60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

26 ต.ค. 2568 02:02 น.

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากทั้งกลุ่มสิทธิฯ และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ที่การประชุมในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่เตือนว่าสนธิสัญญานี้อาจทำให้ขอบเขตการสอดแนมของรัฐเพิ่มขึ้น

กรอบกฎหมายระดับโลกฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้กับอาชญากรรมดิจิทัล ตั้งแต่สื่อลามกอนาจารเด็ก ไปจนถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติและการฟอกเงิน

รัฐบาลเวียดนามยืนยันว่า มีมากกว่า 60 ประเทศที่เข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ไม่ระบุว่ามีประเทศใดบ้าง โดยข้อตกลงนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประเทศเหล่านั้นให้สัตยาบัน

นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็น “หมุดหมายสำคัญ” แต่ก็เตือนด้วยว่า นี่เป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น

“ทุก ๆ วัน การหลอกลวงที่ซับซ้อนได้ทำลายครอบครัว ปล้นจากผู้อพยพ และดูดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากเศรษฐกิจของเรา … เราจำเป็นต้องมีการตอบสนองระดับโลกที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกัน” นายกูเตร์เรสกล่าวในพิธีเปิดการประชุมที่เมืองหลวงของเวียดนามเมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ สนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UN Convention against Cybercrime) ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดยนักการทูตรัสเซียในปี 2017 และได้รับอนุมัติด้วยฉันทามติเมื่อปีที่แล้วหลังจากการเจรจาที่ยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ต่อต้านมองว่า ภาษาที่ใช้ในสัญญานั้นกว้างขวางมาก จนอาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด และเปิดช่องให้มีการปราบปรามผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลข้ามพรมแดนได้

“มีข้อกังวลมากมายที่ถูกหยิบยกขึ้นตลอดการเจรจาสนธิสัญญา เกี่ยวกับวิธีที่มันจะบังคับให้บริษัทต่าง ๆ ต้องแบ่งปันข้อมูลในท้ายที่สุด” ซาบานาซ ราชิด ดียา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย “Tech Global Institute” กล่าว “มันแทบจะเป็นการประทับตราอนุมัติให้กับแนวปฏิบัติที่เป็นปัญหาอย่างมาก ซึ่งถูกนำไปใช้กับนักข่าวและในประเทศที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ”

กลุ่มสิทธิมนุษยชนนับสิบกลุ่มยังระบุในจดหมายที่พวกเขาลงนามร่วมกันว่า ความคุ้มครองที่สนธิสัญญาฉบับนี้มอบให้นั้น “อ่อนแอ” เกินไป

ส่วนบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก็ออกมาแสดงความกังวลเช่นกัน

นาย นิค แอชตัน-ฮาร์ท หัวหน้าคณะผู้แทนของ Cybersecurity Tech Accord (CTA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทมากกว่า 160 แห่ง รวมถึง Meta, Dell และ Infosys ของอินเดีย ที่ไปร่วมเจรจาสนธิสัญญาฉบับนี้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนจะไม่เข้าร่วมการลงนามสนธิสัญญาในกรุงฮานอย

บริษัทเทคโนโลยีเคยเตือนว่า สนธิสัญญาดังกล่าวอาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นอาชญากร และ “อนุญาตให้รัฐต่าง ๆ ร่วมมือกันในการกระทำความผิดทางอาญาเกือบทุกอย่างที่พวกเขาเลือกจะทำ”

CTA กล่าวระหว่างกระบวนการเจรจาว่า การที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้นก่อให้เกิด “ความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบไอทีของบริษัทที่ผู้คนหลายพันล้านคนต้องพึ่งพาในทุก ๆ วัน”

แอชตัน-ฮาร์ทกล่าวด้วยว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วอย่างอนุสัญญาบูดาเปสต์ว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ (Budapest Convention on Cybercrime) มีแนวทางในการใช้ในลักษณะที่ “เคารพสิทธิ” มากกว่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

25 ต.ค. 2568 23:51 น.

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กับจีน เสร็จสิ้นการเจรจาการค้าวันแรกนอกรอบการประชุมอาเซียนที่มาเลเซียแล้ว และเตรียมหารือกันต่อในวันอาทิตย์ โดยการพูดคุยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กับนาย เหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน เสร็จสิ้นการเจรจาการค้าวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซียแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 โดยโฆษกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก

“การเจรจามีความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง และเราคาดว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในตอนเช้า” โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าว โดยที่ทั้งรัฐบาลมาเลเซีย รวมถึงฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายจีน เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สหรัฐฯ กับจีนกำลังพยายามหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้สงครามการค้าระหว่างทั้งสองประเทศบานปลาย หลังจากนายทรัมป์ขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% และมาตรการการค้าอื่น ๆ ที่จะเริ่มมีผลในวันที่ 1 พ.ย. เพื่อตอบโต้ที่จีนขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายากมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทั้งสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้ข้อตกลงสงบศึกทางการค้าอันแสนเปราะบาง ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม พังทลายลง

การเจรจาระหว่างทีมเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเกิดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN) จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง และปูทางสำหรับการประชุมกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ที่การประชุมเอเปกในเกาหลีใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เริ่มทัวร์เอเชีย หวังคุย สี จิ้นผิง ราบรื่น-เปรยอยากพบ คิม จอง-อึน

ทรัมป์เริ่มทัวร์เอเชีย หวังคุย สี จิ้นผิง ราบรื่น-เปรยอยากพบ คิม จอง-อึน

25 ต.ค. 2568 22:37 น.

ทรัมป์เริ่มทัวร์เอเชีย หวังคุย สี จิ้นผิง ราบรื่น-เปรยอยากพบ คิม จอง-อึน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกเดินทางเพื่อร่วมการทัวร์เอเชียแล้ว ซึ่งรวมถึงการพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก นอกจากนั้น เขายังพูดว่าอยากพบผู้นำเกาหลีเหนือด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสาร “แอร์ฟอร์ซวัน” เครื่องบินประจำตำแหน่ง เดินทางมุ่งหน้าสู่ทวีปเอเชียแล้ว โดยเขามีกำหนดการพบปะกับผู้นำโลกมากมายที่มาเลเซีย ซึ่งเขาจะร่วมประชุมอาเซียนในวันอาทิตย์นี้ด้วย

ที่การประชุมดังกล่าว นายทรัมป์มีกำหนดการลงนามข้อตกลงการค้ากับมาเลเซีย และจะเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา และอาจได้พบกับนาย ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิลนอกรอบการประชุมอาเซียนเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศด้วย

สถานีต่อไปนายทรัมป์จะเดินทางไปญี่ปุ่นในวันจันทร์ (27 ต.ค.) ซึ่งเขาจะได้พบกับนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น และมีกำหนดการพบกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนที่เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเยือนเอเชีย เพื่อเจรจาหาทางทำข้อตกลงการค้า ท่ามกลางการทำสงครามการค้าอย่างหนักของสหรัฐฯ

นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า เขาหวังว่าจะมีการ “ประชุมที่ดีมาก” กับ สี จิ้นผิง พร้อมเสริมว่าเขาคาดหวังให้จีนทำข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นกำแพงภาษีเพิ่มเติมอีก 100% ซึ่งกำลังจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย.นี้

ผู้นำสหรัฐฯ บอกนักข่าวด้วยว่า เขาอยากพบกับ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียครั้งนี้ด้วย โดยระบุว่า “ผมกระตือรือร้นกับเรื่องนี้” และย้ำว่า “ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับเขา (คิม จอง-อึน)”

เมื่อถูกถามว่าเขาเปิดรับข้อเรียกร้องของเกาหลีเหนือที่จะให้สหรัฐฯ ยอมรับสถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์เพื่อเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเจรจาหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “อืม ผมคิดว่าพวกเขาก็เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในระดับหนึ่ง… พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์มากมาย ผมจะพูดแบบนั้น”

ทั้งนี้ นายทรัมป์กับ คิม จอง-อึน เคยพบกันครั้งล่าสุดที่เขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งแบ่งแยกสองเกาหลีออกจากกัน ตอนที่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่ได้ย่างเท้าเข้าไปในดินแดนเกาหลีเหนือ ตอนที่ทั้งสองจับมือกันเมื่อปี 2562

ด้านนายคิมเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาพร้อมที่จะเปิดรับการพบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากวอชิงตันยกเลิกข้อเรียกร้องที่ให้เปียงยางยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่า มีโอกาสที่ “ค่อนข้างมาก” ที่นายทรัมป์กับนายคิมจะได้พบกัน ในตอนที่ผู้นำสหรัฐฯ เยือนเกาหลีในวันพุธที่ 29 พ.ค. เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก (APEC) และพบกับประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ก่อนจะร่วมทานอาหารกับผู้นำธุรกิจและเจ้าของบริษัทเทคโนโลยี

อนึ่ง หากการพบปะกันระหว่างนายทรัมป์กับนายสีในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้เกิดขึ้น จะถือว่าเป็นการพบกันต่อหน้าครั้งแรกของผู้นำทั้งสอง นับตั้งแต่นายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

5 ประเด็นที่น่าจับตาในโอกาสที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” บินร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่มาเลเซีย

5 ประเด็นที่น่าจับตาในโอกาสที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" บินร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่มาเลเซีย

25 ต.ค. 2568 10:10 น.

5 ประเด็นที่น่าจับตาในโอกาสที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” บินร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่มาเลเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เยือนมาเลเซียร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ขณะที่บรรดาผู้นำอาเซียนจับตานโยบายการค้าและความมั่นคง

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 บรรดาผู้นำสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งมีสมาชิก 10 ประเทศ และคู่เจรจา รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะพบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม และคาดว่าจะหารือกันในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การค้าไปจนถึงปัญหาความขัดแย้งระดับโลก

โดยผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสก็อตต์ เบสเซนต์ และผู้แทนการค้าเจมีสัน กรีเออร์ สำหรับผู้เข้าร่วมงานอื่นๆ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ค คาร์นีย์ ประธานาธิบดีบราซิล หลุยส์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซิริล รามาโฟซา นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบาเนเซ และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเกาหลีใต้และรัสเซีย และผู้นำจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว บรูไน และเมียนมาร์

ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมฟอรั่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน 

ความพยายามสงบศึกไทย-กัมพูชา

ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ คาดว่าไทยและกัมพูชา จะลงนามร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นสำหรับข้อพิพาทเรื่องพรมแดน หลังจากความขัดแย้งที่นองเลือดยาวนาน 5 วันในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย และรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียกล่าวว่าทรัมป์ตั้งตารอที่จะได้ร่วมในพิธีลงนามระหว่างการประชุมอาเซียนในครั้งนี้ หลังจากการประชุม JBC และ GBC ระหว่างไทยและกัมพูชา เห็นชอบข้อตกลง 4 ข้อ ทั้งการถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบปรามสแกมเมอร์ และบริหารพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นข้อเสนอของไทย

ความอึดอัดเมื่อผู้นำโลกต้องนั่งร่วมโต๊ะกับทรัมป์

คาดว่าทรัมป์จะใช้การประชุมอาเซียนเป็นเวทีพบผู้นำประเทศต่างๆ แบบส่วนตัว โดยบางคนมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับทรัมป์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยรายแรกคือประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ซึ่งเคยปะทะทางวาจากับทรัมป์ หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าจากบราซิลจาก 10% เป็น 50% เมื่อเดือนที่แล้ว โดยทรัมป์อ้างว่าเป็นการตอบโต้การล่าแม่มด  ที่บราซิลดำเนินคดีกับอดีตผู้นำ ชาอีร์ โบลโซนาโร

ขณะที่ทั้งสองตกลงพบกันอีกครั้งหลังพูดคุยทางโทรศัพท์ ภายหลังการเจอกันสั้นๆ ที่สหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บรรดาผู้นำอาเซียนก็เตรียมเข้าเจรจาแบบส่วนตัวกับทรัมป์เช่นกัน รวมถึงเจ้าภาพ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม โดยทั้งคู่คาดว่าจะร่วมกันลงนามข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ–มาเลเซีย มูลค่าราว 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงแผนการลงทุน และการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ อาทิ ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเครื่องบินพาณิชย์

อาเซียนและ RCEP ฟื้นการค้าในภูมิภาค

ขณะที่อาเซียนหวังผลลัพธ์ด้านบวกจากการเจรจากับสหรัฐฯ ผู้นำกลุ่มยังคงผลักดันความร่วมมือภายในกันเอง เพื่อเปิดเสรีการค้า การลงทุน และพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะชิปอิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล

นายอันวาร์กล่าวว่า เขาต้องการให้อาเซียนถูกมองเป็นตลาดเดียว  ที่มีประชากรหนุ่มสาวกว่า 680 ล้านคน ฐานชนชั้นกลางที่เติบโตเร็ว และทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศสมาชิกขนาดใหญ่กับประเทศยากจนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้หลายแผนการค้าเสรีชะงักงันเพราะปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะฟื้นการเจรจาในกรอบ ข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ซึ่งมีสมาชิก 15 ชาติ โดยนายอันวาร์ได้เชิญผู้นำประเทศคู่ค้าใหญ่ เช่น นายกรัฐมนตรีจีน  นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เข้าร่วมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผู้นำจาก บราซิล จีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ร่วมประชุมด้วย เพื่อเปิดทางสู่ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ BRICS แม้จะยังไม่อยู่ในวาระอย่างเป็นทางการ

ความมั่นคงและขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

นอกจากการค้าแล้ว ประเด็นด้านความมั่นคงก็เป็นอีกสิ่งที่อาเซียนต้องการคำมั่นจากทรัมป์ ว่าสหรัฐฯ ยังเป็น พันธมิตรที่ไว้ใจได้ในการถ่วงดุลอำนาจกับจีน โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ โดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ  ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก แต่จะมาพร้อมเงื่อนไข อาทิ การซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ

อีกประเด็นที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาคือ ขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ หลังสหรัฐฯ เพิ่งอายัดบิตคอยน์มูลค่ากว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งข้อหาผู้ก่อตั้ง Prince Group กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของกัมพูชา  ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางคริปโตที่ใช้แรงงานบังคับในค่ายผิดกฎหมาย

สหรัฐฯ คาดว่าจะเรียกร้องให้ กัมพูชา ไทย และฟิลิปปินส์ ชี้แจงว่าขบวนการเหล่านี้ดำเนินการในประเทศได้อย่างไร และอาเซียนอาจออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อจัดการกับปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค

เก้าอี้ว่างของเมียนมา และสมาชิกใหม่ติมอร์-เลสเต

นับเป็นปีที่สามติดต่อกันที่เมียนมา ถูกห้ามส่งผู้นำรัฐบาลทหารเข้าร่วมประชุมอาเซียน เนื่องจากไม่สามารถยุติสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังรัฐประหารเมื่อปี 2564 อาเซียนถูกกดดันให้แสดงจุดยืนชัดเจนต่อการเลือกตั้ง ที่รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนจัดขึ้นในเดือนธันวาคม ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเผด็จการ แม้จะจัดขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม

นายโมฮัมหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย  กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะจัดการประชุมกับตัวแทนรัฐบาลทหารและฝ่ายค้านของเมียนมาในวันศุกร์นี้ และจะรายงานผลต่อที่ประชุมอาเซียนในวันถัดมา เพื่อพิจารณาท่าทีร่วมของกลุ่ม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเตรียมประกาศรับ ติมอร์-เลสเต เป็นสมาชิกใหม่ลำดับที่ 11 อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะขยายขอบเขตทางทะเลของอาเซียน และเพิ่มน้ำหนักให้กับเป้าหมายความมั่งคั่งร่วมกันของภูมิภาค.

ที่มา SCMP Reuters

ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

25 ต.ค. 2568 09:10 น.

ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

หมีญี่ปุ่นอาละวาดหนัก ทำร้ายคนดับอีก 1 ศพ รวมแล้ว 10 ศพ ทุบสถิติหมีทำร้ายคนรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ จากปีที่แล้วอยู่ที่ 9 ศพใน 1 ปี คาดโลกร้อนส่งผลต่อแหล่งอาหารในป่า

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ ปีที่มีเหตุหมีทำร้ายคนรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเกิดเหตุโจมตีซ้ำอีกเมื่อวันศุกร์ (24 ต.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน และบาดเจ็บรวม 4 คน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากหมีในปีนี้เพิ่มเป็น อย่างน้อย 10 ศพ ซึ่งทำลายสถิติเดิมที่เคยสูงสุด 9 รายต่อปี

เหตุล่าสุดเกิดขึ้นใน หมู่บ้านบนภูเขาในจังหวัดอากิตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีหมีเข้าทำร้ายชาวบ้าน 4 คน โดยในจำนวนนี้ มี 1 คนเสียชีวิต และอีก 3 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้บาดเจ็บ 2 รายกำลังทำงานอยู่ในไร่ ส่วนอีก 2 รายถูกหมีทำร้ายระหว่างเข้าไปช่วย

ต่อมามีรายงานว่าพรานท้องถิ่นยิงหมีได้ในบริเวณใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าหมีตัวดังกล่าวคือหมีตัวที่ก่อเหตุหรือไม่

ในวันเดียวกัน ยังมีเหตุ หญิงวัย 70 ปีถูกหมีทำร้าย ในจังหวัดโทยามะ ทางตอนกลางของประเทศ แต่รอดชีวิตด้วยอาการบาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมคนใหม่ของญี่ปุ่นได้ประกาศว่าจะดำเนินมาตรการเข้มข้นมากขึ้น โดยเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นปัญหาร้ายแรงระดับประเทศ พร้อมระบุว่าจะเพิ่มการฝึกอบรมและสนับสนุนพรานของรัฐ รวมถึงจัดการจำนวนประชากรหมีอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คือกรณีชายวัย 60 ปีในจังหวัดอิวาเตะ ที่ถูกหมีทำร้ายเสียชีวิตขณะทำความสะอาดบ่อน้ำร้อนกลางแจ้งเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม

นักอนุรักษ์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของเหตุหมีบุกเมือง มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้ง ภาวะโลกร้อนที่ทำให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติลดลง และ จำนวนประชากรมนุษย์ในพื้นที่ชนบทที่ลดลง ทำให้พื้นที่ระหว่างคนกับสัตว์ป่าทับซ้อนกันมากขึ้น

ญี่ปุ่นมีหมีอยู่สองสายพันธุ์หลัก ได้แก่ หมีดำเอเชีย และ หมีสีน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือ

แม้จะมีการยิงหมีเพื่อควบคุมจำนวนหลายพันตัวต่อปี แต่จำนวนพรานในประเทศกำลังลดลง เนื่องจากสังคมผู้สูงอายุ ทำให้การจัดการประชากรหมีเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้นทุกปี.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมีทำร้ายคน

สัปดาห์ทองของนักดูดาว ชมดาวหางเลมมอน เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 1,300 ปี

สัปดาห์ทองของนักดูดาว ชมดาวหางเลมมอน เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 1,300 ปี

25 ต.ค. 2568 08:20 น.

สัปดาห์ทองของนักดูดาว ชมดาวหางเลมมอน เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 1,300 ปี

สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปีสำหรับผู้ชื่นชอบการดูดาวทั่วโลก เพราะจะสามารถชมดาวหางเลมมอนได้ชัดเจนที่สุด ก่อนที่มันจะโคจรห่างไปและจะไม่กลับมาใกล้โลกอีกจนกว่าจะครบ 1,300 ปีข้างหน้า

นักดาราศาสตร์เผยว่า ดาวหางเลมมอนที่ถูกค้นพบเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่งผ่านจุดใกล้โลกที่สุดที่ระยะประมาณ 56 ล้านไมล์ หรือราว 90 ล้านกิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 ต.ค.) 

โดยดาวหางเลมมอนจะยังคงมองเห็นได้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม และอาจยาวไปถึงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยสามารถใช้ กล้องส่องทางไกล (binoculars) ส่องดูได้หลังพระอาทิตย์ตก หรือในบางพื้นที่ที่ท้องฟ้าแจ่มใสและไม่มีแสงเมืองรบกวน ก็อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันยังมี “ดาวหางสวอน” (Comet Swan) ที่เข้าใกล้โลกในระยะประมาณ 24 ล้านไมล์ หรือราว 39 ล้านกิโลเมตร แต่จะสามารถมองเห็นได้ชัดกว่าในซีกโลกใต้ โดยต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ช่วยในการสังเกต

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะช่วงสัปดาห์นี้เป็นช่วงที่เกิด “ฝนดาวตกโอไรออนิด” (Orionid Meteor Shower) ประจำปี ซึ่งคาดว่าจะถึงจุดพีกในสัปดาห์นี้เช่นกัน โดยสามารถเห็นดาวตกเฉลี่ย สูงสุดถึงชั่วโมงละ 20 ดวง พาดผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน

ช่วงเวลานี้จึงนับเป็นโอกาสทองของนักดูดาว ที่จะได้ชมทั้งดาวหางและฝนดาวตกในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย และสร้างความตื่นตาให้กับผู้ที่เฝ้าดูทั่วโลก.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดาวหาง

“กัน” ขอ “คืนเวลา” ให้กับครอบครัว หลั่งนํ้าตาแจงปมคาใจมูลนิธิ ไอซ์ตามจิก-ธรรมนัสปัดเอี่ยว

“กัน” ขอ “คืนเวลา”  ให้กับครอบครัว หลั่งนํ้าตาแจงปมคาใจมูลนิธิ ไอซ์ตามจิก-ธรรมนัสปัดเอี่ยว

“กัน” ขอ “คืนเวลา” ให้กับครอบครัว หลั่งนํ้าตาแจงปมคาใจมูลนิธิ ไอซ์ตามจิก-ธรรมนัสปัดเอี่ยว

25 ต.ค. 2568 08:16 น.

“อนุทิน” เซ็นถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” พบพฤติกรรมกระทบความมั่นคง ยังใช้สัญชาติกัมพูชา พัวพันค้ามนุษย์หลอกลวงไซเบอร์ ยืนยันปมชายแดนยึดประโยชน์ประเทศ เน้นทำงานนำหน้าสแกมเมอร์ ซัดคนสงสัย “อนุทิน-เนวิน” เป็นเจ้าของสแกมเมอร์ บอก “กัน จอมพลัง” มาถูกทางที่ยื่นกรมการปกครองตรวจ

ประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ทุบราคา 1,280 ล้านบาท

ประมูลภาพวาดผลงาน "ปิกัสโซ" ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ทุบราคา 1,280 ล้านบาท

25 ต.ค. 2568 05:42 น.

ประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ทุบราคา 1,280 ล้านบาท

ฮือฮา ภาพวาดผลงาน “ปาโบล ปิกัสโซ” ถูกประมูลในกรุงปารีส เป็นเงิน 32 ล้านยูโร หรือราว 1,280 ล้านบาท หลังเก็บอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวมานานกว่า 8 ทศวรรษ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว France24 รายงานว่า ภาพวาดชื่อ “Bust of a Woman with a Flowered Hat” ผลงานของจิตรกรเอกชื่อก้องโลก ปาโบล ปิกัสโซ ได้สร้างความฮือฮาในวงการศิลปะ หลังถูกนำออกประมูลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 80 ปี ที่บ้านประมูล ดรูโอต์ ในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส  โดยมีผู้ประมูลไปในราคา 27 ล้านยูโร บวกค่าธรรมเนียมรวมเป็น 32,012,397 ยูโร หรือประมาณ 1,280 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาสูงสุดที่มีการประมูลผลงานศิลปะในฝรั่งเศสปีนี้

คริสตอฟ ลูเซียง นายประมูลของงานกล่าวว่า ภาพนี้ถูกวาดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2486 เป็นภาพเหมือนของโดรา มาร์ ศิลปินและช่างภาพผู้เป็นคนรักและแรงบันดาลใจของปิกัสโซ ในช่วงที่ทั้งคู่กำลังยุติความสัมพันธ์อย่างขมขื่น ซึ่งผลงานชิ้นนี้ถูกซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2487 และไม่เคยถูกนำออกจำหน่ายอีกเลย กระทั่งทายาทของเจ้าของเดิมตัดสินใจนำออกประมูลในปีนี้

ทางด้านแอกแนส เซเวสเทร-บาร์เบ นักวิชาการด้านศิลปะ ผู้เชี่ยวชาญผลงานของปิกัสโซ กล่าวว่าภาพนี้คงสภาพสมบูรณ์เหมือนวันแรกที่ออกจากสตูดิโอ โดยการที่ภาพไม่ได้ถูกเคลือบเงา ทำให้เห็นทุกชั้นของสีที่แท้จริง และสะท้อนอัจฉริยะทางศิลปะของปิกัสโซอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ แม้ราคาประมูลจะสูงกว่าที่คาดไว้ แต่ภาพนี้ก็ยังไม่ใช่ผลงานของปิกัสโซที่มีมูลค่าสูงที่สุด โดยในปี 2566 ภาพ “Woman with a Watch” ถูกขายในราคา 139.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,040 ล้านบาท ส่วนสถิติสูงสุดยังคงเป็นภาพ “Women of Algiers” ที่ขายได้ 179.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6,490 ล้านบาท เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา.

ที่มา France24

ทรัมป์ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่สุดในโลกสู่ทะเลแคริบเบียน จ่อถล่มขบวนการค้ายา เขย่ารัฐบาลเวเนฯ

ทรัมป์ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่สุดในโลกสู่ทะเลแคริบเบียน จ่อถล่มขบวนการค้ายา เขย่ารัฐบาลเวเนฯ

25 ต.ค. 2568 05:03 น.

ทรัมป์ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่สุดในโลกสู่ทะเลแคริบเบียน จ่อถล่มขบวนการค้ายา เขย่ารัฐบาลเวเนฯ

“โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งเดินหน้าปฏิบัติการปราบขบวนการค้ายาในทะเลแคริบเบียน สั่งเคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ ยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด พร้อมเรือรบ 8 ลำ เรือดำน้ำนิวเคลียร์ และฝูงบินรบ เอฟ-35  

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีคำสั่งเคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” ซึ่งเป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมุ่งหน้าเข้าสู่ทะเลแคริบเบียน เพื่อเสริมกำลังในปฏิบัติการปราบปรามขบวนการค้ายาข้ามชาติ  

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บืนยันว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” จะเข้าประจำการภายใต้กองบัญชาการภูมิภาคภาคใต้ ซึ่งครอบคลุมอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และทะเลแคริบเบียน โดยมีภารกิจ สกัดและทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ 

การเคลื่อนกำลังครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มบทบาททางทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีเรือรบอีก 8 ลำ เรือดำน้ำนิวเคลียร์ และฝูงบิน เอฟ-35 เข้าร่วมภารกิจ พร้อมเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่เรือที่อ้างว่าเป็นของขบวนการค้ายาในทะเลแคริบเบียน

ก่อนหน้านี้นายพีต เฮกเซ็ธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า ปฏิบัติการล่าสุดสามารถสังหารผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด ได้ 6 ราย บนเรือต้องสงสัยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรม Tren de Aragua ซึ่งมีฐานอยู่ในเวเนซุเอลา

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการนี้ถูกวิพากษ์อย่างหนัก โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความชอบธรรมทางกฎหมาย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ปฏิบัติการของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเป้าหมายแฝงเพื่อข่มขู่และเขย่ารัฐบาลของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ซึ่งเป็นคู่ปรับทางการเมืองของสหรัฐฯ มานาน ขณะที่ สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังพิจารณาปฏิบัติการภาคพื้นดินภายในเวเนซุเอลา เพื่อโจมตีเส้นทางขนยาและแหล่งผลิตโคเคน แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ทั้งนี้ ปฏิบัติการล่าสุดเป็นการโจมตีครั้งที่ 10 ของรัฐบาลทรัมป์ต่อเรือค้ายา ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 43 ศพ ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า เป็นการโจมตีที่อยู่ภายใต้อำนาจตามกฎหมายของผู้นำประเทศ.

นายกฯ คนใหม่ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ประกาศพัฒนากองทัพ กระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ

นายกฯ คนใหม่ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ประกาศพัฒนากองทัพ กระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ

24 ต.ค. 2568 23:29 น.

นายกฯ คนใหม่ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ประกาศพัฒนากองทัพ กระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ประกาศแก้ปัญหาราคาสินค้า และค่าครองชีพพุ่ง มุ่งพัฒนากองทัพ กระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ พร้อมให้คำมั่นจะสร้างญี่ปุ่นให้กลับมาเป็นศูนย์กลางของเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง 

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น กล่าวแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ด้วยการแสดงเจตจำนง “เปลี่ยนความวิตกของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง” พร้อมให้คำมั่นจะสร้างญี่ปุ่นให้กลับมาเป็นศูนย์กลางของเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง เธอยังยืนยันว่าจะรับฟังข้อเสนอจากพรรคการเมืองต่าง ๆ อย่างจริงใจ หากไม่ขัดกับนโยบายหลักของรัฐบาล

ผู้นำหญิงของญี่ปุ่นระบุว่า คณะรัฐมนตรีจะเร่งจัดทำมาตรการเศรษฐกิจฉบับพิเศษ และเสนอร่างงบประมาณเสริมเพื่อรองรับมาตรการนี้ นอกจากนี้ยังตั้งเป้ายกเลิก “ภาษีน้ำมันชั่วคราว” และพิจารณามาตรการเพิ่มเพดานยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในระยะต่อไป

ในด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ทาคาอิจิแสดงความกังวลต่อกิจกรรมทางทหารของจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย พร้อมย้ำว่าพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เป็น “เสาหลักของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” พร้อมกล่าวด้วยว่า หวังจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจส่วนตัว กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี 

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงชาวญี่ปุ่นที่ถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว โดยให้คำมั่นว่าจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อนำพวกเขากลับประเทศโดยเร็วที่สุด

ด้านนโยบายกลาโหม ผู้นำหญิงคนใหม่ยืนยันว่า รัฐบาลจะเริ่มทบทวนเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ 3 ฉบับ และตั้งเป้าแก้ไขให้เสร็จภายในสิ้นปีหน้า พร้อมเร่งแผนเพิ่มงบกลาโหมให้ถึงร้อยละ 2 ของจีดีพีภายในปีงบประมาณนี้ นอกจากนี้ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะจัดตั้งสภายุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจ  เพื่อผลักดันการขยายตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจญี่ปุ่น และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้ประชาชนทุกคน.