทำสงคราม

โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ที่ทุ่มงบมหาศาลทำสงคราม

17 เม.ย. 2569 06:18 น.

โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ที่ทุ่มงบมหาศาลทำสงคราม

พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 แสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำโลกที่ใช้งบประมาณมหาศาลไปกับสงคราม พร้อมกล่าวว่า โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ระหว่างการเยือนประเทศแคเมอรูนอย่างเป็นทางการ

วันที่ 17 เมษายน 2569 พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 องค์ประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก มีพระดำรัสอย่างหนักแน่นระหว่างเยือนเมืองบาเมนดา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคเมอรูน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญความรุนแรงจากการก่อความไม่สงบต่อเนื่องเกือบ 10 ปี

พระองค์ทรงวิจารณ์บรรดาผู้นำที่ “เมินเฉยต่อความจริง” ว่า มีการใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการเข่นฆ่าและการทำลายล้าง ขณะที่งบประมาณสำหรับการเยียวยา การศึกษา และการฟื้นฟูกลับหาได้ยาก พระองค์ยังตรัสว่า “เจ้าแห่งสงครามทำเหมือนไม่รู้ว่า การทำลายล้างใช้เวลาเพียงชั่วขณะ แต่การสร้างขึ้นใหม่ บางครั้งใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่พอ”

นอกจากนี้ พระองค์ยังประณามการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาค พร้อมชี้ว่าผู้ที่ปล้นทรัพยากรของผู้อื่น มักนำผลกำไรไปซื้ออาวุธ ส่งผลให้วงจรแห่งความไม่มั่นคงและความตายดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุโดยแคเมอรูนเผชิญเหตุรุนแรงจากกลุ่มกบฏในพื้นที่มานานหลายปี มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6,000 ศพ และประชาชนจำนวนมากต้องพลัดถิ่น

ทั้งนี้ ท่าทีของพระสันตะปาปาเลโอ มีขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังเกิดวิวาทะกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งโจมตีพระองค์ผ่านทรูธ โซเชียล จากกรณีที่พระองค์เรีกยร้องสันติภาพ วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน โดยแสดงความกังวลต่อคำขู่ของทรัมป์ที่ระบุว่า “อารยธรรมทั้งหมดจะถูกทำลายในคืนนี้” หากอิหร่านไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้เผชิญแรงกดดันทางการเมือง พระองค์ยืนยันตั้งแต่เริ่มการเยือนแอฟริกาว่า ไม่ต้องการเปิดศึกโต้เถียงกับทรัมป์ แต่จะเดินหน้าส่งสารแห่งสันติภาพต่อไป.

ที่มา BBC

รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้ โดรนเกือบ 700 ลำ ขีปนาวุธ 44 ลูก ดับ 18 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้  โดรนเกือบ 700 ลำ ขีปนาวุธ 44 ลูก ดับ 18 ศพ

17 เม.ย. 2569 05:51 น.

รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้ โดรนเกือบ 700 ลำ ขีปนาวุธ 44 ลูก ดับ 18 ศพ

ยูเครนเผยรัสเซียเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ใช้โดรน 659 ลำและขีปนาวุธ 44 ลูก ถล่มหลายเมือง เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 ราย

วันที่ 17 เมษายน 2569 กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเช้าวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา รัสเซียยิงโดรน 659 ลำ และขีปนาวุธอีก 44 ลูก เข้าโจมตีหลายระลอก ครอบคลุมกรุงเคียฟ คาร์คิฟ โอเดสซา ดนีโปร และซาปอริซเซีย

นายอันดรี ซิบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน ระบุว่า รัสเซียก่อเหตุโจมตีแบบก่อการร้ายครั้งใหญ่ต่อยูเครน โดยมุ่งเป้าโจมตีพลเรือนเป็นหลัก โดยในกรุงเคียฟ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ รวมถึงเด็กชายวัย 12 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่พบร่างอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่ม และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 48 ราย

ผู้บริหารบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งในเคียฟเปิดเผยว่า แรงระเบิดเกิดขึ้นใกล้ไซต์งานอย่างมาก ส่งผลให้คนงานบาดเจ็บ 6 ราย ในจำนวนนี้ 2 คนอาการสาหัสต้องเข้ารับการผ่าตัด ขณะที่เมืองโอเดสซาทางตอนใต้ได้รับความเสียหายหนัก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ โดยทั้งหมดอยู่ในอาคารพักอาศัยแห่งเดียวกัน ซึ่งถูกโดรนโจมตีก่อนมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ จากนั้นถูกขีปนาวุธพิสัยไกลยิงซ้ำ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

เจ้าหน้าที่สถาบันดนตรีแห่งชาติเมืองโอเดสซา เปิดเผยว่า หอพักนักศึกษาถูกโจมตีเสียหายหนัก นักศึกษาทั้งหมดต้องอพยพกลางดึก และมีนักศึกษา 5 คนได้รับบาดเจ็บ ถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว

ส่วนเมืองดนีโปร ทางภาคกลาง มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บ 34 ราย ขณะที่เมืองซาปอริซเซีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ประณามรัสเซียว่าเลือกเดิมพันด้วยสงคราม พร้อมระบุว่า เหตุโจมตีครั้งนี้พิสูจน์ว่าไม่ควรมีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย โดยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน รัสเซียประกาศหยุดยิงชั่วคราว 32 ชั่วโมง เนื่องในเทศกาลอีสเตอร์ของคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ แต่สถานการณ์สงบอยู่ได้ไม่นาน ก่อนการสู้รบจะกลับมารุนแรงอีกครั้ง.

ที่มา CNN

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที

17 เม.ย. 2569 00:04 น.

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิสราเอลและเลบานอนได้ตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เย็นวันพฤหัสบดี ตามเวลาสหรัฐฯ หลังเขาได้หารือกับผู้นำของทั้งสองประเทศ

วันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิสราเอลและเลบานอนได้ตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เย็นวันพฤหัสบดี ตามเวลาสหรัฐฯ หลังเขาได้หารือกับผู้นำของทั้งสองประเทศ

วันที่ 17 เมษายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ผ่านทรูธ โซเชียล ระบุว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน เห็นพ้องให้เริ่ม “หยุดยิงอย่างเป็นทางการ” เป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังระบุอีกว่า จะเชิญเนทันยาฮูและโจเซฟ อูน เดินทางเยือนทำเนียบขาว เพื่อหารืออย่างมีนัยสำคัญระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งจะถือเป็นการพูดคุยสำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่ปี  2526  

แม้จะมีการประกาศหยุดยิง แต่สถานการณ์ในเลบานอนยังเปราะบาง เนื่องจากการปะทะระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังดำเนินต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านี้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลเลบานอนรายหนึ่งเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ปฏิเสธที่จะพูดคุยโดยตรงกับเนทันยาฮู แม้สหรัฐฯ จะพยายามผลักดันให้เกิดการติดต่อระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ.

ยุโรปเสี่ยงน้ำมันเครื่องบินหมด อาจเหลือใช้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน

ยุโรปเสี่ยงน้ำมันเครื่องบินหมด อาจเหลือใช้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน

16 เม.ย. 2569 23:02 น.

ยุโรปเสี่ยงน้ำมันเครื่องบินหมด อาจเหลือใช้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน

ยุโรปเสี่ยงน้ำมันเครื่องบินหมด อาจเหลือใช้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน หากไม่สามารถหาแหล่งอื่นนำเข้าทดแทนตะวันออกกลาง หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่อง 

วันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานพลังงานสากล หรือ ไออีเอ (IEA) เตือนว่า ยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานภายในไม่กี่สัปดาห์ หากไม่สามารถหาน้ำมันทดแทนจากตะวันออกกลางได้เพียงพอ โดยยุโรปอาจมีน้ำมันเครื่องบินเหลือใช้อีกเพียง 6 สัปดาห์ และสถานการณ์จะเข้าสู่จุดวิกฤตในเดือนมิถุนายน และเสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน หากไม่สามารถทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลางได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

ฟาติห์ บีรอล ผู้อำนวยการบริหารไออีเอ ระบุว่า หากเส้นทางขนส่งยังถูกปิดกั้นต่อไป อาจเริ่มเห็นการยกเลิกเที่ยวบินในเร็วๆ นี้ เนื่องจากปริมาณเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ

ด้านไออีเอประเมินว่า หากยุโรปทดแทนอุปทานได้ไม่ถึง 50% อาจเกิดภาวะขาดแคลนจริงในสนามบินบางแห่ง ส่งผลให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินและกระทบความต้องการเดินทาง ขณะเดียวกันแม้ทดแทนได้ถึง 75% ความเสี่ยงนี้ก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ภายในเดือนสิงหาคม หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย

รายงานของไออีเอระบุว่า ก่อนเกิดวิกฤต ยุโรปพึ่งพาน้ำมันเครื่องบินจากตะวันออกกลางราว 75% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะนี้หลายประเทศเร่งหาซัพพลายใหม่จากสหรัฐฯ และไนจีเรีย ถึงแม้การส่งออกจากสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังสามารถชดเชยปริมาณที่หายไปได้เพียงเล็กน้อยเกินครึ่งเท่านั้น. 

ที่มา BBC

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 น้ำมันดีเซล-เบนซิน ลิตรละกี่บาท

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 น้ำมันดีเซล-เบนซิน ลิตรละกี่บาท

16 เม.ย. 2569 22:02 น.

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 น้ำมันดีเซล-เบนซิน ลิตรละกี่บาท

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด หลัง กบน. มีมติเห็นชอบปรับลดราคาดีเซล 1.50 บาท และเบนซิน 0.50 บาท เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประชาชน

อัปเดต “น้ำมันลดราคา” ล่าสุด

วันที่ 16 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดตราคาน้ำมัน พรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินกองทุน เพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ เพื่อสะท้อนราคาตลาดโลก ที่มีทิศทางอ่อนตัวลง โดยสถานการณ์ราคาตลาดน้ำมันสิงคโปร์วันที่ 16 เมษายน 2569 น้ำมันดีเซลปิดที่ประมาณ 172 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันเบนซินปิดที่ประมาณ 122 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงจากวันก่อนประมาณ 1 และ 3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ โดยอัตราเงินกองทุนมีผลตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2569 ดังนี้

  • น้ำมันเบนซิน ราคาขายปลีกเดิม 52.54 ปรับใหม่ 52.04 บาทต่อหน่วย 
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ราคาขายปลีกเดิม 42.95 ปรับใหม่ 42.45 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ราคาขายปลีกเดิม 42.58 ปรับใหม่ 42.08 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ราคาขายปลีกเดิม 35.95 ปรับใหม่ 35.45 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ราคาขายปลีกเดิม 31.89 ปรับใหม่ 31.39 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี 7 ราคาขายปลีกเดิม 44.40 ปรับใหม่ 42.90 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ราคาขายปลีกเดิม 37.40 ปรับใหม่ 35.90 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังต้องรอการประกาศราคาจากปั๊มเอกชนแต่ละแห่งอีกครั้ง.

ค่ายรถจีน Seres จดสิทธิบัตร “สุขาในรถ” สั่งงานด้วยเสียง-ซ่อนใต้เบาะ

ค่ายรถจีน Seres จดสิทธิบัตร "สุขาในรถ" สั่งงานด้วยเสียง-ซ่อนใต้เบาะ

16 เม.ย. 2569 16:20 น.

ค่ายรถจีน Seres จดสิทธิบัตร “สุขาในรถ” สั่งงานด้วยเสียง-ซ่อนใต้เบาะ

Seres ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะจากจีนได้รับอนุมัติสิทธิบัตร “สุขาเคลื่อนที่” ซ่อนอยู่ใต้เบาะนั่งแบบเลื่อนได้ สั่งงานได้ผ่านระบบเสียง พร้อมระบบกำจัดกลิ่นและจัดการของเสียเสร็จสรรพ หวังชิงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่แข่งขันเดือด

รายงานจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรของรัฐบาลจีนระบุว่า บริษัท Seres (เซเรส) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเครือ AITO (ที่พัฒนาร่วมกับ Huawei) ได้รับการอนุมัติสิทธิบัตรอุปกรณ์ “สุขาภายในรถยนต์” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา โดยนวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาของผู้ใช้รถที่ต้องเดินทางไกล พักอาศัยในรถ หรือกลุ่มผู้รักการตั้งแคมป์

หัวใจสำคัญของสิทธิบัตรนี้คือการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยตัวโถสุขภัณฑ์จะถูกติดตั้งอยู่บนรางเลื่อนที่ซ่อนอยู่ใต้เบาะที่นั่งผู้โดยสารอย่างมิดชิด ผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานได้ 2 วิธี คือการเลื่อนเบาะออกด้วยมือ หรือการใช้คำสั่งเสียง ว่า “Start up toilet function” เพื่อให้ระบบเตรียมความพร้อมใช้งาน

หลายฝ่ายกังวลเรื่องสุขอนามัยและกลิ่นภายในห้องโดยสาร ซึ่งทางวิศวกรของ Seres ได้ระบุในสิทธิบัตรถึงแนวทางการแก้ไข ซึ่งมีกลไกพัดลมและท่อไอเสียที่จะดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกไปนอกตัวรถโดยตรง ขณะที่ของเสียจะถูกเก็บไว้ในถังเก็บที่ต้องนำไปเททิ้งเป็นระยะ นอกจากนั้น ยังมีตัวทำความร้อนแบบหมุนที่ช่วยระเหยน้ำปัสสาวะและทำให้ของเสียอื่นๆ แห้ง เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียและกลิ่น

การจดสิทธิบัตรครั้งนี้สะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ซึ่งแต่ละค่ายพยายามงัดฟีเจอร์ที่แปลกใหม่มาดึงดูดใจลูกค้า เช่น Nio มีเบาะนั่งนวดด้วยหินร้อน ส่วน BYD เปิดตัวระบบโดรนอัจฉริยะติดตั้งในตัวรถ ด้าน XPeng เตรียมส่งมอบ “รถบินได้” (Land Aircraft Carrier) ภายในปีนี้

แม้สิทธิบัตรเลขที่ CN224104011U จะได้รับการอนุมัติ แต่การนำมาผลิตจริงยังมีความท้าทายสูงทั้งในแง่วิศวกรรมการวางระบบท่อในแชสซีรถยนต์ไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยแบตเตอรี่ และความท้าทายด้าน “จิตวิทยา” ของผู้ใช้รถที่อาจยังไม่คุ้นชินกับการทำธุระส่วนตัวภายในห้องโดยสาร

ปัจจุบัน Seres ยังไม่ได้ประกาศว่าจะติดตั้งห้องน้ำนี้ในรถรุ่นใดเป็นพิเศษ แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจถูกนำเสนอเป็น “ออปชันเสริม” เฉพาะบุคคลในอนาคต โดยเฉพาะในรถรุ่นเรือธงอย่าง AITO M9 ที่กำลังเตรียมปรับโฉมใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขายที่ชะลอตัวลงในขณะนี้.

ที่มา AFP / CarNewsChina.com

สหรัฐฯ ตัดสิน Live Nation ผูกขาดตลาด ทำตั๋วคอนเสิร์ตแพงเกินจริง

สหรัฐฯ ตัดสิน Live Nation ผูกขาดตลาด ทำตั๋วคอนเสิร์ตแพงเกินจริง

16 เม.ย. 2569 15:29 น.

สหรัฐฯ ตัดสิน Live Nation ผูกขาดตลาด ทำตั๋วคอนเสิร์ตแพงเกินจริง

ยักษ์ใหญ่ความบันเทิงระดับโลก Live Nation เจ้าของ Ticketmaster อาจถูกบังคับแยกกิจการ หลังคณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินว่าใช้อำนาจผูกขาดและเอาเปรียบแฟนเพลงด้วยการทำให้ค่าตั๋วคอนเสิร์ตแพงเกินจริง ด้านอัยการชี้เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่จะคืนความเป็นธรรมให้แก่ศิลปินและผู้บริโภค

คณะลูกขุนรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่า บริษัท Live Nation Entertainment ยักษ์ใหญ่ผู้ครองตลาดคอนเสิร์ตและเจ้าของแพลตฟอร์มจำหน่ายตั๋วชื่อดังอย่าง Ticketmaster มีพฤติกรรมผูกขาดตลาดอย่างผิดกฎหมาย และเรียกเก็บค่าตั๋วจากแฟนเพลงเกินความเป็นจริง ซึ่งคำตัดสินนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมดนตรีทั่วโลก

คำตัดสินดังกล่าวมีขึ้นหลังการพิจารณาคดีนานกว่า 7 สัปดาห์ในนิวยอร์ก โดยคณะลูกขุนพบหลักฐานว่า Ticketmaster ใช้สถานะผู้เล่นรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดตั๋วคอนเสิร์ตกว่า 70% และควบคุมสถานที่จัดคอนเสิร์ตกลางแจ้งกว่า 80% ในการกีดกันคู่แข่งรายย่อย ส่งผลให้คุณภาพการบริการแย่ลงและราคาตั๋วพุ่งสูงขึ้น

นอกจากนี้ คณะลูกขุนยังระบุว่า Ticketmaster ได้เรียกเก็บเงินเกินจากลูกค้าเฉลี่ย 1.72 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 55 บาท) ต่อตั๋วหนึ่งใบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขนี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าเสียหายทั้งหมด

จากคำตัดสินนี้ ผู้พิพากษาอรุณ สุบรามาเนียน อาจมีคำสั่งลงโทษทางการเงินอย่างหนัก รวมถึงมาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับให้ Live Nation ต้องขายกิจการบางส่วนออกไป หรือแม้กระทั่งสั่งให้แยกบริษัทออกจาก Ticketmaster เพื่อฟื้นฟูการแข่งขันที่เสรี ซึ่งจะช่วยให้ศิลปินรายย่อยและผู้จัดงานอิสระสามารถจองสถานที่จัดงานได้ง่ายขึ้น และทำให้ราคาตั๋วถูกลงในอนาคต

แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และบางรัฐจะถอนตัวจากการฟ้องร้องหลังมีการเจรจายอมความ แต่กลุ่มอัยการจาก 36 รัฐ นำโดยนายร็อบ บอนตา อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย ยังคงเดินหน้าฟ้องร้องต่อจนชนะคดี นายบอนตากล่าวว่า “นี่คือชัยชนะประวัติศาสตร์ของทั้งรัฐสีแดง (รีพับลิกัน) และสีน้ำเงิน (เดโมแครต) ที่ร่วมมือกันปกป้องผู้บริโภคและศิลปินจากพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของ Live Nation”

ด้าน Live Nation ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “คำตัดสินของคณะลูกขุนไม่ใช่คำขาดในเรื่องนี้” โดยบริษัทได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ปฏิเสธคำให้การของผู้เชี่ยวชาญที่ใช้คำนวณค่าเสียหาย และยืนยันว่าและยังแข่งขันกับผู้จัดงานและผู้ให้บริการรายอื่นอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด

ทั้งนี้ ทันทีที่มีคำตัดสินออกมา หุ้นของ Live Nation ร่วงลงทันทีมากกว่า 6% สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่ออนาคตของบริษัทความบันเทิงที่มีผู้เข้าชมงานกว่า 159 ล้านคนต่อปีรายนี้.

ที่มา BBC

ผู้ว่าฯ-นายกฯ นิวยอร์ก หนุนเก็บภาษีคนรวยมีบ้านหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 160 ล้านบาท

ผู้ว่าฯ-นายกฯ นิวยอร์ก หนุนเก็บภาษีคนรวยมีบ้านหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 160 ล้านบาท

16 เม.ย. 2569 14:44 น.

ผู้ว่าฯ-นายกฯ นิวยอร์ก หนุนเก็บภาษีคนรวยมีบ้านหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 160 ล้านบาท

ผู้ว่าฯ นิวยอร์กจ่อเก็บภาษีพิเศษรายปี กับบรรดาเศรษฐีที่มีบ้านพักหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 160 ล้านบาท หวังแก้ปัญหาช่องว่างงบประมาณและสกัดเหล่านักลงทุนที่ใช้บ้านหรูเป็นที่พักเงิน คาดสร้างรายได้เข้ารัฐกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี

นางแคธี โฮคูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แถลงข้อเสนอใหม่ในการจัดเก็บภาษีพิเศษ “pied-à-terre” กับบรรดาเศรษฐี สำหรับ “บ้านหลังที่สอง” ที่มีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 160 ล้านบาท) ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีคนใหม่ของนครนิวยอร์กผู้มีแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย

ผู้ว่าฯ โฮคูล ระบุผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการว่า “หากคุณมีเงินซื้อบ้านหลังที่สองมูลค่ากว่า 5 ล้านดอลลาร์เพื่อปล่อยว่างไว้เกือบทั้งปี คุณก็ย่อมมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือสังคมเหมือนชาวนิวยอร์กคนอื่นๆ”

โดยภาษีดังกล่าวจะเรียกเก็บในรูปแบบของ “ค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มรายปี” ที่พุ่งเป้าไปที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้พำนักอยู่ในนิวยอร์กเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มชนชั้นนำระดับโลกที่ใช้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแมนฮัตตันเป็นเพียง “แหล่งพักเงิน” มากกว่าการอยู่อาศัยจริง ซึ่งนโยบายนี้มีลักษณะคล้ายกับที่บังคับใช้แล้วในฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และแคนาดา

ข้อเสนอนี้ถือเป็นชัยชนะบางส่วนของนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีที่เพิ่งดำรงตำแหน่งครบ 100 วัน ซึ่งหาเสียงด้วยนโยบาย “เก็บภาษีคนรวยเพื่อคนจน” เพื่อนำเงินมาอุดหนุนโครงการสวัสดิการอย่าง รถเมล์ฟรี, ศูนย์ดูแลเด็กถ้วนหน้า และร้านชำของรัฐ

นายมัมดานีกล่าวว่า “เราเข้าใกล้การสร้างสมดุลทางงบประมาณไปอีกก้าว ด้วยการเก็บภาษีกลุ่มอภิมหาเศรษฐีและชนชั้นนำของโลกผ่านกฎหมาย “บ้านหลังที่ 2″ ครั้งแรกในรัฐของเรา” ขณะเดียวกันนครนิวยอร์กกำลังเผชิญกับภาวะงบประมาณขาดดุลอย่างหนักที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อน

ฝ่ายบริหารของมัมดานีได้ยกตัวอย่างมหาเศรษฐีอย่าง เคน กริฟฟิน ซีอีโอของ Citadel ที่เคยทำสถิติซื้อคอนโดมิเนียมหรูริมสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก ในราคาถึง 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 โดยนายกริฟฟินเคยออกมาวิจารณ์นโยบายของมัมดานีว่าไม่ใช่สิ่งที่ชาวนิวยอร์กควรได้รับ

ขณะที่นายบรูซ เบลคแมน คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน โจมตีผู้ว่าฯ โฮคูลว่าผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะไม่มีการเพิ่มภาษีใหม่ในปีเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม โฮคูลยืนยันว่าเธอจะสนับสนุนเฉพาะภาษีอสังหาริมทรัพย์หรูนี้เท่านั้น แต่จะไม่ยอมรับข้อเสนอการขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่กลุ่มสังคมนิยมเรียกร้อง

หากกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภารัฐนิวยอร์ก คาดว่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐได้ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยปิดช่องว่างงบประมาณของเมืองที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้.

ที่มา Reuters / USA TODAY

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

16 เม.ย. 2569 12:56 น.

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

ทางการยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศด้วยโดรนและขีปนาวุธเข้าใส่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ด้านกองทัพอากาศยูเครนเผยสามารถยิงสกัดหรือทำลายขีปนาวุธของรัสเซีย 31 ลูก และโดรน 636 ลำ โดยเหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลังสิ้นสุดช่วงประกาศหยุดยิง 32 ชั่วโมงเนื่องในวันอีสเตอร์ของชาวคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ 

นายเซอร์เก ลีซัค หัวหน้าฝ่ายบริหารทหารเมืองโอเดซา รายงานผ่านเทเลแกรมว่า การโจมตีเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้แห่งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 7 ราย ขณะที่ในกรุงเคียฟ นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรี ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัยเพียง 12 ปี

แรงระเบิดจากการโจมตีกลางดึกส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยและรถยนต์ในกรุงเคียฟเกิดเพลิงไหม้รุนแรง หน้าต่างและอาคารโรงแรมหลายแห่งได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในเขตโปดิลสกี เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งช่วยเหลือเด็กออกจากซากอาคารอพาร์ตเมนต์ 18 ชั้นที่ถูกโดรนพุ่งชนโดยตรง นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 รายในภูมิภาคดนีโปรเปโตรวสค์ ทางตอนกลางของประเทศ

ด้านกองทัพอากาศยูเครนแถลงว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้ยิงตกหรือทำลายขีปนาวุธของรัสเซีย 31 ลูก และโดรน 636 ลำ “ในช่วงเวลานี้ ศัตรูได้เปิดฉากโจมตีดินแดนยูเครนสองระลอก โดยใช้ขีปนาวุธภาคพื้นดินและขีปนาวุธที่ยิงจากอากาศ รวมถึงโดรนโจมตี”

ทางฝั่งรัสเซีย นายเวเนียมิน คอนดราเยฟ ผู้ว่าการภูมิภาคคราสโนดาร์ รายงานว่ามีเด็กเสียชีวิต 2 ราย (อายุ 5 ปี และ 14 ปี) จากเหตุโดรนโจมตีอาคารที่พักอาศัยในเมืองตูอัปเซ ทางตอนใต้ของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการตอบโต้ของยูเครนที่มีการโจมตีเข้าไปในดินแดนรัสเซียอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สงครามซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 นี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้โดยง่าย แม้จะมีการพยายามเจรจาสันติภาพหลายครั้งโดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง แต่กระบวนการดังกล่าวกลับต้องหยุดชะงักลง นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันไปให้ความสำคัญกับสงครามในตะวันออกกลางเป็นหลัก

ปัจจุบัน ยูเครนยังคงยึดมั่นในข้อเสนอที่ต้องการให้มีการหยุดยิงอย่างถาวรและมั่นคงเป็นก้าวแรก ก่อนจะเจรจาเพื่อยุติการรุกรานของรัสเซียอย่างยั่งยืน แต่ทางด้านมอสโกยืนกรานว่าต้องมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพให้ได้เสียก่อน จึงจะยุติการสู้รบ ซึ่งท่าทีนี้ทำให้ยูเครนออกมาตำหนิว่ารัสเซียไม่มีความจริงใจในการยุติสงคราม.

ที่มา AFP / Reuters

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

16 เม.ย. 2569 12:00 น.

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ประกาศเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.19 แสนล้านบาท) แก่ชาติพันธมิตรในเอเชีย รวมถึงไทย เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสำรองน้ำมันดิบ หวั่นวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงจากช่องแคบฮอร์มุซกระทบห่วงโซ่การผลิตลามถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่น

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำจากกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศพันธมิตร เช่น ไทย, ออสเตรเลีย, อินเดีย และเกาหลีใต้ ว่าเงินช่วยเหลือนี้จะอยู่ในรูปแบบของเงินกู้เพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการขยายคลังน้ำมันสำรองในแต่ละประเทศ ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC)

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิระบุว่า “ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทุกประเทศในเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากเกิดภาวะขาดแคลนหรือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในเอเชีย ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน”

เงินสนับสนุนจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ มีมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำมันดิบประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศอาเซียนตลอดทั้งปี โดยญี่ปุ่นมีความกังวลเป็นพิเศษว่า หากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีคลังน้ำมันสำรองจำกัดประสบปัญหาการเงินจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าส่งออกมายังญี่ปุ่น โดยเฉพาะเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์

วิกฤตการณ์ครั้งนี้รุนแรงขึ้นจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มประสบปัญหาในการชำระค่านำเข้าน้ำมันที่ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นย้ำชัดว่า มาตรการช่วยเหลือนี้เป็นรูปแบบของการสนับสนุนทางการเงิน ไม่ใช่การนำน้ำมันจากคลังสำรองของญี่ปุ่นออกมาแจกจ่าย ดังนั้นจึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศญี่ปุ่นเอง ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีคลังน้ำมันสำรองในระดับที่สูงมากเนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำจากประเทศต่างๆ ได้แก่ ไทย, ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, บรูไน, กัมพูชา, ติมอร์-เลสเต, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ศรีลังกา และเวียดนาม ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเห็นพ้องร่วมกันถึงความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือดังกล่าว.

ที่มา KYODO NEWS