เชลยศึกเกาหลีเหนือที่ถูกจับในยูเครน ร้องขอไปเกาหลีใต้ หลังถูกส่งไปรบให้รัสเซีย

เชลยศึกเกาหลีเหนือที่ถูกจับในยูเครน ร้องขอไปเกาหลีใต้ หลังถูกส่งไปรบให้รัสเซีย

2 พ.ย. 2568 11:05 น.

เชลยศึกเกาหลีเหนือที่ถูกจับในยูเครน ร้องขอไปเกาหลีใต้ หลังถูกส่งไปรบให้รัสเซีย

องค์กรสิทธิมนุษยชน “Gyeore-eol Nation United” เปิดเผยว่า ทหารเกาหลีเหนือสองนายซึ่งถูกจับเป็นเชลยศึกในยูเครน ได้ร้องขอให้พาไปตั้งถิ่นฐานในเกาหลีใต้ ระหว่างให้สัมภาษณ์เพื่อจัดทำสารคดีเกี่ยวกับเชลยศึกเกาหลีเหนือ

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เชลยศึกชาวเกาหลีเหนือ 2 นาย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศยูเครน ได้ร้องขอให้ทางการพาไปอาศัยในประเทศเกาหลีใต้

คำร้องขอดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์เพื่อจัดทำภาพยนตร์สารคดี โดย นายจาง เซ-ยุล หัวหน้าองค์กร Gyeore-eol Nation United ซึ่งทำงานกับผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ ระบุว่า เชลยศึกทั้งสองได้ขอร้องให้โปรดิวเซอร์พาพวกเขาไปเกาหลีใต้ตอนสิ้นสุดการสัมภาษณ์

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และชาติตะวันตกระบุว่า ทหารเกาหลีเหนือราว 15,000 นาย ถูกส่งไปเข้าร่วมรบกับรัสเซียในสงครามกับยูเครนเมื่อปี 2024

นายจาง เปิดเผยว่า “พวกเขาอ้อนวอนผู้สัมภาษณ์ให้สัญญากับพวกเขาว่าจะกลับมาพาพวกเขาไปเกาหลีใต้” โดยการสัมภาษณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ณ สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงเคียฟ

ตามรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้ ชาวเกาหลีทุกคนถือเป็นพลเมือง รวมถึงชาวเกาหลีเหนือด้วย และรัฐบาลเกาหลีใต้เคยประกาศว่านโยบายนี้มีผลใช้กับทหารเกาหลีเหนือที่ถูกจับเป็นเชลยในยูเครนเช่นกัน

สมาชิกสภานิติบัญญัติของเกาหลีใต้ที่เคยเข้าเยี่ยมเชลยศึกเหล่านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ระบุว่า การส่งทหารเหล่านี้กลับไปยังเกาหลีเหนือถือเป็น “การตัดสินประหารชีวิตโดยพื้นฐาน” เนื่องจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ทหารเกาหลีเหนือมีคำสั่งให้ฆ่าตัวตายมากกว่าการถูกจับเป็นเชลย และเชลยศึกเหล่านี้เคยเห็นเพื่อนร่วมรบที่บาดเจ็บใช้ระเบิดฆ่าตัวตายมาแล้ว

เกาหลีเหนือเพิ่งยอมรับว่ามีการส่งทหารไปสนับสนุนรัสเซียในเดือนเมษายน และยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิต ซึ่งผู้นำ คิม จอง อึน ได้พบกับครอบครัวผู้สูญเสีย อย่างไรก็ตาม หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่ามีทหารเกาหลีเหนือถูกสังหารในสนามรบแล้วประมาณ 2,000 นาย.

ที่มา Yonhap

อียิปต์เปิด “พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์” จัดแสดงสมบัติ “ตุตันคามุน” ครบชุดครั้งแรก

อียิปต์เปิด "พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์" จัดแสดงสมบัติ "ตุตันคามุน" ครบชุดครั้งแรก

2 พ.ย. 2568 10:41 น.

อียิปต์เปิด “พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์” จัดแสดงสมบัติ “ตุตันคามุน” ครบชุดครั้งแรก

ผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรี และราชวงศ์จากหลายชาติร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ (GEM) อย่างเป็นทางการ พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ใกล้พีระมิดกีซา ซึ่งรวบรวมโบราณวัตถุอันล้ำค่ากว่า 100,000 ชิ้น ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงสมบัติทั้งหมดจากสุสานฟาโรห์ตุตันคามุนครบชุดเป็นครั้งแรก รวมถึงหน้ากากทองคำ บัลลังก์ และราชรถโบราณ

บรรดาผู้นำ นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี และเชื้อพระวงศ์จากทั่วโลก เดินทางมาร่วมพิธีเปิดตัว พิพิธภัณฑ์อียิปต์แกรนด์ (GEM) แห่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่ใกล้พีระมิดกิซ่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 พ.ย.) โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่ล้ำค่าที่สุดชุดหนึ่งของโลก

การเปิดตัว GEM เป็นการสิ้นสุดความพยายามในการก่อสร้างที่ยาวนานถึง 2 ทศวรรษ ซึ่งต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ทั้งเหตุการณ์อาหรับสปริง โรคระบาด และสงครามในประเทศเพื่อนบ้าน

นายกรัฐมนตรี มุสตาฟา มัดบูลี กล่าวในการแถลงข่าวว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ “ของขวัญจากอียิปต์สู่ทั่วโลก” จากประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 7,000 ปี ซึ่งเป็นโครงการที่ “เราทุกคนใฝ่ฝัน”

ในค่ำคืนวันเสาร์ ประธานาธิบดี อับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี และแขกผู้มีเกียรติได้รวมตัวกันหน้าจอขนาดยักษ์ มีการฉายภาพสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม พร้อมการแสดงของนักเต้นที่แต่งกายสไตล์ฟาโรห์ถือคทาและลูกแก้วเรืองแสง และนักร้องเพลงป๊อปชื่อดังของอียิปต์

บรรยากาศเต็มไปด้วยแสงเลเซอร์ ดอกไม้ไฟ และโดรนที่ลอยอยู่บนฟ้าจนก่อตัวเป็นภาพอักษรไฮเออโรกลิฟฟิกเคลื่อนไหวได้ โดยประธานาธิบดีอัล-ซิซี กล่าวในพิธีเปิดว่า การเปิดพิพิธภัณฑ์นี้คือการ “เขียนบทใหม่ในเรื่องราวของชาติโบราณแห่งนี้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ GEM คือการนำสมบัติทั้งหมดจากสุสานของ “ตุตันคามุน” ฟาโรห์วัยเยาว์ที่ถูกค้นพบในปี 1922 มาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงหน้ากากฝังศพทองคำ บัลลังก์ ราชรถ และโลงหิน นอกจากนี้ เทวรูปขนาดมหึมาของรามเสสที่ 2 ที่เคยตั้งอยู่ใจกลางกรุงไคโรมานานหลายทศวรรษ ก็ถูกนำมาประดับที่โถงทางเข้าหลักด้วย

พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวตัดกับพีระมิดอย่างลงตัว และแตกต่างอย่างมากจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งเก่าใจกลางจัตุรัสทาห์รีร์ ที่เปิดมานานกว่าศตวรรษและมักมีข่าวความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น เช่น การถูกปล้นสะดมในช่วงการลุกฮือปี 2011 และเหตุการณ์เคราบนหน้ากากตุตันคามุนหักและถูกติดกาวอย่างไม่เหมาะสมในปี 2014

GEM ถูกมองว่าเป็นมากกว่าอาคาร แต่เป็น “ปรัชญา” และเป็น “คำตอบของอียิปต์ต่อพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์หรือบริติชมิวเซียม” โดยมีนัยยะว่า GEM นั้น “เกิดจากความถูกต้องแท้จริง” ไม่ได้เกิดขึ้นจากการล่าอาณานิคม

พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 20 ปี มีมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับเงินกู้เพื่อการพัฒนาจากญี่ปุ่น ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกไอริช Heneghan Peng ครอบคลุมพื้นที่ราว 120 เอเคอร์ หรือขนาดใกล้เคียงนครวาติกัน คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากถึง 8 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของอียิปต์ได้อย่างมหาศาล.

เหตุแทงกันบนรถไฟใกล้เมืองเคมบริดจ์ บาดเจ็บ 10 ราย ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย 2 คน

เหตุแทงกันบนรถไฟใกล้เมืองเคมบริดจ์ บาดเจ็บ 10 ราย ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย 2 คน

2 พ.ย. 2568 10:10 น.

เหตุแทงกันบนรถไฟใกล้เมืองเคมบริดจ์ บาดเจ็บ 10 ราย ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย 2 คน

ตำรวจอังกฤษรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 10 ราย จากเหตุการณ์ใช้มีดแทงคนบนรถไฟใกล้เมืองเคมบริดจ์ ทางตะวันออกของอังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดย 9 รายมีอาการบาดเจ็บถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต และเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 2 คน

เกิดเหตุแทงกันบนรถไฟใกล้เมืองเคมบริดจ์ ทางตะวันออกของอังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 10 ราย  โดย 9 รายมีอาการบาดเจ็บถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต ขณะนี้ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 2 คน

ตำรวจการรถไฟของอังกฤษ เปิดเผยว่า ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายในการสอบสวน เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบหาสถานการณ์และแรงจูงใจที่แท้จริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

คริส เคซีย์ ผู้กำกับการตำรวจการรถไฟกล่าวว่า “เรากำลังดำเนินการสอบสวนอย่างเร่งด่วนเพื่อสืบหาสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และอาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่เราจะสามารถยืนยันรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติมได้” พร้อมย้ำว่าในระยะแรกนี้ ยังไม่เหมาะสมที่จะคาดเดาถึงสาเหตุของเหตุการณ์

ตำรวจเคมบริดจ์เชียร์ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 19:39 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ (1 พ.ย.) หลังมีรายงานว่ามีผู้ถูกแทงหลายรายบนรถไฟขบวน 18:25 น. จากเมืองดอนคาสเตอร์ ทางตอนเหนือของอังกฤษ ที่กำลังมุ่งหน้าสู่สถานีคิงส์ครอสในลอนดอน

รถไฟขบวนดังกล่าวได้หยุดลงที่สถานีฮันติงดัน โดยมีคลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ติดอาวุธได้บุกเข้าไปในรถไฟ และสามารถจับกุมชาย 2 คนได้ที่สถานี

พยานผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Sky News ว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่กำลังถือมีดขนาดใหญ่ได้ถูกตำรวจใช้ปืนช็อตไฟฟ้าเข้าควบคุมตัว ส่วนพยานอีกคนหนึ่งกล่าวกับบีบีซีว่าเห็นชายคนหนึ่งวิ่งลงจากรถม้าด้วยแขนที่เปื้อนเลือด พร้อมกับพูดว่า “พวกเขามีมีด รีบหนี” และชายคนหนึ่งก็ล้มลงกับพื้น

หน่วยบริการรถพยาบาลภาคตะวันออกของอังกฤษยืนยันว่า ได้ระดมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ขนาดใหญ่ไปยังสถานีรถไฟฮันติงดัน ซึ่งรวมถึงรถพยาบาลและทีมแพทย์ฉุกเฉินจำนวนมาก พร้อมเฮลิคอปเตอร์พยาบาล 3 ลำ เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่าน X แสดงความกังวลอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมส่งกำลังใจถึงผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด และขอบคุณเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างรวดเร็ว.

ที่มา Reuters

พม่าทิ้งบอมบ์ สแกมเมอร์ ทําหนีแตกรัง นานาชาติทะลักเข้าไทย กว่า 1.6 พันคน

พม่าทิ้งบอมบ์ สแกมเมอร์ ทําหนีแตกรัง นานาชาติทะลักเข้าไทย กว่า 1.6 พันคน

พม่าทิ้งบอมบ์ สแกมเมอร์ ทําหนีแตกรัง นานาชาติทะลักเข้าไทย กว่า 1.6 พันคน

2 พ.ย. 2568 09:10 น.

แก๊งสแกมเมอร์นานาชาติแตกรัง ชาย-หญิง 28 ชาติ เกือบ 1,600 คน หนีหัวซุกหัวซุนเข้าไทย ล้นทะลักแน่น  อ.แม่สอด จ.ตาก หลังทหารเมียนมาจับมือกองกำลังกะเหรี่ยง ทิ้งระเบิดทำลายอาคารใน “เคเค ปาร์ค” ฝั่งเมียวดี วันเดียวถล่ม 4 รอบ เศษปูนกระเด็นข้ามแม่น้ำเมย ตกใส่หลังคาบ้านคนไทยทะลุเป็นรู

อิสราเอลเผย 3 ศพที่ฮามาสส่งคืนล่าสุด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

อิสราเอลเผย 3 ศพที่ฮามาสส่งคืนล่าสุด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

2 พ.ย. 2568 05:59 น.

อิสราเอลเผย 3 ศพที่ฮามาสส่งคืนล่าสุด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

อิสราเอลเผยว่า ผลการตรวจสอบชี้ว่า ศพผู้เสียชีวิต 3 รายที่กลุ่มฮามาสส่งคืนเมื่อวันศุกร์ ไม่ใช่ร่างของตัวประกัน 11 รายที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา

เมื่อเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2568 ทางการอิสราเอลเปิดเผยว่า ร่างของผู้เสียชีวิต 3 รายที่กลุ่มฮามาสส่งคืนผ่านเจ้าหน้าที่กาชาดในกาซา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ร่างของตัวประกันรายใดเลยใน 11 รายที่ยังคงอยู่ในฉนวนกาซา แต่ยังไม่ยืนยันว่าศพดังกล่าวเป็นร่างของใคร

การส่งมอบดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังอิสราเอลส่งคืนร่างชาวปาเลสไตน์ 30 รายกลับไปยังฉนวนกาซาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนที่กลุ่มฮามาส ส่งมอบร่างตัวประกันที่ถูกต้องอีก 2 รายไปก่อนหน้านั้น

ฝ่ายติดอาวุธของกลุ่มฮามาสระบุว่า เมื่อวันศุกร์พวกเขาเสนอที่จะมอบตัวอย่างดีเอ็นเอ จากร่างผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ให้อิสราเอลนำไปตรวจสอบ แต่อิสราเอลปฏิเสธและยืนยันจะขอรับร่างทั้งหมดไปเพื่อทำการตรวจสอบ ทำให้ฮามาสตัดสินใจ “มอบร่างดังกล่าวเพื่อหยุดข้อกล่าวอ้างของอิสราเอล”

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในฉนวนกาซาประสบปัญหาในการระบุตัวตนของร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากขาดแคลนชุดอุปกรณ์ตรวจดีเอ็นเอ ส่งผลให้พวกเขาคืนศพให้อิสราเอลผิดหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. กลุ่มฮามาสคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตให้อิสราเอลแล้ว 17 ราย และยังเหลืออยู่ในฉนวนกาซาอีก 11 ราย โดยฮามาสคืนร่างตัวประกัน 1-2 รายในทุกๆ 2-3 วัน โดยอ้างว่าศพถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และการค้นหามีความซับซ้อน ในขณะที่อิสราเอลก็เร่งรัดให้มีความคืบหน้าเร็วขึ้น

ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางนี้เผชิญกับความท้าทายใหญ่ที่สุดในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศทั่วฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพ โดยอิสราเอลอ้างว่า เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มติดอาวุธโจมตีทหารของพวกเขาที่เมืองราฟาห์ ทางใต้ของกาซา จนมีทหารเสียชีวิต 1 นาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ฝนถล่มเคนยา ทำดินถล่ม ดับแล้ว 21 ศพ สูญหายอีก 30 คน

ฝนถล่มเคนยา ทำดินถล่ม ดับแล้ว 21 ศพ สูญหายอีก 30 คน

2 พ.ย. 2568 05:02 น.

ฝนถล่มเคนยา ทำดินถล่ม ดับแล้ว 21 ศพ สูญหายอีก 30 คน

ประเทศเคนยากำลังเผชิญฝนตกหนัก ล่าสุดเกิดดินถล่มในภาคตะวันตกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ สูญหายอีกมากกว่า 30 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคิปชัมบา มูร์โคเมน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของประเทศเคนยา ยืนยันในวันที่ 1 พ.ย. 2568 ว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เกิดดินถล่มเขตมารากเวตตะวันออก (Marakwet East) ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ

นายมูร์โคเมนระบุในข้อความที่โพสต์บน X ว่า ยังมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 30 คน หลังจากครอบครัวของพวกเขาแจ้งความคนหาย นอกจากนั้นยังมีผู้บาดเจ็บสาหัส 25 คน ถูกลำเลียงทางอากาศไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว

ด้านสภากาชาดเคนยา ซึ่งคอยช่วยประสานงานปฏิบัติการกู้ภัยระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถใช้ถนนเพื่อเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้ เนื่องจากเหตุดินโคลนถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน

ในช่วงเย็นวันเสาร์ รัฐบาลเคนยาตัดสินใจหยุดปฏิบัติการค้นหาชั่วคราว แต่ยืนยันว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในวันอาทิตย์ โดยที่นายมูร์โคเมนกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังจัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัย และเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพและตำรวจเตรียมพร้อมที่จะขนส่งสิ่งของดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ เคนยากำลังอยู่ในฤดูฝนครั้งที่ 2 ของปี ซึ่งตามปกติแล้วจะมีฝนตกเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมื่อเทียบกับฤดูฝนครั้งที่ 1 ในช่วงต้นปี ซึ่งจะมีฝนตกหนักและยาวนานกว่า

รัฐบาลเคนยาได้เรียกร้องให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำรวมถึงพื้นที่ที่ประสบเหตุดินถล่มเมื่อวันศุกร์ ย้ายไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าแล้ว

อีกด้านหนึ่งที่ประเทศยูกันดา ซึ่งมีชายแดนติดกับเคนยา สภากาชาดท้องถิ่นระบุว่า เกิดเหตุดินถล่มอีกครั้งในหมู่บ้านคัปโซโม (Kapsomo) ทางตะวันออกของประเทศ ทำให้บ้านหลังหนึ่งถูกทำลายและทำให้ผู้ที่อยู่ในบ้าน 4 คนเสียชีวิตทั้งหมด

สภากาชาดเผยด้วยว่า น้ำท่วมกำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก ต่อหมู่บ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำในเขตบูแลมบูลี (Bulambuli) นอกจากนั้น ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทำให้แม่น้ำแอสติริ (Astiri) และแม่น้ำซิปิ (Sipi) เอ่อล้นตลิ่ง บ้านเรือน ไร่นา และโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

2 พ.ย. 2568 04:36 น.

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยืนยันว่า เขาได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แล้ว เกี่ยวกับกรณีโฆษณาต้านกำแพงภาษีซึ่งอ้างคำพูดอดีตประธานาธิบดีเรแกน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 พ.ย. 2568 ว่า นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยืนยันว่า เขาได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แล้ว สำหรับกรณีที่รัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ แล้วนำไปใช้ในโฆษณาต่อต้านมาตรการกำแพงภาษีของนายทรัมป์

โฆษณาดังกล่าวใช้คลิปชุดหนึ่งจากสุนทรพจน์ทางวิทยุระดับชาติของอดีตประธานาธิบดีเรแกนในปี 2530 ซึ่งเขาพูดว่า ภาษีนำเข้าจะทำลายเศรษฐกิจของอเมริกา “มาตรการกีดกันทางการค้าแบบนั้นจะทำร้ายคนงานและผู้บริโภคชาวอเมริกันทุกคน” เรแกนระบุ

“ผมได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดีแล้ว” นายคาร์นีย์บอกผู้สื่อข่าวที่การประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ในเกาหลีใต้เมื่อวันเสาร์ โดยยืนยันว่า โฆษณาแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำ และเสริมว่า นายทรัมป์ไม่พอใจกับมันมากๆ

ผลจากโฆษณานี้ทำให้เมื่อสัปดาห์ก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาแคนาดาว่าใช้โฆษณาเพื่อแทรกแซงการพิจารณาของศาลสูงสุด ที่จะตัดสินว่ามาตรการกำแพงภาษีของเขาผิดกฎหมายหรือไม่ พร้อมทั้งประกาศระงับการเจรจาทางการค้ากับแคนาดา และกล่าวว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มเติมอีก 10%

ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ (31 ต.ค.) นายทรัมป์เปิดเผยว่า นายคาร์นีย์ได้กล่าวขอโทษเขาสำหรับกรณีโฆษณาดังกล่าวแล้ว และเสริมว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ “ที่ดีมาก” แต่นายทรัมป์ย้ำว่า สิ่งที่แคนาดาทำมันผิด

ด้านนายคาร์นีย์อ้างว่า นายดั๊ก ฟอร์ด ผู้ว่าการรัฐออนแทริโอ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโฆษณาดังกล่าว ได้แสดงคลิปให้เขาดูก่อนหน้านี้ และตัวเขาก็แนะนำไม่ให้เขานำโฆษณาออกเผยแพร่

ทั้งนี้ นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึงแคนาดา

สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตรา 35% แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ นอกจากนั้น สินค้าบางภาคส่วนมีอัตราภาษีที่แยกต่างหาก ซึ่งรวมถึงเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียมที่ถูกเรียกเก็บ 50% และรถยนต์ที่ถูกเรียกเก็บ 25%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจมาเลเซียเร่งล่าผู้ต้องสงสัย 7 ราย โยงแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ในกัมพูชา

ตำรวจมาเลเซียเร่งล่าผู้ต้องสงสัย 7 ราย โยงแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ในกัมพูชา

2 พ.ย. 2568 02:35 น.

ตำรวจมาเลเซียเร่งล่าผู้ต้องสงสัย 7 ราย โยงแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ในกัมพูชา

ตำรวจในมาเลเซียกำลังตามล่าพลเมืองของตัวเอง 7 คน ที่ทางการสิงคโปร์กำลังต้องการตัว เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งต้มตุ๋นที่ปฏิบัติการจากประเทศกัมพูชา

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2568 นาย เอ็ม. กุมาร ผู้อำนวยการกองสืบสวนคดีอาญาของบูกิต อามัน (สำนักงานตำรวจมาเลเซีย) ระบุว่า กำลังมีความพยายามในการติดตามตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 7 รายนี้

“ตำรวจได้เริ่มความพยายามในการติดตามและจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวมาเลเซียทั้งหมดแล้ว ทั้งเจ็ดคนถูกขึ้นบัญชีผู้ที่ทางการต้องการตัวเพื่อจับกุมและสอบสวนเพิ่มเติม” นายกุมารระบุ

ความเคลื่อนไหวของมาเลเซียเกิดขึ้นหลังจากตำรวจสิงคโปร์ออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 34 คน ซึ่งประกอบด้วยชาวสิงคโปร์ 27 คน และชาวมาเลเซีย 7 คน

ชาวมาเลเซียกลุ่มนี้ประกอบด้วย Tang Soon Fai, Kang Liang Yee, Tang Soon Wah, Hoe Ming Wei, Pang Han Ee, Bernard Goh Yie Shen และ Yip Chee Hoe

ตามข้อมูลจากตำรวจสิงคโปร์ แก๊งนี้มุ่งเป้าหลอกลวงเหยื่อชาวสิงคโปร์โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และเชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับคดีอย่างน้อย 438 คดี มีความเสียหายรวมกันไม่น้อยกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ผู้ต้องสงสัยทั้ง 34 คนถูกระบุตัวตน หลังจากที่กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ได้ดำเนินการร่วมกับตำรวจแห่งชาติกัมพูชาเมื่อวันที่ 9 กันยายน ต่อต้านกลุ่มที่เชื่อว่ากำลังปฏิบัติการจากศูนย์หลอกลวงในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

หลังจากปฏิบัติการดังกล่าว ก็มีผู้ต้องสงสัย 15 คน ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ 12 คน ชาวมาเลเซีย 2 คน และชาวฟิลิปปินส์ 1 คน ถูกจับกุมในสิงคโปร์ โดยพวกเขาถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 และ 12 กันยายน ในข้อหาเป็นสมาชิกกลุ่มอาชญากรรมท้องถิ่น

“สำนักงานตำรวจมาเลเซียขอยืนยันว่า พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดน ที่อาจคุกคามความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสาธารณะต่อไป” นายกุมารกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: cna

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

2 พ.ย. 2568 00:22 น.

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

สมาชิกคณะกรรมการสืบสวนของรัฐสภาสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เข้าให้การคดีเอปสตีนอีกครั้ง หลังจากเขาถูกคิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดพระอิสริยยศ

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 1 พ.ย. 2568 ว่า สมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาล ของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งกำลังสืบสวนคดีทางเพศของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ เพิ่มการเรียกร้องให้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ หรือปัจจุบันใช้นามว่า แอนดรูว์ เมาต์แบตเทน วินด์เซอร์ เข้าให้การเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับนายเอปสตีน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงถอดพระอิสริยยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเตรียมให้พระอนุชาพระองค์นี้ย้ายออกจากคฤหาสน์ “รอยัล ลอดจ์” (Royal Lodge) ภายในบริเวณพระราชวังวินด์เซอร์ เพื่อตอบรับกับกระแสความไม่พอใจต่อข่าวอื้อฉาวของแอนดรูว์ที่สั่งสมมานานหลายปี

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมกล่าวว่า การลงโทษดังกล่าวมีความจำเป็น แม้ว่าแอนดรูว์จะยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มุ่งเป้ามาที่พระองค์ รวมถึงข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ อันเกี่ยวโยงกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้าประเวณี

การถอดยศของแอนดรูว์ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องในสหรัฐฯ ให้แอนดรูว์เปิดเผยทุกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับนายเอปสตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากถ้อยแถลงจากสำนักพระราชวัง ที่แสดงความเห็นใจต่อเหยื่อของการล่วงละเมิดทั้งหมด

บีบีซีรายงานว่า สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตอย่างน้อย 4 คนในคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาล (House Oversight Committee) ซึ่งกำลังสืบสวนการจัดการคดีของเอปสตีน ได้ยื่นคำร้องให้แอนดรูว์เข้าให้การเกี่ยวกับคดีนี้อีกครั้ง

นายราชา กฤษณามูรติ ส.ส. เดโมแครต และเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการ 4 คนดังกล่าว ระบุว่า “สารภาพตามตรง มาปรากฏตัวต่อหน้ารัฐสภาสหรัฐฯ ให้การโดยสมัครใจ อย่ารอหมายเรียก โปรดมาให้การและบอกเราว่าคุณรู้อะไรบ้าง” “ทั้งหมดนี้ไม่เพียงเพื่อมอบความยุติธรรมแก่ผู้รอดชีวิตเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกด้วย”

ขณะที่นายสุหาส สุพรามัณยัม ส.ส. เดโมแครตอีกคน กล่าวว่า แอนดรูว์สามารถเข้าให้การทางไกลพร้อมทนายความของเขา และพูดคุยกับคณะกรรมการแบบส่วนตัวได้

ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายคริส ไบรอันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของสหราชอาณาจักรบอกกับ บีบีซี ว่า แอนดรูว์ควรเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับเอปสตีน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

1 พ.ย. 2568 23:47 น.

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 ปี ฐานเกี่ยวข้องกับคดีโจรกรรมเครื่องเพชรโบราณจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ นับเป็นรายที่ 2 ที่ถูกตั้งข้อหา ต่อจากผู้ต้องสงสัยหลัก 2 คนก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงวัย 38 ปี ซึ่งถูกจับกุมในสัปดาห์นี้ สืบเนื่องจากการปล้นเครื่องเพชรมูลค่า 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 พันล้านบาท) ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ในวันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2568 ขณะที่ทางการฝรั่งเศสยังคงเดินหน้าคลี่คลายหนึ่งในคดีโจรกรรมพิพิธภัณฑ์ที่อุกอาจที่สุดของประเทศ

ผู้หญิงคนดังกล่าว ซึ่งมีรายงานว่าร่ำไห้ขณะยืนยันตัวตนและให้การที่ศาลในย่าน ลา กูร์เนิฟ ชานเมืองทางเหนือของกรุงปารีส ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการโจรกรรมโดยองค์กรอาชญากรรม และสมคบคิดก่ออาชญากรรม ก่อนที่การไต่สวนในเวลาต่อมาจะดำเนินการแบบปิดตามคำร้องขอของอัยการ

ขณะนี้ตำรวจฝรั่งเศสควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เมื่อเดือนก่อนได้แล้ว 7 คน โดยที่ชาย 2 คนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์และสมคบคิด หลังจากที่พวกเขาให้การภาคเสธ (ยอมรับบางส่วน) เกี่ยวกับการโจรกรรมครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยสองรายดังกล่าว เป็นชาวแอลจีเรียวัย 34 ปี ถูกระบุตัวตนจากดีเอ็นเอที่พบในสกูตเตอร์ที่ใช้หลบหนี ขณะที่อีกคนเป็นคนขับแท็กซี่ผิดกฎหมายวัย 39 ปี จากเมืองโอแบร์วิลลิเยร์ ถูกจับใกล้บ้านของเขา

ตำรวจยืนยันว่า สองคนนี้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุบุกรุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ขณะที่มีผู้สมรู้ร่วมคิดรออยู่ด้านนอก และผู้ต้องสงสัยทั้งคู่เป็นที่รู้จักของตำรวจอยู่แล้วจากคดีลักทรัพย์ก่อนหน้านี้

ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกห้าคนถูกจับกุมในสัปดาห์นี้ในพื้นที่แซน-แซงต์-เดอนีส์ และบริเวณใกล้เคียง แม้ว่าจะมีหนึ่งคนที่ถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีการตั้งข้อหา ซึ่งนาง โซเฟีย บูกรีน ทนายความฝ่ายจำเลย โจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการ “เหวี่ยงแหจับปลา” ที่จับคนโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน

พนักงานสืบสวนยอมรับว่า ยังหาเครื่องประดับที่ถูกโจรกรรมไปไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็น สร้อยคอที่ทำจากมรกตและเพชร ซึ่งจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เคยพระราชทานให้แก่จักรพรรดินีมารี-หลุยส์ หรือรัดเกล้าของจักรพรรดินีเออเฌนี ที่ฝังด้วยเพชรเกือบ 2,000 เม็ด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ของเหล่านี้อาจสูญหายไปตลอดกาลแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna