ฟิลิปปินส์ประกาศ “ภาวะภัยพิบัติ” หลังยอดผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ทะลุ 114 ศพ

ฟิลิปปินส์ประกาศ "ภาวะภัยพิบัติ" หลังยอดผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่น "คัลแมกี" ทะลุ 114 ศพ

6 พ.ย. 2568 13:18 น.

ฟิลิปปินส์ประกาศ “ภาวะภัยพิบัติ” หลังยอดผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ทะลุ 114 ศพ

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ประกาศภาวะภัยพิบัติ หลังพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี หนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดของปี ก่อให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่เกาะเซบู ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 71 คน และสูญหาย 127 คน บาดเจ็บอีกกว่า 80 คน รวมทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตแล้วไม่น้อยกว่า 114 คน ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมและหน่วยป้องกันภัยพลเรือน

พายุดังกล่าวได้สร้างความเสียหายและน้ำท่วมเมืองต่าง ๆ ทั่วทั้งเกาะเซบู ซึ่งเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตในเซบูถึง 71 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้สูญหายอีก 127 ราย และบาดเจ็บ 82 ราย ตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ หน่วยงานท้องถิ่นของจังหวัดเซบูรายงานยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 28 ราย ซึ่งยังไม่รวมอยู่ในยอดอย่างเป็นทางการของสำนักงานป้องกันพลเรือนแห่งชาติ

สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่ในฟิลิปปินส์มาจากการจมน้ำ โดยพายุได้พัดพาน้ำโคลนจำนวนมหาศาลจากเนินเขาเข้าท่วมเมืองและชุมชนต่าง ๆ ความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยในเซบูนั้นรุนแรงมาก อาคารขนาดเล็กหลายแห่งถูกน้ำพัดหายไป และมีโคลนหนาปกคลุมพื้นที่หลังน้ำลด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าความเสียหายที่เกิดจากพายุครั้งนี้ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ เปิดเผยในวันพฤหัสบดีว่า การตัดสินใจประกาศภาวะภัยพิบัติแห่งชาติเป็นผลมาจากความเสียหายที่เกิดจากไต้ฝุ่นคัลแมกี และความกังวลล่วงหน้าต่อพายุอีกลูก คือ “ฟงวอง”  ซึ่งคาดว่าจะพัดเข้าประเทศในสัปดาห์หน้า ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวว่า “เกือบ 10 ภูมิภาค ประมาณ 10 ถึง 12 ภูมิภาค จะได้รับผลกระทบ ดังนั้นหากมีพื้นที่เกี่ยวข้องจำนวนมากและมีขอบเขตเช่นนี้ นั่นถือเป็นภัยพิบัติระดับชาติ” 

การประกาศภาวะภัยพิบัติแห่งชาติในฟิลิปปินส์ เป็นสถานการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทรัพย์สินเสียหายอย่างหนัก และการดำเนินชีวิตปกติหยุดชะงัก คำสั่งนี้ให้อำนาจแก่หน่วยงานรัฐบาลมากขึ้นในการเข้าถึงเงินทุนฉุกเฉิน และเร่งรัดการจัดซื้อจัดส่งสินค้าและบริการที่จำเป็นไปยังผู้ประสบภัย

สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 400,000 คน ในเซบู ซึ่งมีประชากร 2.5 ล้านคน ต้องพลัดถิ่นจากภัยพิบัติครั้งนี้

ไต้ฝุ่นคัลแมกี เป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 20 ที่พัดเข้าถล่มฟิลิปปินส์ในปีนี้ โดยเกิดขึ้นไม่ถึงเดือนหลังจากไต้ฝุ่นสองลูกก่อนหน้านี้ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและพืชผล

ไต้ฝุ่นคัลแมกีได้เคลื่อนตัวออกจากฟิลิปปินส์ในเช้าวันพฤหัสบดี และกำลังเคลื่อนที่ไปยังตอนกลางของเวียดนาม ซึ่งยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วหลายสิบคน

พายุได้ทวีความรุนแรงขึ้น โดยความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางเพิ่มขึ้นจาก 150 กม./ชม. เป็น 155 กม./ชม. และคาดว่าจะขึ้นฝั่งในเวียดนามกลางในเช้าวันศุกร์นี้ (7 พ.ย.) ส่งผลให้มีการยกเลิกหรือเลื่อนเที่ยวบินกว่า 50 เที่ยวในเวียดนาม.

ที่มา BBC

ปธน. หญิงเม็กซิโกไม่ทน ประกาศดำเนินคดีหลังถูกชายลวนลามกลางถนน

ปธน. หญิงเม็กซิโกไม่ทน ประกาศดำเนินคดีหลังถูกชายลวนลามกลางถนน

6 พ.ย. 2568 12:47 น.

ปธน. หญิงเม็กซิโกไม่ทน ประกาศดำเนินคดีหลังถูกชายลวนลามกลางถนน

ประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบาม ของเม็กซิโก ประกาศว่าจะดำเนินคดีกับชายที่ลวนลามเธอระหว่างออกพบประชาชนในกรุงเม็กซิโกซิตี เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และถูกบันทึกไว้ในคลิปวิดีโอที่แพร่หลายบนสื่อสังคมออนไลน์ เธอกล่าวย้ำว่า “ถ้าทำได้กับประธานาธิบดี แล้วผู้หญิงทั่วไปจะปลอดภัยได้อย่างไร”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร (4 พ.ย.) โดยมีภาพวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือแสดงให้เห็นขณะที่ประธานาธิบดีเชนบามกำลังพูดคุยกับกลุ่มผู้สนับสนุนบนถนนใกล้กับทำเนียบประธานาธิบดี  ในกรุงเม็กซิโกซิตี

ในวิดีโอ ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านหลังและพยายามจูบที่คอของเธอ พร้อมกับวางมือลงบนร่างกายของเธอ ซึ่งประธานาธิบดีเชนบามได้ถอยออกไปอย่างรวดเร็ว และเจ้าหน้าที่ในทีมของเธอได้เข้ามาขัดขวาง

ในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเชนบามกล่าวถึงการตัดสินใจดำเนินคดีว่า “ความเห็นของดิฉันคือ หากดิฉันไม่ยื่นเรื่องร้องทุกข์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงเม็กซิโกคนอื่น ๆ? ถ้าพวกเขาทำเช่นนี้กับประธานาธิบดี แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงทุกคนในประเทศของเรา?”

เธอกล่าวต่อว่า “ดิฉันตัดสินใจที่จะฟ้องร้อง เพราะนี่คือสิ่งที่ดิฉันประสบในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะผู้หญิงต้องประสบในประเทศของเรา” พร้อมเสริมว่า “ดิฉันเคยประสบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ตอนที่ยังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ตอนที่เป็นนักศึกษา”

นอกจากนี้ เธอยังเสริมว่าได้ตัดสินใจเดินหน้าดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดผู้หญิงคนอื่น ๆ ในฝูงชนด้วย และย้ำว่า “ต้องขีดเส้นแบ่ง”

กลุ่มสิทธิสตรีและนักวิจารณ์สตรีนิยมระบุว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงขอบเขตของวัฒนธรรม “มาคิสโม่” (Machismo) ที่ฝังรากลึกในสังคมเม็กซิโก ซึ่งผู้ชายเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะคุกคามแม้กระทั่งประธานาธิบดี หากเธอเป็นผู้หญิง

ปัญหาการสังหารสตรี ก็เป็นปัญหาใหญ่ในเม็กซิโก โดยคาดการณ์ว่าคดีฆาตกรรมตามเพศสภาพถึง 98% ไม่มีการลงโทษ แม้ว่าประธานาธิบดีเชนบามเคยให้คำมั่นว่าจะแก้ไขปัญหานี้ในช่วงหาเสียง แต่ในช่วงการบริหารของเธอยังไม่มีการพัฒนาที่เห็นได้ชัดเจนในด้านอาชญากรรมรุนแรงส่วนนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีและความปลอดภัยของนักการเมืองโดยทั่วไป ในฐานะประธานาธิบดี เชนบามยังคงยึดแนวทางของอดีตประธานาธิบดี อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ คือการมีการติดต่อใกล้ชิดและสม่ำเสมอกับผู้สนับสนุนตามท้องถนน ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยต่อทีมงานของเธอ อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการปฏิสัมพันธ์กับผู้สนับสนุน

เหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังการสังหาร คาร์ลอส มันโซ นายกเทศมนตรีเมืองอูรูอาปัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความรุนแรงสูง โดยเขาเคยเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเชนบาม ให้การสนับสนุนจากรัฐบาลกลางมากขึ้นในการต่อสู้กับแก๊งค้ายาเสพติด

แม้จะมีเหตุการณ์เหล่านี้ แต่ประธานาธิบดีเชนบามก็มีความคืบหน้าในการปรับปรุงสถานการณ์ความปลอดภัยที่เลวร้ายของประเทศ โดยเฉพาะการปราบปรามการลักลอบค้าสารเฟนทานิล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับพันธมิตรของเธอในสหรัฐอเมริกา อย่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์.

ที่มา BBC

มาเลเซียคุมตัว “เนมวี” แร็ปเปอร์ชื่อดัง คดีฆาตกรรมอินฟลูฯ สาวไต้หวัน

มาเลเซียคุมตัว "เนมวี" แร็ปเปอร์ชื่อดัง คดีฆาตกรรมอินฟลูฯ สาวไต้หวัน

6 พ.ย. 2568 12:07 น.

มาเลเซียคุมตัว “เนมวี” แร็ปเปอร์ชื่อดัง คดีฆาตกรรมอินฟลูฯ สาวไต้หวัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียควบคุมตัว “เนมวี” (Namewee) หรือชื่อจริง “วี เหมิง ชี” (Wee Meng Chee) แร็ปเปอร์ชื่อดังวัย 42 ปี เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมในคดีการเสียชีวิตของ ไอริส เซียะ (Iris Hsieh) อินฟลูเอนเซอร์สาวชาวไต้หวันวัย 31 ปี ที่ถูกพบเสียชีวิตในอ่างอาบน้ำภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

ตำรวจระบุว่า เนมวี วัย 42 ปี คือบุคคลสุดท้ายที่อยู่กับ ไอริส เซียะ หรือ “เซียะ หยูซิน” (Hsieh Yu-hsin)วัย 31 ปี  ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ผู้จัดการโซเชียลมีเดียของเธอกล่าวว่า ไอริสเดินทางมามาเลเซียเพื่อพูดคุยเรื่องวิดีโอโฆษณาที่เนมวีตกลงจะกำกับให้

ก่อนหน้านี้ เนมวีได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้และครอบครองยาเสพติดอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเขายังคงปฏิเสธข้อหา อย่างไรก็ตาม เขาต้องกลับเข้าสู่การควบคุมตัวอีกครั้งเพื่อ “ให้ความช่วยเหลือในการสอบสวน” หลังตำรวจตัดสินใจเปลี่ยนการจัดประเภทการเสียชีวิตของเธอเป็นคดีฆาตกรรม

ทนายความของเนมวีเปิดเผยว่า เขาได้เข้ามอบตัวกับตำรวจในช่วงเช้ามืดวันพุธ และถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนเป็นเวลา 6 วัน

ตามรายงานของสื่อมาเลเซีย เนมวีเป็นผู้ติดต่อหน่วยบริการฉุกเฉินเมื่อเวลา 12:30 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม หลังพบ ไอริส เซียะ หมดสติในห้องน้ำ ตำรวจได้จับกุมเนมวีในวันเดียวกันนั้น หลังพบยาเม็ดสีน้ำเงิน 9 เม็ด ซึ่งเชื่อว่าเป็นยาอี ภายในห้องพักของโรงแรม

ตำรวจระบุว่า แม้จะปฏิเสธการใช้ยาเสพติด แต่ผลการตรวจของเนมวีออกมาเป็นบวกสำหรับสารเสพติดหลายชนิด รวมถึงแอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน คีตามีน และ THC (สารในกัญชา) 

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 พ.ย.) เนมวีได้ให้การปฏิเสธข้อหายาเสพติดและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยการประกันตัว เขาได้ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองมาโดยตลอด พร้อมกล่าวหาว่าสื่อท้องถิ่นรายงานข่าวแบบ “ไล่ตามสิ่งที่ยังจับต้องไม่ได้”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ฟาดิล มาร์ซุส ผู้บัญชาการตำรวจกัวลาลัมเปอร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เนมวี “หลบหนีไปซ่อนตัว” หลังคดีของไอริสถูกเปลี่ยนจาก “การเสียชีวิตโดยฉับพลัน” เป็นคดีฆาตกรรม อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน นายฟาดิลกล่าวว่าตำรวจกำลังรอผลการชันสูตรพลิกศพและผลพิษวิทยาเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต

ในช่วงเช้ามืดวันพุธ เนมวีได้โพสต์คลิปบนอินสตาแกรมระบุว่าตนได้เดินทางถึงสถานีตำรวจแล้ว และจะ “ให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อตอบคำถามต่อสาธารณะและครอบครัวผู้เสียชีวิต” พร้อมกล่าวเสริมว่า “ผมจะไม่หนี”

ทั้งนี้ ไอริส เซียะ เป็นที่รู้จักในชื่อเล่นว่า “เทพธิดาพยาบาล” มีผู้ติดตามจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย เธอสำเร็จการศึกษาด้านการพยาบาลจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไต้หวันกลาง และมีผู้ติดตามประมาณ 545,000 คนบนอินสตาแกรม เธอยังมีบัญชีบน OnlyFans และเคยปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอเพลง “China Reggaeton” ของเนมวีเมื่อปี 2020

ส่วนเนมวี เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงจากการทำเพลงเสียดสีสังคมและรัฐบาลบ่อยครั้ง เขามีผู้ติดตาม 3.6 ล้านคนบนยูทูบ และ 856,000 คนบนอินสตาแกรม และเป็นที่นิยมอย่างมากในไต้หวันและจีน เขาเคยถูกทางการมาเลเซียดำเนินคดีหลายครั้งจากเนื้อหาในมิวสิกวิดีโอ เช่น การล้อเลียนเพลงชาติมาเลเซียในปี 2007 และมิวสิกวิดีโอ “Oh My God” ในปี 2016 ที่ถูกมองว่าดูหมิ่นศาสนาอิสลาม.

ที่มา BBC

ทูตจีนเผย “แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15” เดินหน้าพัฒนาความทันสมัย เปิดกว้างสร้างอนาคตร่วมกับไทย

ทูตจีนเผย "แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15" เดินหน้าพัฒนาความทันสมัย เปิดกว้างสร้างอนาคตร่วมกับไทย

6 พ.ย. 2568 12:05 น.

ทูตจีนเผย “แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15” เดินหน้าพัฒนาความทันสมัย เปิดกว้างสร้างอนาคตร่วมกับไทย

จีนพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาความทันสมัยแบบจีน ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 เน้นพัฒนาคุณภาพสูง พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี พร้อมผลักดันความร่วมมือไทย–จีนในด้านต่างๆ

นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเปิดเผยผลการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 ที่จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า ในที่ประชุมมีการอภิปรายและรับรอง”ข้อเสนอของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15″ แผนนี้เป็นแนวทางและพิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะต่อยอดแรงผลักดันและเดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีนต่อไป ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทิศทางในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างกว้างขวาง ในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก แผนพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า และแนวทางรับมือกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและผันผวน จึงเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก

ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 จีนได้รับมือกับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงความเสี่ยงและความท้าทายหลายประการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนก้าวสู่ระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสี่ปีแรกของแผนฯ 14  ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี และคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะสูงถึงประมาณ 140 ล้านล้านหยวนภายในปี 2568 และมีสัดส่วนช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกมากถึง 30% ความเป็นอยู่ของประชาชนยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้สุทธิต่อหัวเติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี สอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ จีนได้สร้างระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา และระบบประกันสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนและห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการลดอัตราการสิ้นเปลืองการใช้พลังงานได้เร็วที่สุดในโลก ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกำลังประเทศโดยรวมของจีนได้ก้าวสู่ระดับสูงขึ้นอีกระดับ การพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีนได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

หลังจากเสร็จสิ้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 การพัฒนาของจีนก็ได้มาถึงจุดเริ่มต้นใหม่ และการพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีนก็กำลังจะเริ่มต้น เครื่องยนต์เต็มสูบพร้อมเดินทางครั้งใหม่ รับไม้ต่อ โดยยึดมั่นในเป้าหมายการพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีน การกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เป็นวิทยาศาสตร์และการดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแนวทางสำคัญสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการบริหารประเทศ และเป็นข้อได้เปรียบทางการเมืองที่สำคัญของระบอบสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน ประวัติศาสตร์การพัฒนาของจีนใหม่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้ง 14 ฉบับ

โดยมีแก่นเรื่องหลักคือการสร้างประเทศจีนให้เป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 จะแล้วเสร็จในปีนี้ การประชุมครั้งนี้ได้เสนอเป้าหมายการพัฒนาหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ได้แก่ ความสำเร็จที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพสูง การพัฒนาที่สำคัญในระดับการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การพัฒนาที่สำคัญในระดับอารยธรรมสังคม การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน ความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการสร้างประเทศจีนที่งดงาม และความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น บนพื้นฐานนี้ จีนจะมุ่งมั่นต่อไปอีก 5 ปี เพื่อให้บรรลุถึงการก้าวกระโดดครั้งสำคัญในด้านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความแข็งแกร่งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ ความแข็งแกร่งของชาติโดยรวม และบทบาทในเวทีโลกยกระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ในปี พ.ศ. 2578 โดยให้ GDP ต่อหัวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศพัฒนาปานกลาง และสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือการบรรลุถึงการพัฒนาประเทศทันสมัยในระบบสังคมนิยม จีนจะยังคงเขียนบทใหม่ให้กับปาฏิหาริย์ 2 ประการ ซึ่งได้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว มีคุณูปการในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

การผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูงและการเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาคุณภาพสูงเป็นภารกิจหลักของจีนในการสร้างประเทศทันสมัยในระบบสังคมนิยม สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสูงเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยยึดหลักการสร้างเศรษฐกิจเป็นภารกิจหลัก และยึดแนวคิดการพัฒนาใหม่เป็นทิศทางการพัฒนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและแข็งแรง รวมถึงความก้าวหน้าทางสังคมอย่างรอบด้าน สิ่งสำคัญที่สุดของการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสูงคือการเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีระดับสูงเพื่อการพัฒนาพลังการผลิตใหม่ๆพลังแห่งความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ที่การประยุกต์ใช้ จีนจะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างรอบด้าน พัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างแข็งขัน และวางแผนเชิงรุกสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต เร่งสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และพัฒนาเส้นทางใหม่กล่าวคือใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีใหม่ไปพัฒนานวัตกรรมทางอุตสาหกรรมและใช้นวัตกรรมทางอุตสาหกรรมไปกระตุ้นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จีนกำลังยกระดับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวบรวมพลังแห่งนวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม นำมาซึ่งพลังและโมเมนตัมที่มากขึ้นให้กับการพัฒนาของตนเองและเศรษฐกิจโลก  “จีนแห่งนวัตกรรม” ที่ก้าวหน้า มั่นใจ และเปิดกว้างมากขึ้น จะสร้างสะพานเชื่อมโยงการพัฒนาและความก้าวหน้าให้กับภูมิภาคและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างมั่นคง การสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนถือเป็นภารกิจสำคัญยิ่งของชาติ เป็นจุดมุ่งหมายพื้นฐานของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการสร้างความสามัคคีประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์และนำพาประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศในการต่อสู้ทุกรูปแบบ และเป็นข้อกำหนดสำคัญในการกำหนดแนวทางการพัฒนาของจีนในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 จีนได้ดำเนินมาตรการที่เข้มแข็งเพื่อสร้างหลักประกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เอาชนะการต่อสู้กับความยากจนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และสร้างสังคมที่มั่งคั่งปานกลางในทุกด้าน สร้างรากฐานที่มั่นคงที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน จีนจะยังคงยึดมั่นในเป้าหมายการสร้างมั่งคั่งร่วมกัน โดยดำเนินการส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเต็มที่ จัดการการศึกษาที่ดีตอบสนองความต้องการของประชาชน เร่งสร้างประเทศจีนที่มีสุขภาวะที่ดี และให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน จัดทำนโยบายและมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันเพื่อเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาที่ประชาชนชื่นใจในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15

ยึดมั่นในการเปิดกว้างและส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน การเปิดกว้างในระดับสูงเป็นแรงผลักดันอันทรงพลังสำหรับการพัฒนาของจีนเองและเพื่อประโยชน์ของโลกอีกด้วย จีนเป็นคู่ค้าสำคัญของกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การค้าสินค้าและบริการของจีนอยู่ในอันดับที่หนึ่งและสองของโลก โดยมีการลงทุนในต่างประเทศเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปี สร้างงานในท้องถิ่นจำนวนมาก และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและความทันสมัยของทั้งสองฝ่ายอย่างแข็งขัน นโยบายยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวของจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเปิดกว้างที่เป็นอิสระและเปิดกว้างฝ่ายเดียวของจีนกำลังขยายตัวอย่างเป็นระเบียบ เขตการค้าเสรี 22 แห่งของจีนมีมาตรฐานสูงที่สามารถสอดรับกับกฎระเบียบการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประตูสู่โลกภายนอกของจีนจะไม่มีวันปิดลง มีแต่จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น จีนมีตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีพลวัตมากที่สุดในโลก และกำลังกลายเป็นสนามทดสอบความร่วมมือระดับโลกและผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เป็นเวทีแบ่งปันผลกำไร และเป็นพื้นที่ประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรม จีนเต็มใจที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อสร้างโอกาส ส่งเสริมการพัฒนาที่เปิดกว้าง และบรรลุผลสำเร็จที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อทุกฝ่าย

ปลายเดือนตุลาคม จีนและอาเซียนได้ลงนามในพิธีสารเพื่อยกระดับเขตการค้าเสรีเป็นเวอร์ชัน 3.0 พิธีสารฉบับนี้ประกอบด้วยบทใหม่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจสีเขียวเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในแนวปฏิบัติการค้าเสรีของแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ยังกำหนดกรอบการทำงานที่เป็นระบบและข้อตกลงเชิงสถาบันสำหรับมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า “บนชายแดน” และความร่วมมือในด้านใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ “หลังชายแดน”  เช่น ความร่วมมือด้านดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นความมุ่งมั่นสูงสุดจากแนวปฏิบัติการค้าเสรีของจีนและอาเซียน

จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรสหายที่ดี ญาติมิตรที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี มิตรภาพระหว่างสองประเทศสืบทอดกันมานับพันปี และแนวคิด “จีน ไทย พี่น้องกัน” มีมาช้านานและทวีคุณค่ามากขึ้น การเยือนไทยครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในปี พ.ศ. 2565 ได้นำพาความก้าวหน้าครั้งใหม่ในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับความสัมพันธ์จีน-ไทย รากฐานมิตรภาพระหว่างสองประเทศเข้มแข็งยิ่งขึ้น และแรงขับเคลื่อนความร่วมมือแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่อง 12 ปี โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีในปี พ.ศ. 2567 สูงถึง 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับห้าปีก่อนหน้า จีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของไทย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย จากสถิติของไทย การส่งออกผลไม้ไปยังจีนคิดเป็น 97% ของมูลค่าการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไทย จีนยังเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และไทยเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ของจีนในต่างประเทศมากที่สุด บริษัทไทยที่มีชื่อเสียงหลายรายเข้าร่วมงาน China International Import Expo (CIIE) อย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณธุรกรรมที่คาดการณ์ไว้สูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ความร่วมมือด้านรถไฟจีน-ไทยได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและส่งเสริมการเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวกำลังเฟื่องฟู

สำหรับอีกห้าปีข้างหน้า จีนจะยังคงเดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน ขยายการเปิดกว้างในระดับสูงอย่างมั่นคง สร้างภูมิทัศน์ใหม่ของความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และส่งเสริมการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมวลมนุษยชาติ แผนงานและการดำเนินงานเหล่านี้มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทย ซึ่งเปิดโอกาสความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น การค้า พลังงานใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล และการเกษตรสมัยใหม่จะมีโอกาสความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้น จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาความทันสมัยของทั้งสองประเทศ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค.

พายุโซนร้อน “ฟงวอง” ก่อตัวนอกเขตฟิลิปปินส์ คาดทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น

พายุโซนร้อน "ฟงวอง" ก่อตัวนอกเขตฟิลิปปินส์ คาดทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น

6 พ.ย. 2568 11:23 น.

พายุโซนร้อน “ฟงวอง” ก่อตัวนอกเขตฟิลิปปินส์ คาดทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น

เมื่อเวลา 02.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พายุดีเปรสชันเขตร้อนที่ก่อตัวอยู่ด้านนอกพื้นที่รับผิดชอบของฟิลิปปินส์ (PAR) ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และได้รับชื่อสากลว่า “ฟงวอง” (Fung-wong) ซึ่งมีความหมายว่า “ฟีนิกซ์” (ชื่อยอดเขา) โดยเป็นชื่อของฮ่องกง คาดจะทวีกำลังและพัดเข้าสู่เกาะลูซอนในเร็วๆ นี้

ข้อมูล ณ เวลา 04.00 น. ของวันพฤหัสบดี พบพายุโซนร้อนฟงวองอยู่ห่างจากทางตะวันออกของเกาะมินดาเนาตะวันออกเฉียงเหนือ 1,715 กิโลเมตร และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ที่ 65 กม./ชม. และมีลมกระโชกแรงสูงสุด 80 กม./ชม.

สำนักงานบรรยากาศ ภูมิฟิสิกส์ และดาราศาสตร์ของฟิลิปปินส์ (PAGASA) คาดการณ์ว่า ฟงวองจะทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว โดยจะกลายเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงภายใน 24 ชั่วโมง จากนั้นจะกลายเป็นพายุไต้ฝุ่นในวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน และอาจจะทวีความรุนแรงถึงขั้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นได้ในวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน

พายุลูกนี้คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่เขต PAR ในช่วงค่ำวันศุกร์หรือเช้ามืดวันเสาร์ ในสถานะพายุไต้ฝุ่น และจะได้รับชื่อเรียกเฉพาะในฟิลิปปินส์ว่า “อูวัน” (Uwan)

PAGASA ยังคงระบุว่า แม้จะยังมีความไม่แน่นอนสูงในการคาดการณ์เส้นทาง แต่ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่พายุจะพัดขึ้นฝั่งบริเวณลูซอนเหนือหรือลูซอนกลาง ในวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน

หน่วยงานด้านสภาพอากาศเตือนว่า สภาพอากาศอาจเริ่มแย่ลงในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน และในวันจันทร์ที่ 10 ถึงวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน “สภาพอากาศที่มีพายุรุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ลูซอนเหนือและบางส่วนของลูซอนกลาง

PAGASA อาจประกาศสัญญาณเตือนลมพายุโซนร้อนในพื้นที่ทางตะวันออกของเกาะลูซอนและบางส่วนของเกาะซามาร์ ตั้งแต่ช่วงค่ำวันศุกร์หรือเช้าวันเสาร์ เพื่อให้พื้นที่เหล่านี้เตรียมรับมือกับลมพายุที่รุนแรง หากพายุฟงวอง กลายเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น ระดับสัญญาณเตือนสูงสุดคือ สัญญาณที่ 5

PAGASA อาจออกคำเตือนคลื่นพายุซัดฝั่ง ตั้งแต่เช้าวันเสาร์ โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมชายฝั่งในลูซอนเหนือและชายฝั่งตะวันออกของลูซอนกลาง

สภาพทะเลปานกลางถึงปั่นป่วนอาจเริ่มขึ้นในทะเลทางเหนือและตะวันออกของลูซอน และทางตะวันออกของหมู่เกาะวิซายาส์และเกาะมินดาเนาในวันศุกร์หรือวันเสาร์ ส่วนทางตะวันตกและใต้ของเกาะลูซอนอาจมีคลื่นปานกลางถึงปั่นป่วนในช่วงกลางวันเสาร์หรือวันอาทิตย์

ตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป สภาพทะเลจะเป็นอันตรายต่อเรือทุกชนิดในพื้นที่ส่วนใหญ่ของลูซอนและชายฝั่งตะวันออกของหมู่เกาะวิซายาส์ โดยคลื่นอาจสูงถึงระดับที่ “อันตรายมาก” หรือ “ผิดปกติ”

PAGASA แนะนำให้สาธารณชนเฝ้าติดตามการอัปเดตเกี่ยวกับพายุลูกนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคาดการณ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา.

ที่มา  Rappler

ราคาทองคำพุ่ง ออสเตรเลียตื่นทอง คนแห่ขุดเหมืองเก่าคึกคัก

 ราคาทองคำพุ่ง ออสเตรเลียตื่นทอง คนแห่ขุดเหมืองเก่าคึกคัก

6 พ.ย. 2568 11:01 น.

ราคาทองคำพุ่ง ออสเตรเลียตื่นทอง คนแห่ขุดเหมืองเก่าคึกคัก

ชาวออสเตรเลียตื่นทอง หลังราคาทองคำโลกพุ่งทะลุสถิติสูงสุด ทำให้ชาวบ้านในออสเตรเลียแห่ไปขุดหาทองตามเหมืองเก่า ขณะที่ร้านทองใจกลางซิดนีย์มีประชาชนแห่ไปซื้อขายทองคิวยาวเหยียด

ออสเตรเลียกำลังอยู่ในภาวะตื่นทองรอบใหม่ หลังราคาทองคำโลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ทั้งบริษัทเหมืองรายใหญ่ นักลงทุนรายย่อย และชาวบ้านทั่วไปกลับมาลงแรงขุดหาทองคำในแหล่งเหมืองเก่าทั่วประเทศอีกครั้ง

อย่างบริเวณหุบเขา Great Dividing Range ทางตะวันออกของประเทศ ตอนนี้เต็มไปด้วยนักขุดทองสมัครเล่นที่ง่วนอยู่กับการร่อนทองริมธารน้ำ

ขณะที่เมืองฮิลล์เอนด์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เมืองที่เคยรุ่งเรืองจากการขุดทองในศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังราคาทองคำพุ่ง ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาทดลองร่อนทองในลำธารและพื้นที่เหมืองเก่า

นอกจากเมืองเหมืองเก่าแล้ว  บริเวณหน้าร้านทองและร้านจำหน่ายทองคำแท่ง ใจกลางนครซิดนีย์ มีประชาชนต่อแถวซื้อ ขายทองคำยาวเหยียด หลายร้านต้องขยายเวลาเปิดบริการและเพิ่มพนักงานรองรับความต้องการ

ข้อมูลจากตลาดโลกระบุว่า ราคาทองคำปรับขึ้นกว่า 50% ภายในปีเดียว และพุ่งทะลุระดับสูงสุดกว่า 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่ากระแสนี้ยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนรายย่อย ยังคงซื้อทองคำต่อเนื่อง

ด้านวาซู เมนอน กรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของธนาคาร OCBC ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีหน้า อาจผลักให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทองคำ

ปูตินสั่งเตรียมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์ หลังจากทรัมป์สั่งกลาโหมเตรียมทดสอบนิวเคลียร์เช่นกัน

ปูตินสั่งเตรียมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์ หลังจากทรัมป์สั่งกลาโหมเตรียมทดสอบนิวเคลียร์เช่นกัน

6 พ.ย. 2568 10:41 น.

ปูตินสั่งเตรียมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์ หลังจากทรัมป์สั่งกลาโหมเตรียมทดสอบนิวเคลียร์เช่นกัน

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเรียกประชุมความมั่นคง สั่งเตรียมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งกลาโหมเตรียมทดสอบนิวเคลียร์เช่นกัน

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคง โดยมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงศึกษาความเป็นไปได้ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมทดสอบนิวเคลียร์เช่นกัน

ระหว่างการประชุม นายอันเดรย์ เบลูซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมของรัสเซีย  รายงานว่า กองทัพรัสเซียควรเริ่มเตรียมการอย่างเร่งด่วนในการทดลองนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

ทางด้านพลเอกวาเลรี เกราซิมอฟ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพรัสเซีย ระบุว่า การเตรียมการสำหรับการทดลองจะใช้เวลาแตกต่างกัน ตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหลายปี ขึ้นอยู่กับชนิดของการทดสอบ พร้อมเตือนว่า หากไม่เริ่มดำเนินการตอนนี้ รัสเซียอาจเสียโอกาสตอบโต้สหรัฐฯ

ขณะที่ประธานาธิบดีปูตินกล่าวย้ำว่า รัสเซียยังคงยึดมั่นในพันธกรณีตามสนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ แต่ก็อ้างถึงสุนทรพจน์ที่เขาเคยกล่าวในปี 2566 ที่ระบุว่า หากสหรัฐฯ หรือประเทศใดดำเนินการทดลองนิวเคลียร์ก่อน รัสเซียจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยมาตรการที่เหมาะสม.

“คิม จองอึน” เดือด ประณามสหรัฐฯ คว่ำบาตรจนท.-องค์กรเกาหลีเหนือ พัวพันฟอกเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์

"คิม จองอึน" เดือด ประณามสหรัฐฯ คว่ำบาตรจนท.-องค์กรเกาหลีเหนือ พัวพันฟอกเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์

6 พ.ย. 2568 10:15 น.

“คิม จองอึน” เดือด ประณามสหรัฐฯ คว่ำบาตรจนท.-องค์กรเกาหลีเหนือ พัวพันฟอกเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์

ผู้นำเกาหลีเหนือประณามสหรัฐฯ ใช้นโยบายเป็นศัตรู เหตุคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่-องค์กร 10 ราย พัวพันฟอกเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมขู่จะตอบโต้ด้วยมาตรการเท่าเทียม

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือออกแถลงประณามรัฐบาลสหรัฐฯ หลังประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรบุคคล 8 ราย และองค์กร 2 แห่งของเกาหลีเหนือ ฐานพัวพันกระบวนการฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไซเบอร์

โดยนายคิม อึนชอล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ฝ่ายกิจการสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการของสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์อย่างเปิดเผยต่อเกาหลีเหนือ พร้อมประกาศว่า ตราบใดที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีท่าทีเป็นศัตรูเช่นนี้ เกาหลีเหนือจะอดทนและตอบโต้ด้วยมาตรการที่สาสมเช่นกัน 

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การคว่ำบาตรเกาหลีเหนือรอบใหม่ครั้งนี้ มุ่งเป้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากเงินที่ถูกขโมยผ่านระบบไซเบอร์ กดดันให้รัฐบาลเกาหลีเหนือยุติการหารายได้เพื่อสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

นอกจากนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เสนอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พิจารณาคว่ำบาตรเรือ 7 ลำ ซึ่งต้องสงสัยว่าลักลอบส่งออกถ่านหินและสินแร่เหล็กของเกาหลีเหนือไปยังจีน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนมติคว่ำบาตรของยูเอ็น

อย่างไรก็ตาม การออกมาขู่ตอบโต้ต่้อมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ มีขึ้นแม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะแสดงความต้องการพบกับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เพื่อรื้อฟื้นการเจรจาที่ชะงักงัน แต่เกาหลีเหนือยังไม่ตอบรับ

ขณะที่ หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้  เปิดเผยว่า พบสัญญาณว่าเกาหลีเหนืออาจกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการพบปะระดับผู้นำของเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ โดยคาดว่าการประชุมสุดยอดอาจเกิดขึ้นหลังการซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้-สหรัฐฯ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม ปีหน้า.

พบแล้วกล่องดำ เครื่องบินขนส่ง UPS ระเบิดไฟลุก เร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

พบแล้วกล่องดำ เครื่องบินขนส่ง UPS ระเบิดไฟลุก เร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

6 พ.ย. 2568 10:00 น.

พบแล้วกล่องดำ เครื่องบินขนส่ง UPS ระเบิดไฟลุก เร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

ทางการสหรัฐฯ ยืนยัน พบกล่องดำทั้ง 2 กล่อง ของเครื่องบินขนส่งสินค้า UPS ที่ตกและเกิดไฟไหม้ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกีแล้ว และจะเร่งนำไปตรวจสอบสาเหตุต่อไป โดยยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 11 ศพ

เจ้าหน้าที่สำนักงานความปลอดภัยด้านการคมนาคมแห่งชาติสหรัฐฯ (NTSB)  ยืนยันพบกล่องดำของเครื่องบินขนส่งสินค้า UPS ที่ตกและเกิดไฟไหม้ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกีแล้ว หลังเกิดอุบัติเหตุเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยพบทั้งเครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบินและเครื่องบันทึกข้อมูลการบิน หรือ “กล่องดำ” ซึ่งจะถูกนำไปตรวจสอบหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ต่อไป 

ด้านนายแอนดี บีเชียร์ ผู้ว่าการรัฐเคนทักกี เปิดเผยว่าล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 11 ศพ และมีผู้บาดเจ็บ 20 ราย โดยผู้เสียชีวิต 3 ศพอยู่บนเครื่องบิน ส่วนที่เหลืออยู่ภาคพื้นดิน โดยผลสอบเบื้องต้นเผยว่า ระหว่างที่เครื่องบินกำลังเร่งเครื่องเพื่อทะยานขึ้นจากรันเวย์ ปีกด้านซ้ายเกิดไฟลุก และเครื่องยนต์ด้านซ้ายหลุดออกจากตัวลำ ก่อนเครื่องจะตกกระแทกพื้นและระเบิดไฟลุกเป็นลูกไฟขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบครึ่งไมล์ โดยจุดเกิดเหตุเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศของ UPS ที่ใหญ่ที่สุดในโลก.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินตก

ไหหลำอพยพคนนับพัน ยกระดับเตือนภัย รับมือพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี

ไหหลำอพยพคนนับพัน ยกระดับเตือนภัย รับมือพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี

6 พ.ย. 2568 09:38 น.

ไหหลำอพยพคนนับพัน ยกระดับเตือนภัย รับมือพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี

พายุคัลแมกีที่ถล่มฟิลิปปินส์จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายเคลื่อนเข้าสู่ทะเลจีนใต้ ส่งผลให้เกาะไหหลำของจีนเผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วมหลายเมือง ทางการอพยพประชาชนเกือบ 6,000 คน

มณฑลไหหลำ หรือไหหนาน ทางตอนใต้ของจีนเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี จนเกิดน้ำท่วมฉับพลันและต้องอพยพประชาชนหลายพันคนออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นประกาศยกระดับการรับมือฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์

รายงานจากทางการเมืองฉีงไห่ ระบุว่า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ฝนที่ตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสาย เช่น เจียหลาง และจิ่วชู่ สูงเกินระดับเตือนภัย ทางการต้องเร่งอพยพประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำกว่า 5,800 คน ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว

ในเขตติ้งอัน ฝนที่ตกหนักตลอดสองวันทำให้หลายหมู่บ้านถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะเมืองหลงเหอ ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องลงพื้นที่ตลอดคืนเพื่ออพยพประชาชนกว่า 150 คนจาก 64 ครัวเรือนไปยังที่ปลอดภัย

แม้สถานการณ์ในบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย โดย 6 จาก 21 หมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมกลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งระบายน้ำและเปิดเส้นทางคมนาคมที่ยังจมอยู่ใต้น้ำ ส่วนอ่างเก็บน้ำกว่า 70 แห่งทั่วจังหวัดยังคงทำงานได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาไหหลำเตือนว่า พายุคัลแมกี อาจทวีกำลังแรงขึ้นอีกหลังเคลื่อนเข้าสู่น่านน้ำตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลจีนใต้ และอาจนำฝนระลอกใหม่เข้าถล่มจังหวัดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทางการจึงประกาศ เตือนภัยระดับสีส้ม สำหรับความเสี่ยงภัยทางธรณีในหลายพื้นที่ รวมถึงเมืองฉีงไห่ หว่านหนิง และถงชาง

เจ้าหน้าที่ด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากพื้นที่เสี่ยง เช่น สะพานที่มีน้ำท่วมขัง และพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตเมือง พร้อมสั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งตรวจสอบระบบระบายน้ำและอ่างเก็บน้ำทั่วจังหวัด เพื่อป้องกันน้ำท่วมในเมือง

นอกจากนี้ ทางการรถไฟจีนได้ประกาศ ระงับการเดินรถโดยสารเข้าและออกเกาะไหหลำระหว่างวันพฤหัสบดีถึงศุกร์ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

ก่อนหน้านี้ พายุคัลแมกีได้ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์เมื่อวันอังคาร สร้างความเสียหายรุนแรงและคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 100 ราย ก่อนจะเคลื่อนออกสู่ทะเลจีนใต้ในวันพุธ พร้อมลมแรงเกิน 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง.

ที่มา : CCTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุคัลแมกี