ทอร์นาโดถล่มเมืองบราซิลพังยับ 90% ดับ 6 ศพ บาดเจ็บอีก 750 ราย

ทอร์นาโดถล่มเมืองบราซิลพังยับ 90% ดับ 6 ศพ บาดเจ็บอีก 750 ราย

9 พ.ย. 2568 06:31 น.

ทอร์นาโดถล่มเมืองบราซิลพังยับ 90% ดับ 6 ศพ บาดเจ็บอีก 750 ราย

พายุทอร์นาโดพัดถล่มเมืองทางใต้ของประเทศบราซิล ทำให้เมืองเสียหายเกือบทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 750 ราย

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พ.ย. 2568 ทางการบราซิลเปิดเผยว่า พายุทอร์นาโดลูกหนึ่งพัดถล่มเมือง รีโอ บอนิโต โด อีกวาซู ในรัฐปารานา ทางตอนใต้ของประเทศ จนได้รับความเสียหายเกือบทั้งเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้บาดเจ็บกว่า 750 คน

กรมอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นระบุว่า ทอร์นาโดลูกนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมันพัดรถยนต์จนพลิกคว่ำเหมือนกับรถของเล่น และทำลายอาคารบ้านเรือนในเมืองที่มีประชากรราว 14,000 คนแห่งนี้จนยับเยิน

รายงานระบุอีกว่า พายุลูกนี้คงอยู่เป็นเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่มันพัดมาพร้อมกับ ลูกเห็บ และลมที่รุนแรงหมุนวนด้วยความเร็วสูงสุดถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นว่าเมืองส่วนใหญ่ถูกทำลายล้าง อาคารพังทลายและมีเศษซากอยู่ทุกหนแห่ง

“มันทำลายทุกสิ่ง มันทำลายเมือง บ้านเรือน โรงเรียน แล้วพวกเราจะเป็นอย่างไรต่อไป?” โรเซเล ดาลคันดอน ชาวบ้านท้องถิ่นกล่าวขณะยืนอยู่ข้างกองเศษซากที่เคยเป็นร้านค้าของเธอ

เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันพลเรือนยืนยันว่า เมืองได้รับความเสียหายกว่า 90% ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตหรือผู้เคราะห์ร้าย ที่อาจอยู่ใต้กองซากปรักหักพัง โดยมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงในเมืองใกล้เคียงด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนอื่นๆ

นายเฟอร์นันโด ชูนิก หัวหน้าสำนักงานป้องกันพลเรือนรัฐปารานา บอกกับสำนักข่าว G1 ว่า ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นราวกับฉากในสงคราม และเขาเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากพายุทอร์นาโดพัดเข้าถล่มพื้นที่ใจกลางเมือง ซึ่งมักก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง

ด้านนาย ราตินโญ จูเนียร์ ผู้ว่าการรัฐปารานา โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า กองกำลังความมั่นคงกำลังเฝ้าระวัง ระดมพล และติดตามสถานการณ์ในเมืองต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุรุนแรง

ขณะที่หน่วยงานสภาพอากาศของบราซิล ประกาศเตือนพายุอันตราย โดยมีผลทั่วทั้งรัฐปารานา รวมถึงรัฐทางใต้อื่นๆ ได้แก่ ซานตา กาตารินา และ ริโอ กรันเด โด ซูล ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันอีก 1 ศพ เหลือ 5 รายสุดท้าย

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันอีก 1 ศพ เหลือ 5 รายสุดท้าย

9 พ.ย. 2568 06:06 น.

อิสราเอลยืนยัน ฮามาสคืนร่างตัวประกันอีก 1 ศพ เหลือ 5 รายสุดท้าย

อิสราเอลยืนยัน กลุ่มฮามาสคืนร่างตัวประกันอีก 1 รายแล้ว ทำให้ตอนนี้เหลือตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วอีกเพียง 5 รายที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พ.ย. 2568 กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ระบุตัวตนของศพที่ได้รับมอบจากกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาในวันศุกร์ที่ผ่านมาแล้วว่า เป็นร่างของนายลิออร์ รูดาเอฟ ชาวอิสราเอล-อาร์เจนตินา ซึ่งถูกจับเป็นตัวประกันตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน

กองทัพอิสราเอลระบุว่า ชายวัย 61 ปีรายนี้ถูกสังหารขณะพยายามปกป้องคิบบุตซ์ นีร์ ยิตซัก (Nir Yitzhak) ในตอนที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีพื้นที่ภาคใต้ของอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 พ.ย. 2566 และศพของเขาก็ถูกกลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ญิฮาดปาเลสไตน์ (PIJ) นำไปยังฉนวนกาซา

อนึ่ง กลุ่มอิสลามิสต์ญิฮาดปาเลสไตน์ เป็นกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรของกลุ่มฮามาส ที่มีส่วนร่วมในการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และเคยควบคุมตัวประกันชาวอิสราเอลไว้บางส่วนก่อนหน้านี้

กลุ่ม PIJ ระบุว่า พบร่างของนายรูดาเอฟ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่เมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา

จนถึงตอนนี้ กลุ่มฮามาสส่งคืนตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วทั้งหมด 20 คน และศพตัวประกันที่เสียชีวิต 23 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค. โดยศพตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 5 ราย ที่ยังอยู่ในกาซานั้น เป็นชาวอิสราเอล 4 คน และเป็นชาวไทย 1 คน

ด้านกลุ่มสนับสนุนครอบครัวของตัวประกันและผู้สูญหายในอิสราเอล ออกมาแสดงความยินดีต่อการส่งมอบศพตัวประกันรายล่าสุด โดยระบุว่า “การได้ร่างของลิออร์กลับมาสามารถบรรเทาทุกข์ให้แก่ครอบครัว ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอนและความสงสัยที่เจ็บปวดมานานกว่าสองปี ได้ในระดับหนึ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ โจมตีพลังงาน-เขตที่อยู่อาศัยในยูเครน ดับ 6 ศพ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ โจมตีพลังงาน-เขตที่อยู่อาศัยในยูเครน ดับ 6 ศพ

9 พ.ย. 2568 04:05 น.

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ โจมตีพลังงาน-เขตที่อยู่อาศัยในยูเครน ดับ 6 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครนรอบใหม่ มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้เกิดไฟดับเป็นวงกว้าง การโจมตียังโดนเขตที่อยู่อาศัยจนมีผู้เสียชีวิต 6 ศพด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเขตที่อยู่อาศัยในยูเครนรอบใหม่ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย และทำให้เกิดไฟดับและเครื่องทำความร้อนไม่ทำงานเป็นวงกว้าง

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนติดระเบิดมาโจมตีมากกว่า 450 ลำ และยิงขีปนาวุธมา 45 ลูก โดยมีรายงานว่าพวกเขายิงขีปนาวุธตกไป 9 ลูก และยิงโดรนตกไป 406 ลำ

รวมแล้วรัสเซียโจมตีระลอกล่าสุดของรัสเซียโดนเป้าหมายในยูเครน 25 จุด รวมถึงในเมืองหลวงกรุงเคียฟ ขณะที่ตึกอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองดนีโปรก็ถูกโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 3 ศพที่เมืองซาโปริชเชีย

น.ส.ยูเลีย สวิรีเดนโก นายกรัฐมนตรียูเครนกล่าวว่า สิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานขนาดใหญ่ ในแคว้นโปลตาวา, คาร์คิฟ และเคียฟ ได้รับความเสียหาย ขณะที่กระทรวงพลังงานยูเครนเผยว่า เกิดไฟฟ้าดับในแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์, เชอรนิฮิฟ, ซาโปริชเชีย, โอเดสซา และ คิโรโวห์รา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเพื่อฟื้นฟูระบบไฟฟ้า

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า การโจมตีของพวกเขามุ่งเป้าไปที่กองทัพยูเครนไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเมื่อคืนที่ผ่านมา กองทัพของพวกเขาก็ยิงโดรนของยูเครนตกไป 79 ลำด้วย

ทั้งนี้ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนก่อนถึงฤดูหนาว กลายเป็นแผนการรบที่รัสเซียใช้ทุกปีนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในปี 2565 ซึ่งเหล่ารัฐมนตรีของยูเครนต่างแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า มอสโกไม่ได้เพียงพยายามทำลายขวัญกำลังใจของยูเครนเท่านั้น แต่ยังพยายามทำให้เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก ด้วยการทำลายเครือข่ายพลังงาน

นักวิเคราะห์ระบุว่า ฤดูหนาวครั้งที่สี่ของการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียนี้ จะเป็นบททดสอบที่สำคัญสำหรับความสามารถในการป้องกันประเทศของยูเครน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า การโจมตีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียของชาติตะวันตก จะต้องไม่มีข้อยกเว้น

การโจมตีล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ สหรัฐฯ ให้การยกเว้นประเทศฮังการีจากข้อจำกัดเรื่องการซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเป็นเวลา 1 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บริษัท UPS – FedEx สั่งจอดบินขนสินค้าบางส่วน หลัง MD-11 ตกดับ 14 ศพ

บริษัท UPS - FedEx สั่งจอดบินขนสินค้าบางส่วน หลัง MD-11 ตกดับ 14 ศพ

9 พ.ย. 2568 02:35 น.

บริษัท UPS – FedEx สั่งจอดบินขนสินค้าบางส่วน หลัง MD-11 ตกดับ 14 ศพ

บริษัท UPS กับ FedEx สั่งระงับใช้งานเครื่องบินขนส่งรุ่น MD-11 ของตัวเองทั้งหมด หลังจากเครื่องบินรุ่นนี้ตกในรัฐเคนทักกี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทขนส่งสินค้ารายใหญ่อย่าง UPS และ FedEx ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาสั่งระงับการใช้งานเครื่องบินบรรทุกสินค้ารุ่น MD-11 ทั้งหมดแล้ว หลังจากเครื่องบินรุ่นนี้ที่ใช้งานโดยบริษัท UPS ตกขณะพยายามขึ้นบินจากสนามบินในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกีเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ

UPS กับ FedEx ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องบิน ที่ให้ระงับการใช้เครื่องบินรุ่น MD-11 ไปก่อน “ด้วยความระมัดระวังอย่างสูง และเพื่อความปลอดภัย เราได้ตัดสินใจที่จะระงับการใช้งานฝูงบิน MD-11 ชั่วคราว” UPS ประกาศเมื่อวันศุกร์ (7 พ.ย.)

“การระงับมีผลทันที เราตัดสินใจเชิงรุกเช่นนี้ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องบิน” UPS ระบุเสริม และว่า พวกเขามีแผนฉุกเฉินเพื่อรับรองว่า “เรายังคงสามารถให้บริการที่เชื่อถือได้” พร้อมยืนยันว่าเครื่องบิน MD-11 คิดเป็นประมาณ 9% ของฝูงบินทั้งหมดของ UPS เท่านั้น

ด้าน FedEx แถลงเมื่อวันเสาร์ว่า ได้ระงับการใช้งานเครื่องบิน MD-11 จำนวน 28 ลำ จากฝูงบินทั้งหมดประมาณ 700 ลำ เพื่อดำเนินการตรวจสอบด้านความปลอดภัยด้วยเช่นกัน

ขณะที่บริษัท โบอิ้ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบิน MD-11 ออกแถลงการณ์ระบุว่า “เนื่องจากความปลอดภัยคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด เราจึงแนะนำผู้ให้บริการเครื่องบินบรรทุกสินค้า MD-11 ทั้งสามราย ให้ระงับการปฏิบัติการบินชั่วคราวในขณะที่มีการตรวจสอบทางวิศวกรรมเพิ่มเติม”

อนึ่ง นอกจาก UPS และ FedEx แล้ว ผู้ให้บริการอีก 1 รายที่ใช้เครื่องบิน MD-11 คือสายการบิน Western Global Airlines

ในวันเสาร์ นายแอนดี บีเชียร์ ผู้ว่าการรัฐเคนทักกีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่พบศพผู้เคราะห์ร้ายอีก 1 ราย ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 14 ศพแล้ว

ทั้งนี้ เครื่องบิน MD-11 ที่ประสบเหตุ ซึ่งบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงราว 144,000 ลิตร สำหรับเที่ยวบินระยะไกลไปยังฮาวาย ตกเฉียดโรงงานประกอบยานยนต์ของ Ford ซึ่งมีพนักงานประมาณ 3,000 คน ไปอย่างหวุดหวิด อย่างไรก็ตาม มันทำให้เกิดไฟลุกไหม้ และทิ้งเศษซากความเสียหายเป็นทางยาว

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งของ MD-11 เกิดไฟไหม้และหลุดออกระหว่างการบินขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบกล่องดำของเครื่องบินลำนี้เพื่อหาข้อเท็จจริงว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์สั่งบอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

ทรัมป์สั่งบอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

8 พ.ย. 2568 23:52 น.

ทรัมป์สั่งบอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ หลังจากเขากล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน

เมื่อ 8 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะไม่ส่งผู้แทนไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ G20 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ หลังจากผู้นำสหรัฐฯ รายนี้กล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยที่ไม่มีการเปิดเผยหลักฐานที่แน่ชัด

ข้อความของนายทรัมป์ที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า เป็นเรื่องที่ “เสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง” ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพการประชุม G20 ซึ่งผู้นำจากประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกจะมารวมตัวกันที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กในช่วงปลายเดือนนี้

“ชาวแอฟริกันเนอร์ (กลุ่มคนที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวดัตช์ รวมถึงผู้อพยพชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน) กำลังถูกฆ่าและสังหาร และที่ดินและฟาร์มของพวกเขากำลังถูกยึดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ และว่า “จะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าร่วมตราบใดที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า แอฟริกาใต้ไม่ควรอยู่ในกลุ่ม G20 และเขาจะส่ง รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) ไปแทนตัวเขา แต่ตอนนี้ทำเนียบขาวระบุว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนใด เดินทางไปร่วมการประชุมเลย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ “น่าเสียใจ”

“รัฐบาลแอฟริกาใต้ขอชี้แจงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การนิยามว่า ชาวแอฟริกันเนอร์เป็นกลุ่มคนผิวขาวเท่านั้นนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหลักประวัติศาสตร์” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุ “นอกจากนี้ ข้อกล่าวอ้างที่ว่าชุมชนนี้กำลังเผชิญกับการเข่นฆ่า ก็ไม่มีข้อเท็จจริงยืนยัน”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม นายทรัมป์กล่าวหาแอฟริกาใต้อย่างต่อเนื่องว่า เลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยผิวขาว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาหยิบยกเรื่องนี้มาพูดกับนาย ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ขณะที่ทั้งคู่พบปะพูดคุยกันที่ห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาว

ในเดือนเดียวกันนั้น รัฐบาลของทรัมป์ได้มอบสถานะผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวแอฟริกันเนอร์ โดยระบุว่ากำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในแอฟริกาใต้ และเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำเนียบขาวก็ประกาศแผนจำกัดโควตารับผู้ลี้ภัยจนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และจะให้ความสำคัญกับการรับผู้ลี้ภัยผิวขาวชาวแอฟริกาใต้เป็นอันดับแรก

ด้านรัฐบาลแอฟริกาใต้ออกมาโต้แย้งว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาวนั้น “ถูกหักล้างอย่างกว้างขวางและไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน” พร้อมทั้งชี้ว่า ชาวแอฟริกาใต้มีการตอบสนองต่อข้อเสนอรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือไต้ฝุ่น “ฟงวอง” หลัง “คัลแมกี” ถล่มดับ 200 ศพ

ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือไต้ฝุ่น “ฟงวอง” หลัง “คัลแมกี” ถล่มดับ 200 ศพ

8 พ.ย. 2568 22:37 น.

ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือไต้ฝุ่น “ฟงวอง” หลัง “คัลแมกี” ถล่มดับ 200 ศพ

ทางการฟิลิปปินส์สั่งอพยพประชาชนและหยุดการเรียนการสอน เพื่อเตรียมรับมือกับไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ซึ่งกำลังจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในเร็วๆ นี้ ย้ำเตือนความเสียหายจากพายุคัลแมกี ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 200 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 พ.ย. 2668 ว่า ฟิลิปปินส์กำลังเตรียมรับมือกับไต้ฝุ่น “ฟงวอง” (Fung-wong) ซึ่งคาดกันว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น โดยตอนนี้มันมีความเร็วลมอย่างน้อย 185 กม./ชม. และจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ในช่วงเย็นวันอาทิตย์ (9 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นเป็นอย่างเร็วที่สุด

กรมอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ (Pagasa) เตือนว่า พายุลูกนี้จะทำให้เกิดฝนตกหนักและมีความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง (สตอร์มเซิร์จ) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยทางการสั่งให้โรงเรียนหลายแห่งยกเลิกการเรียนการสอนในวันจันทร์นี้ (10 พ.ย.) หรือเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์แทน ขณะที่สายการบิน ฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์ ยกเลิกเที่ยวบินในประเทศจำนวนหนึ่ง

Pagasa คาดว่าไต้ฝุ่นฟงวองจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่อขึ้นฝั่ง แต่มีแนวโน้มที่จะยังคงมีสถานะเป็น “ไต้ฝุ่น” ในขณะที่มันเคลื่อนตัวอยู่เหนือเกาะลูซอน โดยพื้นที่ทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ ได้เริ่มประสบกับฝนตกหนักและลมแรง จากอิทธิพลของพายุลูกนี้แล้ว

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์คาดด้วยว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับผลกระทบจากพายุไม่มากก็น้อย แต่มีความกังวลเป็นพิเศษในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งรวมถึงเกาะเล็ก ๆ อย่าง คาตันดัวเนส (Catanduanes) ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะลูซอน

โฆษกสำนักงานป้องกันพลเรือนฟิลิปปินส์ระบุว่า ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ ได้รับคำสั่งให้เร่งอพยพไปยังที่สูงก่อนที่พายุจะมาถึง โดยการอพยพจะต้องเสร็จสิ้นภายในเช้าวันอาทิตย์เป็นอย่างช้าที่สุด และไม่ควรพยายามอพยพในขณะที่มีฝนตกหนักและลมแรง

ทั้งนี้ การมาของไต้ฝุ่นฟงวองทำให้เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ระงับปฏิบัติการกู้ภัย เพื่อช่วยเหลือเหยื่อพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” หนึ่งในพายุรุนแรงที่สุดในปีนี้ ซึ่งเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่ภาคกลางของฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มเป็นวงกว้าง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 204 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 100 คน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศภาวะภัยพิบัติทั่วประเทศ หลังการพัดผ่านของไต้ฝุ่นคัลแมกี และเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกต่อไป โดยประกาศนี้จะทำให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจมากขึ้นในการเข้าถึงงบประมาณฉุกเฉิน และเร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการส่งมอบสินค้าและบริการที่จำเป็นไปยังผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

8 พ.ย. 2568 10:46 น.

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือประณามการประชุมความมั่นคงร่วมสหรัฐฯ–เกาหลีใต้ ชี้การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ “จอร์จ วอชิงตัน” เข้าประจำการเป็นการคุกคาม แถมขู่จะตอบโต้ด้วยปฏิบัติการเชิงรุก

นายโน กวางชอล รัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ข่มขู่จะใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ต่อสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ อ้างเพื่อป้องกันประเทศและรักษาสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี หลังไม่พอใจที่ทั้งสองประเทศจัดการประชุมด้านความมั่นคงร่วมกัน และส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ “จอร์จ วอชิงตัน” เข้าจอดเทียบท่าที่เมืองปูซานทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเปิดเผยเจตนาอย่างชัดเจนและตั้งใจที่จะเผชิญหน้ากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีจนถึงที่สุด 

นอกจากนี้ นายโนยังประณามการที่สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ “ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน” เข้าเทียบท่าที่เมืองปูซานในสัปดาห์นี้ โดยระบุว่าเป็นการยั่วยุครั้งใหม่ หลังเพิ่งจัดการฝึกซ้อมทางอากาศร่วมกับกองทัพเกาหลีใต้

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธตกลงในทะเลด้านตะวันออกของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคลและองค์กรของเกาหลีเหนือเพิ่มเติม โดยอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการฟอกเงินทางไซเบอร์

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้ประณามการยิงขีปนาวุธดังกล่าว และแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง ต่อท่าทีแข็งกร้าวของเปียงยาง ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เพิ่งเดินทางไปยังเขตปลอดทหาร (DMZ) ที่แบ่งแยกสองประเทศ ก่อนหารือประเด็นความมั่นคงในกรุงโซล ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ชี้แจงว่า การเทียบท่าของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ มีจุดประสงค์เพียงเพื่อเติมเสบียงและให้ลูกเรือพักผ่อนเท่านั้น

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเยือนเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ย้ำความตั้งใจที่จะเจรจากับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แม้การพบปะจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม โดยทรัมป์ระบุว่าพร้อมกลับมาเยือนภูมิภาคนี้อีกครั้งเพื่อพบนายคิมหากมีโอกาส

ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือยังได้ทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร ในช่วงเวลาที่ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำประเทศอื่น ๆ มีกำหนดเดินทางมาประชุมระดับภูมิภาคที่เกาหลีใต้

กองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ระบุว่า การยิงขีปนาวุธล่าสุดไม่เป็นภัยคุกคามโดยตรง ต่อเจ้าหน้าที่หรือดินแดนของสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่ชี้ว่าการกระทำของเกาหลีเหนือเป็นปัจจัยสร้างความไม่มั่นคงต่อภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

8 พ.ย. 2568 09:44 น.

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

ชาวเวียดนามเร่งฟื้นฟูหลังพายุคัลแมกีพัดถล่มภาคกลาง ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ มีบ้านพัง หลังคาปลิวเกือบ 2,600 หลัง ประชาชนกว่า 1.6 ล้านครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้

พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ซึ่งพัดผ่านเวียดนามเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทิ้งร่องรอยความเสียหายอย่างหนักในหลายจังหวัดภาคกลางของประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ สูญหาย 3 ราย และประชาชนกว่า 1.6 ล้านครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้

สำนักข่าวของทางการเวียดนามรายงานว่า ผู้เสียชีวิต 3 รายอยู่ในจังหวัดดั๊กลัก และอีก 2 รายในจังหวัดซายลาย ขณะที่มีผู้สูญหายในจังหวัดกว๋างหงาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากฝนและคลื่นลมแรง

มีรายงานว่าพายุทำให้บ้านเรือนกว่า 2,600 หลังได้รับความเสียหายหรือหลังคาปลิว โดยเฉพาะที่จังหวัดซายลาย ซึ่งได้รับรายงานว่ามีบ้านพังมากกว่า 2,400 หลัง ขณะที่อีกกว่า 50 หลังพังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิง โรงงานในจังหวัดบิ่ญดิญ ถูกน้ำท่วมจนเครื่องจักรและอุปกรณ์เสียหายหนัก ส่วนในเมืองกวีเญิน ชาวบ้านตื่นเช้ามาเจอเศษหลังคาเหล็กและข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายเต็มถนน

ล่าสุดหลังพายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและเคลื่อนเข้าสู่ไทย ชาวบ้านในจังหวัดดั๊กลักเริ่มกลับออกมาสำรวจความเสียหาย หลายพื้นที่ยังมีน้ำขังและกิ่งไม้หักเกลื่อนถนน ร้านค้าพยายามกู้ของใช้ที่เปียกน้ำมาวางตากแดด ส่วนชาวบ้านเร่งซ่อมแซมหลังคาที่ถูกลมพัดหลุด

ก่อนหน้านี้ ทางการเวียดนามอพยพประชาชนมากกว่า 537,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยบางพื้นที่ต้องใช้เรือช่วยขนย้ายผู้สูงอายุและเด็ก ขณะที่ฝนตกต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ และเสี่ยงต่อดินถล่มในหลายจังหวัด

แม้คัลแมจีจะอ่อนกำลังลงและพัดผ่านไปแล้ว แต่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่ายังมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักถึง 600 มิลลิเมตรในบางพื้นที่ของภาคกลาง ก่อนที่พายุจะเคลื่อนเข้าสู่ลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ปีนี้เวียดนามต้องเผชิญพายุหลายลูกติดต่อกัน ทั้ง รากาซา, บัวลอย และ มัตโม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกว่า 85 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้พายุในภูมิภาคนี้ทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุคัลแมกี

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

8 พ.ย. 2568 09:19 น.

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

ตำรวจอินโดฯ เผยเหตุระเบิดสองครั้งกลางมัสยิดโรงเรียนมัธยมในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย จนมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 55 คน ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนวัยรุ่นวัย 17 ปี 

พล.ต.อ.ลิสติโย ซีกิต ปราโบโว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยจากเหตุระเบิดภายในมัสยิดของโรงเรียนมัธยม SMA 72 ในกรุงจาการ์ตา เมื่อเวลาประมาณเที่ยงวันวานนี้ เป็นนักเรียนชายวัย 17 ปี ของโรงเรียนเดียวกัน โดยวัยรุ่นคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและกำลังอยู่ระหว่างการผ่าตัดในโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่ได้กันพื้นที่และเริ่มสอบสวนต้นตอของแรงระเบิด รวมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยพล.ต.อ.ลิสติโยกล่าว กล่าวย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นการก่อการร้าย

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เหตุเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนเริ่มละหมาดวันศุกร์ เสียงระเบิดดังสนั่นสองครั้ง และมีกลุ่มควันสีเทาที่พวยพุ่งออกจากมัสยิด จนเกิดความโกลาหลทั่วโรงเรียน นักเรียนจำนวนมากพากันหนีตายออกจากอาคาร ทุกคนวิ่งออกไปที่สนาม มีคนเจ็บมาก หลายคนถูกหามส่งโรงพยาบาลทันที

ล่าสุดผู้บาดเจ็บกว่า 30 ราย ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอิสลามเซมปากาปูติห์ และโรงพยาบาลยาร์ซี ซึ่งมีการตั้งศูนย์ข้อมูลช่วยญาติผู้บาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ หน่วยกู้ภัยจาการ์ตาระบุว่า ต้นตอของการระเบิดอาจมาจากลำโพง ภายในมัสยิด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นอื่น ๆ ออก และขอประชาชนอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นเหตุวางระเบิดโจมตี

ด้านรองรัฐมนตรีด้านความมั่นคง โลเดอวิก ฟรีดริช เปาลุส กล่าวเตือนว่าอย่ารีบด่วนตัดสินว่านี่เป็นการก่อการร้าย พร้อมเผยว่าภาพอาวุธที่หลุดในโซเชียลมีเดียจริง ๆ แล้วเป็นเพียงปืนของเล่น ที่เจ้าหน้าที่พบในที่เกิดเหตุ

แม้ภาพจากสถานที่เกิดเหตุจะไม่พบความเสียหายร้ายแรงต่ออาคารมัสยิด แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความสะเทือนใจอย่างหนักในอินโดนีเซีย ซึ่งในอดีตเคยเผชิญเหตุโจมตีเป้าหมายศาสนาและตะวันตกหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในมัสยิดมาก่อน

เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า จะเร่งสอบสวนทุกมุมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ พร้อมขอประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลเท็จในโซเชียล ขณะที่สังคมออนไลน์อินโดนีเซียกำลังวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์นี้อย่างดุเดือด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

8 พ.ย. 2568 07:18 น.

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

เผย กัมพูชาจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ฝากทองคำสำรองไว้ในจีน ภายใต้คลังที่ขึ้นทะเบียนกับตลาดทองเซี่ยงไฮ้ สะท้อนยุทธศาสตร์จีนผลักดันระบบการเงินโลกที่ลดการพึ่งพาตะวันตก

วันที่ 7 พฤศจิกายน  2568  สื่อธุรกิจ Business Times รายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า กัมพูชาเตรียมฝากทองคำสำรองส่วนหนึ่งไว้กับประเทศจีน ถือเป็นก้าวแรกของจีนในการผลักดันตนเองสู่การเป็นศูนย์กลางทองคำโลก โดยทองคำของกัมพูชาจะถูกจัดเก็บในห้องนิรภัยที่จดทะเบียนกับ ตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) ภายในเขตปลอดภาษีเมืองเสิ่นเจิ้น โดยเป็นทองคำที่กัมพูชาเพิ่งจัดซื้อใหม่ ไม่ใช่การย้ายทองคำสำรองเดิม  

นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า ยังมีอีกหลายประเทศที่แสดงความสนใจฝากทองคำในจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางทองคำแบบดั้งเดิมอย่างลอนดอน ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการเป็นผู้ดูแลทองคำของชาติอื่น เพื่อสร้างระบบการเงินโลกที่ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐและศูนย์กลางตะวันตก 

ขณะที่ข้อมูลจาก สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ปัจจุบันกัมพูชามีทองคำสำรองราว 54 ตัน คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมูลค่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 960,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายชี เสนา ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติกัมพูชา กล่าวว่า ทางการกำลังพิจารณาหลายสถานที่ทั่วโลกในการจัดเก็บทองคำสำรองของประเทศ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าจีนเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา และ ธนาคารกลางจีน ยังไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวนี้แต่อย่างใด

ที่มา Business Times