เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามเมืองอินชอน พร้อมผลักดันสู่ระดับโลก

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามเมืองอินชอน พร้อมผลักดันสู่ระดับโลก

31 ต.ค. 2568 11:28 น.

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามเมืองอินชอน พร้อมผลักดันสู่ระดับโลก

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ ความงาม ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ พร้อมผลักดันอินชอนเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก 

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวอินชอน ร่วมกับทีมแพทย์อินชอน จัดโรดโชว์และการประชุมบีทูบี งาน “2025 Incheon Medical & Wellness Tourism in Thailand” เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพระหว่างไทยและเกาหลีใต้ พร้อมผลักดันอินชอนเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก 

งานนี้มีโรงพยาบาล สถาบันสุขภาพ และคลินิกความงามระดับแนวหน้าจากเกาหลีใต้ พร้อมด้วยพันธมิตรจากไทยกว่า 20 สถาบันการแพทย์และผู้แทนภาคธุรกิจสุขภาพเข้าร่วมงาน เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพร่วมกัน 


โดยทีมแพทย์อินชอนตัวแทนจากเกาหลีใต้ได้แก่ ศูนย์การแพทย์กิล มหาวิทยาลัยกาชน โรงพยาบาลอิน คลินิกศัลยกรรมตกแต่งทามิ ท็อกซ์นฟิล ซองโด และผู้ประกอบการขาเข้า ได้แก่ บริษัท อาร์จี แฟคทอรี่ จำกัด และบริษัท ออคิซ จำกัด ซึ่งคณะผู้แทนได้เน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงของอินชอน โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ทันสมัย และโครงการส่งเสริมสุขภาพที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมุ่งกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรชาวไทย 

โดยอินชอนผสมผสานสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ที่ทันสมัยเข้ากับทรัพยากรสุขภาพที่มุ่งเน้นการรักษา ทำให้อินชอนเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นสำหรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยบริการล่าม บริการผู้ช่วยส่วนตัว และโปรแกรมฟื้นฟูก่อนและหลังการรักษา เมืองอินชอนจึงมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบครบวงจรอย่างแท้จริงให้กับผู้ป่วยชาวต่างชาติ


นายชิน บยองซอล ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสวัสดิการเมืองอินชอน กล่าวว่า  ปัจจุบันอินชอนกำลังก้าวสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก (Global Healthcare City) การมาเยือนประเทศไทยของเมืองอินชอนในครั้งนี้คือการเชื่อมโยงเทคโนโลยีทางการแพทย์อันล้ำสมัยของอินชอน เข้ากับตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศไทย และได้บรรลุข้อตกลงในการพัฒนาแพ็กเกจการแพทย์สุขภาพแบบบูรณาการเฉพาะบุคคล ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยชาวไทยโดยเฉพาะ 

เขากล่าวว่า เมืองอินชอนยังมีแผนจะดำเนินโครงการสนับสนุนด้านการแพทย์ สำหรับประชาชนชาวไทยเพื่อขยายความร่วมมือทางการแพทย์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมมั่นใจว่านี่คือคุณค่าที่แท้จริงของ K-Healthcare 

ทางด้านจอง โซยอน องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวอินชอน กล่าวว่า  ความงามและสปา เป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อุตสาหกรรม K-Beauty ของเกาหลีเป็นที่ยอมรับในระดับโลก และอินชอนก็โดดเด่นด้วยโรงแรมรีสอร์ทระดับพรีเมียม สปาหรู และคลินิกความงามคุณภาพสูงที่ตั้งอยู่ใกล้สนามบิน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์สปาหรือบิวตี้โปรแกรมในระยะเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ญี่ปุ่น และจีนที่ให้ความนิยมอย่างต่อเนื่อง  

ขณะเดียวกัน พัค มีรัน หัวหน้าทีมเมืองอินชอน กล่าวว่า  การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นับเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สามารถเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีที่แล้ว อินชอนสามารถดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติได้ถึง 21,387 ราย และได้ดำเนินโครงการพัฒนาคลัสเตอร์บูรณาการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Medical-Wellness Convergence Cluster) ตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2568 โครงการนี้คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร และการขนส่ง วิสัยทัศน์ระยะยาวของอินชอนคือการก้าวสู่การเป็น เมืองบูรณาการการแพทย์และสุขภาพ  (Medical-Wellness Convergence City) และยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ.

นักวิเคราะห์ชี้ กษัตริย์ชาร์ลสถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ หวังสะสางราชวงศ์เพื่อรักษาสถาบัน

นักวิเคราะห์ชี้ กษัตริย์ชาร์ลสถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ หวังสะสางราชวงศ์เพื่อรักษาสถาบัน

31 ต.ค. 2568 11:23 น.

นักวิเคราะห์ชี้ กษัตริย์ชาร์ลสถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ หวังสะสางราชวงศ์เพื่อรักษาสถาบัน

นักวิชาการชี้ การถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์และขับออกจากที่ประทับคือมาตรการขั้นสูงสุด ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่มุ่งฟื้นภาพลักษณ์ราชวงศ์ หลังกรณีอื้อฉาวสัมพันธ์กับเจฟฟรีย์ เอปสตีนยืดเยื้อมานานหลายปี

การตัดสินใจของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ในการถอดยศและปลดเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากฐานันดรศักดิ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของราชวงศ์วินด์เซอร์ และสะท้อนถึงความพยายามของกษัตริย์ในการจัดระเบียบบ้าน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคใหม่

แหล่งข่าวจาก พระราชวังบักกิงแฮม ยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าชายแอนดรูว์จะถูก ย้ายออกจากที่พำนัก “Royal Lodge” หลังถูกกดดันอย่างหนักจากสาธารณชนและสื่อมวลชนให้รับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ในอดีตกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรทางเพศฉาวระดับโลก

ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแอนดรูว์ได้ตัดสินพระทัยคืนตำแหน่งดยุกแห่งยอร์กเมื่อช่วงต้นเดือน หลังมีรายงานเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในบันทึกความทรงจำของ เวอร์จิเนีย จูฟเฟร หนึ่งในผู้เสียหายจากเอปสตีน ซึ่งได้กล่าวอ้างถึงบทบาทของเจ้าชายในเครือข่ายนั้น

แต่พระราชาธิบดีชาร์ลส์ทรงดำเนินการด้วยมาตรการที่รุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ด้วยการถอดคำเรียกขาน “เจ้าชาย” ออกจากฐานันดรศักดิ์ของแอนดรูว์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับมาตั้งแต่ประสูติในฐานะพระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ศาสตราจารย์ จอร์จ กรอสส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ราชวงศ์จาก King’s College London วิเคราะห์ว่า “สิ่งที่กษัตริย์ชาร์ลส์ทำคือการจัดบ้านให้เป็นระเบียบ เพื่อไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นภาระระยะยาวของราชวงศ์ 

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ข่าวอื้อฉาวของเจ้าชายแอนดรูว์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีข่าวลือ การสัมภาษณ์ และการขุดคุ้ยมานานหลายปี การถอดยศครั้งนี้จึงไม่ใช่ระเบิดลงฉับพลัน หากแต่เป็นการสะสางอย่างเด็ดขาดหลังจากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อมานาน

ศาสตราจารย์กรอสส์ยังกล่าวด้วยว่าแอนดรูว์มีภาพลักษณ์ที่สังคมมองว่าเป็นปัญหามานาน การที่สมเด็จพระราชาธิบดีเลือกใช้มาตรการสูงสุดในตอนนี้ นับเป็นสัญญาณว่าพระองค์ต้องการเริ่มต้นใหม่ เพื่อไม่ให้เงาของเรื่องนี้ตกทอดถึงรัชสมัยของเจ้าชายวิลเลียมในอนาคต 

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากกษัตริย์ชาร์ลส์ว่า พระองค์ให้ความสำคัญกับ ความน่าเชื่อถือของสถาบันมากกว่าสายสัมพันธ์ภายในครอบครัว

ท่าทีที่แข็งกร้าวของพระองค์สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการปกป้องสถาบันกษัตริย์จากผลกระทบของข่าวฉาวซ้ำซาก และสร้างภาพลักษณ์ของราชวงศ์ที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และอยู่ในกรอบศีลธรรมสาธารณะ

ในอีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนไหวนี้อาจช่วย เบาแรงเจ้าชายวิลเลียม ซึ่งเป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 ให้สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ในอนาคตโดยไม่ถูกพัวพันกับรอยด่างของเรื่องราวในอดีต.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าชายแอนดรูว์

สีจิ้นผิงเตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย หลังบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้า “ทรัมป์”

สีจิ้นผิงเตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย หลังบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้า "ทรัมป์"

31 ต.ค. 2568 10:58 น.

สีจิ้นผิงเตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย หลังบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้า “ทรัมป์”

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่เกาหลีใต้ โดยมีกำหนดพบหารือกับผู้นำแคนาดา ญี่ปุ่น และไทย หลังประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลง “สงบศึกการค้าชั่วคราว” กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เข้าร่วมการประชุมเอเปกประจำปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีกำหนดการพบปะกับผู้นำหลายประเทศในวันนี้ (31 ต.ค.) ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประธานาธิบดีสีได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินทางออกจากเกาหลีใต้และไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปกที่จัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน 

ในการประชุมเอเปก ซึ่งมีสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวเปิดการประชุมว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกกำลังทวีความรุนแรง และการค้าการลงทุนกำลังสูญเสียแรงผลักดัน โดยมีนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เป็นผู้แทนของทรัมป์

ความสนใจพุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าร่วม และคาดว่านายสีจะจัดการเจรจาครั้งแรกกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การที่ทาคาอิชิขึ้นมาเป็นผู้นำอาจสร้างความตึงเครียดได้ เนื่องจากมุมมองชาตินิยมและนโยบายความมั่นคงที่แข็งกร้าว ของเธอ

หนึ่งในการดำเนินการแรกของทาคาอิชิหลังเข้ารับตำแหน่งคือการเร่งสร้างแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อป้องปรามความทะเยอทะยานด้านอาณาเขตของจีนในเอเชียตะวันออก ขณะที่การควบคุมตัวพลเมืองญี่ปุ่นในจีนและข้อจำกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น เช่น เนื้อวัว อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ก็คาดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญในการพูดคุย

สำนักงานนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่าเขาจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อ เริ่มต้นความสัมพันธ์ในวงกว้างกับจีนอีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ตกต่ำมานานหลายปี

ทั้งนี้ แคนาดาพยายามลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เนื่องจากเผชิญกับสงครามการค้าที่รุนแรงกับสหรัฐฯ และต้องการหาตลาดใหม่ โดยจีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของแคนาดา อย่างไรก็ตาม ในยุคของอดีตนายกฯ จัสติน ทรูโด มีเหตุการณ์พลเมืองแคนาดาถูกควบคุมตัวและถูกประหารชีวิตในจีน ทั้งยังมีการกล่าวหาว่าจีนเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งของแคนาดาอย่างน้อยสองครั้ง นอกจากนั้น จีนประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดต่อการนำเข้าคาโนลาของแคนาดาในเดือนสิงหาคม หลังจากที่แคนาดาประกาศเรียกเก็บภาษี 100% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ด้านทำเนียบรัฐบาลไทยระบุว่า นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ หลังจากการลงนามใน “ถ้อยแถลงร่วม” กับกัมพูชา ที่มาเลเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นสักขีพยานในการลงนาม

ทรัมป์ชูตนเองในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพระดับโลก ขณะที่สี จิ้นผิง ได้บอกกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า จีนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเจรจาและการปรองดองในประเด็นเร่งด่วนต่างๆ

ส่วนนายเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia มีกำหนดจะกล่าวปราศรัยในการรวมตัวของผู้บริหารที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดเอเปก ในช่วงบ่ายวันศุกร์นี้ แม้ว่าบริษัทของเขาจะกลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเด็นการขายชิป AI ขั้นสูงของสหรัฐฯ ในจีนดูเหมือนจะ ถกละเลยจากการประชุมสุดยอดระหว่างสีกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

Air Japan ประกาศยุติบิน มีนาคม 2026 ปิดฉากสายการบินลูกผสมของ ANA หลังให้บริการได้เพียง 2 ปี

Air Japan ประกาศยุติบิน มีนาคม 2026 ปิดฉากสายการบินลูกผสมของ ANA หลังให้บริการได้เพียง 2 ปี

31 ต.ค. 2568 10:05 น.

Air Japan ประกาศยุติบิน มีนาคม 2026 ปิดฉากสายการบินลูกผสมของ ANA หลังให้บริการได้เพียง 2 ปี

กลุ่ม ANA ตัดสินใจยุบแบรนด์ Air Japan เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ เหลือเพียง ANA และ Peach หวังเพิ่มศักยภาพแข่งขัน เพื่อรับมือวิกฤตอุตสาหกรรมการบินโลก

สายการบิน Air Japan ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม ANA Holdings ของญี่ปุ่น ประกาศจะยุติการให้บริการทั้งหมดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 หลังเปิดดำเนินงานได้ไม่ถึง 2 ปี โดยเที่ยวบินสุดท้ายจะออกเดินทางจาก สิงคโปร์ไปสนามบินนาริตะ ในวันที่ 29 มีนาคม 2026 เวลา 00.55 น. 

กลุ่ม ANA ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการ ปรับโครงสร้างกลยุทธ์แบรนด์ในเครือ โดยจะรวมสายการบินที่มีอยู่จากสามแบรนด์ — ได้แก่ ANA, Peach และ Air Japan (ลูกผสม) เหลือเพียงสองแบรนด์หลักคือ ANA และ Peach 

โดยแถลงการณ์จาก ANA Group ระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของกลุ่ม ANA ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไรของทั้งกลุ่ม

กลุ่ม ANA ยังอ้างถึงปัจจัยความไม่แน่นอนระดับโลก เช่น สงครามในยูเครน, ความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบิน, และสถานการณ์ AOG (Aircraft on Ground) ที่ส่งผลให้เครื่องบิน Boeing 787 บางลำต้องหยุดใช้งานชั่วคราว

ANA Group ระบุเพิ่มเติมว่า เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จะ โอนเครื่องบินของ Air Japan และบุคลากรทั้งหมดกลับไปอยู่ภายใต้สายการบิน ANA เพื่อขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศในอนาคต

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา Air Japan เพิ่งประกาศแผนเพิ่มความถี่เที่ยวบินระหว่าง สิงคโปร์–โตเกียว (นาริตะ) เป็นเที่ยวบินรายวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ หลังจากได้รับเครื่องบินลำใหม่เข้าประจำฝูงบิน พร้อมโปรโมตตั๋วเที่ยวเดียวราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 226 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 5,600 บาท.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ AirJapan

“คิม จองอึน” ตรวจโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลใกล้เปียงยาง ประกาศแผนปฏิวัติการดูแลสุขภาพชาวเกาหลีเหนือ

"คิม จองอึน" ตรวจโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลใกล้เปียงยาง ประกาศแผนปฏิวัติการดูแลสุขภาพชาวเกาหลีเหนือ

31 ต.ค. 2568 09:58 น.

“คิม จองอึน” ตรวจโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลใกล้เปียงยาง ประกาศแผนปฏิวัติการดูแลสุขภาพชาวเกาหลีเหนือ

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือตรวจงานโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ใกล้กรุงเปียงยาง พร้อมประกาศนโยบาย “ปฏิวัติสาธารณสุข” สร้างโรงพยาบาลสมัยใหม่ใน 20 เมืองทุกปี

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางไปตรวจงานก่อสร้างโรงพยาบาลคังดง ในกรุงเปียงยาง ที่ใกล้แล้วเสร็จ โดยอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเปิดใช้งาน พร้อมสั่งติดตั้งอุปกรณ์แพทย์ภายในเดือนหน้า มุ่งยกระดับสุขภาพประชาชนทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังตั้งเป้าหมายให้มีการสร้างโรงพยาบาลสมัยใหม่ใน 20 เมืองและเขตทุกปี เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข พร้อมเรียกร้องให้ขยายกำลังแรงงานในภาคการก่อสร้างทางการแพทย์ และเปิดเผยว่าการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีที่จะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ จะมีการหารือถึงประเด็นการก่อสร้างโรงพยาบาลเป็นวาระสำคัญด้วย

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้มีขึ้นในวันเดียวกับที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางออกจากเกาหลีใต้ หลังจบการเยือนสองวันเพื่อหารือกับประธานาธิบดี อี แจ มยอง และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เนื่องในโอกาสการประชุมเอเปก  

อย่างไรก็ตาม รายงานของเคซีเอ็นเอ ไม่ได้กล่าวถึงคำเชิญของทรัมป์ที่ต้องการพบคิมระหว่างการเยือนเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นท่าทีเงียบของเกาหลีเหนือท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ.  

พิพิธภัณฑ์ Grand Egyptian Museum สุดยิ่งใหญ่ เปิดทางการเสาร์นี้ อวดสมบัติโบราณกว่า 50,000 ชิ้น

พิพิธภัณฑ์ Grand Egyptian Museum สุดยิ่งใหญ่ เปิดทางการเสาร์นี้ อวดสมบัติโบราณกว่า 50,000 ชิ้น

31 ต.ค. 2568 08:57 น.

พิพิธภัณฑ์ Grand Egyptian Museum สุดยิ่งใหญ่ เปิดทางการเสาร์นี้ อวดสมบัติโบราณกว่า 50,000 ชิ้น

อียิปต์เตรียมเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่สุดอลังการวันเสาร์นี้ หลังใช้เวลาก่อสร้างกว่า 20 ปีและเผชิญการเลื่อนเปิดหลายครั้ง รวบรวมโบราณวัตถุกว่า 50,000 ชิ้น รวมถึงสมบัติครบชุดของกษัตริย์ตุตันคาเมน 

หลังการรอคอยยาวนานกว่าสองทศวรรษและต้องเลื่อนเปิดหลายครั้ง ในที่สุดพิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งใหม่ (Grand Egyptian Museum – GEM) ก็เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการในวันเสาร์นี้ โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เรื่องอารยธรรมอียิปต์โบราณ และเป็นหัวใจสำคัญของแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศที่กำลังขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ

พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ทางตะวันตกของกรุงไคโร ติดกับ พีระมิดกีซา ใช้งบประมาณการก่อสร้างมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และถูกออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่อุทิศให้กับอารยธรรมเดียว โดยจัดแสดงโบราณวัตถุกว่า 50,000 ชิ้น ซึ่งมากกว่าจำนวนชิ้นจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีสที่มีอยู่ราว 35,000 ชิ้น

พิพิธภัณฑ์ GEM เป็นหนึ่งใน “เมกะโปรเจ็กต์” ภายใต้การผลักดันของ ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี ที่ลงทุนอย่างมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ปี 2014 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซามานานและได้รับผลกระทบจากความไม่สงบหลังอาหรับสปริง ปี 2011

การก่อสร้างเริ่มต้นเมื่อปี 2005 แต่ต้องหยุดชะงักไปสามปีหลังเกิดเหตุความวุ่นวายทางการเมือง และพิธีเปิดครั้งใหญ่ก็ถูกเลื่อนมาหลายรอบ ล่าสุดคือเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ล่าสุดมีการยืนยันพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันเสาร์นี้ โดยมีผู้นำประเทศต่าง ๆ จะเข้าร่วมในงานสำคัญระดับโลกนี้

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกจากไอร์แลนด์ Heneghan Peng Architects โดดเด่นด้วย ผนังกระจกทรงสามเหลี่ยมขนาดมหึมา ที่สะท้อนรูปทรงใกล้เคียงกับพีระมิด

บริเวณโถงทางเข้าตั้งตระหง่านด้วย รูปสลักหินแกรนิตขนาด 11 เมตร ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งมีอายุกว่า 3,200 ปี เดิมตั้งอยู่กลางวงเวียนหน้าสถานีรถไฟหลักของกรุงไคโร ก่อนถูกย้ายมาจัดแสดงที่นี่

จากโถงใหญ่มีบันไดหินขนาดมหึมาสูง 6 ชั้น เรียงรายด้วยรูปสลักโบราณนำขึ้นสู่ห้องจัดแสดงหลัก พร้อมมุมชมวิวพีระมิดกีซาโดยตรง

พิพิธภัณฑ์ยังมีทางเชื่อมตรงไปยังพีระมิด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินหรือใช้รถพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปมาระหว่างสองสถานที่ได้อย่างสะดวก

ภายในพิพิธภัณฑ์มีพื้นที่จัดแสดงถาวรกว่า 24,000 ตารางเมตร พร้อมพิพิธภัณฑ์เด็ก ศูนย์การประชุมและการเรียนรู้ พื้นที่พาณิชย์ และศูนย์อนุรักษ์โบราณวัตถุขนาดใหญ่

โซนหลัก 12 โซนที่เปิดบางส่วนไปเมื่อปีที่แล้ว จัดแสดงโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคโรมัน โดยแบ่งตามยุคสมัยและธีมเรื่องราว

โบราณวัตถุจำนวนมากกว่า 50,000 ชิ้นมาจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์เก่าในจัตุรัสทาห์รีร์ใจกลางกรุงไคโร ส่วนอีกหลายชิ้นถูกขุดค้นขึ้นใหม่จากแหล่งโบราณคดี เช่น สุสานซักการา ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้ราว 22 กิโลเมตร

หนึ่งในไฮไลต์ของพิธีเปิดคือการเปิดห้องจัดแสดงพิเศษ “คอลเลกชันของกษัตริย์ตุตันคาเมน” จำนวนกว่า 5,000 ชิ้น ที่ถูกนำมาจัดแสดงครบชุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกค้นพบในปี 1922 โดยโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ

ภายในประกอบด้วย บัลลังก์ทองคำ โลงศพหุ้มทอง หน้ากากฝังศพ และรถศึกโบราณ 6 คัน ซึ่งบางชิ้นได้รับการบูรณะที่ศูนย์อนุรักษ์ของพิพิธภัณฑ์ รวมถึง หน้ากากทองคำของตุตันคาเมน ที่เคยเสียหงอนเคราในปี 2014 ก่อนจะได้รับการซ่อมแซมโดยผู้เชี่ยวชาญเยอรมัน-อียิปต์

ซาฮี ฮาวาสส์อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณคดีและนักโบราณคดีชื่อดังของอียิปต์ กล่าวว่าคอลเลกชันของตุตันคาเมนคือหัวใจของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ เรือสุริยะ ของฟาโรห์คูฟู อายุราว 4,600 ปี ซึ่งเชื่อว่าใช้โดยกษัตริย์ในชีวิตหลังความตาย เรือไม้ยาวกว่า 43 เมตร ถูกย้ายจากพื้นที่จัดแสดงเดิมข้างพีระมิดมายังพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้ในปี 2021 โดยใช้ยานบังคับควบคุมจากเบลเยียม

รัฐบาลอียิปต์หวังว่าการเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเพิ่มขึ้น และช่วยสร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าชม วันละ 15,000-20,000 คน หลังเปิดอย่างเป็นทางการ โดยในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนอียิปต์ถึง 15.7 ล้านคน และรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30 ล้านคนภายในปี 2032.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อียิปต์

ทรัมป์-สุภาพสตรีหมายเลข 1 เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเด็กๆ ครอบครัวเจ้าหน้าที่ร่วมงานฮาโลวีน

ทรัมป์-สุภาพสตรีหมายเลข 1 เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเด็กๆ ครอบครัวเจ้าหน้าที่ร่วมงานฮาโลวีน

31 ต.ค. 2568 08:37 น.

ทรัมป์-สุภาพสตรีหมายเลข 1 เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเด็กๆ ครอบครัวเจ้าหน้าที่ร่วมงานฮาโลวีน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี.จัดกิจกรรมต้อนรับวัน ฮาโลวีน

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี.จัดกิจกรรมต้อนรับวัน ฮาโลวีน แจกขนมให้เด็กๆ และครอบครัวเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่มาร่วมงานกันอย่างคึกคัก

แม้ทั้งคู่จะไม่ได้สวมชุดแฟนซี แต่ทรัมป์มาในสูท พร้อมหมวกแดงปักคำว่า “ยูเอสเอ” ส่วนเมลาเนียเลือกสวมโค้ตสีเบจเรียบหรู ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและรอยยิ้มจากบรรดาเด็กๆ ที่แต่งชุดแฟนซีหลากหลายสีสัน

โดยกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ทรัมป์เดินทางกลับจากภารกิจเยือนหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งรวมถึงการพบหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เพื่อหารือด้านการค้าระหว่างสองประเทศ และแม้ทำเนียบขาวจะประกาศความสำเร็จของการเยือนเอเชียครั้งนี้ แต่หลายฝ่ายยังคงจับตาว่านโยบายต่างประเทศของทรัมป์จะส่งผลอย่างไรต่อประชาชนชาวอเมริกันที่ยังคงกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อสูงอย่างต่อเนื่อง.

ลูกสาวรับไม่ได้ แม่วัย 80 ถูกเรือสำราญลืม จนตายบนเกาะออสเตรเลีย

ลูกสาวรับไม่ได้ แม่วัย 80 ถูกเรือสำราญลืม จนตายบนเกาะออสเตรเลีย

31 ต.ค. 2568 06:43 น.

ลูกสาวรับไม่ได้ แม่วัย 80 ถูกเรือสำราญลืม จนตายบนเกาะออสเตรเลีย

(ภาพจาก DAVID GRAY / AFP) / TO GO WITH AUSTRALIA-CLIMATE-CONVERSATION-REEF BY LAURA CHUNG)

ลูกสาวของหญิงสูงวัยที่ถูกเรือสำราญลืมทิ้งไว้บนเกาะห่างไกล และต่อมาพบว่าเสียชีวิต กล่าวหาผู้ประกอบการว่า ขาดความใส่ใจและสามัญสำนึก จนทำให้แม่ของเธอเสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ร่างของนาง ซูซานน์ รีส วัย 80 ปี ถูกพบโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยบนเกาะลิซาร์ด ในเขตแนวปะการัง “เกรตแบร์ริเออร์รีฟ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ต.ค.) โดยหนึ่งวันก่อนหน้านั้น เธอได้ไปเดินป่าบนเกาะกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ของเรือสำราญ แต่เธอไม่ได้กลับขึ้นเรือเมื่อเรือออกเดินทางในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

น.ส.แคเธอรีน รีส ลูกสาวของซูซานน์ กล่าวว่า เธอทั้งตกใจและเสียใจที่เรือสำราญ “คอรัล แอดเวนเจอเรอร์” (Coral Adventurer) ออกเดินทางไปโดยไม่มีแม่ของเธออยู่บนเรือ “จากข้อมูลเพียงเล็กน้อยที่เราได้รับ ดูเหมือนว่านี่เป็นความล้มเหลวในการดูแลและสามัญสำนึก”

ทั้งนี้ เหตุเกิดระหว่างที่ ซูซานน์ รีส จากรัฐนิวเซาท์เวลส์ กำลังอยู่ในจุดแวะพักแรกของการล่องเรือสำราญรอบออสเตรเลียเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งออกจากเมืองแคนส์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้โดยสารถูกพาไปยังเกาะลิซาร์ดเพื่อเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ โดยมีทางเลือกในการเดินป่าหรือดำน้ำตื้น

ซูซานน์เข้าร่วมกลุ่มเดินป่าขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะ คือยอดเขา “คุกส์ลุก” (Cook’s Look) ก่อนจะแยกตัวออกมาจากคนอื่น ๆ เนื่องจากเธอต้องการพักผ่อน

“เราทราบจากตำรวจว่าวันนั้นอากาศร้อนมาก และแม่ป่วยขณะปีนเขา” แคเธอรีนกล่าว “เธอถูกขอให้เดินลงมาโดยไม่มีคนดูแล จากนั้นเรือก็ออกเดินทาง โดยเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ทำการนับจำนวนผู้โดยสาร”

“ในช่วงใดช่วงหนึ่งของลำดับเหตุการณ์นั้น หรือหลังจากนั้นไม่นาน แม่ก็เสียชีวิตลงตามลำพัง”

แคเธอรีนกล่าวอีกว่า เธอหวังว่าการสืบสวนของแพทย์ชันสูตรศพจะค้นพบว่า ที่จริงแล้วบริษัทควรจะทำอะไรที่อาจช่วยชีวิตแม่ของเธอเอาไว้ได้

ด้านสำนักงานความปลอดภัยทางทะเลของออสเตรเลีย (Amsa) ระบุว่า พวกเขากำลังสืบสวนเหตุการณ์เสียชีวิตในครั้งนี้ และจะเข้าพบลูกเรือของเรือสำราญเมื่อถึงกำหนดเข้าเทียบท่าที่เมืองดาร์วินในปลายสัปดาห์นี้

โฆษกของ Amsa บอกด้วยว่า กัปตันเรือได้แจ้งเตือนพวกเขาเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการหายตัวไปของหญิงคนดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 21:00 น.วันเสาร์ที่ 25 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้ทีมค้นหากลับไปยังเกาะในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แต่ความพยายามในการค้นหาซูซานน์ถูกยกเลิกในเช้ามืดของวันอาทิตย์ ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะกลับมาอีกครั้งในตอนเช้าและพบร่างของเธอ

เมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) นายมาร์ค ฟิฟิลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Coral Expeditions กล่าวว่า บริษัทรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตในครั้งนี้ และกำลังให้การสนับสนุนครอบครัวรีส “เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจรัฐควีนส์แลนด์และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการสอบสวนของพวกเขา เราไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ในขณะที่กระบวนการสืบสวนกำลังดำเนินอยู่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับรับมือ “หมี” เล็งให้ตำรวจใช้ปืนไรเฟิลได้

รัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับรับมือ “หมี” เล็งให้ตำรวจใช้ปืนไรเฟิลได้

31 ต.ค. 2568 06:11 น.

รัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับรับมือ “หมี” เล็งให้ตำรวจใช้ปืนไรเฟิลได้

รัฐบาลญี่ปุ่นประชุมหลายกระทรวงเพื่อหาทางยกระดับมาตรการรับมือเหตุหมีโจมตี โดยพวกเขากำลังพิจารณาให้ตำรวจสามารถใช้ปืนไรเฟิลในการกำราบหมีได้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. 2568 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยกระดับมาตรการเพื่อรับมือกับเหตุ “หมีโจมตี” ซึ่งปีนี้เกิดขึ้นมากครั้งที่สุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยกำลังพิจารณาเรื่องการอนุญาตให้ตำรวจสามารถใช้ปืนไรเฟิลในการรับมือกับหมีได้

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเผชิญกับสถิติผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12 ราย ในปีงบประมาณปัจจุบัน (ตั้งแต่เดือนเมษายน) ทำให้นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกสูงสุดของรัฐบาล กล่าวในการประชุมระดับรัฐมนตรีว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน

การประชุมดังกล่าวได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึง 8 กระทรวง จากเดิม 5 กระทรวง โดยได้เพิ่มกระทรวงกลาโหมเข้ามาด้วย ซึ่งนายคิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้สั่งการให้บังคับใช้มาตรการฉุกเฉินต่างๆ

จากข้อมูลของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีโจมตีถึง 12 ศพในปีงบประมาณ 2568 นี้ มากกว่าสถิติสูงสุดเดิมในปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 6 ศพถึงเท่าตัว

โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมเปิดเผยแผนการที่จะรวมงบประมาณสำหรับการจ้างนายพราน ไว้ในงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับปีงบประมาณปี 2568 ด้วย รวมถึงการวางนโยบายเพื่อบริหารจัดการประชากรหมี และจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการควบคุมหมีที่เคยใช้ในปี 2567 ให้มากยิ่งขึ้นด้วย

ด้านกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำสรุปมาตรการความปลอดภัยสำหรับการเดินทางไปโรงเรียนและในบริเวณโรงเรียน เพื่อให้คณะกรรมการการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศนำไปใช้

อนึ่งในวันพฤหัสบดี สมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินประมาณ 130 นายได้ไปทำการฝึกซ้อมร่วมกับนายพรานท้องถิ่น ณ ค่ายในจังหวัดอาคิตะ ซึ่งในปีนี้เกิดเหตุหมีโจมตีหลายสิบครั้งด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

โจรอุกอาจ ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย

โจรอุกอาจ ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย

31 ต.ค. 2568 05:49 น.

โจรอุกอาจ ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย

เกิดเหตุโจรบุกขโมยวัตถุโบราณและสิ่งของอื่นๆ รวมกว่า 1,000 ชิ้น ไปจากสถานเก็บของของพิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์แห่งแคลิฟอร์เนีย ล่าสุดยังตามจับคนร้ายไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ต.ค. 2568 ว่า เกิดเหตุคนร้ายขโมยสิ่งของมากกว่า 1,000 รายการ รวมถึงโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์และเครื่องประดับ ไปจากสถานที่เก็บของนอกสถานที่ของ พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์แห่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและ FBI กำลังดำเนินการสืบสวนร่วมกัน

กรมตำรวจโอ๊คแลนด์ระบุในแถลงการณ์ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ก่อนเวลา 03:30 น. เล็กน้อย มีบุคคลบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บของดังกล่าว และขโมยสิ่งของหลายร้อยรายการไปจากคอลเลคชัน โดยของที่หายไปรวมถึงโบราณวัตถุ เช่น ตะกร้าของชนพื้นเมืองอเมริกัน, งานแกะสลักงาช้าง, และ ภาพถ่ายดาแกโรไทป์ (daguerreotypes) แม้แต่คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปก็ถูกเอาไปด้วย

“การโจรกรรมที่เกิดขึ้นนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจ ซึ่งปล้นมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐเราไปจากสาธารณชน” ลอรี โฟการ์ตี ผู้อำนวยการบริหารและซีอีโอของพิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์แห่งแคลิฟอร์เนียระบุในแถลงการณ์ “วัตถุเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับมอบให้พิพิธภัณฑ์โดยผู้บริจาคที่มีน้ำใจ เรากำลังทำงานร่วมกับเมืองโอ๊คแลนด์ กรมตำรวจโอ๊คแลนด์ และ FBI อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้วัตถุเหล่านี้กลับคืนมา”

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ฯ เปิดตัวครั้งแรกในปี 2512 และเป็นที่เก็บวัตถุต่างๆ มากกว่า 2 ล้านชิ้น ซึ่งรวมถึง ผลงานศิลปะชิ้นสำคัญ, โบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ และตัวอย่างธรรมชาติ และยังนำเสนอโครงการที่มุ่งเน้นการสำรวจ และเปิดเผยปัจจัยที่หล่อหลอมลักษณะเฉพาะและอัตลักษณ์ของแคลิฟอร์เนีย

น.ส.โฟการ์ตีให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (29 ต.ค.) ว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ในสถานที่เก็บของดังกล่าวในตอนเกิดเหตุ และคนงานมาพบว่าเกิดการโจรกรรมเมื่อเช้าวันที่ 16 ตุลาคม โดยเธอเชื่อว่า เหตุการณ์นี้ดูเหมือนเป็นอาชญากรรมที่เกิดจากการสบโอกาส มากกว่าการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์

ด้านกรมตำรวจโอ๊คแลนด์ระบุว่า พวกเขากำลังสืบสวนคดีโจรกรรมนี้ร่วมกับ ทีมอาชญากรรมทางศิลปะของ FBI ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญสูง ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 นาย ซึ่งทำหน้าที่สืบสวนคดีโจรกรรม ฉ้อโกง การลักลอบค้าโบราณวัตถุและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian