หมอนิวซีแลนด์ผ่าตัดเอา “แม่เหล็ก” กว่า 100 ชิ้น ออกจากลำไส้เด็ก หลังสั่งซื้อจาก Temu

หมอนิวซีแลนด์ผ่าตัดเอา "แม่เหล็ก" กว่า 100 ชิ้น ออกจากลำไส้เด็ก หลังสั่งซื้อจาก Temu

24 ต.ค. 2568 16:20 น.

หมอนิวซีแลนด์ผ่าตัดเอา “แม่เหล็ก” กว่า 100 ชิ้น ออกจากลำไส้เด็ก หลังสั่งซื้อจาก Temu

เด็กชายวัย 13 ปีในนิวซีแลนด์ ต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน หลังกลืนแม่เหล็กกำลังสูงขนาดเล็กราว 100 ชิ้นที่ซื้อจากแพลตฟอร์มออนไลน์ Temu แพทย์ต้องตัดลำไส้บางส่วนที่เนื้อตายออก พร้อมเตือนอันตรายจากของเล่นแม่เหล็กและความเสี่ยงของสินค้าบนตลาดออนไลน์ที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

คณะแพทย์จากโรงพยาบาลทัวรังกา  บนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ ได้รายงานกรณีศึกษาที่น่าตกใจในวารสารการแพทย์นิวซีแลนด์ ว่ามีเด็กชายวัย 13 ปี ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังมีอาการปวดท้องรุนแรงมานาน 4 วัน

เด็กชายเปิดเผยว่า เขาได้กลืนแม่เหล็กแรงสูงขนาด 5×2 มิลลิเมตร (นีโอไดเมียม) เข้าไปประมาณ 80-100 ชิ้น เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ซึ่งแม่เหล็กเหล่านี้เขาได้สั่งซื้อมาจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชื่อดัง “เทมู” (Temu)

รายงานระบุว่าจากการทำเอ็กซเรย์ แพทย์พบว่าแม่เหล็กทั้งหมดได้จับตัวรวมกันเป็น 4 แถวตรง ภายในลำไส้ของเด็ก “ซึ่งดูเหมือนจะอยู่ในลำไส้คนละส่วนที่ถูกยึดติดกันด้วยแรงแม่เหล็ก” 

แพทย์กล่าวว่า แรงกดทับจากแม่เหล็กจำนวนมากได้ทำให้เกิดภาวะเนื้อเยื่อตาย ขึ้นใน 4 บริเวณของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ของเด็กชาย ศัลยแพทย์ต้องทำการผ่าตัดเพื่อตัดเนื้อเยื่อส่วนที่ตายออกและนำแม่เหล็กทั้งหมดออกมา หลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 8 วัน เด็กชายก็สามารถกลับบ้านได้

แพทย์ผู้เขียนรายงานระบุว่า การผ่าตัดจากการกลืนแม่เหล็กอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในภายหลังได้ เช่น ภาวะลำไส้อุดตัน ไส้เลื่อนหน้าท้อง และอาการปวดเรื้อรัง

คณะแพทย์ย้ำว่า กรณีนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงอันตรายจากการกลืนแม่เหล็กเท่านั้น แต่ยังรวมถึง อันตรายของตลาดออนไลน์สำหรับประชากรเด็ก เนื่องจากแม่เหล็กแรงสูงชนิดนี้ได้ ถูกแบนในนิวซีแลนด์ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2013 แล้ว

ด้าน Temu ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซที่ก่อตั้งในจีน ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และออกแถลงการณ์ว่าได้ เริ่มดำเนินการตรวจสอบภายใน และติดต่อผู้เขียนบทความเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้แล้ว

โฆษกของ Temu กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแม่เหล็กที่เกี่ยวข้องถูกซื้อผ่าน Temu จริงหรือไม่ หรือระบุรายการสินค้าที่เฉพาะเจาะจงได้ “อย่างไรก็ตาม ทีมงานของเรากำลังตรวจสอบรายการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าทั้งหมดปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์”

ก่อนหน้านี้ Temu เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในตลาดต่าง ๆ รวมถึงสหภาพยุโรป ว่าอาจไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอในการกำจัดผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายออกจากแพลตฟอร์มของตน.

ที่มา AFP

คนงานกว่า 1,000 ทะลักเข้าไทย หนีศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ “เคเคพาร์ก” ในพม่า

คนงานกว่า 1,000 ทะลักเข้าไทย หนีศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ "เคเคพาร์ก" ในพม่า

24 ต.ค. 2568 13:35 น.

คนงานกว่า 1,000 ทะลักเข้าไทย หนีศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ “เคเคพาร์ก” ในพม่า

ทางการไทยเผยมีชาวต่างชาติและชาวไทย มากกว่า 1,000 คน หลั่งไหลข้ามพรมแดนจากพม่าสู่ฝั่งไทยในสัปดาห์นี้ หลังทหารพม่าบุกจู่โจมศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” หนึ่งในฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ทางการไทยเตรียมตรวจสอบว่าผู้หลบหนีเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ หรือผู้กระทำผิดกฎหมายเข้าเมือง

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานระบุเจ้าหน้าที่ไทยเปิดเผยว่า มีผู้คนมากกว่า 1,000 คน หลบหนีจากพื้นที่ชายแดนพม่าเข้ามาในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังจากที่กองทัพพม่าได้ปฏิบัติการบุกเข้าทลาย “เคเคพาร์ก” ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ 

ศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่มักตั้งอยู่ในอาคารที่มีการเสริมกำลังอย่างแน่นหนาเหล่านี้ เติบโตอย่างรวดเร็วตามแนวชายแดนพม่า ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

ทางการจังหวัดตากรายงานว่า มีผู้ข้ามพรมแดนจากพม่าเข้าสู่อำเภอแม่สอด ตั้งแต่ช่วงเช้าวันพุธถึงเช้าวันศุกร์ (22 – 24 ต.ค.) รวมจำนวน 1,049 คน เพิ่มขึ้นจาก 677 คนในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทยระบุว่า ผู้ที่เดินทางเข้ามาส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และเป็นผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่หลบหนีเข้ามานั้นมีหลากหลายสัญชาติ เช่น อินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม พม่า ไทย และอีกกว่าสิบประเทศ

กองทัพพม่าได้ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า ได้ทำการบุกเข้าทลายศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามพรมแดนไทย และสามารถยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ ได้หลายเครื่อง

ก่อนหน้านี้ การสืบสวนของสำนักข่าวเอเอฟพี เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า มีการใช้อุปกรณ์สตาร์ลิงก์ ในศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทสเปซเอ็กซ์ ของ อีลอน มัสก์ ผู้ให้บริการสตาร์ลิงก์ ได้ออกมากล่าวเมื่อวันพุธว่า ได้สั่งปิดการใช้งานอุปกรณ์สตาร์ลิงก์ มากกว่า 2,500 เครื่องในศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ของพม่าแล้ว

นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า ทางการเชื่อว่าผู้ที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่น่าจะมาจากศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ภาพจากสื่อไทยยังเผยให้เห็นภาพของผู้คนที่ใช้ลังโฟมลอยข้ามแม่น้ำเพื่อเข้ามายังฝั่งไทย

รองผู้ว่าฯ ตาก กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการคัดกรอง เพื่อตรวจสอบว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาเหล่านี้เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หรือไม่ ซึ่งในทางกลับกันหากไม่เข้าข่ายการเป็นเหยื่อก็อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ แม้ว่าผู้คนบางส่วนจะถูกหลอกลวงและบังคับให้ทำงานในลักษณะการค้ามนุษย์ แต่บางคนก็สมัครใจเข้ามาทำงาน โดยหวังว่าจะได้รับรายได้จำนวนมากจากอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ มากกว่าการทำงานในประเทศบ้านเกิดของตนเอง.

ที่มา AFP

“ทรัมป์” ประกาศยุติเจรจาการค้ากับแคนาดาทั้งหมด โกรธใช้ภาพ “เรแกน” วิจารณ์ภาษีนำเข้า

"ทรัมป์" ประกาศยุติเจรจาการค้ากับแคนาดาทั้งหมด โกรธใช้ภาพ "เรแกน" วิจารณ์ภาษีนำเข้า

24 ต.ค. 2568 12:37 น.

“ทรัมป์” ประกาศยุติเจรจาการค้ากับแคนาดาทั้งหมด โกรธใช้ภาพ “เรแกน” วิจารณ์ภาษีนำเข้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศยุติการเจรจาการค้ากับแคนาดาทุกระดับ หลังไม่พอใจโฆษณาที่นำคำพูดของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน มาวิจารณ์นโยบายเก็บภาษีนำเข้าของเขา ขณะที่นายกรัฐมนตรีแคนาดายืนยันจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดอย่างไม่เป็นธรรม หากการเจรจาล้มเหลว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย “ทรูธ โซเชียล” เมื่อวันพฤหัสบดีว่า การเจรจาการค้าทั้งหมดกับแคนาดาถูกยุติลงแล้ว โดยให้เหตุผลจากการที่เขาเรียกว่าเป็น “โฆษณาที่ฉ้อฉล” ซึ่งนำอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ รีแกน มาพูดในเชิงลบเกี่ยวกับมาตรการขึ้นภาษี

ทรัมป์ระบุว่า “จากพฤติกรรมที่อุกอาจของพวกเขา การเจรจาการค้ากับแคนาดาทั้งหมดจึงถูกยุติลงนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

โฆษณาที่เป็นปัญหาดังกล่าวแสดงภาพของ โรนัลด์ รีแกน อดีตประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์การขึ้นภาษีสินค้าจากต่างประเทศ โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นสาเหตุของการสูญเสียงานและสงครามการค้า

ก่อนหน้านี้ นายดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทารีโอของแคนาดา ยอมรับเมื่อต้นสัปดาห์ว่า โฆษณาต่อต้านภาษีดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ “ผมได้ยินมาว่าประธานาธิบดีเห็นโฆษณาของเราแล้ว ผมแน่ใจว่าเขาคงไม่มีความสุขเท่าไหร่”

ทรัมป์มักใช้มาตรการขึ้นภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองกับหลายประเทศทั่วโลก สงครามการค้าของเขาได้ผลักดันให้ภาษีของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 และเขาก็ได้ขู่ที่จะขึ้นภาษีเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสร้างความกังวลในหมู่ภาคธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เรียกเก็บภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์จากแคนาดา ซึ่งทำให้ทางการแคนาดาต้องตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีในลักษณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจามาหลายสัปดาห์เพื่อหาข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นสำหรับภาคเหล็กและอะลูมิเนียม

ด้านนายมาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า แคนาดาจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดของตนอย่างไม่เป็นธรรม หากการเจรจาข้อตกลงทางการค้าต่าง ๆ กับวอชิงตันล้มเหลว

นอกจากนี้ ในปีหน้า สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก มีกำหนดจะต้องทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีของทวีปอเมริกาเหนือปี 2020 ซึ่งความตึงเครียดที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกระบวนการทบทวนข้อตกลงดังกล่าว.

ที่มา Reuters

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

24 ต.ค. 2568 12:05 น.

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน ขณะที่คิมจองอึนย้ำสัมพันธ์กับรัสเซียถึงจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์

เกาหลีเหนือเริ่มก่อสร้าง อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน ซึ่งเข้าร่วมรบเคียงข้างรัสเซีย ตามรายงานของสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) โดยพิธีวางศิลาฤกษ์จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาในกรุงเปียงยาง โดยมีทั้งคิมจองอึนและ อเล็กซานเดอร์ มาเซโกรา เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำเกาหลีเหนือ เข้าร่วมในพิธี

อนุสรณ์สถานซึ่งมีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งวีรกรรมการรบ” จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าผู้รักชาติ และจะจัดแสดงประติมากรรม ภาพถ่าย และงานศิลปะ เพื่อยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่เข้าร่วมรบในสงครามยูเครน

นายคิมจองอึนกล่าวในพิธีว่า ทหารเกาหลีเหนือได้ต่อสู้เพื่อช่วยให้รัสเซียได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด และกล่าวว่า “เหล่าฮีโร่ของเราได้ทำลายพวกผู้รุกรานนีโอนาซีอย่างกล้าหาญ ด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ยอมให้มีการรุกรานใด ๆ เกิดขึ้น” 

เขายังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียได้พัฒนาไปถึงระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ และอนุสรณ์สถานแห่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ภาพจากสื่อทางการเกาหลีเหนือยังเผยให้เห็น คิมจองอึนกอดปลอบขวัญทหารที่มีอารมณ์สะเทือนใจ รวมถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิตในพิธีวางศิลาฤกษ์ ณ กรุงเปียงยาง

รายงานของเกาหลีใต้ระบุว่า มี ทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 600 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคนจากการสู้รบในยูเครน โดยเกาหลีเหนือได้ส่งทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์จำนวนมากไปสนับสนุนรัสเซียตั้งแต่ปี 2022 หลังมอสโกเริ่มบุกยูเครน

ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือและรัสเซียได้ลงนามใน ข้อตกลงหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership Agreement) ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความช่วยเหลือทางทหารและรูปแบบอื่น หากฝ่ายใดถูกโจมตี

ในกรุงมอสโก ยังมีการจัด นิทรรศการศิลปะเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ ระหว่างสองประเทศ โดยแสดงภาพทหารเกาหลีเหนือและรัสเซียร่วมต่อสู้กับชาติตะวันตกที่เป็นปฏิปักษ์

ด้านสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า มีหลักฐานบ่งชี้ว่ารัสเซียได้ให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้าน อวกาศและดาวเทียม เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางทหารในสงครามยูเครน

นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่ามีการส่งทหารเข้าร่วมรบในยูเครน และยืนยันว่ามีทหารบางส่วนเสียชีวิตในการปฏิบัติภารกิจจริง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

“ฮุน มาเนต ” บิดเบือน กต.ไทยยัน ไม่ได้คุยเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 200,000

"ฮุน มาเนต " บิดเบือน กต.ไทยยัน ไม่ได้คุยเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 200,000

24 ต.ค. 2568 11:43 น.

“ฮุน มาเนต ” บิดเบือน กต.ไทยยัน ไม่ได้คุยเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 200,000

กระทรวงต่างประเทศไทยยืนยันอีกเสียง ไม่ได้พูดคุยเรื่องแผนที่ 1:200,000 แก้ปัญหาบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ในระหว่างการประชุม JBC ตามที่ ฮุน มาเนต เอาไปโพสต์อ้างในโซเชียล

กระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงชี้แจง ตามที่มีรายงานข่าวเรื่องข้อความในโซเชียลมีเดียของ นาย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นแผนที่ 1:200,000 ในห้วงการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย – กัมพูชา (Joint Boundary Commission: JBC) ที่ผ่านมานั้น

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ขอชี้แจงและยืนยันว่า การเจรจาหารือในการประชุม JBC สมัยวิสามัญ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ตุลาคม 2568 ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อกลางดึกวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นการดำเนินการบนพื้นฐานของการสำรวจหาหลักเขตแดนเดิมร่วมกันอยู่แล้ว ไม่ได้มีการหารือหรือเกี่ยวข้องกับประเด็นแผนที่ 1:200,000 ตามที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี บนหลักการการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี แต่จะยืนหยัดในอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ และจะไม่ยอมให้การปล่อยข้อมูลบิดเบือนมากระทบความพยายามดังกล่าว

โดยการชี้แจงจากการทางไทยครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ เฟซบุ๊ก Hun Manet ของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความถึงชาวกัมพูชา กรณีปัญหาบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยมีข้อความในช่วงท้ายตอนหนึ่งระบุว่า 

“ในการประชุม JBC เมื่อวันที่ 21–22 ตุลาคม 2025 ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันอย่างละเอียด เพื่อหาทางออกที่ถูกต้องและโปร่งใสตามหลักการที่เห็นพ้องร่วมกัน เพื่อยุติข้อพิพาทในหมู่บ้านโจกเจยและหมู่บ้านเปรยจัน (ระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 47)

ทั้งสองฝ่ายตกลงจะดำเนินการทางเทคนิคต่อไป โดยร่วมกันสำรวจ วัดระยะ และปักหลักเขตชั่วคราว โดยอ้างอิงแผนที่ 1:200,000 ตามสนธิสัญญาปี 1907 และบันทึกของคณะกรรมาธิการปักหลักเขตฝรั่งเศส–สยาม ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกตรวจสอบกับสภาพการครอบครองจริงของประชาชนทั้งสองฝ่าย เพื่อใช้ประกอบการแก้ไขปัญหาต่อไป

มีเพียงแนวทางนี้เท่านั้น ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและถูกต้อง เพื่อให้สถานการณ์ในหมู่บ้านโจกเจยและหมู่บ้านเปรยจันยุติลงได้ และประชาชนกลับมาใช้ชีวิตทำกินอย่างปกติ โดยไม่ให้ปัญหานี้ยืดเยื้อออกไปในระยะยาว”

ซึ่งการโพสต์ข้อความดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และได้สร้างความเข้าใจผิดเป็นอย่างยิ่ง ทำให้นายนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทย ต้องแถลงยืนยันว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ โดยในการประชุม JBC ดังกล่าว ไม่มีการหารือหรือข้อตกลงใด ๆ เกี่ยวกับการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 หรือการกำหนดหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่พิพาทแต่อย่างใด.

ที่มา : กระทรวงต่างประเทศ 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮุน มาเนต

“ทรัมป์” ยืนยัน พบ “สี จิ้นผิง” นอกรอบประชุมเอเปกที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้

"ทรัมป์" ยืนยัน พบ "สี จิ้นผิง" นอกรอบประชุมเอเปกที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้

24 ต.ค. 2568 11:36 น.

“ทรัมป์” ยืนยัน พบ “สี จิ้นผิง” นอกรอบประชุมเอเปกที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพบกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ระหว่างการประชุมเอเปกที่เมืองคย็องจู เกาหลีใต้ สิ้นเดือนตุลาคมนี้ การพบกันมีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากข้อพิพาททางการค้า และคำขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนอีก 100% หากจีนไม่ผ่อนคลายการควบคุมการส่งออกแร่หายาก

แคโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะจัดการประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ที่ประเทศเกาหลีใต้ การพบกันดังกล่าวจะเกิดขึ้น นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคย็องจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน และถือเป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกของผู้นำสองชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง

ประเด็นหลักที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ทั้งการที่ทรัมป์ได้ขู่ที่จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 100% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน โดยจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน หากจีนไม่ผ่อนปรนการควบคุมการส่งออกแร่หายาก โดยจีนซึ่งครองการผลิตแร่หายากและวัสดุสำคัญอื่น ๆ ได้ออกกฎควบคุมการส่งออกแร่เหล่านี้เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้สหรัฐฯ ไม่พอใจ

ส่วนยาเฟนทานิล ทรัมป์ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่สุดที่เขาจะถามประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือเรื่องการลักลอบค้าสารตั้งต้นของยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าจีนกำลังพยายาม “จับโลกเป็นตัวประกัน” และมีท่าที “เป็นปฏิปักษ์อย่างมาก”

ทรัมป์กล่าวถึงการประชุมครั้งนี้ด้วยความหวังว่า “ผมจะพบกับประธานาธิบดีสีของจีน เราได้กำหนดให้มีการประชุมที่ค่อนข้างยาวนาน เราสามารถจัดการข้อสงสัยและคำถามมากมายของเรา รวมถึงสินทรัพย์อันมหาศาลของเราได้พร้อมกัน ผมคิดว่าจะมีบางอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้”

การเยือนเกาหลีใต้ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนเอเชียของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเอเซียน ที่ประเทศมาเลเซียในวันที่ 26 ต.ค.นี้

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีกำหนดการพบปะกับผู้นำสำคัญในภูมิภาค ได้แก่ การประชุมทวิภาคีกับ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิชิ การพบปะกับ ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำสำหรับผู้นำด้วย

การพบกันระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ถือเป็นการพูดคุยตัวต่อตัวครั้งแรกในรอบหลายปี นับตั้งแต่การประชุม G20 ในปี 2019 โดยก่อนหน้านี้ผู้นำทั้งสองเคยพูดคุยทางโทรศัพท์อย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งรวมถึงการหารือเกี่ยวกับดีลการดำเนินงานของ TikTok ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี "ขโมยขนม" 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

24 ต.ค. 2568 11:02 น.

คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

กลายเป็นคดีโด่งดังในเกาหลีใต้ เมื่อพนักงานส่งของรายหนึ่งต้องเผชิญกับการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานกว่าหนึ่งปี หลังถูกกล่าวหาว่า “ขโมย” ขนม “ช็อกโกพาย” และคัสตาร์ดเค้ก มูลค่ารวมเพียง 1,050 วอน (ราว 24 บาท) จากตู้เย็นที่ทำงาน แม้ศาลชั้นต้นสั่งปรับ 50,000 วอน แต่เจ้าตัวยืนยันบริสุทธิ์และยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายอาจสูงกว่ามูลค่าขนมถึง 10,000 เท่า ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการบังคับใช้กฎหมายกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

คดีดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกเรียกว่า “คดีขโมยช็อกโกพาย” ในเกาหลีใต้ โดยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2024 เวลาประมาณตี 4 ที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดช็อลลาเหนือ พนักงานขับรถส่งของบริษัทผู้รับเหมา ถูกกล่าวหาว่าหยิบขนม ช็อกโกพาย (มูลค่า 400 วอน) และ มินิคัสตาร์ดเค้ก (มูลค่า 650 วอน) รวมมูลค่าเพียง 1,050 วอน (ประมาณ 24 บาท) ออกมาจากตู้เย็นในสำนักงานของบริษัทโลจิสติกส์ที่เป็นคู่ค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

คนงานรายนี้ยืนยันว่าเขาไม่มีเจตนาขโมย และอ้างว่าพนักงานขับรถคนอื่นเคยบอกเขาว่า “มีขนมในตู้เย็น กินได้เลย” อีกทั้งการกินขนมดังกล่าวหลังกะกลางคืนก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกันของพนักงาน

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยืนยันว่าพนักงานขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ “เปิดตู้เย็นโดยไม่ได้รับอนุญาต” เว้นแต่จะได้รับเสนอขนมอย่างชัดเจน และได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์อย่างเป็นทางการต่อตำรวจ อัยการพิจารณาคดีนี้เป็นความผิดเล็กน้อยจึงยื่นฟ้องแบบคำร้องสรุป พร้อมขอให้ปรับ 500,000 วอน แต่เนื่องจากผู้ต้องหาปฏิเสธและยืนยันในความบริสุทธิ์ จึงร้องขอให้มีการไต่สวนคดีอย่างเป็นทางการ 

ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินให้คนงานรายนี้มีความผิดจริงในข้อหาลักทรัพย์ และสั่งปรับ 50,000 วอน ซึ่งสูงกว่ามูลค่าขนมที่รับประทานเข้าไปถึงเกือบ 50 เท่า คนงานรายนี้ยื่นอุทธรณ์ทันที โดยการไต่สวนในชั้นอุทธรณ์ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว โดยทนายฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าขนมดังกล่าวเป็นสิ่งที่แบ่งปันกันตามธรรมเนียมไม่ถือเป็นการลักทรัพย์ ผู้พิพากษาคิม โด-ฮยอง ยังแสดงความเห็นในศาลว่า “รู้สึกรุนแรงเกินไปที่จะนำคดีมาถึงขั้นนี้” และจะพิจารณาว่าการลักทรัพย์เข้าข่ายทางกฎหมายหรือไม่

คดีนี้ได้จุดประกายความไม่พอใจในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสหภาพแรงงานที่นำไปเปรียบเทียบกับ “ฌอง วัลฌอง” ตัวเอกในนวนิยายคลาสสิกของฝรั่งเศสเรื่อง “เล มิสเซราบล์ (Les Misérables)” ที่ถูกจำคุกเพียงเพราะขโมยขนมปังเพื่อเลี้ยงดูพี่น้อง

ผู้เชี่ยวชาญระบุกับสื่อท้องถิ่นว่า ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายที่คนงานรายนี้ต้องจ่ายอาจสูงถึง 10,000 เท่า ของมูลค่าขนมที่เขากินไป ประเด็นนี้ยังถูกยกขึ้นมาถกเถียงอย่างร้อนแรงในการประชุมรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ชิน แด-กยอง หัวหน้าอัยการเขตช็อนจูคนใหม่ ได้ออกมาแถลงว่า จะทบทวนคดีนี้ “ภายใต้ขอบเขตของสามัญสำนึก” โดยยกกรณีคล้ายกันในปี 2020 ที่พนักงานร้านสะดวกซื้อถูกฟ้องข้อหาบริโภคขาหมู (จกบัล) มูลค่า 5,900 วอน แต่สุดท้ายศาลยกฟ้องในที่สุด

อัยการชินยังระบุว่า การดำเนินคดีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน หากเหยื่อ (บริษัท) ยืนกรานให้ลงโทษและไม่มีการยอมความ แต่ก็ได้แย้มเป็นนัย ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจเพื่อผ่อนปรนโทษในชั้นอุทธรณ์ โดยอาจถึงขั้นแนะนำไม่ให้มีการลงโทษก็เป็นได้

การไต่สวนนัดต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยจะมีพยานฝ่ายจำเลย 2 คนเข้าให้การ คดีนี้ยังคงเป็นที่จับตาและกระตุ้นการถกเถียงเกี่ยวกับสัดส่วนของความยุติธรรมในระบบกฎหมายของเกาหลีใต้ ว่าการปฏิบัติต่อขนมมูลค่า 1,000 วอน เป็นอาชญากรรมร้ายแรงนั้น บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนในความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่.


ที่มา AFP  The Korea Times

เผยภาพถ่ายดาวเทียม ทำเนียบขาวปีกตะวันออกถูกรื้อ หลังทรัมป์สั่งทำห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 9,800 ล้านบาท

เผยภาพถ่ายดาวเทียม ทำเนียบขาวปีกตะวันออกถูกรื้อ หลังทรัมป์สั่งทำห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 9,800 ล้านบาท

24 ต.ค. 2568 10:14 น.

เผยภาพถ่ายดาวเทียม ทำเนียบขาวปีกตะวันออกถูกรื้อ หลังทรัมป์สั่งทำห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 9,800 ล้านบาท

ดาวเทียมเผยภาพล่าสุด ปีกตะวันออกของทำเนียบขาวถูกรื้อทั้งหมดเพื่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ 1,000 ที่นั่ง มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,834 ล้านบาท

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 บริษัท Planet Labs PBC เผยภาพถ่ายจากดาวเทียมล่าสุดของทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี. สะท้อนให้เห็นว่าปีกตะวันออก (East Wing) ถูกรื้อถอนทั้งหมดแล้วเพื่อเตรียมสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ 1,000 ที่นั่ง ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมูลค่าการก่อสร้างประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,834 ล้านบาท 

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นพื้นที่ปีกตะวันออกเต็มไปด้วยเศษซากของอาคารเดิม หลังจากรื้อถอนเพื่อให้ห้องบอลรูมสามารถรองรับงานเลี้ยงรัฐและกิจกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยระบุว่าการก่อสร้างจะไม่กระทบอาคารเดิม แต่จากการปรึกษาสถาปนิกตัดสินใจรื้อทั้งหมด 

ขณะที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า เงินทุนก่อสร้างจะมาจากผู้บริจาคเอกชน รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาทิ แอปเปิล  กูเกิล  เมตา อเมซอน และบริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศล็อกฮีด มาร์ติน รวมถึงทรัมป์เอง โดยจะไม่ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน

อย่างไรก็ตาม โครงการรื้อถอนปีกตะวันออกของทำเนียบขาว สร้างความกังวลให้กับองค์กรอนุรักษ์ประวัติศาสตร์หลายแห่ง เนื่องจากอาคารมีอายุ 123 ปี เคยเป็นที่ทำงานของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและทางเข้าหลักสำหรับแขกเยือนทำเนียบขาว ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนวอชิงตันต่างเห็นด้วยกับการก่อสร้างและเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีห้องบอลรูมเพื่อรองรับแขกผู้แทนจากทั่วโลก.

ที่มา CNN

ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

24 ต.ค. 2568 09:34 น.

ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

คณะผู้แทนจากรัฐสภาเกาหลีใต้เดินหน้าต่อ เดินทางไปตรวจสอบอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวเกาหลีใต้ทำงานอยู่หลายสิบคน

เกาหลีใต้เดินหน้าต่อ ส่งคณะผู้แทนจากคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศและเอกภาพแห่งชาติของรัฐสภาเกาหลีใต้  ไปตรวจสอบอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวเกาหลีใต้ทำงานอยู่หลายสิบคน    

โดยอาคารดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาบุกเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนจะควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้กลุ่มหนึ่ง และส่งตัวกลับประเทศเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยเที่ยวบินพิเศษจากพนมเปญ

คณะกรรมาธิการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชาเปิดเผยว่า ตำรวจได้มอบหลักฐานให้คณะผู้แทนเกาหลีใต้ตรวจสอบ ซึ่งพบว่าชาวเกาหลีใต้ที่ทำงานอยู่ในศูนย์แห่งนี้ ส่วนใหญ่สมัครใจทำงาน ไม่มีการข่มขู่หรือใช้ความรุนแรง แต่ฝ่ายเกาหลีใต้ยังคงตั้งข้อสงสัยว่า บางส่วนอาจถูกล่อลวงให้ทำงานโดยไม่รู้ตัว

ขณะนี้ทางการเกาหลีใต้ระบุว่า ศาลได้ออกหมายจับแล้ว 49 คน จากผู้ที่ถูกส่งตัวกลับทั้งหมด 64 คน และอยู่ระหว่างพิจารณาออกหมายจับเพิ่มเติม โดยผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์หลายรูปแบบ ทั้งโรแมนซ์สแกม การหลอกลงทุน และการโทรศัพท์หลอกลวง หรือที่เรียกว่า “ฟิชชิ่ง” ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายเป็นชาวเกาหลีใต้ด้วยกันเอง

ด้านเจ้าหน้าที่กัมพูชาเปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้บุกตรวจค้น 92 จุดใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องสงสัยได้กว่า 3,400 คน จาก 20 สัญชาติ ส่วนใหญ่เป็นเหยื่อที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวง และได้ถูกส่งตัวกลับประเทศแล้ว ส่วนผู้ที่เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการหลอกลวง มี 75 คน ถูกดำเนินคดีในศาลกัมพูชา

ทั้งรัฐบาลกัมพูชาและเกาหลีใต้ต่างประกาศว่าจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคให้หมดสิ้น พร้อมยกระดับการตรวจสอบแรงงานต่างชาติ เพื่อไม่ให้กัมพูชากลายเป็นฐานของอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ทหารเกาหลีเหนือกว่า 20 นาย ล้ำเขตแดนเกาหลีใต้ ถูกยิงเตือนก่อนถอยกลับ

ทหารเกาหลีเหนือกว่า 20 นาย ล้ำเขตแดนเกาหลีใต้ ถูกยิงเตือนก่อนถอยกลับ

24 ต.ค. 2568 09:20 น.

ทหารเกาหลีเหนือกว่า 20 นาย ล้ำเขตแดนเกาหลีใต้ ถูกยิงเตือนก่อนถอยกลับ

เกิดเหตุระทึก ทหารเกาหลีเหนือกว่า 20 นาย ข้ามเส้นแบ่งเขตทหาร เข้าสู่พื้นที่เกาหลีใต้ ในเมืองพาจู ก่อนกองทัพโซลยิงปืนเตือนจนทั้งหมดถอยกลับ เชื่ออาจเกิดจากการทำงานเคลียร์พื้นที่ชายแดน ไม่เกี่ยวกับเหตุทหารเกาหลีเหนือแปรพักตร์ในวันเดียวกัน

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานอ้างแถลงของ กองบัญชาการเสนาธิการร่วม (Joint Chiefs of Staff-JCS) เกาหลีใต้ว่า ทหารเกาหลีเหนือราว 20 นายได้ล้ำเส้นแบ่งเขตทหาร (Military Demarcation Line – MDL) เข้ามาในเขตเมืองพาจู จังหวัดคยองกี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโซล เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ทหารเกาหลีใต้ที่คอยสังเกตการณ์อยู่ได้ส่งสัญญาณเตือนทางวิทยุหลายครั้ง แต่เมื่ออีกฝ่ายยังคงเคลื่อนตัวลึกเข้ามา จึงตัดสินใจยิงปืนเตือน ส่งผลให้ทหารเกาหลีเหนือทั้งหมดถอยกลับโดยไม่แสดงท่าทีตอบโต้ใด ๆ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทหารกลุ่มนี้บางส่วนมีอาวุธ และอาจกำลังปฏิบัติงานในพื้นที่กันชน อาทิ การเก็บกู้กับระเบิดหรือถางพื้นที่ใกล้ชายแดน จึงคาดว่าการล้ำเขตอาจเป็นเหตุบังเอิญชั่วคราว  

ทั้งนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่มีรายงาน ทหารเกาหลีเหนืออีกนายหนึ่งแปรพักตร์ ข้ามพรมแดนไปยังเขตชอลวอน ในจังหวัดคังวอน ซึ่งนับเป็นการแปรพักตร์ครั้งแรกตั้งแต่รัฐบาลของ ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง เข้ารับตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม กองทัพเกาหลีใต้ยืนยันว่าทั้งสองเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน พร้อมระบุว่า ทางกองทัพกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของทหารเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการที่จำเป็นตามขั้นตอนทางยุทธการอย่างเคร่งครัด.

ที่มา Korea Times